วาสนาบันดาลรัก 323 ผีผา

ตอนที่ 323 ผีผา

ไท่จื่อเฟยค่อยๆ นั่งลงบนพื้น ตัวนางสั่นระริกดุจร่อนข้าว ขณะที่ไท่โฮ่วคาดคั้นสอบถามนางกลับพูดไม่ออกแม้เพียงคำ

 

 

“พระมารดา…” รุ่ยเกอสะบัดมือออกจากขันทีแล้ววิ่งเข้าไปหาไท่จื่อเฟย

 

 

ร่างอันนุ่มนิ่มอุ่นร้อนพุ่งเข้าสู่อ้อมอกนาง ไท่จื่อเฟยโอบรุ่ยเกอไว้แน่นแล้วร้องไห้เสียงดังออกมาอย่างเจ็บปวด

 

 

รุ่ยเกอตกใจจนแน่นิ่งไป เขายื่นมือออกมาลูบใบหน้าไท่จื่อเฟย “พระมารดา เหตุใดท่านจึงร้องไห้เล่า”

 

 

เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความแปลกใจ เมื่อเห็นเด็กน้อยที่นอนอยู่บนเตียงก็ตะลึงไปครู่หนึ่งแล้วเอ่ยถามว่า “พระมารดา เขาเป็นใคร เหตุใดจึงหน้าตาคล้ายข้ายิ่ง”

 

 

ไท่จื่อเฟยพูดอันใดไม่ออกจึงเพียงกอดรุ่ยเกอไว้พลางร่ำไห้ไร้สุ้มเสียง

 

 

ไท่โฮ่วคล้ายเข้าใจอันบางอย่างขึ้นมา หน้าตาจึงเขียวคล้ำยิ่ง นางเอ่ยถามเน้นย้ำทีละคำว่า “ใช่แล้ว ไท่จื่อเฟย เจ้าบอกข้าได้หรือไม่ว่าหากเด็กที่อยู่ในอ้อมกอดเจ้าคือรุ่ยเกอ แล้วที่นอนอยู่บนเตียงนั้นคือผู้ใดกันเล่า”

 

 

รุ่ยเกอยกแขนโอบรอบคอไท่จื่อเฟยพลางกัดฟันเอ่ยถามว่า “พระมารดา เกิดอันใดขึ้นกันแน่”

 

 

รุ่ยเกอนับว่าเป็นเด็กที่อยู่ในวัยกำลังเติบใหญ่ทั้งยังโตในวัง ความคิดความอ่านย่อมมีมากกว่าเด็กอายุเท่ากันทั่วไป เขากระตุกแขนไท่จื่อเฟยคราหนึ่งแล้วใช้สายตาขอร้องอ้อนวอนมองไปยังไท่โฮ่ว

 

 

ไท่โฮ่วถูกมองเช่นนั้นก็เริ่มรู้สึกใจอ่อน แต่ด้วยรู้ว่าต้องมีปัญหาใหญ่อันใดบางอย่างซ่อนอยู่แน่จึงได้แข็งใจเบนสายตาหนีแล้วหันไปเอ่ยกับเจาเฟิงตี้ว่า “ให้รุ่ยเกอออกไปก่อนเถิด”

 

 

เจาเฟิงตี้พยักหน้า แล้วส่งสัญญาณให้ขันทีพารุ่ยเกอออกไป เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่งจึงเอ่ยขึ้นว่า “เจียหมิง เจ้าก็ออกไปเล่นเป็นเพื่อนรุ่ยเกอก่อนเถิด”

 

 

ไท่จื่อเฟยกอดรุ่ยเกอแน่นไม่ยอมปล่อยมือ

 

 

ไท่โฮ่วจึงเอ่ยเสียงเย็นว่า “หรือเจ้าอยากจะอธิบายเรื่องทั้งหมดต่อหน้ารุ่ยเกอ”

 

 

ไท่จื่อเฟยพลันสลดไป มือนั้นค่อยๆ คลายออก

 

 

“พระมารดา พระมารดา…” รุ่ยเกอไม่รู้ว่าเกิดเรื่องใดขึ้นกันแน่จึงรู้สึกหวาดหวั่นอยู่ในใจ

 

 

รอกระทั่งรุ่ยเกอถูกพาออกไปแล้ว ไท่โฮ่วจึงค่อยๆ นั่งลงแล้วกวาดตามอง ‘พระราชนัดดา’ ที่ยังนอนปิดตาหลับสนิทอยู่บนเตียงคราหนึ่ง แล้วเอ่ยถามไท่จื่อเฟยว่า “พูดเถิด เรื่องราวเป็นเช่นใดกันแน่”

 

 

ไท่จื่อเฟยพลันพูดไม่ออกไปชั่วขณะ เล็บมือยาวจิกลงไปที่กลางฝามือจนหักเกิดเป็นรอยพระจันทร์ครึ่งเสี้ยวสีแดงขึ้นมา

 

 

ยังคงเป็นเจาเฟิงตี้เอ่ยปากขึ้นก่อนว่า “เสด็จแม่ เป็นลูกเองที่มิได้บอกกับท่านตั้งแต่แรก วันที่ชูสยาออกเดินทางนั้นไท่จื่อวางแผนบุกเข้ามาในวังเพื่อก่อกบฏ ยามนี้ถูกลูกกักตัวไว้แล้ว”

 

 

“หา!” ไท่โฮ่วพลันลุกขึ้นจ้องเจาเฟิงตี้เขม็ง ผ่านไปครู่ใหญ่สีหน้าจึงเริ่มกลับสู่ความสงบนิ่ง แต่น้ำเสียงยังคงสั่นเครืออยู่บ้าง “ฝ่าบาท เรื่องใหญ่เพียงนี้ เจ้ากลับปิดบังข้ามาตลอด ดูท่าข้าคงแก่แล้วจริงๆ”

 

 

“เสด็จแม่ ลูกผิดไปแล้ว ลูกแค่กลัวว่าท่านจะเป็นห่วง…” เจาเฟิงตี้เอ่ยถึงเรื่องนี้แล้วก็รู้สึกอ่อนเพลียจึงหอบหายใจยาวออกมา

 

 

ไท่โฮ่วเห็นก็ร้องไห้ ในใจของนางนั้นผู้ใดก็เทียบไม่ได้กับบุตรชายคนนี้ ไท่จื่อกับรุ่ยเกอล้วนเทียบไม่ได้ทั้งสิ้น

 

 

ควรต้องทราบว่าหลานและเหลนนั้นนางมีอยู่มากมาย แต่บุตรชายที่เป็นจักรพรรดินั้นนางมีเพียงคนเดียว!

 

 

“เช่นนั้นเจ้าบอกมาว่ารุ่ยเกอตัวปลอมคืออันใดกันแน่” ไท่โฮ่วเดินเข้าไปหาแล้วก้มลงมองไท่จื่อเฟยที่นั่งคุกเข่าอยู่บนพื้น

 

 

เมื่อเรื่องถึงขั้นนี้แล้วไท่จื่อเฟยย่อมทราบว่ามิอาจทำอันใดได้แล้ว หากยังปิดบังต่อไปจนยั่วโทสะของเจาเฟิงตี้และไท่โฮ่ว ไม่แน่ว่าอาจจัดการรุ่ยเกอทันทีเลยก็เป็นได้ หากบอกไปตามตรง บางทีก็อาจจะเห็นแก่สายเลือดที่อยู่ในตัวรุ่ยเกอและปล่อยให้บุตรของนางมีชีวิตอยู่ต่อไปก็เป็นได้

 

 

นางก้มหน้าลงแล้วเอ่ยปากในที่สุด “เป็นตัวตายตัวแทนที่บิดาหม่อมฉันเตรียมไว้ให้ และอาศัยโอกาสตอนที่ออกจากวังไปร่วมไว้อาลัยในพิธีศพเปลี่ยนเอาตัวรุ่ยเกอออกไปเพคะ”

 

 

“แล้วเอาไปไว้ที่ใด หรือยังคิดจะก่อความวุ่นวายในแผ่นดินนี้อีก” เจาเฟิงตี้เอ่ยถามเสียงเย็น

 

 

ไท่จื่อเฟยส่ายหน้าอย่างร้อนรน “สะใภ้มิบังอาจ แค่อยากรักษาชีวิตของรุ่ยเกอไว้ให้เขาได้มีชีวิตต่อไปอย่างสามัญชนเท่านั้นเพคะ”

 

 

“เช่นนั้นเด็กคนนี้เล่า เหตุใดจึงได้เหมือนกับรุ่ยเกอเพียงนี้” ไท่โฮ่วชี้ไปยังเด็กน้อยที่นอนอยู่บนเตียง

 

 

ไท่จื่อเฟยเม้มริมฝีปากตนแล้วเอ่ยพูดโดยมิได้หันไปมองเด็กคนนั้นเลยสักนิด “เป็นญาติห่างๆ ของตระกูลเรา ท่านพ่อได้พบเขาตั้งแต่อายุไม่กี่ปี ด้วยเห็นว่าเขามีส่วนคล้ายกับรุ่ยเกออยู่หลายส่วนจึงได้นำมาเลี้ยงไว้”

 

 

“จิตใจช่างชั่วร้ายจริงๆ!” ไท่โฮ่วทอดถอนใจยาวออกมา

 

 

ไท่จื่อเฟยอดเอ่ยแก้ตัวแทนบิดาตนไม่ได้ “เด็กผู้นี้สุขภาพย่ำแย่มานาน คนทั่วไปไม่มีทางดูแลได้แน่ หากมิใช่บิดาเกรงว่าเขาจากโลกนี้ไปนานแล้วเพคะ”

 

 

ไท่โฮ่วหัวเราะเยาะหยันออกมาเสียงหนึ่ง แล้วหันไปมองไท่จื่อเฟยด้วยสายตาเย็นชา “หรือจะบอกว่าการขุนสุกรตัวหนึ่งที่กำลังจะถูกเชือดให้อ้วนสักระยะหนึ่งนั้น มันควรต้องซาบซึ้งในพระคุณของคนที่เลี้ยง ช่างเป็นเรื่องที่น่าขบขันที่สุดในใต้หล้าจริงๆ เชียว!”

 

 

ไท่จื่อเฟยถึงกับหน้าก่ำหูแดงไปกับคำพูดนี้

 

 

“กล่าวเช่นนี้ หมายความว่าเรื่องที่เด็กผู้นั้นตกน้ำ เจียหมิงเซี่ยนจู่เป็นผู้ถูกใส่ร้ายใช่หรือไม่”

 

 

เดิมไท่จื่อเฟยคิดจะส่ายหน้าปฏิเสธ แต่พลันรู้สึกถึงสายตาอันเย็นเยียบสายหนึ่งที่มองมายังตน นางจึงเงยหน้าขึ้นเล็กน้อยก็เห็นหลัวเทียนเฉิงมองนิ่งมายังนาง

 

 

เขายืนอยู่ไม่ไกลนัก ใบหน้าคล้ายหยกเนื้อเย็น ในดวงตาเคลือบด้วยเกล็ดหิมะ ทั้งที่มิได้เอ่ยวาจาใดออกมาสักคำแต่กลับสามารถแช่แข็งคำพูดที่นางคิดจะเอ่ยเอาไว้ได้

 

 

หัวใจของไท่จื่อเฟยค่อยๆ เหน็บหนาวขึ้นมา

 

 

ระยะเวลาสั้นๆ แค่เพียงสองวัน เขากลับคาดเดาเรื่องพระราชนัดดาตัวปลอมได้ทั้งยังหารุ่ยเกอตัวจริงออกมาได้ นี่เป็นเรื่องที่คนธรรมดาสามารถทำได้งั้นหรือ

 

 

เขา…เขาจะต้องเป็นปีศาจเป็นแน่!

 

 

ครั้นเห็นไท่จื่อเฟยอึ้งงันไม่พูดจา ไท่โฮ่วก็ถอนหายใจออกมา “ข้าเข้าใจแล้ว”

 

 

เจาเฟิงตี้กับไท่โฮ่วจึงถามนางอีกครู่หนึ่ง ส่วนเจินเมี่ยวที่ถูกพาตัวไปยังห้องด้านข้างก็กำลังนั่งหันหน้าเข้าหารุ่ยเกอ

 

 

เมื่อเจินเมี่ยวต้องเผชิญหน้ากับรุ่ยเกอ อารมณ์ของนางก็ออกจะซับซ้อนอยู่บ้าง

 

 

นางโกรธแค้นที่ไท่จื่อเฟยดึงนางเข้าไปเกี่ยวข้องด้วยและเพราะเหตุนี้ทำให้พระราชนัดดาตัวจริงที่ควรได้รับอิสรภาพต้องกลับเข้ามาอยู่ในกรงเช่นเดิมอีกครั้ง แม้อาจกล่าวได้ว่าไท่จื่อเฟยทำตัวเองแต่เมื่อเห็นเด็กที่อายุน้อยเพียงนี้ที่อาจจะตายไปอย่างไร้สุ้มเสียงภายใต้การเปลี่ยนแปลงในวังผู้นี้แล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้าเช่นนี้หากนางสามารถทำใจให้นิ่งดุจสายน้ำได้ นั่นคงมิใช่นางแล้ว

 

 

ด้วยเหตุนี้เจินเมี่ยวจึงเอาแต่จ้องผลผีผา[1] ที่ถูกจัดวางไว้บนโต๊ะตรงหน้านิ่ง

 

 

“เจ้าอยากกิน?” เสียงเด็กน้อยดังขึ้น

 

 

เจินเมี่ยวหันไปมองด้วยความแปลกใจก็เห็นรุ่ยเกอจ้องมองนางด้วยความรังเกียจ

 

 

เขายื่นมือไปหยิบผลผีผาส่งให้นาง “อะ เจ้ากินเถิด”

 

 

เจินเมี่ยวรับมาโดยไม่รู้จะพูดอันใดดีในชั่วขณะนั้น

 

 

เสียงของรุ่ยเกอดังขึ้นอีก “คนที่เหมือนกับข้าผู้นั้นเป็นใคร”

 

 

เมื่อเห็นเจินเมี่ยวไม่พูด เขาก็ก้มหน้าลงครุ่นคิด แล้วเอ่ยว่า “พระมารดาต้องการให้ข้าไปใช้ชีวิตอยู่ข้างนอกเพราะจะให้คนผู้นั้นมาอยู่กับพระมารดาแทนข้าใช่หรือไม่”

 

 

“โชคดีที่ท่านอาผู้นั้นพาข้ากลับมา มิเช่นนั้นเขาคงแย่งพระมารดาข้าไปแล้ว!” รุ่ยเกอขมวดคิ้ว ยื่นมือออกไปผลักเจินเมี่ยวคราหนึ่ง “นี่ เจ้าเป็นใบ้หรือ ถึงไม่พูดอันใดเลย เกลียดจริงๆ เลย!”

 

 

เขาลุกขึ้นแล้ววิ่งออกไปด้านนอกเพื่อไปหาไท่จื่อเฟย แต่ถูกขันทีขวางไว้เสียก่อน

 

 

เวลานี้หลัวเทียนเฉิงได้ออกมาแล้ว เขายิ้มให้กับเจินเมี่ยวแล้วเอ่ยว่า “ไม่มีอันใดแล้ว เรากลับจวนเถิด”

 

 

ระหว่างทางบนรถม้า เจินเมี่ยวเห็นเขาหน้าซีดจึงเอ่ยตำหนิว่า “ท่านบาดเจ็บยังไม่หายดี เหตุใดต้องเข้าวังมาด้วยตนเองเล่า”

 

 

“เรื่องสำคัญเช่นนี้ ต้องมาเองข้าจึงสบายใจ อีกอย่างเจ้าก็อยู่ในวังด้วย”

 

 

เจินเมี่ยวเริ่มสงบใจลงได้ นางก้มลงมองผลผีผาที่กำไว้ในมือตนอยู่ตลอดแล้วนิ่งเงียบ

 

 

“เป็นอันใดไป?” หลัวเทียนเฉิงขยับเข้ามาใกล้ แล้วเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม

 

 

ครั้นมองใบหน้าหล่อเหลาใจกว้างนั้นแล้วเจินเมี่ยวก็เม้มริมฝีปากเอ่ยถามว่า “ฝ่าบาทจะจัดการเช่นไรกับไท่จื่อเฟยและพระราชนัดดาหรือ”

 

 

“เรื่องนี้ฝ่าบาทไหนเลยจะตรัสกับข้าเล่า”

 

 

“ท่านลองคาดเดาดูมิได้หรือ”

 

 

หลัวเทียนเฉิงนิ่งเงียบครู่หนึ่งจึงเอ่ยว่า “หากให้ข้าคาดเดาก็คิดว่าไท่จื่อเฟยนั้นย่อมมิอาจเก็บเอาไว้ได้ พระราชนัดดาตัวปลอมก็เช่นกัน ส่วนตัวจริงนั้นพูดยาก คงต้องดูว่าฝ่าบาทกับไท่โฮ่วจะพระทัยอ่อนหรือไม่ เป็นอันใด เจ้าสงสารพระราชนัดดาหรือ”

 

 

“หากบอกว่าสงสาร พระราชนัดดาตัวปลอมกลับน่าสงสารกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไรเด็กน้อยก็เป็นผู้บริสุทธิ์”

 

 

หลัวเทียนเฉิงแค่นยิ้ม “วาจานี้ข้าไม่เห็นด้วย”

 

 

“หืม?”

 

 

เขายื่นมือหยิกแก้มนาง “ข้ากลับคิดว่าหนี้บิดาบุตรชดใช้นั้นสมเหตุสมผลยิ่ง เจ้าคิดดู หากไท่จื่อก่อกบฏสำเร็จ ต่อไปผู้ที่ได้รับผลประโยชน์มิใช่พระราชนัดดาหรือ ผู้ที่เคราะห์ร้ายก็คือองค์ชายและพระราชนัดดาองค์อื่นๆ หากครานี้ไท่จื่อเฟยใส่ร้ายเจ้าสำเร็จ ผู้ที่ได้รับอิสระมิใช่พระราชนัดดาหรือ ส่วนคนเคราะห์ร้ายก็คือเจ้า แล้วอย่างไร โลกนี้ไหนเลยจะมีเรื่องดีๆ ที่คนเราจะรับแต่ประโยชน์ ไม่ยอมรับโทษใดๆ หากเป็นเช่นนั้น คงมีคนที่ยอมกระทำการเสี่ยงอันตรายเมื่อสิ้นไร้หนทางมากกว่านี้แน่”

 

 

“ที่ท่านพูดก็มีเหตุผล” เจินเมี่ยวพยักหน้าช้าๆ

 

 

แต่เมื่อคิดถึงโชคชะตาที่เด็กน้อยอายุไม่ถึงสิบปีต้องเผชิญแล้วอย่างไรก็มิใช่เรื่องที่ทำให้คนเบิกบานใจสักนิด แต่นางทำอันใดไม่ได้ เพียงปรารถนาให้คนรอบกายมีชีวิตที่ดีเท่านั้น

 

 

ครั้นจังเฉาหวาถูกส่งกลับไปยังจวนหย่งจยาโหวก็ถูกฮูหยินผู้เฒ่าเรียกไปสอบถาม เมื่อเห็นว่านางเฉียวแม่สามีก็อยู่ด้วยจึงรีบย่อกายคารวะ

 

 

“เจ้าพูดว่าอย่างไรบ้าง” ฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยถามตามตรง

 

 

จังเฉาฮวาเผยรอยยิ้มออกมา “หลานสะใภ้ก็ตอบไปตามความจริงเจ้าค่ะ”

 

 

นางอุปนิสัยร่าเริง ชอบเจรจาชอบยิ้มแย้ม ทั้งยังเป็นสหายสนิทกับคุณหนูใหญ่ หลังจากแต่งเข้ามาก็ได้รับความเอ็นดูจากฮูหยินผู้เฒ่าและแม่สามียิ่ง วันเวลาที่ผ่านมาจึงผ่านไปอย่างราบรื่นด้วยดี

 

 

“เช่นนั้นไท่โฮ่วทรงว่าอย่างไรบ้าง”

 

 

“ข้าลอบสังเกตดูเห็นว่าไท่โฮ่วทรงมิใคร่โปรดเจียหมิงเซี่ยนจู่เท่าใดนัก บ่าวไพร่ที่ค่อยรับใช้พระราชนัดดาที่ไท่จื่อเฟยพาไปด้วยต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวข้าเจ้าค่ะ”

 

 

ฮูหยินผู้เฒ่ากับนางเฉียวมองสบตากันแล้วพยักหน้าน้อยๆ

 

 

ในเมื่อไท่โฮ่วและไท่จื่อเฟยเห็นตรงกัน เช่นนั้นหากแม้นางจังไม่มีความหมายอื่น อย่างน้อยก็ไม่มีความผิด

 

 

เช่นนี้ดียิ่ง!

 

 

“นางจัง วันนี้เจ้าคงเหนื่อยแล้วรีบไปพักผ่อนเถิด ไม่ว่าอย่างไรต่อไปพยายามอย่าพูดถึงเรื่องนี้ขึ้นมาอีก”

 

 

“หลานสะใภ้ทราบแล้วเจ้าค่ะ” จังเฉาหวารับปากทันทีแล้วยิ้มจนหางตาหยักโค้ง

 

 

คนที่อายุมากแล้วนั้นย่อมชมชอบเห็นรอยยิ้มทั้งสิ้น ฮูหยินผู้เฒ่าเห็นแล้วก็สบายใจขึ้น สีหน้าจึงผ่อนคลายลงหลายส่วน

 

 

เวลานี้เองกลับมีสาวใช้ผู้หนึ่งรีบเดินเข้ามารายงานว่า “ฮูหยินผู้เฒ่าเจ้าคะ มีคนจากวังหลวงมาเจ้าค่ะ!”

 

 

“รีบเชิญเข้ามาเร็ว!” ฮูหยินผู้เฒ่าตกใจยิ่ง นางลุกขึ้นเดินออกไปต้อนรับด้วยตนเอง

 

 

ขันทีผู้นั้นเดินเข้ามาแล้วพูดว่า “ที่พวกเรามาวันนี้เพื่อถ่ายทอดรับสั่งของไท่โฮ่ว เรื่องพระราชนัดดาตกน้ำนั้นได้รับการตรวจสอบจนแน่ชัดแล้วว่าไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับเจียหมิงเซี่ยนจู่!”

 

 

ฮูหยินผู้เฒ่าหน้าเปลี่ยนสีไปเล็กน้อยแล้วหันไปมองจังเฉาหวา

 

 

จังเฉาหวามีสีหน้าท่าทางตกใจไม่อยากเชื่อ

 

 

ขันทีผู้นั้นมองมาแล้วเอ่ยเสียงแหลมเล็กว่า “ท่านนี้คงเป็นนางจังกระมัง ไท่โฮ่วยังรับสั่งอีกว่า ต่อไปท่านพบเจอเหตุการณ์ใดให้ดูให้ชัดเจนก่อนค่อยพูด อย่าได้พูดไปตามผู้อื่นทั้งที่ตนไม่เห็นจริงๆ!”

 

 

เขาพูดจบก็ยกมือขึ้นประกบกันเป็นการแสดงความเคารพ “พวกเราคงต้องกลับวังไปทูลรายงานแล้ว”

 

 

ฮูหยินผู้เฒ่าอดกลั้นต่อสถานการณ์อันย่ำแย่นี้แล้วส่งสัญญาณให้สาวใช้นำถุงใส่ตำลึงทองมอบให้เขาไป

 

 

ขันทีผู้นั้นกลับมิได้ผลักไส แต่กลับยัดมันเข้าไปในแขนเสื้อแล้วจากไป

 

 

ฮูหยินผู้เฒ่าหันกลับไปมองจังเฉาหวาคราหนึ่งแล้วเอ่ยเสียงเรียบกับนางเฉียวว่า “เจ้าเป็นแม่สามีของนางจัง นางอายุยังน้อยจึงมีบ้างที่สะเพร่าไป เจ้าดูแลอบรมให้ดี มิเช่นนั้นหยวนหย่งจยาโหวอาจเสื่อมเสียได้!”

 

 

นางเฉียวอดกลั้นโทสะเอ่ยรับคำไป เมื่อนางและจังเฉาหวากลับถึงเรือนตนก็มิอาจเก็บโทสะเอาไว้ได้อีกจึงเอ่ยอบรมสั่งสอนนางเป็นการใหญ่แล้วทำโทษกักบริเวณนางหนึ่งเดือน

 

 

จังเฉาหวารู้สึกอับอายยิ่งจึงทะเลาะกับสามีตนเพราะเรื่องนี้ สองสามีภรรยาจึงทำสงครามเย็นใส่กันอยู่พักใหญ่ แต่นี่เป็นเรื่องหลังจากนั้นจึงไม่ขอเอ่ยถึงอีก

 

 

 

 

——

 

 

[1] ผลผีผา(枇杷)หรือปี่แป๊ มีลูกสีส้มทอง เปลือกบางมีขน ฉ่ำน้ำ รสหวานอมเปรี้ยว มักเกิดในพื้นที่อากาศอบอุ่น มีสรรพคุณช่วยแก้ไอ เนื่องจากรูปร่างคล้ายเครื่องดนตรีผีผา (琵琶)จึงมีชื่อเหมือนกัน แต่เขียนคนละแบบ 

วาสนาบันดาลรัก

วาสนาบันดาลรัก

Score 10
Status: Completed

ตอนที่ 1 – 199.2 อ่านนิยาย

(อ่านตอนต่อไปด้านล่าง)


ด้วยเพราะอุบัติเหตุในงานเลี้ยงสวนดอกหลี เป็นเหตุให้เจินเมี่ยว คุณหนูสี่จวนเจี้ยนอานปั๋วถูกบังคับให้แต่งงานกับหลัวเทียนเฉิง ซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงเพื่อลบคำครหา ทว่าใครเล่าจะรู้ว่าสวรรค์กลับเล่นตลก นำพาให้คนสองคนจากแต่ละห้วงเวลามาพบกันในเหตุการณ์นั้นเอง  คนหนึ่งคือหญิงสาวจากยุคปัจจุบันที่ย้อนเวลามาสวมร่างผู้อื่น จำต้องแบกรับชื่อเสียฉาวโฉ่และกรรมที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้  ส่วนอีกคนคือชายหนุ่มผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ในร่างเดิมเพื่อล้างความอัปยศที่เคยได้รับในอดีตชาติ   กาลก่อนโชคชะตาเคยผูกด้ายแดงให้ทั้งสองได้ครองคู่ แต่เพราะ ‘นาง’ ทำตัวประดุจดอกซิ่งยื่นออกนอกกำแพง เป็นเหตุให้เขาต้องมอดม้วยไปพร้อมกับความอดสู   กาลนี้วาสนาบันดาลให้นางและเขามาบรรจบกันอีกครา เขาจึงคิดจะอาศัยบทเรียนในอดีตตัดไฟเสียแต่ต้นลม ทว่าเขาจะทำเช่นไร เมื่อพบว่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดกลับเปลี่ยนแปลงไป รวมถึง ‘นาง’ ผู้นั้นด้วย!

Options

not work with dark mode
Reset