วาสนาบันดาลรัก 217

ตอนที่ 217

คนในห้องโถงต่างไม่ทราบว่าบุรุษหนุ่มเอ่ยสิ่งใดกับคนด้านนอก แต่ไม่นานบุรุษหนุ่มก็พาคนทั้งหลายกลับมา เมื่อนั่งลงบนเก้าอีกก็เอ่ยถามว่า “สามีของท่านจะกลับมาเมื่อใดหรือ?”

 

 

“ข้าได้ส่งคนไปตามท่านพี่ที่สวนแล้ว อย่างช้าที่สุดคงเป็นเวลาอาหารค่ำ ท่านพี่ก็คงกลับมาแล้ว”

 

 

“อืม” บุรุษหนุ่มเอ่ยรับคำไปตามปาก แต่ยังคงนั่งอยู่คุยอยู่เช่นนั้น

 

 

นางหูหันไปมองหลัวเทียนเฉิงอย่างไม่รู้ตัวอีกครา นางเพียงรู้สึกว่าเขามีท่าทางคล้ายกับท่านพี่ผู้อยู่ในความทรงจำของนางอยู่หลายส่วน แต่เมื่อมององคาพยพทั้งห้าแล้วก็บอกไม่ถูกว่ามีส่วนใดที่เหมือน

 

 

คงเป็นความคล้ายคลึงกันอย่างคนทั่วไปกระมัง นางหูปลอบใจตนเองเช่นนี้ แต่กลับรู้สึกวุ่นวายใจขึ้นมา

 

 

คนคล้ายกันได้มิแปลกอันใด แต่บุคคลที่มีความคล้ายคลึงท่านพี่ของนางอยู่หลายส่วนผู้นี้กลับมาหาท่านพี่ถึงที่ แล้วจะมิให้นางคิดมากได้อย่างไร

 

 

เวลานี้เอง นางหูก็อยากจะให้สามีมาปรากฏต่อหน้าเหลือเกินจะได้ถามเอาความจริงต่อเขา

 

 

ทั้งสามฝ่ายต่างไม่คุ้นเคยกัน การนั่งรออยู่เช่นนี้ช่างน่ากระอักกระอ่วนนัก นางหูจริงเอ่ยว่า “ไม่สู้ให้พวกท่านไปย้ายไปที่ห้องรับรองเพื่อพักผ่อนก่อน รอท่านพี่กลับมา ข้าจะส่งคนไปแจ้ง”

 

 

“ไม่ต้อง”

 

 

“ดีเช่นกัน”

 

 

บุรุษหนุ่มเอ่ยขึ้นแทบจะพร้อมๆ กับหลัวเทียนเฉิง

 

 

บุรุษหนุ่มถลึงตามองอีกฝ่ายอย่างโมโห

 

 

ทั้งที่เขาคิดจะฉวยโอกาสนี้พูดคุยสอบถามถึงภูมิหลังของคนผู้นี้สักหน่อยแต่อีกฝ่ายกลับตอบรับการจัดการของนางหูอย่างง่ายดาย?

 

 

จักต้องเจตนากลั่นแกล้งเขาแน่ เจ้าคนสารเลวผู้นี้!

 

 

หลัวเทียนเฉิงค่อยๆ ยืนขึ้น “เช่นนั้นก็รบกวนหูไท่ไท่แล้ว ท่านเตรียมให้พวกเราเพียงสองห้องก็พอ”

 

 

เมื่อบุรุษหนุ่มขึ้นหลังพยัคฆ์แล้วจึงยากจะลง ผ่านไปครู่ใหญ่จึงฝืนกล่าวออกมาว่า “ข้าไม่เหนื่อย หากจวนท่านมีสวนงามน่าชมก็ให้พวกเราไปเดินรับลมสักหน่อยเถิด”

 

 

 จินต้าค่อยๆ ก้มหน้าลง เอ่ยในใจว่า ท่านอย่าได้ตบหน้าตนจนบวมเพื่อให้ดูอ้วนท้วนเลย และไม่ควรตัดสินใจแทนพวกเขาด้วย!

 

 

เมื่อวานต้องปูผ้านอนในห้องโถงยังไม่พอ กลางดึกยังมีเหตุฆาตกรรมทำให้วุ่นวายอยู่ค่อนคืนมิอาจพักผ่อนอย่างเต็มที่ สิ่งที่พวกเขาอยากทำมากที่สุดในตอนนี้คือการนอนหลับสักตื่นบนเตียงนุ่มๆ ผู้ใดอยากจะออกไปเดินเล่นรับลมกัน!

 

 

บุรุษหนุ่มนำผู้รับใช้เดินออกไปรับลมหนาวในสวน

 

 

เมื่อเข้าไปในห้องรับรองแขก เจินเมี่ยวก็เท้าคางมองหลัวเทียนเฉิงไม่วางตา

 

 

หลัวเทียนเฉิงถูกนางมองจนรู้สึกประหม่า จึงกระแอมไอเสียงหนึ่ง “อาซื่อ เจ้ามองอันใดหรือ?”

 

 

เจินเมี่ยวขยับเข้ามาใกล้ นางลูบไล้นิ้วมืออันเรียวยาวของอีกฝ่าย “จิ่นหมิง วันนี้ท่านช่างดูสง่างามน่าเกรงขามยิ่ง”

 

 

นิ้วเรียวนี้ลูบอย่างไรก็ไม่รู้สึกว่ามีอันใดแปลกไป แต่เหตุใดถึงได้บิดดาบเล่มใหญ่นั้นหักได้เล่า?

 

 

นิ้วมือของเจินเมี่ยวเนียนนุ่มขาวผ่องดั่งหัวหอมฉ่ำน้ำกระนั้น แม้นมิได้ทาสีตกแต่งเล็บแต่เล็บกลับมีสีอมชมพูอย่างคนมีสุขภาพดี ทั้งยังน่ารักอีกด้วย

 

 

เมื่อค่อยๆ ลูบไล้เช่นนี้ หลัวเทียนเฉิงก็รู้สึกว่านิ้วมือตนกลับเกิดอาการสั่นระริก อาการสั่นนี้ทะลุผ่านนิ้วมือแผ่กระจายไปทั่วร่างเกิดเป็นคลื่นโหมระลอกหนึ่งทำให้ร่างกายเกิดอาการขมวดเกร็งขึ้นมา เขาพลันชักมือออก

 

 

เจินเมี่ยวมึนงงไปชั่วขณะ

 

 

“อย่าดื้อ…” หลัวเทียนเฉิงใบหูแดงเรื่อขึ้นมา แล้วมองอีกฝ่ายด้วยสายตาตำหนิ

 

 

“หืม?” เจินเมี่ยวรู้สึกแปลกใจยิ่ง

 

 

“หากเจ้าคิดจะ…อย่างไร…อย่างไรก็ต้องรอให้ระดูมาก่อนค่อยว่า…” หลัวเทียนเฉิงเอ่ยตะกุกตะกักออกมา

 

 

หากสาวใช้ทงฝังทั้งหลายของเขาคิดจะรั้งเขาไว้ในห้องก็มังจะสัมผัสเขาทั้งใช้สายตานับถือพร้อมป้อนคำหวานเช่นนี้เหมือนกัน

 

 

เขาในชาติก่อนชื่นชอบเสียจนโง่หัวไม่ขึ้น แต่หลังจากที่ฟื้นคืนมาเขากลับเหลือเพียงความรังเกียจและรำคาญเท่านั้น

 

 

ไม่เคยคิดเลยว่าการบอกใบ้เช่นเดียวกันนี้ เจี๋ยวเจี่ยวเพียงแค่ลูบไล้นิ้วมือเขาเท่านั้น เขากลับใจเต้นแรงขึ้นมาอย่างยากจะควบคุม แต่ตัวเขาเองก็ยังแตกตื่น

 

 

“ข้าคิดอันใดหรือ? แล้วเกี่ยวอันใดกับระดูเล่า?” เจินเมี่ยวฟังแล้วรู้สึกดั่งมีเมฆหมอกปกคลุมเหนือหุบเขาก็มิปาน

 

 

หลัวเทียนเฉิงคิดว่าสามีภรรยาที่ร่วมทุกข์กันมาตลอดทางนั้น หากมีอันใดก็พูดกันได้ตามตรง เขาจึงกระแอมเสียงหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ตอนเข้าพิธีมงคล ข้าก็เคยพูดแล้วว่า เราจะไม่ร่วมหอกันจนกว่าระดูเจ้าจะมา แม้นเจ้าอยากจะทำเช่นนั้นอย่างมากแต่ก็อดทนไว้ก่อนจะดีกว่า”

 

 

“ห๊ะ?” เจินเมี่ยวยังคงมีสีหน้าดุจถูกฟ้าผ่าเช่นนั้นอยู่นาน จึงหยิบหมอนขึ้นมาตีไปที่ใบหน้าหลัวเทียนเฉิง

 

 

“หลัวเทียนเฉิง ข้าอยากฆ่าท่าน ข้าทนไม่ไหวแล้วจริงๆ!”

 

 

เขาใช้หัวแม่เท้ามองหรือไร? ถึงเห็นความชมชอบของนางได้

 

 

หลัวเทียนเฉิงจับหมอนใบนั้นไว้ เอ่ยบ่นอย่างคนไม่ได้รับความเป็นธรรมว่า “สตรีมักปากไม่ตรงกับใจ ทั้งที่เวลาพวกเจ้าอยากจะทำเช่นนั้นก็มักทำเช่นนี้แท้ๆ”

 

 

เจินเมี่ยวแทบจะกลั้นโทสะเอาไว้ไม่ได้แล้ว

 

 

ผู้ใดบอกนางหน่อยเถิดว่า นางอยากจะทำอันใดหรือ!

 

 

“อืม ดูท่าท่านพี่คงมีประสบการณ์มามาก?”

 

 

หลัวเทียนเฉิงพยักหน้า “เฉินอวี๋ ลั่วเยี่ยนและคนอื่นๆ ก็มักทำเช่นนี้ทุกครั้ง”

 

 

เหลือเกินจริงๆ เชียว! เจินเมี่ยวกำหมัดแน่น

 

 

มีสามีที่ทึ่มทื่อปานนี้ นางว่านางควรตายก่อนเขาจะดีกว่า

 

 

นางโยนหมอนอิงทิ้งไว้ด้านข้างด้วยโทสะ แล้วนอนลงหันหลังให้เขาทันที

 

 

โกรธหรือ?

 

 

เมื่อนางนอนตะแคงข้างเช่นนี้กลับยิ่งขับให้ส่วนเว้าส่วนโค้งนั้นเด่นชัดขึ้นมา หลัวเทียนเฉิงรู้สึกว่าใจตนอ่อนยวบไปหมดทั้งดวงแล้ว เขายื่นมือไปวางทาบลงบนเอวคอดนั้นพลางเอ่ยเสียงอ่อนโยนว่า “เจี๋ยวเจี่ยว แต่เจ้าไม่เหมือนกันกับพวกนาง”

 

 

เมื่อได้ยินเขาเอ่ยถึงบรรดาสาวใช้ทงฝัง เจินเมี่ยวก็รู้สึกไม่ค่อยพอใจเท่าใด

 

 

แต่นางก็ทราบดีว่า การมีอยู่ของคนเหล่านี้ ในยุคสมัยนี้ มันสมเหตุสมผลและถูกต้อง หากนางเกิดความสงสัยขึ้นมา นางไม่ยอมรับ เช่นนั้นนางก็จะถูกมองว่าเป็นตัวประหลาด

 

 

ท่าทีที่เจินเมี่ยวมีต่อสาวใช้ทงฝังเหล่านั้นคือหากพวกนางไม่ปรากฏอยู่ต่อหน้าก็เท่ากับพวกนางไม่มีตัวตน นางคงมิใช้ชีวิตอย่างไร้ความสุขเพียงเพราะคนเพียงไม่กี่คนกระมัง โลกนี้มิได้มีแค่เรื่องเล็กน้อยอย่างเช่นความรักระหว่างชายหญิงสักหน่อย

 

 

ทว่าสามีแสนทึ่มทื่อของนางกลับกลัวว่าตนจะลืม จึงได้คอยเอ่ยถึงบรรดาสาวใช้ทงฝังขึ้นมาเพื่อให้นางรับรู้ถึงการมีอยู่ของพวกนางกระนั้นหรือ?

 

 

เมื่อหันไปมองท่าทีที่อยากจะปลอบโยนนางอย่างจริงใจนั้นแล้วก็อดกุมขมับไม่ได้

 

 

หากสามารถให้คะแนนการเอาใจสตรีได้ คนผู้นี้จักต้องได้คะแนนนับหมื่นแต้มเป็นแน่!

 

 

“ไม่เหมือนที่ตรงใดหรือ?” อยากจะดูอีกสักหน่อยว่าเขาจะทึ่มไปได้อีกเท่าใดกัน

 

 

หลัวเทียนเฉิงครุ่นคิดอย่างจริงจังแล้วเอ่ยว่า “ตอนที่พวกนางต้องการเช่นนั้น ข้ารู้สึกรำคาญยิ่ง แต่ยามที่เจ้าต้องการบ้าง ข้ากลับไม่รู้สึกรำคาญ…”

 

 

นางไม่ควรทดสอบเขาในเรื่องพวกนี้เลยจริงๆ!

 

 

‘ข้าทายถูกอีกแล้ว’ เจินเมี่ยวค่อยๆ เบี่ยงหน้าหนี แล้วเผลอหลับไปพร้อมอารมณ์อันเบิกบานและเบื่อหน่ายไปพร้อมกัน

 

 

หลัวเทียนเฉิงนั่งมองอยู่นาน ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าภรรยาตนช่างงามนักจึงยื่นมือเข้าไปโอบกอดนาง แล้วหยักยกมุมปากขึ้นยิ้ม

 

 

ไม่ทราบว่านอนหลับไปนานเท่าใด เจินเมี่ยวจึงได้ยินเสียงเคาะประตู นางจึงลืมตาตื่นทันที

 

 

หลัวเทียนเฉิงลุกขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดไม่อาจรู้ได้ เขานั่งครุ่นคิดอยู่บนเก้าอี้ตัวยาวข้างหน้าต่าง

 

 

เจินเมี่ยวจัดการตนเองเรียบร้อยแล้ว หลัวเทียนเฉิงจึงออกไปเปิดประตู

 

 

อาซิ่งยืนอยู่ด้านนอกนั้น “คุณชาย นายท่านกลับมาแล้วเจ้าค่ะ”

 

 

หลัวเทียนเฉิงมีท่าทีนิ่งขรึมลงอย่างเห็นได้ชัด เขาหันไปเอ่ยว่า “อาซื่อ เราออกไปกันเถอะ”

 

 

เมื่อถึงห้องโถงก็เห็นบุรุษร่างสูงใหญ่ผู้หนึ่งยืนหันหลังอยู่ เขากำลังพูดบางอย่างกับนางหู

 

 

หลัวเทียนเฉิงกระแอมไอคราหนึ่ง

 

 

นางหูเงยหน้าขึ้นมองแล้วเอ่ยกับบุรุษผู้นั้นว่า “ท่านพี่ คุณชายท่านนั้นมาแล้ว”

 

 

หลัวเทียนเฉิงใจเต้นแรง ความรู้สึกตึงเครียดอันไร้รูปร่างนั้นส่งผ่านไปยังเจินเมี่ยว เจินเมี่ยวใช้แขนเสื้อบังไว้แล้วตอบหลังมือเขาเบาๆ คราหนึ่ง

 

 

บุรุษผู้นั้นหันหลังกลับมา มันเป็นเพียงการเคลื่อนไหวอันแสนธรรมดา แต่ในสายตาหลัวเทียนเฉิงกลับรู้สึกว่าการหมุนตัวของเขาช่างเชื่องช้ายิ่ง ทำให้เขาทั้งร้อนใจและประหม่า ทว่าในขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าเขาหมุนกายเร็วเกินไปทำให้เขาไม่มีเวลาได้เตรียมใจ

 

 

เมื่อเทียบกับความว้าวุ่นใจของหลัวเทียนเฉิง เจินเมี่ยวกลับเยือกเย็นได้มากกว่า นางมองดูด้วยท่าทางนิ่งขรึม พลันภาพบุรุษท่าทางดุดัน หนวดเคราเต็มหน้าก็ปรากฏขึ้น

 

 

เจินเมี่ยวประคองคางตนที่แทบจะร่วงตกลงมาไว้

 

 

นี่ นี่คือท่านอาสี่ที่สามีนางเอ่ยถึงหรือ?

 

 

ท่านอาสี่ที่คล้ายกับเขายิ่งงั้นหรือ?

 

 

แล้วก็ต้องสั่นสะท้านขึ้นมาเมื่อคิดถึงความเป็นไปได้อันน่าหวาดกลัวอย่างหนึ่ง

 

 

หลังจากนี้อีกสิบปี สามีผู้ยิ่งใหญ่ที่งดงามปานต้นหลานจือหยกจะกลายเป็นเช่นนี้เหมือนกันหรือ?

 

 

โหดร้ายอันใดปานนั้น จักต้องจำผิดคนเป็นแน่

 

 

เจินเมี่ยวมองหลัวเทียนเฉิงด้วยน้ำตาคลอเบ้า

 

 

หลัวเทียนเฉิงกลับมองบุรุษไว้เครายาวผู้นั้นอย่างเหม่อลอย

 

 

ในขณะที่สบตากันนั้น เขาทั้งรู้สึกคุ้นเคยและแปลกหน้าไปพร้อมกัน สุดท้ายจึงกลายเป็นความไม่แน่ใจ

 

 

แววตาของบุรุษหนาวเครายาวผู้นั้นดูมึนงง

 

 

หลัวเทียนเฉิงจ้องมองเขาเขม็งเพื่อหาค้นหาความจริงในก้นบึ้งนัยน์ตานั้น แต่กลับพบเพียงปากบ่ออันเงียบสงบไร้คลื่นซัด

 

 

หลัวเทียนเฉิงเดินก้าวยาวเข้าไปหา

 

 

บุรุษหนวดเครายาวจึงมีสติคืนมา เขาผลิยิ้มทันที “คุณชายท่านนี้…”

 

 

ตามติดด้วยเสียงร้องโหนสูง “อ๊าก…”

 

 

มันควรต้องร้องออกมาจริงๆ เพราะหลัวเทียนเฉิงเดินเข้าไปกระชากเสื้อด้านหลังของเขาออกจนแผ่นหลังขาวสะอาดนั้นปรากฏขึ้นต่อหน้าทุกคนโดยไม่เอ่ยวาจาใดๆ สักคำ

 

 

นางหูก็ตกใจจนกรีดร้องตามไปด้วย

 

 

อาซิ่งที่เป็นผู้นำทางคนทั้งสามมาที่ถึงกับตกตะลึงตาค้างกับเหตุการณ์อันไม่น่าเชื่อนี้ หลังจากนั้นก็ได้แต่เกาศีรษะไปมา

 

 

นางรู้สึกดั่งลืมอันใดบางอย่างไป

 

 

แต่นั้นมิสำคัญ ความปลอดภัยของนายท่านต่างหากที่สำคัญที่สุด!

 

 

“ช่วย…”

 

 

เมื่อกำลังจะแหกปากร้องก็มีคนเข้ามาปิดปากนางไว้

 

 

เจินเมี่ยวฝืนยิ้มคราหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ประเดี๋ยวก่อน รอให้สามีข้าอธิบายก่อน”

 

 

หลัวเทียนเฉิงกลับจ้องมองแผ่นหลังของบุรุษผู้นั้นนิ่ง

 

 

แผ่นหลังอันขาวสะอาดนั้นมีผีเสื้อเขียวเข้มตัวหนึ่ง

 

 

หลัวเทียนเฉิงได้ยินเสียงเด็กน้อยผู้หนึ่งเอ่ยถามขึ้นข้างหูว่า “ท่านอาสี่ เหตุใดแผ่นหลังของท่านจึงมีผีเสื้ออยู่ตัวหนึ่งเล่า?”

 

 

“เจ้าเด็กดื้อ กล้ามาแอบดูอาสี่อาบน้ำหรือ!”

 

 

เด็กน้อยเบ้ปาก “ข้ามิได้ดูอาสะใภ้สี่อาบน้ำเสียหน่อย ท่านอาสี่จะโกรธอันใดเล่า?”

 

 

บุรุษผู้นั้นหันกลับมา แต่ใบหน้ากลับเลือนรางไม่ชัดเจน “เจ้าเด็กดื้อ หากกล้าดูอาสะใภ้สี่อาบน้ำ ข้าคงต้องตีเจ้าจนก้นลายแน่!”

 

 

“เช่นนั้นท่านอาสี่บอกข้ามาเถิด ว่าเหตุใดแผ่นหลังของท่านถึงมีผีเสื้อด้วย?”

 

 

บุรุษหนุ่มเห็นว่าขู่อย่างไรหลานชายก็มิยอมไป จึงเอ่ยอธิบายอย่างจนใจว่า “ก่อนหน้านี้ได้ติดตามบิดาเจ้าไปออกรบจึงได้แผลเป็นกลับมา หากแต่งอาสะใภ้สี่ของเจ้าเข้ามาแล้วนางเห็นเข้าจะหวาดกลัวเอาได้ จึงไปสักรูปผีเสื้อตัวนี้แทน”

 

 

“ฮ่าๆๆ ที่แท้ท่านอาสี่ก็ทำเพื่อเอาใจสตรีนั้นเอง” เสียงอันสดใสดังระฆังทองของเด็กน้อยค่อยๆ เลือนหายไป

 

 

ในแววตาของหลัวเทียนเฉิงคล้ายยังมีความสงสัยเคลือบอยู่หลายส่วน แต่ปากกลับเอ่ยพึมพำออกมาว่า “ท่านอาสี่…”

 

 

รอยยิ้มที่ดูเกรงอกเกรงใจของบุรุษหนวดเครายาวถูกแช่แข็งไว้ที่มุมปาก

 

 

คำสามคำนั้นคล้ายอัสนีที่ฟาดผ่าลงมากลางศีรษะเขา เกิดเป็นลมพายุฝนโหมกระหน่ำ

 

 

‘ท่านอาสี่ จู่ๆ ท่านปู่ตกม้าได้อย่างไรหรือ? ฝีมือการควบม้าของท่านปู่เชี่ยวชาญเก่งกาจถึงเพียงนั้น’

 

 

‘เจ้าสี่ เรื่องที่บิดาเจ้าตกจากหลังม้าย่อมต้องมีสาเหตุแน่ เจ้าไปตรวจสอบให้ละเอียด จำไว้ว่าอย่ากระโตกกระตากให้ผู้อื่นรู้’

 

 

‘ท่านพี่ จะออกไปข้างนอกอีกแล้วหรือ เดี๋ยวก่อน คอเสื้อยังพบไม่เรียบร้อยเลย ให้ข้าทำให้ก่อน’

 

 

พวกเขาเป็นใคร?

 

 

ข้าคือผู้ใด?

 

 

บุรุษหนวดเครายาวรู้สึกคล้ายมีมีดแหลมทิ่มแทงเข้าใส่ศีรษะ เจ็บปวดอย่างที่สุด แล้วเขาก็ล้มลงไปทั้งยืนเช่นนั้น

 

 

ภายในห้องเกิดความวุ่นวายขึ้นทันที

 

 

“พ่อบ้านหู รีบ…รีบไปแจ้งความเร็ว!” นางหูร้องเสียงสูงขึ้น

 

 

พ่อบ้านหูวิ่งออกไปด้านนอกทันที แต่มีวัตถุบางอย่างแฉลบผ่านข้างหูเขาไปฝังลึกลงตรงขอบประตูพอดี เมื่อมองให้ชัดจึงเห็นว่าเป็นก้อนเงินเบี้ยก้อนหนึ่ง

 

 

เม็ดเหงื่อผุดขึ้นเต็มหน้าพ่อบ้านหูทันที

 

 

ไม่มีผู้ใดเคยบอกเขาว่า การเป็นพ่อบ้านนั้นต้องเสี่ยงชีวิตถึงเพียงนี้!

วาสนาบันดาลรัก

วาสนาบันดาลรัก

Score 10
Status: Completed

ตอนที่ 1 – 199.2 อ่านนิยาย

(อ่านตอนต่อไปด้านล่าง)


ด้วยเพราะอุบัติเหตุในงานเลี้ยงสวนดอกหลี เป็นเหตุให้เจินเมี่ยว คุณหนูสี่จวนเจี้ยนอานปั๋วถูกบังคับให้แต่งงานกับหลัวเทียนเฉิง ซื่อจื่อแห่งจวนเจิ้นกั๋วกงเพื่อลบคำครหา ทว่าใครเล่าจะรู้ว่าสวรรค์กลับเล่นตลก นำพาให้คนสองคนจากแต่ละห้วงเวลามาพบกันในเหตุการณ์นั้นเอง  คนหนึ่งคือหญิงสาวจากยุคปัจจุบันที่ย้อนเวลามาสวมร่างผู้อื่น จำต้องแบกรับชื่อเสียฉาวโฉ่และกรรมที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้ให้  ส่วนอีกคนคือชายหนุ่มผู้กลับชาติมาเกิดใหม่ในร่างเดิมเพื่อล้างความอัปยศที่เคยได้รับในอดีตชาติ   กาลก่อนโชคชะตาเคยผูกด้ายแดงให้ทั้งสองได้ครองคู่ แต่เพราะ ‘นาง’ ทำตัวประดุจดอกซิ่งยื่นออกนอกกำแพง เป็นเหตุให้เขาต้องมอดม้วยไปพร้อมกับความอดสู   กาลนี้วาสนาบันดาลให้นางและเขามาบรรจบกันอีกครา เขาจึงคิดจะอาศัยบทเรียนในอดีตตัดไฟเสียแต่ต้นลม ทว่าเขาจะทำเช่นไร เมื่อพบว่าเหตุการณ์ที่เคยเกิดกลับเปลี่ยนแปลงไป รวมถึง ‘นาง’ ผู้นั้นด้วย!

Options

not work with dark mode
Reset