กำเนิดนางร้าย The Birth of a Villainess 49

ตอนที่ 49

หลินเฉินยูจ้องมองที่หลินเสี่ยวเฟย และเธอก็หันไปมองเขา

 

“มีอะไร?” เธอพูดด้วยน้ําเสียงที่ฟังดูเย็นชาเพราะไม่อยากให้เขาเสียเวลาหายใจ เมื่อเขาต้องพูดกับเธอ

 

“ไม่มีอะไร…” หลินเฉินยูหลบสายตาและมองไปข้างหน้า“ลูกพี่ลูกน้องต้องการซื้ออะไร?”

 

หลินเสี่ยวเฟยไม่ตอบเขา

 

เธอต้องการซื้ออะไรนะหรอ

 

แน่นอนว่ามันต้องเป็นสิ่งสําคัญสําหรับแผนการของเธอเพื่อที่จะทําให้หยุเพิ่งจูประหลาดใจอย่างไม่คาดคิด

 

เธอมองลงไปที่เวที และเห็นว่ามีคนของโรงประมูลบางคนกําลังเร่งรีบและดูเคร่งเครียดเมื่อการประมูลชุดที่สองสิ้นสุดลง

 

ทันใดนั้น หลินเสี่ยวเฟยลุกขึ้นจากที่นั่ง และเดินไปหาหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงทางเข้า

 

หลินเฉินยู รู้สึกสับสนเกี่ยวกับการกระทําที่กะทันหันของเธอและคอยติดตามเธอ

 

“ลูกพี่ลูกน้อง คราวนี้เจ้าจะไปที่ใด” หลินเฉินยูต้องการดึงแขนของเธอ แต่เพราะมีคนเดินมาชนเขา เขาจึงไม่สามารถจับเธอได้ และหันไปขอโทษกับคนที่เขาชน

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเขาหันไปมองที่หลินเสี่ยวเฟยยืนอยู่ก่อนหน้านี้ เหลือเพียงพื้นที่ว่างเปล่าตรงหน้าเขา และเขามองไม่เห็นว่าร่างของลูกพี่ลูกน้องของเขาอยู่ที่ใด

 

โยงโมมวแววของเธอ

 

ในทางกลับกัน หลินเสี่ยวเฟยเกือบจะอยู่ที่ทางเข้าและหยุดอยู่ตรงหน้าหญิงสาว

 

หญิงสาวค่อยๆเงยหน้าขึ้นมองเธอ และเอียงศีรษะอย่างสับสน “ท่านหญิงมีอะไรให้ช่วยไหมเจ้าค่ะ”

 

“ข้าได้ยินมาว่าวันนี้จะมีการประมูล แต่ข้าเห็นแต่ของที่ไม่มีชีวิตที่กําลังประมูลขายอยู่

 

เจ้าช่วยพาข้าไปที่โรงประมูลสิ่งมีชีวิตได้หรือไม่?”

หญิงสาวตกใจกับคําพูดของเธอ และมองไปรอบๆ ราวกับว่าเธอกลัวว่าจะมีคนอื่นได้ยิน

 

หลังจากพบว่าไม่มีใครได้ยินสิ่งที่หญิงสาวตรงหน้าเธอพูดเธอก็ส่ายหัวและกล่าวว่า “มันไม่ได้อยู่ที่นี่ ข้าจะพาท่านไป”

 

หลินเสี่ยวเฟย เดินตามหญิงสาวออกไปข้างนอกและถูกพาตัวไปด้านหลังกระโจมขนาดใหญ่ ที่มีกระท่อมหลังเล็กอยู่

 

เนื่องจากกระท่อมที่อยู่ด้านหลัง จึงไม่สะดุดตาและมีคนเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่จะสามารถเดินเข้าไปได้

 

มันแตกต่างจากกระโจมขนาดใหญ่ ภายในกระท่อมนั้น”มืดและแคบ

 

” ท่านรู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?” หญิงสาวกล่าวถามหลินเสี่ยวเฟย ขณะที่พวกเขากําลังปิดที่ทางเข้ากระท่อม

 

หลินเสี่ยวเฟยไม่ตอบ เธอรู้ว่าหญิงสาวผู้นั้นถามว่าทําไมเธอถึงรู้เรื่องนี้ เธอเพียงต้องการให้หญิงสาวโรงประมูลนําทางให้เธอเพียงเท่านั้น

 

อาณาจักรเซิงไม่อนุญาตให้ซื้อขายสิ่งมีชีวิต และใครก็ตามที่ถูกจับได้ว่าทําธุรกิจลักษณะนี้ จะถูกส่งตัวเข้าห้องขังโดยตรงและจะต้องจ่ายค่าปรับในจํานวนมหาศาล

 

กฎหมายนี้สร้างขึ้นโดยจักรพรรดิองค์แรกของอาณาจักรเซิง

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากจักรพรรดิองค์ปัจจุบัน กฎหมายนี้จึงถูกมองข้าม และคนบาปจํานวนมากได้ทําธุรกิจเช่นนี้และหลบหนีไปโดยไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

 

ในอดีต หลินเสี่ยวเฟยพบว่า เมื่อการประมูลถูกจัดขึ้น จะมีการประมูลอีกแบบด้านหลังเสมอ เธอรู้เรื่องนี้จากประสบการณ์ของเธอเมื่อครั้งที่เธอเคยแต่งงานกับหยูเฟิงซู

 

และการที่ใช้หญิงสาวที่ดูไร้เดียงสาเป็นผู้นําทาง พวกเขาสามารถหลีกเลี่ยงการถูกค้นพบหรือถูกตั้งคําถามโดยใครก็ตาม ที่ต้องการตรวจสอบกิจกรรมของพวกเขา

 

เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเห็นว่าหลินเสี่ยวเฟยไม่เต็มใจที่จะตอบคําถามเธอ หญิงสาวจึงพาหลินเสี่ยวเฟยเข้าไปในกระท่อมโดยไม่พูดอะไรอีก

 

เมื่อมองจากภายนอก กระท่อมนี้ก็ดูธรรมดา ผู้คนจึงไม่สงสัยอะไร แต่เมื่อเข้าไปด้านใน พวกเขาก็จะได้เห็นโลกอีกใบ

 

โดยปกติ โรงประมูลจะนําเสนอรายการที่จะขายบนโต๊ะอย่างไรก็ตาม มันแตกต่างจากการจัดโรงประมูลเพื่อขายสิ่งมีชีวิต

 

ภายในมีกรงเรียงกันเป็นแถว ทันทีที่พวกเขาเข้าไปข้างในมันทําให้หลินเสี่ยวเฟยถึงกับพูดไม่ออก ไม่ว่าเธอจะเห็นมันมาหลายครั้งแล้ว เธอก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกโกรธและเกลียดชัง

 

ภายในกรงนั้น มนุษย์สามคนจะถูกขังรวมกันในหนึ่งกรงมือและเท้าของพวกเขาถูกล่ามไว้ด้วยโซ่

 

ไม่ว่าจะเพศอะไรและอายุเท่าไหร่ก็ถูกขังรวมกันในกรงและไม่ได้รับการปฏิบัติเหมือนอย่างมนุษย์

 

หลินเสี่ยวเฟยรู้สึกหวาดกลัวกรงขัง และเห็นอกเห็นใจมนุษย์ในกรงโดยไม่รู้ตัว

 

ครั้งหนึ่ง เธอเคยถูกขังไว้ในคุกใต้ดินและถูกล่ามโซ่ไว้เป็นเวลาหลายเดือน จนกระทั่งเธอสิ้นลมหายใจ

 

น้ําตาเริ่มก่อตัวขึ้นที่หางตา ขณะที่เธอมองต่อไปรอบๆเธอ สามารถเห็นตัวตนในอดีตของเธอที่อยู่ภายในกรงนั้น

 

เธอหลับตาลง และบีบคั้นอารมณ์ความรู้สึกภายในตัวเธอจุดประสงค์ของเธอที่มาที่นี่ไม่ใช่เพื่อช่วยพวกเขาหรือปลดปล่อยพวกเขา แต่มันคือการซื้อพวกเขาเพียงแค่หนึ่งคนหรือสองคน

 

ด้วยความสามารถของเธอในขณะนี้ หลินเสี่ยวเฟยไม่มีความสามารถหรือความมั่งคั่งพอที่จะซื้อพวกเขาทั้งหมด นอกจากนี้ มันจะไม่มีวันจบลงหากเธอช่วยพวกเขาและปลดปล่อยพวกเขา

 

หลินเสี่ยวเฟยเบือนหน้าหนีจากสายตาที่มีความหวังจากผู้คนในกรง

 

เธอจึงกัดแก้มด้านในปาก จนได้ลิ้มรสความคาวของเลือดที่ กระจายอยู่ในปากของเธอ

 

ทันใดนั้น หลินเสี่ยวเฟยก็หยุดเดิน เมื่อเธอสังเกตเห็นเด็กผู้ชายที่มีผมสีทองอยู่ที่ขอบกรงที่พวกเขาเดินผ่าน

 

เธอถอยหลังและหยุดอยู่หน้ากรงที่มีเด็กหนุ่มผมทองอยู่

 

เธอชี้ไปที่มันและพูดกับหญิงสาวว่า “นั้น ข้าต้องการเด็ก

คนนั้น”

 

 

หลินเฉินยู ไม่รู้ว่าเหตุใด แต่ทันทีที่พวกเขามาถึงสถานที่ที่หลินเสี่ยวเฟยอยากไป

 

เขารู้สึกเสียใจที่ตัดสินใจติดตามเธอและไม่ฟังคําเตือนของเธอ

 

ทันทีที่พวกเขามาถึงกระโจมขนาดใหญ่ซึ่งใช้เวลาเกือบหนึ่งชั่วโมงกว่าจะมาถึงยังที่แห่งนี้

 

หลินเสี่ยวเฟยไม่แม้แต่จะเหลือบมองเขาขณะที่เธอเข้าไปในกระโจมราวกับว่าเธอกําลังเข้าไปในลานบ้านของตนเอง 

 

เมื่อมองแวบแรก นอกจากความใหญ่โตของมันแล้วกระโจมนี้ก็ดูปกติดีอย่างไรก็ตามเมื่อพวกเขาเข้าไปข้างในและเห็นผู้คนนั่งอยู่บนม้านั่งยาวในแต่ละโซนและเวทีตรงกลางเต็นท์

 

หลินเฉินยูรู้ว่ามันไม่ปกติอย่างที่เขาคิด

 

“นี่ ลูกพี่ลูกน้อง ที่นี่คือที่ใด?” หลินเฉินยูกล่าวถามเธอหลังจากหาที่นั่งว่างและนั่งตรงนั้น

 

“มันคือโรงประมูลแบบเปิด” หลินเสี่ยวเฟยกล่าวตอบขณะที่เธอกวาดสายตาไปรอบๆ สถานที่

 

เมื่อหลินเฉินยูได้ยินคําตอบของเธอเขาก็อดไม่ได้ที่จะแหงนหน้ามองเธอเพราะเขาไม่อยากเชื่อเลยว่าเธอจะไปที่โรงประมูลจริงๆ

 

“เจ้า เจ้าปล่อยให้สาวใช้ของเจ้ามาที่นี่แทนก็ได้ เหตุใดทําไมเจ้าถึงต้องมาที่โรงประมูลแห่งนี้ด้วยตัวเอง?”

 

“อืม. ไม่มีผู้ใดรู้ว่าข้าต้องการอะไร นอกจากนี้ทําไมข้าต้องถึงส่งผู้อื่นไปในเมื่อข้าสามารถมาที่นี่ได้ด้วยตัวเอง”

 

หลินเฉินยู รู้สึกหงุดหงิดใจกับความไม่รู้สึกตัวของเธอแม้ว่าเขาจะเข้าใจว่าหลินเสี่ยวเฟยต้องการมาซื้อของจากโรงประมูล แต่การที่เธอแอบมาที่นี้เพียงคนเดียวก็เพียงพอแล้วที่จะทําให้สาวใช้ของเธอจะถูกลงโทษ

 

และถ้าไม่ใช่เพราะหลินเฉินยุบังเอิญเจอเธอผู้ใดจะรู้ว่าหลินเสี่ยวเฟยมายังที่นี่โดยไม่มีผู้ติดตามมาด้วยและถ้ามีปัญหาเกิดขึ้นใครจะปกป้องเธอ?

 

ถ้าผู้คนรู้ว่าหลินเสี่ยวเฟยคุณหนูสี่แห่งตระกูลหลินอยู่ในโรงประมูลแห่งนี้ชื่อเสียงที่พังทลายของเธอจะไม่มีโอกาสที่จะกู้คืนได้อีก

“ลูกพี่ลูกน้อง ข้าจะไปประมูลของที่เจ้าอยากได้จากการประมูลนี้ให้เองเจ้ากลับไปที่คฤหาสน์ก่อนเถิด” หลินเฉินยูแนะนําเพราะเขาไม่สามารถปล่อยให้หลินเสี่ยวเฟยอยู่ที่นั่นได้ 

 

อย่างไรก็ตามหลินเสี่ยวเฟยไม่ได้มองไปทางเขาเมื่อเธอกล่าวว่า “ถ้าลูกพี่ลูกน้องพูดอีกคําหนึ่งว่าพยายามทําให้ข้าออกไปข้าจะขายเจ้าให้เจ้าของสถานที่นี้เพื่อที่พวกเขาจะได้นําท่านไปประมูลในคราต่อไป”

 

ปากของหลินเฉินยูเปิดกว้าง ขณะที่เขามองไปที่เธอด้วยความไม่อยากจะเชื่อคําพูดของเธอทําให้เขารู้สึกกลัว!

 

“เจ้า…เจ้านี่ไม่เปลี่ยนไปเลย ข้าได้ยินมาว่าอารมณ์ของเจ้า ดีขึ้น แต่เมื่อเห็นเจ้าในตอนนี้ข้าคิดว่าพูดคําเหล่านั้นล้วนโกหก!”

 

นับตั้งแต่หลินเสี่ยวเฟยเลิกเก็บตัวและก้าวออกมาจากบ้านในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาคนรับใช้ในคฤหาสน์ตระกูลหลินได้พูดถึงหลินเสี่ยวเฟยหนึ่งหรือสองอย่างพวกเขามักจะพูดถึงบุคลิ กของเธอที่เปลี่ยนไปจากความหยาบคายและหยิ่งผยองกลายเป็นผู้ที่สง่างาม ไม่มีอะไรอื่นที่คนรับใช้ในคฤหาสน์ตระกูลหลินจะกล่าวถึงเธอนอกจากการสรรเสริญ

 

แน่นอนว่าหลินเฉินยูไม่ใช่ผู้ที่จะรับฟังคําพูดของคนรับใช้ในคฤหาสน์

 

อย่างไรก็ตามเขาอดไม่ได้ที่จะรู้สึกสงสัยโดยเฉพาะหลังจากที่ได้พบเธอในวันนี้

 

เขารู้สึกว่าหลินเสี่ยวเฟย ยังคงเป็นลูกพี่ลูกน้องคนเดียวกับเขาที่มีอยู่ในอดีตทั้งหยิ่งทะนงและหยาบคายและเป็นคนที่เห็นแก่ตัวอย่างมาก เขาสัมผัสได้ถึงความรู้สึกแปลกๆที่ไม่สามารถอธิบายได้ว่าหลินเสี่ยวเฟยนั้นเปลี่ยนไปมาก และไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป

 

เมื่อมองดูเธอหลินเผฉินยูก็พบว่าวิธีที่เธอเดินและนั่งนั้นดูสง่างามและไม่ใช่การฝืนบังคับ

 

มันดูนุ่มนวล สง่าไร้เสียงราวกับเธอถูกสั่งสอนมาจากในวังหลวง

 

หลินเฉินยูตกใจกับความคิดของเขาและมองไปที่หลินเสี่ยวเฟยด้วยใบหน้าแปลกๆ

 

เขาจะเปรียบเทียบลูกพี่ลูกน้องที่หยาบคายและไร้มารยาทกับองค์หญิงในวังหลวงได้อย่างไร?

 

“พูดพอหรือยัง” หลินเสี่ยวเฟยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจก่อนจะก ล่าวต่อ 

 

“การประมูลกําลังจะเริ่มต้นดังนั้นเงียบไว้”

 

หลินเฉินยู กําลังจะพูดอะไรบางอย่างแต่ในที่สุดเขาก็ทําได้เพียงถอนหายใจและส่ายหัวให้กับความดื้อรั้นของลูกพี่ลูกน้องของเขา

 

เมื่อถึงจุดนี้ผู้จัดงานของการประมูลเดินออกมายังที่กลางเวที

 

เขาขึ้นเสียงของเขาในขณะที่เขากล่าวสุนทรพจน์เบื้องต้น

 

หลังจากเสียเวลาสักสองสามนาทีที่สรรเสริญและบอกผู้คนในเต็นท์ว่าของชิ้นนี้ดีแค่ไหนพวกเขาก็เริ่มด้วยสินค้าชุดแรกที่จะขายในทันที

 

หลังจากชุดแรก

 

ผู้จัดงานพูดต่อไปเสียงดังลั่น

 

“ทุกคน! นี่คือไข่มุกดําจากอาณาจักรฉิงที่ถูกทําลาย!

 

ไข่มุกนี้เคยถูกกล่าวขานว่าถูกฝังไว้โดยราชวงศ์ของอาณาจักรที่ถูกทําลาย

 

อย่างไรก็ตามมีตํานานเล่าขานว่าไข่มุกดํานี้สามารถใช้รักษาได้ฮิสทีเรียได้ด้วยการบดให้เป็นผง”

 

หลังจากพูดจบผู้จัดงานก็ประกาศราคา ”เราจะเริ่มต้นที่ ราคาหมื่นเหรียญทอง”

 

ไม่นานหลังจากที่เขาประกาศราคาผู้ประมูลหลายรายเริ่มแข่งขันกันเองจนราคาไข่มุกดําเม็ดเดียวเพิ่มขึ้นจากหมื่นเหรียญทองเป็นแปดหมื่นสองพันเหรียญทอง

 

หลินเฉินยู กลืนน้ําลายลงคออย่างแรงเขาประหลาดใจที่ไข่ มุกเม็ดเดียวสามารถขายได้ราคาสูงมากขนาดนั้นแม้ว่าตระกูลหลินจะร่ํารวยและมีไข่มุกมากมายอยู่ในครอบครอง ราคา ของไข่มุกดํา ที่เกิดจากอาณาจักรฉิงที่ถูกทําลายนั้นจ่ายด้วยเงินจํานวนมหาศาลจริงๆ

 

แค่คิดราคาเริ่มต้นจากชุดแรกและชุดที่สองเขากังวลและทํานายว่ารายการชุดที่สามและสี่จะถูกขายในราคาที่สูงอย่างไม่น่าเชื่อ

 

เขามองหลินเสี่ยวเฟยด้วยความไม่แน่ใจ เธอจะมีเงินมากพอเพื่อซื้อสินค้าที่เกินจํานวน

กว่าไข่มุกดําสําหรับสินค้าที่เธอต้องการซื้อหรือไม่? 

ดูซีรีย์

เมื่อหลินเสี่ยวเฟยออกจากโรงเตี๊ยมหงเป่ยโหลว มือของเธอถือกล่องเล็กๆที่มีขนาดเพียงพอแค่เก็บอัญมณีไว้ได้เท่านั้น 

 

เมื่อเธอเข้าไปในโรงเตี๊ยม ถนนที่เธอไปและตลาดดูว่างเปล่า แต่ตอนนี้ ผู้คนต่างเดินไปมาพลุกพล่าน ทุกหนทุกแห่ง และดวงอาทิตย์ที่ยังไม่ขึ้นเต็มที่ก่อนหน้านี้ก็เกือบเคลื่อนตัวจนถึงจุดสูงสุดแล้ว

 

โชคดีที่ก่อนที่จะออกจากประตู หลินเสี่ยวเฟยได้สวมผ้าคลุมหน้าเพื่อปกปิดใบหน้าของเธอแล้ว

 

เธอไม่ได้ใช้รถม้าเมื่อเธอมายังหงเปยโหลว ดังนั้น หลินเสี่ยวเฟยจึงต้องเดินเท้าเพื่อเดินไปยังจุดหมายต่อไปของเธอ

 

เมื่อเดินผ่านถนนที่พลุกพล่าน หลินเสี่ยวเฟยเดินอย่างระมัดระวังเพื่อที่จะไม่ชนหรือกระทบกระทั่งกับผู้คน อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่าสิ่งต่างๆจะไม่เป็นไปตามที่เธอคิดเพราะ จู่ๆ ก็มีใครบางคนมาจับแขนของเธอ

 

เธอกําลังจะดึงแขนกลับ แต่หยุดเมื่อได้ยินคนผู้นั้นกล่าวว่า “ลูกพี่ลูกน้องสี่ เจ้าออกมาทําอะไรที่ นี่หรือ”

 

หลินเสี่ยวเฟยหันไปมองที่บุคคลผู้นั้น และเห็นชายหนุ่มสวมชุดคลุมสีเขียวซีด เขาสูงกว่าหลินเสี่ยวเฟยและมีใบหน้าหล่อเหลา หลินเสี่ยวเฟยไม่เคยพบชายผู้นี้และไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร เพราะเธอไม่เคยพบเขาในคฤหาสน์ตระกูลหลิน

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเขาเรียกเธอว่าลูกพี่ลูกน้อง ชายหนุ่มผู้นี้จะต้องเป็นบุตรชายของหลินเฟิงไม่ก็หลินซาง

 

เธอไม่รู้ว่าจะพูดกับเขาอย่างไร หลินเสี่ยวเฟยตัดสินใจดึงแขนของเธอกลับ ก่อนจะกล่าวว่า “ ลูกพี่ลูกน้องที่รัก ข้าไม่คิดว่าจะมีกฎหมายใด ที่ห้ามข้าไม่ให้มายังที่แห่งนี้”

 

หลินเฉินยูตกใจกับคําตอบของเธอและหัวเราะออกมาดังๆ ทําให้ดึงดูดความสนใจของผู้คนในตลาด

 

หลินเสี่ยวเฟยสับสนว่าทําไมเขาถึงหัวเราะ เธอทบทวนสิ่งที่เธอเพิ่งพูด และไม่พบความตลกขบขันจากมัน

 

“ทําไมลูกพี่ลูกน้องถึงหัวเราะ” หลินเสี่ยวเฟยกล่าวถาม

 

การเรียกชายหนุ่มว่า ลูกพี่ลูกน้องที่รัก” เปรียบเสมือนการกลืนกินอาหารที่มีรสชาติแย่ด้วยปากของเธอ เธอไม่เคยพูดถึงใครแบบนี้ แม้แต่ในชีวิตที่แล้ว มันจึงทําให้เธอรู้สึกขมขื่น

 

ถ้าเธอรู้ว่าใครคือชายหนุ่มผู้นี้ และเขาเป็นลูกชายของใคร เธอไม่รู้จะเรียกเขาว่าอย่างไร

 

หลินเฉินยูยังคงหัวเราะจนน้ำตาไหลที่ขอบตาของเขา เขายกมือขึ้นแล้วโบกมือ “ไม่มีอะไร และแน่นอนว่าไม่มีกฎหมายใด ที่บอกว่าเจ้าทําไม่ได้”

 

หลินเฉินยูเลือกที่จะไม่เปิดเผยออกมาว่าทําไมเขาถึงหัวเราะเช่นนั้น เพียงแต่เขาไม่เคยได้ยิน

 

หลินเสี่ยวเฟยเรียกเขาว่า “ลูกพี่ลูกน้อง” เลยสักครั้ง ลูกพี่ลูกน้องที่รัก” ของเธอ มันฟังดูน่าตกใจมาก และไม่แปลกที่ปฏิกิริยาแรกของเขาคือการหัวเราะ

 

เขาอยากให้มีอุปกรณ์ที่เขาสามารถใช้บันทึกได้ เพื่อที่เขาจะได้ฟังมันทุกวัน

 

สําหรับเหตุผลที่เขาไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้กับหลินเสี่ยวเฟย หลินเฉินยูไม่ต้องการแก้ไข

 

และต้องการให้เธอทักทายเขาในลักษณะเช่นนั้นต่อไป

 

หลินเฉินยูไม่เหมือนกับสมาชิกในตระกูลหลินคนอื่นๆ และไม่เคยเป็นศัตรูกับหลินเสี่ยวเฟยแม้เขาจะได้เห็นความเย่อหยิ่ง และพฤติกรรมที่หยาบคายของเธอแล้วก็ตาม เขาพบว่าหญิงสาวผู้นี้ค่อนข้างน่ารัก และทําตัวเสมือนว่าโลกนี้เป็นของเธอ และเห็นดังนั้นเขาก็พยายามที่จะพูดคุยกับหลินเสี่ยวเฟยก่อนอยู่เสมอ

 

นั่นเป็นเหตุผล ที่หลินเสี่ยวเฟยคนก่อนมักจะหงุดหงิดกับการปรากฏตัวของเขา

 

และพยายามหลีกหนีจากเขาเสมอ เขาเป็นบุตรชายของหลินเฟิงและในขณะที่เธอรู้สึกเกลียดตระกูลสาขาแรกและสาขาสอง หลินเสี่ยวเฟยคนก่อนก็เลยไม่ต้องการเกี่ยวข้องกับหลินเฉินยู

 

“แต่ลูกพี่ลูกน้องที่รัก แล้วสาวใช้ของเจ้าอยู่ที่ใด” หลินเฉินยูกล่าว หลังจากพบว่า

 

หลินเสี่ยวเฟยอยู่เพียงผู้เดียว เขายังเปลี่ยนวิธีการพูดจาก “ลูกพี่ลูกน้องสี่” เป็นลูกพี่ลูกน้องที่รักอย่างราบรื่น

 

“ข้าบอกให้พวกนางกลับไปก่อน” หลินเสี่ยวเฟยโกหก โดยไม่เปลี่ยนการแสดงออกของเธอ

 

“ข้าเห็นแล้ว…” หลินเฉินยุครุ่นคิด ก่อนจะกล่าวถามขึ้นอีกครั้ง “แต่เหตุใด ทําไมลูกพี่ลูกน้องที่รักถึงสวมผ้าคลุมหน้าด้วยหรือ?

“ไม่.” หลินเสี่ยวเฟยส่ายหัว เธอขมวดคิ้วกับความจริงที่ว่าเธอกําลังเสียเวลาพยายามสนทนากับหลินเฉินยูอย่างไร้ประโยชน์

 

“ถ้าไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัวก่อน” หลินเสี่ยวเฟยกล่าวเสริมและกําลังจะหันหลังกลับเมื่อได้ยินหลินเฉินยู

 

“เจ้ากําลังจะกลับไปที่คฤหาสน์แล้วหรือ ลูกพี่ลูกน้องที่รักทําไมไม่ใช้เวลากับข้าก่อนจะกลับ นานแล้วนะที่เราได้ออกไป เดินเล่นข้างนอกด้วยกัน” หลินเฉินยูกล่าวเสนอ

 

เขาต้องการใช้โอกาสนี้ในที่สุด เพื่อให้หลินเสี่ยวเดินไปด้วยกันกับเขา เพราะเมื่อก่อนลูกพี่ลูกน้องของเขา มักจะวิ่งหนีจากเขาและปฏิเสธเขาอยู่เสมอ และนั่นคือเหตุผลที่พวกเขาไม่เคยทําอะไรร่วมกันเลย ดังนั้น เขาจึงโกหกว่าพวกเขาเคยเดินเล่นด้วยกันมาก่อน เธอคงคิดว่าพวกเขาคงทําเช่นนั้น เพราะเธอไม่เคยเก่งเรื่องจํา

 

” ข้าเหนื่อย ท่านสามารถเพลิดเพลินกับเวลาของท่านเดินไปรอบๆเมือง ถ้าท่านต้องการ” หลินเสี่ยวเฟยพูดตัดการสนทนาอย่างไร้ความปราณี โดยไม่คํานึงถึงความรู้สึกของเขา

 

เธอก้าวออกจากเขาสองก้าว แต่แทนที่จะจากไปหรือยอมแพ้ หลินเฉินหยูกลับติดตามเธอด้วยรอยยิ้ม

 

หลินเสี่ยวเฟยหยุดนิ่งมองเขา “เจ้าตามข้ามาทําไม?” 

 

“หื้ม?” หลินเฉนยูเอียงศีรษะ “ไม่เป็นอะไร ข้าแค่คิดว่าถ้าเจ้าไม่ไปเดินเล่นกับข้า

 

ข้าก็จะขอเดินกลับไปที่คฤหาสน์กับเจ้าด้วย”

 

หลินเสี่ยวเฟยต้องการกลอกตาใส่เขา เธอไม่รู้ว่าทําไมเธอต้องเจอชายหนุ่มที่เอาแต่ใจ

 

และน่ารําคาญแต่เช้าเช่นนี้

 

“งั้นเจ้าก็กลับไปก่อนเลย ข้าต้องไปแล้ว เพราะข้าพึ่งนึกขึ้นได้ว่าต้องไปที่ไหนสักแห่ง”

 

“โอ้… ที่ไหนหรือ?”

 

“เจ้าไม่จําเป็นต้องรู้”

 

“แต่ข้าอยากไปด้วย!”

หลินเสี่ยวเฟยหลับตาและกัดฟัน “เจ้ากลับคฤหาสน์ไปเถิด”

 

“ไม่ จะให้ข้าไปกับเจ้า หรือจะให้ข้าตามเจ้าไป” หลินเฉินยูกล่าว

 

“เจ้าอยากไปด้วยใช่หรือไม่” หลินเสี่ยวเฟยกล่าวถามเขาเพราะเขาค่อนข้างดื้อรั้นและต้องการตามเธอไป แม้เธอจะไล่เขาอยู่ก็ตาม

 

หลินเฉินยูพยักหน้า

 

หลินเสี่ยวเฟยยิ้มและแววตาเป็นประกาย “งั้นก็ตามข้ามาแต่อย่าหาว่าข้าไม่ได้เตือนเจ้า”

 

“ผู้ชาย?” ฉู่เซียวซูรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย “ทําไมท่านถึงมองหาผู้ชาย?”

 

หลินเสี่ยวเฟยเงียบ เธอไม่ได้บอกเขาทันที เพราะเธอคิดว่าเธอจะพูดถึงปัญหาของตัวเองให้คนอื่นฟังได้อย่างไร

 

ท่านตาของเธอพยายามหาชายหนุ่มผู้สูงศักดิ์ที่เหมาะสมที่จะแต่งงานกับเธอ หลินเสี่ยวเฟยรู้สึกรําคาญกับเรื่องนี้มาก ทั้งที่เธอได้บอกเขาไปแล้วว่าไม่จําเป็นต้องกังวล

 

ความจริงแล้ว หลินเสี่ยวเฟยไม่เคยคิดจะแต่งงานกับใครเลย เพราะมันอาจจะมีปัญหากับแผนที่เธอวางไว้ 

 

หลังจากเธอได้รับร่างนี้แล้ว เธอวางแผนที่จะอุทิศชีวิตของเธอ ให้กับเส้นทางแห่งการ

 

แก้แค้น ไม่ใช่เพื่อสิ่งอื่นใด อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าหลินเซียวเหมิงไม่ใช่ศัตรูเพราะเขาเปรียบเสมือนเครื่องรางช่วยชีวิตเธอ หลินเสี่ยวเฟยจึงยอม และพยายามที่จะไม่ต่อต้านเขา

 

นอกจากนี้ การแต่งงานกับใครสักคนอาจจะไม่เลวร้ายนัก หากเธอได้รับผลประโยชน์จากมัน

 

หากเกิดเรื่องแย่ที่สุด เธอสามารถละทิ้งสามีและทุกสิ่งอย่างง่ายดายเพื่อแผนการของเธอ

 

“อย่างที่ท่านได้ยินจากผู้ใต้บังคับบัญชาของท่านแล้ว ข้าได้ยกเลิกการหมั้นหมายกับบุตรชายของตระกูลซู และในฐานะหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงาน ข้าจะต้องหาผู้ชายที่เหมาะสมเพื่อที่จะมาแต่งงานด้วย” หลินเสี่ยวเฟยยิ้มโดยไม่สนใจโลก

 

โดยปกติ เมื่อหญิงสาวจากตระกูลที่ดีหากถูกยกเลิกการหมั้นหมาย พวกเขาจะไม่แม้แต่จะกล้าออกมาประเชิญหน้ากับสาธารณะชน ไม่เพียงแค่นั้น หญิงสาวเหล่านั้นอาจจะถึงขั้นปรารถนาที่จะปลิดชีพตนเองเพราะความอับอายจากการหมั้นหมายที่พังทลายลง พวกเขาจะกลายเป็นภรรยาที่ถูกกฏหมายคนที่สอง หากพวกเขามาจากครอบครัวระดับสูงเมื่อได้แต่งงานกับใครซักคน และหากพวกเขา มาจากตระกูลที่ต่ำต้อย พวกเขาจะต้องกลืนกินความเย่อหยิ่งของตนและเป็นนางสนมชั้นต่ำ

 

เมื่อพิจารณาว่าหลินเสี่ยวเฟย เป็นคุณหนูสี่แห่งตระกูลหลิน สถานะของเธอก็เทียบได้กับจุนซู

 

และการหมั้นของเธอก็เป็นสิ่งที่ค่อนข้างละเอียดอ่อน มันสามารถทําลายอนาคตของเธอได้ (จุนซู: องค์หญิงที่มียศต่ำกว่าองค์หญิงที่แท้จริง ซึ่งเป็นบุตรสาวของจักรพรรดิและหรือตําแหน่งที่มอบให้กับบุตสาวขององค์ชายลําดับที่หนึ่ง) 

 

เขาค่อนข้างแปลกใจ ที่เธอบอกให้คนแปลกหน้าหรือหุ้นส่วนทางธุรกิจจัดหาผู้ชายที่จะมาเป็นคู่ชีวิตและแต่งงานกับเธอ 

 

ฉู่เซียวซูใช้เวลาสักครู่เพื่อดูเธอ ใบหน้าของเธอที่ไม่ถูกคลุมด้วยผ้าคลุมนั้น ดูสวยงามจนสายตาของเขาพร่ามัว แต่สีหน้าของเธอดูสงบนิ่งและรอยยิ้มที่เธอแสดงนั้นไม่แม้แต่จะสบตาเขาด้วยซ้ำ

 

เขาตระหนักว่าหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเขาไม่ได้กังวลหรือโกรธที่การหมั้นหมายของเธอถูกทําลาย

 

เขาได้ยินข่าวลือว่าตระกูลซูได้คิดการไว้ล่วงหน้านานแล้วจึงไปหาตระกูลหลินเพื่อยุติการหมั้น อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้ยินเธอ เขารู้สึกว่าไม่เป็นเช่นนั้น

 

ฉู่เซียวซูเดินไปหาเธอ และกล่าวว่า “ท่านหญิง หงเป่ยโหลวของข้าไม่ใช่ธุรกิจจัดหาคู่และข้ายุ่งเกินกว่าจะขยายสาขา หรือสร้างธุรกิจอื่นเช่นนั้น ข้าจึงไม่สามารถช่วยท่านแก้ปัญหาได้ ”

 

“งั้นก็ทําเหมือนกับว่าข้าไม่เคยถามเรื่องนี้กับท่านก็แล้วกัน” เธอกล่าว ขณะที่มองดูเขาเดินเข้ามาใกล้เธอ “อย่างไรก็ตาม ข้าสงสัยว่าผู้จัดการหลี่มีรายชื่อผู้ที่ระดับสูงในเมืองหลวงหรือไม่”

 

“รายชื่อไม่ได้ยากนัก อย่างไรก็ตาม ข้าแน่ใจว่าแม่ทัพใหญ่หลินได้แสดงรายชื่อให้ท่านเลือกแล้ว” ฉู่เซียวซูได้ตอบกลับ

 

เมื่อรู้ว่าหลินเซียวเหมิงทุ่มเทให้กับหลานสาวของเขามากแค่ไหน ฉู่เซียวซูมั่นใจว่าเขาจะเป็นคนแรกที่มองหารายชื่อผู้ชายที่มีสิทธิ์ ที่จะแต่งงานกับหลานสาวของเขา

 

แต่ดูเหมือนหลานสาวของเขาจะคิดต่าง และได้ติดต่อไปหาคนอื่นเพื่อให้ไปตามหาสามีในอนาคตของเธอ

 

หลินเสี่ยวเฟยพยักหน้าให้เขา และโล่งใจที่คําตอบของเขาไม่ใช่การปฏิเสธ

 

“จากนั้น ข้าเชื่อว่าผู้จัดการหลี่จะสามารถหารายชื่อให้ข้าได้เมื่อข้ามาถึง และมันจะดีมากถ้าท่านสามารถระบุรายชื่อผู้ชายที่อายุเกิน 40 ถึง 60 ปี”

 

ฉู่เซียวซูขมวดคิ้ว เมื่อเขาได้ยินประโยคสุดท้ายของเธอ เขาไม่ได้คาดหวังให้เธอพูดถึงลักษณะเฉพาะของคู่ชีวิตที่เธอกําลังมองหา

 

“ท่านอยากให้ชายชราเป็นสามีของท่านหรือไม่” ฉู่เซียวซูกล่าวด้วยความไม่เชื่อ

 

“ใช่.” เป็นคําตอบง่ายๆ ของเธอ

 

“ท่านเสียสติไปแล้วหรือ?” ฉู่เซียวซูตะคอก เขาไม่เคยได้ยินว่ามีหญิงสาวในวัยเดียวกับเธอ

 

ที่จะต้องการแต่งงานกับชายที่แก่กว่าเธอ

 

หลินเสี่ยวเฟยขมวดคิ้วและมองดูเขา “ข้าไม่เข้าใจที่ผู้จัดการหลีพูด แต่ข้ารับรองได้เลยว่าจิตใจของข้ายังปกติดี” 

 

“แล้วทําไม ท่านถึงต้องการให้ชายชราเป็นสามีของท่าน? แม่ทัพหลินจะไม่ยอมให้มันเกิดขึ้นจนกว่าเขาจะตาย” ฉู่เซียวซูพูดอย่างจริงจังด้วยท่าทางที่เคร่งขรึม

 

หลินเสี่ยวเฟยหัวเราะและกล่าวว่า “จะแตกต่างกันอย่างไร ถ้ามีคนแต่งงานกับชายหนุ่มและชายชรา ข้ายังคงแต่งงานโดยไม่คํานึงถึงอายุของสามี และสําหรับท่านตาของข้า ข้าคิดว่าตอนนี้เขาคงมีตัวเลือกไม่มากนัก”

 

หลินเซียวเหมิง ยังกล้าที่จะพบกับบุตรชายจากสวรรค์และขอพรให้ตระกูลชูเปลี่ยนการตัดสินใจเลิกหมั้นและบังคับให้พวกเขายอมรับการแต่งงาน แน่นอน ว่าหากผู้ที่ระดับสูงที่มีสิทธิ์ดูเหมือนจะขอเธอแต่งงาน หลินเซียวเหมิงจะไม่เอะอะและยอมรับใช่หรือไม่?

 

หลินเสี่ยวเฟยคิดเช่นนี้ แต่เธอไม่รู้ว่าความรักของหลินเซียวเหมิงที่มีต่อหลานสาวของเขานั้นสูงเท่ากับท้องฟ้าและโลก และถ้าเธอเสนอชายแก่เป็นคู่ชีวิตของเธอ คนคนนั้นอาจจะต้องตายหรือแม้แต่โดนตัดหัวต่อหน้าผู้คน 

 

หลังจากที่ถูกจ้องมองราวกับว่าเป็นแมลงชนิดหนึ่ง ฉู่เซียวซูเริ่มสงสัยในตัวของเขาเอง

 

เขารู้ดีกว่าใครๆ ว่าหน้าตาและศักดิ์ศรีของเขามีผลกับผู้คนมากแค่ไหน เขาได้ยินและเป็นพยานว่าหญิงสาวคนใดที่ได้พบเห็นและอยู่ใกล้เขาจะเริ่มมีอาการหน้าแดง ในขณะที่ชายพยายามรุมล้อมเขา ผูกมิตรกับเขาและและอยากทำความรู้จักกับเขา

 

ดวงตาคนเหล่านั้นเต็มไปด้วยความรักใคร่และความชื่นชมนั้นชัดเจนเกินกว่าที่เขาไม่ได้ทันสังเกตและเพิกเฉย อย่างไรก็ตาม ไม่เคยมีแม้แต่ครั้งเดียว ที่จะมีผู้คนมองมาที่เขาเเละเปรียบเขา

เหมือนเเมลง

 

เขาเคยพบผู้คนที่มองเขาด้วยความเกลียดชัง ความรัก และความอิจฉาริษยา

แต่กับหญิงผู้นี้ เธอเป็นคนแรกที่พยายามจ้องมองเขาอย่างจริงจัง เเละยังได้เปรียบเทียบเขาเหมือนกับแมลงที่น่ารังเกียจ ที่ไม่คู่ควรเเละไม่อยู่ในความสนใจของเธอ

 

แม้ว่าเขาจะตกใจกับปฏิกิริยาของเธอ แต่ฉู่เซียวซูก็ไม่ได้ใส่ใจแต่อย่างใด เขากลับรู้สึกสนใจเธอและต้องการจะหยอกล้อเธอมากขึ้น

 

“ท่านเป็นอะไรไป? เขาพูดขณะที่ใบหน้าของเขาเริ่มใกล้เข้ามา และลดระยะห่างของพวกเขาลง

 

หลินเสี่ยวเฟยต้องการตบชายไร้ยางอายผู้นี้ แต่เธอกลับบังคับตนเองไม่ให้หงุดหงิดและกล่าวว่า “ถ้าผู้จัดการหลี่เต็มใจที่จะพบกับท่านตาของข้า และขอท่านเพื่อแต่งงานกับข้า ทำไมท่านไม่ทำเช่นนั้นล่ะ”

 

เมื่อเห็นเขาหยุดหลังจากได้ยินอย่างนั้น หลินเสี่ยวเฟยก็เลิกคิ้วขึ้นอย่างสนุกสนาน

 

“ท่านตา?”

 

“ผู้จัดการหลี่ไม่ต้องแสร้งทำอีกต่อไปแล้ว ข้ารู้ว่าท่านสั่งให้คนของท่านตามข้า และกำลังค้นหาว่าข้าเป็นใคร”

 

เป็นคนที่ใช้ชีวิตสองชีวิต

 

หลังจากคุ้นเคยกับการตามล่าของหยูเฟงซู และมีคนคอยดูแลเธอ ประสาทสัมผัสของ

หลินเสี่ยวเฟยก็ตื่นตัวมากขึ้นสำหรับผู้ที่กำลังเฝ้าดูเธอ ยกเว้นชายที่อยู่ตรงหน้าเธอ

เธอสังเกตเห็นว่าเธอถูกสะกดรอยตาม เมื่อวันที่เธอไปพบกับชูชูเมื่อไม่กี่วันก่อน

 

เธอไม่รู้ว่าเป็นใคร แต่เธอสงสัยว่าผู้จัดการหลี่ ต้องส่งคนพวกนั้นไปตามเธอ

 

ผ้าคลุมหน้าครึ่งล่างของเธอค่อยๆเลื่อนลงและตกลงบนพื้น และเผยให้เห็นใบหน้าที่งดงามจนไม่มีใครเทียบได้

 

เขาตกตะลึงเล็กน้อยเมื่อเห็นใบหน้าของเธอ ฉู่เซียวซูถูกจับไม่ได้และไม่มีปฏิกิริยาใดๆ

 

เขาตกใจกับการกระทำกะทันหันของเธอ เขาไม่เคยคิดว่าหลินเสี่ยวเฟยจะพยายามถอดผ้าคลุมหน้าออกจากใบหน้า เขาคาดหวังว่าเธอจะซ่อนตัวตนของเธอต่อไป จนกว่าการตกลงร่วมกันจะเสร็จสิ้น

 

ยิ่งไปกว่านั้น เขาไม่เคยคิดมาก่อนว่าสิ่งที่เรียกว่าความงามที่หาที่เปรียบมิได้ จะบรรยายถึงความงามของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าได้จริงๆ

 

แม้ว่าเขาจะได้เห็นสาวงามมากมายในเมืองหลวง แต่ฉู่เซียวซูก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าหญิงสาวที่อยู่ข้างหน้าเขามีความงามที่เหนือกว่ามากในหมู่พวกเขาทั้งหมด

 

หลินเสี่ยวเฟยนั่งหลังตรงและมือซ้อนทับกัน ดูสง่างามมากที่ ฉู่เซียวซูรู้สึกเหมือนเขาเป็นข้าราชการที่ต่ำต้อย ที่พยายามข่มขู่คนที่มีฐานะสูงส่ง

 

เขาตกใจกับความคิดนี้ ฉู่เซียวซูขมวดคิ้ว

 

ไม่ว่าเขาจะพยายามคิดเรื่องนี้มากแค่ไหน หลินเสี่ยวเฟยที่อยู่ตรงหน้าเขา ช่างแตกต่างไปจากเดิมอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถระบุได้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร

เธอจัดการเปลี่ยนแปลงตัวเองในช่วง 3 ปี ที่ผ่านมานี้ใช่หรือไม่? หรือในที่สุดตระกูลหลิน

ก็พบปรมาจารย์ที่สามารถฝึกม้าป่าในตระกูลหลินให้เชื่อฟังได้ใช่หรือไม่?

 

โดยที่ไม่รู้ความคิดของเขา หลินเสี่ยวเฟยยังคงมีท่าทางที่รังเกียจเขาบนใบหน้าของเธอ แม้ว่าจะมองลงไปเพื่อหยิบผ้าคลุมที่เธอหยิบขึ้นมาจากพื้น

 

หลังจากพับผ้าคลุม หลินเสี่ยวเฟยก็ยืนขึ้นและกล่าวว่า “ข้ารู้สึกผิดหวังมาก ที่ผู้จัดการหลี่

กล่าวเช่นนั้น แต่ข้าจะพิจารณาเเละลืมมันไปเพื่อแลกกับระเบิดที่ข้าจะได้รับ”

 

พวกเขาทั้งคู่ พยายามจะบอกว่าพวกเขาจะไม่ดูภูมิหลังของกันและกัน แต่ผู้จัดการหลี่นั้นผิดคำพูด คำพูดของชายคงจะไม่มีค่าพอสำหรับเธอ ที่จะเอาระเบิดไปโดยไม่เสียเงินใช่หรือไม่?

 

หลินเสี่ยวเฟยทราบดี ว่าคำพูดของเธอไม่สมเหตุสมผลเลย อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาว่าผู้จัดการหลี่ ค่อนข้างมีชื่อเสียงต่อลูกน้องของเขา เขาจะไม่ผิดคำพูดของเขาเอง โดยเฉพาะคำที่เขาสัญญากับหญิงสาวผู้หนึ่งไว้

 

นอกจากนี้ เธอไม่ต้องการถอดผ้าคลุมออกจริงๆ แม้ว่าเธอจะรู้ว่าเขามีคนสอบสวนเธอแล้ว แต่เพราะเธอต้องการให้แน่ใจ ว่าเขาจะไม่พยายามกักตัวเธอไว้ในสถานที่นั้น และฆ่าเธอเพื่อพยายามต่อรอง ด้วยศักดิ์ศรีของเขาในฐานะชายเพื่อแลกกับระเบิด หลินเสี่ยวเฟยต้องปล่อยผ้าคลุมหน้าของเธอออก

 

ฉู่เซียวซู จ้องที่เธอด้วยความไม่เชื่อ เขาไม่เคยได้ยินใครจับตัวประกันด้วยศักดิ์ศรีของเขา นอกจากนั้น ‘ผู้จัดการหลี่’ ไม่ใช่คนที่ใครจะมาออกคำสั่งได้ แต่มันเป็นตัวตนอื่นของเขาคือดยุคเซียว

 

แม้แต่ลูกน้องของเขาหรือราชวงศ์ก็ยังไม่กล้าตั้งคำถามกับศักดิ์ศรีของเขาในฐานะ

บุรุษมาก่อน หญิงผู้นี้ไม่แม้แต่จะกระพริบตาขณะที่เธอพยายามต่อรองกับเขา

 

ณ ที่นี่ไม่ว่าเขาจะมองไปทางไหน เขาก็เป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ!

 

เขาอยากจะบีบคอหญิงผู้นี้ด้วยมือของเขาจริงๆ และบอกเธอว่าเธอคิดผิด แต่เขาไม่กล้าเสี่ยงที่จะถูกเธอพบความจริงที่ว่า เขาได้รับระเบิดในเวลาอันสั้น มิเช่นนั้น หลินเสี่ยวเฟยจะสงสัยเขาอย่างแน่นอน

 

ฉู่เซียวซูกัดฟัน ก่อนจะตัดสินใจรับข้อกล่าวหาของเธอ แม้ว่าจะมุ่งเป้าไปที่ตัวเองก็ตาม

 

แท้จริงความงามที่ลือกันว่าไม่ใช่ความงาม แต่เป็นปีศาจอย่างแน่นอน!

 

หลินเสี่ยวเฟยหันศีรษะไปมองเขา และพูดราวกับว่าเธอจำบางอย่างได้ “อืม ข้าสงสัยว่าผู้จัดการหลี่ มีวิธีหาผู้ชายให้ข้าด้วยหรือไม่”

“คุณหนู… ท่านรู้หรือไม่ว่ากำลังพูดถึงอะไร!?” ฉู่เซียวซูกระแอมด้วยความอับอาย

 

แม้ว่าเขาจะโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว แต่กิจกรรมที่ทำโดยสามีและภรรยาภายในห้องนอนของพวกเขายามค่ำคืนเป็นสิ่งที่เขาสามารถจินตนาการได้ แต่ไม่เคยลองทำ

 

ถึงกระนั้น หญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเขาช่างดูไร้ยางอาย เธอสามารถพูดมันออกมาจากปากของเธอราวกับว่าเธอกำลังพูดถึงสภาพอากาศ รอยยิ้มที่เธอเพิ่งแสดงบนใบหน้าของเธอนั้นงดงามและเย้าญวนใจอย่างมา

 

อย่างไรก็ตาม หญิงสาวที่ไม่เคยออกจากคฤหาสน์มาเป็นเวลาสามปี จะรู้เรื่องระหว่างสามีภรรยาได้อย่างไร?

 

หรือตระกูลหลินได้สอนบุตรหลาน เกี่ยวกับเรื่องนี้ล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวสำหรับในอนาคต? ฉู่เซียวซูรู้สึกยกย่องตระกูลหลิน ถ้าหากเป็นเช่นนั้นจริงๆอย่างไรก็ตาม การคาดเดานั้นเป็นไปไม่ได้ แม้ว่าฉู่เซียวซูจะพยายามไม่คิดไปเอง

 

ตระกูลหลินคือใคร? พวกเขาเป็นหนึ่งในตระกูลที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในอาณาจักรเซิง และผู้คนต่างยกย่องแม่ทัพหลินผู้ยิ่งใหญ่ เเต่ใครไปรู้ว่าเขาจะสอนเรื่องที่ไร้ยางอายให้เเก่บุตรหลาน เกี่ยวกับกิจกรรมในยามราตรีหรือสิ่งใดที่อาจทำให้จิตใจของพวกเขาเสื่อมเสียตั้งแต่อายุยังน้อย

 

เมื่อคิดเช่นนี้ ฉู่เซียวซูได้สรุปความคิดของเขาและมองไปที่หลินเสี่ยวเฟย ราวกับว่าเธอถูกวิญญาณชั่วร้ายเข้าสิง

 

หลินเสี่ยวเฟยกลับเมิน ด้วยรอยยิ้มบนใบหน้าและกล่าวว่า

“ทำไมผู้จัดการหลี่ถึงรู้สึกเขินอาย แน่นอนว่าข้ารู้ว่าคู่สามีภรรยามักจะทำอะไรเมื่ออยู่กันสองคนภายในห้องนอนของพวกเขา หรือผู้จัดการหลี่ไม่รู้ ข้าจะได้เล่าให้ฟัง”

 

ฉู่เซียวซู กำหมัดของเขาและจ้องไปที่เธอ เขาหวังว่าจะสามารถบีบคอเล็กๆของเธอ

เพราะเธอไม่ยอมละทิ้งเรื่องนี้เสียที และตอบเขาราวกับว่าเธอคุ้นเคยกับเรื่องพวกนี้ดี

 

แต่หลินเสี่ยวเฟย จะไม่รู้กิจกรรมยามค่ำคืนระหว่างคู่สามีภรรยาที่แต่งงานแล้วได้อย่างไรในเมื่อเธอไม่เคยเเต่งงานกับใครซักคน?

 

หลินเสี่ยวเฟยปฏิเสธที่สนใจเรื่องเหล่านั้น เธอเสนอตัวให้กับสัตว์ร้ายอย่างเปิดเผย หลินเสี่ยวเฟยมุ่งความสนใจของเธอไปที่ชายที่นั่งตรงข้าม

 

เขาสวมเสื้อคลุมที่มีราคาแพงและสวยงามมาก และจากรูปลักษณ์ของมัน เป็นสิ่งที่ไม่มีขายอยู่ตามตลาด ลวดลายสีเงินบนเสื้อคลุมของเขาทำให้เขาดูเหมือนสิ่งมีชีวิตที่คล้ายกับเทพเจ้าหรือนักปราชญ์ ที่ดูโดดเด่นและเหนือกว่าใครทุกคน

 

“ท่านหญิง… อย่าเข้าใจผิด สำหรับเราทั้งสอง ข้าคิดว่าเราทั้งคู่มีความรู้ในเรื่องระหว่างคู่สามีภรรยา” ฉู่เซียวซู พูดด้วยแววตาว่า “หญิงสาวอย่างท่านคงเคยได้ยินคำว่า ‘กิจกรรมยามค่ำคืน’ จากที่ไหนสักแห่ง แต่ไม่รู้ความหมายที่แท้จริงของมัน ท่านอาจคิดว่าพวกเขากำลังเล่นเกมกระดานในห้องนอนของพวกเขา แต่นั่นคือสิ่งที่ท่านคิดผิด”

 

อย่างไรก็ตาม หลินเสี่ยวเฟยเพียงเเค่ยิ้มให้เขาเท่านั้น คิ้วของเธอเลิกขึ้นเล็กน้อยราวกับว่าเธอรู้สึกขบขันกับสิ่งที่เขาพูด

 

มีความรู้มากขึ้น? หลินเสี่ยวเฟยสามารถรับรองเขาได้ ว่าเธอรู้เกี่ยวกับกิจกรรมยามค่ำคืนว่ามันหมายถึงอะไร อย่างไรก็ตาม เธอไม่แน่ใจว่าใครมีความรู้มากกว่ากัน ระหว่าง ชายผู้ที่มีอิสระในการพูดคุยและรับรู้ถึงความรู้สึกที่ซ่อนเร้นจากหญิงมากกว่า และแน่นอนว่าชายผู้นี้ต้องรู้อะไรมากกว่าเธอ

 

ดังนั้นเธอจึงไม่คัดค้านความคิดเห็นของเขา

 

ฉู่เซียวซูรู้สึกหงุดหงิดมากขึ้น ที่เขาพยายามอธิบายเรื่องนี้กับหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้าเขา

เขาต้องการหยอกล้อเธอด้วยความสนใจและความสนุกสนาน แต่ตอนนี้ เขารู้สึกเหมือนเป็นคนที่ถูกเล่นแทน

 

แม้ว่าใบหน้าของเธอจะมีรอยยิ้ม แต่ฉู่เซียวซูก็สามารถมองผ่านดวงตาของเธอและไม่เห็นความอบอุ่นหรือคำใบ้ของความสุขหรือการเย้ายวนใจ เเต่กลับรู้สึกว่าเธอจงใจพยายามทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจและกังวลใจ

 

เธอสามารถทำสิ่งนั้นกับเขาได้ ทันใดนั้น ฉู่เซียวซูก็ลุกขึ้นยืน เเละเดินเข้าไปใกล้ๆเธอ

 

เขามองเข้าไปในสายตาของเธอ หลินเสี่ยวเฟยสงสัยว่าเขากำลังจะทำอะไร ทันใดนั้น เธอก็อึ้งจากการกระทำกะทันหันของเขา

 

ปลายนิ้วของเขาแตะคางที่ของเธอ เขายกหน้าขึ้นเพียงเล็กน้อยเพื่อให้ดวงตาของพวกเขาสัมผัสกันได้ ความอบอุ่นจากนิ้วของเขาทำให้ผิวหนังและกระดูกของเธอสั่น และบรรยากาศที่คลุมเครือก็กลับมา

 

เขาเอียงศีรษะของเธอไปทางขวาเล็กน้อย ดวงตาของเขาไม่ละสายตาไปจากเธอ

 

หลินเสี่ยวเฟยรู้สึกแปลกๆ และสงสัยว่าทำไมเขาถึงทำเช่นนั้น แต่เธอไม่ได้พยายามผลักเขาออกหรือพยายามหลีกเลี่ยงเขา

 

ทันใดนั้น ชายตรงหน้าเธอก็พูดว่า “ในเมื่อเรากำลังเข้าสู่หัวข้อนี้ ทำไมไม่ให้ข้าสอนท่านเกี่ยวกับกิจกรรมที่ทำระหว่างคู่สามีภรรยาล่ะ? จะไม่มีใครมารบกวนเราเลย ที่นี่คือที่ที่เหมาะ ที่จะทำเช่นนั้น.”

 

“ท่าน…” หลินเสี่ยวเฟยดุเขาอย่างอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว เธอไม่คิดว่าเขาจะจริงจังกับคำพูดของเธอ

 

แม้ว่าจะเป็นความผิดของเธอที่เสนอเรื่องไร้สาระแบบนี้ แต่ใครจะรู้ว่าเขาจะจริงจังเช่นนี้

 

เขาไม่มีศีลธรรมหรือว่าเขาจะกระทำต่อหญิงสาว ก็ต่อเมื่อพวกเขาขอให้เขาทำ?

หลินเสี่ยวเฟยรู้สึกรังเกียจเขา และมุมมองของเธอเกี่ยวกับเขาในฐานะผู้จัดการของหงเป่ยโหลว

จู่ๆก็เปลี่ยนไป

 

ก่อนที่จะมาที่นี่ เธอสงสัยว่าฉู่เซียวซูและผู้จัดการหลี่เป็นหนึ่งเดียวกัน อย่างไรก็ตาม ด้วยความที่ชายผู้นี้ไร้ยางอายและกล้าที่จะทำเช่นนี้ต่อหน้าเธอ ความสงสัยของเธอก็ถูกลบไปอย่างสิ้นเชิง

 

ไม่มีทางที่ชายที่ผิดศีลธรรมเช่นนี้ จะมีตำแหน่งเป็นเทพแห่งสงครามดยุคเซียวไปได้

 

หากนี่เป็นเพียงแค่การแสดง หลินเสี่ยวเฟยคิดว่าความสามารถของเขาในการแสดง จะเหนือธรรมดา ราวกับว่าสิ่งที่เขาทำมันเรื่องปกติสำหรับเขา

 

แต่ถ้าเขาแสดงจริงๆ …

 

ร่างกายของหลินเสี่ยวเฟยสั่น และมองเขาราวกับว่าเขาเป็นแมลงที่น่ารังเกียจ

หลินเสี่ยวเฟยยืนตัวแข็งทื่อ และหันกลับไปมองอย่างรวดเร็ว

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากร่างกายของพวกเขาใกล้ชิดกันตั้งแต่แรก เมื่อเธอหันกลับมา ใบหน้าของพวกเขาจึงอยู่ห่างจากกันเพียงไม่กี่นิ้ว

 

แม้ว่าทั้งสองคนจะสวมเสื้อผ้าปกปิดใบหน้า แต่หลินเสี่ยวเฟยและฉู่เซียวซูก็ไม่สามารถหยุดตกใจกับความใกล้ชิดของพวกเขาได้

 

ราวกับว่าเวลาถูกหยุดลง ทั้งสองคนยืนนิ่งอยู่อย่างนั้นสองสามวินาที ก่อนที่หลินเสี่ยวเฟยจะก้าวถอยหลัง แต่ชายตรงหน้าได้คว้าแขนของเธอและดึงเธอเข้าหาเขา

 

หลินเสี่ยวเฟย แปลกใจที่การกระทำอย่างกะทันหันของเขา ทันใดนั้น เธอจึงรีบสบัดแขนของเธอออกจากเขาและพยายามดิ้นรนเพื่อหนี แต่เขากำลังจะกล่าวอะไรบางอย่างเพื่อหยุดเธอ จากการดิ้นรน

 

“อย่าขยับ” เขากล่าวข้างหูของเธอต่อ ว่า “ท่านหญิงกำลังจะเหยียบกับดัก”

 

หลินเสี่ยวเฟยจ้องมองเขาอย่างดุเดือดและกล่าวว่า “ข้ายืนอยู่บนพื้นนั้นก่อนหน้านี้ ก่อนที่ท่านจะจับข้าได้ ตอนนี้มันกลับมีกับดักได้อย่างไร?”

 

“ท่านหญิงลองเหยียบมันดูสิ” ฉู่เซียวซูปล่อยแขนของเธอ ราวกับว่าเขากำลังรอให้เธอทำสิ่งนั้น เเละเขาไม่ได้พูดอะไรอีกและมองไปที่เธอ

 

“อย่างไรก็ตาม ข้าสัญญาไม่ได้ว่าท่านหญิงจะสามารถหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บได้” แววตาที่เย็นวาบในดวงตาของเขา ทำให้หลินเสี่ยวเฟยรู้ว่าเขาไม่ได้โกหก

 

หลินเสี่ยวเฟยไม่ได้เคลื่อนไหวและจ้องมองเขา ในความคิดของเธอเล็กๆอยากให้เขาโกหกเพื่อที่เธอจะได้ถอยห่างจากชายที่ประคองเธอไว้

 

อย่างไรก็ตาม เธอไม่สามารถอยู่ในสถานการณ์เช่นนี้ต่อไปได้ เมื่อเธอมีเรื่องสำคัญกว่าที่ต้องทำ

 

“ท่านถอยกลับได้หรือไม่” เธอถามเขา

 

โดยไม่เปลี่ยนน้ำเสียงและท่าทางของเขา ฉู่เซียวซูกล่าวว่า “ข้าทำมิได้ ข้าเกรงว่าจะมีกับดักอยู่ข้างหลังข้าด้วย”

 

หลินเสี่ยวเฟยกัดฟันจ้องเขม็งและระงับความโกรธลง เธอกลับตัดสินใจย้อนรอยขั้นตอนที่เธอเคยทำก่อนหน้านี้ และพยายามหนีจากเขาให้เร็วที่สุด มิฉะนั้น เธออาจจะทำอะไรบางอย่างกับชายที่อยู่ตรงหน้าเธอ

 

เมื่อพวกเขาอยู่ห่างกันไม่กี่ฟุต หลินเสี่ยวเฟยก็หันมามองเขา “ข้ามาเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่เราคุยกันครั้งสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ถ้าท่านยังเล่นตลกกับสิ่งของรอบๆ… ข้าเกรงว่าข้าจะต้องออกไป แล้วค่อยกลับมาอีกครั้ง เมื่อท่านได้พร้อมที่จะพูดคุย”

 

ฉู่เซียวซูเลิกคิ้วและยิ้มที่มุมริมฝีปากของเขา เขาเอาแขนโอบหน้าอกขณะที่พูดว่า “ท่านหญิงไม่ต้องวิตกกังวลไป ข้ามีสิ่งที่ท่านต้องการแล้ว แต่ถ้าท่านไปตอนนี้ ข้าไม่สัญญาว่าท่านจะได้รับมันในครั้งต่อไปที่เราพบกัน”

 

ด้วยเหตุนี้ หลินเสี่ยวเฟยจึงหยุดความตั้งใจที่จะจากไป

 

ทั้งสองเดินไปที่แท่นหิน ซึ่งจัดเก้าอี้ไว้สำหรับทั้งสองคนแล้ว บนโต๊ะมีของว่างและชาร้อนเสิร์ฟอยู่

 

เมื่อนั่งบนเก้าอี้ของเธอแล้ว หลินเสี่ยวเฟยก็ไม่เสียเวลา และกล่าวถามเขาว่า “ท่านไปเอาระเบิดมาจากดยุคได้จริงๆหรือ?” เธอแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เมื่อได้ยินเขาพูดว่าเขามีสิ่งที่เธอต้องการ

 

ผ่านไปสองสามวันแล้ว แต่ระยะเวลานั้นสั้นเกินไป สำหรับทุกคนที่จะได้รับระเบิดจากใครบางคน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อมันมาจากดยุคเซียว

 

สิ่งนี้พิสูจน์ได้ว่าผู้จัดการของหงเป่ยโหลวและดยุคมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน

อย่างไรก็ตาม หลินเสี่ยวเฟยไม่สามารถเดาได้ว่าพวกเขามีความสัมพันธ์แบบไหน

และเเอบสนใจอยู่เล็กน้อย

 

เมื่อมองไปที่ชายสวมหน้ากาก หลินเสี่ยวเฟยรอให้เขาตอบ

 

“ใช่” เป็นคำตอบง่ายๆจากเขา

 

หลินเสี่ยวเฟยรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ที่เขาไม่ได้อธิบายรายละเอียด ว่าเขาได้รับระเบิด

จากดยุคได้อย่างไร แต่คิดว่ามันเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็นต้องพูดคุยระหว่างพวกเขาหรือกับใคร หลินเสี่ยวเฟยไม่ได้สอบถามเพิ่มเติมและตัดสินใจที่จะเริ่มต้นคุยธุระกิจของเธอ

 

“ข้าจะรับได้เมื่อใด” เธอถามเขา ดวงตาของเธอเป็นประกายในความคาดหมายซึ่งฉู่เซียวซูสังเกตเห็น

 

เมื่อเห็นว่าเธอตื่นเต้นแค่ไหน ฉู่เซียวซูก็อยากรู้ว่าเธอมีเจตนาอะไรและเธอจะเอาระเบิดไปใช้ที่ไหน เธอดูเหมือนเด็กที่กำลังจะได้รับของขวัญจากพ่อแม่ของเธอ ขณะที่เธอจ้องมองเขาต่อไป

 

โดยไม่ปล่อยให้เธอรอ ฉู่เซียวซูกล่าวว่า “ท่านจะได้รับมันจากคนของข้า เมื่อท่านออกจากหงเป่ยโหลว”

 

เธอดีใจที่ได้ยินเช่นนั้น หลินเสี่ยวเฟยกล่าวขอบคุณ ก่อนเธอจะถามเขาว่า “คราวที่แล้วข้าไม่ได้ถามชื่อของท่าน ถึงแม้ว่าข้าจะไม่ถาม ท่านก็ควรจะบอก เพราะเมื่อมีโอกาสเราจะได้พบกันอีก”

 

“เรียกข้าว่าผู้จัดการหลี่ก็ได้”

 

หลังจากจิบชาของเขาแล้ว เขาก็ถามขึ้นทันทีว่า “ทำไมท่านหญิงถึงไม่กลัวข้าหรือ?”

 

“ทำไมข้าต้องกลัวท่านด้วย” หลินเสี่ยวเฟย กล่าวตอบและจ้องมองไปที่เขา ด้วยเเววตาที่ไร้เดียงสา

 

โน้มตัวไปข้างหน้า ฉู่เซี่ยวซูยิ้มเเละกล่าวด้วยน้ำเสียงขี้เล่นว่า “สถานที่นี้ถูกซ่อนอยู่ทั่วโลก ท่านเป็นหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานและข้าก็เป็นบุคคลอันตราย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นภายในห้องนี้ จะไม่มีใครรู้และไม่มีใครช่วยท่านได้.”

 

“ท่านยังคิด ว่าท่านไม่ควรกลัวอีกหรือ” เขากล่าวเพิ่ม.

 

เขาต้องการเห็นปฏิกิริยาที่กระวนกระวายใจของเธอ ฉู่เซียวซูต้องการเตือนเธอถึงอันตรายที่เธออาจเผชิญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อเธอเดินเข้าไปในห้องนี้ด้วยความเต็มใจและไว้วางใจ

 

อย่างไรก็ตาม ใครจะไปคิดว่าคำตอบของเธอจะทำให้เขาสำลักและมองเธออย่างไม่เชื่อสายตา

 

หลินเสี่ยวเฟยพูดอย่างไม่สะทกสะท้านกับคำพูดของเขา ราวกับว่าเธอไม่ได้พูดถึงบางสิ่ง

ที่หญิงสาวไม่ควรพูด “นอกจากการทำกิจกรรมยามค่ำคืน ระหว่างสามีภรรยาและการฆ่าข้าผู้จัดการหลี่จะทำอะไรได้อีก?”

 

เธอเอียงศีรษะเเละดวงตาก็เบิกกว้าง “คราวที่แล้ว ผู้จัดการหลี่ไม่รับเงินของข้า บางทีนั่นอาจจะเป็นสิ่งที่ท่านต้องการใช่หรือไม่?”

ในวันที่สอง เมื่อหลินเสี่ยวเฟย มาที่หงเป่ยโหลวอีกครั้ง ดวงอาทิตย์เริ่มจะขึ้นและถนนก็ว่างเปล่า

 

เธอเห็นว่าประตูหลักของโรงเตี๊ยมถูกปิด และคิดว่าพวกเขาไม่สามารถรับจดหมายได้ทันเวลา และคงจะไม่มีใครเเจ้งเกี่ยวกับการมาของเธอ

 

เธอเงยหน้าขึ้นมองดูโรงเตี๊ยมเเห่งนี้ หลินเสี่ยวเฟยจึงตัดสินใจกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลหลิน และจะกลับไปที่โรงเตี๊ยมหงเป่ยโหลวเมื่อประตูเปิด

 

แต่ในขณะที่เธอกำลังจะหันหลังกลับ เสี่ยวเอ้อที่ทำหน้าอยู่ในโรงเตี๊ยม ซึ่งเคยเเนะนำให้เธอไปพบกับผู้จัดการของหงเป่ยโหลว ได้ปรากฏตัวจากทางเข้าด้านหลังเล็กๆ ซึ่งเป็นทางเข้าของพนักงาน

 

“แขกผู้มีเกียรติ” เสี่ยวเอ้อกล่าวพร้อมกับโค้งคำนับเธอ ก่อนจะเหยียดหลังตรง

และกล่าวเสริมว่า “เจ้านายของข้า อยู่ด้านใน และกำลังรอท่านหญิงอยู่ โปรดตามข้ามา”

 

หลินเสี่ยวเฟยเหลือบมองพนักงานด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณ”

 

เธอเดินตามเขาไปทางเข้าด้านหลัง และเมื่อเข้าไปข้างใน เธอพบว่าพวกเขาอยู่ในทางเดินที่ยาวและแคบ แสงไฟในทางเดินก็ดูมืด และเมื่อพวกเขาเดินผ่านเข้าไป เธอสามารถเห็นได้ว่า ทางเข้าด้านหลังไม่ใช่ทางเดินธรรมดาสำหรับพนักงาน

 

และแทนที่จะขึ้นบันไดเหมือนคราวที่แล้ว กลับหยุดอยู่ตรงหน้ากำแพง หลินเสี่ยวเฟยอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หยุดลงเมื่อเห็นพนักงานกดบางอย่างบนผนังทางด้านซ้ายของเขา และในไม่ช้าก็ได้ยินเสียงดังก้องเบาๆในไม่ช้า

 

เสียงมาพร้อมแสงที่ส่องออกมาจากกำแพงตรงหน้าพวกเขา ทันใดนั้นทางเดินลับอีกทางหนึ่งก็ปรากฏขึ้น

 

จากมุมมองของเธอ หลินเสี่ยวเฟยสามารถมองเห็นบันไดได้ แต่มันจะไม่นำพาพวกเขาขึ้นไปชั้นบน แต่กลับเป็นบันไดม้วนลงไปทางชั้นล่างแทน โรงเตี๊ยมเเห่งนี้มีเพียงเเค่สามชั้นและพวกเขากำลังยืนอยู่บนชั้นหนึ่ง เขาจึงสงสัยว่าทำไมถึงมีบันไดพาพวกเขาลงไปชั้นล่าง?

 

หลินเสี่ยวเฟยมองดูสิ่งนี้สักครู่ ก่อนที่เธอจะได้ยินคำบอกกล่าวจากเสี่ยวเอ้อ “ท่านหญิง โปรดก้าวลงบันได ที่จะพาท่านไปยังที่ที่เจ้านายของข้าอยู่”

 

“เจ้าไม่นำทางข้าไปหรือ” หลินเสี่ยวเฟยถามเขา

 

พนักงานเสิร์ฟส่ายหัวและกล่าวตอบว่า “บันไดนี้ใช้โดยเจ้านายข้าเท่านั้น และในฐานะลูกน้อง พวกเราไม่ควรใช้บันไดนี้”

 

“ถ้าเป็นเช่นนั้น ทำไมถึงยอมให้ข้าใช้ล่ะ”

 

“ตามคำสั่ง ท่านเป็นแขกของของเจ้านายและเขาอนุญาตให้ท่านใช้มัน” เสี่ยวเอ้อหยุดขณะที่เขามองไปที่ดวงตาของหลินเสี่ยวเฟย ที่ไม่ได้ปิดบังด้วยผ้าคลุมครึ่งล่างของใบหน้าของเธอ

 

เป็นเวลาหลายปี ที่เขาทำงานที่หงเป่ยโลว เขาไม่เคยเห็นใครได้ใช้บันไดที่นำไปสู่ห้องลับ นอกจากเจ้านายของพวกเขาเอง

 

หลินเสี่ยวเฟยลังเลที่จะใช้บันได ซึ่งจะพาเธอลงไปข้างล่าง ไม่ว่าเธอจะต้องการพบเจ้านายของที่นี่มากแค่ไหนก็ตาม เธอก็ไม่สามารถละทิ้งความหวาดระแวดและความไม่แน่นอนของเธอได้

 

เท้าของเธอหยั่งรากลงบนพื้น ขณะที่เธอสั่นสะท้านกับความทรงจำที่เธอเคยถูกบังคับให้เข้าไปในคุกใต้ดิน ที่คฤหาสน์ขององค์ชายสี่ เธอกรีดร้องและพยายามขัดขืนพวกของหยูเฟิงซู ขณะที่พวกเขาลากผมของเธอ ก่อนที่จะโยนเธอไปที่คุกใต้ดิน

 

เมื่อฝันร้ายแห่งความทรงจำของเธอเข้ามาในความคิดอีกครั้ง เหงื่อของเธอก็หยดลงบนหน้าผาก ขณะที่เธอมองไปข้างหน้า

 

เสี่ยวเอ้อที่อยู่ข้างๆหลินเสี่ยวเฟย รู้สึกถึงความกลัวของเธอ และไม่แน่ใจว่าทำไมถึงเป็นเช่นนั้น ในตอนเเรกเธอดูสบายดี เมื่อพวกเขาเดินไปตามทางเดิน แต่ทันทีที่ตาของเธอจับจ้องไปที่บันได ที่นำไปสู่ห้องลับ หญิงสาวก็เริ่มหวาดกลัวและดูเหมือนว่าเธอถูกบังคับให้เผชิญหน้ากับความตาย

 

“ท่านหญิง?” เสี่ยวเอ้อเรียกหญิงสาวที่อยู่ข้างๆที่ไม่ตอบสนอง และเขาต้องเรียกเพื่อเตือนเธออีกสองสามครั้ง ก่อนที่เธอจะเลิกครุ่นคิดและมองมาที่เขาด้วยสีหน้าที่ตกใจ

 

“ว่าอย่างไร?” หลินเสี่ยวเฟย ตอบอย่างอึดอัดใจ

 

“ท่านสบายดีหรือไม่?”

 

เธอหยุดมองเขาก่อนจะพยักหน้าตอบ

 

หลินเสี่ยวเฟยถอนหายใจอย่างโล่งอก เธอรู้สึกขอบคุณบริกรที่ขัดจังหวะความคิดของเธอและพาเธอกลับมาที่ปัจจุบัน

 

โดยไม่ลังเล เธอยกกระโปรงขึ้นแล้วก้าวลงบันได

 

 

เธอใช้เวลาหนึ่งนาที กว่าจะถึงจุดสิ้นสุดของบันได

 

หลินเสี่ยวเฟยเบิกตากว้างด้วยความกลัว ขณะที่เธอก้าวไปข้างหน้าโดยไม่รู้ตัว ความลังเลและความกลัวของเธอหายไปก่อนหน้านี้ และสิ่งที่เข้ามาแทนที่มันคือความรู้สึกที่ผ่อนคลายได้เบ่งบานลึกลงไปในตัวเธอ

 

หลังจากก้าวลงบันไดไป ใครจะคิดว่าห้องที่เต็มไปด้วยสิ่งมหัศจรรย์และทิวทัศน์ที่สวยงามจะปรากฏอยู่ในสายตาของเธอ

 

ห้องนี้เต็มไปด้วยดอกไม้หลากสีสัน และพื้นก็เต็มไปด้วยหญ้า ที่ถูกตัดแต่งอย่างดี อย่างไรก็ตาม ไม่มีแสงแดดที่สามารถส่องถึงที่นี่ได้ แต่พวกมันก็ยังดูน่ารักกว่าต้นไม้และดอกไม้ในคฤหาสน์ตระกูลหลิน

 

บางทีต้นไม้และดอกไม้ในห้องนี้ อาจเป็นชนิดเดียวกับที่ปลูกในถ้ำ ดังนั้น มันจึงสามารถเติบโตได้ภายในสถานที่นี้

 

และตรงกลางห้องที่กว้างที่สุด มีอัญมณีที่มีขนาดเท่ากับก้อนหินขนาดใหญ่ กำลังให้แสงที่ส่องสว่างทั่วทั้งห้อง ด้วยแสงสีขาวอมเหลือง ทำให้ทั้งห้องดูเหมือนถูกอาบด้วยแสงแดด

 

ในทางกลับกัน มีโต๊ะหินและเก้าอี้อยู่ทางด้านซ้ายของอัญมณี ทั้งยังมีชาร้อนกับของว่างเสิร์ฟอยู่บนโต๊ะ ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังเพลิดเพลินกับเวลาของเขาก่อนหน้านี้

 

ฉากที่สวยงามที่ทำให้หลินเสี่ยวเฟยตกตะลึง เเละทำให้เธอรู้สึกแปลกๆ หลังจากเดินผ่านทางเดินและบันไดที่มืดเล็กน้อย

 

ขณะที่เธอกำลังชื่นชมสิ่งของห้องภายในห้อง หลินเสี่ยวเฟยไม่ทันสังเกต ว่ามีคนอยู่ข้างหลังเธอแล้ว หรือบางที คนที่อยู่ข้างหลังเธอคงเป็นผู้เชี่ยวชาญในเรื่องการซ่อนตัว

 

ทันใดนั้น อากาศอุ่นๆก็ค่อยๆดังขึ้นผ่านหูของเธอ ขณะที่เธอได้ยินเสียงที่กำลังใกล้เข้ามาว่า “ท่านชอบสิ่งเหล่านี้หรือไม่”

นิยาย อ่านนิยาย

ใบหน้าหลินซางมืดลง เขาต้องการที่จะตำหนิหลานสาวของเขา แต่เพื่อรักษาภาพลักษณ์ไว้ เขาจึงตัดสินใจที่จะกลืนความโกรธของเขา และเอนหลังพิงที่นั่งเหมือนเด็กที่แพ้การโต้เถียง

 

หลินเสี่ยวเฟยไม่ได้สนใจเขาอีก และเอื้อมมือไปหยิบถ้วยน้ำชาบนโต๊ะก่อนจะจิบเล็กน้อย

เธอไม่สามารถทนดูลุงทั้งสองของหลินเสี่ยวเฟยคนก่อนได้อีกต่อไป เธอไม่สามารถปล่อยให้พวกเขาแสดงท่าทีเหยียดหยามเธอได้

 

หลินเซียวเหมิง ส่งสายตาไม่พอใจไปที่บุตรชายคนที่สองของเขา แต่หลินซางก็ไม่ได้มองตอบ อย่างไรก็ตาม มันตรงกันข้ามกับ หลินเฟิง ซึ่งยังคงนั่งดูฉากนี้อย่างเงียบๆ

 

เขาสังเกตเห็นแววตาของพ่อ ที่มีต่อน้องชายและอยากจะถอนหายใจให้กับความโง่เขลาของน้องชายของเขา เขารู้ว่าหลินเซียวเหมิงให้ความสำคัญกับหลินเสี่ยวเฟยมากแค่ไหน หากไม่อยากมีปัญหาพวกเขาก็ไม่ควรจะกลั่นแกล้งหลินเสี่ยวต่อหน้าพ่อของพวกเขา แต่หลินซางกลับลืมตัวและพยายามทำให้หลินเสี่ยวเฟยขายหน้า

 

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่เขาจ้องไปที่หญิงสาวที่นั่งข้างหลินเซียวเหมิงและก้มศีรษะลง ราวกับว่าเธอรู้สึกว่าเขาจ้องมองเธอ หลินเสี่ยวเฟยเงยหน้าขึ้นและมองไปที่เขา

 

เธอกล่าวถาม ด้วยใบหน้ายิ้มแย้มว่า “ท่านลุง มีอะไรหรือเจ้าคะ”

 

หลินเฟิงจ้องที่เธอ และกล่าวว่า “…ไม่”

 

ก่อนหน้านั้น หวู่จินหยานพูดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสองสามวันก่อน ที่พบศพถูกแขวนอยู่บนคานของลานด้านตะวันตก

 

ตอนแรกเขาไม่อยากจะยุ่งเกี่ยวกับเรื่องไร้สาระของภรรยาของเขา แต่การนินทาของคนรับใช้ในคฤหาสน์ตระกูลหลินทำให้เรื่องนี้ถึงหูเขาในที่สุด เขาได้ยินมาว่าศพถูกเเขวนคออยู่บนคาน และ ฮูหยินทั้งสองกับคุณหนูสี่ของตระกูลหลินก็มีปากเสียงกัน

 

แน่นอน เขาไม่ได้สนใจเรื่องนินทาที่เขาได้ยิน แต่ข่าวของหลินเซียวเหมิงลงโทษทหารที่ดูแลที่พักในวันนั้นก็เพียงพอแล้ว ทุกอย่างจึงพิสูจน์ได้ว่าภรรยาของเขาเเละเหล่าคนใช้ ไม่ได้โกหกเรื่องของพวกเขา

 

ในฐานะชายที่มีตำแหน่งในราชสำนัก หลินเฟิงไม่เคยเป็นคนประเภทที่จะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับเรื่องราวภายในบ้านของพวกเขา หรือการมีปากเสียงบ่อยครั้งของสมาชิกหญิงในครอบครัว

 

แม้ว่าหวู่จินหยานจะกดดันให้เขากำจัดนางสนม เเต่เขาก็ไม่กล้าที่จะเอาใจหญิงสาว หรือดูแลปัญหาเกี่ยวกับครอบครัว

 

อย่างไรก็ตาม ทัศนคติที่ไม่เอาใจใส่ของเขากลายเป็นปัญหาในการแต่งงานของพวกเขา สามีและภรรยาก็เย็นชาต่อกัน แม้ว่าจะพูดคุยกันเพียงเล็กน้อยก็เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเท่านั้น

 

เมื่อเห็นว่าเขาปฏิเสธที่จะตอบ หลินเสี่ยวเฟยจึงหันไปหาหลินเซียวเหมิงและถาม “ข้าได้ยินมาว่า ท่านตาต้องการให้ข้ามาพบที่นี่ ท่านตามีอะไรจะพูดกับข้าหรือเจ้าคะ”

 

หลินเสี่ยวเหมิง กระแอมในลำคอและกล่าวทันทีว่า “เมื่อไม่กี่วันก่อนตระกูลชูมาเยี่ยมเรา และได้ทำลายการหมั้นหมาย” เขาหยุดชั่วครู่เพื่อดูสีหน้าของหลินเสี่ยวเฟย และเมื่อเขาเห็นว่าเธอไม่ได้แสดงอารมณ์ใดๆบนใบหน้าของเธอ เขาจึงกล่าวต่อ “แม้ว่าข้าอยากจะทำอะไรกับพวกมัน แต่คนชั่วเหล่านั้นได้ตัดสินใจไปแล้ว”

 

“อย่างไรก็ตามเฟยเอ๋อ หากเจ้าต้องการ ตาจะรีบไปที่วังในวันพรุ่งนี้ เพื่อพบจักรพรรดิและขอพระราชกฤษฎีกา ข้ายังคงมีอิทธิพลในราชสำนักอยู่บ้าง จักรพรรดิจะไม่ปฏิเสธที่จะให้ความช่วยเหลือข้า.”

 

เมื่อได้ยินเช่นนี้ ไม่เพียงแต่หลินเสี่ยวเฟยเท่านั้นที่ประหลาดใจ ทั้งหลินเฟิงและหลินซางก็ตกใจเช่นกัน พวกเขารีบหันหน้าไปทางพ่อของพวกเขาในทันที

 

พวกเขาไม่อยากเชื่อเลย ว่าพ่อของพวกเขาจะยอมเสียความโปรดปรานของจักรพรรดิ เพียงเพื่อทำให้หลินเสี่ยวเฟยมีความสุข

 

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาพยายามที่จะเอาใจหลินเสี่ยวเหมิง และแม้ว่าพวกเขาจะใช้เส้นทางที่แตกต่าง จากที่หลินเซียวเหมิงต้องการให้พวกเขาเป็นแม่ทัพ หลินเฟิงและหลินซางยังคงทำงานอย่างหนักเพื่อไต่อันดับขึ้นไป เพื่อที่พวกเขาจะได้เป็นเหมือนพ่อเเละได้รับการยอมรับในที่สุด พวกเขาหวังว่าพวกเขาจะได้กลายเป็นผู้นำคนต่อไปของตระกูลหลิน

 

ไม่กี่ปีที่ผ่านมา เมื่อหลินเสี่ยวเฟยมาที่คฤหาสน์ตระกูลหลินเป็นครั้งแรก พี่น้องทั้งสองไม่ได้ร้องเรียนใดๆและปล่อยให้หลินเสี่ยวเฟยเดินเข้ามาในประตูบ้านของพวกเขา

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่ได้เห็นหลินเซียวเหมิงเอ็นดูหลินเสี่ยวเฟยมากกว่าลูกๆของพวกเขา พวกเขาจึงไม่สามารถเพิกเฉยหลินเสี่ยวเฟยได้อีก

 

แต่พวกเขาไม่ได้คาดหวังว่าการทุ่มเทของหลินเซียวเหมิงจะไร้ขีดจำกัด เขายังคิดถึงการใช้ความโปรดปรานที่เขาได้รับจากจักรพรรดิ เพื่อทำให้หลินเสี่ยวเฟยมีชีวิตที่ดีขึ้น แม้ว่าจะเป็นการบังคับผู้อื่นก็ตาม

 

ทั้งความไม่พอใจและความรู้สึกขมขื่น เริ่มทำให้พวกเขาขมวดคิ้ว ในขณะที่หลินเซียวเหมิงมีเสียงหัวเราะที่อ่อนโยนได้ดังขึ้นผ่านหูของพวกเขา

 

หลินเสี่ยวเฟย เอามือปิดปากเเละหัวเราะเบาๆราวกับเด็กน้อย ก่อนจะหยุดและกล่าวว่า “ท่านตาพูดอะไร ข้าบอกท่านไปแล้ว ว่าข้าเต็มใจที่จะยกเลิกการหมั้นและได้พูดคำเหล่านี้ต่อหน้าคุณหญิงซูและซูหวางจีไปเเล้ว  เพราะฉะนั้น ไม่มีทางที่ข้าจะกลับคำพูดของตนเอง”

 

“แต่ถึงกระนั้น… การหมั้นหมายกับตระกูลซู ถือเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเฟยเอ๋อ ข้าไม่สามารถปล่อยให้เจ้าบังคับตนเองให้แต่งงานกับคนที่มีพื้นเพที่ต่ำต้อยได้” หลินเซียวเหมิงอธิบาย

 

หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นที่ห้องโถงวันนั้น หลินเซียวเหมิงก็ไม่ได้รู้สึกดีเลย ถึงแม้ว่าหลินเสี่ยวเฟยจะพูดกับเขาแล้วก็ตาม เขาจะรู้สึกดีได้อย่างไรใน เมื่อการแต่งงานของหลานสาวของเขากำลังตกอยู่ในความเสี่ยง?

 

หลินเสี่ยวเฟยรู้สึกขบขันกับความรักที่เธอได้รับจากหลินเซียวเหมิง หลินเสี่ยวเฟยจึงเงยหน้าของเธอเล็กน้อยและกล่าวว่า “นี่คือเหตุผลที่ท่านลุงเฟิงและท่านลุงซางมาที่นี่ เพื่อพูดคุยเรื่องการแต่งงานของข้างั้นหรือ?”

 

ใบหน้าที่ของเธอเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด และหลินเซียวเหมิงก็พยักหน้าตอบรับ

 

“ทำไมท่านถึงรีบร้อนนัก ถึงแม้ว่าข้าจะอายุใกล้เลยวัยแต่งงานแล้ว แต่ข้ายังมีเวลาอีกมาก ที่จะคิดว่าจะแต่งงานกับผู้ใด ไม่จำเป็นต้องต้องมีตัวเลือก พวกท่านไม่ต้องคิดมากไป ปล่อยให้ถึงเวลาที่เหมาะสม ใครจะรู้ว่าอาจจะมีชายหนุ่มที่เหมาะสม มาเคาะประตูถึงหน้าบ้านและขอข้าแต่งงาน”

 

นิยาย อ่านนิยาย

ในเวลานี้ เฉินโม่ดึงบังเหียนรถม้าและหยุดตรงหน้าประตูสีแดงขนาดใหญ่

 

“คุณหนู เรามาถึงแล้ว” เฉินโม่ ขึ้นเสียงของเขา พอที่หญิงสาวในรถม้าจะได้ยิน

 

ภายในรถม้า หลินเสี่ยวเฟยลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ เธอลังเลที่จะเปิดม่านออกเพราะความกลัว

 

มือของเธอสั่น ขณะที่เธอเอื้อมไปเปิดผ้าม่านที่กั้นหน้าต่างไว้ เเละเปิดออกในที่สุด

 

ตรงหน้าเธอ คือประตูของสถานที่ที่เธอเคยถูกคุมขังมาเกือบห้าปี เธอต้องทนทุกข์ทรมานจากเงื้อมมือของปีศาจที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์อันใหญ่โต องค์ชายสี่แห่งอาณาจักรเซิง

 

ราวกับว่าเธอถูกดึงย้อนเวลากลับไป หลินเสี่ยวเฟยสั่นสะท้านและโอบแขนตัวเองไว้

 

ขอบตาของเธอเริ่มที่จะมีหยดน้ำตา ภาพของฝันร้ายย้อนกลับมาตอนที่จ้องเข้าไปข้างในนั่น

 

อย่างไรก็ตามมันก็อยู่ได้ไม่นานนัก เพราะเธอเริ่มกลั้นน้ำตาของเธอไว้ไม่ให้มันไหลออกมา ร่างกายของเธอเริ่มผ่อนคลาย ในขณะที่ดวงตาของเธอยังคงจ้องมองไปที่ประตูสีแดง ราวกับว่าเธอไม่ต้องการอะไรนอกจากจะเผามันทิ้งให้หมด

 

ในบรรดาองค์ชายแห่งอาณาจักรเซิง หยูเฟิงซูมีชื่อเสียงโด่งดังมากที่สุด เขาสามารถยืนหยัดเหนือผู้อื่น และสามารถรวบรวมข้าราชการระดับสูงทุกคนให้อยู่ฝ่ายเขา ขุนนางเหล่านี้ต่างมีแผงของตัวเอง พวกเขาต้องการเอาอกเอาใจองค์ชายสี่ เพราะองค์ชายสี่มีโอกาสที่จะได้สืบทอดราชบัลลังก์มากที่สุด

 

แม้ว่าหญิงสาวที่ยังไม่แต่งงานในเมืองหลวงจะเหลือน้อยแล้ว แต่หลายๆตระกูลก็ยังเสนอบุตรสาวของตนให้แต่งงานกับเขา

 

พวกเขาไม่สนใจ ว่าองค์ชายสี่จะมีนางสนมกี่ ตราบเท่าที่ตระกูลของพวกเขาสามารถแบ่งปันชะตากรรมและโชคลาภแบบเดียวกันกับองค์ชายสี่ แค่นั้นก็เพียงพอแล้ว

 

สำหรับหยูเฟิงซู เขาไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ตระกูลเหลือหญิงสาวเหล่านั้นเพราะคนเหล่านี้มีความสำคัญต่อแผนการของเขา ในการขึ้นเป็นจักรพรรดิองค์ต่อไป

 

หลินเสี่ยวเฟยดึงม่านปิด เธอเอนหลังพิงเบาะนั่ง ก่อนจะกล่าวสั่งเฉินโม่ “กลับกันเถอะ!”

 

เฉินโม่ รู้สึกสับสน เเละทำหน้างุนงงเมื่อได้ยินคำสั่งของคุณหนู พวกเขาเพิ่งหยุดอยู่ตรงหน้าสถานที่ที่คุณหนูของเขาต้องการมา และพักอยู่ที่นี้เพียงสองสามนาที แต่ตอนนี้เธอกลับสั่งให้เขาพาเธอกลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลหลิน เธอกำลังคิดอะไรอยู่?

 

เฉินโม่ ได้รับการฝึกฝนในฐานะทหารชั้นยอด เขารู้สึกหงุดหงิดและต้องการกลับไปหาสหายทหารของเขา เขาปรารถนาที่จะฝึกฝนอยู่ในค่ายทหาร มากกว่าที่จะไปไหนตัวไหนกับหญิงสาวที่อาจเคี้ยวหัวของเขาเมื่อไหร่ก็ได้ หากเขาทำผิดพลาดหรือไม่เชื่อฟังคำสั่งของเธอ

 

เฉินโม่ถอนหายใจอย่างหนักหน่วง จากนั้นเขาก็กระตุ้นม้าให้ออกเดินทาง ในที่สุดพวกเขาก็ออกไปจากถนนที่นำไปสู่คฤหาสน์ขององค์ชายสี่

 

เมื่อพวกเขากลับไปที่คฤหาสน์ตระกูลหลิน หลินเสี่ยวเฟยก็ถูกหลินเซียวเหมิงเรียกให้ไปเข้าพบทันที

 

เมื่อเธอเข้าสู่ห้องอ่านหนังสือ หลินเซียวเหมิงกำลังนั่งผ่อนคลายบนเก้าอี้ตรงกลางห้อง แต่เขาไม่ได้คนเดียว ข้างๆเขา มีเก้าอี้ซึ่งชายสองนั้งอยู่อยู่ เพียงแค่มองครั้งเดียว เธอก็สามารถบอกได้ว่าพวกเขาเป็นใคร

 

พวกเขาคือ หลินเฟิงและหลินซาง ทั้งคู่เป็นบุตรชายของหลินเซียวเหมิง และมีศักดิ์เป็นลุงของเธอ

 

หลินเสี่ยวเฟย ทักทายพวกเขาอย่างสุภาพเล็กน้อย

 

“คารวะท่านลุงเฟิง ท่านลุงซางเจ้าค่ะ” เธอขยับตัวไปทางขวาอย่างเขินอาย “คารวะท่านตา”

 

หลินเซียวเหมิง กวักมือเรียกหญิงสาวให้มานั่งใกล้เขา คนรับใช้ชายคนหนึ่ง ได้จัดเตรียมเก้าอี้

ไว้ข้างหลินเซียวเหมิง หลินเสี่ยวเฟยไม่รีบร้อนที่จะนั่งลง เธอเดินไปที่เก้าอี้อย่างช้าๆเเละสง่างาม

 

เมื่อเห็นสิ่งนี้ หลินซางก็เย้ยหยันและคิดว่าเธอโง่ ที่พยายามเสแสร้งทำตัวสง่างาม ราวกับว่าทุกคนไม่รู้ว่าปกติมารยาทของเธอหยาบแค่ไหน “หลานเฟย เจ้าไม่จำเป็นต้องสุภาพมาก เราเป็นคนในตระกูลเดียวกันและรู้จักกันมานาน ข้าคงไม่กล้ารับคำทักทายเจ้า” เขากล่าว

 

เมื่อได้ยินเรื่องนี้ หลินเซียวเหมิงขมวดคิ้ว

 

หลินซาง ไม่ได้ซ่อนความหยาบคายของเขา เขาพยายามจะบอกว่า หลินเสี่ยวเฟยดูเย่อหยิ่งเกินไป โดยทำตัวสุภาพเรียบร้อย และให้เกียรติพวกเขาโดยไม่มีเหตุผล

 

แม้ว่าเขาจะคิดถูกแล้ว กับสิ่งที่เขาเตือน เพราะว่าหลินเสี่ยวเฟยไม่เคยที่จะทักทายผู้อาวุโสของเธอ

 

อย่างไรก็ตาม คำพูดของเขาอาจมีความหมายอย่างอื่น เเต่หากคนอื่นได้ยิน วิธีที่เขาพยายาม

จะบอกกับหลินเสี่ยวเฟยที่ปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนคนแปลกหน้า และไม่ใช่ในฐานะตระกูลเดียวกัน นี่เป็นสิ่งที่คนในตระกูลที่สูงศักดิ์ส่วนใหญ่ไม่ต้องการเห็นและได้ยิน

 

“ท่านลุงซาง หมายความว่าอย่างไรเจ้าคะ จะเป็นตระกูลเดียวกันหรือไม่ก็ตาม เราต้องตระหนักถึงมารยาทของพวกเรา ไม่ว่าจะอยู่คฤหาสน์หรือนอกบ้าน” หลินเสี่ยวเฟยหัวเราะเบาๆ

 

“มันคงจะเป็นความผิดของข้าเอง ที่ไม่คิดอะไรมากไปกว่านี้ ข้าอยากจะขอบคุณท่านลุงซาง ที่ให้บทเรียนอันมีค่า แก่ข้า”

 

เธอยิ้มให้เขาราวกับว่าเธอรู้สึกขอบคุณ และไม่พูดอะไรอีก เธอเพียงแค่นั่งลงบนเก้าอี้ของเธอโดยไม่ส่งเสียงใดๆ และไม่สนใจต่อการปรากฏตัวของชายทั้งสอง ที่เธอควรเรียกเขาเธอว่า ‘ลุง’

 

“เฟยเอ๋อ!”

 

หลินเซี่ยวเหมิงตกใจอย่างมาก เมื่อได้ยินเสียงกระจกที่เเตกบนพื้น และเมื่อเขาได้เห็นเศษกระจกที่กระจายอยู่บนพื้น ความกังวลของเขาก็เริ่มเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่า

 

ในขณะนั้น เขาก็เรียกชื่อหลานสาวของเขาอย่างเสียงดังน่าตกใจ หลังจากที่เขาเศษกระจกระจายอยู่เต็มพื้น ในไม่ช้าเขาก็เห็นอาการของหลินเสี่ยวเฟยเหมือนนางกำลังหมดสติเเละล้มลง เขาจึงรีบเข้าไปประคองตัวของเธออย่างรวดเร็ว มิฉะนั้นหลานสาวของเขาคงล้มลงบนเศษแก้วเหล่านั้น

 

หลักจากนั้นหลินเสี่ยวเฟยก็ล้มลงบนแขนของเขาโดยไม่รู้สึกตัวอีก ริมฝีปากของเธอที่มักจะเป็นสีแดงตอนนี้กับกลายเป็นสีขาวซีดลง เมื่อเวลาผ่านไป หลินเซี่ยวเหมิงได้รีบเรียกสาวใช้มาช่วยเขาทันที

 

“ใครก็ได้ รีบมาช่วยข้าที เฟยเอ๋อเป็นลม!” เขาตะโกนสุดเสียงขณะที่เขาเขย่าเรียกเด็กน้อยในอ้อมแขนของเขาเบา ๆ แต่ดวงตาของหลานสาวเขานั้นกลับปิดสนิท

 

 

“หลานสาวของข้าเป็นอย่างไรบ้าง หมอเฟิง?”  หลินเซี่ยวเหมิงถามอย่างกังวลใจ ในขณะที่หมอเฟิงกำลังเอาผ้าชุบในอ่างน้ำเเละเช็ดไปตามใบหน้าเเละลำตัวของเธอ

 

หมอเฟิงเป็นหมอของตระกูลหลินและเป็นบุคคลที่ยอดเยี่ยมเเละเก่งกาจในโลกแห่งการแพทย์ หลายคนพยายามจะเป็นศิษย์ของเขา แต่เขาไม่รับผู้ใดเป็นศิษย์ของเขาเลย

 

หมอเฟิงเขาเป็นนักเดินทาง ก่อนที่เขาจะผันตัวมาเป็นหมอของตระกูลหลิน เขามักจะเดินทางไปในอาณาจักรต่างๆ เพื่อรักษาอาการเจ็บป่วยของผู้คนมากมาย และยังได้รับการเสนอให้เป็นแพทย์ของจักรพรรดิ อย่างไรก็ตาม เขาก็มักจะปฏิเสธข้อเสนอเพราะเขาสัญญากับหลินเซี่ยวเหมิง สหายผู้ยิ่งใหญ่และผู้อุปถัมภ์ของเขา ว่าจะตอบแทนด้วยชีวิตและรับใช้เฉพาะเขาและตระกูลหลินเท่านั้น

 

“หลินเสี่ยวเฟยหลังจากที่นางได้ล้มป่วยมาเป็นเวลานาน ทำให้ร่างกายของเธออ่อนเเอเเละเธอมีความเครียดเป็นอย่างมาก การที่เธอสามารถฟื้นตื่นจากอาการที่น่าเป็นห่วงเช่นนี้ได้ มันช่างเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์ยิ่งนัก แม้ว่าไข้จะลดลงแล้ว แต่ข้าก็ไม่สามารถรับปากได้ว่าเด็กสาวจะสามารถกลับไปเป็นเหมือนเดิมได้” หมอเฟิงได้กล่าว

 

“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” หลินเซี่ยวเหมิงตกตะลึงเมื่อได้ยินคำพูดของหมอเฟิง เขาตกใจเเละค่อนข้างสับสน

 

หมอเฟิงถอนหายใจและลูบเคราของเขา ในขณะที่เขายังคงอธิบายต่อไปว่า “ด้วยอาการของเธอ เธออาจจะมีท่าทางเเปลกๆ เเละเเสดงอาการสับสนในบางสิ่งไปบ้าง แต่พฤติกรรมแปลก ๆ เหล่านี้จะคงอยู่ไม่นาน อาการเเปลกๆของนางก็จะหายดี เเละนางก็จะกลับมาแข็งแรงเเละเป็นปกติ”

 

หลินเซี่ยวเหมิงพยักหน้าเเละเข้าใจกับคำพูดของเหมอเฟิง เเต่เขาไม่ทราบสาเหตุที่เห็นหลินเสี่ยวเฟิงตกใจเมื่อเธอได้เห็นใบหน้าของเธอเองในกระจก เเล้วทรุดตัวลงไป

 

นางเห็นอะไร? หลินเซี่ยวเหมิงอดไม่ได้ที่จะถามตัวเอง แต่เขาไม่ได้รับคำตอบในขณะที่เขามองไปที่หลานสาวที่นอนหมดสติอยู่

 

“ข้าขอบใจเจ้ามาก ที่มาช่วยดูอาการของหลานข้าที่นี่ และได้โปรดอยู่ที่นี่ จนกว่าพายุจะหายไป รอให้อาการของหลานสาวข้าดีขึ้น” หลินเซี่ยวเหมิงกล่าวก่อนจะหันไปหาหัวหน้าพ่อบ้านและพูดว่า

 

” ไปจัดเตรียมที่พักให้หมอเฟิง”

 

หมอเฟิงพยักหน้ารับตอบ และเดินออกไปพร้อมกับสาวใช้อีกสองคน ในขณะที่หลินเซี่ยวเหมิงก็เดินตามออกไปด้วย เเละได้พูดคุยเพียงลำพังกับหมอเฟิง ถึงอาการของหลานสาวของเขา

 

เมื่อไม่มีใครอยู่ในห้อง จู่ๆ เด็กสาวบนเตียงก็ลืมตาขึ้น นัยน์ตาสีดำสนิท เเววตานิ่งสงบก็จับจ้องมองไปยังข้างหน้า

 

ก่อนหน้านี้ เธอตกใจมากกับการที่เธอได้รู้ความจริง และเธอต้องยอมรับความเป็นจริงกับการเกิดใหม่ภายในร่างหญิงสาวของตระกูลหลิน อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เธอฟื้นเธอเองก็เริ่มเเน่ใจว่าเรื่องทั้งหมดเป็นเรื่องจริง เธอจึงไม่แสดงความตกใจเเต่กลับรู้สึกว่าพูดไม่ออกมากกว่า

 

สิ่งนี้มันเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน?

 

เธอได้ตายไปเเล้ว หลังจากที่เธอถูกทรมานเป็นเวลาหลายเดือนภายในห้องขังใต้ดินนั่น เสี่ยวเฟยยังได้คิดอีกว่า เธอจะต้องไปสู่ชีวิตหลังความตาย แต่ใครจะคิดว่าเมื่อเธอลืมตา เธอก็กลายเป็นหลินเสี่ยวเฟย

 

หลินเสี่ยวเฟยเปรียบเสมือนไข่มุกแห่งตระกูลหลิน ไม่มีเหตุผลอันใดที่เธอจะต้องตาย เว้นแต่มีบางอย่างที่เป็นต้นเหตุเเละเบื้องหลังในการเสียชีวิตของเธอ โดยที่ไม่มีใครรู้เห็นในเรื่องนี้

 

สิ่งที่น่าเเปลกใจที่สุดคือ ทำไมวิญญาณของเธอถึงเข้ามาอยู่ในร่างของหลินเสี่ยวเฟยหรือเป็นเพราะหญิงสาวทั้งสองใช้ชื่อเดียวกัน?

 

เสี่ยวเฟยยอมรับความตายของเธอแล้ว และไม่ต้องการอะไรอีก นอกจากจะดำเนินชีวิตต่อไปในปรโลก ทว่าสวรรค์ดูเหมือนจะเล่นตลกกับเธอ และย้ายจิตวิญญาณของเธอไปไว้ในเปลือกที่ว่างเปล่าของหลินเสี่ยวเฟย

 

พระเจ้าเบื้องบนคงมีความเกลียดชังต่อเธอเป็นอย่างมาก?

 

ถึงได้ส่งเธอมาอยู่ในร่างของหลินเสี่ยวเฟย

 

เสี่ยวเฟยกัดริมฝีปากและขมวดคิ้ว

 

 

หนึ่งสัปดาห์ต่อมา

 

ไป๋ลู่มองไปที่คุณหนู ที่กำลังจ้องมองไปยังสวนหลังบ้านอย่างว่างเปล่า เมื่อไม่กี่วันมานี้สาวใช้ของหลินเสี่ยวเฟย ที่คอยดูแลอาการเธออย่างใกล้ชิด เเละไป๋ลู่สาวรับใช้สังเกตได้ว่ามีบางอย่างที่เปลี่ยนไปจากหลินเสี่ยวเฟย

 

หลังจากเธอฟื้นขึ้นจากการสลบไปนั้น หลินเสี่ยวเฟยเริ่มตั้งคำถามแปลกๆ กับสาวใช้ที่คอยรับใช้ข้างๆเธอ อย่างเช่นว่า เธออยู่กับใคร ทำอะไร และพูดอย่างไร

 

สาวที่อยู่รับใช้เธอทั้งไป๋หลู่และซูถัง ก็สับสนกับคำถามของเธอ แต่พวกนางก็ยังคงให้คำตอบกับเธอตามหน้าที่

 

สาวใช้ทั้งสอง รับรู้ได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ เเละรีบไปเเจ้งอาการของเธอให้กับผู้อาวุธโสหลิน หนึ่งชั่วโมงต่อมา หมอเฟิงก็ถูกเรียกให้เข้าไปดูอาการของหลานสาวของเขาอีกครั้ง

 

เเต่น่าเเปลกใจที่หมอเฟิง ตรวจไม่พบสิ่งผิดปกติใดๆ นอกจากกล่าวว่าหลินเสี่ยวเฟยยังคงมีพฤติกรรมที่แปลกไป

 

ก่อนหน้านี้ เขาเคยได้พบกับบุตรสาวของตระกูลหลิน และรู้ว่าเธอมีบุคลิกที่หยาบกระด้างเเละมีวาจาที่หยาบคาย เธอมองเหยียดทุกคน ราวกับว่าพวกเขาเป็นคนที่ด้อยกว่าเธอ แม้แต่หมอเฟิงที่ได้รับความเคารพจากตระกูล เธอก็ไม่เว้นที่จะเเสดงความหยาบคายของเธอออกมา แต่มองกลับกันเเล้ว สภาพของเธอในตอนนี้ ดูเหมือนเธอจะกลายเป็นคนอื่นซึ่งมันไม่ใช่ตัวตนของเธอเลย

 

เธอเอาเเต่นั่งนิ่งเงียบ ในขณะที่เขาตรวจดูอาการของเธอโดยไม่เอะอะอะไร แต่ในเเววตาของเธอเป็นสิ่งที่ทำให้หมอเฟิงรู้สึกราวกับถูกจับหัวใจของเขาไว้แน่น

 

หลินเสี่ยวเฟยได้ถามอาการของเธอจากหมอเฟิง เเท้จริงเเล้วไม่ว่าหมอเฟิงจะมีฝีมือมากแค่ไหน เขาก็ไม่สามารถมองทะลุผ่านจิตวิญญาณของบุคคลได้  และไม่สามารถบอกได้ว่ามีคนอื่นอาศัยอยู่ในร่างของหลินเสี่ยวเฟย

 

“หลินเซี่ยวเหมิงได้หยิบเสื้อคลุมหนาๆไปคลุมไหลของหลิวเสี่ยวเฟย” อย่างไรก็ตามหลินเสี่ยวเฟย ก็ไม่ตอบสนองหรือแสดงอาการใดๆ เเละใช้สายตาจ้องมองไปยังด้านนอกเท่านั้น

 

นอกหน้าต่างนั้นหิมะกำลังโปรยปราย ทั้งสระน้ำ ลำธารในสวนก็กลายเป็นน้ำแข็ง แม้แต่แมวจรจัดก็ไม่กล้าเดินท่ามกลางอากาศเช่นนั้น

 

หลินเสี่ยวเฟย มองดูทิวทัศน์ตรงหน้าเธออย่างสงบ แต่มือของเธอก็กำหมัดแน่น เล็บของเธอจิกเนื้อเเน่นเเละสร้างรอยคล้ายพระจันทร์เสี้ยว บนฝ่ามือเธอ

 

“ชีวิตนี้ข้าจะให้ทุกคนต้องชดใช้”

กำเนิดนางร้าย The Birth of a Villainess

กำเนิดนางร้าย The Birth of a Villainess

Score 10
Status: Completed

กำเนิดนางร้าย The Birth of a Villainess

 

“เจ้าไม่ได้ตัวคนเดียว เราเป็นหุ้นส่วนในอาชญากรรม หากเจ้าเป็นแม่มด ข้าก็จะเป็นพ่อมดของเจ้า”

หลังจากการตายอย่างโหดร้ายของเธอ เสี่ยวเฟยพบว่าตัวเองกลับมามีชีวิตอีกครั้งในร่างของคุณหนูที่งดงามจากตระกูลหลินผู้สูงศักดิ์ที่มีชื่อเดียวกันกับเธอ

เธอเกิดมาพร้อมกับใบหน้าอันงดงามที่ไม่มีใครเทียบได้ เอาชนะใจชายทุกคนและแม้แต่ผู้หญิงก็ต่างอิจฉาในชีวิตที่แล้วของเธอ

แต่เธอกลับตกหลุมรักองค์ชายอย่างโง่เขลา และถูกลิขิตให้ตายอย่างเจ็บปวดทุกข์ทรมานด้วยน้ำมือของคนที่เธอรัก

ในชีวิตและร่างกายใหม่นี้ กลอุบายอันชั่วร้ายและเรื่องอื้อฉาวก็ยังวนเวียนอยู่รอบตัวเธอ แม้จะเกิดใหม่แล้วก็ตาม

เธอก็เริ่มทำแบบเดียวกันกับคนเหล่านั้นและจะโหดเหี้ยมต่อผู้ที่คิดต่อต้านเธอ

ชายหนุ่มและและหญิงสาวต้องโค้งคำนับ

บัลลังก์ทองคำต้องถูกส่งต่อ

อาณาจักรจะต้องถูกพิชิตและเผาทำลาย

หัวใจต้องถูกแย่งชิง

ด้วยยุคอันโหดร้ายเช่นนี้ ผู้คนทำได้เพียงพยายามบังคับและป้องกันตนเองจากอันตราย

อย่างไรก็ตาม ใครจะคิดว่าชายที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและเย่อหยิ่งจะเข้ามาในชีวิตของเสี่ยวเฟยอย่างกะทันหัน? และเขายังกระซิบข้างหูของเธออย่างไร้ยางอายว่า “ศัตรูของภรรยาข้าก็คือศัตรูของข้า และความปรารถนาของภรรยาข้าก็คือความปรารถนาของข้าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ข้ายังมีความปรารถนาอีกอย่างหนึ่งที่มีแต่ภรรยาข้าเท่านั้นที่จะมอบให้แก่ข้าได้”

“นั่นคือภรรยาข้าต้องกลายเป็นอาหารเช้า กลางวัน เย็น ให้แก่ข้า”

เสี่ยวเฟย: “……”

Options

not work with dark mode
Reset