World’s Best Martial Artist 5 เหอะเหอะเหอะ!

ตอนที่ 5 เหอะเหอะเหอะ!

ตอนที่ 5 เหอะเหอะเหอะ!

ไม่ว่ามันจะพูดยากแค่ไหน เขาก็ต้องพูดเพื่ออนาคต

เขาต้องลงทะเบียนวันจันทร์หน้า ฟางผิงไม่ใช่พระเจ้า เหลือเวลาอีกวันเดียว เขาจะหาเงินหมื่นหยวนได้จากไหนอีก?

เขารอจนกระทั่งฟางหมิงหรง พ่อของเขากลับบ้านมาพร้อมกับความเหนื่อยล้า เมื่อทั้งครอบครัวมาทานอาหารกัน ฟางผิงก็เปิดปากถาม

“พ่อ ลงทะเบียนสอบวิชายุทธวันจันทร์หน้า ผมอยากสอบ ค่าสมัครสอบ…หมื่นหยวน”

หลังฟางผิงพูดจบ ทั้งบ้านก็เงียบ

ฟางหมิงหรงอายุสี่สิบหน่อยๆ เขาดูไม่ค่อยแก่นัก แต่เขาค่อนข้างซีดเซียว

ฟางหมิงหรงทำงานโรงงานเครื่องปั้นดินเผาในเขตชานเมืองหยางเฉิง งานเขาไม่ใช่งานเทคนิคเช่นกัน เขาเป็นแค่พนักงานธรรมดา

ในเมืองหยางเฉิน ที่ค่าแรงเฉลี่ยต่อเดือนของคนงานแค่สองพันหยวน ฟางหมิงหรงได้เงินเดือนสามพันหยวนต่อเดือน

มันไม่ใช่ว่าเจ้านายเขาดูแลเขาเป็นพิเศษ หรือเขาทำงานได้โดดเด่น

เขาได้เงินเดือนสูงเพราะคนงานเครื่องปั้นดินเผาเสี่ยงต่อการเป็นโรคฝุ่นจับปอดหลังทำงานระยะยาว มันเหมือนกับว่าเขากำลังแลกสุขภาพกับเงิน

ฟางหมิงหรงจำเป็นต้องทำเช่นนี้

เขามีลูกสองคน คนนึงเรียนมัธยมปลาย อีกคนมัธยมต้น ค่าเสื้อผ้า อาหาร ที่พักและค่าเดินทาง มีอะไรบ้างที่ไม่ต้องใช้เงิน?

นอกจากนี้เขายังต้องประหยัดเงินค่าเรียนมหาลัยของฟางผิง พิจารณารายจ่ายหลังจบการศึกษาอย่างแต่งงานหรือซื้อบ้าน ครอบครัวขาดเงินเสมอ

ทั้งสองจำเป็นต้องใช้เวลาประหยัดค่าใช้จ่ายรายวันครึ่งปีเพื่อเก็บเงินหมื่นหยวน

สังคมของพวกเขาเป็นสังคมที่ผู้ฝึกยุทธได้รับความเคารพ

แม้ว่าฟางหมิงหรงจะเป็นคนธรรมดา แต่เขาก็รู้ว่าการสอบวิชายุทธเป็นอะไรที่ยากมาก มันแทบไม่ต่างอะไรกับการปีนป่ายขึ้นสวรรค์

ในเมืองหยางเฉิงมีนักเรียนเกาเข่านับแสนคน แต่คนที่เข้าคณะวิชายุทธได้แทบจะนับได้ด้วยมือสองข้าง

โรงเรียนที่ฟางผิงเรียน โรงเรียนมัธยมปลายอันดับหนึ่งหยางเฉิง เป็นโรงเรียนมัธยมปลายที่ดีที่สุดของเมือง

แต่ถึงกระนั้นก็มีนักเรียนห้าคนเท่านั้นที่สอบเข้าคณะวิชายุทธได้จากนักเรียนทั้งหมดประมาณพันห้าร้อยคน จากห้องธรรมดากว่า 20 ห้อง

ในปี 2007 มีนักเรียนสองคนจากห้องธรรมดา 20 ห้องเหล่านี้ที่สอบเข้าคณะวิชายุทธได้

ในฐานะผู้ปกครองที่เข้าร่วมการประชุมผู้ปกครองไม่กี่ครั้ง ฟางหมิงหรงไม่ค่อยคุ้นกับสถิติพวกนี้ เป็นอาจารย์ที่โรงเรียนจงใจปล่อยข่าว แต่มันไม่ใช่เพราะในทางไม่ดี มันเป็นเพราะความสำเร็จนี้สมควรกับการเป็นความภาคภูมิใจของเหล่าอาจารย์

ตอนนี้ เขาต้องใช้เงินหมื่นหยวนเพื่อโอกาสอันน้อยนิดน่ะเหรอ?

ฟางหมิงหรงไม่รีบพูด ส่วนหลี่อวี้อิงพูดในสิ่งที่คิดไม่ได้

ฟางหยวนก้มหน้าลงโดยไม่ได้พูดอะไร เมื่อเทียบกับฟางผิงที่พึ่งรู้เรื่อง’ความรู้ทั่วไป’เมื่อกี้ เธอที่เป็นนักเรียนมัธยมต้นรู้เรื่องหัวข้อนี้มากกว่า

ฟางหมิงหรงถือแก้วเล็กๆ มองดูลูกชายอยู่ครู่นึงแล้วพยักหน้า “เดี๋ยวมาเอาบัตร ATM ที่แม่ พรุ่งนี้ลูกเอาไปถอนเงินเองเลย”

“พ่อ…” ฟางผิงขบฟันแน่น เขากำลังคิดหาคำพูดสร้างความมั่นใจให้พ่อ

เขาไม่คิดเลยว่าฟางหมิงหรงจะขัดจังหวะเขา “ไม่ว่าผลสอบจะเป็นยังไง สิ่งสำคัญก็คือลูกมีความตั้งใจ ต่อให้ลูกไม่ผ่านก็ไม่เป็นไร เพราะอย่างน้อยลูกก็ได้ประสบการณ์ พอหยวนหยวนเข้ามัธยมปลาย ลูกจะได้แนะนำให้น้องได้ เราไม่รวย แต่นี่เป็นสิ่งที่จะส่งผลต่อลูกไปทั้งชีวิต!”

เขาไม่ได้ปิดบังความคาดหวังที่มีต่อลูกชาย สิ่งสำคัญอย่างการลงทะเบียนสอบวิชายุทธเป็นปัจจัยตัดสินว่าเขาจะกระโดดข้ามประตูมังกรได้ไหม ถ้าฟางผิงไม่ยกหัวข้อนี้มาพูด เขาก็จะไม่เอ่ยถึงเช่นกัน

อย่างไรก็ตามลูกชายเขายกหัวข้อนี้มาพูด แถมอย่างแย่ที่สุดเขาก็แค่ทำงานล่วงเวลาไปสักสองสามเดือนก็ได้แล้ว การสูญเสียไปหมื่นหยวนไม่เพียงพอทำให้ครอบครัวฟางพังทลาย

หลังพ่อพูดจบ ฟางผิงก็ไม่ได้พูดอะไร

ในเวลานี้ต่อให้คำพูดจะน่าฟังแค่ไหนมันก็ไร้ประโยชน์

แถมฟางผิงไม่มั่นใจเช่นกันว่าเขาจะสอบผ่านไหม

เขากลับมาเกิดใหม่อะใช่ แต่เขาไม่ได้มาจากโลกฝึกยุทธ เขาไม่รู้ว่าเขาต้องเรียนวิชาอะไร แต่เขารู้ว่าสาขาวิชายุทธคงเกี่ยวข้องกับร่างกายและสมรรถภาพ

เมื่อเขาได้รู้เรื่องพวกนี้ เขาก็มีเกณฑ์บรรทัดฐานมากขึ้น

ถ้าเขาไม่ผ่านการสอบ มันมีโอกาสต่ำที่เขาจะหาเงินก้อนใหญ่ แต่ถ้าเขาตั้งเป้าไว้แค่ผลกำไรเล็กน้อย มันคงไม่มีปัญหา มันยังมีโอกาสที่เขาจะเป็นผู้ฝึกยุทธอยู่

แม้ว่าเขาจะไปถึงจุดสูงสุดไม่ได้ แต่อย่างน้อยเขาก็ไม่จำเป็นต้องหลอกเอาเงินยี่สิบหยวนจากน้องสาว

ฟางผิงโล่งอกมากที่ได้แก้ปัญหาที่ใหญ่ที่สุดที่ขวางเส้นทางเขาไว้

เมื่อเห็นว่าคนอื่นยังช็อคกันไม่หาย ฟางหยวนตัวสร้างเสียงหัวเราะของครอบครัวก็เปลี่ยนหัวข้อพร้อมกับเสียงหัวเราะ “ฟางผิง นายจะสมัครสอบวิชายุทธจริงหรอ?”

ฟางผิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ “แน่นอน รอจนพี่ชายเข้าคณะวิชายุทธและกลายเป็นผู้ฝึกยุทธได้เมื่อไหร่ แล้วน้องจะรวย!”

“พอน้องไปเรียนเทอมหน้า น้องจะได้ไปโม้กับเพื่อนได้ว่าพี่เป็นผู้ฝึกยุทธ”

“พี่สัญญา จากนั้นน้องจะอยู่จุดสูงสุดของโรงเรียน แล้วจะไม่มีใครกล้าเรียกน้องว่า’หน้าบวม’อีก”

“ฟางผิง!”

ฟางหยวนเดือดอีกครั้ง หน้าเธอออกจะกลมๆและชื่อเธอมีคำว่าหยวน ดังนั้นเธอจึงได้ฉายาจากเพื่อนชายที่ซุกซนตั้งแต่สองสามวันแรกที่เข้าเรียนมัธยมต้นว่า’กลมดิ๊ก’

(ผู้แปล : หยวน : 圆 แปลว่ากลม)

เพียงเพราะเรื่องนี้ สาวน้อยจึงพร้อมสู้กับเด็กผู้ชายเหล่านั้นทุกเมื่อ

ฟางผิงพูดถึงหัวข้อที่อ่อนไหว ฟางหยวนจึงคร้านที่จะรักษาหน้าพี่ชายอีก เธอจึงคำรามด้วยความโกรธ “นายไม่ผ่านแน่นอน ถ้านายจะเอาเงินไปเสียเปล่ามากขนาดนี้ นายเอาไปซื้ออาหารอร่อยๆดีกว่า!”

“หยวนหยวน!”

พ่อแม่ฟางดุลูกสาวแทบจะพร้อมกัน ฟางหยวนก็ตระหนักว่าเธอพูดอะไรลงไป เธอจึงก้มหน้าลงแล้วพึมพำ “หนูพูดไปงั้นแหละ! นายอาจผ่านก็ได้”

ฟางผิงหัวเราะ เขาทำท่าบีบแก้มใส่ฟางหยวนจนทำให้เธอโกรธมากจนถลึงตาใส่ไม่หยุด

…..

หลังทานมื้อเย็นเสร็จ หลี่อวี้อิงก็หยิบเอาบัตรเอทีเอ็มของครอบครัวออกมาแล้วส่งให้ฟางผิง

พรุ่งนี้เธอต้องทำงาน และฟางผิงก็ไม่ใช่เด็กแล้ว เขาไปถอนเงินเองไม่มีปัญหา

และบางครั้งเมื่อครอบครัวต้องการเงิน พ่อแม่ก็จะบอกให้ฟางผิงถอนเงินสดให้

ฟางผิงรับบัตรมาแล้วทอดถอนใจอย่างใจหาย เขาพึมพำ “พ่อแม่ไว้ใจจริงๆ พวกท่านไม่กลัวเลยว่าฉันจะเอาเงินไปทั้งหมด…”

ในบัตรย่อมมีเงินมากกว่าหมื่นหยวน ถ้าเป็นสมัยก่อน เขาคงไม่กล้าแตะต้องเงิน

แต่ตอนนี้…

ฟางผิงส่ายหน้าสะลัดความคิดนี้ทิ้งไป ถ้าเขาอยากได้เงินเพิ่ม เขาบอกพ่อแม่ไปตรงๆดีกว่า เอาไปโดยไม่ขอก็ไม่ต่างอะไรกับการขโมย

…..

หนึ่งคืนผ่านไปโดยไม่มีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น

วันถัดไป วันที่ 6 เมษายน

ฟางผิงตื่นขึ้นมาตั้งแต่เช้าตรู่ แต่พ่อแม่เขาออกไปทำงานเช้ากว่านั้นอีก

เขาแต่งตัวง่ายๆแล้วเดินออกมาที่โต๊ะอาหารที่แม่เตรียมมื้อเช้าไว้ให้ มีอาหารจานเล็กๆอยู่หลายจาน และมีไข่เจียวสีทองอร่ามอีกจานนึง

เขาชินกับการซื้ออาหารเช้าและเดินไปกินไปขณะไปทำงาน การนั่งกินสบายๆบนเก้าอี้แบบนี้มีความสุขกว่ามากนัก

ถ้าเขาย้อนอดีตอยู่โลกเดิม เขาคงไม่หมดหวังแบบนี้

เกาเข่าแล้วไง?

ต่อให้เขาไม่ได้สอบเกาเข่า แต่ด้วยประสบการณ์ทางสังคมมานานหลายปี เขามีโอกาสสูงมากที่จะคว้าโอกาสอันมีค่าแล้วใช้ประโยชน์จากสถานการณ์พาตัวเองไต่เต้าขึ้นไปสูงๆ!

แต่ตอนนี้มันต่างกัน ถ้าเขาพลาดไม่ได้คว้าโอกาสสมัครสอบวิชายุทธนี้ไว้ มันคงพูดได้ยากว่าเขาจะมีโอกาสอีกครั้งไหม

นอกจากนี้ ยิ่งเขาอยู่แบบไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธนานเท่าไหร่ เขาก็ต้องระวังอันตรายตอนทำธุรกิจนานเท่านั้น

ฟางผิงรู้ว่าอะไรสำคัญที่สุด ตอนนี้ความท้าทายหลักคือเกาเข่า โดยเฉพาะการสอบวิชายุทธ

ส่วนเรื่องอื่นต้องรอไปก่อน

เขาจะเริ่มพิจารณาวิธีอื่นต่อเมื่อเขาไม่ผ่านการสอบ

หลังจัดลำดับความสำคัญและทานอาหารเสร็จ ฟางผิงก็พร้อมไปถอนเงินแล้ว เขาจะไปสังเกตเพื่อทำความเข้าใจกับความต่างของสังคมเช่นกัน

พอเขากำลังจะออกไปข้างนอก ฟางหยวนที่แต่งกายเรียบร้อยก็วิ่งมาอย่างเร่งรีบ “ฟางผิง หนูจะไปด้วย!”

“น้องจะไปทำไม?”

“หนูไม่สน หนูจะไป นายต้องซื้อข้าวให้หนูด้วย เพราะนายใช้เงินในกระเป๋าหนู!”

ฟางผิงอดหัวเราะไม่ได้ เขาไม่ได้ปฏิเสธ เขาแค่ไปถอนเงิน มันไม่ได้เป็นเรื่องส่วนตัว

บางทีถ้าเขามีสาวน้อยไปด้วย เขาอาจหลีกเลี่ยงปัญหาบางอย่างได้ ฟางผิงไม่รู้ว่ายังมีเรื่องอะไรอีกไหมที่เขาไม่เข้าใจเกี่ยวกับโลกนี้

…..

พวกเขาออกบ้านกันตั้งแต่เช้า ฟางผิงจึงไม่ได้รีบไปธนาคาร

เขาเดินไปตามท้องถนนโดยมีฟางหยวนอยู่ข้างๆ เขาไม่จำเป็นต้องระวังฟางหยวน เพราะสาวน้อยคนนี้มองไปรอบๆอย่างร่าเริงด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาไม่รู้แล้วว่าใครเป็นคนกลับมาเกิดใหม่กันแน่

ถนนย่านนี้เป็นเหมือนกับที่ฟางผิงจำได้

ชีวิตของฟางผิงคงจะง่ายขึ้นถ้าไม่มีของแสลงตาที่เรียกว่าโฆษณา

“บำรุงผิวให้ชุ่มชื่น แม้แต่ปรมาจารย์ก็ใช้และยกย่อง!”

“XTEP วิ่งเร็วกว่าผู้ฝึกยุทธด้วยรองเท้าคู่นี้!”

“สูตรลับของตระกูล แค่มีเซ็ตนี้ การเป็นผู้ฝึกยุทธก็อยู่ใกล้แค่เอื้อม!”

“…”

เขาเห็นโฆษณามากมาย เกือบทั้งหมดเกี่ยวข้องกับผู้ฝึกยุทธไม่ทางใดก็ทางนึง

อันที่จริงในหมู่คนกว่าแสนคนที่อาศัยอยู่เมืองหยางเฉิง จะมีผู้ฝึกยุทธอยู่ราวยี่สิบคน

อันที่จริงผู้ฝึกยุทธเป็นตัวตนที่มีอยู่ห่างไกลจากคนในเมืองหยางเฉิง

แต่มันก็ไม่ได้ป้องกันไม่ให้ทุกคนพูดถึงให้ความสนใจหรือโฆษณาที่ใช้พวกเขาทำการตลาด พวกเขาแค่ไม่ได้เจาะจงชื่อเท่านั้น

ผู้ฝึกยุทธที่ทรงพลังเป็นดาวที่แท้จริงของโลกใบนี้

แน่นอนดาราใหญ่ก็มักจะเป็นผู้ฝึกยุทธที่ทรงพลังเช่นกัน

ฟางผิงมองไปรอบๆครั้งนึงโดยเมินโฆษณาที่รกหูรกตา ระหว่างทางเขาก็ได้ซื้อเนื้อเสียบไม้ที่อ้างว่า’แม้แต่ผู้ฝึกยุทธก็ยกย่อง!’ และเงินในกระเป๋าเขาก็เหลือสิบหยวนเท่านั้น

สาวน้อยดีใจมาก เธอไม่รู้ตัวเลยว่าที่จริงฟางผิงกำลังใช้เงินของเธอ

หลังจากที่พวกเขาเตร็ดเตร่ไปรอบๆ ฟางผิงก็พาฟางหยวนมาตู้เอทีเอ็มที่อยู่ไม่ไกล

…..

เสียบบัตร ใส่รหัสแล้วถอนเงิน

เมื่อฟางผิงกำลังป้อนรหัส ฟางหยวนก็ยืนคอยระวังราวกับกำลังระวังโจร เธอมองไปรอบๆกลัวว่าจะมีคนแอบมองเลขบัตร

ตู้เอทีเอ็มสมัยนั้นถอนเงินได้จำกัดสองพันหยวน

ตู้เอทีเอ็มถอนธนบัตรสองใบแรกออกมา หลังจากเอื้อมมือไปหยิบ จู่ๆฟางผิงก็แข็งค้าง

ฟางผิงชะงักค้างไปพักนึง

ฟางหยวนที่ยืนระวังอยู่ข้างๆรีบกล่าว “ฟางผิง มันเป็นแบงค์ปลอมใช่ไหม? หนูเห็นในข่าวบอกว่ามีแบงค์ปลอมในตู้เอทีเอ็มเหมือนกัน แต่ธนาคารไม่ยอมรับ…”

สาวน้อยกำลังโกรธเกรี้ยว เธอพูดไม่หยุด สุดท้ายเธอก็พูดว่า “เราไปเปลี่ยนเป็นแบงค์จริงกันเถอะ ไปธนาคารกัน!”

ในเวลานี้ ฟางผิงไม่ได้ฟังที่เธอพูดเลย

เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะดำเนินการบนหน้าจอตู้เอทีเอ็มต่อแล้วถอนเงินออกมารอบสอง

ธนบัตรแบงค์พันออกมาจากตู้เอทีเอ็มสองใบ

ฟางผิงรีบรับเงินมา จากนั้นเขาก็แน่นิ่งไปเหมือนกับรอบแรก

ฟางหยวนที่ยืนอยู่ข้างๆไม่เข้าใจการกระทำของเขา เธอถามด้วยน้ำเสียงแปลกๆ “ฟางผิง นายเสียสติไปแล้ว?”

“มันเป็นแบงค์ปลอมไหม?”

“พูดอะไรหน่อยสิ!”

“เฮ้ ฟางผิง นายทำอะไร?”

“ฟางผิง…”

“นายเสียสติเพราะเห็นเงินเหรอ?”

ปากสาวน้อยขยับไม่หยุด ฟางผิงชำเลืองมองเธอแล้วจู่ๆก็ส่งเงินให้เธอ “เอาไปถือหน่อย”

หน้ากลมๆของฟางหยวนแสดงถึงความงุนงง เธอรับเงินมาแล้วมองฟางผิง

ฟางผิงถาม “น้องรู้สึกยังไง?”

ฟางหยวนหยุดสักพักแล้วพูด “…พี่ไม่สมัครสอบวิชายุทธแล้วจะซื้ออาหารอร่อยๆเลี้ยงหนูแทนใช่ไหม?”

ฟางผิงพลันหัวเราะออกมา เขารีบกล่าว “หมายความว่าน้องไม่รู้สึกอะไรเลยใช่ไหม?”

ฟางหยวนแทบโกรธ เธอถลึงตามองเขาด้วยแววตากลมโตแล้วพูดด้วยความโกรธ “รังแกหนูอีกแล้ว!”

“ไม่ๆ คราวนี้พี่ไม่ได้รังแกน้อง”

ฟางผิงดีใจจนเก็บอาการยาก เขาพูดต่อ “เมื่อกี้พี่แค่แกล้งน้องเล่น เอาล่ะ พี่จะถอนเงินต่อ หลังถอนตังเสร็จ เราจะได้กลับบ้านกัน!”

จากนั้นฟางหยวนก็มองพี่ชายถอนเงินโง่ๆต่อไป

เหตุผลที่เธอบอกว่าเขากำลังทำอะไรโง่ๆเป็นเพราะเขาถอนเงินแปลกๆ

เขาถอนเงินออกมาร้อยหยวน รอบต่อไปสองร้อยหยวน เขาถอนเงินด้วยจำนวนต่างกันทุกครั้ง

เขาถอนเงินมากกว่าสิบครั้งกว่าจะถอนเงินครบหมื่นหยวน

นี่ยังไม่จบ หลังเขาถอนเงินครบหมื่นหยวน ยังเหลือเงินใบบัตรอีก ฟางผิงจึงถอนเงินต่อ

ฟางหยวนคิดว่าเขาตั้งใจจะเอาเงินของครอบครัวไปใช้ แต่ภาพที่เห็นตรงหน้าทำให้เธอสับสนงุนงง

ฟางผิงถอนเงินออกมา แต่เขาก็ฝากเงินคืนอีกครั้ง จากนั้นเขาก็ทำแบบนี้ไปสองสามรอบ ทำให้ฟางหยวนงุนงงมาก

มีคนอยู่สองคนกำลังต่อแถวรอถอนเงิน

ฟางผิงยึดตู้เอทีเอ็มราวครึ่งชั่วโมง เมื่อเห็นว่าเขายังทำไม่เลิก ก็มีคนในแถวระเบิดออกมาในที่สุด “พ่อหนุ่ม พอแล้ว! ต่อให้เธอถอนเงินหรือฝากเงินเป็นล้านหยวน เธอก็ควรใช้เวลามากพอแล้ว!”

ฟางหยวนยังเด็ก ดังนั้นเธอจึงเขินอายได้ง่าย เธอรู้เช่นกันว่าสิ่งที่พวกเขาทำอยู่มันผิด แก้มเธอจึงแดงเถือกทันที เธอดึงแขนฟางผิงด้วยแรงทั้งหมด

ฟางผิงทดลองเกือบเสร็จแล้วเช่นกัน เขาฝากเงินที่เกินมาเงียบๆ ถอนบัตรออกแล้วเดินออกมา

หลังจากพวกเขาเดินออกมาจากตู้เอทีเอ็ม จู่ๆฟางผิงก็ดูมีความสุขมาก เขาเริ่มหัวเราะโดยไม่สนใจคนรอบข้าง “เหอะเหอะเหอะ…”

ฟางผิงเกือบทำให้เธอขนลุกชัน หรือฟางผิงอารมณ์เสียเพราะเหตุการณ์เมื่อกี้?

“ฟางผิง?”

“เหอะเหอะเหอะ…”

“นาย…อย่าทำให้หนูกลัวสิ”

“เหอะเหอะเหอะเหอะเหอะ…”

“เฮ้ฟางผิง นายเป็นไรไปจริงๆใช่ไหม?”

“เหอะเหอะเหอะ…แค่กๆ ไม่มีอะไร กลับบ้านกันเถอะ”

เมื่อเห็นว่าน้องสาวเกือบร้องไห้เพราะเขา ฟางผิงจึงกระแอมแห้งๆพยายามข่มกลั้นไม่ให้หัวเราะ จากนั้นเขาก็ดึงสาวน้อยเดินกลับบ้าน

World’s Best Martial Artist

World’s Best Martial Artist

Score 10
Status: Completed

เรื่องย่อ

 

ฟางผิงใช้เวลาครึ่งชั่วโมงในที่สุดก็ตัดสินได้ว่าเขาไม่ได้ฝันไปหรือไม่ได้ถ่ายหนัง…อย่าไร้สาระน่า ถ้าการถ่ายหนังชุบความเป็นหนุ่มของเขากลับมาได้ งั้นกองถ่ายก็คงไปถ่ายทำที่สวรรค์ได้แล้ว!

 

หลังยืนยันว่าเขากลับมาเกิดใหม่ ฟางผิงก็รู้สึกถึงความตื่นตระหนกก่อนจะค่อยๆยอมรับความจริง

 

ความจริงอะไรงั้นเหรอ? ความจริงที่ว่าเขากลับมาเกิดใหม่ในร่างตัวเองตอนเด็ก และเนื่องจากเขามีความรู้ของอนาคตติดตัวมาด้วย เขาจะทำวันนี้ให้ดีที่สุดแล้วกลายเป็นผู้ยิ่งใหญ่ในแวดวงธุรกิจ! เขาจะรวย!

 

นั่นเป็นความคิดของเขาจนกระทั่งเพื่อนเขามาขัดจังหวะ

 

“สรุปนายจะลงทะเบียนสอบวิชาการต่อสู้ไหม?”

 

อะไรนะ? พูดเล่นเหรอ? หรือเขาส่งบทผิด? วิชาการต่อสู้คืออะไร? ทำไมถึงมีค่าลงทะเบียนหมื่นหยวน? หัวของเขาเต็มไปด้วยประโยคคำถาม ไม่นานฟางผิงก็ตระหนักว่าเขาอาจไม่ได้โชคดีเหมือนที่เขาคิดไว้ตอนแรก…

Options

not work with dark mode
Reset