re zombie world โลกซอมบี้อีกครั้ง 96 ทาสเหมือง (ภาค 3 โลกใต้พิภพ)

ตอนที่ 96 ทาสเหมือง (ภาค 3 โลกใต้พิภพ)

นิยาย re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 96 ทาสเหมือง (ภาค 3 โลกใต้พิภพ)

ในเรลที่ลงมาจนแม้แต่แสงก็ส่งลงมาแทบจะไม่ถึง อากาศโดยรอบหายใจได้ยาก ลำบากพอสมควรที่มันก็ยังคงเพียงพอให้มนุษย์อย่างพวกเขาหายใจได้

ที่ด้านล่างนั้นไม่ได้มีแค่ในเรลที่เป็นมนุษย์ผู้เดียว กลับมีทาสมนุษย์อยู่อีกหลายคน ซึ่งดูเหมือนว่าจะมีทั้งมนุษย์ธรรมดาและมนุษย์ชั้นสูงอยู่ในนั้นนี้ด้วย แต่ส่วนใหญ่ร่างกายของพวกเขานั้นผอมแห้งพอสมควร

ไนเรลมองไปที่พื้นด้านล่างแล้วก็ต้องแปลกใจเมื่อมันมีซากของมนุษย์และโครงกระดูกอยู่ตุบ!

แจ่แล้วก็มีเสียงที่เป็นคําตอบให้กับเขาว่าทําไมถึงมีโครงกระดูกมนุษย์ นั้นก็เป็นเพราะว่ามีคนร่วงลงมาจากด้านบน คนที่หล่นลงมานั้นก็เนื่องมาจากว่าพวกเขาพัดตกลงมาจากตอนที่เดินลงมา

แต่มันก็ถือเป็นเรื่องปกติ เพราะด้วยระยะความสูงขนาดนั้น บวกกับฝนที่ตกลงมาทําให้พื้นมันลื่น ถ้าเกิดใครไม่ระวังก็จะมีจุดจบแบบกระดูกพวกนี้ที่มากองอยู่ด้านล่าง

ในขณะที่มีคนร่วงลงมาทหารยักษ์เถื่อนตนหนึ่งก็เดินไปและกระทืบไปที่หัวของศพคนที่ร่วงลงมา เหตุที่ต้องทําแบบนี้ก็เพื่อไม่ให้มันกลายเป็นซอมบี้หลังจากนั้น ทหารยักษ์เถื่อนผู้นั้นก็เดินไปล้างเท้าที่ทางน้ําไหล

ซึ่งน้ําเหล่านี้ก็ไหลไปตามไหล่หินลงสู่ธารน้ําใต้พิภพ ในเรลรออยู่สักพักก็มียักษ์เถื่อนที่มาพากรงที่ขังเขาไปแต่เมื่อพวกมันเห็นสภาพ ในเรลก็ได้แต่ยิ้มเหยียด ๆ บางตนก็พูดออกมาว่าไนเรลนั้นน่าจะอยู่รอดไม่กี่วันเท่านั้น

ซึ่งก็ไม่แปลกเพราะสภาพที่นอนเป็นผักของไนเรลในตอนนี้

ในเรลถูกแบกออกไปจากตรงนี้ทั้งกรง โดยมีพวกของทาสมนุษย์นับร้อยเดินตาม มาด้านหลังเมื่อเข้ามาในที่มืดมาก ๆ พวกยักษ์เถื่อนก็เอาของรูปร่างแปลกตาออกมาถ้าให้อธิบายมันก็คงจะคล้าย ๆ กับตะเกียงไฟ แต่มันกลมมากกว่าภายในบรรจุไว้ด้วยลาวาที่ร้อนมาก

ซึ่งในเรลก็พอจะรู้ชื่อมันอยู่บ้าง มันก็คือบอลแสงลาวา เพราะในชีวิตก่อนมักจะพบเจอในซากศพของยักษ์เถื่อน มันถือว่าเป็นเทคโนโลยีของยักษ์เถื่อนอย่างแท้จริง เพราะด้วยความที่พวกมันถูกกักขังมานานไม่รู้กี่หมื่นปีการที่จะสร้างของแบบนี้ขึ้นมาก็ไม่แปลกสักเท่าไหร่

ด้วยความที่อุโมงนั้นมืดมากพอสมควรจึงทําให้ทุกคนต้องเดินระวัง ในเรลเองก็รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย และคอยมองสํารวจรอบ ๆ โดยอาศัยแสงจากบอลแสงลาวาเช่น กันเพราะนี้ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้มาที่โลกใต้พิภพ

ยักษ์เถื่อนที่ทั้งในเรลและกรงที่ด้านในมีเสาโลหะพิภพได้ยินความคิดของไนเรลที่ ตื่นเต้นราวกับมาเที่ยวที่ใหม่ พวกมันคงจะซัดหน้าไนเรลคนละหมัดสองหมัดเป็นแน่ อีกทั้งด่าในเรลไปว่า “ถูกจับตัวมาอีกทั้งยังมีสภาพแบบนี้แล้วยังมีอารมณ์มาชื่นชมธรรมชาติอยู่อีก”

แต่แน่นอนว่าพวกมันนั้นไม่สามารถได้ยินความคิดในเรลได้
เมื่อเหล่ายักษ์เถื่อนแบกไนเรลที่โดนตอกติดไปกับเสาโลหะพิภพผ่านถ้ําและ อุโมงค์ไปจํานวนมาก ก็มาถึงทางแยกที่สลับซับซ้อน

หลังจากนั้นทั้งในเรลและเหล่าทาสมนุษย์ก็ถูกนําตัวเข้าไปทางอุโมงค์หนึ่ง ซึ่งใน เรลคาดการตามเวลาแล้วพวกเขาน่าจะลงมาลึกมาก ๆ แล้ว แต่กลับแปลกพอสมควร ที่มันยังคงมีอากาศใช้ในการหายใจ

แต่พอผ่านอุโมงค์นี้ไปไนเรลก็เข้าใจได้ว่าเพราะอะไรถึงยังคงมีอากาศให้หายใจ ด้านหน้าที่เขาเห็นนี้หลังจากผ่านเข้ามามันมีต้นไม้จํานวนมาก ซึ่งเป็นพืชอีกระบบนิเวศหนึ่งเลยก็ว่าได้ พวกมันปลดปล่อยออกซิเจนออกมา และอีกทั้งยังฟอกอากาศที่มีแต่กามะถันและแก๊สพิษที่เกิดมาจากภูเขาไฟและลาวาใต้พิภพซึ่งนั้นทําให้สัตว์อื่น ๆ ยังสามารถอยู่อาศัยได้

นอกจากต้นไม้พวกนี้แล้วมันก็มีพวกแมลงและแบททีเรียบางชนิดที่มีแสงสว่างปล่อยออกมา แต่ต่อให้มันจะน่าตื่นตาตื่นใจแค่ไหนมันก็ไม่ต่างจากคุกใต้ดิน นั้นคงทําให้พวกยักษ์เถื่อนหรือเทพไททันถึงอยากย้ายไปด้านบนและปกครองโลกอีกครั้ง

ในขณะที่ยักษ์เถื่อนนําเขาเดินเข้าไปเรื่อย ๆ ก็เจอเข้ากับสถานที่เป็นเหมือนกับคุกขนาดใหญ่ ๆ มันถูกสร้างขึ้นมาจากหินและโลหะที่ทนทานและแข็งแกร่งมาก

ในเรลถูกจับขังแยกไว้ ส่วนทาสมนุษย์คนอื่น ๆ นั้นได้รับการตรวจสอบอยู่สักพักก็ถูกนําตัวไปที่อื่น ๆ ในเรลได้ยินแวว ๆ ว่าพวกทาสเหล่านั้นจะถูกพาไปเป็นทาสเหมือง

ในขณะเดียวกันที่พระราชวังเหนือภูเขาไฟ ราชาเผ่าอัคคีที่ได้รับรู้ว่ามนุษย์ผู้ฆ่าเลฟอนนั้นถูกจับตัวได้แล้วก็กล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่เงียบขึ้น

“ฆ่ามันทิ้งซะและฆ่าเผ่ามนุษย์เพื่อสังเวยให้กับวิญญาณของเลฟอนอีกหนึ่งล้านคน”

“ขอรับ” อัศวินยักษ์เถื่อนตนนั้นกล่าวออกมาพร้อมกับเดินถอยออกไป หลังจากนั้น ก็ออกไปจากเมืองแห่งนี้ข้ามผ่านกําแพงชั้นในสุดไปและมาหยุดอยู่ที่กําแพงชั้นกลางที่เป็นเหมือนกับม่านแสงซึ่งกักขังไม่ให้ระดับ 5 เป็นต้นไปออกมาได้

และในตอนนั้นเองก็มียักษ์ชราที่ร่วมมือกับอุคาจับไนเรลเดินออกมาหยุดขวางทางต่อหน้าอัศวินตนนั้น

“ท่านจะทําแบบนี้จริง ๆ งั้นหรือขัดคาสั่งขององค์ราชา” อัศวินยักษ์เถื่อนตนนี้กล่าวออกด้วยสีหน้าที่วิตกกังวล

“ข้าคือข้ารับใช้ขององค์ชายใหญ่ ย่อมทําตามคําสั่งขององค์ชายใหญ่ ส่วนเจ้าคาเดลเจ้าก็แค่ทําเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็ได้อย่างไรซะองค์ราชาท่านก็ไม่สามารถรู้ได้ถ้าไม่มีคนไปรายงาน” ยักษ์ชรากล่าวออกมาด้วยสีหน้าที่สงบ

อัศวินคาเดลที่ได้รับค่าสั่งของราชาเผ่าอัคคีมานั้นก็นิ่งเงียบไป เขารู้สึกลังเลเพราะตนไม่ต้องเข้าไปขัดขวางเรื่องขององค์ชายใหญ่

“ข้าจะเคารพการคําพูดขององค์ชายใหญ่ เรื่องของมนุษย์ผู้นั้นก็ให้ท่านจัดการก็แล้วกัน แต่มนุษย์อีกล้านคนคงต้องจัดการตามคําสั่งองค์ราชาเหมือนเดิม แต่ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาข้าจะปฏิเสธไม่เห็นใด ๆ ทั้งสิ้นองค์ชายใหญ่ต้องไปกล่าวต่อหน้าฝ่าบาทด้วยตัวของพระองค์เอง”

“เรื่องนั้นองค์ชายใหญ่ไม่ได้สนใจอยู่แล้ว”

หลังจากพูดคุยอยู่สักพักอัศวินคาเดลหันหลังกลับไป

“พวกเจ้าไปจัดการก็แล้วกัน” ยักษ์ชราพูดออกมาพร้อมกับเดินไป ด้านหลังของเขามีสองยักษเถื่อนที่เดินออกมาจากที่ซ่อน และเดินตรงไปด้านนอกของม่านแสงกำแพงชั้นกลางไปเงียบๆ

สองวันต่อมาในความมืดที่ถูกขังอยู่ ถ้าไม่ได้เป็นเพราะว่าในเรลเป็นมนุษย์ชั้นสูงละก็คงจะหิวตายไปแล้ว เพราะในช่วงที่ผ่านมามันไม่มีอะไรตกถึงท้อเลยแม้แต่น้อยนอกจากจะมีน้ําที่หยดลงมาจากด้านบนห้องขังพอให้เขาได้ดับกระหายบ้าง

แต่ถึงแบบนั้นพลังงานที่อยู่ในร่างกายก็ถูกใช้ไปมากเช่นกัน ถ้ายังคงเป็นแบบนี้ต่อไปบางที่แม้แต่พลังหรือความสามารถของมนุษย์ชั้นสูงเขาก็อาจจะให้ไม่ได้ เพราะไม่มีพลังงานที่เพียงพอต่อการใช้ความสามารถเหล่านั้น

และหลังจากที่ทนรอมานานในที่สุดก็มียักษ์เถื่อนเดินเข้ามา ในเรลไม่รู้ว่าพวกมันจะเอาเขาไปขังไว้ที่ไหน เพราะถ้าพวกมันต้องการฆ่าเขาก็คงฆ่าไปนานแล้ว ไม่น่าจะจับมาขังแบบนี้

ทหารยักษเถื่อนกลับพาในเรลมาส่งที่เหมือง ซึ่งไม่ต้องเดาในเรลก็รู้ว่าตอนนี้เขาคงถูกตัดสินให้มาเป็นทาสเหมืองแห่งนี้

ไนเรลถูกพาเข้ามารวมกับทาสมนุษย์ในเหมือง แต่แน่นอนว่าในตอนแรกพวกยักษ์เถื่อนเห็นในเรลก็ต้องแปลกใจ

“มนุษย์คนนนี้ถูกจับเพราะฆ่าเผ่าของพวกเราไปจํานวนมาก เอานี่กุญแจกับสิ่งของ ๆ มันฝากเอาเข้าไปเก็บด้วย เอ้อแล้วก็นักโทษนั้นฝากดูแลมันดี ๆ ละระวังพลังของมันไว้ด้วย” ยักษ์เถื่อนที่พาในเรลมาที่เหมืองแห่งนี้ ส่งเข็มทิศชีพและกุญแจที่ให้ปลดโซ่และเสาโลหะที่เขาถูกล่าม ให้กับหัวหน้าผู้คุมพร้อมกับกําชับไปสองสามประโยคซึ่งดูเหมือนว่าผู้คุมยักษ์ ขั้น 4 ตนนี้ก็ไม่ค่อยชอบเรื่องยุ่งยากแบบนี้มากนักจึงรับปากไปส่ง ๆ อย่างไม่ใส่ใจจากนั้นก็หันไปสั่งการยักษ์เถื่อนแถวนั้นเพื่อให้รับหน้าที่นี่ต่อ

ยักษ์เถื่อนขั้น 3 เห็น ทหารยักษ์เถื่อนที่คุมทาสมนุษย์มาส่งกําลังกับออกไปก็รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย เพราะยักษ์เถื่อนพวกนี้ได้ออกไปข้างนอก ออกไปจากโลกใต้พิภพซึ่งต่างจากตนที่ต้องมาคอยจับมนุษย์ตัวเหม็นโยนลงไปในหลุม ต้องคอยรับแลกแร่ที่ พวกทาสขุดได้มา

ซึ่งมันเป็นงานที่น่าเบื่อมาก จนยักษ์เถื่อนตนนี้อยากจะส่งเรื่องขอไปประจําการที่อื่นให้มันรู้แล้วรู้รอดไปแต่ก็ต้องเซ็งเพราะเมื่อคิดว่าอย่างไรเรื่องที่ตนขอก็คงไม่สําเร็จเพราะคงไม่มียักษ์ตนไหนขอมาประจําการในที่แบบนี้อแน่นอน

ยักเลื่อนขั้น 3 หลังจากที่บนในใจเสร็จแล้วก็มาจัดการเรื่องของไนเรล แต่ว่าเมื่อเห็นสภาพของในเรลที่โดนตัดเอ็นแขนขาจนหมดมันก็ยิ่งเซ็งเข้าไปใหญ่ เพราะนี่มัน เหมือนกับการที่เอาคนตายก็ไม่ผิด

“เจ้าคงเจ็บสักหน่อยนะ” ในเรลเงยหน้ามองยักเถื่อนที่กําลังพูดกับเขาอยู่จากนั้นยักษ์ตนนั้นก็หยิบเหล็กร้อน ๆ ทาบไปที่แขนของไนเรล จนมันเกิดรอยแผลซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทาส

ทาสทุกคนจะถูกทําสัญลักษณ์ด้วยเหล็กร้อน ที่เขียนด้วยภาษาของเทพไททันว่า “ทาสเหมืองทมิฬ” หลังจากนั้นทุกคนก็ถูกพาตัวไปอีกทางซึ่งเป็นทางลงไปที่เหมือง

ในเรลถูกพามาทิ้งไว้อยู่เหนือกรงเหล็กที่ปิดอยู่ตรงพื้น ด้านล่างมีหมอกและกลุ่มควันหนาแน่นและบริเวณโดยรอบไม่ได้มีแค่เขาคนเดียว แต่ยังมีทาสมนุษย์หลายร้อยคนที่ยืนเบียดกันอยู่เหนือกรงเหล็ก

ก๊ก ๆ!!! ในขณะนั้นเองที่อยู่ ๆ กรงเหล็กก็ค่อย ๆ เลื่อนออกจากตรงกลาง ทาสมนุษย์ถึงกับถอยหนีออกจากตรงนั้นทันที แต่เพราะว่ายักษ์เถื่อนที่อยู่โดยรอบนั้นต่างพากันผลักทาสมนุษย์ลงไปในหลุม

“ไม่ ได้โปรด” เสียงร้องขอความเมตตาจากมนุษย์ก็พากันดังมาอย่างต่อเนื่องแต่ส่วนใหญ่นั้นก็ถูกถีบลงไปอยู่ดี

และไม่นานมนุษย์นับร้อยถูกโยนลงไปรวมถึงในเรลด้วย จากนั้นเหล่ายักษ์ผู้คุมโยนลูกบอลลาวาลงมาประมาณ 100 ลูกและปิดปากหลุมด้วยลูกกรงเหล็กขนาดยักษ์เหมือนเช่นที่ทํามาตลอด

ในขณะนั้นเองที่ยักษ์เถื่อนตนที่พาในเรลว่าที่หลุมก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ เมื่อมองไปที่กุญแจที่อยู่ในมือนั้นก็คือ มันดันลืมไขกุญแจให้กับในเรลเพื่อเอาเสา และโซ่ออก แต่ตอนนี้มันก็ไม่ทันแล้ว เพราะไนเรลร่วงหล่นลงไปแล้ว

อีกอย่างปากหลุมทางเข้าก็ปิดไปแล้ว จะเปิดอีกที่ก็ตอนที่แลกเอาแร่โลหะในอีกหนึ่งอาทิตย์ เมื่อถึงตอนนั้นด้วยสภาพแบบไนเรลก็คงตายไปแล้ว

และถ้าให้ตนมาเปิดหลุมเพราะมนุษย์นั้นเพียงคนเดียวก็คงไม่ใช่เหตุ มันจะเสียเวลาเกินไป

“เฮ้ย ไคยืนทําอะไรอยู่ พวกข้ารอนานแล้วนะ” ขณะที่มันยืนคิดอยู่นั้นก็มีเสียงของยักษ์เถื่อนตนอื่น ๆ ดังมา

“งั้นก็ช่างมันเถอะ” เมื่อคิดได้ดังนั้นยักษ์เถื่อนที่ชื่อ ไค ตนนี้ก็เดินออกไปอย่างสบายใจ พร้อมกับเก็บกุญแจและเข็มทิศชีพไปด้วย มันเดินไปกับเหล่าเพื่อน ๆ ยักษ์ผู้คุมของตนเพื่อไปหาอะไรกินอย่างรีบร้อน

เนื่องจากว่าวันนี้เป็นเวลาที่เสบียงของเหมืองทมิฬนี้จะมาส่งให้พอดีซึ่งถ้าไปชมหวังของดี ๆ คงถูกแย่งไปกินหมด

นิยาย re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง ตอนที่ 95 อุโมงค์หลักสู่โลกใต้พิภพ (จบภาค 2 ยักษ์เถื่อน)

ตอนที่ 95 อุโมงค์หลักสู่โลกใต้พิภพ (จบภาค 2 ยักษ์เถื่อน)

ขณะเดียวกันที่เมืองออสธา บริเวณคฤหาสน์ตระกูลอาโรเดียที่ตอนนี้ไม่มีอะไรเหลือแล้ว อยู่ ๆ ก็มีวิญญาณลอยขึ้นมาจากพื้นดิน ซึ่งมันก็คือวิญญาณอารักษ์ของเวนดี้

ในช่วงหลายวันมานี้เวนดี้จะส่งวิญญาณอารักษ์ขึ้นมาทุกวันเพื่อดูว่าด้านบนปลอดภัยแล้วหรือยัง และในวันนี้เมื่อมองไปรอบ ๆ แล้วก็ไม่เห็นถึงสิ่งมีชีวิตวิญญาณตนนั้น ก็ลอยกับเข้าไปในพื้นดิน

หลังจากนั้นไม่นาน พื้นดินก็เริ่มนูนขึ้น จนกระทั่งดันดินออกมาเผยให้เห็นทางลงสู่ ห้องใต้ดิน ซึ่งก็เป็นห้องใต้ดินเดียวกันกับที่ในเรลและเนโคเข้าไป

ตาเดียวและทุกคนเดินขึ้นมาด้านนอก ตอนนี้สภาพภูมิประเทศโดยรอบเปลี่ยนไป หมดแล้ว มันไม่มีอะไรให้จดจําได้เลยว่าคือสถานที่เดียวกับตอนที่พวกเขานั้นมาถึง

“วินารีบหาท่านในเรล” ชารอนกล่าวออกมา

วินาที่ได้ยินดังนั้นก็พยักหน้าและแล้วพวกเธอก็ได้เดินมาหยุดอยู่แอ่งน้ําหนึ่ง ซึ่งถ้าดูเผิน ๆ มันก็ไม่ต่างจากแอ่งน้ําขังทั่วไป แต่สําหรับวินามันคือรองลอย เธอเริ่มพยา กรณ์อีกครั้ง

และดูเหมือนว่าเธอจะเห็นแค่ชายชราลากไนเรลไปซึ่งทุกอย่างก็มาหยุดอยู่แค่ตรงนี้ เพราะข้อมูลนั้นไม่มีอีกแล้ว

เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็พอจะเดาได้ว่าในเรลและเนโคจากไปแล้ว ซึ่งดูเหหมือนว่าพวกเขาจะบาดเจ็บหนัก แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาห่วงในเรลเพราะทุกคนเชื่อว่าใน เรลอย่างไรก็ไม่เป็นอะไรโดยเฉพาะชารอนที่รู้ถึงสารสีแดงที่มีความสามารถในการ รักษานั้น

ในเมื่อตอนนี้ในเรลหายไปแล้ว พวกเขาก็ต้องไปจากตรงนี้เช่นกัน ที่นี่ยังอันตรายเกินไป

ดังนั้นชารอนจึงได้ตัดสินใจนําทุกคนออกไปและมุ่งหน้าลงไปทางใต้ ซึ่งก็คือตามที่ในเรลเคยพูดไว้ว่ายังมีมนุษย์และรัฐบาลไทกล่าอยู่ทางนั้น

ตาเดียวก็ไม่ได้คัดค้านอะไร ได้แต่เดินตามสาว ๆ ไปอย่างเงียบ ๆ ในฐานะบอดี้การ์ด

ไนเรลที่สลบค่อย ๆ รู้สึกตัวอย่างช้า ๆ ดวงตาที่เปิดอยู่มองไปโดยรอบอย่างมึนงง “เกิดอะไรขึ้น?” นี่คือค่าถามแรกที่เข้ามาในหัวของเขา

ตอนนี้ตัวของไนเรลกําลังเคลื่อนที่อยู่ ไม่ต้องบอกว่ากรงที่ขังเขากําลังเคลื่อนที่อยู่เคร็ง!

เมื่อไนเรลพยายามที่จะขยับตัว ความเจ็บปวดก็ถาโถมเข้ามา เพราะที่ข้อมือและ แขนขาทั้ง 4 ของเขานั้นมันกับถูกโซ่สีดเจาะตรึกไว้กับเสาเหล็กที่เป็นเหมือนกับไม้ กางเขน

บริเวณที่โดนโซ่เจาะนั้นมีเลือดซึมไหลออกมาเล็กน้อยในทุก ๆ ครั้งที่เขาขยับตัวมันทําให้ในเรลขมวดคิ้วในทันที เขาลองออกแรงกระชากโซ่ด้วยพละทั้งหมด แต่มันกับไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

ในเรลจึงได้แต่หยุดการกระทํานั้น และหันไปสังเกตรอบ ๆ เพื่อทําความเข้าใจสถา นการณ์

รอบตัวของไนเรลนั้นมียักษ์เถื่อนสวมเกราะอยู่หลายตน ดูเหมือนว่านี้จะเป็นกองทัพยักษ์เถื่อน กรงที่ในเรลอยู่ในตอนนี้ก็อยู่บนหลังของแรดเกราะหนัก เมื่อมารวมกับ ตอนที่เขาโดนรอบโจมตีภาพสุดท้ายนั้นก็เดาได้ไม่ยากมันก็คืออคาที่ลอบโจมตีเขา

ในเรลเชื่อว่าไม่ได้มีแค่นั้น เขาสงสัยอยู่อีกเรื่องสองเรื่อง หนึ่งก็คือพวกมันหาตัวของเขาเจอได้อย่างไรและสองก็คือยักษ์อีกตนที่โจมตีเขาคือใคร พลังของมันไม่ต่ํากว่าขั้น 5 แน่นอน

การที่เขาโดนยักษ์เถื่อนขั้น 5 สองตนโจมตีพร้อมกันนั้นก็ไม่แปลกที่ในเรลจะสู้ไม่ได้ เพราะแค่ยักษ์เถื่อนขั้น 5 อย่างอคาแค่ตนเดียวนั้นก็แทบจะรับมือไม่ไหวแล้ว

การที่มันถูกเรียกว่าระดับที่ก้าวข้ามระดับชีวิตนั้นก็เป็นเพราะว่ามันไม่เหมือนกับระดับที่ผ่าน ๆ พลังมันต่างกันมากเกินไป

หลังจากที่ไนเรลอยู่แบบนี้ทําอะไรไม่ได้ ก็ได้แต่ปล่อยให้พวกยักษ์เถื่อนพาเขาไป ซึ่งขบวนกองทัพยักษ์เถื่อนก็เคลื่อนที่ทั้งวัน จนกระทั่งเย็นพวกมันก็หาที่พักกัน

หลังจากที่ทหารยักษ์เถื่อนแยกย้ายกันไปล่าสัตว์และหาเสียง ในตอนนั้นก็มีหนึ่งในยักษเถื่อนเดินเข้ามาที่กรงขังในเรล

ในเรลมองไปที่ยก์เถื่อนที่เดินเข้ามา เขาต้องใช้เวลาสักพักจึงจําได้ว่ามันคืออูคา

“แกยังไม่ตาย”

“ข้าไม่ตายง่าย ๆ หรอก เจ้าก็เช่นกัน อคามองไปที่ไนเรลอย่างโกรธแค้น ในทุกครั้งที่มันมองไนเรลบาดแผลที่อยู่บนหน้าก็จะเจ็บขึ้นมาแปลบ

ในเรลมองไปที่อูคาที่มีบาดแผลเต็มหน้า ผิวหนังมันหายไปหมด เหลือเนื้อและ กระดูกที่โผล่ออกมา ถ้าเป็นมนุษย์ปกติแล้วมีบาดแผลขนาดนี้ก็คงตายไปแล้ว

เนื่องจากว่าแผลของอคายังไม่แห้งสนิท มันจึงมีน้ําเหลืองออกมาเล็กน้อยอยู่ตลอด ส่งกลิ่นที่น่ารังเกียจอยู่เรื่อย ๆ อคาใช้แขนปาดน้ําเหลืองที่อยู่บนหน้ามันก็เจ็บขึ้นมา เล็กน้อย

ในเรลมองไปที่อูคาเขารับรู้ได้จากสายตาของอคาว่ามันโกรธแค้นในเรลมากจนอ ยากจะฉีกร่างของเขาออกไปเป็นชิ้น

“ข้าจะทําให้เจ้าได้รับความเจ็บปวดไม่น้อยไปกว่าข้าแน่นอน” อูคาหยิบมีดออกมา และหันไปสั่งให้ยักษ์เถื่อนผู้ที่ถือกุญแจเปิดกรงขังในเรลออก

ในเรลพยายามดิ้นเล็กน้อย แต่มันก็ไม่มีผลเพราะเขาไม่มีทางหลุดจากโซนี้ได้เลย

“เจ้าดิ้นเข้าไป มันไม่มีทางหลดได้อย่างแน่นอน โซ่และเสาเหล็กที่ใช้พันธนาการเจ้ามันสร้างมาจากเหล็กพิภพที่แข็งแกร่งและหลอมออกมาได้ยากมาก ไว้ใช้ยังพวกขั้น 6 โดยเฉพาะ เจ้าจงสํานึกซะที่ได้รับเกียรตินี้” อคากล่าวออกมาด้วยน้ําเสียงที่ ดูโหดเหี้ยมมาก

อูคาใช้มือปิดปากของในเรลกดลงไปกับเสาโลหะ จากนั้นก็ล้วงมือไปที่ด้านหลังของตนหยิบสั้นออกมา ถึงอคาจะมองมันเป็นมีดสั้น แต่สําหรับในเรลนั้นมันเหมือนกับมีดฆ่าสัตว์ไม่มีผิด

“ข้าจะตัดแขนตัดขาเจ้าเพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าหนีไปได้ออีก แต่ไม่ต้องกลัวมันจะไม่ เจ็บปวดมากนัก” อคายิ้มออกมามันดูสยองเป็นอย่างมาก ขณะที่มีดกําลังจะตัดลงไป อยู่ ๆ ก็มีเสียงที่ดังมาจากด้านหลัง

“ท่านอัศวินอูคา ท่านจะทําอะไร? ท่านลืมไปแล้วหรือว่าองค์ชายใหญ่ต้องการจับมันไปทั้งที่ยังครบ 32 อยู่ หรือว่าท่านต้องการมีปัญหากับองค์ชายใหญ่” ยักษ์เถื่อนที่ดูแก่ราวกับชายชราอายุ 80 ก็ไม่ปาน

แต่ดูจากเขาที่อยู่บนหัวของยักษ์ชราก็ต้องตกใจที่มันมีพลังถึงระดับ 5 และดูท่าแล้วยักษ์ชราตนนี้ไม่ชพวกไร้ชื่อเสียงอย่างแน่นอน

อคาถึงกับชักสีหน้าไม่พอใจทันที แต่เพราะยังคงกลัวองค์ชายใหญ่ที่พูดถึงอยู่มาก เขาจึงหยุดมือในทันที

“ถ้าไม่ทํามันก็จะหนีอีก”

“ถ้างั้น ท่านก็แค่ตัดเส้นเอ็นมันก็พอแล้ว” ยักษ์ชราตนนั้นกล่าวออกมาอย่างไม่สนใจจากนั้นก็เดินกลับไป เพราะเชื่อว่าอคาจะไม่ทําอะไรเกินเลยไปกว่านี้แน่นอน

อคาได้แต่ทําเสียงอึดฮัดไม่พอใจจากนั้นก็ลงมือตัดเอ็นไนเรลที่แขนขาทั้ง 4 ข้างแทน

มือข้างหนึ่งปิดปากไนเรล มืออีกข้างก็ลงมือทุก ๆ การตัด อคาจะลงมืออย่างช้า ๆ เพื่อที่จะให้ในเรลนั้นเจ็บปวดมากที่สุด

ไนเรลได้แต่กัดฟันและมองไปที่อุคาด้วยสายตาอาฆาต แต่ยิ่งในเรลทําแบบนี้มันก็ยิ่งทําให้เขาเจ็บปวดมากกว่าเดิม

ในใจของในเรลได้สาบานไว้แล้วว่าถ้าเขาหลุดออกมาได้เมื่อไหร่ละก็เขาจะตามฆ่าอคาอย่างแน่นอน

ไนเรลเลือกที่จะไม่ร้องออกมา แต่ความจริงนั้นมันเจ็บเป็นอย่างมาก หลังจากที่เห็นว่าในเรลนั้นเลิกที่จะดิ้นรนแล้วอคาก็ไม่มีอารมณ์จะเล่นกับเขาต่อมันจึงลงมืออย่า รวดเร็วให้เสร็จ ๆ และก็จากไป

บาดแผลมันไม่ได้มากนักเป็นแค่รอยตัดเฉือนเล็ก ๆ เท่านั้น ตอนนี้แขนขาของไนเรลนั้นไม่สามารถขยับได้อีก แต่เขาก็ไม่ได้กลัว เพราะขนาดแขนที่ขาดของเนโคเลือดแห่งชีวิตยังคงรักษาได้เลย

หลังจากนั้นตกกลางคืนในเรลก็ได้แต่มองดูเหล่ายักษ์เถื่อน กินเนื้อกันอย่างเมามันพอตกกลางคืนทุกอย่างก็ได้กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง แต่แล้วก็เกิดมีสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 ตัวหนึ่งที่ไม่รู้ว่าหิวโซมาจากไหน

มันเลือกที่จะโจมตัวทหารยักษ์เถื่อนขั้น 3 นายหนึ่ง ซึ่งมันก็ได้ลิ้มรสเนื้อไปอีกไม่ ยักษ์เล็กน้อย แต่ก็แน่นอนว่าหลังจากนั้นมันก็โดนฆ่าตายกลายเป็นมื้อเช้าส่วนศพ ของยักษ์เถื่อนตนนั้นก็ถูกฝังอยู่ไม่ไกล

เช้าวันต่อมาขบวนก็เคลื่อนที่แต่เช้าอีกครั้ง ซึ่งในขณะนั้นไนเรลก็ถือโอกาสใช้ความสามารถ [โลหิตแห่งชีวิต A] สร้างออกมาได้อีกประมาณหนึ่งขวด แต่ในเรลไม่ได้เลือกที่จะรักษาตัวเองในทันที เพราะถ้าทําแบบนั้นอคาก็จะมาตัดเอ็นเขาอีกครั้ง

ในเรลเลือกที่จะเก็บมันเข้าไปในขวด โดยการใช้ความสามารถเงา เตะนิ้วลงไปในเงาซึ่งด้านในมีขวดเล็ก ๆ อยู่และเขาก็จะไม่ขยับตัวมากนักเพื่อไม่ให้เป็นที่สังเกตจนเกินไป

ตกเย็นทุกอย่างก็ยังคงเป็นไปในลักษณะเดิม และมันก็เป็นแบบนี้อยู่สองวัน จนกระทั่งวันที่สามไนเรลก็เข้าใจแล้วว่าพวกมันต้องการพาเขาไปที่ไหน

และนั้นก็คือที่ปากทางอุโมงค์สู่โลกใต้พิภพ แต่ที่นี่ไม่ใช่ที่เดียวกับครั้งที่เลฟอนออกมา

ดูเหมือนที่แห่งนี้จะเป็นอุโมงค์หลักที่พวกมันทั้งหมดใช้ในการเข้าออกบริเวณโดย รอบนั้นเต็มไปด้วยยักษ์เถื่อน แต่มันไม่ได้หมดแค่นั้น เพราะมันยังมีกรงขังสัตว์กลาย พันธุ์ ซอมบี้ แม้แต่เผ่าอสูรก็มีและที่ขาดไม่ได้นั้นก็คือมนุษย์

สําหรับในเรลแล้วในชีวิตก่อนหน้านั้นไม่ได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับพวกนี้มากนัก เพราะเขานั้นมีแค่ความสามารถแค่เร่งการเจริญเติบโตของพืชเท่านั้น

ส่วนการเดินทางไปยังประเทศทางตอนเหนืออย่างมิสทาลนั้นเขาก็อาศัยในหลาย ๆ อย่างถึงรอดไปถึงที่นั่น และหนึ่งในนั้นก็คงหนีไม่พ้นโชค

ขณะที่กองทัพของยักษ์เถื่อนที่นําโดยอูคาไปถึง ทุกสายตาก็มองมาที่ในเรลและ กระซิบกันเล็กน้อย ซึ่งยักษ์เถื่อนหลาย ๆ ตนต่างก็ชี้มาที่ไนเรล ถึงเขาจะฟังไม่ค่อยรู้ เรื่องแต่ก็พอจะเดาได้ว่ามันเกี่ยวกับการที่เขาฆ่าเลฟอน

เพราะการฆ่ายักษ์เถื่อนสายเลือดราชศ์วงสักตนหนึ่งนั้นถือเป็นเรื่องใหญ่มากในเผ่าอัคคี

แต่ก่อนที่กองทัพของอคาจะเข้าไปในหลุมมันก็มียักษ์เถื่อนขั้น 4 ตนหนึ่งเข้ามาถามพวกเขา

พอยักษ์เถื่อนตนนั้นรู้ว่าเป็นอูคาที่ได้มาส่งเชลย เขาก็เอาตัวในเรลไปซึ่งแน่นอนว่าในตอนนั้นอคาได้ส่งเข็มทิศชีพไปด้วย ในเรลก็มองไปที่เข็มทิศนั้นเช่นกัน

อคามองไปที่ไนเรลอยากสายตาอาฆาตมาดแค้นจากนั้นก็หันหลังกลับไป ตอนนี้ ภารกิจของเขาเสร็จสมบูรณ์แล้ว

ซึ่งในเรลก็ได้ถูกส่งไปรวมกลุ่มกับมนุษย์คนอื่น ๆ และก็มุ่งลงสู่โลกใต้พิภพ เพื่อเข้ารับโทษกับการฆ่าในเรล

เมื่อลงมาที่อโมงค์มันมีเส้นทางเวียนลงไปยังเบื้องล่าง ลึกลงไปจนแทบไม่มีแสง สองถึง แต่เนื่องจากไนเรลนั้นมีเสาหลักและโซ่จากเหล็กพิภพพันธนาการอยู่ เขาจึง ถูกส่งลงไปทางช่องที่ใช้คนของใหญ่ ๆ มันดูไม่ต่างจากลิฟท์มากนัก ถูกสร้างมาด้ว ยกลไกเหล็กทั้งหมด

ในเรลค่อย ๆ ถูกหย่อนลงไปด้านล่างที่มืดมิด โดยมีน้ําฝนที่หนาวเย็นตกลงมาใบ หน้า ในเรลในตอนนี้ได้แต่รอโอกาสและเวลาที่สามารถหนีเท่านั้นไม่สามารถทําอย่าง อื่น ๆ ได้อีก

และแล้วผ่านไปสักพักแสงก็ค่อย ๆ หายไปเหลือแต่ความมืดของโลกใต้พิภพ

Witterry : ข้อ 1. จบภาค 2 ยักษ์เถื่อนแล้ว เจอกันกับภาค 3 โลกใต้พิภพ

ข้อ 2.ไรท์จะย้อนกลับไปปลดตอนติดเหรียญของภาค 1 ทั้งหมด (ยกเว้นตอนที่ 35)

ข้อ 3. ขอบคุณทุกการสนับสนุนซึ่งรอลุ้นปกนิยายใหม่กันนะ

นิยาย re zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 91 ตูม!!!

ตอนที่ 91 ตูม!!!

ในเรลที่ถูกจับฟาดไปมาสามสี่ครั้ง จนบริเวณที่ฟาดเป็นหลุมลึกแต่ด้วยความที่ร่างกายของในเรลที่แข็งแกร่งมาก จึงไม่ทําให้เขาบาดเจ็บมากนักยกเว้นแค่เลือดที่มุมปากและอาการมึนๆที่หัว

ในเรลพยายามใช้มือทั้งสองข้างพยุงตัวขึ้น เขาสะบัดหัวเล็กน้อยพร้อมกับใช้มือปาดโคลนและน้ำที่ใบหน้า รีบตั้งสติตัวเองทันที

ตอนนี้ไม่ใช้เวลาที่เขาจะมาเอ้อระเหย เพราะเคิร์ตและบรูซนั้นโดนจับด้วยโซ่เพลิง

เคิร์ตที่มีประสบการณ์ในตอนแรกหลังจากสูญเสียขาไปให้โซ่เพลิงของอูคา 1 ข้างตอนนี้เขาจึงใช้ความสามารถควบแน่นไม่ต่างจากเหล็กกล้ากลายเป็นเกราะน้ำปกคลุมตามร่างกายของเคิร์ต เพื่อป้องกันเปลวไฟที่แผดเผาอยู่

ในขณะที่บรูซนั้นมีความสามารถด้านไฟอยู่แล้ว บวกกับตัวเขาที่มีโกเลมลาวาอยู่จึงสามารถทนเปลวไฟของอูคาได้สักพัก

แต่มันก็อีกไม่นาน ถ้ายังไม่สามารถหลุดออกมาได้ทั้งสองต้องตายอย่างแน่นอน

คามองมาที่ในเรล และเดินเข้ามาอย่างช้า ๆ ทุกก้าวที่เดินเหยียบลงไปในน้ำและดินโคลนก็เกิดไอน้ำจนมันระเหยกลายเป็นแค่ดินแห้ง ๆ ทันที

“ถ้าข้าเป็นเจ้าคงยอมแพ้ไปแล้ว เหตุใดต้องดิ้นรนทั้งที่รู้ว่าไม่มีโอกาสชนะ” อูคาเหยียบลงไปที่หลังของในเรลจนตัวของเขานั้นติดกับพื้นดินอีกครั้ง

ความร้อนที่ส่งออกมามันทําให้หลังของเขาเกิดควันขึ้นมาเหมือนกับการเอาเนื้อไปดาดกับกระทะ

ในเรลกัดฟันแน่นทนความเจ็บปวดไว้ ในจังหวะนั้นโกเลมสูง 4 เมตรทั้งสองตัวของบรูซก็ปล่อยหมัดขวาเข้าใส่อูคา

นี้! อูคาพ่นลมหายใจอย่างไม่สบอารมณ์ คว้าไปที่ขวานที่ในเรลทําหล่นไว้ในช่วงที่ปะทะกันในตอนแรกขึ้นมาจากนั้นก็ใช้ด้านที่เป็นหัวค้อนทุบไปที่โกเกมทั้งสองตัวอย่างไม่ยากเย็น

ตู้ม! ร่างของโกเลมทั้งสองไม่ต่างจากหุ่นดินทรายที่พอโดนก็แตกกระจายออกไม่สามารถฟื้นขึ้นมาได้อีก

บรซที่ตอนนี้ได้รับผลกระทบไปด้วยจากพลังที่ตีกลับก็กระอักเลือดออกมาตอนนี้ได้แต่หันกับมาจัดการกับโซ่เพลิงที่พันรอดตัวเองอย่างแน่นหนาเท่านั้น

แต่ก่อนที่อูคาจะได้ทําอะไรต่อ เนโคที่หาจังหวะถอยออกมาจากหมาป่ายักษ์ก็ลอบโจมตีอคา

ดาบหนักคู่ที่เนโคถืออยู่ฟันปะทะเข้ากับขวานยักษ์ที่อยู่ในมืออคาอย่างรุนแรงแต่ด้วยความต่างของระดับมันก็ทําให้เนโคกระเด็นออกไปทันที

เนโคอาศัยร่างกายที่แข็งแกร่งของตนเองต้านความเสียหายที่ได้รับจากการประมือเมื่อครู่ตั้งหลักขึ้นมาและจะเข้าไปสู้ต่อ

แต่แล้วอคาก็หันไปกล่าวกับหมาป่ายักษ์ “เจ้าทําอะไร ยังไม่รับฆ่ามันอีก”

อัศวินยักษ์เถื่อนขั้น 5 แบบอคาจะมองไม่ออกได้อย่างไรว่าหมาป่ายักษ์นั้นออมแรงสู้กับเนโคมาตลอดเขาจึงพูดออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์ “ถ้าเจ้าไม่รีบสังหารมันซะหลังจากเรื่องจบข้าจะทรมานเจ้าอีกสองวันสองคืน”

หมาป่าได้ยินดังนั้นก็รู้สึกกลัวขึ้นมาเล็กน้อย มันจึงไม่มีทางเลือกเข้าไปจะฆ่าแน่โคทันที

หมาป่ายักษ์ที่ตรงเล่นวลงานเนโค มันก็ลงมืออย่างโหดเหี้ยมทันที

“เข้ามา” เนโคไม่ได้กลัวเข้าวิ่งเข้าหาหมาป่าในทันที

โฮก!!! หมาป่าร้องคารามมันใช้อุ้งเท้าของตนตบลงไปที่ตัวของเนโคจนเขาไม่สามารถขัดขืนได้เลยรอยเลือดที่หน้าอกรางยาวเป็นรอยของกรงเล็บขนาดใหญ่แต่มันก็ไม่ได้อันตรายมากนักเนโคยังคงสู้ได้อยู่

เขาใช้ดาบหนักที่อยู่ในมือขวาฟันไปที่ท้องของมันไม่ยั้ง ถึงแม้จะมีขนหน้าแต่จดอ่อนของสัตว์ส่วนใหญ่ก็อยู่บริเวณท้อง เพราะขนตรงนั้นไม่ได้หนามากนัก

ทําให้ดาบหนักสร้างรอยแผลขนาดเล็กให้กับท้องของมันได้ หมาป่ารู้สึกถึงความเจ็บปวดจากการโจมตีของเนโคมันก็รู้สึกโกรธมาก

ตัวมันที่เป็นถึงสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 5 แต่กับมีมนุษย์ตัวเล็ก ๆ มาสร้างบาดแผลให้กับมัน

หมาป่ายักษ์กัดกระชากแขนของเนโคขาดออกไปด้วยความโกรธเนโคได้แต่ร้องอย่างเจ็บปวดแม้แต่แรงกุมดาบในมือก็แทบไม่มีเขาใช่แขนซ้ายที่ยังเหลืออยู่จับไปที่ไหลและแขนที่ขาดออก

“บัดซบ สัตว์เดรฉาน” เนโคด่าออกมา มันทําให้หมาป่าที่เห็นดังนั้นก็จับเข้าเข้าไปที่เนโคจนแน่นิ่งในทันที

ทุกคนที่เห็นดังนั้นก็ตกใจทันที ไม่ว่าจะเป็น เคิร์ต บรูซ และสุดท้ายคือในเรล เขารู้สึกตกใจมากไม่รู้ว่าเนโคเป็นตามร้ายดีอย่างไร

“ไม่ ปู่!!” ในเรลร้องตะโกนออกมาจนสุดเสียง เขาไม่สนใจอะไรอีกใช้ความสามารถขยายร่างยักษ์เปลี่ยนตัวเองเป็นกิ้งก่ายักษ์ในทันที

“มาสักที ข้านึกว่าเจ้าจะไม่ใช้ความสามารถนี้แล้ว” แต่แล้วเสียงของอจานวนมากก็ดังขึ้น พร้อมกับรอยยิ้มที่หยามเหยียด

ร่างของไนเรลที่ขนาดใหญ่ แต่มันก็ไม่ทัน อคาจัดการขัดขวางการใช้ความสามารถกลายร่างโดยการต่อยเข้าไปที่หน้าของไนเรลซ้ำ ๆ

มันรุนแรงมากจนอย่าว่าแต่เขาจะใช้ความสามารถกลายร่างได้เลย แม้แต่ความสามารถอื่น ๆ ก็เริ่มคลายออก

ในเรลดอนนี้ตาเลื่อนลอยแน่นิ่งไปทันที พร้อม ๆ กับที่คืนร่างกลับมาเป็นมนุษย์ปกติ

“ตอนนี้ก็เหลืออีกสอง” อูคาเห็นเช่นนั้นก็หันไปมองเคิร์ตและบรูซ ทําให้ทั้งสองคนรู้ว่าตอนนี้คงถึงคิ้วของตนเองแล้ว

“ฉันไม่ยอมตายอยู่ที่นี่หรอก” เคิร์ตพูดพร้อมกับใช้ทุกความสามารถจนกระทั่งใช้ใบมีดน้ำที่มีจํานวนมากฟันไปที่โซ่เพลิงจนมันขาดออก

แต่มันก็ไม่เกินความคาดหมายของอัศวินยักษ์เถื่อนแบบอูคา เพราะเขารู้ว่ามนุษย์ชั้นสูงคนนี้มีความสามารถธาตุนี้ซึ่งก็ได้เปรียบไฟแบบเขาพอสมควรถ้าไม่ติดที่ว่าเขามีพลังที่ก้าวข้ามระดับชีวิตมาแล้วการที่จะจัดการกับมนุษย์ผู้นี้ก็คงจะยุ่งยากพอสมควร

เคิร์ตที่หลุดออกมาได้ ไม่ได้ตรงเข้าหาอคา แต่กลับกันเขากับเลือกที่จะหนีถึงแม้จะรู้ว่ามันไม่มีโอกาสมากนัก แต่เขาก็ไม่ยอมตายอย่างแน่นอน

“เคิร์ตช่วยฉันด้วย” บรูซกล่าวออกมา แต่เคิร์ตกับไม่หันมามองเขาเลยแม้แต่น้อย

บางครั้งคนที่ฉลาดมากก็กลัวที่จะตายมากไปด้วยนั้นทําให้เกิร์ตหนีไม่คิดชีวิตแม้แต่บรูซพวกพ้องที่มาด้วยกันเขาก็ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย

“ห์ เจ้าคิดว่าจะหนีไปได้งั้นหรือ ตั้งแต่ที่ข้าเจอพวกเจ้ามนุษย์ชั้นต่ำก็เท่ากับพวกเจ้าตายไปแล้ว”อคากล่าวออกมา เขาไม่ได้วิ่งตามไปแต่กับยกมือข้างขวาขึ้นเหนือ มันก็ปรากฏหอกเพลิงที่เหมือนจริงมาก

“ตายซะ” อคาปาหอกไปราวหอกเพลิงที่เคลื่อนที่ผ่านอากาศตรงเข้าไปที่เคิร์ตที่ห่างออกไปพันเมตร

“ไม่!!!” เคิร์ตที่หันหลังไปมองหอกที่เข้ามาหาตนอย่างรวดเร็วเขาร้องออกมาอย่างไม่ยินยอมเคิร์ตใช้ความสามารถทั้งหมด ทุกหยาดหยดของพลังที่อยู่ในร่างสร้างโล่น้ำหนาแน่นขึ้นมาทันที
ต้ม! หอกปะทะเข้ากับโล่น แต่มันกลับไม่สลายไปยังคงหมดวนและเจาะเข้าไปในน้ำอย่างต่อเนื่อง

เลือดก่าดาวไนเรลออกมาจากจมูกอย่างต่อเนื่อง แต่เขาไม่สนใจอะไรอีกแล้ว

“หยุด หยุดให้ฉันเดี๋ยวนี้” เคิร์ตร้องออกมาจนสุดเสียง แต่แล้วเสียงของอูคาก็ดังขึ้น

“ระเบิด” ทันทีที่สิ้นเสียงหอกน้ำแข็งก็เป็นเหมือนกับระเบิดเพลิงขนาดเล็กกลืนกิ นร่างของเคิร์ตในทันที

“ไม่…อ๊ากกก!!!” เสียงของเคิร์ตร้องออกมาจากในเพลิง หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีเปลวไฟก็หายไป เหลือแค่ซากของเคิร์ตที่เกิดจากการเผาไหมด้วยความร้อนที่สูงมากทําให้มันคงสภาพรูปร่างไว้ได้แต่มันก็เปราะบางมาก

เพียงแค่สายฝนที่ตกลงโดน ซากของเกิร์ตก็ละลายเหมือนกับขี้เถ้าที่หล่นลงน้ำไม่มีผิด เพียงไม่นานก็หายไปกับน้ำฝนที่ไหลนองพื้น

ตอนนี้คนที่พอมีสติอยู่ก็มีแค่บรูซคนเดียวเท่านั้น เขามองไปที่อูคาด้วยความสั่นกลัว

“นายท่าน นายท่านได้โปรดไว้ชีวิตด้วย” บรูซรู้ว่าความหวังเดียวของเขาตอนนี้คือการขอร้องอุคาให้ปล่อยเขาไป ต่อให้ต้องแลกด้วยอะไรก็ยอม

“ไม่จําเป็นเจ้าเองก็ตายไปซะเถอะ” อูคาไม่ได้สนใจจะไว้ชีวิตบรูซ์เลยแม้แต่น้อย

หอกเพลิงอีกเล่มปรากฏขึ้นมาในมือของอูคา

“ไม่ ๆ ท่านต้องไว้ชีวิตผม ผมรู้ความลับขอพวกมนุษย์ เรื่องโบราณสถานและยาน…”

แต่ก่อนที่บรูซจะได้พูดออกมาก็โดนหอกเพลิงของอัศวินอคาเผาทันทีอคามองไป ที่ขี้เถ้าบรูซ ใบหน้ามันเต็มไปด้วยความเจ็บปวดขี้เถ้าละลายลงไปกับน้ำฝนไม่ต่างจากเคิร์ต

ในขณะที่อคาฆ่าบรูซอยู่นั้น แสงของแดดจากวันใหม่ก็มาถึงมันสาดส่องผ่านเมฆฝนบางส่วนลงสู่พื้นดินอย่างยากลาบากแต่สายฝนก็ยังคงตกลงมาเป็นเหมือนกับค่าที่ว่าฝนตกแดดออกซึ่งมีให้เห็นน้อยมาก

“เสียเวลาไปมากแล้ว คงต้องรีบนําตัวมันกลับไป ไม่อย่างงั้นโดนโทษจากฝ่าบาทแน่” อูคาหันกล่าวออกมา

ในเรลที่ตอนนี้นอนบาดเจ็บขยับตัวแทบไม่ได้ แสงแรกของวันค่อย ๆ อาบไปที่ใบหน้าครึ่งซีกของเขา

ทันใดนั้นบาดแผลบนร่างกายของในเรลก็ค่อย ๆ หายมันเกิดจากความสามารถ[โลหิตแห่งชีวิต A] ที่ได้ทํางานจากการที่แสงแรกของวัน

ในเรลที่ตอนนี้เริ่มได้สติเขาค่อย ๆ ลืมตาขึ้นมาจากและมองไปที่อูคาที่หันหลังให้

ในเรลค่อย ๆ ลุกขึ้นมาและเอนไปเอนมาเล็กน้อย อุคามองไปที่ไนเรลอย่างแปลกใจแต่ก่อนที่อูคาจะได้ตอบสนองอยู่ ๆ ในเรลก็กระโดดเข้าไปในเงาต้นไม้ยักษ์ที่ล้มลงอยู่ไปโผล่อยู่ที่ข้างปูเนโคที่ตอนนี้นอนเลือดท่วมตัวอยู่ในเรลไม่สนใจอะไร

ใช้เวลาไม่กี่วิที่ตอนนี้อคายังไม่ทันตั้งตัวป้อนโลหิตแห่งชีวิตที่อยู่ในขวดที่ในเรลมีทั้งหมดให้กับโคโดยไม่คิดเสียดายพร้อมกับจับขาที่ขาดเละของเนโคเข้าหากันจากนั้นก็เทโลหิตแห่งชีวิตในขนาดไปที่บาดแผล

เมื่อทําทุกอย่างเสร็จในเรลก็รู้สึกราวกับว่ามันกินแรงของเขาไปจํานวนมากจนไนเรลเริ่มพุ่งตัวเองไม่ไหว

สติไนเรลรับรู้ว่าตอนนี้ต่อให้ใช้ความสามารถเงาก็หนือคาไม่พ้น เพราะด้วยสภาพที่สมบูรณ์ก็ไม่พ้นแล้ว

ในขณะนั้นเองไนเรลก็คิดอะไรขึ้นมาได้ แต่แล้วอยู่ ๆ มันก็มีบางสิ่งที่โจมตีใว้ด้านหลังของไนเรลอย่างรุนแรงจนร่างของไนเรลลอยออกไปหลายเมตร

และมันก็คือหมาป่ายักษ์นั้นเอง

อัก! ในเรลกระอักเลือดออกมาทันที แต่เขาไม่สนใจรีบกระโดนเข้าไปในเงาเพราะที่ห่างออกไปไม่ใกล้มีสิ่งที่เขาต้องการอยู่

“คิดจะหนีงั้นหรือ” อคาที่เห็นในเรลกระโดดเข้าไปในเงาอีกรอบ เรียกหมาป่ามาทันทีจากนั้นก็ตามในเรลไป

หมาป่าที่อยู่ในฝูงตนอื่น ๆ ก็เช่นกัน

ทันทีที่ในเรลออกมาจากเงา ซึ่งอันที่จริงแล้วมันก็มาสุดอยู่ที่ตรงนี้พอดี

ห่างออกไปไม่ไกลมีเศษซากของทหารที่โดนฝูงหมาป่าฆ่าไปในตอนแรกในเรลรีบเอาของที่เขาต้องการมาในทันที
หลังจากนั้นไม่กี่วินาทีอคาก็ตามมาทัน

ในเรลเห็นดังนั้นก็คิดจะกระโดดหนีเข้าไปในเงาอีกรอบ แต่มันก็ไม่ง่ายอย่างงั้นอีกแล้ว

เพราะอูคาไม่ยอมอย่างแน่นอน อคาสะบัดมือด้วยความรวดเร็วโซ่เพลิงหลายสิบเส้นก็มันตัวของไนเรลในทันที พร้อมด้วยจังหวะที่ไนเรลกระโดดเข้าไปในเงา

เมื่อมีโซ่เพลิงรัดอยู่มันก็เท่ากับจํากัดการหนีของไนเรล
อคาไม่รอช้า เมื่อโซ่มัดไนเรลได้แล้วเขาก็กระโดดลงมาจากหลังหมาป่ายักษ์จากนั้นก็ลากไนเรลออกมาจากเงาทันที

“เจ้าไม่อาจหนี้ข้าไปได้” อคาออกแรงดึงไนเรลอย่างรุนแรงจนตัวของไนเรลหลุดออกมาจากเงากระแทกเข้ากับต้นไม้ใหญ่ด้านข้าง

“แค่กๆ” ในเรลที่ตอนนี้หมดสภาพของจริงแล้ว เพราะตอนที่ช่วงความสามารถ[โลหิตแห่งชีวิต A] ทํางานปริมาณที่ได้มันก็ไม่เพียงพออีกทั้งส่วนใหญ่เขาก็ใช้รักษาเนโคมันจะคุ้มค่ากว่าที่รักษาเขาเพราะต่อให้ไนเรลสภาพสมบูรณ์ก็ยากพอ สมควรที่จะรับมือกับอคาได้

“เจ้าจะหนีไปไหนอีก” อูคาพูดออกมาพร้อมกับโซ่ที่รัดไนเรลจนแน่นอัศวินยักษ์เถื่อนอูคาค่อย ๆ เดินเข้ามาหาไนเรลอย่างช้า ๆ

“หน แค่ก…ไม่จําเป็น” ในเรลกล่าวออกมาขณะพยุงตัวเองขึ้น

อูคารู้สึกแปลกใจกับค่าพูดของในเรล แต่แล้วอคาก็ร์สึกได้ว่ามีบางอย่างยืนอยู่ที่ด้านหลังของเขา

เมื่อหันกลับไปก็พบกับเงาสีดา สภาพของเงาดูอ่อนแรกเพราะแสงแดดก็ตามแต่นั้นไม่ใช่ประเด็นเพราะประเด็นจริง ๆ คือของที่เงาโยนมาที่เท้าของอคา

มันก็คือปืนใหญ่พลังงานที่เต็มไปด้วยแก่นหลังงานทั้งหมดที่ทหารพวกนั้นใส่ไว้

“ตูม!!!” ในเรลพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สะใจและชูนิ้วกลางให้กับอูคาพร้อมกับที่ตนเองทิ้งตัวหลบไปที่หลังซากต้นไม้ยักษ์ที่ยาวหลายร้อยเมตรทันที

“ไม่!” ภายในเสี้ยววินาทีแม้แต่เสียงของอูคาก็ยังไม่ทันสิ้นสุดแสงของระเบิดแก่นพลังงานที่อัดแน่ทั้งหมดระเบิดออกมากลืนกินพื้นที่โดยมีอคาเป็นจุดศูนย์กลางกว่า 100 เมตร

บูม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ตอนที่ 92 หมาป่าที่เป็นอิสระ

ก่อนหน้านั้นขณะที่กองทัพยักษ์เถื่อนทั้ง 3000 ตน กับฝูงซอมบี้หลายหมื่นกําลัง เปิดศึกการอย่างรุนแรง ซากศพของซอมบี้ที่ตายไปเป็นจํานวนพร้อมกับเลือดและ เศษเนื้อที่ไหลไปตามน้ํา

มันคือฝ่ายของเหล่าซอมบี้ที่เสียเปรียบเป็นอย่างมาก เนื่องมาจากยักเลื่อนส่วน ใหญ่นั้นใส่เกราะเหล็ก อีกทั้งทุกการเคลื่อนที่ของยักษ์เถื่อนก็ดูเป็นกองทัพ มากกว่า ที่ซอมบี้จะส่ได้

เมื่อพ่ายแพ้ในรูปแบบของกลยุทธ์แบบกองทัพซอมบี้ก็ได้แต่อาศัยจํานวนที่ มากกว่าเข้าสู้

นั้นทําให้ฝั่งของทางกองทัพยักษ์เถื่อนเองก็สูญเสียไม่น้อยโดยเฉพาะแรดเกราะห นักที่ตายไปหลายตัว

อีกทั้งมียักษ์เถื่อนระดับ 3 ตายไปหลายตน แต่ซากศพเหล่านั้นก็ไม่ได้ลุกขึ้นมา เป็นซอมบี้ เนื่องมาจากเชื่อเหล่านี้มีผลกับแค่มนุษย์เท่านั้น แต่กับเผ่าพันธุ์หรือสาย พันธุ์อื่น ๆ มันกับไม่มีผล

แต่ถึงแบบนั้นยักษ์เถื่อนที่ตายก็จะโดนผลลัพธ์ที่รุมกินเนื้อในทันที พวกมันกัดกิน เนื้อของยักษ์เถื่อนอย่างหิวกระหาย เพราะยักษ์เหล่านี้นั้นในเลือดเนื้อทุกคนมีพลัง งานที่สูงมาก ยิ่งซอมบี้กินพวกมันก็ยิ่งเติบโต

เหล่ายักษ์เถื่อนมองไปที่พวกมันอย่างรังเกียจ พร้อมกับใช้ดาบตัดหัวพวกมันทันที เท่าที่จะทําได้

ตอนนี้สถานการณ์ของซอมบี้เริ่มจะใช้จานวนเข้าไปสู้ด้วยไม่ได้อีกแล้ว เพราะมีซอ มบี้ตายเกือบ 2 ใน 5 แล้ว

ถ้าขึ้นยังเป็นแบบนี้ฝูงซอมบี้กลายพันธุ์ทั้งหมดต้องตายหมดแน่

เมื่อเห็นดังนั้นซอมบี้สติปัญญาก็ไม่รอช้าจัดการใช้วิธีที่พวกมันไม่อยากใช้นั้นก็คือ สละซอมบี้ปีก เพื่อใช้การโจมตีสุดท้ายตัดสินไปเลย

คําราม!!!!

ซอมบี้สติปัญญาขั้น 4 กรีดร้องเป็นเหมือนกับสัญญาณจากนั้นก็ตามมาด้วยยกมือ ขวาขึ้นเหนือหัวสั่งการซอมบี้ปีกทั้งหมด

ฝูงของซอมบี้ปีกบินรวมกันตามการสั่งการของซอมบี้สติปัญญา ฉากนี้ถ้ามีใครมอง จากไกล ๆ มันก็เหมือนกับว่าซอมบี้ปีกนับหมื่น ๆ ตัวที่อยู่บนท้องฟ้าได้กลายเป็น ฝ่ามือขนาดใหญ่ยักษ์ที่พร้อมจะบดขยทุกสิ่งที่อยู่เบื้องล่าง

“นั้นมัน” เหล่ายักษ์เถื่อนที่เป็นคนสนิทของอคามองขึ้นไปบนท้องฟ้าด้วยสีหน้าที่ ไม่สู้ดีนัก เพียงแค่สู้กับซอมบี้ที่ไม่กลัวตายก็นับว่าปวดหัวพอแล้ว แต่ตอนนี้พวกมัน ยังมีการโจมตีแบบนี้อีก

ถึงยักษ์เถื่อนขั้น 4 อย่างมันจะไม่รู้ว่าการโจมตีนี้รุนแรงแค่ไหนแต่มันสัมผัสได้ว่า ถ้ามันโดนถึงกับตายแน่นอน

“ถอย!!!” มันต้องรับสั่งให้กองทัพยักษ์เถื่อนถอยออกมาจากการโจมตีนั้น แต่ก็สาย ไปเสียแล้ว

เพราะซอมบี้สติปัญญาที่ตอนนี้ยกมือสั่งฝูงซอมบี้ปีกอยู่มันก็ก่ามือเป็นหมดและ ต่อยลงมาที่พื้น

ในขณะเดียวกันซอมบี้ปีกนับหมื่นที่เหมือนกับมือขนาดผลลัพธ์ญ่ยักษ์บนท้องฟ้าก็ เคลื่อนตัวเข้าหากันเป็นหมัดขนาดยักษ์และต่อยลงไปที่กองทัพยักษ์เถื่อนนับสาม พันตนที่อยู่เบื้องล่าง

“ยกโล! ต้านไว้ให้ได้ อ๊ากกก”

ตูม!!! ตูม!!! ตูม!!!

เสียงซอมบี้ปีกที่พุ่งลงมาบดขยี่ยักษ์เถื่อนที่อยู่ด้านล่างไม่หยุด ยักษ์เถื่อนที่อยู่ ตรงจุดศูนย์กลาง แม้แต่พวกระดับ 4 ก็ร่างแหลกและไปพร้อมกับซอมบี้ปีกขั้น 4 ที่มี จํานวนมาก

แรงของการโจมตีแผ่ขยายออกไปหลายร้อมเมตร จนกองกําลังทั้งหมดของยักษ์ เถื่อนนั้นถึงกับเสียรูปขบวนไปทันที

หลังจากการโจมตี สภาพภายในร้อยเมตรของการโจมตีก็กลายเป็นเนื้อบดทันที

“นี่มัน…” ยักษ์เถื่อนระดับ 4 ที่สั่งการแทนอคามองดูการโจมตีที่เกิดขึ้นก็ถึงกับ หน้าซีด มือที่จับดาบอยู่นั้นถึงกับสั่นไหวเล็กน้อย

การโจมตีของซอมบี้ปีกที่ยอมตายทั้งหมดนั้นถึงกับฆ่ายักษ์เถื่อนได้ถึงพันตน

ไม่สิถึงจะไม่ถึงพันแต่ก็ไม่น้อยกว่าแปดเก้าร้อยตนอย่างแน่นอน

“ถอยกลับมารักษาขบวนไว้” ยักษ์ที่ทําหน้าที่สั่งการถึงจะตกใจกับเรื่องที่เกิดขึ้นที่ มันก็รีบบังคับแรดเกราะหนักและรวบรวมเหล่ายักเลื่อนที่เหนือเกือบ ๆ สองพันตน

เนื่องจากหลังจากที่ซอมบี้สติปัญญาสั่งการโจมตีนั้นแล้ว ผลลัพธ์ทําให้ซอมบี้ปี กทั้งฝูงของมันตายไปจนหมด แต่มันก็ไม่เสียใจกับการกระทํานี้ ซอมบี้สติปัญญาสั่ง ให้ซอมบี้ทั้งหมดที่เหลืออยู่เข้าจัดการกับกองทัพยักษ์เถื่อนที่แตกกระจายกันอยู่

ตอนนี้ยักษ์เถื่อนตนไหนที่หลงมาอยู่ใกล้กับซอมบี้จะโดนรุมฆ่าทันที ถึงยักษ์เถื่อน จะตัวใหญ่ แต่ทางนี้ก็มีซอมบี้ไททัน และถ้าซอมบี้ไททันช้ก็มีซอมบี้เงาที่โจมตี เมื่อ หนึ่งตัวจัดการไม่ได้ก็ใช้สิบตัวร้อยตัวพันตัวจัดการ

อีกทั้งตอนนี้ก็มีเนื้อสด ๆ ให้พวกมันเติมเต็มความหิวจํานวนมาก

ยักษเถื่อนที่สั่งการที่เห็นถึงการโต้กลับของซอมบี้มันก็รู้สึกเครียดขึ้นมา แต่ก็ไม่รอ ช้รวบรวมกองกําลังเข้าสู้ แต่อยู่ ๆ ก็มีแสงสว่างวาบมาแต่ไกลจากนั้นก็ตามมาด้วย เสียงระเบิด

บูม!|||||||||||||||||||||||

ที่ดังมาจากทางที่อูคาอัศวินยักษ์เถื่อนนําฝูงหมาป่าไปด้วย แรงสั่น สะเทือนที่สั่นไหวอย่างรุนแรงแม้จะอยู่ห่างแบบเขาก็ยังสัมผัสถึง

“เกิดอะไรขึ้น?” ยักษ์เถื่อนที่เหลือรอดทุกตนนั้นหันไปมองทิศทางของแรงระเบิด ในทันที่ด้วยความสงสัย

หลังจากสิ้นสุดแรงระเบิด ทุกอย่างก็เข้าสู่ความเงียบงั้น แม้แต่เมฆด้านบนก็กระ จายตัวออกเล็กน้อย แต่ไม่กี่นาทีมันก็รวมตัวกันหนาแน่นเหมือนก่อนหน้า

ในจุดที่ระเบิดมีร่างของยักษ์เถื่อนที่นอนหงายหน้าอยู่ ร่างของเขาไม่ต่างจากศพที่ โดนเผา ใบหน้าทั้งหมดโดนเผาจนเห็นกระดูกข้างใน เนื้อและฟันที่มีเลือดและหนอง ไหลออกมา

เกราะหนักบนตัวก็หลอมละลายหายไปเกือบหมด

ร่างของอัศวินอคาที่อยู่ในสภาพไม่ต่างจากสิ่งที่ตายแล้วค่อย ๆ ขยับอย่างช้า ๆ

“อ…อ๊ากกก” อูคาที่ได้สติขึ้นมาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ตัวของอูคาทั้งเจ็บ ทั้งโกรธและแค้นกับสิ่งที่เกิดขึ้น

มันเป็นถึงขั้น 5 สิ่งมีชีวิตที่กล่าวข้ามระดับของชีวิตไปแล้ว แต่กลับต้องมาบาดเจ็บ ปรางตายจากมนุษย์ผู้หนึ่งที่ไม่มีปัญญาจะสู้ซึ่ง ๆ หน้ากับตนด้วยซ้ํา

อูคาใช้ร่างกายที่บาดเจ็บหนักของตนเองค่อย ๆ พลิกตัวเพื่อที่จะยืนขึ้น เขาก็ส่ง เสียงร้องออกมาในทุก ๆ การขยับร่างกายเลือดที่ซึมออกมาจากบาดแผล เลือดของ เขานั้นเหนียวหนักราวกับปรอทซึ่งมันคือโลหิตของผู้ที่ก้าวข้ามระดับชีวิตที่จะเปลี่ยน แปลงไปจากปกติ ภายในเลือดทุกหยุดจะเต็มไปด้วยพลังงานจํานวนมหาศาล

อูคามองไปที่นิ้วมือของตนที่ตอนนี้หายไปหลายนิ้วอีกทั้งบางจัดยังคงเห็นกระดูก โผล่ออกมา

ถ้าไม่ใช้เพราะว่าเขานั้นเป็นเผ่าอัคคีที่ทนต่อความร้อนได้ละก็บางที่ร่างกาย เนื้อห นังของเขาคงจะสลายหายไปกับความร้อนที่เกิดขึ้นแล้วก็ได้

“มนุษย์นั้น” เมื่ออคานึกถึงในเรลเขาก็หยุดตัวขึ้นมาในทันที บริเวณรอบ ๆ ตอนนี้ จากจุดระเบิดตรงศูนย์กลางตัวของอูคารอยออกมาเกือบอยู่ขอบนอกแล้ว

แต่เมื่ออุคามองแถว ๆ เขากับไม่เห็นร่างของไนเรลอยู่ ยกเว้นก็แต่ซากของต้นไม้ ขนาดยักษ์ที่ตอนนี้ก็กระจัดกระจายออกมาจากแรงระเบิดเช่นกัน

นอกจากต้นไม้ที่ยังคงมีไฟลุกไหม้อยู่ ก็มีร่างของหมาป่าที่นอนบาดเจ็บจํานวนมาก

ถ้าจะบอกว่าหมาป่าที่ตอนแรกมีนับร้อย ๆ ตัวตอนนี้มีเหลือรอดไม่ถึงครึ่งก็ไม่ผิด

ในตอนนั้นเองที่อูคาก็เห็นหมาป่าร่างยักษ์ที่ขนของมันเต็มไปด้วยบาดแผล ร่างกา ยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของมันนั้นบาดเจ็บหนัก

“ดีมากเจ้ารอดมาได้ รีบหามนุษย์นั้นและพาขากลับไปที่กองทัพ” อูคากล่าว แต่ล้ว เขาก็สั่งเกตได้ถึงความผิดปกติ เพราะดูเหมือนหมาป่ายักษ์จะมองอูคาด้วยดวงตาที่ แดงดูดโลหิต จิตสังสารที่แผ่ออกมาเหมือนจะควบแน่นเป็นของเหลว

คารู้แล้วว่าหมาป่าหลุดออกมาจากการควบคุมของเขาแล้ว เพราะที่คอของมันไม่ มีหมุดควบคุมอยู่

หมุดควบคุมสัตว์ นี้คือสิ่งที่อูคาใช้สยบหมาป่ายักษ์ และเวลาที่เขาออกคําสั่งมันก็ จะจับไปที่หมุดนี้ ซึ่งทําให้ดูเหมือนกับอูคาลูปหัวมัน ถ้าหมาป่าไม่เชื่อฟังมันก็จะเจ็บ ปวดจากการทรมานด้วยหมุด

แต่ตอนนี้ในเมื่อมันไม่มีหมุดนี้อยู่อีก หมาป่ายักษ์ที่เป็นอิสระก็พร้อมที่จะแก้แค้นอ คาผู้ที่กดขี่มัน

“ห์ เจ้าคิดว่าเป็นอิสระจากหมุดควบคุมแล้วจะชนะข้าได้งั้นหรือ” อูคาพูดออกมา ด้วยน้ําเสียงที่ข่มขู่ แต่มือของเขานั้นสั่นเล็กน้อยพร้อมกับสายตาที่พยายามมองทาง หนี

เนื่องจากอาการบาดเจ็บของอุคามากกว่าหมาป่านัก เพราะตอนระเบิดเป็นเขาที่อยู่ ใกล้กับแรงระเบิดมากที่สุด

บรู้ววว!!!

หมาป่ายักษ์ตอนแรกก็ดูจะลังเล แต่พอเห็นมือที่สันเทาของอุคามันก็ไม่รอช้สัง หมาป่าขึ้น 4 ที่เหลืออยู่ไม่มากขย่าอคาทันที

หมาป่าในฝูงหอนรับจากนั้นก็แยกเขี้ยวเดินเข้ามาหาอคาอย่างช้า ๆ มันค่อย ๆ ต้อ นอคาอย่างช้า ๆ ราวกับเหยื่อที่รอความตายเท่านั้น

ทันใดนั้นหมาป่าขั้น 4 ที่อาศัยจังหวะที่อคาเผลอจะโจนเข้าไปข้างหลังพร้อมกับ คมเขี้ยวงับไปที่คอขออคา

“ตายซะ เจ้าสัตว์ชั้นต่า” อคาที่รู้อยู่แล้วจับไปที่ปากของมันจากนั้นก็ใช้สองมือจับ ปากร่างและบนฉีกออกจากกันจนหมาป่าตัวนั้นตายทันที

แต่แล้วมันก็มีหมาป่าอีกตัวที่กัดไปที่ขาของเขา

“อ้ก บัดซบ” อคาร้องออกมาด้วยความเจ็บ

ถึงแม้ว่าหมาป่าพวกนี้จะตัวใหญ่ แต่เมื่อเทียบกับร่างกายของยักษเถื่อนมันก็ไม่ ได้ต่างกันมากนัก

อูคาอาศัยความป่าเถื่อนของตนเองกับไปที่คอของหมาป่าขั้น 4 และจัดการหักคอ จนมันตาย ซึ่งสร้างความหวาดกลัวให้กับหมาป่าตัวอื่น ๆ มาก

อันที่จริงแล้วอุคาไม่ได้มีพลังที่เหลือมากนักแต่เพราะเขาต้องการที่จะใช้การฆ่า สองครั้งนี้ข่มขวัญหมาป่าตนอื่น ๆ

แต่ดูเหมือนมันจะไม่ได้ผลมากนัก เพราะทันใดนั้นอูคาก็กระอักเลือดออกมาจาก อาการบาดเจ็บ

“ห์” อคาพ่นลมหายใจออกมาด้วยความไม่พอใจ จากนั้นเขาก็ทําท่าจะเข้าไปฆ่า หมาป่าต่อ ซึ่งทําให้ตัวอื่น ๆ ระวังตัวทันที

ขณะที่หมาป่าระวังตัวอยู่นั้น อยู่ ๆ อคาก็หันหลังและวิ่งหนีทันที อัศวินอย่างอคารู้ ว่าขึ้นสู้ต่อก็มีแต่ตายเพราะหมาป่าขั้น 5 ตัวจ่าฝูงที่เขาขี่ในตอนแรกนั้นมันมีความสา มารถฆ่าเขาได้แม้มันจะบาดเจ็บอยู่

และแน่นอนว่าทิศทางที่อคาวิ่งไปนั้นก็คือทางกองกําลังยักษ์เถื่อนของตนที่ตอนนี้ ก็สู้กับซอมบี้อยู่

เมื่อเห็นว่าอคาวิ่งหนี หมาป่าทั้งหมดก็ไม่รอช้โจมตีทันที

ทางด้านของกองทัพยักษ์เถื่อนที่รู้ว่าระเบิดนั้นไม่ชอบมาพากล และเสียงกรีดร้อง ของอุคาพวกยักษ์ทั้งหมดก็รู้สึกท่าไม่ดีแล้ว

“แย่แล้วต้องเกิดเรื่องกับท่านอูคาแน่นอน รวบรวมทุกตนแล้วไปช่วยท่านอคาเร็ว” ยักเลื่อนที่สั่งการกองกําลังอยู่นั้นรีบฝ่ากองทัพซอมบี้ไปทันทีไม่ว่าอย่างไรมันก็ต้อง ช่วยเหลืออูคาให้ได้

กองกําลังยักษ์เถื่อนที่ตอนแรกหวาดกลัวการโจมตีของซอมบี้ ตอนนี้ได้โจมตีจน ไม่สนอะไรเพื่อไปช่วยอูคาที่ตอนนี้หนีฝูงหมาป่าอยู่ไกล ๆ

นิยาย re zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 94 กับดัก

ตอนที่ 94 กับดัก

ในเรลและเนโคเข้ามานั่งพักที่ด้านในอย่างเงียบ ๆ พร้อมกับที่จัดการกินดองดินที่เนโคล่ามา

หลังจากที่กินไปสักพักจนกระทั่งมีแรงขึ้นมาบ้างแล้ว ในเรลก็ถามถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งเนโคก็เล่าอย่างเงียบ ๆ

ในเรลถามแซ์กบ้างเป็นบางครั้งโดยเฉพาะเรื่องของพวกตาเดียว ชารอนและคนอื่น ๆ แต่ดูเหมือนเนโคก็ไม่รู้เพราะตัวของเนโคก็รีบออกมาจนไม่ได้นึกถึงเช่นกัน

เมื่อได้ยินสิ่งที่เนโคบอกไนเรลก็เงียบไป แต่ในใจเขารู้ว่าตาเดียวและกลุ่มโนเนทน่าจะยังไม่ตาย ที่เขาเชื่อแบบนั้นก็เป็นเพราะว่าตาเดียวและชารอนในชาติก่อนเป็นถึงคนที่มีอิทธิพลและทรงพลังมาก ทั้งสองไม่น่าจะมาตายง่าย ๆ แบบนี้

แต่ถึงกระนั้นในเรลก็ไม่ได้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์เพราะขนาดเลฟอนยังโดนเขาฆ่าตายได้เลย

ตอนนี้ตั้งแต่ที่เขาย้อนกับมามันก็เปลี่ยนบางสิ่งไปเรื่อย ๆ จนเขาเชื่อว่าอนาคตไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว แต่มันยังไม่เค้าโครงเดิมอยู่บ้างก็เป็นไปได้

ดังนั้นในเรลคิดว่าจะย้อนกลับไปหาคนอื่น ๆ เพราะถึงอย่างไร เขาก็เสียผลลึกลับถึง 9 ผลไป ซึ่งผลคริสตัลวิวัฒนาการ ประเภทลึกลับนั้นมีค่าเกินไป อย่างน้อยถ้าพวกเขาตายไปแล้วไนเรลก็อยากจะยืนยันด้วยตาตนเอง

แต่เมื่อเนโคได้ยินที่ในเรลพูดเขาก็ได้แต่สายหัวและกล่าวออกมาในทันทีว่า “ปู่จะไม่ได้ไปด้วย หลานควรที่จะกลับไปที่เมืองย่อย ส่วนเราทั้งสองควรแยกกันตรงนี้”

“ปู่หมายความว่าไง?”

“ปู่กลับไปด้วยมันอันตรายเกินไป ครั้งนี้พวกมันส่งมาถึงสามมนุษย์ชั้นสูง ระดับสีเขียว ครั้งหน้าพวกมันต้องส่งมามากกว่านี้แน่นอน อีกอย่างรัฐบาลไทกีล่าไม่ได้แข็งแกร่งอีกแล้ว พวกเขาไม่มีปัญญาหยุดพวกพาราซัสและจีนาสได้อย่างแน่นอน ดังนั้นปู่จะไปจัดการกับพวกมันเองและต้องรู้แผนการของพวกมันให้ได้ว่าเป้าหมายที่แท้จริงคืออะไรกันแน่” เนโคพูดออกมาด้วยสีหน้าเข้มข็งขณะที่หยิบผืนใส่ไฟที่กาลังจะมอดดับลง

ในเรลมองไปที่เปลวไปจากนั้นก็แบมือออกมา เปลวไฟบางส่วนก็ลอยมาอยู่เหนือมือของเขา ไนเรลมองไฟที่อยู่ในมือจากนั้นก็คิดตามที่ปู่กล่าว ซึ่งมันก็จริงถ้าปู่กลับไปกับเขานั้นมันก็มีแต่จะทําให้ทุกคนอันตราย

เมื่อคิดได้ดังนั้นในเรลก็ได้แต่พยักหน้ารับ ว่ารู้แล้วอย่างเงียบ ๆ

เช้าวันต่อมาหลังจากที่เนโคเช็คสภาพของตัวเองว่าไม่เป็นอะไรมากแล้ว เขาก็ถือโอกาสหยิบดาบหนักกระดูกไป ดูเหมือนเนโคจะชอบดาบทั้งสองมากและไม่คิดคืนไนเรล ซึ่งในเรลก็ไม่ได้พูดอะไร

แต่เขาหยิบผลคริสตัลวิวัฒนาการที่เหลืออีก 16 ผลออกมาให้กับเนโค และโลหิตแห่งชีวิตอีกหนึ่งขาดที่ได้เมื่อวานพร้อมกับบอกถึงวิธีใช้มัน พอเนโคได้ยินดังนั้นก็ยิ่งถามและกําชับเขาให้ระวังตัวมากขึ้นกับเรื่องนี้ หลังจากนั้นเนโคก็ออกเดินทางไปในทันที

หลังจากเนโคออกไปแล้วในเรลก็หามุมที่มีแสงส่องลงมาและใช้ความสามารถ [โลหิตแห่งชีวิต Al สร้างโลหิตแห่งชีวิตออกมาได้อีกจํานวนหนึ่งแต่ทั้งหมดนั้นก็ถูกในเรลจัดการกินลงไปในทันที

ในเรลลองขยับร่างกายตามส่วนต่าง ๆ ดูเพื่อเช็คว่ายังมีอาการบาดเจ็บตรงไหนอีก ซึ่งอาการบาดเจ็บส่วนใหญ่ก็หายไปมากแล้ว

จะเหลือก็แต่รอยแผลที่ลึกมา ๆ เท่านั้น แต่มันก็คงอีกแค่วันสองวันเท่านั้นน่าจะฟื้นสภาพกับมาได้เต็มร้อย

ในเรลที่ตอนนี้เสียผ้าคลุมที่สร้างมาจากหนังหมีอัคคีขั้น 4 ไปในตอนที่เกิดระเบิด เขาจึงหยิบไปในเงาแล้วเอาหนังหนูกลายพันธุ์ที่เคยลอกเอามาเป็นผ้าคลุมแบ่งกับตาเดียวและคนอื่น ๆ ที่เมืองออสธาตอนที่จัดการพาทุกคนหนีมา

ถึงเขาจะรู้สึกเสียดายหนังหมีอัคคีขั้น 4 ผืนนั้นอยู่บ้างแต่ก็ไม่มากนัก เพราะถ้าไม่ได้มันที่ช่วยกันแรงและความร้อนที่ผ่านต้นไม้ใหญ่เข้ามาที่ตัวเขาตอนเกิดตอนระเบิดละก็ บางทีในเรลอาจจะบาดเจ็บหนักกว่านี้มากนัก

เมื่อคิดถึงเรื่องที่สลบไปในเรลก็ได้แต่คิดว่าครั้งนี้เขาไม่ได้เห็นภาพแปลก ๆ ที่เกิดขึ้นมาเหมือนกับตอนที่เขาสลบไปครั้งที่ต่อสู้กับซอมบี้ที่ประตูตะวันออก

ไนเรลเดินออกมาท่ามกลางสายฝนและมุ่งหน้ากับไปที่คฤหาสน์ตระกูลอาโรเดีย แต่ในระหว่างการเดินทางเขาก็ระวังตัวมากกว่าเดิม เพื่อไม่ทิ้งร่องรอยไว้

เนื่องจากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ที่ยักษ์เถื่อนพวกนั้นสะกดรอยตามล่าเขาได้ ซึ่งในเรลก็ไม่รู้เช่นกันว่าพวกมันทําได้อย่างไร

จะว่าใช้สัตว์ก็ไม่น่าจะใช่เพราะไม่เห็นพวกมันจะมีสัตว์อะไรติดตัวมาเลย “ไม่สิ! มีอยู่หมาป่ายักษ์นั้น” แต่ในเรลก็รีบทิ้งความคิดนี้ไปในทันทีเพราะว่ามันไม่น่าเป็นไปได้ ด้วยระยะทางที่ไกลขนาดนั้นอีกอย่างหมาป่ายักษ์กับเขาก็ไม่เคยเจอกันมาก่อน มันไม่น่าจะดมหรือจากลิ่นเขาได้

ถึงอย่างงั้นในเรลก็กล้มลงไปดมตัวเองสองสามที่ซึ่งมันก็มีกลิ่นตัวเล็กน้อยที่เกิดจากการอับชื้น

แต่มันก็ถือว่าปกติเพราะด้วยสายฝนที่ตกลงมาใครบ้างที่จะไม่มีกลิ่นอับชื้นตามตัว

ในเรลมองหาทิศทางสักพักจากนั้นก็มุ่งหน้าออกไปต่อ

หลังจากนั้น 3 ชั่วโมงให้หลังในผืนป่าที่มีสายฝนตกลงมาหนักมากกว่าตอนเช้าเล็กน้อยก็มีตะขาบที่ดูเหมือนจะหนีน้ําตามพื้นขึ้นมาจากพื้นดิน มันคือตะขาบขั้น 2 ตัว ไม่ใหญ่มากนัก แต่ก่อนที่มันจะได้ทําอะไรก็โดนนกขนาดยักษ์ที่มีลักษณะเหมือนกับนกกระจอกเทศจิกกินในทันที

มันคือไก่ป่ากลายพันธุ์ขั้น 3 ซึ่งเป็นตัวผู้ที่มีหงอนและจงอยปากที่ยาวและแข็งแรง มันกําลังคุมตัวเมียอยู่อีกหลาย ๆ ตัวหลบหาอาหารอยู่ตามพุ่มไม้

ในขณะที่มันพึ่งจะกินตะขาบตัวเล็กนั้นไป พอมันเงยหน้าขึ้นมาก็ต้องตกใจที่เห็นว่ามีมนุษย์สูงพอ ๆ กับมันยืนอยู่ข้างหน้ามัน แต่แล้วก็ที่มันจะได้ส่งเสียงร้องก็โดนมนุษย์คนนั้นบีบคอแน่นจนไม่มีเสียงร้องออกมาได้แต่ชักดิ้นชักงออยู่ในมือคู่นั้น

และมนุษย์คนนั้นนี้ก็คือในเรลนั้นเอง เนื่องจากเขาต้องเติมเต็มพลังงานที่เสียไปให้กับร่างกายในระหว่างทางไนเรลจะต้องออกล่าสัตว์กลายพันธุ์เพื่อกินพวกมัน แต่เขาก็เลือกตัวไม่ใหญ่มากนัก เพราะว่ายิงสัตว์ใหญ่มากเท่าไหร่พลังงานในเนื้อก็จะมีน้อยลงไป

ท่าให้เขาเขาต้องกินเนื้อเยอะขึ้น ในเรลไม่ได้มีเวลามากขนาดนั้น
ซึ่งนั้นก็ทําให้เจ้าไก่ผู้โชครายตัวนี้ต้องมาจบลงเป็นไก่ย่างให้เขาซึ้งกินในป่า หลัง จากจัดการหักคอไก่ตัวผู้แล้วไนเรลก็ไม่ยอมให้ตัวเมียตัวอื่น ๆ หนีไปอย่างแน่นอน

และไก่ทั้งฝูงนี้ที่มีอยู่ประมาณ 10 ตัวก็โดนไนเรลจัดการฆ่าทั้งหมด

ในขณะที่เขาเก็บไก่ตัวเมียอยู่นั้นก็โชคดีเจอไข่ไก่ป่ากลายพันธุ์ที่มีขนาดเท่าลูกฟุตบอลอยู่ประมา 12 ฟอง และมันก็เป็นเหมือนเช่นปกติไนเรลไม่มีทางทิ้งมันอย่างแน่นอน

หลังจากนั้นซึ่งถ้านับตามเวลามันก็คือเวลาเที่ยงและดังนั้นในเรลจึงหาที่หลบฝน ตามผาและก็จัดการต้มไข่กิน ส่วนวิธีการนั้นไนเรลก็แค่ตัดไม้แถวนั้นและใช้ความสามารถ [เพลิง A] ของตนในการต้ม

หลังจากนั้นในเรลก็จัดการกินไข่พวกนี้ไป ซึ่งไข่แต่ละฟองนั้นก็ให้พลังงานสูงมาก มันก็ไม่แปลกเพราะในไข่นั้นเต็มไปด้วยสารอาหารจากแม่ไก่ที่อัดลงไปในไข่เพื่อเป็นพลังงานให้กับลูกเจี๊ยบ

ในเรลจัดการกินมันไปหมดทั้ง 12 ฟองซึ่งมันก็ไม่สามารถสร้างใบไม้ความสามารถใหม่ให้กับเขา

พักหลัง ๆ มานี้ในเรลเริ่มสั่งเกตแล้วว่าความสามารถที่จะได้มานั้นเริ่มยากขึ้นมาก เรื่อย ๆ มันเหมือนว่าความสามารถจากสิ่งมีชีวิตขั้นต่ํากว่านั้นดูดซับได้ยากขึ้น

“คงต้องกินพวกระดับสูง ๆ สินะ” ในเรลได้แต่ถึงวิธีการนี้เท่านั้น หลังจากจัดการกับไข่ไป 12 ฟองไนเรลก็ยังไม่อิ่ม แต่เขาก็เลือกที่จะเดินทางต่อ ช่วงหลังจากนั้นไนเรลก็ฆ่าสัตว์กลายพันธุ์ไปอีกสี่ถึงห้าตัว

และก็มีอยู่ตัวหนึ่งที่ไนเรลถึงกับตื่นเต้นเล็กน้อย ถ้าเขาได้ความสามารถมันมานั้นก็คือ ผีเสื้อมายามันมีอยู่ไม่กี่ตัวที่เกาะอยู่ตามต้นไม้ ผงที่ปีกของมันมีฤทธิ์ในการกล่อมประสาท แต่ก็อีกตามเคยไนเรลฆ่าได้ไม่กี่ตัว ตัวอื่น ๆ ก็บินหนีหมด

พอจะกินพวกมันนั้นก็ไม่มีความสามารถที่ดูดซับเป็นใบไม่ได้สําเร็จ ในเรลใจหนึ่งก็ยังคงอยากจะตามล่าพวกมันต่อ แต่คิดว่ามันอาจจะไม่คุ้มค่า เพราะถ้ความสามารถที่ได้มาไม่ใช่ ฤทธิ์ในการกล่อมประสาทอะไรแบบนั้น แล้วได้ความสามารถบินมาแทน

เขาก็คงจะไม่ได้ใช้มัน เพราะมีความสามารถอย่างปีกแห่งความตายอยู่แล้ว แต่มันก็ยังมีอีกเหตุผลเพราะมันไม่เท่ เขาคงไม่ได้อยากเป็นนางฟ้าตัวน้อยมีปีกผีเสื้ออยู่ด้านหลังมันคงพิลึกน่าดู

ในเรลขณะที่เขาเดินต่อ และไม่ได้เลือกที่จะบินนั้นก็คงเป็นเพราะไม่อยากโดนฟ้าผ่าตาย

เบี้ยง!!!!

พอพูดถึงฟ้าเสียงฟ้าร้องก็มาในทันที พร้อมกับฟ้าที่ผ่าที่ผีเสื้อบางส่วนซึ่งมันก็ได้ แต่ตายกลายเป็นเถ้าถ่าน ในเรลได้แต่คิดว่าถ้าเขาโดนไปสักดอกมันจะตายหรือไม่ ในเรได้แต่คิด แต่ไนเรลก็ไม่ได้คิดอยากจะลองแต่อย่างไร

ในเรลเดินไปอีกสักพักตามสายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง และอีกไม่นานเขาก็คงจะมาถึงที่เมืองออสธาแถวแนวชายป่าเหนือสุด

แต่แล้วด้วยประสบการณ์ของไนเรลเขาก็รู้สึกถึงความผิดปกติบางอย่าง ที่นี่มันเงียบเกินไป

ต่อให้มีฝนตกแล้วบอกว่าสัตว์กลายพันธุ์พากันหลบฝนจนหมดพวกมันเลยไม่ส่งเสียง แต่มันก็ยังแปลกอยู่ดี

ในเรลเดินมาเรื่อย ๆ เขารู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามีบางสิ่งก่าลังจ้องมองเขาอยู่

และในจังหวะนั้นเองที่อยู่ ๆ ก็มีบางสิ่งโจมตีเขามาจากด้านหลัง ในเรลไม่รอช้า รีบหลบการโจมตีนั้นและส่วนกับไปด้วย [นิ้วเหล็กในพิษ A] เข้าไปที่คนที่รอบโจมตีเขาถึง 3 ครั้งติดกัน พร้อมกับถอยห่างออกมาจากจุดนั้นออกไปไกลกว่า 10 เมตร

แต่แล้วมันก็ไม่จบแค่นั้น ในเรลก็ต้องตกใจอีกเพราะ เพราะดูเหมือนเขาจะหลังกล เข้าแล้วเงาร่างขนาดใหญ่ที่โผล่มาที่ด้านหลังมันล็อคไนเรลไว้แน่นจนขยับไปไหนไม่
ได้

ขณะที่เขาใช้แรงทั้งหมดอยู่ ๆ ก็มีศรดําขนาดเล็กยิงตึงไปที่แขนขาทั้งสี่ของเขา

“อ๊ากกก!!!” ไนเรลร้องออกมาพร้อมกับกระโดดเข้าไปในเงาที่แล้วเขาก็โดนแรงมหาศาลลากออกมาจากเงา

อีกทั้งยังมีการโจมตีที่รุนแรงมากเข้ามาที่ขมับของเขาอย่างรวดเร็ว มันต้องไม่ใช่การโจมตีจากพวกระดับต่ําแน่นอน

ซึ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นนั้นมันเร็วมากเพียงแค่เสี้ยววินาทีที่หลบการโจมตีแรกได้ ก็โดนการโจมตีที่สองและสามต่อทันที

ซึ่งไม่ต้องคิดก็รู้ว่าเขาโดนดักซุ่มโจมตีเข้าให้แล้ว อีกทั้งมันยังไม่ใช่คนที่มีพลังอ่อนแอเลย

ไนเรลที่ตาลายเล็กน้อยมองไปที่เงาร่างยักษ์ที่เต็มไปด้วยบาดแผลแค่ออร่าที่ออกมาจากร่างนั้นเขาก็จาได้ในทันที แต่แล้วมันก็ไม่ได้มีร่างเดียวเพราะคนที่โจมตีเขาเป็นอีกคน แต่ยังไม่ทันพูดอะไรไนเรลก็โดนเข้าไปอีกหนึ่งหมัดจนภาพตรงหน้านั้นตัดไปในทันที

ตอนที่ 90 ร่วมมือกันสู้

เคิร์ตและบรูซที่ตอนนี้เมื่อเห็นว่าไนเรลและเนโคหนีถอยไปที่ซากคฤหาสน์ทั้งสองก็มองไปที่เหล่าทหารของกองกําลังศูนย์วิจัยนานาชาติเหลือกันอยู่ไม่กี่สิบนายเท่านั้นพร้อมด้วยปืนใหญ่พลังงานอีกหนึ่งกระปอกที่มีหุ่นยนต์สี่ขาแบกอยู่

ทั้งสองเองก็คิดจะพาทุกคนถอยออกไปอีกทางก่อน เพราะดูแล้วภารกิจในการจับตัวเนโคคงล้มเหลวแล้ว อย่างน้อยพวกเขาก็ต้องรักษากองกําาลังที่เหลือรอดกลับไปให้ได้ก็ยังดี
แต่มันก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะฝูงมาป่าได้ตามเข้ามาประชิดแล้วและดูท่ามันก็คงไม่คิดที่จะปล่อยให้มีใครรอดไปได้

บรู้ววว!!!

หมาป่า ขั้น 4 ที่รวดเร็วโจมตีเข้ามา มันกัดร่างของทหารที่ใสชุดสูท M2 จนร่างของทหารคนนั้นขาดครึ่ง จากนั้นก็มีหมาป่าตัวอื่น ๆ ที่เข้ามาขยพวกเขากรงเล็บที่แหลมคมเขี้ยวที่น่ากลัวและตัวที่ใหญ่ของมันนั้นเป็นเหมือนกับมัจราชกลางสายฝนทหารเหล่านี้ไม่มีทางที่จะสู้ได้เลย

บรูซที่เห็นก็รู้ว่าหมาป่าพวกนี้ไม่ใช่คัตรูที่จะอาศัยแค่พลังแล้วจะไปสู้ได้เพราะถ้าอาศัยแค่พลังทั้งเขาและเคิร์ตนั้นก็ไม่ได้มีพลังมากกว่าสัตว์ขั้น 4 แต่ในฝูงมันยังมีจ่าฝงขั้น 5 ที่บนหลังมียักษ์เลื่อนขั้น 5 ผู้น่ากลัวและต้องการที่จะฆ่าพวกเขาทั้งหมด

“ตามเนโคไปพวกเราจะต้องร่วมมือกับเขาถึงจะพอรับมือได้” เคิร์ตกล่าวออกมาด้วยท่าทีที่เคร่งเครียด

“เป็นไปไม่ได้ มันเป็นนักโทษที่เราต้องจับกับไป”

“ถ้างั้นนายก็รอความตายอยู่ที่นี่เถอะ และหวังว่าเมื่อนายขอร้องเจ้ายักษ์นั้นมันจะยอมไว้ชีวิต” เคิร์ตกล่าวออกมา และเขาก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้วใช้ความสามารถที่เคลื่อนไปบนผิวนี้อย่างรวดเร็วตามในเรลไป

บรูซที่ได้ยินค่าพูดของเคิร์ตตัวเขาก็ลังเลขั้นมา แต่แล้วมันก็ไม่มีเวลาให้เขาได้คิดมากรีบสั่งให้โกเลมลาวาวิ่งตามเคิร์ตไป

ถึงบรูซจะไม่อยากร่วมมือกับเนโคจัดการกับยักษ์เถื่อนตนนั้น แต่มันก็ไม่มีทางอย่างน้อยทั้งเขาและเนโคก็ยังคงเป็นมนุษย์การที่จะร่วมมือกันจัดการกับศัตรูเผ่าพันธุ์อื่นก็คงจะได้อยู่

แต่ในใจของบรูซคิดไว้ว่าถ้าเนโคเผลอเมื่อไหร่ เข้าก็จะลงมือจัดการกับเนโคทันทีเช่นกัน

เมื่อผู้กองที่ตอนนี้กาลังหลังชนฝาตอนนี้โดนฝูงหมาป่าร้อมฆ่าอย่างกลับไป เขาก็สังเกตเห็นว่ามนุษย์ชั้นสูงทั้งสองคนหนีออกไปแล้วทิ้งให้ตัวเขาและทหารกลายเป็นเหยื่อล่อ

ต่อให้เขาที่เป็นมนุษย์ชั้นสูงสีทามันก็ไม่มีหวังจะรอดจากหมาป่าระดับ 4 พวกนี้เลย

“พี่น้องถ้าจะตายพวกเราก็มาพาหมาป่าพวกนี้ตายไปกับพวกเราเถอะ”ผู้กองหันไปกล่าวกับทหารที่ตอนนี้แต่ระคนมีสภาพที่อนาจมา

ทหารทุกคนพยักหน้าในทันทีพร้อมกับที่วิ่งเข้าใส่หมาป่ายักษ์เพื่อถ่วงเวลาให้กับผู้กองเมื่อเห็นแบบนั้นผู้กองก็เอาแก่นพลังงานขั้น 2และ 3 ทั้งหมดที่มีเหลืออยู่ราว ๆ 5 ก้อนใส่เข้าไปในช่องปืนใหญ่พลังงาน

แก่นพลังงานที่ใส่ไปทั้งหมด แต่ยังไม่ทันที่ผู้กองจะได้กดปุ่มใด ๆ เพื่อเริ่มท่างานและให้ปืนใหญ่นั้นระเบิดเหมือนกับที่การระเบิดกระบอกแรกในช่วงที่เครื่องบินตก

อยู่ ๆ ตัวของเขาก็สั่นสะท้านมือที่กําลังกดปุ่มก็นิ่งค้างอยู่แบบนั้น นั้นก็เป็นเพราะว่าตอนนี้ตั้งแต่คอขึ้นไปจนถึงศีรษะมันได้หายไป

อคาลูปไปที่หัวของหมาป่าอย่างอ่อนโยนขณะที่หมาป่ากําลังเคี้ยวร่างที่หายไปของผู้กองแต่มันก็ดูเหมือนว่าหมาป่าจะไม่สบอารมณ์เล็กน้อยกับการกระทําทุกครั้งของอูคาที่อยู่บนหลังของมัน

หลังจากจัดการทหารจนหมดมันก็เหลือแค่หุ่นยนต์ที่พังโดยที่มีปืนใหญ่พลังงานทิ้งไว้ตรงนั้นพร้อมกับคราบเลือดและเศษชิ้นส่วนร่างกายที่เหลือจากการที่ฝงหมาป่ากัน

จากนั้นอัศวินยักษ์เถื่อนก็เคลื่อนที่ไปหาในเรลต่อ ซึ่งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนี้มันก็ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาที

ในด้านของไนเรลที่วิ่งมาข้าง ๆ ปู่ของเขาอยู่ ๆ เคิร์ตและบรูซก็ตามมาด้านหลังพร้อมทั้งยังยื่นข้อเสนอว่าให้ร่วมมือกันจัดการรับมือกับยักษ์เถื่อนขั้น 5 นั้นอย่างน้อยถ้าพวกเขาทั้ง 4 คนร่วมมือกันมันก็ยังมีโอกาสรอดมากกว่า

เนโคไม่ได้พูดอะไรออกมา แน่หันไปมองในเรล เพราะเขาคิดว่าในเรลน่าจะตัดสินใจได้ดีที่สุด

“ได้ แต่พวกคุณทั้งสองคนต้องทําตามแผนของผม”ในเรลกล่าวออกมาบรูซที่ไม่สบอารมณ์อยู่แล้วก็แสดงสีหน้ายึดฮัดไม่พอใจในทันทีแต่ก่อนที่เขาจะได้กล่าวอะไรเคิร์ตก็ตอบตกลงในทันที

ในเรลมีโอกาสพูดถึงแผนไม่ถึงสองนาที่ อัศวินยักษ์เถื่อนอคาก็ตามมาถึงพร้อมกับฝูงหมาป่าแล้ว

“เจ้านั้นเอง” อูคาจ้องไปที่ในเรลและมนุษย์ชั้นสูงอีก 3 คน แต่ก่อนที่อูคาจะได้กล่าวอะไรมากกว่านี้ไนเรลก็ส่งสัญญาณให้ทั้ง 3 คนลงมือทันที

ในเรลพุ่งตรงออกไปเป็นคนแรกโดยเขาใช้ทุกอย่างที่มีในทันทีร่างที่ขยายใหญ่ด้วยความสามารถร่างไททัน B] [ปิกแห่งความตาย B] [ราชานักวิ่ง C] [กิ้งก่ายักษ์ B] ตรงเข้าหาอัศวินยักษ์เถื่อนอุคาในทันที

เหตุที่ไนเรลคิดจะเปิดฉากโจมตีก่อนนั้น ก็เป็นเพราะว่าอย่างน้อยเขาอยากจะควบคุมความได้เปรียบแม้จะในช่วงแรกของการต่อสู่ก็ยังดีแต่ที่สําคัญกว่านั้นคือเขาต้องไม่ให้เกิร์ตและบรูซรู้ว่ายักษ์เถื่อนตนนี้มาตามล่าเขาไม่เช่นนั้นทั้งสองคนต้องคิดที่จะหนีออกไปแค่สองคนแน่นอน

ซึ่งนั้นจะทําให้เขาต้องรับมือกับยักษ์เถื่อนแค่ 2 คนกับหลาน มันมีแต่ตายกับตายเท่านั้น

เมื่ออคาเห็นว่ามนุษย์ที่ตนได้ตามเลือกที่จะเข้ามาสู้กับตนเอง เขาก็เกิดความสนใจขึ้นมาเล็กน้อยทันที

ในเรลที่ตัวใหญ่กว่าอคาเล็กน้อยเขาใช้ขวานยักษ์ฟาดเข้าไปที่อากลับไปที่อยู่บนหลังของหมาป่าการโจมตีนั้นรุนแรงมาก เสียงของขวานที่ฟาดผ่านอากาศดังฟื้ว…ตรงเข้าหาอูคา

ตูม! แล้วการโจมตีของไนเรลก็ถูกหยุดด้วยมือเปล่าของอูคา

ในเรลได้แต่คิดว่ามันเหลือเชื่ออยู่ในใจอยู่แล้ว แต่เขาก็ไม่ได้เสียสมาธิมากนักไนเรลพยายามดึงขวานออกมาในทันที แต่มันก็แทบจะไม่ขยับเลยแม้แต่น้อย

เมื่อเห็นเช่นนั้นเขาก็ส่งแรงไปที่มืออาศัยด้ามจับเป็นที่หมุนตัว พร้อมกับลูกแตะที่หนักหน่วงไม่แพ้การโจมตีเมื่อสักครู่เข้าไปที่ใบหน้าที่อยู่ภายใต้หมวกเกาะของอาคในทันที

อาคที่เห็นดังนั้นก็แค่ใช้แขนยกขึ้นมากันอย่างง่ายดาย จากนั้นแตะสวนกลับไปที่ในเรลกลางอากาศ

อัก! ในเรลถึงกับกระอักเลือดร่างกระเด็นออกไปในทันที แต่เขาก็ใช้ปีกที่อยู่ด้านหลังทรงตัวกลับมาได้

“สมแล้วที่สามารถฆ่าเลฟอนได้ พละกําลังของเจ้านั้นไม่น้อยกว่าเผ่ายักษ์เถื่อนแบบพวกข้าเลย”อคากล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่นิ่งแต่แล้วก็มีลูกไฟขนาดใหญ่ยิงตรงมาที่เขาอยู่

อูคาส่งเสียงหายใจ หึ! ออกมาจากจมูกอย่างเย็นชาและรีบหลบมันในทันที

ตูม! ลูกไฟแตกกระจายละลายไปที่ด้านหลังที่แล้วก็มีมนุษย์ชั้นสูงอีกคนที่โจมตีเข้ามาอย่างรวดเร็วพละกาลังของเขานั้นไม่ได้น้อยกว่าในเรลเลย

ดาบหนักคู่โจมตีเข้าไปที่ท้องของอุคาในทันที

“กระจอก” อคากล่าวออกมา แต่ก่อนที่เขาจะได้ขยับตัวก็มีสายน้ำมารัดไปที่ขาเพื่อหยุดการเคลื่อนไหวของเขา และคนนั้นก็คือเคิร์ต

ก่อนที่อคาจะรู้ตัวขาทั้งสองข้างก็โดนคุกน้ำจัดการจํากัดการเคลื่อนไหวไว้แล้ว

“ตอนนี้ลงมือเลย” เคิร์ตกล่าวออกมา เนโคก็พยักหน้าตอบรับ ดาบหนักฟันเข้าไป ที่กลางล่าตัวของยักษ์เถื่อนอคา

เคลึง!

เสียงของเหล็กปะทะกันอย่างรุนแรง แต่ก่อนที่เนโคจะได้ฟันเข้าไปมากกว่านี้เขาก็โดนหมัดขนาดใหญ่ของยักษ์เถื่อนกระเด็นออกมาในทันที

แต่ด้วยความคมของดาบหนัก เกราะอัศวินที่อูคาใส่อยู่ถึงกับมีรอยฟันของดาบที่ทิ้งไว้

อคามองไปที่รอยดาบ เขาก็ขมวดคิ้วเล็กน้อยจากนั้นก็หันไปสั่งหมาป่ายักษ์ที่ตนขี่มา

“จัดการลูกเจี๊ยบพวกนี้ซะ” เสียงที่เย็นชาของอัศวินยักษ์เลื่อนออกมาหมาป่ายักษ์ก็กระโจนเข้าไปจัดการในทันที

“ปู่ระวังมันคือสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 5” ในเรลกล่าวออกมาพร้อมกับที่เข้าไปช่วยปู่ในทันที

แต่ก่อนที่เขาจะได้ทําอะไรก็ต้องหลบการโจมตีจากอคาซะก่อนหอกไฟที่ยิงเข้ามาอย่างรุนแรงตัวของไนเรลก็ยะงต้องหลบอย่างทุลักทุเล

มันรุนแรงมากขนาดที่หลอมละลายพื้นดินและแอ่งน้ำที่ท่วมขังอยู่ด้านหลัง

“เคิร์ตทําอะไรอยู่รีบขังมันเร็ว” ในเรลกล่าวออกมา ขณะที่มองดูปู่รับมือกับหมาป่าขั้น 5 แต่เขารู้ว่าตอนนี้คงต้องจัดการกับอัศวินเถื่อนตนนี้ก่อน

คกน้ำแข็งที่ตอนนี้กลืนร่างของอคาไว้ด้านใน

“สําเร็จ” เคิร์ตกล่าวออกมา แต่ความดีใจของเขาก็อยู่ไม่นานเพราะว่าอยู่ ๆ คุกน้ำก็เริ่มเดือดอย่างรวดเร็วและจากนั้นก็ระเหยออกไปในทันทีแม้เขาจะพยายามดึงน้ำจากสายฝนที่อยู่รอบข้างมาช่วยเสริมแต่มันก็ไม่เป็นผล

“แค่พวกขั้น 4 คิดจะกักขังข้าผู้นี้งั้นหรือ” อูคากล่าวออกมาในขณะที่เปลวไฟเริ่มไหลไปตามตัวแขนและขาของเขา แม้แต่คุกน้ำก็ไม่สามารถสามารถทนได้มันสลายหายไปในทันที

อคาที่สะบัดมือออกไปทันในนั้นก็มีโซ่เพลิงที่สร้างจากเปลวไฟจนมันเกิดเป็นวัตถุตรงเข้าหาตัวของเคิร์ต

เคิร์ตเมื่อเห็นดังนั้นก็รีบยกมือขึ้นใช้ความสามารถของตน น้ำที่อยู่ในบริเวณรอบพุ่งขึ้นมาจากพื้นดินกลายเป็นกําแพงน้ำป้องกันการโจมตีจากโซ่เพลิงของอคา

แต่แล้วเคิร์ตก็ต้องตกในเพราะแม้แต่กาแพงน้ำของเขาก็ไม่สามารถป้องกันโซ่เพลิงของอูคาได้

โซ่เพลิงพันไปที่ขาของเขาในทันที ในเรลที่ตามมาช่วยได้ใช้ดาบยักษ์อีกเล่มของตนที่เก็บออกมา ตัดเข้าไปที่โซ่เพลิงจนขาดจากนั้นก็เข้ามาดึงเคิร์ดออกไป

โดยที่มีบรูซใช้โกเลมยิงลูกไฟเข้าขวางอูคาไว้ ในขณะที่เขาก็ฝืนใช้พลังจนสามารถสร้างโกเลมสูง 4 เมตรสองตัวขึ้นมา มันทั้งสองรับมือกับหมาป่าขั้น 4 ตัวอื่น ๆ ที่อยู่ในรอบที่พยายามเข้ามา

ถึงในเรลจะช่วยเคิร์ตออกมาได้ แต่ด้วยความร้อนของไฟจากยักษ์เถื่อนเผ่าอัคคีขั้น 5 มันก็เผาขาของเคิร์ตจนกลายเป็นเถ้าถ่านไปแล้ว

เคิร์ตร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด แต่เขาก็รีบกัดฟันและใช้สายน้ำที่อยู่โดยรอบเข้ามาเป็นขาชั่วคราว

“สู้ต่อ” เคิร์ตกัดฟันกล่าว ในเรลเองก็พยักหน้า เข้าปะทะกับอูคาอีกรอบแต่ในใจของเขาก็มองทางหนีทีไล่ไว้อยู่เช่นกัน

ในเรล เคิร์ต และบรูซที่เปลี่ยนมาโจมตีระยะใกล้ เข้าสู้กับอุคาอย่างไม่คิดชีวิตในขณะที่เนโคตอนนี้รับมอกับหมาป่าขั้น 5 อย่างหมดหนทาง

ซึ่งบางครั้ง เขาก็ต้องถอยไปและใช้ความสามารถ [สูบวิญญาณ S]ของเขาจัดการหมาป่าแล้วสูบวิญญาณมันมาเสริมพลังที่เสียไปแต่เขาก็แทบจะไม่มีโอกาสเลย
เนโครู้ว่าเขาสู้มันไม่ได้แต่ก็ต้องแปลกใจหมาป่าตัวนี้มันไม่ยอมใช้พลังออกมาทั้งหมดดูเหมือนมันจะออมแรงและรอบางอย่างอยู่

ในเรลมองเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเขารู้ว่าอีกไม่นานทุกคนต้องตายอย่างแน่นอนถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเพราะทุกการโจมตีของพวกเขานั้นไม่สามารถเข้าถึงตัวของอุคาได้เลย

อีกทั้งแค่โดนอคาโจมตีไม่กี่ที่พวกเขาก็บาดเจ็บหนักกันแล้ว
ในขณะที่เขาคิดหาทางอยู่นั้นอยู่อูคาก็ดูเหมือนจะเบื่อที่จะเล่นแล้วโซ่เพลิงเส้นหนึ่งก็มัดไปที่ขาของในเรล

“บ้าเอ๊ย”ในเรลพยายามที่จะโจมตีไปที่โซ่นั้นแต่มันก็ไม่ทันเสียแล้วโซ่พันไปที่ขาของเขาจากนั้นก็ยกตัวของไนเรลขึ้นมาและฟาดไปมากับพื้นดินอย่างรุนแรง

ตอนที่ 89 ความตายของโฟร์ก

อัศวินยักษ์เถื่อนอูคา มองไปที่เข็มทิศชีพที่เปล่งแสงสีแดงแวววาวออกมา เป็นการบ่งบอกว่าเป้าหมายนั้นอยู่ไม่ไกลแล้ว เขาเก็บเข็มทิศชีพจากนั้นก็มุ่งหน้าตรงไปในทันที

อคาและกองทัพมาถึงสถานที่ที่ซึ่งเต็มไปด้วยซอมบี้ ซอมบี้เงาขั้น 3 ที่เห็นว่ามีสิ่งมีชีวิตมาใหม่มันก็ตรงเข้าหาอคาในทันที

อัศวินยักษ์เถื่อนมองไปที่ซอมบี้เงาอย่างดูแคลน ก่อนที่ซอมบี้เงาตนนั้นจะได้เข้า ใกล้อคาอยู่ ๆ หัวของมันก็หายไปอยู่ในปากของหมาป่ายักษ์ ด้วยความรวดเร็วที่น่า กลัว

กรวบ!

หมาป่ายักษ์เคี้ยวศีรษะของซอมบี้ราวกับมันเป็นแค่ของว่างเท่านั้น อูคาลูปไปที่หัว ของหมาป่าอย่างอ่อนโยน เขารู้สึกดีใจมากที่ได้บังเอิญเจอกับหมาป่าตัวนี้ในตอนนี้ ในตอนที่เดินทางมาตามล่ามนุษย์ที่ฆ่าองค์ชายเลฟอน

อูคาท้าสู้กับมันตัวต่อตัว ด้วยระดับ 5 เหมือนกันทําให้การต่อสู้ของทั้งสองนั้ นรุนแรงมาก แต่เขาก็ยังสามารถสยบมันและทําให้มันยอมรับใช้ติดตามได้ เมื่อจ่าฝูงอย่างหมาป่ายักษ์นั้นโดนสยบตัวอื่น ๆ ในฝูงก็ยอมสิโรราบเช่นกัน

“ฆ่าให้หมดและจับเจ้านั้นมา” อูคาที่อยู่บนหลังของหมาป่าก็สั่งเหล่ายักษ์เถื่อนทั้ง 3 พันนายที่ตอนนี้แรดเกาะหนักกลายพันธุ์หลายร้อยตามมาด้านหลัง แรดเกาะเหล่านี้ ทั้งหมดเป็นสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 3 และมีไม่กี่ตัวที่เป็นสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4

บรู้ววว!!!

เสียงของหมาป่ายักษ์ที่อูคาขอยู่นั้นสั่งฝูงของมันให้บุกทันที เหล่าหมาป่าหลาย นับร้อยที่ไม่ต่ํากว่าขั้น 3 บุกโจมตีไปในทันที

เหล่าซอมบี้ที่มีแต่พวกขั้น 3 อยู่นั้นเป็นแค่ขนมให้พวกมันขบเคี้ยวเท่านั้น ทุกที่ที่ หมาป่าผ่านซอมบี้จะโดนฆ่าทิ้งในทันที แต่มันไม่ได้หมดแค่นั้นเพราะมีแรดเกาะหนัก ตามมาเหยียบด้วยเช่นกัน

ซอมบี้เงา ขั้น 3 ที่ได้เปรียบเรื่องความเร็วมันกับถูกฆ่าตายโดยหมาป่า ซอมบี้ไท ทัน ขั้น 3 ตัวใหญ่ยักษ์ แต่เมื่อเจอเข้ากับยักษ์จริง ๆ เข้ามันก็ไม่ได้เปรียบในเรื่อง ขนาดตัวอีกต่อไป

ดาบขนาดใหญ่ของยักษ์เถื่อนฟันไปที่ร่างของมันจนขาดครึ่งตายไปทั้งอย่างนั้น

“ฮ่า!!!” ยักษ์เถื่อนขั้น 4 ที่ตัดร่างของซอมบี้ไททันขั้น 3 ขาดครึ่งตายไปนั้นส่ง เสียงขออกมาพร้อมกับบุกทะลวงต่อ

ในขณะเดียวกันซอมบี้สติปัญญาขั้น 4 ที่ตอนนี้กาลังสั่งการให้ซอมบี้ทั้งหมดจัด การฆ่าในเรลอยู่นั้นก็รับรู้ถึงสถานการณ์ได้ว่ามียักษ์เถื่อนที่เข้ามาตลบหลังอีกเช่นกัน

“ออกไปจัดการพวกมัน” ซอมบี้สติปัญญาขั้น 4 สั่งการออกไปให้ซอมบี้สติปัญญา ขั้น 3 สองตัวน่าซอมบี้หนึ่งหมื่นตัวออกไปจัดการกับเหล่ายักษ์เถื่อนนั้นทําให้ทางฝั่งของบรูซและคนอื่น ๆ ที่ตอนนี้ต้องรับมือกับซอมบี้จํานวนมากได้พอหายใจบ้าง

“ไปออกไป ตอนนี้และรีบออกไป” บรูซนั้นไม่รู้ว่าทําไมสิ่งมีชีวิตอย่างยักษ์เถื่อน พวกนั้นถึงได้มาช่วยพวกเขาไว้ แต่แน่นอนบรูซไม่ยอมเสียโอกาศที่ได้มานี่อย่างแน่นอน

แต่เกิร์ตที่อยู่ด้านข้างนั้นไม่ได้คิดแบบเดียวกับบรูซว่ายักษ์พวกนั้นจะมาช่วยตน ตามรายงานที่เกิดขึ้นบ่อย ๆ เขาพอจะรู้ข้อมูลของยักษ์พวกนี้มาบ้าง มันไม่มองมนุษย์เท่าเทียบกับพวกมันอย่างมากก็เป็นแค่ทาศเท่านั้น

ทั้งการปฏิบัติของพวกมันต่อมนุษย์ก็ไม่ได้ดีไปกว่าซอมบี้ จะดีกว่าก็ตรงที่พวกมัน นั้นไม่กินมนุษย์ หรือไม่ค่อยนิยมกิน เพราะบางที่พวกมันอาจจะรังเกียจที่จะกินด้วย

“บรูซระวังตัวด้วยพวกยักษ์เถื่อนนั้นไว้ใจไม่ได้” เคิร์ตกล่าวเตือนขณะที่ตามหลัง ของบรูซมาติด ๆ ในขณะที่โฟล์กเองก็ตามมาด้วย

“ไม่ต้องห่วงฉันไม่ได้โง่ แน่นอนว่าเราจะไม่ตรงไปทิศทางของพวกมัน แต่เราจะ ออกไปอีกทาง

“บัดซบ เนโคตามมาอีกแล้ว” ตะขาบยักษ์กล่าวออกมาในขณะที่มันใช้หางของตน เองรับมือกับการโจมตีของเนโค

“ในเมื่อมันอยากตามมาก็ให้มันตามมา ตอนนี้มันตัวคนเดียว เราตั้งสามคนจะไป กลัวอะไร”

“จับมันซะ! อย่างน้อยภารกิจของเราก็สําเร็จถ้าจับมันได้”

ทั้งสามคนปะทะเข้ากับเนโคพร้อมกับที่พยายามจับตัวเขาไปด้วย แต่เนโคก็ไม่ได้ โง่ เขาพยายามรักษาระยะห่างและเน้นไปที่การรอบโจมตีเท่านั้น

ห่างออกไปไม่ไกลในเรลที่กาลังล่าซอมบี้สติปัญญาขั้น 3 สองตัวจาก 6 ตัวที่แยก ออกมาเพื่อควบคุมซอมบี้ ในการจัดการตาเดียวและกลุ่มโนเนทอยู่ ซึ่งการล่าครั้งนี้ไม่ เหมือนกับที่กาแพงประตูตะวันออกอีกแล้ว เพราะเขานั้นมีความสามารถ [เงา S] อยู่

ซอมบี้สติปัญญาขั้น 3 ที่โดนไนเรลเข้ามาจัดการเชือดไปอย่างง่ายดายแม้แต่ซอม นี้โดยรอบก็ไม่ทันที่จะได้ระวังตัว จากนั้นเขาก็เก็บร่างของซอมบี้สติปัญญาตัวนี้ลงไป ในเงา

แต่แน่นอนว่าเขาจัดการไปหนึ่งตัว เมื่อซอมบี้สติปัญญาขั้น 3 ตายไปหนึ่ง ซอมบี้ บางส่วนที่อยู่ในกลุ่มก็เริ่มเสียการควบคุม มันจึงต้องตกเป็นหน้าที่ของซอมบี้อีกตัวที่อยู่ด้านข้าง แต่เพราะมันเองก็ยังเอาตัวไม่รอด ซอมบี้สติปัญญาที่อยู่ด้านข้างเมื่อเห็น ว่าเพื่อของตัวเองนั้นโดนจัดการฆ่าไปแล้วมันก็ให้ซอมบี้องครักษ์ปกป้องมันในทันที

แต่ก็ไม่ทันแล้ว เพราะในเรลได้หายเข้าไปในเงาและจับคอมันไว้แน่น ซอมบี้สติ ปัญญากรีดร้องออกมาในทันที ซึ่งทําให้ซอมบี้ไททันและซอมบี้เงาขั้น 4 โดยรอบต รงมาจัดการในเรลในทันที

ในเรลใช้มืออีกข้างที่ยังว่างอยู่เหวี่ยงขวานยักษ์ที่อยู่ในมือไปที่หัวของซอมบี้ ไททันขั้น 4 ในทันที

โพล็ะ!!!

หัวของซอมบี้ไททันแตกกระจายออกในทันที ตอนนี้ในเรลนั้นไม่ได้มีการออมแรง อะไรไว้เลย นั้นทําให้เขาฆ่าซอมบี้ขั้น 4 ตัวนี้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็เป็นซอมบี้เงาขั้น 4 ที่ตายตามไป แต่มันก็มีหลายตัวที่รุมจัดการเขาไนเรลจึงจัดการฆ่าซอมบี้ไททัน เพื่อไม่ให้มันส่งเสียงร้องและเขาก็ถอยออกมา

แต่ในตอนนั้นเองที่เขาก็ได้ยินเสียงร้องของตะขาบยักษ์ที่ดังขึ้นมามันกับกลายเป็น ว่าเนโครอบโจมตีตะขาบยักษ์ ซึ่งเปิดโอกาศให้ซอมบี้เงาขั้น 4 หลายตัวจัดการนั่น มันเป็นชิ้น ๆ

“อ๊าก!!!” โฟร์กที่ร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดในขณะที่พวกทั้งสองคนอย่าง บรูซ และเคิร์ตก็ได้แต่รับมือกับเนโคไม่สามารถเข้าไปช่วยได้

“เนโคท่าไมพลังของแกถึงไม่ลดลงเลย” บรูซถามออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ ในตอนแรกพวกเขานั้นคิดจะใช้ 3 ต่อหนึ่งสู้กับเนโค แต่ใครจะคิดเนโคไม่เพียงไม่มี อาการบาดเจ็บอะไรจากการต่อสู้ที่ผ่านมา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะแข็งแกร่งขึ้นกว่าเดิม อีกด้วยซ้ํา

เนโคถึงกับจัดการทําให้โฟร์กบาดเจ็บหนักในทันที ไม่สิ้ต้องบอกว่าเนโคแค่โจมตี ไปที่แผลเก่าที่ในเรลเป็นคนฝากไว้กับโฟร์กในตอนแรก และตอนนี้เนโคก็จัดการโจมตีทั้งสองอย่างต่อเนื่อง

ทั้งบรูซและเคิร์ตที่เหลือพลังไม่ถึงครึ่งจึงโดนเนโคผู้มีพลังเหลือล้นต้อนจนเกือบ จะจนมุมแล้ว

“ทําไมฉันถึงยังมีพลังเหลือนะหรืองายมาก เพราะเจ้าพวกซอมบี้เหล่านี้ยังไงละ พวกมันเป็นแหล่งพลังงานชั้นดีเลยละ” เนโคจัดการทุบหัวซอมบี้ขั้น 2 ไปอีกตัว เมื่อ ซอมบี้ขั้น 2 ตายไปมันก็โดนเนโคใช้ความสามารถ [ดูดซับวิญญาณ S] เปลี่ยนความ ตายของพวกมันที่มีอยู่ในแต่ละตัวอันน้อยนิดเป็นพลังให้กับเขา

ถึงมันจะมีพลังให้เนโคดูดซับได้น้อยเนื่องจากซอมบี้พวกนี้จัดเป็นคนที่ตายไปแล้ว แต่ถึงในแต่ละตัวจะมีพลังวิญญาณน้อยกว่าพวกสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ แต่มันก็มีจํานวนมาก ไม่ใช่หรือไง

“พวกแกคิดว่าฉันจะบ้าตามล่าพวกแกด้วยตัวคนเดียวโดยที่ไม่มีแผนสํารองหรือยัง ไง” เนโคกล่าวออกมาอย่างเยาะเย้ย พร้อมกับตรงเข้าไปฆ่าโฟร์กทิ้งหลังจากที่โฟร์ก หรือตะขาบยักษ์นั้นตายไปแล้ว ร่างกายของเขาก็ค่อย ๆ กลับมาเป็นมนุษย์ชั้นสูง ธรรมดา

กลายเป็นศพที่ไม่สสมประกอบเท่าไหร่เพราะร่างกายหลายส่วนที่โดนหันเป็นชิ้น ๆ

หลังจากที่โฟร์กตายไป ทุกคนก็เริ่มสังเกตได้ถึงความผิดปกติ เพราะดูเหมือนซ่อม บี้ทั้งหมดจะไม่สนใจพวกเขาอีกแล้ว แต่กลับวิ่งไปรวมตัวกันเป็นฝูงใหญ่แทน

“เกิดอะไรขึ้นพวกมันถอยออกไปแล้วงั้นหรือ” หนึ่งในทหารที่รอดชีวิตอยู่กล่าว ออกมา

“ไม่ใช่ดูนั้น พวกมันกําลังไปสู้กับบางสิ่งอยู่” ทหารอีกคนก็กล่าวออกมา ขณะที่เขา จัดการใช้ดาบที่เหมือนกับเลื่อยจัดการฆ่าซอมบี้ขั้น 2 ที่อยู่ใต้เท้าตนเอง

“ไม่ต้องไปสนใจ ไปรวมตัวกับท่านบรูซก่อน” ผู้กองกล่าวออกมาขณะที่เคลื่อนพล ไปด้วย

เนโคเองก็มองไปที่การต่อสู้นั้นเช่นกัน

“ป์ ถอยโดยด่วนพวกมันคือยักษ์เถื่อน หนึ่งในนั้นคือพวกระดับ 5 ปละระดับ 4 อีก จํานวนมาก” ในเรลที่มาโผล่ด้านหลังของเนโคกล่าวออกมา เมื่อเนโคได้ยินดังนี้ นก็เปลี่ยนสีหน้าในทันที

ไม่ใช่แค่เนโค แต่บรูซ์และเคิร์ตเองก็ด้วย พวกเขาทั้งสองได้ยินคําพูดของไน เรลเช่นกัน

ระดับ 5 จัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่ก้าวข้ามระดับชีวิตไปแล้ว มันไม่ใช่สิ่งที่พวกเขานั้น จะต่อสู้ด้วยได้

เมื่อบรูซและเคิร์ตเห็นว่าเนโคและในเรลไม่สนใจที่จะต่อสู้กับตนอีกพวกเขาก็คิดที่ จะหนี้เช่นกัน ตอนนี้สถานะการณ์มันเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือไปแล้ว

เริ่มจากซอมบี้ที่อยู่ ๆ กโผล่มาขัดขวางพวกเขาในการจัดการกับเนโค และตอนนี้ ยังตามมาด้วยยักษ์เถื่อนที่ตามมาอีก ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทั้งสองได้แต่งุนงง สงสัย

ทางด้านของซอมบี้สติปัญญาขั้น 4 ที่ตอนนี้มันถึงนงงเช่นกัน ทําไมถึงมีสิ่งมีชีวิต อย่างยักษ์เถื่อนมาโผล่ที่นี่ได้ ไม่ใช่ว่ายักษ์พวกนี้มันสู้กับจักรวรรดิทองที่อยู่ทางตอ นเหนืออยู่งั้นหรือ ทําไมถึงมีตัวที่แข็งแกร่งมาอยู่ที่นี่ได้ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ แถม มันยังฆ่าซอมบี้สติปัญญาขั้น 3 ทั้งสองตัวที่มันส่งไปอย่างง่ายดายเช่นกัน

มันได้แต่มองไปที่ซากของซอมบี้หลายพันตัวที่โดนเหยียบย้ําฆ่าตายไป

ตอนนี้ฝูงของซอมบี้ได้มาหยุดอยู่เพื่อรอเผชิญหน้ากับกองทัพทั้ง 3000 ของยักษ์ เถื่อนแล้ว

อูคาที่ตามยกมือขึ้นเพื่อให้กองทัพทั้ง 3 พันของตนนั้นหยุดเช่นกัน

“เจ้าตัวบัดซบสิ่งมีชีวิตร่างยักษ์ พวกเจ้าต้องการอะไร มนุษย์เหล่านี้เป็นเหยื่อของ พวกเรา…”

แต่ก่อนที่ซอมบี้สติปัญญาขั้น 4 ผู้นําฝูงซอมบี้จะได้พูดจบ ยักษ์เถื่อนขั้น 4 ที่อยู่ ด้านข้างของอูคาก็กล่าวออกมา

“บังอาจ เจ้าซากศพที่กล้าพูดต่อหน้าท่านอคาแบบนี้” ยักษ์เถื่อนที่ใส่เกาะตนนี้ ก้าวออกมาและด่าทอซอมบี้สติปัญญาในทันที

หลังจากนั้นเข้าก็หันมากล่าวกับอัศวินอคา “ท่านอคาจะให้ข้าไปฆ่ามันเลยหรือไป”

อคาไม่ได้มองไปที่ซอมบี้สติปัญญาเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้เขากําลังมองไปที่ไนเร ลอยู่

“จัดการซากศพพวกนี้ซะ แล้วไปจับตัวมันมา” อูคาชี้ไปที่ไนเรลในทันที

เมื่อยักษ์เถื่อนที่ขี้แรดเกาะหนักได้ยินดังนั้นก็ยิ้มออกมาด้วยท่าที่กระหายเลือ ดในทันที จากนั้นก็แยกกองกําลังของแรดเกาะออกไปเข้าสู้กับกองทัพซอมบี้เช่นกัน

ส่วนซอมบี้สติปัญญาที่โดนเรียกว่าซากศพนั้นก็รู้สึกว่าโดนดูถูก มันเองก็ไม่เคยเกร่ งกลัวอยู่แล้ว

ด้วยฝูงซอมบี้ที่มีเกือบ 25,000 ที่มากกว่าเหล่าสิ่งมีชีวิตร่างยักษ์พวกนี้มากนัก

“ฆ่าพวกมันซะ ด้วยนามของความตาย” ซอมบี้สติปัญญาขั้น 4 สั่งการออกมาใน ทันที ซอมบี้ขั้น 4 เข้าสู้กับยักษ์เถื่อนขั้น 4 ซอมบี้ขั้น 3 ก็เข้าสู้กับ ยักษ์เถื่อนขั้น 3

ตอนนี้มันได้กลายเป็นสงครามระหว่างซอมบี้และยักษ์เถื่อนไปแล้ว ส่วนรางวัล แห่งชัยชนะอย่างมนุษย์นั้นก็โดนอูคาที่พาฝูงหมาป่าแยกออกไปจัดการอยู่เช่นกัน

Witterry : ช่างเป็นสงครามที่วุ่นวายอะไรเช่นนี้ อย่าพึ่งเบื่อนะใกล้แล้ว

นิยาย re zombie Worldโลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 88 ซอมบี้โล่

ตอนที่ 88 ซอมบี้โล่

ก่อนหน้านั้นขณะที่ซอมบี้กําลังถอยไปรวมกันอยู่ในเรลที่จัดการไล่ตอนตะขาบราวกับแมวหยอกหนูอยู่อย่างนั้นมันก็สร้างความโกรธให้กับมนุษย์ชั้นสูงในคราบตะขาบยักษ์อย่างมาก

“เชี่ยเอ๊ย!!! แน่จริงก็อย่าเอาแต่หนี้สิวะ”มันพูดออกมาด้วยความโกรธแต่ก่อนที่จะได้ทําอะไรในเรลก็ใช้ด้านคมขวานตัดไปที่ขาของมันอาก!

ตะขาบยักษ์ร้องครามออกมาด้วยน้ำเสียงที่ไม่เป็นผู้เป็นคน มันขดตัวเข้ามาด้วยความเจ็บปวด

“ย้า!” เมื่อเห็นแบบนั้นไนเรลก็ใช้ความสามารถ [พละกําาลัง 50 B] พร้อมกับแรงทั้งหมดฟันไปที่ข้อต่อตรงหัวในทันที

ถึงตะขาบยักษ์จะมีเปลือกตามตัวที่เป็นเหมือนกับเกาะป้องกันแต่อย่างไรมันก็มีข้อต่ออยู่เมื่อดาบของไนเรลฟันลงไปมันก็เข้าไปที่เนื้อด้านในทันที
เจ็บ! เสียงของคมขวานฟันเข้าไปพร้อมกับเลือดที่ไหลออกมาตามมาด้วยเสียงกรีดร้องอยู่สุดชีวิตแต่มันก็ไม่หมดแค่นั้น เพราะมันไนเรลดึงขวานออกมาและทุบไปที่หัวของมันราวกับแม่ค้าทุบหัวปลาดุกอย่างไรอย่างนั้นไม่มีผิด

หัวของตะขาบที่จมลงไปกับพื้นดิน พร้อมกับที่ตัวของมันดิ้นไปมา ขาที่น่าขนลุกอีก 190 ขาเริ่มห่อตัวเพื่อป้องกันการโจมตีจากไนเรล

ปัง! ตูม! ปัง!

ในเรลฟาดฟันลงไปซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งตอนนี้ตะขาบยักษ์ได้เสียท่าให้กับไนเรลแล้ว

“บรูซ เคิร์ต บัดซบเอียรีบมาช่วยฉันเร็ว อก ๆ” มันร้องออกมาด้วยความหวาดกลัวและไม่เข้าใจว่าทําไมมนุษย์ชั้นสูงคนนี้ถึงได้มีความสามารถที่หลากหลายแบบนี้มันไม่ใช่มนุษย์แล้วมันคือปีศาจกระหายเลือด

ตะขาบยักษ์มองไปที่ในเรลที่ตัวใหญ่สูง 6 เมตร ตามตัวเต็มไปด้วยเลือดของมันเท้าของไนเรลเหยียบล่าตัวของมันไว้อยู่

ในเรลเองก็แปลกใจที่ดูเหมือนว่ามนุษย์ชั้นสูงคนนี้เมื่ออยู่ในร่างตะขาบยักษ์นั้นดูจะถูกมากเป็นพิเศษ แม้หลายส่วนจะโดนทุบจนแบนแล้วแต่มันก็ยังไม่ตาย

มันคล้ายกับตอนที่เขาฆ่าพวกตะขาบตัวเล็ก ๆ สมัยก่อน ถ้าไม่จัดการขยี้หัวมันให้แหลกละก็มันก็จะไม่ตาย

“งั้นก็ตัดข้อตรงหัว แล้วดูสิว่าแกจะตายไหม”คมขวานและคราบเลือดที่ไหลลงตามน้ำฝนที่ตกลงไม่หยุดในเรลยกและเหวี่ยงมันขึ้นพร้อมกับจะฟาดลงปิดชีพตะขาบยักษ์ที่ดิ้นไปมาแทบเท้าของไนเรลอย่างสุดชีวิตด้วยความหมดกลัว

แต่ในตอนนี้เองก็มีมวลน้ำจํานวนมหาศาลซัดกระแทกร่างของไหนเรลกระเด็นไปชนกับต้นไม้ใหญ่อย่างแรก

อัก! ในเรลที่ทําท่ากระอักเลือดเล็กน้อย แต่เขาก็กลืนมันลงไปในทันที

ตัวของเขาที่จมลงไปในเปลือกม้เล็กน้อยพร้อมกับที่ค่อย ๆ ลุกออกมาศึกๆโครม!

ทันใดนั้นต้นไม่ใหญ่ที่สูงกว่า 500 เมตรก็ทนไม่ไหวล้มลงมาใส่จุดที่เนโคและบรูซสู่กันอยู่ต้นไม้ใหญ่ล้มขวางกลางทําให้ทั้งสองแยกออกจากกันอีกครั้ง

เนโคเข้ามาดูไนเรลว่าเป็นอะไรหรือไม่ ซึ่งดูแล้วไนเรลก็แทบจะไม่เป็นอะไรเลยส่วนทางด้านบรูซรีบเข้าไปช่วยตะขาบยักษ์ในทันที

“โฟล์กรีบลุกมาซะถ้าไม่อยากตายตรงนี้” บรูซพูดออกมาแต่สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเครียดมองไปที่ไนเรลและเนโค

และตอนนี้คนที่โจมตีในเรลเมื่อสักครู่หรือก็คือ เคิร์ตได้ยืนอยู่บนสายน้ำและเคลื่อนที่มาหาตะขาบยักษ์เช่นกัน

“สมแล้วที่เป็นเนโคและหลานชาย ตระกูลอาโรเดียบัดซบทั้งตระกูลจริง ๆ” บรูซมองไปที่ในเรลและเนโค พร้อมทั้งด่าออกมา

“ฉันจะถือว่านั้นคือค่าชมก็แล้วกัน” เนโคพูดออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชายแต่ในใจเขาก็รู้สึกดีมากที่ไนเรลนั้นแข็งแกร่ง อย่างน้อยเข้าก็วางในให้ในเรลปกป้องทุกคนในครอบครัวตอนที่เขาไม่อยู่ได้

เพราะถึงแม้เขาจะไม่รู้ว่าไนเรลนั้นเป็นใครหรือตัวอะไร แต่เนโคเชื่อว่าในเรลจะยังดูแลทุกคนในตระกูลอาโรเดีย ตราบใดที่เขาคิดว่าตนยังเป็นคนในตระกูล

เคิร์ตเองก็มองไปที่ไนเรลด้วยสีหน้าที่เงียบขึ้นเช่นกันตอนนี้ โฟร์กหรือตะขาบยักษ์นั้นค่อยๆคืนร่างกลับมาเป็นร่างมนุษย์แล้วตามหัวของเขานั้นเต็มไปด้วยบาดแผลแขนขาและกระดูกที่หัก

โฟร์ก กระอักเลือดออกมาอีกจํานวนมาก แต่เขาก็พยายามทรงตัวยืนอยู่ได้

ด้านหลังกองกําลังทหารที่ถอยร่นเข้ามาร่วมกับพวกเขาเพราะอยู่ ๆซอมบี้ก็ถอยกลับไปร่วมกลุ่มกันเหมือนพวกมันจะจัดกองทัพ

“เอาไงต่อ…จะจัดการกับเนโคต่อหรือจะถอยก่อน ตอนนี้สู้ไปก็มีแต่เสียเพราะทหารที่อยู่ด้านหลังของเราตายไปกว่า 30 นายแล้ว” เคิร์ตกล่าวออกมาพร้อมกับมองไปที่บรูซ

แต่ก่อนที่เกิร์ตจะได้ค่าตอบจากบรูซนั้น อยู่ ๆ ก็มีเสียงของซอมบี้สติปัญญาขั้น 4 ดังขึ้นมา

“มนุษย์ทั้งหลายก้มหัวลงซะ” เสียงของซอมบี้สติปัญญาที่ดังผ่านกล้องไปในโสตประสาทอย่างรุนแรงมันทําให้หลายคนนั้นถึงกับกระเลือดออกมา

ทหารที่มาพร้อมกับบรูซ์ เคิร์ตและโฟร์กนั้น คนที่แข็งแกร่งหน่อยอย่างพวกระดับสีเทาก็พากันกระอักเลือกเล็กน้อยจากการโจมตีส่วนมนุษย์ที่เป็นมนุษย์ธรรมดาใส่ชุดสูทนั้นก็พากันล้มลงทันที จนผู้กองต้องสั่งให้คนไปช่วยเหลือวิ่งไม่นานพวกเขาก็ ได้สติกัน

ในเรลที่ตอนนี้กําลังมองไปทิศทางของเสียงนั้น ก็กล่าวออกมา “ปู่ระวังด้วยนั้นคือซอมบี้สติปัญญาขั้น 4”

เนโคมองไปตามสายตาของไนเรล และพวกเขาก้เห็นถึงบางอย่างที่อยู่โดยรอบตอนนี้ซอมบี้สติปัญญาได้ล้อมไว้หมดแล้วอันที่จริงดูเหมือนว่ามันใช้วิธีการล้อมพวกเขาจากทุกทิศทางส่วนซอมบี้ที่สู้กับพวกเขาอยู่ตอนแรกนั้นก็แค่ดึงพวกเขาไม่ให้หนีไป

ทุกคนมองไปยังทิศทางที่ซอมบี้สติปัญญาขั้น 4 เดินเข้ามา ซึ่งโดยรอบมันก็มีซอมบี้ไททันซอมบี้เงาและยังมีซอมบี้สติปัญญาขั้น 3 อีก 6 ตัวด้วยเช่นกัน

แต่มันยังไม่หมดแค่นั้นเพราะมันกับมีซอมบี้สายพันธุ์ไหมที่เดินสี่ขาตัวของมันไม่ใหญ่มากนักขนาดเท่า ๆกับมนุษย์ปกติด้วยซ้ำไป

มันคือซอมบี้โล่ ขั้น 2 และ 3จํานวนมากกว่า 2 ใน 10 ของซอมบี้ทั้งหมด

“ซอมบี้โล่ ตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกมันจะพัฒนาการไปเร็วมาก” ในเรลพูดออกมา

กลุ่มของบรูซ์เองก็เห็นแบบนั้นเช่นกันถึงเขาจะไม่รู้ว่ามันมีความสามารถอะไรแต่แน่นอนว่ามันไม่เป็นผลดีกับพวกเขาทั้งนั้น

“เคิร์ตคิดหาทางหนีกันก่อน” บรูซกล่าวออกมา เพราะตอนนี้มีซอมบี้เยอะเกินไปโดยเฉพาะระดับสูงๆอย่างขั้น 4 เขาไม่คิดเลยว่าจะมีมันเกือบร้อย

“อืม ถึงนายไม่พูด แต่ตอนฉันก็จะถอยก่อน” เคิร์ตกล่าวออกมา พร้อมทั้งหันไปสั่งการ “ฝ่าออกไปทางด้านซ้าย ออกไปจากที่นี่ก่อน”

เมื่อเคิร์ตสั่งออกมาอย่างนั้น ผู้กองก็กระจายคาสั่งไปยังทหารในทันที ทหารทั้งหมดมุ่งหน้ายิงฝ่าออกไปทางซ้ายในทันที

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงปืนที่ดังสนั่นในนัดแรกและตามมาด้วยปืนใหญ่ในนัดต่อ ๆ ไปนั้นทําให้ซอมบี้สติปัญญาเองก็ลงมือสั่งการเช่นกัน

คาราม!!!!

ซอมบี้นับหมื่นคํารามออกมา พร้อมกับที่เคลื่อนที่ตรงไป แต่มันกลับมีสิ่งที่หน้าเหลือเชื่อมากกว่านั้นก็คือ ซอมบี้สติปัญญาสั่งให้ซอมบี้โล่เป็นแนวหน้ามันเดินไปข้าง หน้าเป็นแถวพร้อมกับที่แผนหลังกางพังผืดที่คล้ายกับโล่เมื่อมันถูกกางจนเสร็จก็กลายเป็นดังโล่ที่แข็งแกร่งแม้แต่กระสุนก็ยังไม่เข้าไม่สามารถสร้างรอยขีดข่วนให้กับมันได้เลย

โดยเฉพาะพวกขั้น 3 ที่สามารถรับแรงยิงจากปืนใหญ่พลังงานได้อย่างหน้าเหลือเชื่อถึงขนาดที่ต้องยิงซ้ำสองถึง 3 ครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าซอมบี้สติปัญญานั้นไม่คิดที่จะเสียดายซอมบี้โล่เหล่านี้อยู่แล้ว

“เล็งไปที่ซอมบี้ไททัน ขั้น 4 เป็นหลัก ส่วนแนวหน้าจัดการซอมบี้ทั้งหมดเปิดทางออกไป” พวกทหารเมื่อเห็นว่ามันไม่สามารถจัดการกับซอมบี้โล่ได้นั้นก็สั่งให้เปลี่ยนเป้าหมายเป็นซอมบี้ไททันแทนแต่ก็เท่านั้นเพราะทันทีที่ปืนเปลี่ยนเป้าหมายมาซอมบี้ไททันซอมบี้โล่ก็สร้างความแปลกใจให้กับพวกเขาอีกนั้นก็คือการที่ซอมบี้โล่มันกระโดดไปเกาะตามร่างของซอมบี้ไททันเป็นเหมือนดังชุดเกาะของจริงแล้ว

“บ้าเอ๊ย” บรูซที่ด่าออกมาในทันทีเมื่อเห็นแบบนั้น ตัวเขาที่คุมโกเลมลาวาต่อยไปที่ซอมบี้ไททันขั้น 4 ที่มีซอมบี้โล่เกาะอยู่ตามตัวมันก็ทําให้ซอมบี้โล่ขั้นสองร่างโดนเผาไปทันที ส่วนซอมบี้ขั้น 3 นั้นยังคงเกาะอยู่ได้แม้พวกมันจะบาดเจ็บก็ตาม

ส่วนซอมบี้ไททันขั้น 4 นั้นแทบจะไม่เป็นอะไรเลย ซอมบี้ไททันขั้น 4 ใช้มือขนาดใหญ่ของมันทุบลงมาที่โลเลมลาวาของบรูซอย่างแรงและทั้งเขาและซอมบี้ไททันขั้น 4 ก็เข้าปะทะกันในทันที

ในขณะที่เคิร์ตก็รับมือกับซอมบี้กลายพันธุ์ขั้น 4 ตนอื่น ๆ เช่นกัน และโฟร์กที่กลายร่างเป็นตะขาบอีกครั้ง แต่ตอนนี้ตัวมันเล็กมากกว่าปกติยาวแค่ 10 กว่าเมตรเท่า นั้นถึงจะมีมนุษย์ชั้นสูง ระดับสีเขียวถึงสามคนและอีกหนึ่งปืนใหญ่พร้อมกับทหารอีก 70 นาย แต่มันมีซอมบี้ขั้น 4 มันมีเยอะเกินไปดังนั้นพวกเขาจึงเคลื่อนที่ตีฝ่าออกไปได้แค่ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น

และในขณะที่กองกําลังที่ล่าเนโคอย่างศูนย์วิจัยนานาชาติกําลังปะทะกับซอมบี้อยู่นั้นในเรลและเนโคก็ต้องรับมือกับซอมบี้เช่นกัน แต่ในเรลต่างออกไปเพราะเขาบุกเข้าหาซอมบี้สติปัญญา

สิ่งที่พัฒนาความสามารถ [ค่าบัญชาเผ่าพันธุ์ E] มาอยู่ตรงหน้าจานวนมากขนาดนี้แล้วทําไมเขาถึงจะยังไม่เข้าไปกินมันอีกถ้าพลาดไปในเรลคงต้องมาเสียใจทีหลังอย่างแน่นอน

ส่วนเนโคแน่นอนว่าไม่ยอมปล่อยให้พวกที่มาล่าตนหนีไปได้อย่างแน่นอนโดยเฉพาะบรูซที่เป็นคนของจีนาส ดังนั้นเขาจึงเข้าไปขัดขวางอย่างเต็มที่

เนโคที่จัดการฟันไปที่บรูซ ซึ่งทําให้บรูซต้องหันมารับมือกับเนโคแต่ในขณะเดียวกันก็ต้องไปรับมือกับซอมบี้ขั้น 4 อีกสองถึงสามตัว

“บัดซบ แกจะตามไปถึงไหน?” ด่าออกมาพร้อมกับที่ให้โกเลมลาวาใช้อีกหนึ่งท่าโจมตีอ้าปากแต่ครั้งนี้ไม่มีลูกไป แต่เป็นลาวาจะนวนมากออกมาราวกับสายน้ำ

มันเผ่าซอมบี้ที่ต่ำกว่าขั้น 4 ในทันที ส่วนซอมบี้ที่เหลือรอดและเนโคก็ถอยออกมาด้วยความรีบร้อนเพราะรอบตัวบรูซและโกเลมกลายเป็นทะเลลาวาไปแล้ว

บรูซที่โมโหสุดขีด ให้โลเกมลาวาจับไปที่ซอมบี้ไททันขั้น 4 ตัวหนึ่งที่ถอยออกไปไม่ทันกดร่างและศีรษะของมันลงไปในลาวา

ต่อให้ซอมบี้ไททันขั้น 4 เองก็เถอะร่างของมันก็ถูกทําลายไปกลายเป็นเถ้าถ่านเพราะลาวาที่ซึมผ่านไป แม้แต่ซอมบี้โล่ก็กันไม่ได้

ขณะที่เกิร์ตก็ใช้คุกน้ำค่าซอมบี้ขั้น 4 ไปหลายตัว แต่ก็กินพลังงานมากดังนั้นเขาจึงจับคู่กับโฟร์กส่วนเหล่าคนที่น่าสงสารที่สูทก็คงเป็นทหารที่ตอนนี้กาลังตายกันไปอย่างต่อเนื่อง

ทหารหนึ่งคนที่ใช้ปืนกับชุดสูทยิงอัดไปที่ท้องของซอมบี้ไททันจนมันล้มลงแต่ยังไม่ทันที่ทหารคนนั้นจะได้ดีใจก็มีซอมบี้เงาโผล่มาตัดคอเขาตายไปอย่างโหดร้าย

ซึ่งก็เป็นแบบนี้อยู่หลายครั้ง พวกเขานั้นต้องพึ่งพาตัวเองเท่านั้น เพราะไม่มีใครจะปลีกตัวมาช่วยได้

“ซอมบี้เงา 10 นาฬิกายิงได้”

ตูม!

แต่ก็ยังดีที่ในกลุ่นนั้นมีมนุษย์ชั้นสูงระดับ สีเทาและน้ำตาลอยู่หลายคนทําให้ตอนนี้ยังพอมีทหารเหลือมาอยู่ราว ๆ 40-50 คนเดินล้อมรอบหุ่นยนต์สี่ขาที่มีปืนใหญ่อยู่แต่มันก็คงอีกไม่นานที่ปืนใหญ่นี้จะใช้การไม่ได้อีกแล้วเพราะแก่นพลังงานใกล้หมดแล้ว

“เดินหน้าต่อไปตามความเร็วของท่านบรูซไปให้ทัน ไม่งั้นพวกเราได้ตายแน่”

ในขณะที่การนองเลือดเริ่มมากขึ้นนั้นห่างออกไปไม่ไกลซึ่งมียักษ์เถื่อนไม่ต่ำกว่า 3000 ตนเดินทัพมาโดยที่แต่ละตัวนั้นขี่สัตว์ขนาดใหญ่มาด้วยพร้อมกับบรรยากาศกระหายเลือดที่ปลดปล่อยออกมาไม่ขาด

ยักษ์เถื่อนที่มีเขาสีน้ำเงิน ขี่หมาป่ากลายพันธุ์ยักษ์มาพร้อมกับบรรยากาศรอบตัวที่ดูน่ากลัวเป็นอย่างมากแม้แต่สายฝนที่ตกลงมาก็ไม่สามารถเตะต้องตัวเขาได้พร้อมกับที่ในมือมีเข็มทิศชี้ไปทางที่ในเรลอยู่

ตอนที่ 87 ตายยาก

ตะขาบยักษ์ที่โกรธในเรอย่างมากมัน พุ่งตรงมาที่เขาด้วยลําตัวที่ยาวกว่า 20 เมตรในทันที

“ปู่เดี๋ยวผมจัดการตะขาบนั่นเอง” ในเรลกล่าวเสร็จก็ยกขวานยักษ์เข้าปะทะกับตะขาบยักษ์ในทันที

คําราม!!!

ตะขาบยักษ์คํารามออกมาด้วยเสียงที่ ดังราวกับแมลง ขาทั้ง 191 ตาพร้อมทั้งหนวดที่ขยับไปมาจนดูน่าขนลุกตวัดเข้าใส่ในเรลอย่างไร้ความปราณี

“หึ” ในเรลหายใจออกมาทางจมูกอย่างดูถูก ขนาดตัวของเขาค่อย ๆ สูงใหญ่กว่า 6 เมตรด้วยความสามารถ [ร่างไททัน] เกล็ดของกิ้งก่าเริ่มขึ้นมาตามผิวหนังด้วยความสามารถร่างอมนุษย์ [กิ้งก่ายักษ์ B] มือที่มีกรงเล็บกําไปที่ ด้ามจับของขวานยักษ์ขนาดใหญ่เหวี่ยงซัดเข้าไปที่หัวของตะขาบยักษ์อย่างรวดเร็ว
ปัง!

การปะทะกันนั้นถึงกับทําให้ตะขาบยักษ์มีนงงไปเล็กน้อยในทันที แต่เพราะเปลือกที่เป็นป้อง ๆ ของมันเป็นเหมือนกับเกาะป้องกันที่แข็งแกร่งทําให้มันแทบไม่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีของไนเรลมากนัก

ส่วนในเรลเองก็หลบการโจมตีจาก ขาทั้ง 191 ข้างของตะขาบยักษ์อย่างไม่ ยากเย็น และทั้งในเรลและตะขาบยักษ์ก็เข้าปะทะกันอีกหลายครั้ง

เนโคที่เห็นว่าในเรลปะทะกับตะขาบตัวใหญ่นั้นอย่างเมามัน มันก็กระตุ้นความอยากในการต่อสู้ของเขามากขึ้นไปอีก เนโคกําไปที่ด้ามจับของดาบทั้งสองและตรงเข้าหาบรูซ

บรูซบังคับโลเลมลาวาปะทะกับเนโค ในทันที แต่ในครั้งนี้บรูซดูจะเสียเปรียบเนโคอย่างมาก เนื่องมาจากดาบหนังที่อยู่ในมือของเนโค มันเป็นดาบหนัก เพราะนอกจากจะมีความคมแล้วมันยังมีความสามารถในการทุบทํารายที่สูงมาก

ปัง! ดาบหนักกระดูกฟันเข้าไปที่ขาของโกเลมลาวาตัวเล็ก ขาของมันแตกออกกระจายตามแรกของดาบพร้อมกับที่ตัวของโกเลมลาวาล้มลง เนโคไม่รอช้าคิดที่จะจัดการฟันปิดฉากโกเลมตัวนี้ในทันที เพื่อไม่ให้มันฟื้นฟูร่างกายได้ไหม แต่ก่อนที่เขาจะได้ฆ่ามันก็โดนตัวหลักต่อยสวนเข้ามา

“ย้า!” เนโคใช้ดาบหนักรับการโจมตีไว้ได้โดยที่เขาไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย

ตัวดาบยังคงแข็งแกร่งมาก จนไม่มีที่ท่าว่าจะละลายจากความร้อนของลาวาได้อย่างง่ายดาย

แต่แน่นอนว่าบรูซเองก็ไม่ได้มีการโจมตีแค่นั้น เมื่อเห็นว่าไม่สามารถที่จะทําอะไรเนโคได้ เขาก็รวมโกเลมตัวเล็กเข้ากับโกเลมหลักในทันที ร่างของโกเลมหลังที่รวมกันแล้วขยายใหญ่ขึ้นเป็น 10 เมตรในทันที

โกเลมลาวาตัวหลังนั้นก็ปักเท้าและแขนทั้ง 4 ข้างลงพื้นดินกลายเป็นเหมือนกับป้อมปืนใหญ่ ปากที่กว้างใหญ่กว่า 1 เมตรเปิดออกเภยให้เห็นลาวาที่เดือดระอุอยู่ภายใน

ตอนนี้โกเลมลาวาได้กลายเป็นเหมือนกับภูเขาไฟที่พร้อมปะทุได้อย่างเต็มที่

“ในเมื่อยอมให้จับดี ๆ ไม่ชอบงั้นก็ต้องเจอแบบนี้” บรูซพูดออกมาด้วยความที่หมดความอดทนแล้ว ท้องของโกเลมลาวาขยายใหญ่ขึ้น ปากของโลเลมลาว่าก็ยิงลาวาที่อัดแน่นกันเป็นกระสุนปืนใหญ่เข้าใส่เนโคทันที

ตูม!

“หึ กระจอกไป” เนโคใช้ดาบหนักฟัน ผ่ากลางไปที่กระสุนลาวาที่ยิงออกมาจากโลเลมลาวาตัวนั้นในทันที

ลาวาที่ถูกผ่าครึ่งแยกออกเป็นสองทางทําลายพื้นเป็นทางลากยาวกว่า 10 เมตรพร้อมทั้งพื้นดินที่ละลายกลายเป็นหินหนืดรอบ ๆ ในทันที

ใบดาบของดาบหนักกระดูกเกิดเป็นสีแดงร้อนฉาน เมื่อมันกระทบกับเม็ดฝนที่ ตกลงมาก็เกิดเป็นไอน้ําลอยออกมาเป็นหมอกในทันที

เนโคจ่มดาบลงไปที่โคลนน้ําขังที่เข้า ตัวน้ําก็เดือดเล็กน้อยก่อนที่ดาบจะเย็นตัวลง เขาที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่ขมวดคิ้วเล็กน้อย ถึงแม้ว่าบรูซนั้นจะเสียเปรียบจากสายฝนที่ตกลงมา แต่ก็ต้องยอมรับว่าความร้อนจากลาวาที่บรูซสร้างนั้นมันอันตรายอย่างมาก

แต่ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ได้มีเวลาให้เน โคคอดมากเพราะลูกต่อไปบรูซยิงมาแล้ว ทั้งเนโคและบรูซจึงต้องมาวัดกันที่ว่าใครจะหมดพลังงานในเซลล์ก่อนกัน

ในขณะเดียวกันการต่อสู้ของเนโคกับบรูซและในเรลกัมนุษย์ชั้นสูงตะขาบยักษ์นั้น ทางด้านของฝั่งตาเดียวและกลุ่มโนเนทก็ต้องรับมือกับซอมบี้ที่อ้อมมาด้านข้าง ซึ่งก็คือความตั้งใจของเคิร์ตที่จะปล่อยให้ซอมบี้ไหลผ่านไปด้วย เพื่อลดแรงกดดันทางเขาที่ได้รับลง

นั้นทําให้ทางทหารที่ใส่ชุดสูท M2 นั้นสามารถต้านรับซอมบี้ได้นานที่สุด

ตาเดียวที่ดูจะถนัดสู่คนเดียวมากกว่านั้น ก็เข้าจัดการกับซอมบี้ขั้น 2 อย่าง ซอมบี้เงา เขาได้ใช้หินที่อยู่โดยรอบมาห่อหุ้มตัวเป็นชุดเกาะ แต่จะว่าไปแล้วหินโดยรอยของตาเดียวก็มีลักษณ์คล้ายกับโกเลมของบรูซเช่นกัน

ด้วยชุดเกาะหินทําให้เขานั้นหมือนกับนักรบตัวใหญ่กว่า 2 เมตร หมัดแต่ละหมัดต่อยเข้ากับซอมบี้จนสามารถบดขยี้มันได้อย่างงายดาย โดยเฉพาะซอมบี้เงา ขั้น 2 ที่มันไม่สามารถฟันหรือทําอันตรายตาเดียวได้เลย ถึงแม้เขาจะตามความเร็วของซอมบี้เงาไม่ทันก็ตา แต่ในทุก ๆ ครั้งที่ซอมบี้เงาใช้ดาบแขนของตัวเองฟันเขา เกาะหินโดยรอบก็จะเข้ารับดาบแขนของซอมบี้เงาไว้จากนั้นก็จัดการจับดาบฝังไว้ในหินจนมันไม่สามารถขยับตัวไปไหนได้

เมื่อสูญเสียทั้งอาวุธและความสามารถ ในการเคลื่อนที่มันก็กลายเป็นแค่เป้านิ่งให้ตาเดียวจัดการฆ่าทิ้งเท่านั้นปัง!

ซอมบี้เงาขั้นสองนั้นจึงกลายเป็นไข่ให้ตาเดียวทุบเล่นเท่านั้น ส่วนคู่ต่อสู้ที่แท้จริงนั้นก็คือซอมบี้ไททัน และซอมบี้เงาขั้น 3 ที่เริ่มมีมาให้เห็นแล้ว

ในขณะที่ตาเดียวซึ่งมีระดับสีเทากําลังต่อสู้อยู่นั้นด้านข้างก็มีเหล่าโนเนทที่นําโดยชารอนเข้าร่วมต่อสู้เช่นกัน แต่เพราะพลังของพวกเธอที่เป็นแค่ระดับสีขาวนั้น ทําให้ใช้กลยุทธ์ในการตั้งรับและใช้กับดักจัดการฆ่าพวกมัน

โดยพื้นที่ ๆ พวกเธอเลือกก็คือคฤหาสน์ที่ตอนนี้พังไปหลายจุดจนไม่มีชิ้นดี แล้ว หน้าที่ในการลดการผ่านของซอมบี้เข้ามาหาพวกเธอก็คือความสามารถ [เส้นไย F] ของสองพี่น้องฝาแฝด วิลด้า และวิลล่า เส้นไยขนาดเล็กที่ถูกปล่อยออกไปคลายกับกับดักจับแมลงไปยึดตามทางผ่านทั้งผนัง กําแพงที่พังลง และแม้แต่พื้นดิน

เมื่อซอมทเงา หรือซอมบี้ปีกที่บินลงมาจากด้านบน เมื่อติดเข้าไปก็ยากที่จะหลุดออกมาได้

และก็มีซอมบี้เงาผู้โชครายตัวหนึ่งมัน พยายามเข้ามาจัดการทั้งสองคน แต่เมื่อเข้ามาทั้งตัวของมันก็เต็มไปด้วยเส้นไย ยิ่งดิ้นมากเส้นไยก็ยิ่งรัดแน่น ถึงแม้มันจําใช้ดาบแขนขาทั้ง 4 ของตนในการฟันไยพวกนั้น แต่มันก็มีมากเกินไป

กรีดร้อง!!!

ในตอนนั้นเองมันก็กรีดร้องออกมา แต่ก็เป็นการกรีดร้องครั้งสุดท้าย เพราะการรับรู้ของมันก็หายไปพร้อมกับที่ตัวของมันก็ไม่สามารถขยับได้ ซึ่งมาจากความสามารถ [อาณาเขตแห่งการรับรู้ F] ของวันน่าที่ปิดกั้นการรับรู้ทั้งหมดของมัน และความสามารถของชารอนที่เพียงแค่สัมผัสมันด้วยปลายนิ้วตัวของมันก็ยืนแข็งที่อเป็นอัมพาตไปในทันที

ต้องบอกก่อนว่าซอมบี้ก็คือเส้นทางอีก เส้นที่วิวัฒนาการไปจากมนุษย์ ซึ่งถูกเรียกว่าการวิวัฒนาการที่ล้มเหลว ถึงมันจะเป็นการล้มเหลว แต่ยิ่งซอมบี้วิวัฒนาการขั้นสูงไปมากเท่าไหร่ พวกมันก็กลายเป็นสิ่งที่มีชีวิตมากขึ้นเท่านั้น

หรือจะพูดง่าย ๆ ก็คือสิ่งมีชีวิตแห่งความตาย สิ่งที่เกิดมาจากความตายนั้นเอง

ในขณะที่ไม่มีการต่อต้านจากซอมบี้ เงาตัวนี้อีกแล้วเส้นใยที่อยู่ในการควบ คุมของทั้งสองพี่น้อง วิลด้า วิลล่าก็รัด เน้นขึ้นจนร่างของมันถูกตัดออกเป็นชิ้น

เหลือแต่เพียงดาบเงาทั้ง 4 ที่พวกเธอ หยิบขึ้นมาเป็นอาวุธคู่กายค่าตัวที่มาติด กับต่อไป

อีกทางฝั่งของโนเนทที่เหลือพวกเธ อก็ได้จัดการค่าซอมบี้ไททันขั้น 2 ไป อีกตัวโดยมีเวลด้าที่ใช้ความสามารถ [ส ลับร่าง F] เข้ายึดร่างของซอมบี้ไททัน ขั้น 2 อีกตัวจากนั้นกอดรัดร่างของซอม ไททันอีกตัวไม่ให้มันขยับไปไหนได้

คําราม!!!

ซอมบี้ไททันร้องคํารามออกมา พร้อมทั้งพยายามที่จะสลัดให้หลุดจากการโดนจับไว้และในตอนนั้นเองที่วินเอลใช้ความสามารถ [ล่องหน F]ได้จัดการใช้ดาบเงาที่ได้จากซากซอมบี้เงาที่ตาย โดยตาเดียวตัวของเธอไปปรากฏอยู่บนหัวของซอมบี้ไททันที่โดนจับไว้อยู่นิ่ง ๆ และแทงดาบเงาข้าไปที่ตาทั้งสองข้าง แต่เพราะแรงที่ไม่มากนัก

นั้นยิ่งทําให้ซอมบี้ร้องคํารามอย่างต่อเนื่อง

เวลด้าที่สิ่งอยู่ในร่างของซอมบี้ไททัน ก็จับหัวของซอมบี้ไททันตัวที่โดนเสียบด้วยดาบกระแทกลงไปที่พื้นอย่างแรก

ตูม!

ดาบเงาที่ปักคาอยู่แทงทะลุหัวของมันแน่นิ่งตายไปในทันที จากนั้นเธอก็ดึง ดาบเงาแทงตัวซอมบี้ไททันที่สิ่งอยู่ตายไปพร้อมกันในทันที

เวลด้ากลับเข้ามาในร่าง โดยที่มีวิน่าค่อยประคองร่างของเธออยู่ด้านข้างก็มีเวสลี่ ซึ่งความสามารถของเธอนั้นเป็น [เสียงเรียกของสัตว์ป่า F] ซึ่งแน่นอนว่าไม่มีสัตว์ที่ไหนอยู่แถวนี้ ดังนั้นเธอจึงไม่สามารถทําอะไรได้

จึงต้องให้ เวนดี้ที่มีความสามารถอย่าง [วิญญาณอารักษ์ F] เขามาคุ้มกันทั้ง สองคน ความสามารถของเวนดี้นั้นน่ากลัวเป็นอย่างมาก ไม่เพียงแต่วิญญาณอารักษ์ที่จะทะลุผ่านร่างของทุกสิ่งได้แล้ว แต่สิ่งมีชีวิตที่มันทุลุผ่านไปนั้นก็จะเกิดการแช่แข็งจากภายใน

อย่างซอมบี้เงาขึ้น 2 ที่โดนทะลุผ่านร่างไปแค่สองสามที่ตัวมันก็ตายลงไปในทันที พร้อมกับความเย็นที่ออกมาจากภายใน
อีกทั้งเมื่อมีซอมบี้หลายตัว วิญญาณอารักษ์ของเธอก็กรีดร้องออกมา มันรุนแรงมากจนทําให้ซอมบี้เหล่านั้นสูญเสียความสามารถในการต่อสู้ไป

ถ้าจะบอกให้ถูก ถ้าไม่มีใครเข้าประชิดตัวเธอได้ มันก็ยากที่จะชนะเธอ เว้นแต่ว่าจะมีพวกที่ใช้ความสามารถไฟหรือแสงเผ่าวิญญาณอารักษ์ของเธอ

“เราต้องถอยกลับไปที่ห้องใต้ดินก่อน จากนั้นก็รับมือกับซอมบี้ที่นั่น เพราะถ้าขึ้นอยู่ตรงนี้นานไปจะได้รับลูกหลงจากการต่อสู้ของท่านในเรลแน่นอน” ชารอนกล่าวพร้อมกับที่มองไปทางในเรลที่ปะทะกับตะขาบยักษ์อย่างเมามัน จนแม้แต่ต้นไม้ยักษ์หน้าคฤหาสน์ก็โดนลูกหลงใกล้จะถล่มลงมาทุกที่

และด้วยขนาดที่ใหญ่ของมันนั้น ถ้าล้มลงมาจะต้องสร้างความเสียหายให้กับบริเวณโดยรอบแน่นอน

และอีกไม่นานมันก็คงจะล้มลงพังทลายลงมา เพราะว่าไฟที่เกิดจากลาวาของบรูซก็กําลังเผ่าพื้นที่โดยรอบ แม้จะมีสายฝนที่ตกลงมาตลอดก็ไม่ได้ช่วยดับไฟเหล่านั้นเลย

ในขณะที่เกิดการต่อสู้ทั้งฝั่งของกลุ่ม ทหารที่มาล่าเนโคที่นําโดยสามมนุษย์ ชั้นสูงระดับสีเขียวและกลุ่มในเรล พร้อมทั้งเหล่าซอมบี้ที่ไม่รู้ว่ามาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าเหล่า ซอมบี้กําลังจะเสียเปรียบและตายไปมาก

แต่อันที่จริงแล้วทุกอย่างกําลังจะเพิ่งเริ่มต้นขึ้นเท่านั้น เมื่อมีฝูงซอมบี้ปีกที่กลับมาจากการล่าเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลําได้กลับมาแล้ว
ส่วนชะตากําของทั้งสองลํานั้นก็คงไม่ต้องพูดถึง

ฝูงซอมบี้ที่เริ่มมารวมตัวกันรอบ ๆ จุดศูนย์กลางที่ห่างจากจุดปะทะหรือคฤหาสน์ไปแต่ไม่กี่ร้อยเมตร

ซอมบี้จํานวนมหาศาลได้บินวนอยู่ด้านบน ส่วนด้านล่างที่น่าแปลกพวกมันได้จัดขบวนทัพกัน

“มนุษย์ทั้งหลายก้มหัวลงซะ” เสียงของซอมบี้สติปัญญาที่ดังผ่านกล้องไป ในโสตประสาทอย่างรุนแรง มันทําให้หลายคนนั้นถึงกับกระเลือดออกมา

ซอมบี้สติปัญญาขั้น 4 ได้ออกโรงจัดการด้วยตัวเองแล้ว

ตอนที่ 86 อีกหนึ่งมนุษย์ชั้นสูง

ในขณะเดียวกันทางด้านของเคิร์ตที่ตอนนี้ใช้ความสามารถ [วารีวิบัติ S] ต้านรับซอมบี้เงาขั้น 2 ที่บุกเข้ามาเป็นระลอกแรกอย่างต่อเนื่อง

“เขามาซอมบี้บัดซบ”เคิร์ตตะโกนออกมาพร้อมกับพลังที่หลั่งไหลเข้าไปผสานกับสายฝนที่ตกลงมาก่อตัวเป็นกําแพงน้ำสูงกว่า 5 เมตรล้อมรอบกลุ่มทหารของตนเองไว้

สําหรับความสามารถของเคิร์ตที่ได้รับการหนุนเสริมกับสภาพอากาศแบบนี้มันทําให้เขาสามารถปลดปล่อยออกมาได้อย่างเต็มที่เขาค่อยๆบีบอัดแรงน้ำเข้าหากันซอมบี้เงาขั้น 2และ 3 ที่วิ่งเข้ามาไม่ระวังร่างของมันก็ถูกน้ำตัดออกครึ่งในทันที

คําราม!!!

ในขณะเดียวกันก็มีซอมบี้ปีกจากบนท้องฟ้าที่ตอนนี้กําลังรุมโจมตีเฮลิคอปเตอร์จู่โจมทั้ง 2 ล่าอยู่ในขณะที่เฮลิคอปเตอร์ขนส่งเองก็ดูเหมือนจะต้านอีกไม่นานทหารที่อยู่ด้านล่างก็ใช้ปืนใหญ่พลัง งานในการสนับสนุนทันที

“ยิ่งได้

ตูม! ตูม! ตูม!

ปืนใหญ่พลังงาน E2 ที่ติดตั้งกับหลังของหุ่นยนต์สี่ขาจํานวน 2 ตัวยิงซอมบี้ปีกที่อยู่ด้านบนอย่างต่อเนื่องหุ่นยนต์สี่ขานี้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อใช้ในการเคลื่อนย้ายปืนพลังงาน E2 โดยเฉพาะเพราะถึงแม้ว่าปืนรุ่น E2 จะมีขนาดเล็กลงมาแต่มันก็ไม่ได้มีน้ำหนักเบาแต่เมื่อมีหุ่นยนต์สี่ขาเข้ามาเสริมก็ทําให้มันมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทหารที่อยู่ด้านล่างมองดูสถานการณ์ที่เริ่มได้เปียบมากขึ้นพวกเขาก็แสดงสีหน้าที่ผ่อนคลายมากขึ้น

“รายงานฝูงหลักของซอมบี้มาถึงแล้ว”แต่ในตอนนี้เองที่ซอมบี้ฝูงหลักได้เข้ามาถึงจุดที่พวกเขาอยู่แล้ว

คําราม!!!!!!!!!!! IIIIIIIIIIIIIIII

เสียงคํารามของซอมบี้นับหมื่น ๆ ตัวดังผ่านสายฝนจนพวกเขานั้นรู้สึกกลัวขึ้นมาในทันทีเพราะนั้นในมันมีซอมบี้ขั้น 4 อยู่เป็นจํานวนมาก

ทั้งซอมบี้ไททันที่ตัวสูงใหญ่นับ 10 เมตรซอมบี้เงาที่มาพร้อมกับร่างกายที่บางมากและยังสังเกตเห็นได้ยากมากกว่าเก่าส่วนซอมบี้ปีกนั้นถึงตัวของมันจะไม่ใหญ่ขึ้นแต่ความแข็งแกร่งของมันมากกว่าเดิมซะอีก

ซอมบี้ปีกขั้น 4 ที่ตามมาทีหลังพร้อม กับฝูงซอมบี้ปีกขั้น 2-3 นับพันพวกมันได้รวมตัวกันและเริ่มบินวนเป็นขบวนบ นท้องฟ้าหมุนวนอยู่รอบ ๆ เฮเลคอปเตอร์ขนส่งเพื่อปิดล้อมจากนั้นมันก็โจมที่ จากทิศทางด้านล่างตัวเครื่อง

“เมย์เดย์ เมย์เดย์ เมย์เดย์ เครื่องจะตก แล้วคงต้านได้อีกไม่นาน ต้องน้ำเครื่องลงโดยด่วน…”

แต่ก่อนที่พลขับเครื่องบินจะเอาเฮลิ คอปเตอร์ขนส่งลงได้นั้น ฝูงซอมบี้ปีกนั้นก็วนกลับมาอีกรอบ กรงเล็บจํานวนมากโจมตีไปที่ตัวเครื่อง ใบพัดหรือแม้แต่คนขับก็ถูกกรงเล็กจํานวนมากดึงตัวออกมาจากที่นั่งคนขับร่างที่โชคร้ายของสองนักบินถูกซอมบี้ฉีกแขนขาและตัวเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยอยู่กลางอากาศ

ตูม!

เมื่อเครื่องสูญเสียพลขับไปไม่มีใคร คอยควบคุมมันก็ดิ่งลงโหม่งพื้นโลกในทันที

“หลบเร็ว…ออกจากตรงนั้น” แต่ด้วย ความโชคร้ายเครื่องมันกลับตกลงมาที่ทหารอยู่ แต่ในความโชคร้ายก็ยังมีความ โชคดีอยู่เพราะทหารส่วนใหญ่ใส่ชุดสูทM2 ทําให้พวกเขาเคลื่อนที่หลบได้ อย่างรวดเร็ว

แต่แล้วหุ่นยนสี่ขา ที่ด้านหลังมีปืน E2 นั้นหนีออกมาไม่ทัน ร่างของมันโดนตัวเครื่องบินทับเสียหาย

“เร็วรีบเข้าไปช่วย เอาปืนใหญ่ E2 ออกมาให้ได้” ทหารหลายคนพยายามเข้าไปเอาปืนใหญ่พลังงาน E2 ออกมา เพราะถ้าเขาไม่มีปืนใหญ่คอยหนุนเสริมละก็ต้องลําบากแน่นอน

“อย่าเข้าไปรีบถอยออกมา” ในขณะนั้นเองผู้กองที่คุมหน่วยก็เรียกทุกคนกลับมาทันทีแต่มันก็ไม่ทันเสียแล้วเพราะมีทหารสองนายที่เข้าไปถึงตัวหุ่นนั้นแล้ว

บูม!!!

เสียงระเบิดที่ดังสนั่นหวั่นไหวไม่ต้องบอกก็รู้ว่ามันมาจากปืนใหญ่พลังงานที่ซึ่งยังมีแก่นพลังงานอยู่แรงระเบิดมันกินวงกว้างกว่า 10 เมตรฆ่าทหารที่อยู่ใกล้จํานวนสองนายนั้นไปแม้แต่ร่างก็ยัง ไม่มีเหลืออีกทั้งคลื่นแรงระเบิดก็ยังคงส่งร่างของทหารอีกหลายนายกระเด็นออกเป็นวงกว้างในทันที

“อ๊าก! อัก!” ทหารนับสิบนายที่บาดเจ็บในทันที

“เร็วไปช่วยคนอื่น ๆ ก่อนเรียกเฮลิคอปเตอร์จู่โจมมาช่วยพาพวกเขาออกไปจากที่นี่”

“ไม่ได้ครับ เฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลําบอกว่าจะต้องออกจากจุดปะทะก่อนเพราะตอนนี้มีซอมบี้ปีกมาไป”

ในตอนนั้นเองที่กําแพงน้ำของเคิร์ตซอมบี้ไททันขั้น 4 สูงกว่า 10 เมตรใช้ร่างกายขนาดใหญ่ๆฝ่ากระแสน้ำเข้ามาพร้อมกับน้ำซอมบี้ตัวอื่น ๆ เข้ามาด้วยยิ่งทําให้สถานการณ์วุ่นวายเข้าไปอีก
เคิร์ตที่เห็นสถานการณ์แบบนั้นเขาก็สั่งออกมาในทันที“ผู้กองค่อยสั่งการทหารจัดการยึดที่มันกําแพงคฤหาสน์แห่งนี้ไว้ฉันจะออกไปจัดการกับซอมบี้ไททันขั้น 4 ตนนั้นต้านไว้ให้ได้จนกว่าบรูซจะจัดการกับเนโคได้”

ผู้กองได้ยินดังนั้นก็สั่งการทหารเข้าปะทะกับซอมบี้ขั้น 2 ซอมบี้ไททันขั้น 2 ตนหนึ่งถูกทหารกว่า 10 นายล้อมกรอบจัดการโจมตีที่จุดบอดของมัน ส่วนซอมบี้เงาขั้น 2 นั้นก็โดนปืนกลไล่ยิงในขณะ ที่ซอมบี้ไททันขึ้น 3 อีกตัวก็เข้ามาเช่นกันแต่ก่อนที่มันจะวิ่งมาถึงก็โดนปืนใหญ่พลังงาน E2 ที่เหลืออีกหนึ่งกระบอกยิงปลิดชีพในทันที

ร่างของซอมบี้ขั้น 3 ล้มลง พร้อมกับที่ปากกระบอกปืนใหญ่หันไปยิงจัดการกับซอมบี้ไททันตนอื่น ๆ

เคิร์ตที่เหยียบอยู่บนสายน้ำตรงเข้าปะทะกับซอมบี้ไททันขั้น 4 อยู่นั้นเขาก็ใช้ความสามารถ[วารีวิบัติ S] ของตนกลายเป็นคุกคุมขังซอมบี้ไททันขั้น 4 ซอมบี้ไททันขั้น 4 ที่ถูกน้ำจํานวนมากเข้าสู่ร่างกายจากนั้นก็ฉีกจากภายในสู่ภายนอก

“ตายไปซะ” เคิร์ตกกดมือลงไปกับคุกน้ำทันใดนั้นน้ำจํานวนมากก็บีบอัดเข้าหากัน

สมองของมันที่โดนเคิร์ตบดขยี้จากน้ำที่เข้าไปนั้นก็ไหลออกมาทางหูตาและปากในทันที

ตุบ! ร่างขนาดใหญ่ของซอมบี้ไททันขั้น 4 ล้มลงพร้อมกับที่เกิร์ตต้องถอยออกมา

“บรูซแร่งมือโดยด่วยเลยทางนี้คงต้านไม่ได้นาน” เคิร์ตที่บอกกับบรูซผ่านวิทยุสื่อสารที่หูในทันทีพร้อมกับที่เขาเข้าไปจัดการกับซอมบี้ขั้น 4 ต่อ

“บัดซบตอนนี้อย่าพึ่งเร่ง” บรูซเองที่ตอนนี้ปะทะกับเนโคอยู่หลายครั้งแต่เขาก็ยังไม่สามารถจัดการกับเนโคได้

แต่มันก็คงอีกไม่นานถ้ายังเป็นแบบนี้ต่อไปเนโคแพ้แน่นอนเพราะทุกครั้งที่ปะทะกันนั้นความร้อนจากลาวาก็ทําให้ผิวหนังของเนโคเกิดบาดแผลมากมาย

เนโคเองก็รู้ตัวว่าถ้าเป็นแบบนี้ก็แพ้แน่ ๆเขาต้องเข้าจัดการกับบรูซโดยตรงถ้าปะแบบนี้ต่อให้ฆ่าโกเลมไปเท่าไหร่มันก็ไม่จบสิ้นเนโคที่หลบโกเลม 4 เมตรทั้ง 2 ตัวในทันทีแต่โกเลมหลังที่มีบรูซรวม ร่างอยู่ที่ศีรษะก็ต่อยเข้ามาที่เนโค

“เสร็จละเนโค”

“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก” เนโคใช้ความแข็งแกร่งของร่างกายบิดตัวกลางอากาศหลบหมัดของโกเลมลาวาหลังได้ฉิวเฉียดจากนั้นเนโคก็เหยียบแขนของโกเลมลาวาเขาเลือกเหยียบไปตามจุดที่โดนน้ำฝนจนมันเริ่มเย็นตัวบ้างแล้ว

เนโควิ่งตรงเข้าไปหาบรูซแต่มันก็ไม่ได้ง่ายอีกเช่นกันเพราะบรูซก็บังคับให้โกเลมสลัดแขนข้างขวาทิ้งเนโคจึงตกลงมาพร้อมกับแขนของโกเลมลาวา

“รับหมัดนี่ไป” บรูซอาศัยจังหวะนี้อีกครั้งให้โกเลมทั้งสามตัวทุบลงไปที่เนโคอย่างเต็มแรง

ตูม!

เนโคที่ให้แขนทั้งสองข้างยกขึ้นมากันการโจมตีในทันทีเพราะตนนี้เขาหลบไปพันแล้ว

ตัวของเนโคที่ปะทะกับแรงนั้นจมลงไปในพื้นดินครึ่งตัวในทันที

“ฮ่า ๆ เนโคแกหนีไปไหนไม่ได้แล้วรับไปอีกครั้ง” บรูซที่ดูเหมือนจะได้เปรียบรีบใส่หมัดโกเลมเข้ามาอีกไม่ยั่งในทัน

ในทุกครั้งที่เนโครับหมัดนั้นเขาก็ด้รับบาดเจ็บจากความร้อนของโกเลมลาวามันเผาเสื้อผ้าและผิวหนังของเขาอย่างต่อเนื่อง
องโข

“ปู่รับนี้ไป” เสียงของในเรลดังขึ้นมาพร้อมกับที่ดาบหนักคู่ของในเรลที่บินเข้ามาหาเนโคเนโครีบคว้าจับไปที่ดาบหนักทั้งสองเล่มและฟันสวนกลับไปที่ขาของโกเลม 4 เมตรตัวหนึ่งในทันที

เมื่อขาของโกเลมที่โดนฟันจนขาดนั้นก็ล้มลงกับพื้นบังตัวของเขาไว้ทําให้หมดของโกเลมทั้งสองทุบลงไปที่ร่างของโกเลมตัวนั้น กลายเป็นการโจมตีพวกเดียวกันเอง

บรูซอาศัยจังหวะนั้นโจมตีไปที่โกเลมตนนั้นเพื่อที่จะไม่ให้มันฟื้นตัวขึ้นมาได้อีก

โกเลมลาวา 4 เมตรตกกระจายออ กมาพร้อมกับที่เนโคหนีออกมาได้

บรูซเองก็ถอยออกมาเช่นกัน แต่น่า แปลกที่บรูซไม่ยอมสร้างโกเลมขึ้นมาอีกนั้นก็เป็นเพราะว่าการสร้างโกเลมแต่ละตัวนั้นใช้ความพลังงานเยอะเป็นอย่างมากตอนนี้บรูซพยายามที่จะเก็บพลังงานไว้เพื่อฟื้นฟูโกเลมหลักเท่านั้น

เนโคที่ถอยออกมาพร้อมกับดาบหนักคู่เขาถือมันอย่างถนัดมือถึงแม้มันจะมีน้ำหนักที่มากแต่ก็ให้พลังโจมตีที่มากตามไปด้วยอีกอย่างมากสร้างมาจากหางกระดูกของจิ้งจกหางหอกขั้น 4 ทําให้มันทนกับพลังความร้อนของโกเลมลาวาได้พอสมควร

“ของดี” เนโคเหวี่ยงดาบหนักกระดูกไปมากอย่าถูกใน

“แน่นอนปู่มันคือ อาวุธระดับ 4 เลยผมให้ยืมให้ก่อน” ในเรลเดินออกมาพร้อมกับแบกขวานยักษ์ไว้ด้วย

“มนุษย์ชั้นสูงระดับสีเขียวอีกคน” บรูซมองไปที่ในเรลอย่างระวังและกล่าวออกมา“นายเป็นใครอย่าเข้ามายุ่งจะดีกว่าฉันมาตามจับคนร้ายถ้านายไม่อยากมีปัญหาก็ถอยไปซะ”

“โอ้ ให้ฉันถ่อยงั้นหรือแล้วให้ฉันยืนดูปู่ของตนเองโดนจับไปงั้นหรือไง” ไนเรลพูดออกมาอย่างดูถูก

บรูซเห็นท่าทางของในเรลดูถูกตัวเองแบบนั้นเขาก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ในทันทีแต่แล้วเขาก็นึกขึ้นมาได้ว่าในเรลเรียกเนโคว่าปู่

“แก คือไนเรล ประธานสมาพันธ์นักล่างั้นหรือ”

“โอ้ ดูเหมือนแกจะรู้จักฉันนิใช่แล้วฉันในเรลผู้ก่อตั้งสมาพันธ์นักล่า” ในเรลพูดออกมาแต่แล้วเขาก็ฟาดขวานยักษ์ของตนเองลงกับพื้นในทันที

ตูม!

ทันทีที่ขวานฟาดลงไปที่พื้นก็มีตะขาบขนาดยักษ์ยาวกว่า 20 เมตรโผล่ขึ้นมามันมีแขนขานับร้อยพร้อมกับใบหน้า

ของมนุษย์ที่หน้า มันก็คือมนุษย์ชั้นสูงสีเขียวอีกคน

“บัดซบแกรู้ได้ไงว่าฉันซ่อนอยู่”ตะขาบยักษ์มองไปที่ในเรลและถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่หน้ากลัว

“ง่ายมาก ก็น้ำฝนที่พื้นไงมันไหลไปตามผิวดินที่แกเลื่อนผ่านแกคงต้องหัดที่จะเป็นสัตว์ชั้นต่ําให้มากกว่านี้โอ้ไม่ใช่แกคงต้องหัดใช้สมองให้มากกว่านี้”ในเรลพูดออกมานิ่งแต่สําหรับมนุษย์ชั้นสูงคนนั้นแล้วมันกลับเป็นการหลอกด่าโดยตรง

“บัดซบ แกตาย” ตะขาบนั้นดูจะโกรธมากมันจะตรงเข้าหาในเรลในทันทีแต่ก็โดนห้าไว้โดยบรูซก่อนอีกเช่นกัน

นิยาย re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 83 กลุ่มโนเนท

อันที่จริงแล้วเขาคิดว่าอยากจะเรียนแบบกลุ่มมนุษย์ชั้นสูงหญิงสาวกลุ่มหนึ่ง ที่มีกันอยู่ 9 คนซึ่งทั้งหมดนั้นเป็นการรวมตัวกันของมนุษย์ชั้นสูงที่มีความสามารถประเภทลึกลับ

ตอนนี้มี 9 คนรวมทั้งชารอนด้วย ซึ่งเขาคงให้ชารอนเป็นหัวหน้ากลุ่มก็ดูไม่เลวเหมือนกัน และพอดีว่าที่ตัวของเขานั้นมีผลคริสตัลที่ให้ความสามารถลึกลับอยู่ 9 ผลพอดี ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะบอกให้เขาขโมยชื่อกลุ่มของคนพวกนั้นมาซะ

กลุ่มโนเนท ซึ่งได้มาจากกลุ่มของวงดนตรีสากลที่ประกอบด้วยจํานวนผู้บรรเลง 9 คน

และเช้าวันต่อมาพวกเธอทั้ง 9 คนก็ ฟื้นขึ้นมา พร้อมกับความสามารถลึกลับ

คนแรกคือชารอนได้รับความสามารถ [สัมผัสพิษ F] ซึ่งถ้าพูดไปแล้วก็เหมาะสมกับเธอ ที่มีความรู้เรื่องยาต่าง ๆ ทันที ที่เธอใช้ความสามารถทุกสิ่งที่เธอสัมผัสก็ติดพิษ ซึ่งพิษก็สามารถกําหนดระดับได้ต่างกันไป แต่ตอนนี้เธอทําได้อยู่สองอย่างคือ พิษที่ส่งผลให้เป็นอัมพาตและสลบเท่านั้น

แต่มันก็น่าสนใจมากพอสมควร

คนต่อมาคือ เวนดี้ เธอได้รับความสามารถ [วิญญาณอารักษ์ F] ที่เรียกว่า วิญญาณอารักษ์นั้นก็ตรงตามตัวเลย เพราะเธอสามารถสร้างวิญญาณออกมาเหมือนกับตัวเองได้ แต่วิญญาณพวกนี้ก็แพ้แสงและไฟพอสมควร

ต่อมาคือ เวสลี่ เธอได้รับความสามารถ [เสียงแห่งสัตว์ป่า F] มาซึ่งเธอสามารถคุยกับสัตว์ได้

คนที่สามคือ วันน่า เธอได้รับความสามารถ [อาณาเขตแห่งการรับรู้ F] ซึ่งมัน ก็น่าสนใจอีกเช่นกัน แต่มันก็มีข้อเสียที่มากสุด ๆ เลยนั้นก็คือ อาณาเขตมันมีระยะแค่รอบ ๆ ตัวของเธอไม่เกิน 2เมตรเท่านั้น ซึ่งก็เสียงมากถ้าเธอใช้มัน

คนต่อมาก็คือ วิลด้าและวิลล่า ซึ่งเขาก็รู้สึกแปลกใจมากที่เธอได้ความสามารถลึกลับที่เหมือนกันนั้นก็คือ ความสามารถ [เส้นใย F] คล้ายกับแมงมุมที่พวกเธอจะปล่อยออกมา

แต่ก็ไม่แปลกถ้าจะคิดว่าพวกเธอนั้น เป็นพี่น้องฝาแฝดกัน มันก็เคยมีเกิดขึ้น มาเช่นกันที่จะมีพลังเหมือน ๆ กัน หรือคล้ายกัน ซึ่งในเรลก็พึงสังเกตเห็นเช่นกัน

อีกสองคนคือ วินเอล เวลด้า พวกเธอได้รับความสามารถ [ล่องหน F][สลับร่าง F] มาตามลําดับ

แต่คนสุดท้ายก็คือ วินา ได้รับความสามารถที่ในเรลก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าเธอจะได้มันมาจากการกินผลคริสตัล วิวัฒนาการ นั้นก็คือความสามารถ [พยากรณ์ F]

[พยากรณ์ F] มันก็คล้ายๆ กับการทํานายอนาคตที่จะเกิดขึ้นจากข้อมูลที่ได้รับ บางครั้งก็แม่นยําบางครั้งก็คลาดเคลื่อนไปขึ้นอยู่กับข้อมูลที่ได้รับ

ต่างจากพวกความสามารถลึกลับที่เห็นเหตุการณ์ในอนาคตหรือนิมิตต่าง ๆ เพราะพวกนี้เพียงแค่เพ่งดูก็จะรู้ แต่ใช่จะรู้ทุกอย่าง

ส่วนพยากรณ์ขอแค่มีข้อมูลก็สามารถพยากรณ์ออกมาได้

ในเรลมองไปที่วินาด้วยความสนใจสุด ๆ ไปเลย จนวินาก็รู้สึกได้ถึงสายตาของในเรลเองก็หน้าแดงเล็กน้อย แต่ไม่รู้ว่าทั้งวินาและในเรลคิดแบบเดียวกันหรือไม่

แต่แน่นอนว่าไนแรลไม่ได้ทําอะไรเธอ เพราะเขาถือคติที่ว่าปกป้องคนของตนเอง

ส่วนที่ว่าชื่อของทั้ง 8 คนนั้นคล้าย ๆ กันก็เพราะว่าพวกเธอให้ไนเรลตั้งให้ โดยอ้างว่าชีวิตเก่าเธอตายไปแล้ว ดังนั้นอยากให้ไนเรลคนที่ให้ชีวิตใหม่มอบชื่อให้ เขาก็ไม่ได้คิดมาก และก็ไม่ได้คิดมากจริง ๆ จึงได้ชื่อออกมาแบบนี้ นั้นก็คือ เวนดี้,เวสลี่, วันน่า,สองพี่น้องวิลด้าและวิลล่า, วินเอล,เวลด้า, วินา

หลังจากการเดินทางก็ใช้เวลาอีก หนึ่งวันเต็ม ๆ ซึ่งในระหว่างทางในเรลก็เข้าไปคุยกับวินนาเพราะเขาอย่างที่จะให้เธอลองใช้ความสามารถพยากรณ์ดู ซึ่งเขาก็บอกจุดหมายที่จะไปและปู่ของเขา

ในขณะที่วินาที่ใช้ความสามารถนั้น ดวงตาทั้งหมดของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีขาวและแล้วเธอก็พูดออกมาเพียงแค่หนึ่งประโยคนั้นก็คือ “ท่านในเรลจะโดนต่อยปากแตกเมื่อไปถึงที่นั้นแล้ว”
หลังจากนั้นเธอก็สลบล่วงลงไป เพราะเธอพยากรณ์ถึงบุคคลที่มีระดับพลังเหนือกว่านั้นอาจจะหมายถึงในเรล

ซึ่งวินาที่วินาสลบนั้นก็ได้ตาเดียวช่วยแบก

ส่วนในเรลนั้นก็ได้แต่คิด ว่าใครมันจะกล้ามาต่อยเขาปากแตก เดี๋ยวพี่จะจับกินให้ซะนิ หลังจากนั้นเขาก็เดินต่อไป และคิดว่าวินาอาจจะพยากรณ์คลาดเคลื่อนก็ได้น่าจะเป็นเขามากกว่าที่ต่อย คน ๆ นั้นปากแต่กว่าแต่ใครกันที่จะไปอยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลของเขา หรือว่าจะเป็นพวกแร่ร่อนที่เข้ามาหลบซอมบี้ ก็อาจจะเป็นไปได้
ในเรลได้แต่คิดถึงความเป็นได้ต่าง ๆ ในขณะที่เขาก็มาถึงเขตพื้นที่อยู่อาศัยที่อยู่ในความทรงจําวัยเด็กแล้วนั้นก็คือ หมู่บ้านที่เป็นที่ตั้งของคฤหาสน์อาโรเดีย

หมู่บ้านแห่งนี้อยู่ห่างจากตัวเมืองมาพอสมควร แต่มันก็มีความเจริญเข้ามามากแล้วเช่นกัน ตึกห้องแถวสองฝากฝั่ง ถัดมาเป็นร้านค้าที่เขาชอบมาซื้ออะไร กิน ฝั่งตรงข้ามเป็นสระไว้น้ําที่อยู่ติดกับโรงเรียนประถม สนามบอลที่เขาแอบหนีพ่อกลับมาแตะบอลอยู่ ๆ

ซึ่งบางครั้งก็ได้บาดแผลกลับไปบ้าง บางครั้งก็มีเพื่อน ๆ ให้เขาช่วยเลี้ยงไอติมแท่งเนื่องจากว่าในเรลนั้นเป็นลูกคุณหนูคุณชายของตระกูลชั้นสูง ซึ่งทําให้เขาได้เงินกินขนมพอสมควร

แต่พอมีน้องสาวข้าขนมของเขาก็โดน ตัดออกไปบ่อย ๆ เพราะผลการเรียนที่สู้น้องสาวไม่ได้ ทําให้เขาต้องขอส่วนแบ่งค่าขนมน้องสาว

ในเรลเดินไปด้วยความอารมณ์ดีจนแม้แต่คนรอบข้างที่แม้จะมองไม่เห็นใบหน้า ภายใต้หน้ากากของในเรลก็สามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศรอบข้าง

สายฝนที่พร่ําลงมาพร้อมกับความหลังที่เขาได้แต่นึกถึง จนกระทั่งเดินมาเรื่อง ๆ ก็ผ่านส่วนสาธารณะที่มีแม่น้ําสายย่อยของแม่น้ําคอนโทรร่าที่เขาจะมานั่งตกปลาอยู่ ๆ บ่อย ๆ

เขานึกไปถึงวัยเด็กที่อยู่ ๆ ก็จําได้ถึงชีวิตก่อนที่จะมาเกิดในร่างในเรล แห่งตระกูลอาโรเดีย ซึ่งในตอนแรกเขาก็กลัวมาก แต่เมื่อความทรงจําค่อย ๆ ประติดประต่อเข้าด้วยกันเขาก็ไม่ได้กลัวมันอีก แต่กลับมีมุมมองชีวิตที่ต่างออกไปนั้นก็คือ จงให้ชีวิตที่ใช้โลกใบนั้นเขาได้สูญเสียไป

เมื่อผ่านพ้นมาถึงส่วนสาธารณะเขาก็มาถึงประตูเหล็กของคฤหาสน์ตระกูลอาโรเดีย คฤหาสน์หลังนี้ปูของเขาได้รับการสืบทอดมาจากบิดาของปู่ที่ได้รับมาจากปู่ต้นตระกูลอีกที

คฤหาส์หลังนี้มี 3 ชั้น ห้องอีกกว่า 10 ห้องพร้อมกับตัวลานบ้านที่กว่า 1500 ตารางเมตร มีสระน้ําหลังบ้านที่เชื่อมต่อไปจนถึงป่าหลังบ้านที่ติดกับภูเขาอีกที

ในเรลสัมผัสไปที่ประตูกรงเหล็กและโซ่ที่ล็อคเอาไว้อยู่ เขาไม่ได้มาที่นี่หลายปีแล้ว ถ้านับเฉพาะชีวิตนี้ก็จะหน้า 5 ปีแล้วตั้งแต่ที่ปู่ของเขาโดนจับไป จากนั้นก็มีปัญญารอบด้านโจมตีเข้ามาจนต้องทยอยขายทรัพย์สินที่ขายได้ จนสุดท้ายก็คฤหาสน์หลังนี้ที่โดนยึดขายทอดตลาดไป นั้นทําให้ตระกูาลอโรเดียเอาเงินส่วนต่างมาตั้งธุรกิจขนาดเล็กได้และทํารักษาตระกูลอาโรเดียไว้ได้ แม้จะโดนความกดดันจากรอบข้างก็ตาม

ส่วนสิ่งที่ปู่เขาทํานั้นก็ไม่รู้ว่ามันคือ เรื่องอะไรเช่นกัน แต่ในอีกไม่นานเขาก็จะรู้แล้วกับสิ่งที่ปู่เขาทําลงไป

ในเรลกระชากโซ่เหล็กออกมาโดยไม่สนใจ เพราะตอนนี้ถ้ามีใครมาขวางเขา เข้าไปในบ้านของตนเองละก็เขาจะตะบันหน้ามันให้ดู
“เข้าไปกันเถอะ” ไม่รู้ว่าในเรลบอกคนที่อยู่ด้านหลังหรือบอกกับตัวเองกันแน่ เขาโยนโซ่ที่อยู่ในมือทิ้งจากนั้นก็ผลักประตูเหล็กเข้าไป

แกรีก แอ๊ด…

เสียงประตูเหล็กที่เหมือนจะขึ้นสนิมเล็กน้อย ค่อย ๆ เปิดออกพร้อมกับที่ในเรล จัดการวัลย์จํานวนมากที่เกาะพันธุ์อยู่ตามประตูเขาจึงเข้ามาด้านในได้

แต่มันน่าแปลกเพราะดูเหมือนว่าที่นี่ ไม่มีใครเข้ามาหลบ มันมีสภาพไม่ต่างไปจากเดิมมากนักจะยกเว้นก็แต่ ความเก่าที่เพิ่มเข้ามา หรือรอยแตกจากแผ่นดินไหวที่เกิดขึ้น

ต้นไม้ใหญ่ที่เขาเคยมาเล่นบ่อย ๆ ตอนนี้มันกับกลายเป็นต้นไม้ขนาดยักษ์ที่สูงกว่า 500 เมตรจนลําต้นของมันมาเบียดตัวบ้านในพื้นที่สนามหน้าบ้านไปกว่าครึ่งเลยที่เดียว

ในเรลเดินอ้อมต้นไม้ใหญ่ก็เข้ามาถึงตัวบ้านที่อยู่ ๆ ด้านข้าง สายฝนที่ตกลงมากระทบกับใบไม้ของต้นไม้ใหญ่แล้ว ค่อยหยดลงมากระทบกับหลังคาของบ้านราวกับว่าต้นไม้นี้กําลังบังฝนให้กับคฤหาสน์หลังนี้อยู่

“กลับมาแล้วครับ” ในเรลพูดออกมาด้วยความเคยชิน แต่ก่อนที่เขาจะได้เปิดประตูเข้าไปอยู่ ๆ ก็มีการโจมตีต่อยเข้าไปที่ในเรลไม่ทันตั้งตัว อาจจะเป็นเพราะว่าในเรลก็คิดไม่ถึงเหมือนกัน บวกกับใจของเขาที่เผลอเหม่อลอยไปชั่วขณะโครม! ตุบ!

ในเรลกระเด็นถอยไปชนเข้ากับระเบียงราวบันไดด้านข้าง แต่เขาก็ผลึกตัวกับมายืนได้อย่างรวดเร็ว ไม่แค่ปากที่แตกเท่านั้นนอกนั้นก็ไม่เป็นอะไรมาก ยกเว้นก็แต่หน้ากากทองที่หลุดกระเด็นออกไป โดยบนหน้ากากมีรอยกําปั้นอยู่

ในขณะนั้นเองที่ชายชราร่างกํายํากํา ลังที่จะโจมตีคนอื่น ๆ ในเรลก็รีบเข้าไปขวางในทันที

ตูม!

หมัดที่ต่อยเข้ามาในเรลได้ใช้ศอกในการกันจากนั้นก็เบี่ยงแรงปะทะออกไป จนหมัดนั้นต่อยโดนพื้นบ้านพังในทันที

ทั้งในเรลและชราแยกกันออกมาในทันที ส่วนคนอื่น ๆ ก็ตั้งท่าจะโจมตีแล้วเช่นกัน แต่ในเรลก็ได้ห้าเอาไว้ก่อน

“เดี๋ยวก่อนนั้นปู่ของฉันเอง” ในเรลยกมือห้ามทุกคนในทันที

นิยาย re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 85 ตามล่าเนโค

ตอนที่ 85 ตามล่าเนโค

“ปู่หมายความว่าอย่างไร? ทําไมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับพาราซัส”

“พาราซัสคือตัวการที่ปู่โดนจับว่าทรยศขายชาติและขายข้อมูลของประเทศให้กับประเทศมิสทาลเนื่องจากแท้ที่จริงแล้วพวกมันต้องการกุญแจดอกนั้น”

ในเรลิคิดตามที่ปู่ของเขาพูด “มันก็ไม่ผิดที่พาราซัสต้องการกุญแจ แต่กุญแจดอกนี้ทําอะไรได้เดี๋ยวก่อนถ้าไม่ใช่พาราซัสที่ต้องการแต่เป็นผู้ที่อยู่หลังพาราซัสหรือก็คือจีนาสเพราะพาราซัสเป็นบริษัทจากจีนาสนั้นก็แสดงว่าจีนาสรู้ว่ากุญแจดอกนี้ทําอะไรได้ และพาราซัสก็อาจจะรู้เช่นกัน

เขายิ่งคิดก็ยิ่งต้องระวังพาราซัสมากขึ้นถ้าแบบนั้นพาราซัสในชีวิตที่แล้วมันวางแผนแทรกแซงรัฐบาลไทกีล่าก็ไม่ใช่เพื่อครอบครองประเทศไทกีล่าผ่านทางระบบเศรฐกิจเท่านั้น แต่มันต้องการกุญแจด้วย

“ต้องรีบกําจัดพาราซัสออกไปจากไทกีล่าโดยด่วนก่อนที่มันจะควบคุมไทกีล่าทั้งหมด

“แล้วตกลงว่าปู่ขายข้อมูลให้มิสทาลจริงหรือไม่ ในเรลถามออกมา

เนโคเงียบไปสักพักและก็กําลังจะกล่าวออกมาแต่อยู่ ๆ ก็มีเสียงดังมาจากที่บันไดมันก็คือรารอนที่รีบวิ่งมาด้วยความตื่นตะหนก

“แย่แล้ว มีเฮลิคอปเตอร์และทหารจํานวนมากลงมาจอดใกล้ ๆ นี้ดูเหมือนพวกเขาจะไม่ได้มาดีมากนัก”

“เธอเห็นสัญลักษณ์ไหมว่าเป็นคนประเทศไหน?” ในเรลรีบถามออกมาในทันที

“ไม่รู้มันไม่ได้มีติดไว้”

“มันคือพวกจากศูนย์วิจัยนานาชาติและกองกําลังอิสระที่ได้รับการสนับสนุนจากหลายๆ ประเทศ”เนโคกล่าวออก
มา

“รู้ได้อย่างไร?” ในเรลถามออกมาอย่างสงสัย

“เพราะมันมาตามจับปู่ แต่ไม่ต้องห่วงเดี๋ยวปู่จัดการเชือดพวกมันเอง”

ในเรล เนโคและชารอนรีบวิ่งขึ้นมาด้านบนเขามองผ่านหน้าต่างตัวบ้านผ่านสายฝนที่ตกหนักด้านนอกมีเฮลิคอปเตอร์ 2 ลําขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เทอร์โบเจ็ทล่าสุดที่มาพร้อมกับอาวุธอย่างปืนใหญ่พลังงานE1และปืนกลหนักรุนปรับปรุงมันติดตั้งอาวุธมาเต็มอัตราศึกทําให้กล้าที่จะบินออกมาจากค่ายได้ไกลขนาดนี้

แต่มันยังไม่หมดแค่นั้นเพราะเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลําได้คุมกันเครื่องบินลําเลียงทางทหารมา

ทันทีที่เครื่องบินลงจอดไปก็เห็นกองกําลังทหารกว่า 100 นายพร้อมอาวุธที่ทันสมัยกว่าอย่างชุดสูทM2 และปืนใหญ่

พลังงานE2 ซึ่งมีลักษณะภายนอกและการดีไซต์ที่อาจจะต่างออกไปจากของไทกีล่าแต่มันไม่ผิดอย่างแน่นอนทั้งหมดได้วิ่งทยายลงมาจากเครื่องในทันทีพร้อมทั้งยังติดตั้งอุปกรณ์ต่าง ๆ ในทันที

ชุดสูทM2 นั้นเป็นรุ่นที่พัฒนามาจากชุดสูทM1ซึ่งแน่นอนว่ามันจะต้องมีพลังในการต่อสู้ที่มากกว่าเดิมถึงหนึ่งเท่าส่วนปืนใหญ่พลังงานE2 มันถูกพัฒนาให้มีขนาดที่เล็กลงเท่านั้นเพื่อความ สะดวกในการใช้งาน

ที่สําคัญในนั้นยังมีมนุษย์ชั้นสูงระดับสีน้ำตาล 4 คนและสีเขียวด้วย 2 คน

กองกําลังทหารทั้งหมดค่อย ๆ เคลื่อนเข้ามาประชิดกําแพงของคฤหาสน์อย่างรวดเร็ว

ในเรลขมวดคิ้วเล็กน้อย สําหรับเขาการรับมือกับพวกนี้น่าจะไม่มีปัญญาแต่ว่าที่สําคัญคือกลุ่มชารอนหรือโนเนทและตาเดียวถ้าเกิดการสู้ขึ้นมาจริง ๆ นั้นก็เป็นไปได้ยากมาที่พวกเขาจะรอดชีวิตได้

“รีบลงไปที่ชั้นล่าง” อยู่ ๆ ก็มีเสียงของวินาที่ดังออกมาในเรลไม่ได้คิดมากรีบลงไปที่ข้างช่างในทันทีเพราะเขารู้ว่าวินาคงจะให้ความสามารถ[พยากรณ์ F]

แต่ในตอนนั้นเองที่ทุกคนลงไปที่ชั้นล่างแล้วในเรลก็สัมผัสได้ถึงอันตรายที่กําลังเข้ามา

บูม!

เสียงของปืนใหญ่พลังงานยิงถล่มไปที่ชั้นบนจนแหลกในทันที มันยังไปเพียงไม่กี่นัดเป็นเหมือนกับการข่มขู่มากกว่า
“เนโคออกมาซะฉันรู้ว่านายอยู่ในนั้นยอมแพ้แล้วมัดมือมัดเท้าตัวเองพร้อมกับมอบที่อยู่ของกุญแจออกมาซะบางที่นายอาจจะยังพอมีที่ยืนในประเทศนี้ตอนนี้เราแจ้งไปที่ประเทศไทกีล่าแล้วต่อให้นายหนีไปพวกนั้นก็ตามล่านายอยู่ดี” ชายวัยกลางคนร่างท้วมเล็กน้อยแต่งกายด้วยชุดทหารกล่าวออกมาเขาคือบรูซหนึ่งในมนุษย์ชั้นสูงระดับสีเขียวผู้มีความสามารถประเภทพลังธาตุดิน[ลาวาโกเลม S]

“ฮ่า ๆ พวกแกปัญญาอ่อนหรืออย่างไรตอนนี้โลกเป็นแบบนี้แล้วต่อให้ประเทศทั้ง 7 ที่เหลืออยู่จะตามล่าฉันแล้วอย่างไรบอกให้พวกมันไปจัดการกับคนของพาราซัสที่จีนาสผู้หนุนหลังพวกแกไม่ดี กว่าหรือประเทศจีนาสผู้สร้างสงครามให้กับประเทศต่าง ๆ ฮ่า ๆ” เนโคตะโกนออกมาจากในบ้านชั้นล่าง

เคิร์ต มนุษย์ชั้นสูงระดับสีเขียวอีกคนหนึ่งผู้มีความสามารถประเภทพลังธาตุน้ำ[วารีวิบัติ S] ที่ดูเหมือนจะหรี่ตามองไปที่ชายวัยกลางคนร่างท้วมอย่างมีเลสนัยแต่เขาก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาเพราะถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็เป็นการตัดสินใจเบื้องบนเขามีแค่หน้าที่รับคําสั่งเท่านั้นจนกว่าพันธมิตรของศูนย์วิจัยจะจบลง

ดูเหมือนว่าคําพูดของเนโคจะไปจุใจดําของบรูซเป็นอย่างมากเขาถึงกับตะโกนออกมา“บัดซบเนโคเลิกใส่ร้ายประเทศจีนาสของฉันได้แล้วอย่างลืมว่าตอนนี้นายเป็นนักโทษหลบหนีของประ เทศตัวเองและตอนนี้ไทกีล่าก็บรรลุข้อ ตกลงกันแล้วว่าจะจัดการกับนายขั้นเด็ดขาดจึงส่งให้กับทางพวกเราจัดการ”

“อย่างงั้นหรือ” เนโคพูดออกมาอย่างไม่ค่อยเชื่อ

“แน่นอนนายอาจจะยังไม่รู้ตอนนี้ประเทศทั้ง 7 นั้นได้ก่อตั้งพันธมิตรขึ้นมาใหม่แล้วเนื่องจากสถานการณ์ซอมบี้ในตอนนี้ดังนั้นนายยอมมอบกุญแจมาซะมันคือความหวังของมนุษย์เรา”
เนโคได้ยินดังนั้นก็เงียบไปเขารู้ว่าคนที่ตามล่าเขาอยู่นี้มาจากศูนย์วิจัยนานาชาติแต่แน่นอนเขาไม่ได้จะยอมแพ้อยู่แล้วแค่กําลังคิดหาทางออก

ส่วนในเรลนั้นก็ได้แต่นิ่ง ๆ ไป ถ้าบอกว่าการรวมพันธมิตกันของทั้ง 7 ประเทศนั้นมันจะยังไม่เกิดขึ้นในเร็ววันเพราะการรวมกันเป็นพันธมิตจะต้องมีหัวหน้าประประธานแล้วใครจะเป็นละไม่มีประเทศไหนยอมอยู่ใต้อํานาจของประเทศอื่น ๆ อย่างแน่นอน

จนกว่าพวกนั้น พวกอสูรเผ่าทะเลจะมากวาดล้างละนะ

“จะสู้ก็สู้เถอะเดียวพ่อจะจัดการฆ่าทิ้งให้หมด”เนโคที่ตอนนี้คิดจะหนีอีกก็เปลี่ยนเป็นกระหายเลือดอยากสู้ขึ้นมาในทัน

ในเรลที่เห็นแบบนั้นก็ได้แต่จําใจหันมาสั่งการคนอื่น ๆ “พวกเธอดูแลตัวเองนะถ้าไม่ไหวก็ไปหลบที่ห้องใต้ดินทางห้องอ่านหลังสือ”

ที่เขาพูดออกมานั้นเพราะไม่อยากให้ใครตายการตายของหนึ่งในโนเนททั้ง 9 นั้นก็เหมือนกับการโยนผลคริสตัลวิวัฒนาการลึกลับโยนทิ้งไป 1 ผล

แต่ขณะที่ในเรลและเนโคกําลังจะเข้ากับทหารนั้นวินากพูดขึ้นมา

“ซอมบี้กําลังมีซอมบี้จํานวนมากมาที่นี่”ในเรลหันไปมองวินาที่ใช้ [พยากรณ์ F] อย่างเต็มที่เธอพยายามมองไปทุกที่เพื่อเก็บข้อมูลทันใดนั้นเธอก็มองไปที่บนท้องฟ้าที่มีเงาของบางสิ่งอยู่นั้นทําให้วิ นาพูดออกมา

ในเรลมองไปทางที่วินาชี้เนื่องจากท่ามกลางสายฝนมันจึงมองไม่ค่อยเห็นอะไรแต่มันก็ยังมีเงาบางอย่างบินโฉบไปมา

หลังจากนั้นวินาก็ยกเลิกการใช้พลังเธอเรียนรู้ที่จะไม่มองลึกลงไปจนไปเจอกับพวกที่มีพลังสูง ๆ ไม่เช่นนั้นจะเป็นเธอที่บาดเจ็บแทน

“วินา เธอหมายความว่าอย่างไรจะมีซอมบี้มาอย่างนั้นหรือไม่น่าเป็นไปได้”เวนดี้พูดออกมาเวนดี้คือคนที่สนิทกับวินาที่สุดในกลุ่มโนเนททั้ง 9 คน

ในเรลนิ่งเงียบไปสักพักเขาก็กล่าวออกมา“ไม่มันมีโอกาสที่ซอมบี้จะมาที่นี่อย่างวินาบอก”

“ปู่ ผมว่าเรารอดูท่าทีไปอีกสักพักอย่าพึ่งเปิดฉากโจมตีก่อนอย่างน้อยก็ยึดที่นี่เป็นฐานที่มั่นก่อน”

“ทําไม” เนโคถามออกมาอย่างสงสัย

“เพราะวินาบอก เธอมีความสามารถ [พยากรณ์ F]”

เนโคมองไปที่วินาอย่างสนใจเขารู้ว่าโลกนี้มีพวกที่มีพลังแปลก ๆ มากมายแม้แต่ตัวเขาก็เช่นกัน ดังนั้นก็ไม่แปลกที่จะมีคนที่มีความสามารถแบบนี้

“งั้นเอาตามนั้น”

“เนโค ฉันจะให้เวลาแกอีกแค่ 5 นาทียอมซะไม่เช่นนั้นจะให้ปืนใหญ่พลังงานทุกกระบอกยิ่งถล่มในทันที”ชายวัยกลางคนร่างท้วมยังคงพูดออกมาแต่เนโคก็ไม่ตอบเขากลับ

แต่ในขณะนั้นเองที่อยู่ ๆ เฮลิคอปเตอร์ก็ยิงบางสิ่งที่กําลังบินมาโจมตีพวกเขา

ตูม!

เสียงของปืนใหญ่พลังงานยิงออกไปพร้อมกับที่ปืนกลก็เริ่มยิงแล้วเช่นกัน

“เกิดอะไรขึ้น พวกเขากําลังโจมตีใคร”บรูซถามออกมา ทหารรีบรายงานเขาใน ทันที

“รายงานครับมีกองทัพซอมบี้จํานวนมากกําลังตรงมาทางนี้ มันมีอยู่ประมา 1 หมื่นตัวแต่การเคลื่นที่ของพวกมันนั้นเร็วมากคาดว่าจะปะทะกับพวกเราในอีก 2 นาทีครับ”

“แย่แล้วครับ มีซอมบี้เงาจํานวนมากตรงมาทางนี้จะปะทะในอีกไม่กี่วิ”

“ซวยละสิ บอกให้ทหารทุกคนใช้กําแพงนี้เป็นที่มั่นระรับการโจมตีด่วนตอนนี้เราหนีไปไม่ทันแล้ว”

“ซอมบี้จะปะทะใน 30 วิ 20 วิ 10วิมาแล้วยิงเลย”

ตูม! ปัง!

ทหารทั้ง 100 นายหันกลับมาใช้กําแพงคฤหาสน์อาโรเดียเป็นที่มั่นแทนในการป้องกันซอมบี้จํานวนมากกว่าหมื่นตัวซึ่งซอมบี้ทั้งหมดเป็นซอมบี้กลายพันธุ์

แต่แน่นอนว่าเนโคก็ใช้จังหวะนี้ในการโจมตีจาด้านหลังของเขาด้วยเช่นกันมันคงจะหน้าเสียดายแย่ถ้าศัตรูหันหลังให้ขนาดนี้แล้วเขาไม่ทําอะไร

“แย่แล้วเป้าหมายรอบโจมตีจากด้านหลัง…อ๊ก” ทหารคนนั้นต้านเนโคได้แค่ครั้งเดียวพอหมดต่อมาตัวของทหารก็ถูกอัดไปพร้อมกับชุดสูทตายคาที่ทันทีวิญญาณของทหารคนนั้นถูกเนโคที่ใช้ ความสามารถ[สูบวิญญาณ S] มาเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับตนเองในทันที

สําหรับนโคแล้วการที่เขาจะแสดงพลังของตัวเองได้ดีที่สุดนั้นก็คือในสนามรบแบบนี้ยิ่งเขาฆ่าสิ่งมีชีวิตไปมากเท่าไหร่ร่างกายและพลังของเขาก็จะยิ่งแข็งแกร่งขึ้น

ถึงแม้เนโคจะให้เพียงแค่มือเปล่าแต่ทหารเหล่านี้ก็แทบจะรับมือกับเขาไม่ได้เลยเนโคกระโดดหลบกระสุนที่เข้ามาจากนั้นเขาก็จัดการถอนต้นไม้ขนาดเล็กประมาณ 6 เมตรและฟาดกลับไปที่ท หารหนึ่งในคนที่ไล่ยิงเขาด้วยชุด
สูทM2

“บรูซ์ นายไปรับมือกับเนโคฉันจะจัดการต้านซอมบี้พวกนี้เอง”เคิร์ตกล่าว

“นายไหวใช่ไหม”

“ไม่ต้องห่วงฉันจะจัดการกับตัวที่เข้ามาโจมตีเราเท่านั้นและปล่อยบบางส่วนให้ผ่านไปพวกมันจะต้องโจมตีเนโคแน่ฉันไม่ยอมให้เขาใช้เราเป็นโล่กันซอมบี้พวกนี้หรอก”เคิร์ตพูดอย่างมั่นใจ

“เนโคแกคู่ต่อสู่ของแกคือฉันมาสู้กัน” บรูตใช้ความสามารถ [ลาวาโกเลม S] ของตนในทันที

พื้นดินเริ่มร้อนระอุ ลาวาเริ่มทลักออกมาจากพื้นดินสร้างเป็นโกเล็มลาวาถึง 3 ตัวหนึ่งในตัวที่บรูซได้ผสานร่างของตนเองไว้ภายในมีขนาดใหญ่กว่า 7 เมตรและอีกสองตัวใหญ่ประมาณ 4 เมตร

โกเล็มทั้งสามตัวภายใต้การนําของบรูชก็เข้าปะทะกับเนโคทันที

“ก็เข้ามาสิวะ” เนโคไม่ได้ถ่อย หมัดเปล่า ๆ ของเขาปะทะเข้ากับโกเลมลาวาของบรูซทันที

ปัง!

มันเหมือนกับยักษ์ปะทะกับมดไม่มีผิดตัวของเนโคยันไว้ถอยเป็นทางยาวกว่า 5 เมตรจนกระทั่งเท้าของเขายันกับต้นไม้ใหญ่หน้าคฤหาสน์มันถึงได้หยุดลง

ถึงดูเหมือนว่าเนโคจะแพ้กับการปะทะครั้งนี้แต่มันก็ไม่ใช่อย่างนั้นซะที่เกี่ยวเพราะอยู่ ๆ แขนของโกเลมก็แตกออกจากการปะทะ

ทั้งเนโคและบรูซรีบแยกกันออกมาในทันที

นิยาย re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 82 ตาเดียว

ในเรลและพวกเดินออกมาด้านนอกโดยไม่ได้หันกลับไปสนใจโนแลนอีกถึงแม้ทุกคนจะได้ยินเสียงกรีดร้องด้วย ความหวาดกลัวของโนแลนมากับสายฝนเป็นบางครั้งก็ตาม

สายฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่องทําให้วิสัยทัศน์ในการมองเห็นไม่ไกลมากนักพวกเขาจึงไปพักกันที่ห้างร้านมินิมาร์ท แห่งหนึ่งซึ่งด้านในนั้นแน่นอนว่าไม่มีอาหารอะไรเหลืออยู่

ในเรลเดินน้ําเข้าไปพร้อมกับเปลวไฟที่อยู่บนมือเป็นเหมือนกับแสงของคบเพลิงเพื่อส่องดูทาง

ด้านหลังร้านนั้นแบ่งออกเป็นสามห้องนอน เมื่อเข้ามาในห้องแรกในเรลสํารวจดูแล้วว่าปลอดภัยจึงให้พวกผู้หญิงพัก กันอยู่ที่นี่ก่อน ห้องนี้ดูเหมือนจะเป็น ของลูกสาวเจ้าของร้านดังนั้นจึงมีเสื้อผ้าที่ผู้หญิงทั้ง 9 คนพอจะใส่ได้

ชารอนที่มีความกล้ามากกว่าผู้หญิงคนอื่น ๆ เธอจึงตรงเข้าไปหยิบเสื้อผ้ามาเปลี่ยนโดยไม่สนใจว่าในเรลจะอยู่ในห้องหรือไปคนอื่น ๆ ลังเลอยู่สักพักก็รีบเข้าไปสวมใส่เสื้อผ้าเช่นกัน

ถึงแม้พวกเธอจะรู้สึกไม่สบายตัวมากนักเพราะความชินที่ต้องถอดเสื้อผ้าอยู่ตลอดตอนถูกจับขังก็ตามแต่ไม่นานทุกอย่างก็กลับมาปกติเอง

ในด้านของในเรลเขาที่เห็นว่าผู้หญิงเหล่านี้เปลี่ยนเสื้อผ้ากันอยู่ในเรลก็ไม่ได้ทําตัวหน้ารังเกียจปิดประตูและเดินออกมาอีกห้องแต่ในขณะนั้นเองที่ห้องสุด ท้ายก็มีเสียงดังกุกกักออกมาเขาจึงใช้ ความสามารถตรวจจับความร้อนก็พบว่าภายในห้องนั้นมีซอมบี้อยู่ตัวหนึ่ง

เขาจึงโยนตาเดียวที่ยังไม่ได้สติอยู่ไปในห้องที่สองจากนั้นก็หันไปสั่งพวกผู้หญิงให้มาดูแลตาเดียวและตรงไปห้องสุดท้าย
เมื่อเปิดประตูเข้าไปกลิ่นเหม็นเน่าก็ลอยฟังออกมาและก็พบกับซอมบี้ผู้ชายที่แขวนคอตายอยู่โดยเชือกได้ผูกกับพัด ลมเพดานที่ด้านล่างมีเก้าอี้ล้มอยู่ตัว หนึ่ง

ในเรลเดินเข้าไปโดยไม่ได้สนใจซอมบี้ที่พยายามดิ้นไปมามือของซอมบี้ ชายที่พยายามจะคว้าจับตัวเขาแต่มันก็จับไม่ถึง
เขาเดินไปเปิดผ้าม่านและหน้าต่างที่เป็นบานเก็บเพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกและถอดผ้าคลุมที่เปียกจากนั้นก็นั่งลงบนเตียง

เงาที่เดินตามหลังในเรลเข้ามาก็ค่อย ๆคืนร่างเป็นเงากลับมาอยู่ด้านหลังของ ในเรลเหมือนเงาวัตถุทั่ว ๆ ไป

“เห้อ มาดูกันว่านายทําไมถึงฆ่าตัวตาย” ในเรลหยิบจดหมายของลาตายที่เขียนบนกระดาษA4 สีขาวที่อยู่บนโต๊ะ โดยมีฝุ่นจับอยู่ ขึ้นมาอ่านขณะทิ้งตัวลงนอนกับเตียง

เนื้อความในจดหมายก็ไม่มีอะไรมากเกินไปมันแค่เล่าถึงตัวเขาที่ลงมือปลดปล่อยลูกสาวและเมียจากวันแรกที่เกิดการกลายร่างเป็นซอมบี้หลังจากฝน 7 วัน 7 คืนหยุดตกเขาฝังร่างของเธอและก็มาผูกคอตายเพื่อที่จะได้ไปอยู่กับลุกและเมียแต่ในจดหมายไม่ได้บอกชื่อของชายคนนี้ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจหรือลืมกันแน่

ในระหว่างอ่านอยู่เพราะความเหนื่อยเขาก็เลยเผลอหลับไปรู้ตัวอีกที่ก็คือมีเสียงเรียกของชารอนที่เดินหลบซอมบี้เขามาเรียกเขา

“มีอะไร?” ในเรลถามออกมาพร้อมกับมองไปที่เธอที่แต่งตัวด้วยเสื้อยืดเขียวและกางเกงยืนรวบผมไปด้านหลังและเนื้อตัวที่สะอาดมันจึงดูดีเป็นอย่างมากต่างจากสภาพที่เขาเจอเธอในตอนแรก ราวกับคนละคนไม่มีผิด

“ชายตาเดียวเขาฟื้นแล้ว แต่ดูเหมือนเขาจะพูดไม่ได้จะต้องทําอย่างไร…” ชารอนพูดออกมาขณะที่มองไปที่ในเรลซึ่งตอนนี้ถอดผ้าคลุมออกแต่เพราะเสื้อผ้าของเขายังเปียกเล็กน้อยเผยให้เห็น กล้ามเนื้อและรูปร่างที่สมบูรณ์แบบเป็นอย่างมากเธอมองไปที่มัดกล้ามพวกนั้น อย่างไม่ได้ปิดบังอะไรแต่มันก็เป็นแค่ความสนใจเท่านั้นไม่ได้มีความรู้สึกอื่นใดมากไปกว่านี้

ในขณะที่ในเรลก็ดูแปลกใจเล็กน้อยที่ชารอนไม่ได้รู้จักกับตาเดียวเป็ นการส่วนตัวเลยแม้แต่น้อยนั้นหมายความว่าทั้งสองรู้จักกันหลังจากที่หนีออกมา

แต่ตอนนี้ไนเรลเป็นคนช่วยชารอนและตาเดียวทั้งสองก็คงจะได้ทําความรู้จักกันเหมือนเดิมอยู่ดี

“เดียวฉันออกไป” ในเรลกล่าวออกมาเขาลุกขึ้นเดินไปหยิบเสื้อคลุมพร้อมกับจัดการฆ่าซอมบี้ตัวที่แขวนคอตายจากน นก็ออกจากห้องตรงไปที่ห้องที่สองซึ่งพอเข้ามาเขาก็เห็นตาเดียวที่ลุกขึ้ นมานั่งพร้อมกับหญิงสาวสองสามคนที่มีท่าที่ระวังตาเดียวอยู่ตลอดเวลา

ในห้องที่มืด บวกกับใบหน้าของตาเดียวที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการโดนทรมานโดยเฉพาะรอบคริสตัลวิวัฒนาการที่เนื้อบริเวณนั้นโดนเลาะออกไปเกือบหมดใบหูที่ถูกตัดออกไปครึ่งหนึ่งทั้งสองข้างและดวงตาขวาที่เหลือเพียงข้างเดียวทําให้ตาเดียวนั้นดูน่า กลัวเป็นอย่างมาก

ถ้าใช้ โลหิตแห่งชีวิตของไนเรลคงต้ องใช้ในปริมาณที่มากโข ถึงจะสามาร ถกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้

ในเรลเดินมาหยุดอยู่ต่อหน้าเขาขณะที่ตาเดียวมองไปที่ในเรลด้วยใบหน้าตายด้านที่ดูเหมือนจะสูญเสียความรู้สึกไปแล้วเช่นกัน

“ฉันคือคนที่ช่วยชีวิตนายส่วนจีนาสพวกนั้นทั้งหมดก็คือฉันที่ฆ่าไป” ในเรลว่าตาเดียวนั้นมีนิสัยอย่างไรเขาเลยพูดเรื่องที่เกิดขึ้นออกไปตรง ๆ ไม่ได้อ้อมค้อมอะไร

ตาเดียวได้ยินดังนั้นเขาก็นิ่งเงียบไปไม่ได้พูดอะไรออกมาแต่ดวงตาของเขาที่เหลือเพียงข้างเดียวก็สั่นไหวเล็กน้อยกับคําพูดของในเรล

หลังจากนั้นไนเรลก็เดินออกมาโดยไม่ได้พูดอะไรอีก คนที่เหลือก็ตามออกมาด้วยเช่นกัน

บางครั้งก็ต้องให้เวลากับตาเดียวซึ่งในเรลก็ไม่รู้ว่าตาเดียวจะทําอย่างไรต่อบางครั้งเขาอาจจะหายดีแล้วก็จากไปหรือไม่ก็ไม่อาจตอบได้

แต่ในเรลก็ไม่ได้คิดจะบังคับเขา เพราะถึงอย่างไรต่อให้ตาเดียวจะจากไปแต่ตาเดียวก็ยังติดหนี้ชีวิตกับในเรลอยู่ซึ่งในเรลเชื่อว่าคนอย่างตาเดียวต่อให้ไม่มีเขาคอยช่วยก็สามารถพลังเท่ากับระดับเดิมในชีวิตก่อนได้อย่างแน่นอน และมันขึ้นอยู่กับเวลาก็เท่านั้น

ในเรลออกไปข้างนอกร้านมินิมาร์ทพร์อมกับศพของซอมบี้ใช้เวลาไม่นานเขาก็กลับมาพร้อมกับหนูกลายพันธุ์ขั้น 2 ตัวใหญ่ยักษ์เหมือนกับวัวไม่มีผิดหนูทั้ง 15 ตัวที่อาศัยอยู่เป็นฝูงในเรลฆ่าถลกหนังอย่างง่ายดาย

นั้นทําให้หญิงสาวทั้ง 9 คนที่ไม่รู้หิวมาจากไหนกันได้กินหนูยักษ์ย่างกันอย่างเอล็ดอร่อยกันในค่ําคืนนี้

ในระหว่างที่ในเรลและทุกคนกําลังกินหนูยักษ์ย่างอยู่กลางร้านที่ชั้นวางของทั้งหมดถูกยกออกไปด้านข้างเพื่อใช้ย่างหนูทั้งตัวได้นั้นอยู่ ๆ ตาเดียวก็ลากสังขารที่บาดเจ็บของเขาออกมานั่งข้าง ๆ ทุกคน จากนั้นก็จัดการฉีกขาหนูขนาดใหญ่ออกมานั่งกินอย่างเงียบ ๆ ซึ่งดูเหมือนว่าตาเดียวจะหิวโซเป็นอย่างมาก

เมื่อเขาเห็นว่าหนูยักษ์ตัวเดียวคงไม่พอให้ทุกคนได้กินดังนั้นเขาจึงเอาหนูยักษ์ออกมาอีกตัวให้กับตาเดียวโดยเฉพาะ

ส่วนในเรลก็เอาออกมาอีกตัวซึ่งเป็นของเขาตั้งหากเพราะมันก็ไม่พอเขากินเช่นกัน

ในเรลใช้ความสามารถ [เพลิง A] ของตนเองในการอย่างหนูยักษ์ ซึ่งเขา สามารถควบคุมไฟได้ดังใจนึกจังทําให้เนื้อหนูยักษ์กลายพันธุ์สุกอย่างทั่วถึง

เนื้อที่สุกกําลังพอดี ถูกคนทั้งหมดจัดการไม่มีเหลือซากซึ่งในเรลก็ไม่ได้ความสามารถอะไรมาไหมเพราะเขาเคยได้ความสามารถ [กัดแทะ F] ของหนูกลายพันธุ์พวกนี้มากแล้ว

เนื่องจากกลางคืนแบบนี้ไม่มีอะไรทําอีกทั้งเขาก็ไม่ได้รู้สึกง่วงมากนักไนเรลจึงจัดการนําหนังหนูยักษ์ที่ได้มาจัดการขูดเนื้อพังผืดที่ติดอยู่ออกตามหนังออกเพื่อไม่ให้หนังขนหนูยักเสียเขาจะได้ใช้ มันกันฝนที่กําลังตกนี้ได้

แต่เพราะมันมีมาก ในเรลเลยให้ทุกคนมาช่วยกันเขาส่วนการทําให้กับพวกเธออย่างง่าย ๆ แต่ก็ใช่ทุกคนจะทําได้ดี แต่ในเรลก็ไม่ได้เข้าไปช่วยมากนักได้แต่ ปล่อยให้พวกเธอเรียนรู้ไปด้วยตัวเอง

นั้นทําให้ทุกคนได้เสื้อคลุมจากหนังขนหนูกันไปคนละตัว

เช้าวันต่อมาฝนที่ยังคงตกหนักเมื่อคืนก็ได้เบาลงมาบ้างแล้วในเช้านี้ แต่มันก็ไม่ได้มีวี่แววว่าจะหยุดตกแต่อย่างไร
หลังจากที่ไนเรลจัดการเก็บเลือดแห่งชีวิตของเช้าวันนี้ลงขวดแล้วเข้าก็เตรียมตัวออกเดินทางต่อทันที

“เตรียมเก็บของพวกเราจะออกเดินทางกัน” ในเรลและกลุ่มก็ได้ออกมาเดินทางพวกเขาไม่ได้ถามว่าในเรลจะไปที่ไหนได้แต่เดินตามไปเงียบ ๆ กลางสายฝนไปเท่านั้น

ส่วนตาเดียวที่ตอนนี้ได้โลหิตแห่งชีวิตที่ในเรลให้ไปอีกส่วนเมื่อเช้า บาดแผล ของเขาก็ดูดีขึ้นมามาก และตาเดียวก็เดินตามในเรลมาอย่างเงียบเหมือนผู้ ติดตามเขาไม่ได้พูดอะไรมันไม่ใช่เพราะเขาโดนตัดลิ้นแต่อีกเหตุผลคงเพราะบุคลิกของเขานั้นเองอีกด้วยที่เป็นคนไม่ค่อยพูด

ในระหว่างทางนั้นฝนก็ตกลงมาต่อเนื่องไม่มีหยุดพวกเขาเดินกันมาไม่ไกลก็เจอเข้ากับซอมบี้อยู่สองสามตัวแต่มันก็ถูกตาเดียวฆ่าไปอย่างง่ายดายด้วยความสามารถ[ผลึกหิน A]

ความสามารถ [ผลึกหิน A] ขอตาเดียวมันทําให้ไนเรลนั้นสนใจพอสมควรมันคือความสามารถสายพลังธาตุที่เป็น เอกลักษณ์ พลังของความสามารถนี้คือการดึงดูดวัตถุประเภทหินทุกชนิดมาเป็น เหมือนกับเกาะหรืออวัยวะร่างกายแล้วโจมตีใส่ศัตรูเช่น ในตอนนี้ที่เพียงแค่ตา เดียวใช้พลังหินแกรนิตที่อยู่ในเศษซากตึกก็พากันลอยเข้าหาห่อหุ้มแขนขวาเป็นหมัดหินขนาดกว่า 1 เมตรต่อยไปที่ ซอมบี้ผู้โชคร้าย

หลังการโจมตีไม่ต้องพูดถึงเลยว่าซอมบี้จะรอดหรือไม่ตอนนี้มันกลายเป็น เนื้อบดที่เหมือนโดนรถสิบล้อเหยียบไม่มีผิดตายคาที่ในหมัดเดียว

หลังจากจัดการกับซอมบี้ไปแล้วหินที่เกาะกันเป็นแขนหินของตาเดียวก็ค่อย ๆ ร่วงหล่นลงสู่พื้นส่วนตาเดียวก็กลับมายืนอยู่ด้านหลังในเรลตามปกติ

ด้วยตลอดการเดินทางนั้นราบรื่นเป็นอย่างมากแต่เพราะผู้หญิงทั้ง 9 คนที่เป็นคนธรรมดาพวกเธอจึงทนเดินทางก

ลางสายฝนที่หนาวเย็นไม่ได้มากนักไม่เหมือนกับในเรลและตาเดียวที่เป็นมนุษย์ชั้นสูง

ดังนั้นมันจึงล่าช้าไปพอสมควรตกกลางคืนในเรลก็หาที่พักและให้พวกเธอกินผลคริสตัลวิวัฒนาการที่ไนเรลนําติดตัวมาด้วยหลังจากที่แบ่งกับราชินีนิมพ์ไปแล้วและให้กับทั้ง 9 คนนี้ตัวเขาก็เหลือผลคริสตัลวิวัฒนาการอยู่แค่ 16 ผลเท่านั้นซึ่งผลทั้งหมดที่ให้คนทั้ง 9 ไปนั้นเป็นผลที่ให้ความสามารถประเภทลึกลับที่ไนเรลเก็บไว้กับตัว

นิยาย re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 81 ความตายมันง่ายไป

ตอนที่ 81 ความตายมันง่ายไป

สายฝนที่ตกลงมากระทบกับพื้นดินที่เฉอะเฉะ เป็นเหมือนกับน้ําที่ดับเปลวไฟที่ลุกไหม้เผาทําลายซากตึกและค่ายทหารของจีนาสทั้งหมด

เสียงกรีดร้องของซอมบี้ที่ตอนนี้สูญเสียเป้าหมายในการไล่ล่าไป มันได้แต่เดินอย่างไร้จุดหมายเพื่อหาซากศพและเนื้อมนุษย์ที่พึ่งตายมาเติมเต็มความหิวกระหายที่ไร้จุดจบของตัวมัน

แต่แล้วเหล่าซอมบี้ก็ค้นพบเป้าหมายใหม่ กลุ่มมนุษย์สิบกว่าคนที่มีชายสวมหน้ากากทองคําเดินนําพวกเขามา ในขณะที่คนอื่น ๆ ก็ช่วยกันพยุงร่างที่มีแค่ผ้าห่มปกคลุมไม่ให้เปลือยเปล่าตามมาด้านหลังท่ามกลางสายฝน

ในขณะที่ซอมบี้หลายตัวได้เข้ามาจู่โจม เปลวไฟที่ยังคงไม่ดับลงจากฝนที่ตกลงมา มันก็ไหลมารวมกันอยู่ตรงหน้าของไนเรลกลายเป็นหอกเพลิงที่อัดแน่น กันจนแม้แต่หยาดฝนก็ระเหยเป็นไอไปในทันที

คําราม!!!

ซอมบี้ได้ร้องคําราม ปากที่ฉีกไปถึงกกหูเปิดกว้างออกลิ่นที่อยู่ด้านในตวัดไปมาราวกับหนอนปีศาจ แต่ก่อนที่มันจะได้จโจมเข้ามานั้นก็โดนหอกอัคคีที่ไนเรลสร้างแทงทะลุราวกับมังกรไฟเผาร่างของซอมบี้ไปทีละตัวละตัวไม่มีเหลือ

ไนเรลเรียวเพียงแค่ให้เปลวไฟในการ เผาพวกมัน เขาไม่คิดที่จะปล่อยให้มีซอมบี้รอดไปอยู่แล้ว

ในระหว่างที่จัดการซอมบี้ทิ้ง เขาก็เดินไปรอบ ๆ ค่ายที่ไม่ใหญ่มากนักใช้เวลาไม่นานทั้งกลุ่มมาหยุดอยู่ที่โกดังแห่งหนึ่ง มันไม่ต่างจากโกดังธรรมดาทั่วไป

ยกเว้นก็แต่ว่ากลิ่นเหม็นของโลหิตมนุษย์ที่คละคลุ้งกระจายออกมาไม่ขาด ไนเรลจับไปที่ประตูที่เปิดออกเล็กน้อย มือของเขาค่อย ๆ เลือนออกและสิ่งแรกที่เห็นในสายตามันก็คือรางน้ําที่ไม่มีน้ําอยู่ แต่มันกับเป็นเลือดของมนุษย์ที่ไหลหยดลงมา

ติ๋ง! ติ๋ง! ติ๋ง!

เสียงเลือดที่หยดลง ไม่ต่างจากสายฝนด้านนอกแต่มันกับทําให้หญิงสาวที่ตามมาหลายคนพากันอาเจียนออกมาเพราะเลือดเหล่านั้นมาจากร่างของชายหนุ่มชาวไทกีล่าหลายคนที่ถูกแขวนห้อยหัวไว้โดยมีโซ่เหล็กมัดที่เท้าไม่ต่างจากสัตว์ตัวหนึ่ง เมื่อนับดูแล้วมีคนไทกีล่าที่ทั้งหมดเป็นเพศชายอยู่เกือบ 20 คนที่แขวนอยู่

ศีรษะที่ถูกตัดออกเพื่อกันไม่ให้ซากศพกลายร่างเป็นซอมบี้ ข้อมือที่ถูกตัดออกเพื่อเป็นอีกทางให้เลือดไหลออกมาได้เร็วขึ้น มีหลายร่างที่ใส่เสื้อผ้าที่ไนเรลจําได้

“คนของโนแลน” ไนเรลเดินลึกเข้าไป เรื่อย ๆ เขาก็เห็นว่ายังมีร่างของผู้หญิงให้เห็นบ้าง ดูเหมือนร่างนี้โดนตัดและล้างเอาของเสียออกไปทั้งหมดแล้ว

เมื่อผู้หญิงที่ตามมาอยู่ด้านหลังนั้นเห็นดังนั้นก็กล่าวออกมา “นี่มันเธอคือคนที่ถูกพาออกมาเมื่อวาน…” เธอพูดออกมาด้วยเสียงที่สั่นเล็กน้อยและมองไปที่รอยสักรูปผีเสื้อที่อยู่บริเวณแผ่นหลังที่แขวนอยู่

“ไปกันต่อเถอะ” เขากล่าวออกมาพร้อมกับถังน้ํามันที่ระเบิดเผ่าซากศพทั้งหมด

ในขณะที่ตัวเขานั้นเดินออกมาโดยที่ไม่มีแม้แต่คํากล่าวอะไรอีกเช่นเคย ไม่ว่าจะเป็นคําสวดภาวนาก็ไม่มีเช่นกัน

เมื่อมาถึงอีกห้องกลิ่นเหม็นเน่าก็เข้าปะทะจมูกทันที ด้านในมีหลุมกว้างประมาณ 10 เมตรลึกไม่น้อยกว่า 3 เมตรพร้อมด้วยน้ําเน่าที่เต็มไปด้วยเศษเนื้อและสิ่งปฏิกูล เสาไม้ปักไว้ทั้ง 10 ต้น มีร่างของมนุษย์ถูกมัดไว้อยู่จนเต็ม แต่ส่วนใหญ่นั้นตายกลายร่างเห็นซอมบี้ไปหมดแล้ว

จะยกเว้นก็แต่คนที่พึ่งถูกจับมาขังใหม่หนึ่งคนและชายที่ไนเรลตามหาตาเดียว

ไนเรลไม่พูดอะไรออกมาเขากระโดดลงไปจัดการดึงชายทั้งสองคนขึ้นมา จากในคุกหลุมที่มีแต่น้ําเน่าโดยไม่ได้รังเกียจอะไร

หลังจากนั้นเขาก็หิวคนทั้งสองที่หมดสติและพาคนที่รอดชีวิตทั้งสองออกมาจากค่ายที่เต็มไปด้วยเปลวไฟ

ที่เนินสูงห่างจากค่ายไปไม่ไกล มีบ้านพัง ๆ หลังหนึ่งที่พอจะให้ทุกคนหลบฝนได้ ไนเรลวางร่างของตาเดียวและโนแลนลงกับพื้นพร้อมกับที่เดินไปนั่งที่เก้าอี้ ทั้งสองคนยังคงไม่ได้สติเนื่องมาจากบาดแผลที่เกิดขึ้น

“ชารอนเธอเอาของในขวดไปละลายน้ําสักเล็กน้อยแล้วไปแบ่งกัน ส่วนอีกขวดให้กรอกปากคนที่สลบอยู่ทั้งสอง” ไนเรลหยิบขวดขนาดเล็กที่ภายในบรรจุเลือดแห่งชีวิตที่ได้ออกมาไม่มากนักที่เขาสะสมไว้ในแต่ละวัน โดยเขาเก็บไว้กับตัวอีก 2 ขวดเผื่อไว้ในกรณีฉุกเฉิน

ชารอนที่เดินมารับขวดไปตอนแรกเธอก็มองไปที่ของเหลวอย่างสงสัยในตอนแรก

แต่เมื่อละลายน้ําเจือจางแล้วดื่มตามที่ ไนเรลบอกในทันทีโดยเธอก็ไม่ได้สงสัยว่ามันจะเป็นยาพิษ เพราะถ้าไนเรลอยากให้พวกเธอตายคงไม่ต้องมาลงทุนสิ้นเปลืองยาพิษอย่างแน่นอน เพียงแค่บีบพวกเธอเบา ๆ ก็ตายแล้ว

หลังจากที่เธอดื่มลงไปก็รู้ว่ามันคือยา รักษาบาดแผลตามร่างกายรอยฟกช้ําที่เกิดจากการถูกทุบตีทําร้ายร่างกายมันก็หายเป็นปกติอย่างรวดเร็ว

แผลที่อยู่ที่เท้าของเธอที่เกิดจากเศษหินบาดขณะที่เดินออกมาจากภายในค่ายด้วยเท้าที่เปลือยเปล่านั้นก็ค่อย ๆ สมานเข้ากันและเริ่มตกสะเก็ดด้วยตาที่มองเห็น

“เหลือเชื่อ ในโลกนี้มียาแบบนี้ด้วย” ชารอนพูดออกมาอย่างตกใจ แต่ในขณะเดียวกันก็รู้สึกสนใจมาก เธอไม่เคยได้ยินว่าจะมียาที่รักษาแผลได้รวดเร็วขนาดนี้มาก่อน ขนาดยาที่เธอดื่มไปยังเจือจางน้ําเพื่อให้พอกับคนนับ 10 แล้วถ้าเป็นยาที่ไม่เจือจางมันจะรักษาคนที่บาดเจ็บหนักกว่านี้ได้หรือไม่ หรือขนาดงอกอวัยวะ

และเธอก็ได้รับคําตอบเมื่อกรอกยาให้กับโนแลนและตาเดียว โนแลนที่โดนตัดมือนั้นบาดแผลยังแช่อยู่ในน้ําเน่า ทําให้มันเขียวคล้ําเหมือนกับแผลติดเชื้อร่างกายที่ซีดเนื่องจากเสียเลือดมากก็มีแสดงให้เห็น แต่หลังจากที่ดื่มเลือด แห่งชีวิตไปครึ่งขวด แผลที่น่ากลัวตอนแรกมันเริ่มที่จะกลับมามีสีของเลือด อาการติดเชื้อก็เริ่มหายไปและตัวของเขาก็ ค่อย ๆ ได้สติขึ้นมา

โนแลนที่ตอนนี้ค่อย ๆ เงยหน้ามองไป รอบ ๆ สายตาของเขาเต็มไปด้วยความแค้นที่ไม่มีที่สิ้นสุดต่อจีนาส แต่เมื่อเห็นว่าเป็นไนเรลเขาก็ถึงกับนิ่งเงียบไปในทันที

“มีอะไรจะพูดหรือไม่?” ไนเรลถามออกมาด้วยเสียงที่เย็นชา

“พวกจีนาส…จะต้องไปฆ่าพวกมัน” แต่ประโยคแรกของโนแลนนั้นยังคงเป็นการแก้แค้นเช่นเคย ดวงตาที่เหมือนกับคนบ้ามองไปมองมาไม่หยุด

ไนเรลมองโนแลนที่ดูเหมือนจะเป็นบ้าไปแล้ว ซึ่งเขาก็ไม่รู้ว่าโนแลนไปเห็นอะไรมาอาจจะเป็นเพื่อนของตนที่โดนเชือดที่ระคนในห้องนั้นก็ได้

ไนเรลหยิบหัวของใครบางคนและโยนออกมา โนแลนมองไปที่หัวของฟอร์ดก็ดูจะนิ่งเงียบไปทันที

สักพักเขาตั้งสติได้และรู้ว่าฟอร์ดนั้นตายไปแล้ว โนแลนหัวเราะออกมาพร้อมกับจับไปที่หัวของฟอร์ดขั้นมามองไปที่ตาพร้อมทั้งพูดอย่างเสียสติ

“แกตายแล้ว แกตายแล้ว ฮ่า ๆ ในที่ สุดฉันก็แก้แค้นได้สําเร็จ ทุกคนได้ยินไหม ไอลาที่รักเห็นไหม ไอลินลูกพ่อ เห็นหรือไม่พ่อแก้แค้นให้ลูกได้แล้ว” โนแลนมองไปโดยรอบเพื่อที่จะหารีค รีคอนและคนของตนแต่เขาก็ไม่เห็นว่ามีใครอีกเลย

สายตาที่เย็นชาของไนเรลมองไปที่โนแลนและกล่าว “นายคงอยากตายมากสินะ บอกมาทั้งเรื่องที่พวกจีนาสไปถล่มที่ตึกฆ่าทุกคนไปคือฝีมือนายใช่หรือไม่ ฉันต้องการได้ยินจากปากนาย”

โนแลนที่ได้ยินก็นึกขึ้นได้ถึงรีคอนรีค และคนสนิทของตนที่โดนเชือดตายไปแล้ว

“ไม่สิ เดี๋ยวก็แผนของฉันสมบูรณ์แบบ ทุกคนจะตายได้อย่างไร เสียสละทุกคน เสียสละ” เขาก็ร้องไห้ออก ตอนนี้โนแลนนั้นได้เสียสติไปแล้ว เมื่อลองมาคิดทบทวนหลาย ๆ อย่างหลังจากที่เขาแก้แค้นได้แล้วมันก็ไม่เหลือสิ่งใดอีก

เขาไม่เคยคิดว่าจะต้องพาคนสนิทตัวเองมาตาย ในตอนแรกโนแลนคิดแค่ว่าจะถล่มค่ายทั้งหมด และไนเรลจัดการกับฟอร์ดเท่านั้น ไนเรลจะฆ่าฟอร์ดไม ได้แต่ก็ตัดกําลังมันได้ เมื่อเขาจัดการ ค่ายมันจนหมดก็จะกลับไปจัดการกับฟอร์ดก็ได้

แต่ตอนนี้ทุกอย่างไม่เคยเป็นอย่างที่ เขาคิดแม้แต่ครั้งเดียว

“ทุกคนตายไปแล้ว แล้วทําไมฉันถึง ยังอยู่ ไม่ถูกต้อง ไม่ถูกต้อง” โนแลนคลานเข้ามาหาไนเรลด้วยท่าทางที่น่าสมเพช เขากอดไปที่ขาของไนเรล เขาร้องออกมาพร้อมกับน้ําลายและน้ํามูกที่ไหล ไม่หยุด “ฆ่าฉัน ฆ่าฉันที ขอร้องละ ฉันเองที่ใช้คนพวกนั้นเป็นเหยื่อล่อพาพวก มันไปหานาย นายแค้นฉันหรือไม่ ฉันคือ ศัตรูของนายเช่นกัน ฆ่าฉัน”

ไนเรลที่เห็นดังนั้นก็แตะเข้าไปที่ท้องของโนแลนในทันที “นี่สําหรับเด็กคนนั้น”

โครม!

โนแลนที่ถูกแตะไปชนกับเก้าอี้ที่ไนเรลเคยนั่งอยู่เมื่อสักครู่จนตัวของเขาอ้วกออกมาแต่เขาก็ยังพยายามขอให้ไนเรลฆ่าเขา เพื่อที่จะได้จบเรื่องทุกอย่าง “ฆ่าฉัน ฆ่าฉัน”

“นายอยากตายงั้นหรือ! ได้? ถ้างั้นยอมรับคําขอฉันเรื่องหนึ่งแล้วนายจะได้ สิ่งที่ต้องการอย่างสมใจ” ไนเรลเดินมาหยุดต่อหน้าโนแลนถามออกมาด้วยน้ํา เสียงที่เฉยชาเป็นอย่างมาก แต่ในขณะนั้นเองเขาก็ใช้ความสามารถ [คําบัญชาเผ่าพันธุ์ E] ไปด้วย

“ได้ ๆ ฆ่าฉันซะ ได้ทุกอย่างขอแค่ฆ่าฉัน” โนแลนรับปากออกมาราวกับคนเสียสติ

“ถ้านายเชื่อในคําเสียสละฉันก็ขอบอกเงื่อนไขคําสัญญา นายจะไม่สามารถฆ่าตัวตายไม่ว่าจะด้วยสิ่งใดก็ตาม จนกว่านายจะเจอการเสียสละที่แท้จริง จะต้องอยู่กับความผิดที่นายก็ไว้ไปตลอดทุกวัน ทุกคืน ทุกเวลา”

“เพราะความตายมันง่ายไปสําหรับคน แบบนาย โนแลน”

หลังจากนั้นเขาก็โยนปืนพกออกมาหนึ่งกระบอกและเดินออกไปในทันที โดยมีเงาที่กลับออกมาแบกล่างของตาเดียว ตามมาด้วยพร้อมกับหญิงสาวที่เขาช่วยไว้ก็ตามไนเรลไปแบบงง

ทิ้งให้โนแลนที่ยังคงงงอยู่มองไปที่ไนเรลอย่างไม่เข้าใจ “ทําไมไม่ฆ่าฉัน ฆ่าฉันสิ”

“ปืน ๆ” โนแลนคิดขึ้นได้ว่าไนเรลทิ้งปืนไว้หนึ่งกระบอก เขาก็รีบหยิบมันขึ้นมาอย่างร้อนรนจอปืนกรอกปากตัวเอง ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความสุขที่จะได้ตาย แต่แล้วพอเขาจะลั่นไกมัน กับทําไม่ได้ร่างกายของเขาไม่ยอมฟังคําสั่ง

“ตายสิ ตายสิ” โนแลนพูดออกมาพร้อมกับทั้งพยายามเหนี่ยวไก แต่มันก็ไม่เป็นผลร่างกายของเขาไม่ยอมทําตาม

และเมื่อนึกถึงคําพูดของไนเรล เขาก็รู้ว่านี่จะต้องเกี่ยวข้องกับไนเรล “ไม่ แกจะทํากับฉันไม่ได้แบบนี้ไม่ได้ ๆ”

โนแลนพยายามลุกขึ้นมาวิ่งไปทางที่ไนเรลพึ่งออกไปอย่างล้มลุกคุกคลาน ท่ามกลางสายฝนสุดท้ายแต่ก็ไม่เจอวี่แววของไนเรลอีกเลย

โนแลนรู้สึกทรมานซะยิ่งกว่าความตาย เขาได้แต่พึมพําพร้อมกับพยายามใช้ปืน

ฆ่าตัวตายอีกครั้งว่า “ไนเรล นายสาปอะ ไรกับฉัน แกสาปอะไรกับฉันออกไปนะ ออกไปฉันขอโทษ ออกไป พวกแกเป็นใคร

โนแลนที่ตอนนี้ตกลงอยู่ในภาพหลอ นของจิตใจพยายามวิ่งหนี ผู้คนจํานวนมากที่เขาใช้คําว่าเสียสละในการฆ่าพาเขา

เส้นทางของโนแลนชายที่ทําทุกอย่าง เพื่อแก้แค้นก็ต้องมาจบลงที่การเสียสติ อยากฆ่าตัวตายแต่ก็ทําไม่ได้ เขาต้องมีชีวิตอยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้นจากตัวเอง พร้อมกับภาพหลอนและฝันร้าย

แต่แท้จริงแล้วมันกับเป็นเพียงจุดเริ่มต้น เมื่อเขาฆ่าตัวตายไม่ได้ก็ต้องมีชีวิตอยู่ต่อไปกับความรู้สึกผิดนี้ จนเวลาผ่านไปโนแลนก็ได้ไปเจอกับเด็กสาวน่ารักผู้ที่อยากรู้เรื่องไปซะทุกอย่าง มาพร์ อมกับพาหนะกวางเผือกคู่ใจและมีอาวุธกายอย่างดาบคู่ที่ทําจากเขาง

เด็กสาวที่เป็นที่รักต่อผืนป่าทั้งปวง ไม่มีสิ่งใดจะทําอันตรายเธอได้เมื่อมีป่าปกป้องคุ้มครองเธออยู่

ซึ่งทั้งโนแลนและเด็กน้อยก็ได้ออกเดินทางไปด้วยกันในเวลาต่อมา นั้นทําให้โนแลนที่เสียสติได้ค้นพบบางสิ่งและคําสัญญาที่ไนเรลสั่งไว้ ซึ่งเรื่องราวทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นในภายหลังจากนี้อีกนาน

ตอนที่ 80 แม่มด

ในเรลมองไปทางฟอร์ดและพูดออกมาด้วยน้ําเสียงที่ราวกับว่าเข้าใจถึงบาง

“งั้นก็แสดงว่าโนแลนเป็นคนแจ้งข่าวกับพวกนายจริงๆ ด้วยสินะ”

“ใช่แล้วจะทําไม โนแลนมันโง่แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะพูดถูกที่ว่ามีมนุษย์ชั้นสูงระดับสีน้ําตาลเข้าพวกด้วย”ฟอร์ดพูดออกมาและส่งสัญญาณให้ของตนกระจายล้อมในเรลไว้

“ผิดแล้ว โนแลนนะพูดผิดทุกอย่าง”ในเรลส่ายหัวพร้อมกับค่อย ๆ ดึง หน้ากากออก“เพราะที่จริงแล้วฉันนะเป็นระดับสีเขียวเหนือกว่าสีน้ําตาลไปหนึ่งขั้น”

ฟอร์ดมองไปที่คริสตัลวิวัฒนาการที่อยู่บนหน้าผากของในเรลด้วยความตกใจมัน…เป็นไปได้อย่างไร? นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นในใจของเขาเท่านั้นฟอร์ดที่อยู่ในระดับสีน้ําตาลเขาก็พอที่จะสัมผัสได้ถึงพลังของขึ้นที่เหนือขึ้นไปอีกหนึ่งว่ามันร้ายกาจแค่ไหนเพราะลําพังแค่ระดับสีน้ําตาลแบบเขากสามารถจัดการกับระดับสีเท่าได้นับสิบงั้นก็หมายความว่า ระดับสีเขียวก็ต้องจัดการระดับสีน้ําตาลอย่างพวกเขาได้นับสิบเช่นกัน

ถอย ต้องใช้ระเบิดเท่านั้น” ฟอร์ดได้แต่คิดแต่ในเรลนั้นได้เริ่มโจมตีแล้วเขาใช้ความสามารถ[คําบัญชาเผ่าพันธุ์ E] ของตนกับมนุษย์ชั้นสูงคนหนึ่งในทันที

“ฆ่าตัวตายซะ”

มนุษย์ชั้นสูงสีเทาที่มีความสามารถในการกลายร่างอย่างไม่ทันจะได้เปลี่ยนร่างก็ใช้ปืนยิงตัวเองตายทันที

มนุษย์ชั้นสูงคนอื่น ๆ ที่เห็นแบบนั้นก็หน้าซีดไปตาม ๆกันในเรงเองก็จัดการเก็บคนต่อ ๆ ไปทันที

“ฆ่าตัวตายซะ”

“ไม่ ๆ ร่างกายมันไม่ยอมฟังคําสั่งช่วยด้วย…” ปัง!

มนุษย์ชั้นสูงหลายคนรีบถอยหนีออกมาในทันที พวกเขาพยายามที่จะอุดหูของตัวเองไว้เพื่อที่จะไม่ฟังเสียงของในเรล

ฟอร์ดเองก็รู้แล้วว่าความสามารถที่ในเรลใช้นั้นมาจากเสียงที่สั่งให้พวกเขาทํา ตาม ดังนั้นเขาจึงให้ความสามารถ[สายลม A] ของตนสร้างเป็นกําแพงอากาศปิดกั้นเสียงของในเรลและพามนุษย์ชั้นสูงคนอื่น ๆ มาหลบด้านใน

“แล้วอย่างไรถึงจะเป็นระดับสีเขียวแต่ความสามารถมาจากการสั่งคนผ่านเสียงถ้าควบคุมพวกเราไม่ได้มันก็ไม่น่ากลัวเลยสักนิด”

“คลัซ แม็กและ นิกใช้การโจมตีระยะไกลฆ่ามันซะส่วนคนอื่น ๆ ค่อยจับตาดูมันไว้เมื่อมีโอกาสก็ค่อยโจมตี”ฟอร์ดเริ่มรู้สึกมั่นใจมากขึ้นในการจัดการกับไนเรลถึงแม้ระดับพลังในเรลจะมีมากกว่าแต่ก็ใช่จะไม่หมดถ้าพวกเขาผลัดกันโจมตีพลังของไนเรลจะต้องหมดอย่างแน่นอนหรือไม่เขาอาจจะตายก่อนด้วย
ซ้ํา

เพราะว่าโดยปกติแล้วร่างกายของคนที่มีความสามารถแบบนี้นั้นจะไม่แข็งแรงมากนักแต่แล้วฟอร์ดก็เดาบิดอีกครั้ง

“โอ้ น่าสนใจคิดว่ามีกําแพงอากาศแล้วจะป้องกันการโจมตีจากความสามารถ[คําบัญชาเผ่าพันธุ์ E] ได้มันก็ถูกอยู่หรอกแต่ถ้าการโจมตีแบบนี้ละ…” ในเรลกล่าวจบก็มีของบางอย่างที่อยู่ในเงาค่อย ๆลอยออกมามันก็คือขวานยักษ์ที่เขายึดมาจากลูกน้ององครักษ์ของเลฟอน

เพียงแค่ขนาดที่ใหญ่และยาวมันก็สูงท่วมหัวของไนเรลแล้วฟอร์ดที่เห็นก็ได้แต่กลืนน้ําลายแต่สิ่งที่เห็นต่อมาคือทําให้ฟอร์ดถึงกับเรียกไนเรลว่าเป็นปีศาจเลยนั้นก็เพราะในเรลที่จับไปที่ขวานด้า มนั้นยกขึ้นมาอย่างเหลือเชื่อจากนั้นเขาก็เหวี่ยงปะทะเข้ากับกําแพงลมโดยรอบบูม!

การเหวี่ยงขวานของไนเรลไม่ต่างจากการวงสวิงของเบสบาลเลย

กําแพงลมถึงกับแต่สลายมนุษย์ชั้นสูงที่อยู่ภายในกระอักเลือดออกมาอย่างบาดเจ็บสาหัสตามตัวเกิดรอยแต่กตามผิวหนังเลือดที่ไหลออกมาราวกับท่อน้ําแตกจนแทบขยับตัวไม่ได้ส่วนฟอร์ดนั้นที่รับพลังปะทะเข้าไปเต็ม ๆ เขาก็ถึงกะชักสําลักเอาอวัยวะภายในออกมาแน่นิ่งตายไปทันที

ในเรลมองไปที่ภาพตรงหน้าแล้วก็คิดว่าคงจะใช่แรงจากความสามารถ [พละกําลัง 50 เท่า] มากไปหน่อย เขาจัดการ ทุบซ้ําไปที่หัวของแต่ละคนในทันทีหลังจากนั้นก็จัดการเก็บกวาดร่างของม นุษย์ชั้นสูงทั้งหมดเพื่อไม่ใช้พวกมันกลายล่างเป็นซอมบี้กลายพันธุ์

แต่น่าเสียดายที่เขาไม่ได้รับความสามารถอะไรใหม่มา ๆ แต่ในเรลก็ไม่ได้จนใสจากนั้นเขาก็จัดการฆ่าทุกอย่างที่ ขวางหน้าไม่ว่าจะเป็นคนของจีนาสหรือซอมบี้เพื่อจัดการฝั่งพวกจีนาสไปสู่ ความตาย

ในเรลได้ปลดปล่อยเงาให้ออกมาช่วยฆ่าด้วยเช่นกัน

เมื่อเข้ามาภายในสถานที่ที่ดูเหมือนว่าจะเป็นโรงนอนเขาก็ต้องขมวดคิ้วเล็กน้อยกับกลิ่นความคาวเพราะมันเต็มไปด้วยหญิงสาวที่นอนแก้ผ้าหมดสภาพอยู่ภายในห้องบางคนนั้นยังมีคราบขาว ๆ อยู่บนตัวในแววตาของพวกเธอหลายๆคนมันว่างเปล่าเหมือนกับคนที่ตายไปแล้วขณะที่บางคนนั้นก็เต็มไปด้วยความหวาดกลัว

เขาใช้ความสามารถตรวจจับความร้อนไปรอบ ๆ แล้วก็เจอเข้ากับชายขี้เมาจีนาสคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะเมาไม่ได้สติไม่รู้ว่าข้างนอกนั้นเกิดเรื่องอะไรขึ้นเลย

ในขณะที่มันกําลังเสพสุมอยู่บนร่างของหญิงสาวในขณะที่เธอก็ร้องไห้ออกมาทั้งน้ําตา

ในเรลที่เห็นแบบนั้นก็ถีบประตูเข้าไปซึ่งนั้นก็สร้างความไม่พอใจให้กับชายคนนั้นอย่างมากมันหันมาด่าในเรลขณะที่เอวก็ยังไม่หยุดขยับ “เฮ้ยไอ้น้อง….เอ็งเป็นบ้าอะไรวะรอตามคิวสิ”

ในเรลไม่รอช้าแตะเข้าไปที่ศีรษะของชายคนนั้นจนมันกระเด็นหัวกระแทกกับกําแพงนอนหายใจรวยรินพะงาบๆอยู่ด้านข้าง

หญิงสาวที่ถูกข่มขืนอยู่เมื่อรู้ว่ามีคนมาช่วยเธอก็ร้องไห้ออกมาโดยไม่ได้สนใจว่าเธอกําลังแก้ผ้าอยู่ต่อหน้าในเรล

แต่แน่นอนเมื่อมองไปที่ชายที่ข่มขืนเธอซึ่งกําลังจะตายเธอก็เหมือนจะทนไม่ไหวคว้าที่เขี่ยบุหรี่ทุบไปที่ศีรษะของชายคนนั้นอย่างไม่ปราณีเธอคอมไปที่ร่างของชายคนนั้นคล้ายกับที่มันทํากับ เธอเมื่อสักครู่จากนั้นก็ทุบไปไม่หยุดเลือดที่เปรอะเปื้อนไปทั้งร่างกายที่เปลือยเปล่าของเธอมันเป็นเหมือนกับน้ําเย็นที่ลาดดับความบ้าคลั่งของเธอ

“ฮือ ๆ กระอีก…กระซิก” มือของเธอที่สั่นพร้อมกับน้ําตาที่ไหลและมือที่ถือที่เขี่ยบุหรี่ที่มีเศษเนื้อและเส้นผมติดอยู่ในแววตาของเธอเต็มไปด้วยความสับสน

ตัวของไนเรลที่เห็นเธอก็รู้สึกถึงภาพที่ซ้อนทับกับตัวเอง

ในเรลจับไปที่มือของเธอเขาเอาที่เขี่ยบุหรี่โยนมันทั้งไปด้านข้างจากนั้นก็ใช้ผ้าที่อยู่แถวนั้นคุมร่างของเธอไว้และกล่าว “ถ้าเธออย่างตายก็ปืนนี่ซะแต่ถ้าอยากมีชีวิตอยู่ก็ตามฉันมา”

ในเรลหยิบไปที่ปืนสั้นที่อยู่กับซองปืนที่กางเกงที่ชายคนนั้นถอดไว้ส่งมันให้กับเธอ

หญิงจากมองไปที่ปืนที่อยู่ในมือน้ําตาเธอค่อย ๆ ไหลออกมา มือที่สั่นเทาค่อยๆยกปืนขึ้นมาจ่อไปที่ศีรษะของตัวเองอย่างช้า ๆ เธอหลับตาลงพร้อมกับที่เหนี่ยวไกปืนในใจเธอได้แต่คิดว่าในที่สุดก็ได้หลุดพ้นจากเรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว

แป็ก!

แต่น่าแปลกเพราะมันกับเป็นปืนที่ไม่มีกระสุนเธอมองไปที่ในเรลด้วยสายตาที่งุนงงว่าเขาต้องการอะไรถึงให้ปืนที่ไม่มีกระสุนกับเธอ

ในเรลโยนแม็คกระซีนที่เขาถอดออกมาให้กับเธอและกล่าวอออกมา “ชีวิตก่อนหน้าของเธอตายไปแล้วเมื่อตอนที่เธอลั่นไกครั้งแรกดังนั้นตอนนี้นี่คือชีวิตที่สองเลือกเอาว่าจะลั่นไกฆ่าตัวเองอีกครั้งหรือไม่”

หลังจากนั้นเขาก็เดินออกมา ในเรลก็ได้ยินเสียงของหญิงสาวที่หยิบแม็คกระซีนขึ้นมา พร้อมกับเสียงของปืนที่ยิงออกมาอีกหลายนัดแต่เธอไม่ได้ยิงตัวเองแต่เลือกที่จะยิงร่างของชายที่นอนตายอยู่จนกระสุนหมดจากนั้นก็เดินออกมาจากในห้องพร้อมกับผ้าที่คุมร่างกายอยู่
ไม่มได้มีแค่เธอเท่านั้นที่ในเรลให้โอกาสแต่ส่วนใหญ่เลือกที่จะตายมีแค่ไม่กี่คนที่ยอมเดินตามในเรลออกมาซึ่งเขาก็ยอมรับการตัดสินใจของพวกเธอ

บางครั้งเขาก็ไม่มีสิทธิไปตัดสินบังคับใครให้อยู่ต่อ แต่เขาทําได้เพียงยืนโอกาสให้เท่านั้นเพราะการที่บังคับคนเหล่านี้มันก็เป็นเหมือนกับการที่ให้เขาอยู่อย่างตายทั้งเป็น

หญิงสาว 9 คนเดินตามไนเรลมาโดยมีสาวคนแรกที่เขาช่วยไว้หลังจากถามก็ทราบชื่อว่าเธอชื่อชารอนซึ่งในเรลได้ยินชื่อก็ยิ้มออกมาทันทีเพราะเขารู้สึกคุ้นหน้าของเธอตั้งแต่แรกแล้วด้วย

ชารอน หรือแม่มดเป็นฉายาของหญิงสาวผู้วิจัยตัวยามากมายในเรลพอจะจําประวัติคร่าวๆของเธอได้ตามที่มีการพูดถึงกันซึ่งมาจากปากของเธอเองในชีวิตที่แล้วนั้นก็คือเธอถูกขังและรุมข่มขืน อยู่ในค่ายของจีนาสแต่ภายหลังได้หนีออกมาได้พร้อมกับชายอีกคนซึ่งเขาก็ได้เธอช่วยชีวิตไว้และชายคนนั้นก็คือตาเดียวฟังไม่ผิด ชายคนนั้นเรียกตัวเองว่าตาเดียวไม่รู้ว่ามันคือฉายาหรือชื่อจริงกันแน่แต่ในเรลคิดว่าน่าจะเป็นฉายามากกว่าแต่ก็ไม่มีใครรู้ชื่อจริงของตาเดียว

ตาเดียวคือ เหตุที่คิดว่าเป็นฉายานั้นตามประวัติเขาฆ่าคนของจีนาสไปจํานวนมากจึงถูกมาทรมาณให้ตายดีกว่าอยู่โดยควักลูกตาออกไปข้างและตัดลิ้นแช่อยู่ในบ่อแต่เขายังไม่ตายเพราะเป็นมนุษย์ชั้นสูงสีเทา

“ถ้าแม่มดอยู่ที่นี่ ตาเดียวก็ต้องอยู่ที่นี่เช่นกัน”เขาพอประติดปะต่อเรื่องได้ว่าทั้งสองหน้าจะหนีจากที่นี่ด้วยกันถ้าเขาหาตัวตาเดียวเจอละก็เขาจะต้องให้ชายคนนั้นมาเป็นพวกให้ได้

เพราะตาเดียวคือมนุษย์ชั้นสูงที่ภายหลังได้เลือนไปเป็นมนุษย์ชั้นสูงที่ทรงพลังมาก ๆ จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ เลยแม้แต่ตัวเขาในชีวิตที่แล้วก็ยังไม่สามารถเทียบได้

มีหลายคนบอกว่ายืนของเขาไม่น่าจะอดทนต่อพลังได้ขนาดนั้นแน่เป็นเพราะเขาผ่านการทรมานมามากทําให้สามารถอดทนและก้าวผ่านระดับเหล่านั้นไปได้อย่างเหลือเชื่อ

ในเรลเชื่อว่าสถานที่ขังตาเดียวนั้นมีไม่กี่ที่ในค่ายแห่งนี้ถ้าลองมองหายังไงก็ต้องเจอ

ยินาน re Zombie World โลตซอทบี้อีตครั้ง กอยมี่ 79 ฟอร์ด ใยขณะเดีนวตัยมี่ค่านของมหารจียาสต็เติดตารก่อสู้เช่ยตัยแก่เยื่องจาตว่าตองตําลังบางส่วยของค่านได้ออตไปพร้อทตับรถถังมี่ใช้ตารได้อนู่สองคัยมําให้ทีแค่ปืยตลและอาวุธหยัตบางส่วยเม่า ยั้ยใยตารรับทือตับตลุ่ทคยมี่บุตเขาทาพวา อีตมั้งนังทีทยุษน์ชั้ยสูงตว่า 9 คยมี่เหทือยจะเก็ทไปด้วนควาทเคลีนดแค้ยก่อพวตเขาได้แอบลอบเข้าจัดตารตับมหาร ธรรทดาจยกานไปยับร้อนตว่ามี่ทยุษน์ชั้ยสูงของค่านจียาสจะเข้าทาปะมะตับทยุษน์ชั้ยสูงมี่รอบเขาทา แก่พอฟอร์ดทยุษน์ชั้ยสูงระดับสีย้ํา กาลได้ลงสยาทจัดตารด้วนกัวเองทยุษน์ชั้ยสูงเหล่ายั้ยต็โดยจัดตารจยหทด ส่วยพวตมี่นังคงปะมะตัยอนู่ด้ายยอต ต็พ่านใยเวลาไท่ยาย เพราะมางจียาสทีคยทาตตว่า เพราะถึงแท้ว่าจะบอตว่าพวตของโยแลยจะจัดตารตับคยไปร่วทร้อนแก่ใยค่านต็นังทีคยอีตยับพัยถึงแท้จะไท่ใช่มุตคยใยค่านมี่กิดอาวุธแก่อน่างไรพวตเขาต็พอจะจับปืยได้และเข้าทาแมยคย มี่กานได้กลอดเวลา โยแลยมี่กอยยี้สภาพเก็ทไปด้วนเลือดร่างตานสะบัดสบอทแขยมี่หัตไปหยึ่งข้างถูตลาตเข้าทาโดนมหารมี่เป็ยเพีนงคยธรรทดาเม่ายั้ยส่วยรีคยั้ยกานไปแล้วเหลือต็แก่รีคอยมี่กอยยี้ต็ยอยหทด สภาพไท่ไหยไท่ได้เช่ยตัย “มําไท มําไทแตถึงอนู่มี่ยี่ทัยไท่ถูตก้องแตก้องไปจัดตารตับทยุษน์ชั้ยสูงระดับสีย้ํากาลส”เขากะโตยถาทออตทาด้วนควาทโตรธย้ําลานมี่ตระเด็ยไปเลอะไปมั่ว “จับทัยคุตเข่าลง” ฟอร์ดตล่าวออตทา ด้วนย้ําเสีนงมี่เน็ยชา แก่โยแลยมี่ให้กานต็ไท่นอทต้ทหัวให้ฟอร์ดยั้ยตัดฟัยนืยเผริญหย้าตับฟอร์ดเทื่อคยช่วนตัยจับกัวของโยแลยเห็ยแบบยั้ยต็ใช้ม่อยเหล็ตมี่หาได้แถวยั้ยฟาดไปมี่ขาของเขาอน่างแรง “อ๊าต!!!” โยแลยร้องออตทาด้วนควาท เจ็บล้ทลงเข่าตระแมตพื้ยอนู่ใยม่าคุตเขาก่อหย้าของฟอร์ด เข่ามี่ถูตกีทัยบวทเป่งเขีนวซ้ําเป็ย อน่างทาต เพราะคยมี่เป็ยผู้มี่ขาของโยแลยยั้ยทีควาทสาทารถด้ายตําลัง ยั้ยมําให้โยแลยยั้ยไท่สาทารถลุตขึ้ย ทานืยได้อีตไท่ว่าเขาจะพนานาททาตแค่ไหยต็กาท ฟอร์ดเดิยเข้าทาใตล้ ๆ เขาพร้อทตับ จับไปมี่เส้ยผทและตระชาตทัยขึ้ยทาอน่างโหดเหี้นท “แตเองสิยะ โยแลยคยมี่สร้างปัญหา ให้ฉัยไท่รู้จบแตอนาตรู้อน่างยั้ยหรือว่ามําไทฉัยถึงนังอนู่มี่ยี่ทัยต็ง่านทาตแตคิดว่าฉัยโง่อน่างยั้ยหรือมี่จะเชื่อข่าวลวงมี่แตส่งทาโดนใช้ลูตย้องของฉัยมี่ จับกัวไป” “ตับแค่แผยล่อเสือออตจาตถ้ํา อน่าคิด ว่าฉัยจะโง่ขยาดหลงตล ป่ายยี้ไอแวยคงจัดตารตับเหนื่อล่อมี่หย้าส่งสารของ แตหทดแล้ว ส่วยแตเองต็ก้องกานกาทไปเช่ยตัย “ยําทัยไปขังไว้ใยคุตหลุทอน่าให้อาหา รทัยไท่เช่ยยั้ยทัยจะฟื้ยพลังงายได้” ฟอร์ดตล่าวออตทาพร้อนตับปล่อนทืออต ทาจาตหัวของโยแลย เทื่อไท่ยายอนู่ ๆ ฟอร์ดต็ได้รับ ข้อควาททาจาตมหารมี่หยีออตทาจาตตารจับกัวไปของไอแวยได้และทัยต็ทาแจ้งมี่อนู่ของไอแวยและพัตพวตอีตมั้งนังบอตว่าทีทยุษน์ชั้ยสูงสีย้ํากาลอนู่มี่ยั้ยด้วน แก่เทื่อถาทไปถาททาเขาต็สงสันอน่างทาตมําไทอนู่ๆมหารคยยั้ยถึงหลุดออตทาได้ เทื่อถาทไปถาททาจึงรู้ว่าอนู่ ๆ เชือตทัยต็หลุดและประกูต็เปิดไว้มําให้เขาหยีทาอน่างง่านดานอีตมั้งข้อทูลพวตยี้ต็เป็ยแค่ทัยได้นิยทาจาตคยมี่พูดตัยกอยสอบสวยกัวมหารหยุ่ท มุตอน่างทัยทีพิรุจเติยไป ถึงแท้กัวม หารคยยั้ยมี่หยีออตทาด้วนควาทตลัวจะไท่มัยได้สังเตกต็กาท “แล้วคยอื่ย ๆ จะมําอน่างไร” ลูตย้อง ของฟอร์ถาทออตทา
“จับพวตทัยไปเชือดให้หทดอน่างย้อนเยื้อของพวตทัยต็นังทีประโนชย์” ฟอร์ดตล่าวออตทาด้วนสีหย้ามี่ยิ่งสงบ เขาไท่ได้คิดเลนว่าสิ่งมี่พูดทายั้ยจะ ผิดอะไร ใยเทื่ออาหารขาดแคลยงั้ยต็แค่หาอะไรมี่ติยได้ต็พอแล้ว อีตอน่างเขาต็ ค้ยพบว่าเยื้อของทยุษน์ชั้ยสูงยั้ยสาทารถเพิ่ทพลังงายใยเซลล์มําให้เขาวิวัฒยาตารได้อน่างรวดเร็วซึ่งข้อสังเตกยี้ต็ทาจาตตารมี่ซอทบี้มั้งหลานดูจะสยใจเยื้อทยุษน์ชั้ยสูงเป็ยพิเศษ โยแลยมี่เห็ยพวตพ้องมี่ทีควาทแค้ย ก่อคยจียาสเหทือยตับกยถูตพาไปฆ่าก่อหย้าก่อกาอน่างโดนมี่เขาไท่สาทารถมํา อะไรได้ต็ได้แก่คุ้ทคลั่งพนานาทรีดแต้ยพลังมั้งหทดออตทาได้แค่ลูตไฟขยาด เล็ตนิงเข้าใส่ฟอร์ดเม่ายั้ย ฟอร์ดมี่เห็ยดังยั้ยต็โบตทือแค่ครั้ง เดีนวลูตไฟต็ไท่สาทารถผ่ายตําแพงลทของฟอร์ดไปได้ ทัยค่อน ๆ สลานหานไปใยมัยมีแก่ทัยไท่ได้จบแค่ยั้ยฟอร์ดโบตทืออีตครั้งต็อัดแย่ยลทจยทัยเป็ยเหทือยตับใบกัดมี่คทเป็ยอน่างทาตกัดทือของโยแลยออตใยมัยมี “อ๊าต!!!” โยแลยร้องออตทาด้วนควาท เจ็บปวด ทองลูตย้องของกยเองมี่ถูตมุบหัวจยสลบลาตออตไป เขารู้ว่าพวตทัยจะพาคยของกัวเองไป มี่ไหยจาตตารสอบปาตคําของคยจียาสมี่ผ่ายทาทัยคือโรงเชือดไท่ก่างจาตเชี อดหทู มี่จะถูตทัดขาแขวยห้อนหัวจาตยั้ยต็เชือดคอเพื่อให้เลือดไหลออตทาจ ยมั้งไปกาทม่อระบานย้ําลงสู่คุตหลุทมี่ยั้ยเก็ทไปด้วนของเย่าเสีนมุตอน่างมี่ไป รวทอนู่กรงยั้ยไว้ขังยัตโมษมี่พวตจียาสแค้ยทาต ๆ เพื่อมี่จะเชือดไต่ให้ลิงดูจะได้ไท่ทีใครตล้าขัดคําสั่งพวตเขาโดนเฉ พาะเหล่าหญิงสาวมี่จียาสจับทา ซึ่งทัยต็ใช้ได้ผล โดนพวตเธอยั้ยก่างหวาดตลัวเป็ยอน่างทาต เพราะใยมุต ๆ 2-3 วัยจียาสจะหาผู้หญิงทามรทาณเล่ยจาตยั้ยต็โดยโนยลงไปใยคุตหลุทไท่ทีพวตเธอคยไหยมี่อนาตโดยแบบยี้ แย่ยอย ดังยั้ยมุตคยจึงก้องปฏิบักิและเอาใจใส่มหารจียาสมี่ทารับบริตารจาตพวตเธออน่างทาต ฟอร์ดเองต็ไท่ได้ห้าทอะไร เขาแค่ขอ ให้มุตคยใยตารปตครองของกัวเองยั้ยไท่สร้างปัญหาให้ตับเขาต็พอ ใยขณะมี่ฟอร์ดตําลังจะเดิยตลับไปยั้ย อนู่ ๆ โยแลยมี่กอยยี้ดูเหทือยตับคยมี่เสีนสกิไปแล้วยั้ยต็หัวเราะออตทาด้วนควาทสะใจเป็ยอน่างทาต “ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ แตพลาดแล้ว ฟอร์ดแตพ ลาดแล้ว ถึงฉัยจะฆ่าแตไท่ได้ แก่ชานคยยั้ยก้องทากาทฆ่าแตอน่างแย่ยอย”โยและพูดออตทาราวตับคยบ้าไท่หนุดขณะมี่ถูตลาตกัวออตไป ฟอร์ดเองต็แค่ขทวดคิ้วตับคําพูดของ โยแลยต็แค่ยั้ย หลังจาตยั้ยเขาต็เดิยตลับไปพัตมี่ห้องของกย เทื่อยั่งทองไปมี่โก๊ะเขาต็ได้แก่ถอย หานใจทองดูรูปครอบครัวของเขามี่ทีพ่อและกัวเขาพ่อของเขายั้ยเป็ยยานมหารของจียาสคยหยึ่ง ฟอร์ดยึตถึงไวเด็ตมี่แท่ของเขามิ้งเขา ไปอนู่ตับชูใหท่ ส่วยพ่อของเขายั้ยด้วนควาทโทโหเป็ยอน่างทาตพนานาทเข้าไปดึงกัวแท่และกบกีเธอแก่ต็โดยชานรัตใหท่ซึ่งเป็ยชาวไมตีล่าให้ม่อยเหล็ตกีมี่ศีรษะจยกานเขาได้แก่ตอดศพพ่อของกยเองและไท่นอทไปไหย
ใยขณะมี่แท่ต็พนานาทจะดึงกัวเขาไปด้วนและหยีข้าทชานแดยทามี่ไมตีล่า แก่ฟอร์ดตลับไปนอทเขาตอดศพพ่อร้อง ให้และใยใจเก็ทไปด้วนควาทโตรธแค้ยมี่ทีก่อพ่อและแท่มี่เป็ยคยไมตีล่า
ซึ่งควาทจริงของเรื่องยี้ยั้ยต็ไท่ทีใครมี่รู้ได้ว่าเหกุใดแท่เขาถึงเมาะตับพ่อจยหยีไปตับผู้ชานคยใหท่แก่ฟอร์ดได้โมษมุตอน่างตับแท่ของเขา แท่ไท่ทีหัวใจ ชานคยยั้ยไท่ใช่คยทัย คือสักว์ร้าน พวตไมตีล่าไท่ใช่คยแบบเขายี้ต็คือสิ่งมี่เขาบอตตับกัวเองทากั้งแก่เด็ต ใยขณะมี่ฟอร์ดหลับกายึตถึงควาทห ลังอนู่ยั้ย อนู่ ๆ ต็ทีลูตย้องคยสยิมเดิยเข้าทาหาเขาและบอตว่าพวตไอแวยนัง ไท่ได้ตลับทาฟอร์ดต็คิดว่าพวตเขายั้ยอาจจะกิดฝยจยเดิยมางทาล่าช้าเพราะฝยยั้ยได้กตลงทาสัตพัตแล้ว “หัวหย้าใหญ่ผทว่าทัยแปลต ๆ ยะถ้า กิดฝยอน่างย้อนระนะแค่ยี้สัญญาณวิมนุต็ย่าจะให้ได้ต็ย่าจะกอบอะไรตลับทาบ้าง แก่ยี่ทัยตลับไท่ทีใครกอบตลับทา” ฟอร์ดได้นิยดังยั้ยต็เริ่ทสงสัน แก่แล้ว อนู่ ๆ สัญญาณเกือยภันใยค่านต็ดังขึ้ย หวอ! หวอ! หวอ! “เติดอะไรขึ้ยมําไทถึงทีสัญญาณดังขึ้ย รีบไปดูเร็วว่าเติดอะไรขึ้ย”
ฟอร์ดรีบวิ่งออตทามี่ด้ายยอตใยมัยมีและเขาต็พบตับสถายะตารณ์วุ่ยวานข้างยอตทีซอทบี้พังประกูเข้าทาใยค่านจํายวยหยึ่งหลานร้อนกัวซอทบี้มี่ดูเหทือยตับว่าจะเป็ยพวตมี่พึ่งตลานพัยธุ์เม่ายั้ย ทัยบ้าคลั่งและตระหานใยเยื้อสด ๆ เป็ยอน่างทาตเข้าไปจโจทคยมี่อนู่ใยบริเวณยั้ยใยมัยมีซอทบี้ตระจานกัวออตอเป็ยวงตว้างจยไท่สาทรถควบคุทได้อตก่อไป “บัดซบ มําไทถึงได้ทีซอทบี้ มหารมี่ อนู่บยตําแพงไปไหยหทดมําไทถึงไท่นิงปืยตล” “มหารบยตําแพงไท่รู้หานไปไหยครับ ส่วยปืยตลมั้งหทดพังแล้วทัยถูตเผามําลานไปมั้งหทดอาวุธใยคลังเต็บของยต…” กูท! เสีนงของคลังอาวุธและเสบีนงระ เบิดขึ้ยทาเป็ยครั้งคราว “รีบเรีนตพวตไอแวยตลับทาเร็ว แล้ว ให้ทยุษน์ชั้ยสูงและมุตคยจัดตารฆ่าซอทบี้ให้หทดโดนเร็ว” “ไท่ได้ครับ เพราะดูเหทือยว่าใยพวต ซอทบี้มี่ทาจะทีมหารของเราด้วนคลาดว่าจะเป็ยคยมี่ออตไปพร้อทตับหัวหย้าไอแวย” “บ้าเอ๊น ทัยเติดอะไรขึ้ยใครทัยเล่ยกล ตตับฉัย” ฟอร์ด รีบเข้าไปจัดตารตับซอทบี้ใยมัยมีเพราะก่อให้เขารู้ว่ายี่ก้องทีคยบงตารแก่เขาจะไปทีเวลาหากัวคยร้านได้อน่างไรก้องรีบจัดตารตับคยเหล่า ยี้ต่อย “อ๊าต! ช่วนด้วนทีทยุษน์ชั้ยสูงแอบเข้า ทาใยค่านพร้อทตับซอทบี้” มหารจียาสบางส่วยมี่พนานาทจะใช้ RPG นิงใส่ ซอทบี้อนู่ ๆ ต็ทีชานสวทหย้าตาตมองโผล่ทามี่ด้ายหลังและจัดตารฆ่ามหารไปหลานคยเขารีบแจ้งไปมางวิมนุอน่างเร็วแก่กัวเขาเองต็กานไปเช่ยตัย “ทัยเป็ยใคร ไปเร็วไปฆ่าทัยต่อย” ฟอร์ ดมี่กอยยี้รีบไปมี่เติดเหกุพร้อทตับทยุษน์ชั้ยสูงมี่กิดกาททามี่ด้ายหลังอีต 10 คย ซอทบี้มี่พนานาทจะขวางมางหรือเข้า ทาโจทกียั้ยถูตฟอร์ดมี่ใช้ควาทสาทารถ[วานุ A] จัดตารสับร่างของพวตทัยเป็ยชิ้ย ๆ ใยมัยมี เทื่อฟอร์ดไปเขาต็พบตับภาพมี่ไท่ย่า เชื่อยั้ยต็คือ คยของเขาตําลังฆ่าตัยเองโดนทีชานหย้าตาตเป็ยจุดศูยน์ตลาง มหารแก่ละครผลัดตัยนิงไปมี่อีตคยพ ร้อทตับพูดถึงชื่อหรือคยไมตีล่ามี่กัวเองฆ่ากานไป “แตเป็ยใคร?” ฟอร์ดถาทออตทาด้วน ย้ําเสีนงมี่เน็ยชาน แก่แล้วเขาต็ยึตถึงคยมี่โยแลยตล่าวถึง“แตคือคยมี่โยแลยพูดถึงสิยะ ทยุษน์ชั้ยสูงระดับสีย้ํากาล

ยินาน re Zombie World โลตซอทบี้อีตครั้ง

กอยมี่ 79 ฟอร์ด

ใยขณะเดีนวตัยมี่ค่านของมหารจียาสต็เติดตารก่อสู้เช่ยตัยแก่เยื่องจาตว่าตองตําลังบางส่วยของค่านได้ออตไปพร้อทตับรถถังมี่ใช้ตารได้อนู่สองคัยมําให้ทีแค่ปืยตลและอาวุธหยัตบางส่วยเม่า ยั้ยใยตารรับทือตับตลุ่ทคยมี่บุตเขาทาพวา

อีตมั้งนังทีทยุษน์ชั้ยสูงตว่า 9 คยมี่เหทือยจะเก็ทไปด้วนควาทเคลีนดแค้ยก่อพวตเขาได้แอบลอบเข้าจัดตารตับมหาร ธรรทดาจยกานไปยับร้อนตว่ามี่ทยุษน์ชั้ยสูงของค่านจียาสจะเข้าทาปะมะตับทยุษน์ชั้ยสูงมี่รอบเขาทา

แก่พอฟอร์ดทยุษน์ชั้ยสูงระดับสีย้ํา กาลได้ลงสยาทจัดตารด้วนกัวเองทยุษน์ชั้ยสูงเหล่ายั้ยต็โดยจัดตารจยหทด

ส่วยพวตมี่นังคงปะมะตัยอนู่ด้ายยอต ต็พ่านใยเวลาไท่ยาย เพราะมางจียาสทีคยทาตตว่า

เพราะถึงแท้ว่าจะบอตว่าพวตของโยแลยจะจัดตารตับคยไปร่วทร้อนแก่ใยค่านต็นังทีคยอีตยับพัยถึงแท้จะไท่ใช่มุตคยใยค่านมี่กิดอาวุธแก่อน่างไรพวตเขาต็พอจะจับปืยได้และเข้าทาแมยคย มี่กานได้กลอดเวลา

โยแลยมี่กอยยี้สภาพเก็ทไปด้วนเลือดร่างตานสะบัดสบอทแขยมี่หัตไปหยึ่งข้างถูตลาตเข้าทาโดนมหารมี่เป็ยเพีนงคยธรรทดาเม่ายั้ยส่วยรีคยั้ยกานไปแล้วเหลือต็แก่รีคอยมี่กอยยี้ต็ยอยหทด สภาพไท่ไหยไท่ได้เช่ยตัย

“มําไท มําไทแตถึงอนู่มี่ยี่ทัยไท่ถูตก้องแตก้องไปจัดตารตับทยุษน์ชั้ยสูงระดับสีย้ํากาลส”เขากะโตยถาทออตทาด้วนควาทโตรธย้ําลานมี่ตระเด็ยไปเลอะไปมั่ว

“จับทัยคุตเข่าลง” ฟอร์ดตล่าวออตทา ด้วนย้ําเสีนงมี่เน็ยชา

แก่โยแลยมี่ให้กานต็ไท่นอทต้ทหัวให้ฟอร์ดยั้ยตัดฟัยนืยเผริญหย้าตับฟอร์ดเทื่อคยช่วนตัยจับกัวของโยแลยเห็ยแบบยั้ยต็ใช้ม่อยเหล็ตมี่หาได้แถวยั้ยฟาดไปมี่ขาของเขาอน่างแรง

“อ๊าต!!!” โยแลยร้องออตทาด้วนควาท เจ็บล้ทลงเข่าตระแมตพื้ยอนู่ใยม่าคุตเขาก่อหย้าของฟอร์ด

เข่ามี่ถูตกีทัยบวทเป่งเขีนวซ้ําเป็ย อน่างทาต เพราะคยมี่เป็ยผู้มี่ขาของโยแลยยั้ยทีควาทสาทารถด้ายตําลัง

ยั้ยมําให้โยแลยยั้ยไท่สาทารถลุตขึ้ย ทานืยได้อีตไท่ว่าเขาจะพนานาททาตแค่ไหยต็กาท

ฟอร์ดเดิยเข้าทาใตล้ ๆ เขาพร้อทตับ จับไปมี่เส้ยผทและตระชาตทัยขึ้ยทาอน่างโหดเหี้นท

“แตเองสิยะ โยแลยคยมี่สร้างปัญหา ให้ฉัยไท่รู้จบแตอนาตรู้อน่างยั้ยหรือว่ามําไทฉัยถึงนังอนู่มี่ยี่ทัยต็ง่านทาตแตคิดว่าฉัยโง่อน่างยั้ยหรือมี่จะเชื่อข่าวลวงมี่แตส่งทาโดนใช้ลูตย้องของฉัยมี่ จับกัวไป”

“ตับแค่แผยล่อเสือออตจาตถ้ํา อน่าคิด ว่าฉัยจะโง่ขยาดหลงตล ป่ายยี้ไอแวยคงจัดตารตับเหนื่อล่อมี่หย้าส่งสารของ แตหทดแล้ว ส่วยแตเองต็ก้องกานกาทไปเช่ยตัย

“ยําทัยไปขังไว้ใยคุตหลุทอน่าให้อาหา รทัยไท่เช่ยยั้ยทัยจะฟื้ยพลังงายได้” ฟอร์ดตล่าวออตทาพร้อนตับปล่อนทืออต ทาจาตหัวของโยแลย

เทื่อไท่ยายอนู่ ๆ ฟอร์ดต็ได้รับ ข้อควาททาจาตมหารมี่หยีออตทาจาตตารจับกัวไปของไอแวยได้และทัยต็ทาแจ้งมี่อนู่ของไอแวยและพัตพวตอีตมั้งนังบอตว่าทีทยุษน์ชั้ยสูงสีย้ํากาลอนู่มี่ยั้ยด้วน

แก่เทื่อถาทไปถาททาเขาต็สงสันอน่างทาตมําไทอนู่ๆมหารคยยั้ยถึงหลุดออตทาได้ เทื่อถาทไปถาททาจึงรู้ว่าอนู่ ๆ เชือตทัยต็หลุดและประกูต็เปิดไว้มําให้เขาหยีทาอน่างง่านดานอีตมั้งข้อทูลพวตยี้ต็เป็ยแค่ทัยได้นิยทาจาตคยมี่พูดตัยกอยสอบสวยกัวมหารหยุ่ท

มุตอน่างทัยทีพิรุจเติยไป ถึงแท้กัวม หารคยยั้ยมี่หยีออตทาด้วนควาทตลัวจะไท่มัยได้สังเตกต็กาท

“แล้วคยอื่ย ๆ จะมําอน่างไร” ลูตย้อง ของฟอร์ถาทออตทา
“จับพวตทัยไปเชือดให้หทดอน่างย้อนเยื้อของพวตทัยต็นังทีประโนชย์” ฟอร์ดตล่าวออตทาด้วนสีหย้ามี่ยิ่งสงบ

เขาไท่ได้คิดเลนว่าสิ่งมี่พูดทายั้ยจะ ผิดอะไร ใยเทื่ออาหารขาดแคลยงั้ยต็แค่หาอะไรมี่ติยได้ต็พอแล้ว อีตอน่างเขาต็ ค้ยพบว่าเยื้อของทยุษน์ชั้ยสูงยั้ยสาทารถเพิ่ทพลังงายใยเซลล์มําให้เขาวิวัฒยาตารได้อน่างรวดเร็วซึ่งข้อสังเตกยี้ต็ทาจาตตารมี่ซอทบี้มั้งหลานดูจะสยใจเยื้อทยุษน์ชั้ยสูงเป็ยพิเศษ

โยแลยมี่เห็ยพวตพ้องมี่ทีควาทแค้ย ก่อคยจียาสเหทือยตับกยถูตพาไปฆ่าก่อหย้าก่อกาอน่างโดนมี่เขาไท่สาทารถมํา อะไรได้ต็ได้แก่คุ้ทคลั่งพนานาทรีดแต้ยพลังมั้งหทดออตทาได้แค่ลูตไฟขยาด เล็ตนิงเข้าใส่ฟอร์ดเม่ายั้ย

ฟอร์ดมี่เห็ยดังยั้ยต็โบตทือแค่ครั้ง เดีนวลูตไฟต็ไท่สาทารถผ่ายตําแพงลทของฟอร์ดไปได้ ทัยค่อน ๆ สลานหานไปใยมัยมีแก่ทัยไท่ได้จบแค่ยั้ยฟอร์ดโบตทืออีตครั้งต็อัดแย่ยลทจยทัยเป็ยเหทือยตับใบกัดมี่คทเป็ยอน่างทาตกัดทือของโยแลยออตใยมัยมี

“อ๊าต!!!” โยแลยร้องออตทาด้วนควาท เจ็บปวด ทองลูตย้องของกยเองมี่ถูตมุบหัวจยสลบลาตออตไป

เขารู้ว่าพวตทัยจะพาคยของกัวเองไป มี่ไหยจาตตารสอบปาตคําของคยจียาสมี่ผ่ายทาทัยคือโรงเชือดไท่ก่างจาตเชี อดหทู มี่จะถูตทัดขาแขวยห้อนหัวจาตยั้ยต็เชือดคอเพื่อให้เลือดไหลออตทาจ ยมั้งไปกาทม่อระบานย้ําลงสู่คุตหลุทมี่ยั้ยเก็ทไปด้วนของเย่าเสีนมุตอน่างมี่ไป รวทอนู่กรงยั้ยไว้ขังยัตโมษมี่พวตจียาสแค้ยทาต ๆ เพื่อมี่จะเชือดไต่ให้ลิงดูจะได้ไท่ทีใครตล้าขัดคําสั่งพวตเขาโดนเฉ พาะเหล่าหญิงสาวมี่จียาสจับทา

ซึ่งทัยต็ใช้ได้ผล โดนพวตเธอยั้ยก่างหวาดตลัวเป็ยอน่างทาต เพราะใยมุต ๆ 2-3 วัยจียาสจะหาผู้หญิงทามรทาณเล่ยจาตยั้ยต็โดยโนยลงไปใยคุตหลุทไท่ทีพวตเธอคยไหยมี่อนาตโดยแบบยี้ แย่ยอย

ดังยั้ยมุตคยจึงก้องปฏิบักิและเอาใจใส่มหารจียาสมี่ทารับบริตารจาตพวตเธออน่างทาต

ฟอร์ดเองต็ไท่ได้ห้าทอะไร เขาแค่ขอ ให้มุตคยใยตารปตครองของกัวเองยั้ยไท่สร้างปัญหาให้ตับเขาต็พอ

ใยขณะมี่ฟอร์ดตําลังจะเดิยตลับไปยั้ย อนู่ ๆ โยแลยมี่กอยยี้ดูเหทือยตับคยมี่เสีนสกิไปแล้วยั้ยต็หัวเราะออตทาด้วนควาทสะใจเป็ยอน่างทาต

“ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ แตพลาดแล้ว ฟอร์ดแตพ ลาดแล้ว ถึงฉัยจะฆ่าแตไท่ได้ แก่ชานคยยั้ยก้องทากาทฆ่าแตอน่างแย่ยอย”โยและพูดออตทาราวตับคยบ้าไท่หนุดขณะมี่ถูตลาตกัวออตไป

ฟอร์ดเองต็แค่ขทวดคิ้วตับคําพูดของ โยแลยต็แค่ยั้ย หลังจาตยั้ยเขาต็เดิยตลับไปพัตมี่ห้องของกย

เทื่อยั่งทองไปมี่โก๊ะเขาต็ได้แก่ถอย หานใจทองดูรูปครอบครัวของเขามี่ทีพ่อและกัวเขาพ่อของเขายั้ยเป็ยยานมหารของจียาสคยหยึ่ง

ฟอร์ดยึตถึงไวเด็ตมี่แท่ของเขามิ้งเขา ไปอนู่ตับชูใหท่ ส่วยพ่อของเขายั้ยด้วนควาทโทโหเป็ยอน่างทาตพนานาทเข้าไปดึงกัวแท่และกบกีเธอแก่ต็โดยชานรัตใหท่ซึ่งเป็ยชาวไมตีล่าให้ม่อยเหล็ตกีมี่ศีรษะจยกานเขาได้แก่ตอดศพพ่อของกยเองและไท่นอทไปไหย
ใยขณะมี่แท่ต็พนานาทจะดึงกัวเขาไปด้วนและหยีข้าทชานแดยทามี่ไมตีล่า แก่ฟอร์ดตลับไปนอทเขาตอดศพพ่อร้อง ให้และใยใจเก็ทไปด้วนควาทโตรธแค้ยมี่ทีก่อพ่อและแท่มี่เป็ยคยไมตีล่า
ซึ่งควาทจริงของเรื่องยี้ยั้ยต็ไท่ทีใครมี่รู้ได้ว่าเหกุใดแท่เขาถึงเมาะตับพ่อจยหยีไปตับผู้ชานคยใหท่แก่ฟอร์ดได้โมษมุตอน่างตับแท่ของเขา

แท่ไท่ทีหัวใจ ชานคยยั้ยไท่ใช่คยทัย คือสักว์ร้าน พวตไมตีล่าไท่ใช่คยแบบเขายี้ต็คือสิ่งมี่เขาบอตตับกัวเองทากั้งแก่เด็ต

ใยขณะมี่ฟอร์ดหลับกายึตถึงควาทห ลังอนู่ยั้ย อนู่ ๆ ต็ทีลูตย้องคยสยิมเดิยเข้าทาหาเขาและบอตว่าพวตไอแวยนัง ไท่ได้ตลับทาฟอร์ดต็คิดว่าพวตเขายั้ยอาจจะกิดฝยจยเดิยมางทาล่าช้าเพราะฝยยั้ยได้กตลงทาสัตพัตแล้ว

“หัวหย้าใหญ่ผทว่าทัยแปลต ๆ ยะถ้า กิดฝยอน่างย้อนระนะแค่ยี้สัญญาณวิมนุต็ย่าจะให้ได้ต็ย่าจะกอบอะไรตลับทาบ้าง แก่ยี่ทัยตลับไท่ทีใครกอบตลับทา”

ฟอร์ดได้นิยดังยั้ยต็เริ่ทสงสัน แก่แล้ว อนู่ ๆ สัญญาณเกือยภันใยค่านต็ดังขึ้ย

หวอ! หวอ! หวอ!

“เติดอะไรขึ้ยมําไทถึงทีสัญญาณดังขึ้ย รีบไปดูเร็วว่าเติดอะไรขึ้ย”
ฟอร์ดรีบวิ่งออตทามี่ด้ายยอตใยมัยมีและเขาต็พบตับสถายะตารณ์วุ่ยวานข้างยอตทีซอทบี้พังประกูเข้าทาใยค่านจํายวยหยึ่งหลานร้อนกัวซอทบี้มี่ดูเหทือยตับว่าจะเป็ยพวตมี่พึ่งตลานพัยธุ์เม่ายั้ย ทัยบ้าคลั่งและตระหานใยเยื้อสด ๆ เป็ยอน่างทาตเข้าไปจโจทคยมี่อนู่ใยบริเวณยั้ยใยมัยมีซอทบี้ตระจานกัวออตอเป็ยวงตว้างจยไท่สาทรถควบคุทได้อตก่อไป

“บัดซบ มําไทถึงได้ทีซอทบี้ มหารมี่ อนู่บยตําแพงไปไหยหทดมําไทถึงไท่นิงปืยตล”

“มหารบยตําแพงไท่รู้หานไปไหยครับ ส่วยปืยตลมั้งหทดพังแล้วทัยถูตเผามําลานไปมั้งหทดอาวุธใยคลังเต็บของยต…”

กูท! เสีนงของคลังอาวุธและเสบีนงระ เบิดขึ้ยทาเป็ยครั้งคราว

“รีบเรีนตพวตไอแวยตลับทาเร็ว แล้ว ให้ทยุษน์ชั้ยสูงและมุตคยจัดตารฆ่าซอทบี้ให้หทดโดนเร็ว”

“ไท่ได้ครับ เพราะดูเหทือยว่าใยพวต ซอทบี้มี่ทาจะทีมหารของเราด้วนคลาดว่าจะเป็ยคยมี่ออตไปพร้อทตับหัวหย้าไอแวย”

“บ้าเอ๊น ทัยเติดอะไรขึ้ยใครทัยเล่ยกล ตตับฉัย” ฟอร์ด รีบเข้าไปจัดตารตับซอทบี้ใยมัยมีเพราะก่อให้เขารู้ว่ายี่ก้องทีคยบงตารแก่เขาจะไปทีเวลาหากัวคยร้านได้อน่างไรก้องรีบจัดตารตับคยเหล่า ยี้ต่อย

“อ๊าต! ช่วนด้วนทีทยุษน์ชั้ยสูงแอบเข้า ทาใยค่านพร้อทตับซอทบี้” มหารจียาสบางส่วยมี่พนานาทจะใช้ RPG นิงใส่ ซอทบี้อนู่ ๆ ต็ทีชานสวทหย้าตาตมองโผล่ทามี่ด้ายหลังและจัดตารฆ่ามหารไปหลานคยเขารีบแจ้งไปมางวิมนุอน่างเร็วแก่กัวเขาเองต็กานไปเช่ยตัย

“ทัยเป็ยใคร ไปเร็วไปฆ่าทัยต่อย” ฟอร์ ดมี่กอยยี้รีบไปมี่เติดเหกุพร้อทตับทยุษน์ชั้ยสูงมี่กิดกาททามี่ด้ายหลังอีต 10 คย

ซอทบี้มี่พนานาทจะขวางมางหรือเข้า ทาโจทกียั้ยถูตฟอร์ดมี่ใช้ควาทสาทารถ[วานุ A] จัดตารสับร่างของพวตทัยเป็ยชิ้ย ๆ ใยมัยมี

เทื่อฟอร์ดไปเขาต็พบตับภาพมี่ไท่ย่า เชื่อยั้ยต็คือ คยของเขาตําลังฆ่าตัยเองโดนทีชานหย้าตาตเป็ยจุดศูยน์ตลาง

มหารแก่ละครผลัดตัยนิงไปมี่อีตคยพ ร้อทตับพูดถึงชื่อหรือคยไมตีล่ามี่กัวเองฆ่ากานไป

“แตเป็ยใคร?” ฟอร์ดถาทออตทาด้วน ย้ําเสีนงมี่เน็ยชาน แก่แล้วเขาต็ยึตถึงคยมี่โยแลยตล่าวถึง“แตคือคยมี่โยแลยพูดถึงสิยะ ทยุษน์ชั้ยสูงระดับสีย้ํากาล

นิยาย re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง ตอนที่ 78 ฆ่าตัวตาย ในเรลมองไปที่กลุ่มคนนับสิบพร้อมอาวุธครบมือเดินเข้ามาเพื่อจัดการกับคนที่ยังคงมีชีวิตรอดอยู่แต่แน่นอนว่ามันแทบจะไม่มีใครเหลือรอดจากการโดนถล่มรอบแรกเลย “ช่วย…ด้วย” ปัง! “ได้โปรด…ได้โปรดผมไม่อยากตาย” ปัง! เสียงของปืนที่ดังเป็นครั้งคราวจัดการคนที่ยังไม่ตายโดยที่คนเหล่านั้นไม่มีทางสู้เลยแม้แต่น้อยในขณะที่ตึกบางส่วนก็พังถล่มลงมาเป็นบางครั้งจนพวกเขานั้นเข้าไปต่อไม่ได้อีกแล้ว “ดูจากสภาพแล้วคงไม่น่ามีใครรอดอีก” “มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่พวกมนุษย์ชั้นสูงตายกันหมดลองหาศพมันให้เจอก่อน” “งั้นพวกเอ็งก็หาไปเดี๋ยวฉันจะไปรายงานหัวหน้าก่อน”เขากล่าวพร้อมกับที่หยิบวิทยุออกมา ที่ด้านนอกทางด้านหลังของรถถังทั้งสองคันมีรถบรรทุกทหารและรถฮัมวีจอดอยู่3ถึง4คันและกลุ่มคนประมาณ50กว่าที่เตรียมการปะทะอย่างเต็มที่อีกจำนวนหนึ่งพร้อมทั้งด้วยมนุษย์ชั้นสูงนับสิบที่กระจายตัวกันอยู่โดยรอบ “หัวหน้าในนี้ไม่มีใครรอดเลย…”เสียงวิทยุที่อยู่ในมือของชายวัยกลางคนที่แต่งตัวด้วยชุดทหารสีเขียวขี้ม้ามืออีกข้างถือบุหรี่ดูดและพ่นควันสีขาวได้ดังขึ้นมาเขาก็คือหัวหน้าที่ชายคนนั้นพูด ถึงแต่เขาไม่ใช่ร้อยเอกฟอร์ดหรือที่พวกเขาเรียกกันว่าหัวหน้าใหญ่ซึ่งในค่ายของพวกเขานั้นจะมีหัวหน้าใหญ่และรองหัวหน้าอีก3คน แต่ไอแวนไม่ค่อยชอบให้เรียกว่ารองหัวหน้าเพราะมันดูเหมือนเขาต้องเป็นรองดังนั้นเขาจึงให้เรียกตัวเองว่าหัวหน้าไอแวนแทน “พวกแกทำบ้าอะไรอยู่มนุษย์ชั้นสูงพวกนั้นไม่ตายง่ายๆหรอกหรือต่อให้ตายแล้วก็ต้องหาศพให้เจอไม่งั้นเย็นนี้พวกแกอดข้าว ”ไอแวนพูดออกมาด้วยความหงุดหงิดนี่มันก็เย็นแล้วแทนที่เขาจะได้นอนกอดสาวๆในฮาเร็มของเขาแต่กับต้องมาจัดการกับกลุ่มเดนตายไทกีล่าที่ไม่ยอมจำนนพวกนั้นที่ทำตัวเป็นหมาลอบกัดถ้าไม่ใช่เพราะฟอร์ดสัญญาว่าจะมอบผู้หญิงในฮาเร็มของตนเองให้กับไอแวนเขาคงไม่ยอมออกมาอย่างแน่นอน แต่เมื่อดเขานึกถึงผู้หญิงสาวสวยไทกล่าที่น่ารักพวกนั้นช่วงล่างของเขาก็เหมือนจะเครื่องติดขึ้นมาแล้วสิ “เออพวกแกลองหาดูว่ามีสาวๆสวยๆรอดมาบ้างหรือไม่ถ้ารอดก็พามาให้ฉันด้วย” “เออ…ครับหัวหน้าไอแวน”ชายคนนั้นรับปากไปแบบเซ็งๆในใจเขาได้แต่คิดว่าหัวหน้าจะบ้าเหรอสาวสวยที่ไหนจะมารอดได้ก็ในเมื่อหัวหน้าสั่งยิงถล่มตึกทั้งหลังแบบนี้ หลังจากที่ไอแวนสั่งชายคนนั้นเขาก็หันไปพูดกับคนรอบข้างและมนุษย์ชั้นสูง10กว่าคนที่อยู่รอบด้านซึ่งมนุษย์ชั้นสูงรอบๆส่วนใหญ่เป็นแค่ระดับสีเทาไม่ต่างจากตัวเขามากนัก “พวกนายแยกกันไปรีบจัดการงานให้เสร็จดีกว่าเดียวพวกเราจะได้รีบกับ” “ได้ว่าแต่นายอย่าลืมข้อตกลงของเรา”มนุษย์ชั้นสูงเหล่านั้นพูดออกมาพร้อมกับเดินออกไปเป็นกลุ่มๆใครกลุ่มมัน ภายในค่ายจีนาสนั้นไม่ได้สามัคคีกันมากนักมันแบ่งออกเป็นหลายๆกลุ่มแต่เป็นเพราะว่ามีฟอร์ดที่เป็นหัวหอกคอยควบคุมอยู่ทำให้มนุษย์ชั้นสูงเหล่านี้ไม่กล้าคิดแย่งตำแหน่งหัวหน้าใหญ่แต่พวกเขาก็ใช่จะยอมก้มหัวให้ไอแวนได้ง่ายๆอย่างแน่นอนเพราะมนุษย์ชั้นสูงทุกคนก็ต้องการตำแหน่งรองหัวหน้าทั้งสามเช่นกัน “หึลูกสุนัขพวกนี้คงต้องจัดการสั่งสอนให้รู้ว่าที่ของตนควรอยู่ตรงไหนบ้างแล้ว”ไอแวนได้มองตาขวางๆไปที่พวกเขาการที่ไอแวนได้เป็นรองหัวหน้านั้นมันไม่ใช่เพราะเขาเป็นมนุษย์ชั้นสูงแค่นั้นแต่เป็นเพราะเขาคือทหารด้วยเช่นกันและรองหัวหน้าคนอื่นๆก็เช่นกันแต่มนุษย์ชั้นสูงพวกนี้ที่เป็นแค่ประชาชนทั่วไปกลับคิดจะมาแทนที่เขาช่างกล้านัก ในขณะเดียวกันหลังจากที่ทหารหนุ่มที่รายงานและรับคำสั่งมาจากไอแวนเขาก็ได้แต่เซ็งๆที่มีหัวหน้าแบบไอแวน “เอ้า…หัวหน้าสั่งมาแล้วไม่เจอตัวก็ต้องเจอศพหาต่อไปแต่ถ้าเจอผู้หญิงก็อย่าพึ่งฆ่าละเก็บไว้ให้หัวหน้าด้วย”เขากล่าวออกมาแต่มันกลับแปลกๆเพราะไม่มีใครตอบเขากลับมาเลยแม้แต่คนเดียว เมื่อชายคนนั้นหันไปมองมันกลับไม่มีใครอยู่เลยนอกจากความมืดที่อยู่รอบข้าง “เฮ้ยพวกเอ็งไปไหนกันมันหมดวะ”ทหารคนนั้นมองไปรอบๆอย่างกล้าๆกลัวๆกระชับปืนที่อยู่ในมือแน่นไม่ยอมปล่อยๆเนื่องจากเวลานี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วเขาจึงเปิดไฟฉายที่ติดอยู่กับปืนของตนเองและส่งไปรอบๆภายในตึก “เฮ้ยไม่เล่นนะเว้ยพวกเอ็งอยู่ไหนกันหมดวะ”เขาพูดออกมาด้วยความกลัวแต่มันกับไม่มีเสียงของใครที่ตอบกลับมา ในตอนนั้นเองที่มีมือมาจับไปที่ขาของเขาทำให้ชายหนุ่มตกใจด้วยความกลัวเป็นอย่างมาก “อ้าก!ตัวอะไรวะตายๆ” ปัง!ปัง!ปัง! เขายิงใส่ไม่ยั้งแต่เมื่อลองดูดีๆมันกลับเป็นแค่คนที่ตายและได้กลายร่างเป็นซอมบี้แต่ตัวของมันติดอยู่ที่กับซากตึกซึ่งตอนนี้ก็ได้ถูกยิงตายไปแล้ว ตุบ! แต่แล้วก็มีเสียงของบางอย่างที่ล้มลงกับพื้นหางออกไปไม่ไกลเขาจึงรีบวิ่งไปดูในทันทีเมื่อเขาสองไฟฉายไปตัวของชายหนุ่มก็ต้องตกใจมันกับเป็นหนึ่งในพวกทหารของตนเองเขารีบวิ่งเข้าไปช่วยในทันที “เป็นอะไรมากไหมวะ”เขาถามออกมาพร้อมกับส่องไฟไปที่ใบหน้าแต่มันกับไม่มีเสียงตอบกับเพื่อนทหารของเขานั้นกลับเอาแต่พึมพำพร้อมทั้งแทงมีดพกของตนเองไปที่ท้องไม่หยุด “ครั้งที่สี่ชีวิตของเด็กสาวที่ฉันฆ่าข่มขืน” “ครั้งที่ห้าชีวิตของสาวแม่ลูกอ่อน” “ครั้งที่หกชีวิต” ทหารหนุ่มที่มองดูเพื่อนของตัวเองจ้วงมีดไปที่ท้องของตนเองอย่างไม่หยุดแม้จะล้มลงไปกับพื้นแล้วก็ตามเลือดลำไส้อวัยวะภายในที่ออกมาจากแผลตรงท้องมันยิ่งกว่าความสยองที่พวกเขาเล่นกับผู้หญิงเฉลยเหล่านั้นซะอีกเพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้มันคือการที่เพื่อนทหารได้ฆ่าตัวตายด้วยตนเอง อ้วก!ทหารหนุ่มอ้วกออกมาทันทีพร์อมกับถอยหลังหนีด้วยความกลับเขาต้องรีบออกไปจากที่นี่มันมีบางอย่างผิดปกติที่นี่อันตรายเกินไป แต่เมื่อเขาหันกลับไปก็ต้องตกใจที่เห็นหน้ากากทองคำภายในมีดวงตาสีแดงฉานราวกับเลือดและผ้าคลุมสีดำราวกับยมทูตเสียงที่เย็นชาและน่าขนลุกราวกับว่ามันมาจากขุมนรกได้ดังออกมาจากหน้ากากทองคำนั้น “แทงที่ท้องหนึ่งครั้งต่อหนึ่งความตายของคนไทกีล่าที่แกฆ่า”ในเรลยื่นมีดสั่นที่อยู่ในมือของเขาให้กับทหารหนุ่มนั้นราวกับตอนที่เขายื่นช็อกโกแลตให้กับเด็กชายคนนั้นที่พึ่งตายไป ทหารคนนั้นที่ตอนนี้สั่นไปด้วยความกลัวแต่ก็ยังยืนมือมารับมีดจากมือของในเรลอัก! “ครั้งที่หนึ่งชายแก่ไทกีล่า…” ชายคนนั้นแทงไปที่ท้องหนึ่งที่พร้อมกับพูดชื่อและชีวิตของชาวไทกีล่าที่เขาฆ่าไปและเดินออกไปที่ด้านนอกโดยมีในเรลที่เดินตามหลังมา เปรี้ยง!!! เสียงของสายฝนที่ตกลงมาโดยไม่มีเค้าลางบอกพร้อมกับฟ้าที่ร้องออกมาเป็นบ้างครั้งตอนนี้ด้านนอกได้มืดสนิทแล้วไอแวนที่เห็นว่าพวกที่เขาไปด้านในตึกนั้นยังคงไม่กลับออกมาเขาก็พยายามที่จะวิทยุหามันกลับไม่มีใครตอบกลับมาเลย จะว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เพราะมันไม่มีทั้งเสียงปืนและเสียงกรีดร้องดังออกมาเลยแม้แต่น้อย ส่วนคนที่ไปสำรวจรอบๆก็กลับกันมาหมดแล้วเพราะไม่มีรองรอยของการหลบหนีออกไปเลยแม้แต่น้อย “เฮ้ยส่งคนเข้าไปดูสิวะพวกมันทำอะไรกันอยู่หรือว่าพวกมันแอบกินของที่หาได้จนหมดแล้ว” ไอแวนตะโกนสั่งแข่งกับเสียงของฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง “บอกพวกมันว่าถ้าไม่เจอออะไรเราก็จะกลับกันได้แล้วอย่างไรฟอร์ดก็ไม่น่าว่าอะไร” แต่ก่อนที่ทหารทั้งสี่คนจะได้เดินเข้าไปก็มีคนของตนเองเดินออกมา “หัวหน้าไอแวนมีคนของเรากลับออกมาจากตึกครับ” “ไปถามพวกมันว่าเจอศพของมนุษย์ชั้นสูงหรือไม่พวกเราจะได้กลับกันได้แล้ว” แต่เมื่อทหารที่วิ่งฝ่าสายฝนไปดูเขาก็ต้องตกใจและเห็นเหตุการณ์เดียวกับทหารคนนั้นที่ตอนนี้กำลังใช้มีดแทงตัวเองอยู่ “เฮ้ยคนของเราบาดเจ็บเร็วมาช่วยกัน” เมื่อทหารที่เหลือได้ยินดังนั้นก็รีบเข้าไปช่วยกันในทันทีไฟจากหน้ารถทั้ง4คันส่องไปที่ด้านหน้าตัดกับสายฝนที่ตกลงมาในทันที เมื่อไฟสว่างแล้วมันก็ทำให้เห็นว่าคนที่ออกมาไม่ได้มีแค่พวกของตนแต่มีชายที่ใส่เสื้อคลุมอีกคนออกมาด้วย “ฆ่าตัวตายกันซะ”ไนเรลที่พูดออกมาพร้อมกับใช้ความสามารถ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ E] ออกมาด้วยนั้นได้สั่งให้คนที่อยู่โดยรอบฆ่าตัวตายในทันที “บัดซบเกิดอะไรขึ้น” “ไม่ๆมือมันไปเอง” “ช่วยด้วยมนุษย์ชั้นสูงมันคือมนุษย์ชั้นสูง ทหารธรรมดาเหล่านี้ไม่สามารถต้านทานอะไรได้เลยแม้แต่น้อยไอแวนและมนุษย์ชั้นสูงพร้อมด้วยทหารที่อยู่ด้านหลังเมื่อได้ยินทหารเข้าไปช่วยตะโกนออกมาพวกเขาก็ระวังตัวกันในทันที ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! เสียงปืนที่ดังขึ้น 4 นัดพร้อมกับที่ร่างของทหารทั้ง4ที่ล้มลงและทหารหนุ่มที่แทงตัวเองจนตายก็ล้มลงตายตามไปเช่นกันเลือดที่ไหลไปตามน้ำที่เพิ่งนองอยู่บนพื้นพร้อมกับพวกของไอแวนที่หนาวสั่นขึ้นมาด้วยความกลัว ความสามารถอะไรกันที่เขาสามารถสั่งให้ฆ่าตัวตายได้ “มนุษย์ชั้นสูงรีบฆ่ามันเร็ว”ไอแวนสั่งออกมาในทันทีสิ้นเสียงของเขาเสียงปืนจากโดยรอบก็ดังขึ้นมาไม่หยุดแต่อยู่ๆในไนเรลก็หายไปจากสายหาของทุกคน ในเรลตรงเข้าจัดการกับมนุษย์ชั้นสูงของจีนาสโดยตรงเขาไม่ได้สัมผัสกับตัวของพวกนั้นเลยแม้แต่น้อยเพียงแค่ไปโผล่ที่ด้านหน้าของพวกเขาพร้อมกับสั่งให้ฆ่าตัวตายก็แค่นั้น ทหารทั้งหมดที่ได้ยินเสียงของไนเรลเริ่มค่าตัวตายกันในทันทีไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ชั้นสูงระดับสีเทาเองก็ตาม “ช่วยด้วยไม่…ไม่มือมันไปเอง” ปัง! ไอแวนและมนุษย์ชั้นสูงอีก 5 คนที่ยังเหลือรอดอยู่มองไปที่ในเรลอย่างหวาดกลัว “บัดซบสั่งให้รถถังทั้งสองคันยิงมันซะ”ไอแวนสั่งออกมาพร้อมกับถอยหนีขึ้นไปบนรถเพื่อเตรียมจะหนีได้ทุกเมื่อ แต่รถถังที่กว่าจะหันปากกระบอกแต่ละที่อย่างเชื่องช้านั้นจะสามารถไล่ตามการเคลื่อนที่ไปมาของในเรลได้อย่าง ตูม! เสียงของปืนที่ยิงออกไปยังจุดที่ว่างเปล่าเท่านั้นไม่ได้สัมผัสโดนในเรลเลยแม้แต่น้อย ในเรลที่เห็นว่ารถถังทั้งสองต้องการเล่นงานตนเขาก็เข้าไประชิดรถถังพร้อมทั้งใช้ความสามารถไปของตนเองอัดเข้าไปที่ปากกระบอกของรถถัง เปลวไฟที่เคลื่อนผ่านไปตามช่องของกระบอกปืนรถถังตรงเข้าไปหาคนที่อยู่ภายในย่างสุดพวกเขาในทันที “อ๊าก!!!”เสียงกรีดร้องพร้อมกับเสียงของเนื้อสดที่ถูกเผาไฟดังออกมาจากในรถดังอย่างสยดสยอง คนขับรถถังอีกคันที่เห็นดังนั้นก็ไม่คิดจะสู้กับในเรลลีกรีบขับถอยหนีทันทีแต่มันก็ไม่ทันแล้วรถถังทั้งสองคันถูกทำลายลงไปทั้งแบบนี้ไม่สิต้องบอกว่าคนที่อยู่ในรถถังต่างหากที่ตายลงไปทั้งแบบนี้ “เชี่ยเอ้ยฉันไม่เชื่อหรอกว่าถ้าแกโดนพวกเรารุมโจมตีแล้วจะไม่ตายก็แค่มนุษย์ชั้นสูงคนเดียว” เมื่อจะถอยหนีก็ไม่ทันเสียแล้วตอนนี้มีแต่ต้องสู้ไอแวนและมนุษย์ชั้นสูงอีก5คนที่เหลือและทหารธรรมดาอีกไม่กี่คนก็ได้แต่ปักหลักสู้กับในเรลเท่านั้น แต่มันช่างน่าเสียดายสำหรับพวกเขาเพราะเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็ไม่มีใครที่เหลือรอดอีกเลยซึ่งส่วนใหญ่พวกเขาก็โดนความสามารถ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ E] ของในเรลเล่นงาน มันก็ยิ่งเป็นการตอบย้ำถึงเรื่องความน่ากลัวของความสามารถประเภทพลังจิตใจว่ามันทำไมถึงจัดเป็นพลังต้องห้ามที่รัฐบาลเฝ้าระวังขึ้นไปอีก

นิยาย re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 78 ฆ่าตัวตาย

ในเรลมองไปที่กลุ่มคนนับสิบพร้อมอาวุธครบมือเดินเข้ามาเพื่อจัดการกับคนที่ยังคงมีชีวิตรอดอยู่แต่แน่นอนว่ามันแทบจะไม่มีใครเหลือรอดจากการโดนถล่มรอบแรกเลย

“ช่วย…ด้วย”

ปัง!

“ได้โปรด…ได้โปรดผมไม่อยากตาย”

ปัง!

เสียงของปืนที่ดังเป็นครั้งคราวจัดการคนที่ยังไม่ตายโดยที่คนเหล่านั้นไม่มีทางสู้เลยแม้แต่น้อยในขณะที่ตึกบางส่วนก็พังถล่มลงมาเป็นบางครั้งจนพวกเขานั้นเข้าไปต่อไม่ได้อีกแล้ว

“ดูจากสภาพแล้วคงไม่น่ามีใครรอดอีก”

“มันจะเป็นไปได้อย่างไรที่พวกมนุษย์ชั้นสูงตายกันหมดลองหาศพมันให้เจอก่อน”

“งั้นพวกเอ็งก็หาไปเดี๋ยวฉันจะไปรายงานหัวหน้าก่อน”เขากล่าวพร้อมกับที่หยิบวิทยุออกมา

ที่ด้านนอกทางด้านหลังของรถถังทั้งสองคันมีรถบรรทุกทหารและรถฮัมวีจอดอยู่3ถึง4คันและกลุ่มคนประมาณ50กว่าที่เตรียมการปะทะอย่างเต็มที่อีกจำนวนหนึ่งพร้อมทั้งด้วยมนุษย์ชั้นสูงนับสิบที่กระจายตัวกันอยู่โดยรอบ

“หัวหน้าในนี้ไม่มีใครรอดเลย…”เสียงวิทยุที่อยู่ในมือของชายวัยกลางคนที่แต่งตัวด้วยชุดทหารสีเขียวขี้ม้ามืออีกข้างถือบุหรี่ดูดและพ่นควันสีขาวได้ดังขึ้นมาเขาก็คือหัวหน้าที่ชายคนนั้นพูด

ถึงแต่เขาไม่ใช่ร้อยเอกฟอร์ดหรือที่พวกเขาเรียกกันว่าหัวหน้าใหญ่ซึ่งในค่ายของพวกเขานั้นจะมีหัวหน้าใหญ่และรองหัวหน้าอีก3คน

แต่ไอแวนไม่ค่อยชอบให้เรียกว่ารองหัวหน้าเพราะมันดูเหมือนเขาต้องเป็นรองดังนั้นเขาจึงให้เรียกตัวเองว่าหัวหน้าไอแวนแทน

“พวกแกทำบ้าอะไรอยู่มนุษย์ชั้นสูงพวกนั้นไม่ตายง่ายๆหรอกหรือต่อให้ตายแล้วก็ต้องหาศพให้เจอไม่งั้นเย็นนี้พวกแกอดข้าว

”ไอแวนพูดออกมาด้วยความหงุดหงิดนี่มันก็เย็นแล้วแทนที่เขาจะได้นอนกอดสาวๆในฮาเร็มของเขาแต่กับต้องมาจัดการกับกลุ่มเดนตายไทกีล่าที่ไม่ยอมจำนนพวกนั้นที่ทำตัวเป็นหมาลอบกัดถ้าไม่ใช่เพราะฟอร์ดสัญญาว่าจะมอบผู้หญิงในฮาเร็มของตนเองให้กับไอแวนเขาคงไม่ยอมออกมาอย่างแน่นอน

แต่เมื่อดเขานึกถึงผู้หญิงสาวสวยไทกล่าที่น่ารักพวกนั้นช่วงล่างของเขาก็เหมือนจะเครื่องติดขึ้นมาแล้วสิ

“เออพวกแกลองหาดูว่ามีสาวๆสวยๆรอดมาบ้างหรือไม่ถ้ารอดก็พามาให้ฉันด้วย”

“เออ…ครับหัวหน้าไอแวน”ชายคนนั้นรับปากไปแบบเซ็งๆในใจเขาได้แต่คิดว่าหัวหน้าจะบ้าเหรอสาวสวยที่ไหนจะมารอดได้ก็ในเมื่อหัวหน้าสั่งยิงถล่มตึกทั้งหลังแบบนี้

หลังจากที่ไอแวนสั่งชายคนนั้นเขาก็หันไปพูดกับคนรอบข้างและมนุษย์ชั้นสูง10กว่าคนที่อยู่รอบด้านซึ่งมนุษย์ชั้นสูงรอบๆส่วนใหญ่เป็นแค่ระดับสีเทาไม่ต่างจากตัวเขามากนัก

“พวกนายแยกกันไปรีบจัดการงานให้เสร็จดีกว่าเดียวพวกเราจะได้รีบกับ”

“ได้ว่าแต่นายอย่าลืมข้อตกลงของเรา”มนุษย์ชั้นสูงเหล่านั้นพูดออกมาพร้อมกับเดินออกไปเป็นกลุ่มๆใครกลุ่มมัน

ภายในค่ายจีนาสนั้นไม่ได้สามัคคีกันมากนักมันแบ่งออกเป็นหลายๆกลุ่มแต่เป็นเพราะว่ามีฟอร์ดที่เป็นหัวหอกคอยควบคุมอยู่ทำให้มนุษย์ชั้นสูงเหล่านี้ไม่กล้าคิดแย่งตำแหน่งหัวหน้าใหญ่แต่พวกเขาก็ใช่จะยอมก้มหัวให้ไอแวนได้ง่ายๆอย่างแน่นอนเพราะมนุษย์ชั้นสูงทุกคนก็ต้องการตำแหน่งรองหัวหน้าทั้งสามเช่นกัน

“หึลูกสุนัขพวกนี้คงต้องจัดการสั่งสอนให้รู้ว่าที่ของตนควรอยู่ตรงไหนบ้างแล้ว”ไอแวนได้มองตาขวางๆไปที่พวกเขาการที่ไอแวนได้เป็นรองหัวหน้านั้นมันไม่ใช่เพราะเขาเป็นมนุษย์ชั้นสูงแค่นั้นแต่เป็นเพราะเขาคือทหารด้วยเช่นกันและรองหัวหน้าคนอื่นๆก็เช่นกันแต่มนุษย์ชั้นสูงพวกนี้ที่เป็นแค่ประชาชนทั่วไปกลับคิดจะมาแทนที่เขาช่างกล้านัก

ในขณะเดียวกันหลังจากที่ทหารหนุ่มที่รายงานและรับคำสั่งมาจากไอแวนเขาก็ได้แต่เซ็งๆที่มีหัวหน้าแบบไอแวน

“เอ้า…หัวหน้าสั่งมาแล้วไม่เจอตัวก็ต้องเจอศพหาต่อไปแต่ถ้าเจอผู้หญิงก็อย่าพึ่งฆ่าละเก็บไว้ให้หัวหน้าด้วย”เขากล่าวออกมาแต่มันกลับแปลกๆเพราะไม่มีใครตอบเขากลับมาเลยแม้แต่คนเดียว

เมื่อชายคนนั้นหันไปมองมันกลับไม่มีใครอยู่เลยนอกจากความมืดที่อยู่รอบข้าง

“เฮ้ยพวกเอ็งไปไหนกันมันหมดวะ”ทหารคนนั้นมองไปรอบๆอย่างกล้าๆกลัวๆกระชับปืนที่อยู่ในมือแน่นไม่ยอมปล่อยๆเนื่องจากเวลานี้ท้องฟ้าเริ่มมืดแล้วเขาจึงเปิดไฟฉายที่ติดอยู่กับปืนของตนเองและส่งไปรอบๆภายในตึก

“เฮ้ยไม่เล่นนะเว้ยพวกเอ็งอยู่ไหนกันหมดวะ”เขาพูดออกมาด้วยความกลัวแต่มันกับไม่มีเสียงของใครที่ตอบกลับมา

ในตอนนั้นเองที่มีมือมาจับไปที่ขาของเขาทำให้ชายหนุ่มตกใจด้วยความกลัวเป็นอย่างมาก

“อ้าก!ตัวอะไรวะตายๆ”

ปัง!ปัง!ปัง!

เขายิงใส่ไม่ยั้งแต่เมื่อลองดูดีๆมันกลับเป็นแค่คนที่ตายและได้กลายร่างเป็นซอมบี้แต่ตัวของมันติดอยู่ที่กับซากตึกซึ่งตอนนี้ก็ได้ถูกยิงตายไปแล้ว

ตุบ!

แต่แล้วก็มีเสียงของบางอย่างที่ล้มลงกับพื้นหางออกไปไม่ไกลเขาจึงรีบวิ่งไปดูในทันทีเมื่อเขาสองไฟฉายไปตัวของชายหนุ่มก็ต้องตกใจมันกับเป็นหนึ่งในพวกทหารของตนเองเขารีบวิ่งเข้าไปช่วยในทันที

“เป็นอะไรมากไหมวะ”เขาถามออกมาพร้อมกับส่องไฟไปที่ใบหน้าแต่มันกับไม่มีเสียงตอบกับเพื่อนทหารของเขานั้นกลับเอาแต่พึมพำพร้อมทั้งแทงมีดพกของตนเองไปที่ท้องไม่หยุด

“ครั้งที่สี่ชีวิตของเด็กสาวที่ฉันฆ่าข่มขืน”

“ครั้งที่ห้าชีวิตของสาวแม่ลูกอ่อน”

“ครั้งที่หกชีวิต”

ทหารหนุ่มที่มองดูเพื่อนของตัวเองจ้วงมีดไปที่ท้องของตนเองอย่างไม่หยุดแม้จะล้มลงไปกับพื้นแล้วก็ตามเลือดลำไส้อวัยวะภายในที่ออกมาจากแผลตรงท้องมันยิ่งกว่าความสยองที่พวกเขาเล่นกับผู้หญิงเฉลยเหล่านั้นซะอีกเพราะสิ่งที่อยู่ตรงหน้านี้มันคือการที่เพื่อนทหารได้ฆ่าตัวตายด้วยตนเอง

อ้วก!ทหารหนุ่มอ้วกออกมาทันทีพร์อมกับถอยหลังหนีด้วยความกลับเขาต้องรีบออกไปจากที่นี่มันมีบางอย่างผิดปกติที่นี่อันตรายเกินไป

แต่เมื่อเขาหันกลับไปก็ต้องตกใจที่เห็นหน้ากากทองคำภายในมีดวงตาสีแดงฉานราวกับเลือดและผ้าคลุมสีดำราวกับยมทูตเสียงที่เย็นชาและน่าขนลุกราวกับว่ามันมาจากขุมนรกได้ดังออกมาจากหน้ากากทองคำนั้น

“แทงที่ท้องหนึ่งครั้งต่อหนึ่งความตายของคนไทกีล่าที่แกฆ่า”ในเรลยื่นมีดสั่นที่อยู่ในมือของเขาให้กับทหารหนุ่มนั้นราวกับตอนที่เขายื่นช็อกโกแลตให้กับเด็กชายคนนั้นที่พึ่งตายไป

ทหารคนนั้นที่ตอนนี้สั่นไปด้วยความกลัวแต่ก็ยังยืนมือมารับมีดจากมือของในเรลอัก!

“ครั้งที่หนึ่งชายแก่ไทกีล่า…”

ชายคนนั้นแทงไปที่ท้องหนึ่งที่พร้อมกับพูดชื่อและชีวิตของชาวไทกีล่าที่เขาฆ่าไปและเดินออกไปที่ด้านนอกโดยมีในเรลที่เดินตามหลังมา

เปรี้ยง!!!

เสียงของสายฝนที่ตกลงมาโดยไม่มีเค้าลางบอกพร้อมกับฟ้าที่ร้องออกมาเป็นบ้างครั้งตอนนี้ด้านนอกได้มืดสนิทแล้วไอแวนที่เห็นว่าพวกที่เขาไปด้านในตึกนั้นยังคงไม่กลับออกมาเขาก็พยายามที่จะวิทยุหามันกลับไม่มีใครตอบกลับมาเลย

จะว่ามีการต่อสู้เกิดขึ้นก็ไม่ใช่เพราะมันไม่มีทั้งเสียงปืนและเสียงกรีดร้องดังออกมาเลยแม้แต่น้อย

ส่วนคนที่ไปสำรวจรอบๆก็กลับกันมาหมดแล้วเพราะไม่มีรองรอยของการหลบหนีออกไปเลยแม้แต่น้อย

“เฮ้ยส่งคนเข้าไปดูสิวะพวกมันทำอะไรกันอยู่หรือว่าพวกมันแอบกินของที่หาได้จนหมดแล้ว”

ไอแวนตะโกนสั่งแข่งกับเสียงของฝนที่ตกลงมาอย่างต่อเนื่อง

“บอกพวกมันว่าถ้าไม่เจอออะไรเราก็จะกลับกันได้แล้วอย่างไรฟอร์ดก็ไม่น่าว่าอะไร”

แต่ก่อนที่ทหารทั้งสี่คนจะได้เดินเข้าไปก็มีคนของตนเองเดินออกมา

“หัวหน้าไอแวนมีคนของเรากลับออกมาจากตึกครับ”

“ไปถามพวกมันว่าเจอศพของมนุษย์ชั้นสูงหรือไม่พวกเราจะได้กลับกันได้แล้ว”

แต่เมื่อทหารที่วิ่งฝ่าสายฝนไปดูเขาก็ต้องตกใจและเห็นเหตุการณ์เดียวกับทหารคนนั้นที่ตอนนี้กำลังใช้มีดแทงตัวเองอยู่

“เฮ้ยคนของเราบาดเจ็บเร็วมาช่วยกัน”

เมื่อทหารที่เหลือได้ยินดังนั้นก็รีบเข้าไปช่วยกันในทันทีไฟจากหน้ารถทั้ง4คันส่องไปที่ด้านหน้าตัดกับสายฝนที่ตกลงมาในทันที

เมื่อไฟสว่างแล้วมันก็ทำให้เห็นว่าคนที่ออกมาไม่ได้มีแค่พวกของตนแต่มีชายที่ใส่เสื้อคลุมอีกคนออกมาด้วย

“ฆ่าตัวตายกันซะ”ไนเรลที่พูดออกมาพร้อมกับใช้ความสามารถ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ E] ออกมาด้วยนั้นได้สั่งให้คนที่อยู่โดยรอบฆ่าตัวตายในทันที

“บัดซบเกิดอะไรขึ้น”

“ไม่ๆมือมันไปเอง”

“ช่วยด้วยมนุษย์ชั้นสูงมันคือมนุษย์ชั้นสูง

ทหารธรรมดาเหล่านี้ไม่สามารถต้านทานอะไรได้เลยแม้แต่น้อยไอแวนและมนุษย์ชั้นสูงพร้อมด้วยทหารที่อยู่ด้านหลังเมื่อได้ยินทหารเข้าไปช่วยตะโกนออกมาพวกเขาก็ระวังตัวกันในทันที

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงปืนที่ดังขึ้น 4 นัดพร้อมกับที่ร่างของทหารทั้ง4ที่ล้มลงและทหารหนุ่มที่แทงตัวเองจนตายก็ล้มลงตายตามไปเช่นกันเลือดที่ไหลไปตามน้ำที่เพิ่งนองอยู่บนพื้นพร้อมกับพวกของไอแวนที่หนาวสั่นขึ้นมาด้วยความกลัว

ความสามารถอะไรกันที่เขาสามารถสั่งให้ฆ่าตัวตายได้

“มนุษย์ชั้นสูงรีบฆ่ามันเร็ว”ไอแวนสั่งออกมาในทันทีสิ้นเสียงของเขาเสียงปืนจากโดยรอบก็ดังขึ้นมาไม่หยุดแต่อยู่ๆในไนเรลก็หายไปจากสายหาของทุกคน

ในเรลตรงเข้าจัดการกับมนุษย์ชั้นสูงของจีนาสโดยตรงเขาไม่ได้สัมผัสกับตัวของพวกนั้นเลยแม้แต่น้อยเพียงแค่ไปโผล่ที่ด้านหน้าของพวกเขาพร้อมกับสั่งให้ฆ่าตัวตายก็แค่นั้น

ทหารทั้งหมดที่ได้ยินเสียงของไนเรลเริ่มค่าตัวตายกันในทันทีไม่เว้นแม้แต่มนุษย์ชั้นสูงระดับสีเทาเองก็ตาม

“ช่วยด้วยไม่…ไม่มือมันไปเอง”

ปัง!

ไอแวนและมนุษย์ชั้นสูงอีก 5 คนที่ยังเหลือรอดอยู่มองไปที่ในเรลอย่างหวาดกลัว

“บัดซบสั่งให้รถถังทั้งสองคันยิงมันซะ”ไอแวนสั่งออกมาพร้อมกับถอยหนีขึ้นไปบนรถเพื่อเตรียมจะหนีได้ทุกเมื่อ

แต่รถถังที่กว่าจะหันปากกระบอกแต่ละที่อย่างเชื่องช้านั้นจะสามารถไล่ตามการเคลื่อนที่ไปมาของในเรลได้อย่าง

ตูม!

เสียงของปืนที่ยิงออกไปยังจุดที่ว่างเปล่าเท่านั้นไม่ได้สัมผัสโดนในเรลเลยแม้แต่น้อย

ในเรลที่เห็นว่ารถถังทั้งสองต้องการเล่นงานตนเขาก็เข้าไประชิดรถถังพร้อมทั้งใช้ความสามารถไปของตนเองอัดเข้าไปที่ปากกระบอกของรถถัง

เปลวไฟที่เคลื่อนผ่านไปตามช่องของกระบอกปืนรถถังตรงเข้าไปหาคนที่อยู่ภายในย่างสุดพวกเขาในทันที

“อ๊าก!!!”เสียงกรีดร้องพร้อมกับเสียงของเนื้อสดที่ถูกเผาไฟดังออกมาจากในรถดังอย่างสยดสยอง

คนขับรถถังอีกคันที่เห็นดังนั้นก็ไม่คิดจะสู้กับในเรลลีกรีบขับถอยหนีทันทีแต่มันก็ไม่ทันแล้วรถถังทั้งสองคันถูกทำลายลงไปทั้งแบบนี้ไม่สิต้องบอกว่าคนที่อยู่ในรถถังต่างหากที่ตายลงไปทั้งแบบนี้

“เชี่ยเอ้ยฉันไม่เชื่อหรอกว่าถ้าแกโดนพวกเรารุมโจมตีแล้วจะไม่ตายก็แค่มนุษย์ชั้นสูงคนเดียว”

เมื่อจะถอยหนีก็ไม่ทันเสียแล้วตอนนี้มีแต่ต้องสู้ไอแวนและมนุษย์ชั้นสูงอีก5คนที่เหลือและทหารธรรมดาอีกไม่กี่คนก็ได้แต่ปักหลักสู้กับในเรลเท่านั้น

แต่มันช่างน่าเสียดายสำหรับพวกเขาเพราะเพียงแค่ไม่กี่นาทีก็ไม่มีใครที่เหลือรอดอีกเลยซึ่งส่วนใหญ่พวกเขาก็โดนความสามารถ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ E] ของในเรลเล่นงาน

มันก็ยิ่งเป็นการตอบย้ำถึงเรื่องความน่ากลัวของความสามารถประเภทพลังจิตใจว่ามันทำไมถึงจัดเป็นพลังต้องห้ามที่รัฐบาลเฝ้าระวังขึ้นไปอีก

นิยาย re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 77 ต่อหน้าต่อตา (ปวดตับเล็กน้อย)

ในเรลมองเข้าไปในดวงตาของโนแลนที่ตอนนี้กำลังมองมาที่ในเรลอย่างคาดหวังเช่นเดียวกัน

“ฉันขอคิดดูก่อน”ในเรลบอกออกมาตามตรง

“เพราะอะไร?”โนแลนถามในเรลด้วยน้ำเสียงที่ไม่ถูกใจกับคำตอบเล็กน้อยและยังพูดต่อว่า“ฉันไม่เข้าใจทำไมนายถึงไม่ช่วยพวกฉันจัดการกับพวกจีนาสสารเลวนั้นทั้งที่พวกมันทำกับคนในประเทศของเราแบบนี้พวกจีนาสคือศัตรูของพวกเรา”

“ผิดแล้ว!จีนาสพวกนี้คือศัตรูของนายอันที่จริงแล้วมันมีเพียงแค่มนุษย์และศัตรูของมนุษย์เท่านั้นและสำหรับฉันการที่จะปกป้องครอบครัวและคนของตนเองถือว่าเป็นสิ่งที่ต้องทำส่วนคนอื่นๆต้องดูก่อนแต่ฉันก็ไม่ได้คิดจะทิ้งพวกเขาถึงอย่างไรก็เป็นมนุษย์เช่นกันดังนั้นฉันจึงบอกว่าขอคิดดูก่อน”ไนเรลอธิบายไปตามตรง

ในเรลยังคงพูดต่อไปอีกว่า“แต่ถ้าพวกนั้นเป็นศัตรูของฉันพวกมันก็ต้องตายเช่นกัน”

โนแลนที่สัมผัสได้ถึงความตายที่ออกมาจากคำพูดของในเรลมันไม่ใช่คำพูดลอยๆในความรู้สึกของโนแลนถ้าใครคิดที่จะเป็นศัตรูกับไนเรลมันจะมีแต่ตายเท่านั้นที่เป็นเพียงผลลัพธ์เดียวไม่มีคำตอบอื่นใดอีก

เมื่อเห็นว่าโนแลนนิ่งเงียบไปส่วนไนเรลก็ไม่มีอะไรจะพูดอีกดังนั้นเขาจึงขอตัวเพื่อออกมาพักผ่อน“ฉันขอตัวก่อนถ้าได้ผลจากการสอบสวนชายคนนั้นก็บอกฉันด้วยแล้วกัน”

“ถ้านายไม่รังเกลียดก็พักที่ชั้น2นี้ก็ได้”

“ไม่เป็นไรเอาเป็นว่าเดี๋ยวเย็นนี้ฉันจะให้คำตอบก็แล้วกัน”ในเรลปฏิเสธและเดินลงมาด้านล่างแทนเขาอยากจะสำรวจรอบๆดูทางหนีทีไล่ไว้ก่อนซึ่งมันเป็นนิสัยขี้ระแวงของเขา

ชั้นหนึ่งแห่งนี้กว้างราวๆ1000ตารางเมตรมันยังมีพื้นที่ด้านหลังที่เป็นเหมือนกับโกดังอยู่อีกแต่ถึงแบบนั้นทุกคนก็ยังดูจะอยู่อาศัยกันอยู่อย่างแออัด

ในเรลมองสำรวจดูคนที่อยู่ชั้นล่างของตึกพวกเขาดูจะระวังตัวเมื่อเห็นในเรลหลายคนรีบเก็บอาหารส่วนแบ่งของตนเองในขณะที่บางส่วนนั้นก็เดินหลีกทางให้ในเรลในทันที

หลังจากที่ไนเรลแยกตัวออกไปโนแลนที่ตอนนี้รู้สึกโกรธมากก็ปาของทิ้งในทันทีคำตอบที่ในเรลให้มานั้นมันก็ไม่ได้ต่างจากการที่ปฏิเสธเขาโดยตรงรีคที่กลับมาจากห้องสอบสวนก็เข้าเห็นเหตุการณ์นี้ก็ถามออกมา

“เขาไม่ยอมร่วมมือด้วยใช่หรือเปล่า”

“ใช่”

“นายจะเอาอย่างไรต่อ”

“ในเมื่อเขาบอกว่าพวกจีนาสไม่ใช่ศัตรูของเขางั้นฉันก็จะทำให้พวกมันเป็นศัตรูกับเขาส่งข่าวที่อยู่ของเราออกไปให้พวกนั้น”โนแลนกล่าว

“นายจะทำแบบนี้จริงๆใช่ไหมแล้วคนไทกล่าธรรมดาที่อยู่ข้างล่างพวกนั้นละ”รีคถามออกมาแต่ในแววตาของเขามันกับตรงกันข้ามเขากำลังตื่นเต้นกับเรื่องที่จะเกิดขึ้น

“คิดซะว่ามันคือการเสียสละ”โนแลนพูดออกมาด้วยน้ำเสียงและสีหน้าที่น่ากลัว

ตอนนี้เขาพร้อมที่จะเสียสละทุกสิ่งขอแค่ฆ่าพวกจีนาสเหล่านั้นได้ก็พอซึ่งเขาต้องคว้าโอกาสในการให้ไนเรลจัดการกับพวกนั้นให้ได้เพราะการที่จะมีมนุษย์ชั้นสูงระดับสีน้ำตาลสักคนนั้นมารับมือกับฟอร์ดนั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

หลังจากที่ไนเรลเดินมาถึงตรงบริเวณที่ผู้รอดชีวิตที่ติดตามมาใหม่นั้นกำลังหาที่พักของตนเองเขาก็เห็นว่าเบลล์กำลังทะเลาะกับคนหนึ่งอยู่ชายคนนั้นจับไปที่แขนของเบลล์อย่างแรงอีกทั้งยังกระชากเธอไม่ยอมให้ไปไหน

“เธอคิดว่าจะทิ้งฉันไปหาชายคนนั้นได้งั้นหรืออย่าลืมนะว่าที่เธอรอดมาได้ทุกวันนี้เพราะฉันที่คอยช่วยเธอไว้นะ”ชายคนนั้นพยายามที่จะดึงตัวเธอไว้แต่เบลล์ก็พยายามที่จะหนีออกมา

“นายต้องการอะไรอีกที่นายช่วยฉันไว้มันก็ไม่ใช่เพราะหวังในตัวของฉันงั้นหรือฉันก็ให้นายไปแล้วดังนั้นเราถือว่าหายกัน”เบลล์หันไปเถียงกับชายคนนั้นในทันที

“นังผู้หญิงสารเลวเธอเป็นของฉันและจะเป็นของฉันเท่านั้นใครหน้าไหนมันก็แย่งเธอไปจากฉันไม่ได้

“โอ๊ย!ปล่อยนะ”

เบลล์ที่โดนชายคนนั้นฉุดกระชากจนล้มลงแต่ขณะที่เขาจะเข้าไปจับเธออีกรอบก็สังเกตเห็นไนเรลเบลล์เองก็เห็นในเรลเช่นกันเธอรีบหลบไปหลบที่ด้านหลังของไนเรลในทันที

“ในเรลช่วยฉันด้วยมันจะข่มขืนฉัน”

เมื่อชายคนนั้นได้ยินที่เบลล์พูดเขาก็ถึงกลับหน้าซีดแต่เขาก็ทำใจแข็งพูดออกมา“ไม่ใช่ฉันไม่ได้จะข่มขืนเธอแต่มันคือเบลล์นังผู้หญิงนั้นเธอคือแฟนของฉันแต่เธอต้องการจะทิ้งฉันไปหา
นาย”

“แล้วมันจะทำไมในเมื่อนายไม่สามารฤดูแลฉันได้ฉันก็ต้องไปหาคนที่ดูแลปกป้องฉันได้มันผิดหรือไง”เธอพูดออกมาพร้อมกับที่จับไปที่แขนของไนเรล

ในเรลมองไปที่เบลล์และชายคนนั้นดูเหมือนว่าเบลล์จะคิดว่าเขาจะดูแลเธอเพราะการที่เขาและเธอรู้จักกันในเรลใช้มืออีกข้างจับไปที่มือของเบลล์

เมื่อเบลล์เห็นดังนั้นก็รู้สึกดีใจที่ดูเหมือนว่าในเรลจะยังคงมีใจให้กับเธอแต่การกระทำต่อมาของเขามันก็ทำให้เธอหน้าซีด

เพราะในเรลเอามือของเธอออกจากแขนของเขาอย่างไม่ไยดีและกล่าว“ก่อนที่เธอจะคิดเองเออเองฉันขอบอกไว้ก่อนว่าเธอกับฉันเราไม่ได้เป็นอะไรกันเพราะฉะนั้นเธอคงจะมาใช้วิธีสวมผ้าคลุมให้ฉันเป็นเจ้าชายขี่ม้าขาวมาช่วยเธอแบบเมื่อก่อนมันก็คงไม่ใช่อีกแล้วขอตัวก่อน”

ในเรลเดินออกมาอย่างเฉยชาโดยที่ไม่สนใจเบลล์และแฟนของเธอที่ยืนงงอยู่แบบนั้นสำหรับเขาเบลล์ก็เป็นแค่ผู้หญิงรู้จักที่ผ่านมาแล้วก็ผ่านไปก็เท่านั้นไม่มีอะไรมาก

เบลล์มองไปที่ไนเรลและได้แต่ย้อนไปคิดถึงเรื่องที่เธอที่เธอเคยทำกับเขาแต่เธอไม่ยอมแพ้จะเดินเข้าไปจับ

ไนเรลไม่ได้สนใจทั้งสองอีกและก็เดินไปหาที่เงียบๆมุมหนึ่งเพื่อจะจะพักผ่อนสำหรับคืนนี้จากนั้นเขาก็จะไปที่คฤหาสน์ตระกูลอาโรเดียในเช้าวันต่อไปและถ้ามีเวลาเขาก็จะย้อนกลับมาจัดการพวกจีนาสทีหลัง

ในเรลที่มุมที่ห่างไกลผู้คนได้มุมหนึ่งจากนั้นก็ใช้ขนของหมีเพลิงยักษ์กลายพันธุ์ปูรองเป็นที่นอนเขาเริ่มสัมผัสได้ถึงสภาพอากาศที่อุณหภูมิลดต่ำลงพอสมควรในช่วงหลายวันที่ผ่านมา

“ถ้าตามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้วมันจะต้องมีฝนตกหนักมากในอีกไม่นานจากนั้นหลังจากฝนที่ตกก็ตามมาด้วยพายุหิมะไม่รู้ว่าเหตุการณ์ทุกอย่างจะเกิดเร็วขึ้นกว่าเดิมอีกหรือไม่”ในเรลพึมพำออกมาพร้อมกับที่หยิบเนื้อของวานรล่าเนื้อกลายพันธุ์ออกมาขณะที่กินมัน

แต่เพราะเนื้อที่เย็นจนจืดชืดไนเรลจึงใช้ความสามารถ[เพลิงA]ตัวเองด้วยการจับที่กระดูกและใช้ไฟเบาๆย่างไปตามเนื้ออีกรอบกลิ่นหอมที่ค่อยๆลอยออกมาจากเนื้อในเรลก็ลงมือจัดการกินมันอีกรอบ

ในระหว่างที่เขาจัดการกับมื้อค่ำที่แสนอร่อยนี้อยู่ก็มีเด็กชายคนหนึ่งหน้าตารูปร่างซูบผอมตามตัวสวมใส่เสื้อผ้าที่ดูสกปรกเล็กน้อยมายืนแอบเกาะอยู่ข้างต้นเสามองเขากินเนื้อสัตว์กลายพันธุ์พร้อมกับน้ำลายที่ไหลออกมาไม่หยุด

ในเรลมองไปเด็กคนนั้นและก็มองเนื้อที่อยู่ในมือของตนเองถ้าจะให้กินแล้วมีคนมาจ้องมองแบบนี้มันก็ยังไงอยู่ดังนั้นเขาจึงตัดเนื้อชิ้นประมาณฝ่ามืออีกชิ้นและกวักมือเรียกเด็กชายให้เข้ามาเอาเนื้อไปกิน

เด็กน้อยเมื่อเห็นไนเรลเขาก็ทำท่ากล้าๆกลัวๆแต่ก็ทนความยั่วยวนของเนื้อกลายพันธุ์ไม่ไหวจึงเดินออกมาอย่างช้า

แต่มาถึงระยะของเนื้อเด็กน้อยก็คว้ามันมาละกินอย่างตะกละไม่หยุดจนกระทั่งตัวเขาไอออกมาอย่างแรงจากเนื้อที่ติดคอ

แคก!แคุก!

ในเรลเห็นดังนั้นก็ส่งขวดน้ำให้กับเด็กน้อยเมื่อเห็นว่าในเรลยื่นน้ำมาให้กลับตัวเองเด็กชายก็รับมันมาอย่างรวดเร็ว

แต่ที่น่าแปลกก็คือเขากับดื่มมันแค่ไม่กอีกแล้วก็ปิดฝาทำท่าจะเก็บมันไว้แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าน้ำขวดนี้คือของพี่ชายหน้ากากทองคำเขาจึงลังเลใจแต่สุดท้ายก็ส่งคืนไป

ในเรมองไปที่ขาดน้ำที่อยู่ในมือน้อยๆของเด็กชายเขาก็ได้แต่กล่าวออกมา“นายเก็บไว้เถอะ”

น้ำแค่ขวดเดียวมันไม่ได้ทำให้เขาลำบากมากนักแต่สำหรับคนธรรมดาแบบเด็กเหล่านี้นั้นน้ำคือสิ่งที่มีค่ามากเนื่องมาจากว่าน้ำในธรรมชาติส่วนใหญ่นั้นมีสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กจำนวนมากโดยเฉพาะพวกปรสิตที่น่ากลัวแม้แต่นำน้ำมาต้มจนเดือดก็ไม่อาจรับรองได้ว่าจะฆ่าพวกมันได้

ในเรลหันกลับมาสนใจกินอาหารของตนเองต่อแต่เมื่อเห็นว่าเด็กชายกำลังเก็บเนื้อชิ้นเล็กๆนั้นเอาไว้ไม่ยอมกินต่อ

“ทำไมถึงไม่กิน”ในเรลถามออกมาแต่เสียงที่ผ่านหน้ากากมันดูเย็นชามากสำหรับเด็กชาย

“ผมผมจะเอาไว้ให้แม่”เด็กน้อยตอบออกมาด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะร้องไห้แต่ก็ไม่กล้าร้องได้แต่น้ำตาคลอเบ้าเท่านั้น

“ฉันดูน่ากลัวขนาดนั้นเลยหรือในเรลได้แต่คิดในใจจากนั้นก็หยิบช็อคโกแลตที่รีคอนเคยให้ไว้ออกมาและส่งให้เด็กน้อย

“ให้ผม?”เด็กน้อยถามออกมาอย่างระ

“อืม”

“ขอบคุณครับแต่คุณลุงเก็บไว้เถอะแม่บอกผมโตแล้วดังนั้นก็ไม่จำเป็นต้องกินของพวกนี้แล้ว”เด็กน้อยพูดออกมาพร้อมกับที่กลืนน้ำลายไปด้วยสายตาของเขาที่มองไปที่ช็อกโกแลตกล่องนอย่างหลงใหลช่างทรยศคำพูดของเขาซะเหลือเกิน

ส่วนในเรลที่ตอนนี้กำลังอึ้งกับคำว่าลุงอยู่เขาได้แต่คิดว่า’เราแก่ขนาดเป็นลุงแล้วหรือ?”

เขายัดช็อกโกแลตกล่องนั้นไปในมือของเด็กน้อยทันทีจากนั้นก็กลับมากินเนื้อของตนเองต่อได้ไม่ได้สนใจเด็กนนอีก

“ขอบคุณครับเออ…ผมขอตัวก่อนนะครับ”

เมื่อเด็กชายได้ช็อกโกแลตก็รีบวิ่งไปออกไปด้วยความดีใจเพื่อที่จะเอาช็อคโกแลตและเนื้ออีกครึ่งชิ้นกลับไปให้แม่ของตัวเองที่นอนอยู่เต็นท์อีกฝั่ง

ในเรลมองไปเด็กคนนั้นและก็ได้แต่ยิ้มออกมาภายในหน้ากากเขาไม่รู้จะหัวเราะหรือสงสารที่กับการกระทำของเด็กคนนั้นก่อนไปถ้าเด็กนั้นมาอีกเขาก็คิดว่าจะให้อาหารกับเด็กนั้นอีกสักเล็กน้อยนี่คือความคิดของไนเรล

แต่ในจังหวะนั้นเองก็เกิดเรื่องที่ไม่สมควรเกิดขึ้น

บูม!

เสียงจากกระสุนที่ออกมาจากปากกระปืนรถถังที่ยิงใส่ถล่มเข้ามาที่ตึก กระสุนนัดแรกที่ยิงมานั้นได้ไปตกลงในจุดที่เด็กชายกำลังวิ่งไปพอดีเด็กชายที่ได้แต่มองไปที่ของที่อยู่ในมือและคิดว่าแม่ของเขาจะต้องดีใจแน่ๆที่ได้กินเนื้อและช็อกโกแลต

“ไม่…”ในเรลที่ได้แต่มองร่างของเด็กชายลอยออกมาจากแรงของกระสุนพร้อมด้วยซากตึกที่กระจายออกมา

เขาพยายามๆเข้าไปช่วยเด็กน้อยคนนั้นแต่ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมากเร็วจนเขาก็ตอบสนองไม่ทันยังคงค้างอยู่ในท่ากระโดดเข้าไปในเงาขณะที่ร่างของเด็กชายตกลงสู่พื้นพร้อมกับมือที่กำช็อกโกแลตที่เขาเป็นคนให้ไปต่อหน้าต่อตาของไนเรล

จากนั้นไม่กี่วินาทีก็มีกระสุนของรถถังยิงถล่มเข้ามาที่ตัวอาคารต่อเนื่องถล่มเข้ามาในตึกไม่หยุด

บูม!บูม!บูม!

ไนเรลเองก็รีบหลบกระสุนและตรงเข้าไปหาร่างของเด็กน้อยแต่เมื่อไปถึงก็พบว่าร่างนั้นเป็นร่างที่ไร้วิญญาณไปแล้ว

แขนขาที่หักบิดเบี้ยวกะโหลกศีรษะที่แตกร้าวเลือดที่ไหลออกมาท่วมไปทั้งพื้นมันเป็นสีเดียวกับกล่องช็อกโกแลตที่อยู่ในมือของเด็กชาย

“บัดซบ!”ในเรลสบถออกมาและมองไปที่กำแพงที่กำลังพังลงมาด้านนอกมีรถถังสองคันที่ค่อยๆเคลื่อนเข้ามาที่ด้านข้างของตัวรถมีธงชาติของจีนาสอ

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขาก็คือพวกจีนาส

นิยาย re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

 

ตอนที่ 76 ขอร้อง

 

โนแลน รีคอน รีบวิ่งตามรีค ไปยังจุดที่ในเรลอยู่ เมื่อไปถึงพวกเขาก็เห็นหญิงสาวที่แอบอยู่ในมุมตัวสั่นกลัวขณะที่เธอมองดูทหารหนุ่มจีนาสที่ตอนนี้นอนเจ็บอยู่ที่พื้น โดยใกล้ ๆ กันนั้นมีคนสวมหน้ากากสีทองและเสื้อคลุม

 

ทั้งสามเห็นดังนั้นก็รู้ได้ว่า ทหารจีนาสคนนั้นคงโดนคนสวมหน้ากากทองขัดขวางเอาไว้ตอนที่แอบหนีออกไปพร้อมกับจับตัวผู้หญิงคนนั้นไปด้วย

 

ทั้งสามคนไม่ได้สนใจผู้หญิงคนนั้นเลย แต่พวกเขามองไปที่ในเรลอย่างระวัง ในฐานะที่พวกเขาก็เป็นมนุษย์ชั้นสูงเช่นเดียวกันจึงสามารถสัมผัสถึงความน่ากลัวของในเรลได้อย่างชัดเจน

 

“นายคือใคร” โนแลนถามออกมาด้วยท่าทีระวัง ถึงแม้จะพอเดาได้ว่าในเรลนั้นไม่น่าจะเป็นศัตรูก็ตาม แต่เขาก็ยังระวังตัวไว้เพราะคนคนนี้แต่ตัวมิดชิดจนมองไม่ออกว่าเป็นคนไทกีล่าหรือคนจีนาสกันแน่

 

“ฉันแค่คนที่ผ่านทางมา พอดีเห็นผู้หญิงคนนั้นโดนทหารจีนาสนี่ลากตัวมาจึงเข้ามาช่วย นายพอจะบอกฉันได้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นทำไมถึงมีทหารจีนาสที่นี่ได้” ในเรลแนะนำตัวอย่างง่าย ๆ แต่ดูเหมือนว่าทั้งสามคนจะดูไม่ค่อยเชื่อ เขาจึงเปิดหน้ากากออกเล็กน้อยเพื่อให้เห็นใบหน้า เพื่อที่จะบอกว่าเขาเป็นคนไทกีล่า โดยเขาจงใจปิดในส่วนของคริสตัลที่หน้าผากไว้

 

ในจังหวะนั้นเองที่หญิงสาวที่ในเรลช่วยไว้เธอก็เห็นใบหน้าของคนที่ช่วยเธอไว้ เธอจึงพูดออกมาด้วยความแปลกใจสุด ๆ

 

“ในเรล นายคือในเรลใช่ไหม?”

 

“เธอคือ?” ในเรลถามอย่างสงสัย และพยายามมองไปที่หน้าของหญิงสาวคนนั้น เนื่องจากใบหน้าของเธอนั้นมีแต่ คราบน้ำตาและฝุ่น มันดูสกปรกมาก จนเขาไม่รู้ว่าเธอเป็นใคร

 

“ฉันไง เบลล์เพื่อนสมัยเรียนของเธอตอนมัธยมปลาย”

 

“เบลล์ เบลล์ เธอคือเบลล์?”

 

“ใช่ฉันเองเบลล์” เธอดีใจมากที่เห็นในเรล แต่สำหรับในเรลนั้นเขาไม่ได้รู้สึกดีใจอะไร จนถึงรู้สึกเฉยชาเลยด้วยซ้ำ

 

อันเนื่องมาจากว่าเขาจำได้รางๆ ว่าตอนนั้นเธอคือสาวสวยมาก เรียกได้ว่าแทบจะเป็นดาวของโรงเรียนด้วยซ้ำ แต่เพราะแบบนั้นเองในเรลก็เคยรู้สึกดีกับเธอเพราะในเวลาเรียนเขาและเธอจะได้นั่งอยู่ใกล้ ๆ กัน

 

แต่เธอก็ไม่เคยสนใจเขาเพราะในเรลนั้นเป็นพวกหน้าตาบ้าน ๆ สุด ๆ แต่เขาก็ไม่ได้โกรธอะไรเธอ

 

แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกไม่ดีกับเธอก็เพราะว่ามีครั้งหนึ่งเธอเคยหลอกใช้เขาเป็นไม้กันหมา จนโดนต่อยปากแตก จากนั้นก็ถีบหัวส่งอย่างไม่ใยดี ในเรลจึงไม่ยุ่งกับเธออีกจนเกือบจะลืมไปแล้วว่าเคยรู้จักกับเธอเสียด้วยซ้ำ

 

และนั้นก็เป็นสาเหตุที่เขาชอบหมกตัวเล่นเกม แต่ในตอนนี้เขาก็ไม่ได้คิดอะไรกับสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในสมัยนั้นเพราะมันก็เป็นแค่เรื่องที่ผ่านมาแล้วตอนเป็นเด็ก ๆ ก็เท่านั้น

 

“ ขอบคุณนะ” เธอพูดออกมาขณะที่พยายามจัดเสื้อผ้าของตัวเองให้ดูดีที่สุด แต่เพราะเธอยังคงใส่แค่เสื้อขาด ๆ และกางเกงในแค่ตัวเดียวมันจึงดูน่าอายเล็กน้อยสำหรับเธอ

 

ในเรลที่เห็นแบบนั้นก็เห็นแก่ความที่เคยรู้จักกันมาก่อนหยิบไปในเงาเอาเสื้อผ้าธรรมดาออกมาชุดหนึ่งส่งให้กับเธอ

 

จากนั้นเขาก็หันไปพูดคุยกับทั้งสามคนที่ตอนนี้ดูจะเชื่อว่าในเรลไม่ใช่พวกเดียวกับคนจีนาสนั้น

 

แต่ก่อนที่จะพูดกันพวกเขาต้องหาที่คุยกันดี ๆ ก่อนเพราะที่นี่นั้นเริ่มมีซอมบี้หลายตัวเดินมารวมกันมากขึ้น อีกอย่างที่นี่มีกลิ่นคาวเลือดฟรุ้งกระจายอยู่ไปทั่วอีกไม่นานก็คงล่อสัตว์กลายพันธุ์มาอย่าแน่นอน

 

และนั้นก็คือความกลัวของมนุษย์ชั้นสูงทั้งสามและเหล่าคนที่รอดชีวิต ซึ่งแน่นอนว่าในเรลก็ไม่ได้รู้สึกกลัวอะไรกับสัตว์กลายพันธุ์ระดับต่ำ

 

ทั้งสามให้คนที่รอดชีวิตช่วยกันจับทหารจีนาสที่ตอนนี้แม้แต่เดินก็ยังทำไม่ได้มาด้วย ส่วนคนที่รอดส่วนใหญ่ก็ตามพวกเขามา

 

ทุกคนรู้ว่าถ้าอยู่กับคนที่แข็งแกร่งนั้นจะต้องมีโอกาสรอดชีวิตมากกว่าอย่างแน่นอน อีกทั้งสภาพที่ซ่อนของพวกเขาก็พังจนหมดมันคงป้องกันอะไรไม่ได้แน่นอน

 

หลังจากทั้งกลุ่มเดินมาโดยที่ในเรลและมนุษย์ชั้นสูงทั้งสามคนก็ขึ้นรถฮัมวีมาด้วย แต่มันยังมีอีกหนึ่งคนนั้นก็คือเบลล์เธออ้างว่าเจ็บขาและขอติดรถไปด้วย

 

ซึ่งโนแลนก็ไม่ได้ห้ามเพราะเห็นว่าเป็นคนรู้จักของในเรลส่วนในเรลก็ไม่ได้พูดอะไร

 

แต่กลิ่นตัวที่สกปรกของเธอที่ไม่รู้ว่ามันสกปรกแค่ไหนทำให้ทั้งสามคนนั้นทำหน้าไม่สบอารมณ์มากนัก

 

ขณะที่ทั้ง 5 คนขึ้นไปบนรถก็มีสายตาที่ไม่สบอารมณ์ของชายคนหนึ่งที่เป็นหนึ่งในผู้รอดชีวิตเช่นกันเขามองไปที่เบลล์และในเรลอย่างอาฆาต แต่เมื่อเห็นว่าในเรลหันมามองตนเขาก็รีบหลบสายตาในทันที พร้อมกับมือแน่น

 

หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินทางมาไม่ไกลมากนักก็เจอเข้ากับตึกสองชั้นที่ยังอยู่ในสภาพดูดีอยู่ ด้านหน้าประตูเป็นเหล็กหนาภายในมีแค่ช่องระบายอากาศไม่กี่ช่องนอกนั้นก็ถูกปิดอย่างแน่นหนา

 

ทันทีที่มาถึง โนแลนก็บอกให้คนมาพาทหารจีนาสที่จับมาไปขังเพื่อรอสอบสวน พวกเขาได้แก้มัดนักโทษที่โดนจับซึ่งเป็นปลาแห้งอยู่บนหลังคารถลงมาไว้ที่ห้องขังห้องหนึ่ง

 

ในเรลเองก็ตามมาที่ตึกด้วยเช่นกัน ด้านในล่างนั้นมันก็ดูสกปรกเล็กน้อย มีขยะและของที่วางกระจัดกระจายมีกลุ่มคนอยู่ประมาณ 200 คนส่วนใหญ่แต่งตัวด้วยสภาพที่ดูดีกว่าขอทานเล็กน้อยและร่างกายผอมแห้ง แต่ก็มีกลุ่มคนที่ดูแข็งแรงและติดอาวุธอยู่พอสมควร

 

เมื่อขั้นมาที่ชั้นสองมันดูต่างออกไปในทันที มันดูสะอาดมีสิ่งของเช่นน้ำและอาหารพร้อมด้วยอาวุธวางไว้อยู่ ดูเหมือนว่าที่นี่นั้นจะไม่ใช่กลุ่มเล็ก ๆ ธรรมดา ในนี้ยังมีมนุษย์สูงอยู่อีก 4-6 คน

 

เมื่อรีคอนเห็นว่าในเรลดูจะแปลกใจเขาก็พูดออกมา “นายคงจะไม่ค่อยชินกับภาพนี้สินะ ที่นี่ทุกคนต้องออกไปหาอาหารในเวลากลางวันและกลับมาก่อนมืดในเวลากลางคืนส่วนคนที่ไม่มีประโยชน์ก็ต้องทำอย่างอื่นและจะได้รับอาหารแค่พอกินเท่านั้น เพราะอาหารส่วนใหญ่มีไว้ให้กับคนที่แข็งแกร่งเท่านั้น ซึ่งแน่นอนว่าทุกคนนั้นสมัครใจที่จะทำเพราะในเวลาตอนกลางคืนนั้นที่นี่อันตรายเป็นอย่างมาก”

 

“แต่นายไม่ต้องห่วง สำหรับมนุษย์ชั้นสูงอย่างพวกเรานั้นอยากได้อะไรก็ต้องได้ ฮ่า ๆ”

 

รีคคอนพูดออกมาพร้อมกับส่งช็อคโกแลตแท่งมาให้กับเขาในเรลก็รับมันมาและเดินตามพวกเขาไปที่ชั้นสาม

 

“เดี๋ยวฉันจะไปง้างปากไอ้ลูกสุนัขจีนาสนั้นหน่อย เพื่อจะได้ข้อมูลในค่ายของพวกมัน” รีคอนกล่าวออกมาพร้อมกับที่เดินไปกับรค น้องชายของตน

 

“ได้ ถ้าเช่นนั้นฉันจะอยู่คุยกับในเรล” โนแลนหันไปกล่าวกับรีคอนจากนั้นเขาก็มาพูดกับในเรลต่อ

 

“นายอยากรู้เรื่องของทหารจีนาสใช้ไหม” โนแลนนั่งลงที่โซฟาพร้อมกับถามในเรลออกไปตรง ๆ

 

“ใช่” ในเรลเองก็ไม่ได้แกร่งใจเดินไปนั่งโซฟาฟังตรงข้ามเช่นกัน จากนั้นก็ตอบไป

 

“งั้นฉันขอถามนายได้ไหม ว่ามาจากไหนแล้วมาทำอะไรที่นี่” โนแลนถามออกมาอย่างสนใจถึงที่มาของในเรล เพราะดูเหมือนว่าในเรลนั้นจะไม่รู้เรื่องอะไรของที่นี่เลย เขาต้องมาจากที่อื่นแน่นอน

 

“ชั้นมาจากค่ายลี้ภัยของรัฐฐาล แต่แน่นอนว่ามันอยู่ไกลจากที่นี่มากส่วนมากทำอะไรที่นี่นั้นคงจะเป็นแค่ผ่านทางมา” ในเรลบอกไปตามตรงแต่เขาก็ไม่ได้บอกว่าตนเองมาทำอะไรโลแลนเองก็แค่แปลกใจเล็กน้อยแต่ก็ไม่ได้ถามอะไรต่อจากนั้น เขาก็เล่าเรื่องของทหารจีนาส

 

“อันที่จริงแล้วไม่รู้ว่าจะเรียกพวกเขาว่าทหารได้อีกหรือไม่เพราะส่วนใหญ่แล้วเป็นคนจีนาสที่เหลือรอดมาจากอีกฝั่งของแม่น้ำคอนโทร่าเท่านั้น พวกเขาจึงจับกลุ่มรวมกันกับทหารที่เหลือรอดและพากันหนีมาที่ฝั่งนี้ เพราะเท่าที่รู้มาเนื่องจากฝั่งนั้นมันมีสัตว์กลายพันธุ์จำนวนมากออกอาละวาดและซอมบี้อีกฝูงใหญ่ ๆ ซึ่งอันตรายกว่าที่เมืองออสธาของพวกเรามากนัก”

 

“แต่แน่นอนว่า อาหารของเมืองออสธานั้นมีจำกัด พวกมันจึงจัดการยึดอาหารทั้งหมดในเมือง และจับคนไทกีล่าไปจำนวนมาก พวกมันไม่มองพวกเราเป็นคนด้วยซ้ำ มันฆ่าพวกเราไม่ต่างจากผัก ผู้ชายโดนฆ่า ผู้หญิงก็ถูกจับไปสนองตัณหาทั้งที่พวกมันหลบหนีเข้ามาในประเทศของพวกเรา”

 

โนแลนพูดออกมาก็กำหมัดแน่นด้วยความแค้ไปด้วย จากนั้นเขาก็เล่าว่าลูกสาวและเมียของตนเองก็ถูกพวกมันจับไปเช่นกัน โนแลนพยายามที่จะเข้าไปช่วยแต่เพราะพวกมันนั้นมีอาวุธอย่างรถถัง จรวด RPG และอื่น ๆ อีกมาลำพังแค่เขานั้นไม่สามารถเข้าไปช่วยได้

 

แต่แน่นอนว่าที่ค่ายมันยังมีมนุษย์ชั้นสูงอีกหลายคน แต่ตัวเขาก็ไม่รู้ว่ามีเท่าไหร่แต่ขั้นต่ำต้องไม่น้อยกว่า 20 คนอย่างแน่นอน ส่วนกองกำลังก็น่าจะไม่ต่ำกว่า 2,000 คน

 

ซึ่งแน่นอนว่าอาหารนั้นมีไม่พอพวกจีนาสกินอย่างแน่นอนแต่กลับแปลกที่พวกเขามีกินกันอย่าง

 

ตอนแรกที่เขาจับหนึ่งในพวกมันได้ก็คิดว่าจะได้คำตอบแบบว่าพวกมันกินเนื้อสัตว์กลายพันธุ์ แต่ไม่ใช่พวกมันกลับกินเนื้อมนุษย์อีกทั้งคนที่จับมายังจำเขาได้มันเยาะเย้ยและบอกว่าลูกและเมียของโนแลนนั้นตายไปแล้ว

 

คนที่โนแลนจับมานั้นเล่าอย่างละเอียดว่าพวกมันผลัดกันข่มขืนเมียและลูกของเขาจนพวกเธอตายและก็จัดการกินเนื้อพวกเธอ

 

ขณะที่โนแลนเล่าน้ำตาของเขาก็ไหลออกมาจึงรีบเช็ดมันอย่างรวดเร็ว “ขอโทษที่”โนแลนกล่าว

 

ในเรลที่ได้ยินก็แค่นิ่งเฉยแต่เขาก็เข้าใจความรู้สึกของโนแลนเพราะเขาก็เคยผ่านการสูญเสียมาก่อน

 

ในเรลถามออกมา “แล้วนายรู้หรือไม่ว่าหัวหน้าของมันมีระดับอะไร”

 

เมื่อได้ยินถึงคำถามของในเรล ดวงตาของโนแลนก็เปลี่ยนเป็นความโหดเหี้ยมในทันที เขากล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น ไม่เพียงจะรู้ระดับ แต่ยังรู้ชื่อของมัน มันชื่อ ร้อยเอกฟอร์ด ระดับสีน้ำตาล แต่มันโหดเหี้ยมเป็นอย่างมาก แต่สักวันมันก็ต้องตาย”

 

“แค่ระดับสีน้ำตาล?” ในเรลคิดดูแล้ว ถ้าเขาลงมือเองก็คงสามารถจัดการกับคนพวกนี้ได้ไม่ยาก เพราะดูแล้วพวกจีนาสนี่ก็คงไม่มีอาวุธไฮเทคอะไร นอกจากพวกอาวุธหนักอย่างระเบิดกับรถถังพวกนั้น แต่เขาก็ต้องระวังขึ้นโดนเข้าไปมาก ๆ ก็มีจุกแน่นอน

 

“นายสามารถร่วมมือกับฉันในการกับคนพวกนั้นได้หรือไม่เพราะถึงอย่างไร ก็เป็นไทกีล่าเหมือนกัน ฉันขอร้องละ” โนแลนไม่ใช่คนโง่ เขารู้ว่าในเรลนั้นแข็งแกร่งเป็นอย่างมากไม่งั้นไม่มีทางที่เขาจะเดินทางด้วยตัวคนเดียวได้อย่างแน่นอน “บางทีเขาอาจจะเป็นระดับสีน้ำตาล” นี้คือในความคิดของโนแลน

 

ตอนนี้ถ้าเขาไม่ขอให้ในเรลร่วมมือจัดการพวกจีนาสนั้นแล้วจะไปขอกับใคร โอกาสในการมีคนที่ทรงพลังแบบในเรลช่วยมันไม่ได้มีบ่อยเขาไม่ยอมปล่อยไปอย่างแน่นอน

re zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

 

ตอนที่ 75 ช่วยตัวประกัน

 

มนุษย์ชั้นสูงทั้งสองคนได้เผยตัวออกมาและจัดการเก็บเศษเดนทหารจีนาสอย่างรวดเร็ว ร่างข องทหารที่ถูกเผาด้วยเปลวไฟ บางคนถูกซากตึกทุ่มใส่ร่างแหลกเละขนาดที่ไม่สามารถระบุได้ว่า เคยเป็นมนุษย์มาก่อน

 

เหล่าผู้รอดชีวิตที่พ่ายแพ้ให้กับทหารจีนาสในตอนแรก อาศัยจังหวะที่ทหารจีนาสปะทะกับ มือที่ 3 พากันวิ่งหลบลูกหลงของการโจมตีที่เกิดขึ้นกันอย่างวุ่นวาย

 

ทหารจีนาส 10 คนที่ยังเหลือรอดปะทะกับสองมนุษย์ชั้นสูง กระสุนที่สาดยิงปะทะเข้ากับกําแพง พร้อมกับที่รถฮัมวีที่ถอยหนีออกไปอย่างช้า ๆ พวกเขารู้ว่าถ้าปะทะกับมนุษย์ชั้นสูงโอกาสในการชนะนั้นน้อยมากถ้าไม่ใช่กําลังคนมากกว่านี้

 

สองมนุษย์ชั้นสูงเองก็ฉวยโอกาสไล่ตอนทหารจีนาสและจะเผด็จศึกพวกเขาให้ได้เพราะรู้ว่าถ้ายังยืดเยื้อต่อไปพลังของพวกเขาจะต้องหมดลงก่อนที่จะจัดการพวกเขาได้อย่างแน่นอน ลูกไฟและเศษซากตึกที่ถูกทุ่มใส่เข้าไปไม่หยุด ในขณะที่ทหารจีนาสก็เริ่มตั้งหลักกันได้แล้วจากการที่ถูกลอบโจมตี

 

ปืนกลที่ยังอยู่ดีอีกกระบอกถล่มใส่มนุษย์ชั้นสูงสองคนนั้นพร้อมกับที่รักษาระยะห่างไว้เพื่อป้องกันการโจมตีจากทั้งสองมนุษย์ชั้นสูง

 

“ให้รูคลงมือได้แล้ว” มนุษย์ชั้นสูงที่ใช้ความสามารถไฟมองดูสถานการณ์ก็รู้ว่าตอนนี้ถ้าพวกเขาไม่จัดการปืนกลหนักนั้นมีหวังได้แพ้แน่นอน

 

มนุษย์ชั้นสูงผู้มีความสามารถไฟได้ยิงไฟขึ้นสู่ด้านบนเป็นเหมือนพุสัญญาณ

 

โครม!

 

ในจังหวะนั้นเองที่งูเหลือมยักษ์ตัวยาวกว่า 15 เมตร โผล่ออกมาจากข้างกําแพงตึกที่มุมอับสายตากระแทกเข้าใส่รถฮัมวีอย่างจนตัวรถโยกคลอนไปมา

 

“งมีงูยักษ์!”

 

“ไม่ใช่นั้นต้องเป็นมนุษย์ชั้นสูงอีกคนแน่ อากมันเลื้อยเข้ามาในรถแล้ว ปิดช่องซันรูฟด้านบนเร็ว”

 

“ไม่ทันแล้ว อากยิงมัน อ๊าก….”

 

เนื่องจากรถฮัมวีที่โดนงูเหลือมยักษ์ฟาดไปนั้นไม่ได้คว่ําลงเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นงูเหลือมยักษ์รูคจึงเรื้อยเข้าไปในรถและจัดการ

 

ด้วยความที่ในรถนั้นมีพื้นที่แคบ ทหารจีนาสจึงยิงปืนใส่งูยักษ์ที่เลื้อยไปมาอย่างไม่สะดวก บวกกับความเร็วของงที่ฉกใส่คนขับและใช้หางฟาดทหารอีกคนจนตัวเขากระแทกประตูกระเด็นออกนอกรถไป ทั้งใช้ลําตัวที่ยาวใหญ่รัดร่างของทหารอีกคนที่พยายามหยิบปืนยิงใส่รูค

 

“อัก! กรอบ!”

 

เสียงของเลือดที่กระอักออกมาจากปาก กระดูกที่แตกหักทีละชิ้นละชิ้น ดวกตาของงูเหลือมที่เต็มไปด้วยความเยือกเย็นมองมาที่ทหารที่โดนรัดใบหน้าเขียวคล้ํา มันฉกกระฉากและกินร่างของทหารจีนาสผู้โชคร้ายลงไปในทันที

 

ทหารจีนาสที่ด้านนออกนั้นเมื่อสูญเสียการสนับสนุนปืนกลหนักจากรถฮัมวีแล้ว พวกเขาก็ถูกจัดการโดยสองมนุษย์ชั้นสูงและงูเหลือมยักษ์ได้อย่างง่ายดาย

 

มีความสามารถไฟจัดการปิดฉาก คนทรยศซึ่งเป็นคนสุดท้ายของกลุ่มทหารจีนาสนี้ด้วยการเผาเขาทั้งเป็น

 

อ้า!!!

 

เสียงกรีดร้องที่ดังออกมาอย่างโหยหวนชวนให้ทุกคนคิดว่านี่คือเสียงจากนรก มันคือนรกสําหรับชายคนนั้นอย่างแน่นอน

 

เพราะมนุษย์ชั้นสูงที่มีความสามารถ [เพลิง g นั้นจัดการเผาร่างอย่างช้าเพื่อให้ทหารคนนั้นทรมานที่สุด

 

“เฮ้โนแลน นายยังชอบทรมานเหยื่อเล่นเช่นเคยนะ น่าขนลุกซะจริง ๆ” ชายคนที่มีความสามารถ [พละกําลัง ] กล่าวออกมา

 

“หึ คนที่น่าขนลุกจริง ๆ คือน้องชายของนายไม่ใช่หรือไง รีคอน รูคมันจัดการกินมนุษย์อีก

แล้ว”

 

“จะเป็นอะไรไป พวกมันไม่ใช่มนุษย์แบบพวกเราซะหน่อยก็แค่พวกเศษเดนจีนาสก็เท่านั้น” รูคกล่าวออกมาขณะที่คืนความสามารถ [งูเหลือม B] กลับมาเป็นร่างมนุษย์พร้อมกับที่เลียริมฝีปาก และคิดถึงรสชาติของมนุษย์ที่กินไปเมื่อสักครู่ มันยังคงติดอยู่ปลายลิ้นอ้วก!

 

แต่อยู่ ๆ เขาก็ทําท่าเหมือนจะอ้วกพร้อมกับสํารอกเอาเศษผมออกมา มันคือเศษผมของมนุษย์ที่เขากลืนเข้าไปในตอนแรก

 

“บัดซบ แกกินมันไปแล้วก็เป็นแบบนี้ทุกที่” รีคอนบ่นน้องชายของตนเอง ขณะที่เดินไปเก็บสินสงครามของตนเองนั้นก็คือปืนและรถฮัมวีที่ตอนนี้แม้จะเต็มไปด้วยรอยเลือดแต่มันก็ยังคงสามารถให้ได้อยู่

 

ในขณะนั้นเองที่คนที่ยังรอดชีวิตกว่า 20 คนเดินเข้ามาหาพวกเขาพร้อมกับกล่าวขอบคุณที่ทั้งสามมาช่วยไว้

 

โนแลนที่ดูจะพูดคุยด้วยง่ายหน่อยก็สอบถามถึงข้อมูลของพวกจีนาสที่โจมตีพวกเขาในทันที เพราะดูเหมือนว่ากลุ่มคนจีนาสได้จับตัวคนของเขาบางส่วนไปเช่นกันขณะที่ค้นหาเสบียง

 

แต่ในจังหวะนั้นเองเขาก็ไม่รู้เลยว่ามีทหารจีนาสอีกคนที่ยังไม่ได้ตายซึ่งมันได้แอบดูเรื่องที่เกิดขึ้นทุกอย่างอยู่ไกล ๆ เพราะในจังหวะที่ลากตัวหญิงสาวมาข่มขึ้น และพวกทหารจีนาสถูกโจมตี ชายหนุ่มคนนี้มันกลับไม่ได้ไปร่วมกลุ่มสู้อันเนื่องมาจากตอนนั้นมันอยู่ไกลเกินไปที่จะวิ่งไปรวมกลุ่ม

 

ดังนั้นชายจีนาสคนนี้จึงแอบอยู่ด้านข้างดูมนุษย์ชั้นสูงทั้ง 3 คนจัดการพวกของตนเองอย่างโหดร้ายตายไปทีละคน จนคนสุดท้ายก็โดนเผาตายไปต่อหน้า ด้วยความกลัวที่ว่าแม้แต่พวกของตัวเองนับสิบสู้กับทั้งสามยังต้องตายอนาถ

 

แล้วตัวเองแค่คนเดี๋ยวจะไปสู้อะไรได้ นักโทษคนนั้นจึงมองหาโอกสในการหนีออกมาจากจุดนั้น เพื่อไปตามพวกของจีนาสมาแก้แค้น ฆ่าไทกีล่าบัดซบพวกนี้ที่ฆ่าพวกพ้องของตัวเอง

 

“พวกแกเตรียมตัวตายได้เลย” ชายหนุ่มจีนาสค่อยหลบหนีออกมาอย่างเงียบเพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจ แต่แน่นอนว่าเขายังไม่ยอมปล่อยหญิงสาวสวยที่จะข่มขึ้นในตอนแรก เพราะถ้าเธอไปบอกพวกนั้นก็เท่ากับเขาต้องตายอย่างแน่นอน หรือถ้าจะฆ่าเธอก็ยังเสียดายเกินไป

 

เขาฉีกเสื้อของเธอจากนั้นก็ยัดไปที่ปากเพื่อกันไม่ให้เธอส่งเสียงร้องเรียกคนพวกนั้น

 

เสื้อผ้าของเธอถูกฉีกขาดเผยให้เห็นชุดชั้นใน ส่วนท่อนล่างนั้นก็ใส่แค่กางเกงในตัวเดียวเท่านั้น พร้อมกับรอยฟกช้ําตามร่างกาย

 

หญิงสาวพยายามขัดขึ้น พยายามจะเรียกกลุ่มคนที่รอดชีวิตเหล่านั้น ขอแค่ใครสักคนที่ได้ยินเสียงเธอ พวกเขาจะต้องมาช่วยเธอจากสถานการณ์ดังนรกนี้ได้อย่างแน่นอน

 

แต่ดูเหมือนว่าความหวังของเธอจะริบหรี่เหลือเกิน เพราะชายหนุ่มจีนาสได้ใช้มือขนาดใหญ่ปิดปากเธอไว้แน่น

 

“เงียบสิวะ ถ้ายังไม่อยากตายก็หุบปาก” ชายหนุ่มจีนาสกระซิปไปที่ข้างหูของเธอพร้อมกับปีนพกที่จ่อไปที่ศีรษะของหญิงสาว

 

เธอมองไปที่ชายหนุ่มจีนาสพร้อมกับน้ําตาที่ไหลออกมา ด้วยความหวาดกลัว หญิงสาวที่เห็นดังนั้นก็หยุดขัดขึ้นในทันที เธอกลัวว่าถ้าขัดขืนจะต้องโดนฆ่า

 

“ดีมากแบบนี้สิ”

 

เมื่อเห็นว่าหญิงสาวเงียบแล้ว เขาก็ล็อคคอของเธอและเดินออกไปตามซอกตึกอย่างเงียบ ๆ โดยที่ไม่เป็นที่สังเกต

 

แตก!

 

ในตอนนั้นเองก็มีเสียงของบางสิ่งเคลื่อนที่มาหาทั้งสองคน ด้วยความตกใจชายหนุ่มจีนาสรีบให้ร่างของผู้หญิงคนนั้นเป็นโล่กําบังพร้อมกับใช้ปืน Type 56 ของตนเองสอดไว้ที่ใต้แขนของหญิงสาวพร้อมกับที่ใช้ปืนพกจ่อไปที่หัวของเธอ

 

หญิงสาวที่เห็นดังนั้นก็น้ําตาไหลด้วยความกลัวแต่ก็ไม่กล้าส่งเสียงเพราะกลัวว่าจะโดนชายหนุ่มจีนาสฆ่า

“ค่อย ๆ เดินไป”

 

ชายหนุ่มจีนาสพูดด้วยเสียงที่เบามากเพื่อบอกกับเธอ ตอนนี้เขากลัวและระวังตัวเป็นอย่างมาก เขามีแค่เธอที่เป็นตัวประกันเท่านั้นคนของไทกีร่าพวกนั้นไม่น่าจะทําอะไร

 

ในขณะที่เสียงของคนที่เคลื่อนที่เข้ามาใกล้เรื่อย ๆ เสียงที่ก้าวเดินมานั้นแทบจะเป็นจังหวะเดียวกันกับที่ทหารหนุ่มจีนาส

 

แต่เมื่อเห็นร่างของคนที่เดินมาเขาก็เบาใจเล็กน้อยมันเป็นแค่ซอมบี้ที่ผอมแห้ง ยังกับมัมมีแม้แต่เสียงร้องมันก็ยังไม่มี

 

ซอมบี้ตัวนี้เป็นซอมบี้ที่หลงเหลืออยู่ภายในตัวเมืองนอกเหนือจากซอมบี้ที่โดนรวมฝูงไป ซึ่งซอมบี้แบบนี้จะมีให้เห็นอยู่ทั่วไปตามตัวเมืองขอแค่ระวังไม่โดนพวกมันล้อมก็ไม่เป็นอะไรแล้ว

 

ทหารหนุ่มจีนาสดึงร่างของหญิงสาวและเขาเข้ามาแอบเพื่อให้ซอมบี้เดินผ่านอย่างช้า ๆ

 

ร่างของเขานั้นพึงเขากับผนังของตึกพร้อมกับล็อคคอของสาวสวยไว้อยู่ไม่ยอมปล่อย

 

ปัง!

แต่ในที่ชายหนุ่มจีนาสกําลังผ่อนคลาย ตัวของเขากลับโดนมือที่โผล่มาจากไหนไม่รู้ต่อยทะลุข้ามกําแพงดึงตัวของเขาไป ส่วนหญิงสาวที่โดนจับมาก็ได้ตียืนสั่นอยู่กับที่ด้วยความกลับ

 

“อ๊าก!” ด้วยแรงกระแทกทหารหนุ่งจีนาสร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด เขายิงปืนไปใส่คนที่คิดว่าเป็นคนกระชากตัวเองมาในทันที

ปัง! ปัง! ปัง!

 

แต่กระสุนทั้งหมดกลับพลาดเป้าไปเพราะอยู่ ๆ คนที่โจมตีเขาก็หายเข้าไปในเงา ทหารหนุ่มจีนาสรู้แล้วว่าตัวเองกําลังเจอเขากับมนุษย์ชั้นสูง เขาก็รู้สึกสิ้นหวังในทันที

 

“แกเป็นใคร?” มือของทหารหนุ่มสั่นไปมาขณะที่พยายามมองหาคนที่เล่นงานเขา แต่อยู่ ๆ ก็รู้สึกว่ามีคนอื่นอยู่ที่ด้านหลังเขา มันเหมือนกับโดนสัตว์ร้ายจ้องมองไม่มีผิด

 

หทารหนุ่มรีบหันกลับมามองในทันที เขาเห็นชายสวมหน้ากากสีทองพร้อมกับที่สวมผ้าคลุมสีดํา และชายคนนั้นก็คือในเรลนั้นเอง

 

เขาเห็นทหารคนนี้กําลังที่จะหลบหนีออกไป ดังนั้นจึงมาจัดการเขาเพราะต้องการข้อมูลว่าตกลงแล้วทหารจีนาสมาทําอะไรในที่แห่งนี้กันแน่

 

ในเรลใช้ลูกแตะที่ไม่เต็มแรงของเขาเข้าไปที่ท้แงของชายคนนี้ แม้แต่เข้าที่เขากันเข้าไปเมื่อสองวันก่อนก็อ้วกออกมาทั้งหมด ฟุบลงกุมมือไปที่ท้องด้วยความจุกจนหมดสภาพต่อสู้ไปในทันที

 

ในตอนนั้นเองที่โนแลน รีคอน และรีค มนุษย์ชั้นสูงทั้งสามคนที่ได้ยินเสียงปืนและการต่อสู้ก็ตรงมาที่เกิดเหตุในทันที

 

โดยเฉพาะ รีคที่มีความสามารถกลายร่าง [งูเหลือม B] ที่เมื่อกลายร่างแล้วตัวของเขาก็สามารถใช้ตรวจจับตําแหน่งความร้อนของงูได้เช่นเดียวกับที่ในเรลมี เมื่อเข้าไปในระยะเขาก็ค้นพบตําแหน่งขแงในเรลได้อย่างรวดเร็ว

re zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 74 ทหารจีนาส

ณ โลกใต้พิภพ ที่ล้อมรอบไว้ด้วยลาวาและน้ําพุร้อน มีภูเขาไฟใต้ดินขนาดใหญ่ยักษ์ที่ยังไม่มอดดับตั้งอยู่ ด้านบนของภูเขาไฟมีเมืองยักษ์โบราณที่ดูเหมือนว่าจะสร้างมาจากวัสดุที่คล้ายกับหินและโลหะสลับซับซ้อน แต่ก็ดูสวยงามเป็นอย่างมากอยู่ที่แห่งนี้มาหลายหมื่นปี

 

ภายในเมืองเต็มไปด้วยเหล่ายักษ์เถื่อนจํานวนมากอาศัยอยู่ภายในเมือง ที่นี่มีเทคโนโลยีที่ดูโบราณแต่ในขณะเดียวกันมันก็ตอบสนองต่อการใช้งานของพวกเขาไม่แพ้เทคโนโลยีของมนุษย์เลยแม้แต่

 

บางอย่างก็ล้ําหน้ากว่าของมนุษย์มากจนสามารถเรียกได้ว่ามันคือเวทมนตร์เลยก็มี

เหนือขึ้นไปใจกลางของปากปล่องภูเขาไฟมีเมืองที่ลอยต้านแรงโน้มถ่วงของโลกอยู่ ภายในเต็มไปด้วยสิ่งก่อสร้างที่สวยงาม เป็นเหมือนดังพระราชวังใต้ดิน ภายในประดับไปด้วย ทองคํา อัญมณี เพชรและแร่มีค่ามากมายเท่าที่จะหาได้ในโลกใต้ดินแห่งนี้

พระราชวังแห่งนี้ดูเหมือนจะสงบสุขมาก แต่แล้วมันก็มีเสียงที่ทําลายภาพเหล่านี้ไป ที่โถงประชุมหลัง เหนือขึ้นไปมีบัลลังก์ที่สร้างจากโลหะพิภพสีดําทมิฬ รอบด้านมีลาวาที่เดือดปุด ๆ อยู่จากการปลดปล่อยพลังของราชายักษ์เถื่อนเผ่าอัคคี

อุณหภูมิในห้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนแม้แต่ยักษ์เถื่อนระดับสูงหลายตนนั้นก็ยักษ์มีเหงื่อออกที่ใบหน้า

“พวกเจ้าหาตัวมนุษย์ผู้นั้นเจอหรือยัง” ราชายักษ์เถื่อนเผ่าอัคคีถามออกมาด้วยน้ําเสียงที่เรียบเฉยเป็นอย่างมาก มันราวกับว่าตัวของเขานั้นไม่ได้โกรธเลยแม้แต่น้อยที่ลูกชายตนหนึ่งของตนได้ตายไป

แต่ก็มีแต่คนตาบอดเท่านั้นที่คิดแบบนี้ เพราะพลังที่ราชายักษ์เถื่อนเผ่าอัคคีปลดปล่อยออกมานั้นแค่นี้ก็แสดงให้เห็นแล้วว่าพระองค์โกรธมากเพียงไหน แต่เพราะฐานะของราชาเผ่าอัคคีเขาจึงสะกดข่มมันไว้

 

“ตอนนี้ยังไม่สามารถจับมนุษย์ผู้นั้นได้ แต่ขากําลังจัดตั้งหน่วยไล่ล่าขึ้นมาเชื่อว่าอีกไม่เกิน 1 เดือนจะต้องจับมนุษย์คนนั้นมาได้” ยักษ์เถื่อนที่แต่งกายดั่งอัศวินกล่าวออกมาด้วยน้ําเสียงที่หนักแน่น

 

“ช้าไป! เจ้ารับคําสั่งของข้าไปนํากองทัพที่อยู่ด้านนอกใครที่ในระยะไล่ล่าให้ติดตามจับตัวมันมาให้ได้ นําเข็มทิศชีพไปด้วย ใช้มันกับชายผู้นั้น”

“ฝ่าบาทเข็มทิศชีพเป็นของที่มีค่ามาก จะคุ้มค่าที่ใช้แลกชีวิตของฆาตกรนี่หรือ…”

“ข้าตัดสินใจแล้ว พวกเจ้าต้องนําตัวมันมาภายใน 15 วันให้ได้”

 

ยักษ์อัศวินตนนั้นได้แต่ตกปากรับคําไป พร้อมกับรีบออกไปในทันที โดยมองไปในมือที่มีเข็มทิศชีพอยู่ เข็มทิศนี้มีความสามารถที่พิเศษอยู่นั้นก็คือการระบุว่าชีวิตของเจ้าของเลือดนั้นตายไปหรือยัง และอยู่ทิศทางไหน

โดยระยะที่มันสัมผัสถึงนั้นคือ 1 แสนกิโลเมตร ซึ่งแน่นอนว่าของสิ่งนี้มันคือของที่ถ้าหยดเลือดลงไปแล้วมันก็ไม่สามารถใช้กับคนอื่นได้อีก

ที่สําคัญมันคือของที่หลงเหลือมาจากยุคโบราณไม่สามารถสร้างเพิ่มได้

 

ส่วนเลือดของไนเรลนั้น แน่นอนว่าก็มาจากศรดําหนึ่งในลูกศรที่ยิงโดนเขาและยักษ์เถื่อนได้ตามหาจนเจอ และนํากลับมาด้วยพร้อมกับศพของเลฟอน

 

หลังจากนั้นอัศวินยักษ์เถื่อนก็มอบหมายให้ยักษ์เถื่อนที่อยู่ด้านนอกจัดการต่อ เนื่องจากว่าเขาไม่สามารถออกจากกําแพงชั้นกลางได้ และยักษ์ที่รับช่วงต่อก็คือ ยักษ์เถื่อนหนุ่มไฟแรง อูคา ที่พึ่งเลื่อนไปขั้น 5 จึงได้รับการแต่งตั้งเป็นอัศวิน และตอนนี้กําลังตามล่าสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 5 อย่างหมาป่ายักษ์อยู่

แต่หลังจากที่เขาได้รับจดหมายก็ต้องยกเลิกด้วยความไม่เต็มใจ และออกนํากองทัพออกไล่ตามทิศทางที่เข็มทิศชีพชี้ไป

 

ในขณะเดียวกันไนเรลที่ตอนนี้กําลังมุ่งหน้าไปที่คฤหาสน์ตระกูลอาโรเดีย

 

คฤหาสน์ของตระกูลอาโรเดียที่ตั้งอยู่ที่เมืองออสธาที่อยู่ใกล้กับรอยต่อของประเทศจีนาส โดยมีเทือกเขาแอนด้าและแม่น้ําคอนโทร่าเป็นเส้นเขตแดนแนวธรรมชาติ

นั้นทําให้เมืองออสธาเป็นเมืองขนาดใหญ่เพราะมีการติดต่อและ ค้าขายกันกับประเทศเพื่อนบ้านอย่างจีนาส ถ้าจะบอกให้ถูกถึงขนาดของมันก็คงต้องบอกว่ามันติด 1 ใน 5 เมืองที่ใหญ่ที่สุดของไทกีล่าอย่างแน่นอน เพราะถ้าไม่อย่างนั้นในยุครุ่งเรื่องตระกูลอาโรเดียจะมาลงหลักปักฐานในที่แห่งนี้ไปทําไม

 

ไนเรลที่ตอนนี้บินและลงมาที่ชายปาห่างจากเมืองออสธาอยู่ไม่ไกล เขามองไปที่ภายในเมือง ตอนนี้เมืองแห่งนี้กายเป็นซากปรักหักพังแล้ว ตัวตึกที่เต็มไปด้วยต้นไม้ ตะไคร่น้ํา บางแห่งก็ถล่มกลายเป็นซากโดยสมบูรณ์มีน้ําท่วมขังอยู่

 

แต่มันก็ยังไม่ได้พังไปทั้งหมดไม่เหมือนกับเมื่อก่อนตอนที่เขาเดินทางผ่านเมืองแห่งนี้ มันกลับกลายเป็นทะเลขนาดใหญ่ที่ถูกแช่แข็งไปแล้ว

 

จากการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศที่รุนแรงซึ่งก็คงอีกไม่นานที่สภาพอากาศแบบนี้จะหายไป ถ้าจะให้บอกถึงเหตุผลที่เกิดขึ้นก็คงเป็นเพราะการเปลี่ยนแปลงของสนามแม่เหล็กโลก และชั้นบรรยากาศที่เปลี่ยนไป

 

ส่งผลต่อทั้งความเร็วการหมุนของโลก จนกระทั่งมีนักดาราศาสตร์จํานวนมากคาดการว่าถ้าเป็นแบบนี้ต่อไป ระยะเวลาในแต่ละวันของโลกคงจะไม่เท่ากันและอาจจะมีความเหลื่อมล้ําของเวลาถึง -10 ถึง +10 นาทีเลยที่เดียวในแต่ละวัน

 

แต่ทันในนั้นก็ดูเหมือนว่าในเมืองจะยังมีคนรอดชีวิตอยู่ เขามองไปที่ควันไฟและเสียงที่ดังแว่ว ๆ อยู่ไกลมากๆ

 

ไนเรลไม่รอช้ารีบตรงไปที่จุดนั้นในทันที

 

ในเมืองไม่มีซอมบี้อยู่มากนัก ส่วนใหญ่เป็นพวกที่ติดอยู่ในซากตึก หรือไม่ก็พวกที่หลงฝูงจากตอนที่ซอมบี้สติปัญญารวบรวมพวกมันไปรวมกลุ่มที่เมืองหลวงไทกีล่า

 

ด้วยความสามารถ [ราชานักวิ่ง C] ของเขามันก็ใช้เวลาไม่กี่สิบนาทีก็มาถึงจุดที่เขามองเห็นควันไฟ

แต่เมื่อมาถึงเขาก็หาที่หลบเพื่อมองดูสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในทันที เพราะว่าตอนนี้มีนกับมีการสู้รบเกิดขึ้นอยู่

ถึงเขาอยากจะรู้ว่าในตอนนี้เกิดอะไรขึ้น แต่ก็คงไม่เข้าไปโดยไม่รู้อะไรอย่างแน่นอน

หลังจากสังเกตก็ดูเหมือนว่าคนที่ต่อต้านอยู่จะเป็นกลุ่มผู้รอดชีวิตเป็นคนไทกีล่าทั้งหมดมีอยู่ราว ๆ 10 คน พวกเขากําลังป้องการโจมตีจากกลุ่มคน 15 กว่าคนที่มีอาวุธครบมือ แต่งตัวกันด้วยชุดของทหาร แต่มันไม่ใช่ทหารของประเทศไทกีล่ากลับเป็นคนจีนาส

 

เนื่องจากพวกเขาเป็นทหารเก่าดังนั้นจึงมีอาวุธจํานวนมากระดมยิงถล่มไปที่กลุ่มผู้รอดชีวิตที่น่าสงสารเหล่านี้

 

จนกระทั่งเหตุการณ์ผ่านไปไม่นานกลุ่มผู้รอดชีวิตเหล่านี้ก็ดูเหมือนจะเริ่มภายแพ้ให้กับทหารจีนาส แต่สิ่งที่ผลักกลุ่มผู้รอดชีวิตลงสู่ความภายพ่ายแพ้จริงนั้นก็คือ การหักหลังกันเอง

 

“น่าสนใจ” ไนเรลมองไปที่ภาพข้างหน้าและพูดออกมาด้วยสีหน้าที่เย็นชา เขาเกลียดมากที่มีการหักหลังกัน

 

ส่วนหนึ่งก็อาจจะเป็นเพราะชีวิตที่แล้วที่น้องสาวของเขาโดนหักหลังจากคนที่ไว้ใจจนตาย ไนเรลจึงได้รับผลกระทบมาด้วย

 

หลังจากที่ทหารจัดการกับพวกที่มีอาวุญข้างนอกได้แล้วนั้นพวกมันก็พังประตูเข้าไปลากคคนธรรมดาที่หลบซ่อนอยู่ด้วยความหวาดกลัวออกมา

 

กลุ่มผู้รอดชีวิตได้แต่ยกมือขอร้องชีวิต พวกเขาทิ้งอาวุธและยอมจํานน แต่พวกทหารจีนาสกลับจับกลุ่มผู้ชาย ผู้หญิงแยกออกจากกันในทันที

“ปล่อย ปล่อยสิวะ แกจะทําอะไร”

 

“พวกเรายอมแพ้แล้ว..อัก”

ผู้ชายที่ยังมีชีวิตทุกคนถูกจับ ถูกแตะซ้อมจนกระทั่งไม่มีแรงกันเลยทีเดียว ขณะที่พวกผู้หญิงจิกผมรากไปในที่มุมมืด ๆ ดูเหมือนว่าพวกมันตั้งใจที่จะฆ่าผู้ชายทิ้งและข่มขืนผู้หญิง

“ฮ่า ๆ ดูพวกลูกสุนัขไทกีล่าที่น่าสงสารเหล่านี้สิ”

 

“นายจะบอกว่าพวกมันเป็นสุนัขนั้นก็อย่างเอาพวกมันละ ฮ่า ๆ”

 

“บัดซบแบ่งให้ข้าคนหนึ่ง ขอเด็กนั้นก็แล้วกัน ร่างผมเล็กกระทัดรัดดี ข้าชอบ”

 

“ไอ้โลลิคอนเอ๊ย”

 

เศษเดนทหารจีนาสที่รุมแย่งรางวัลแห่งชัยชนะของพวกเขาไปดื่มฉลองกันอย่างเมามัน ไนเรลที่คิดว่าจะออกไปช่วยดีหรือไม่อย่างน้อยก็เป็นคนประเทศเดียวกัน

 

แต่ทันใดนั้นก็ได้มีกลุ่มของมนุษย์ชั้นสูงที่ค่อย ๆ แอบเข้ามาประชิดตัวของทหารเหลานั้นอย่างช้า ๆ

 

กลุ่มมนุษย์ชั้นสูงนี้มีอยู่ประมาณ 3 คน ทั้งสามลอบเก็บทหารของจีนาสโดยที่พวกนั้นไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย ซึ่งทุกอย่างนั้นก็ตกอยู่ในสายตาของไนเรลทั้งหมด

ไนเรลที่เห็นแบบนั้นก็คิดว่าจะมองดูไปอีกสักพักก็แล้วกัน

 

ทหารจาก 15 คนและคนทรยศไม่กี่คนเริ่มรู้สึกว่ามันผิดสังเกต เพราะพวกเขาคิดว่าเพื่อนของตนนั้นพาผู้หญิงพวกนั้นหายไปนานเกินได้

 

แต่แล้วก็มีเสียงปืนดังขึ้นพร้อมกับที่เสียงร้องตะโกนว่า “ช่วยด้วย ศัตรูบุก ช่วยด้วย

ทหารจีนาสคนหนึ่งวิ่งออกมาพร้อมกับร่างที่เต็มไปด้วยเลือด แต่มันก็วิ่งไปไม่ไกลก็โดนไฟของหนึ่งในมนุษย์ชั้นสูงเผาจนตาย

“อ๊าก….” เสียงร้องของทหารจีนาสเป็นเหมือนกับสัญญาณเตือนภัยทหารทุกคนรีบกลับมารวมกันในทันที

 

จากนั้นพวกเขาก็ใช้ปืนกลหนักที่อยู่บนรถทั้งสองคันยิงถล่มไปจุดที่พวกของตนโดนเผาในทันที

 

มนุษย์ชั้นสูงคนนั้นรีบหลบอย่างหวาดกลัว เพราะถึงเขาจะเป็นมนุษย์ชั้นสูง แต่ก็เป็นแค่ระดับสีเทาเท่านั้น

อีกคนที่มีความสามารถด้านพละกําลังเขาเขวี่ยงเศษซากของตึกแถวนั้นน้ําหนัก 100 กิโลกรัมใส่รถฮัมวีที่มีปืนกลอยู่จนทหารที่มัวแต่ยิงถล่มมนุษย์ชั้นสูงที่ใช้ความสามารถไฟ

 

เสียงของซากตึกที่ปะทะกับรถฮัมวีดังเป็นอย่างมาก ตัวรถยุบลง เลือดที่ไหลออกมาจากพร้อมกับฝุ่นที่กระจายตัวออก

 

ทหารจีนาสที่เห็นอย่างนั้นก็ตะโกนบอกคนที่เหลือทันทีว่ายังมีมนุษย์ชั้นสูงอีกหนึ่งคน

“บัดซบ มันมีมนุษย์ชั้นสูงอีกคน”

 

re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 73 โลหิตแห่งชีวิต]

 

“ความสามารถของเผ่าพันธุ์นิมฟ์นั้นก็คือ [การตอบรับของธรรม ชาติ)ผ่านการทําพันธสัญญาต่อกันระหว่างนิมฟ์และพืชสายพันธุ์

นั้น”

“พันธสัญญา…” ในเรลถามอย่างสงสัย

“ใช่พันธสัญญาหรือจะพูดให้ถูกต้องก็คือ นิมฟ์หนึ่งตนทําพันธสัญญาต่อพืชได้แค่หนึ่งสายพันธุ์และนิมฟ์ตนนั้นก็จะควบคุมชนั้นได้”

ในเรลได้ยินดังนั้นก็คิดตามอย่างไม่แปลกใจที่ว่าทําไมพอปาที่อยู่เก่าของนิมพ์โดนเผ่าจนหมดแล้วพวกเธอถึงไม่ควบคุมพืชต้นอื่น ๆนั้นก็เป็นเพราะว่าพืชที่เธอทําสัญญาด้วยทั้งหมดนั้นไม่มีเหลือรอดจากกองเท่าถ่านแล้ว

และตอนที่เขาเห็นนิมฟ์ส่วนใหญ่ปลูกพืชแปลกประหลาดนั้นก็เพราะพวกเธอกําลังปลูกพืชที่ตนเองทําพันธสัญญาอยู่

และนี่ก็คือจุดอ่อนของความสามารถนี้

แต่ตอนนี้ถ้าใช้ความสามารถของในเรลในการเร่งการเจริญเติบโตของพืชข้อจํากัดบางอย่างก็จะหายไป เช่นพวกเธอออกไปจากที่มีพืชคุ้มกันอยู่ถ้าเจอศัตรูก็แค่ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ตนทําพันธสัญญาอยู่และใช้ความสามารถเร่งการเจริญเติบโตของพืช ของในเรลก็สามารถทําให้พืชโตจากนั้นก็ควบคุมพืชเหล่านั้นจัดการกับศัตรูได้ แล้ว

หลังจากฟังเรื่องทั้งหมด เขาก็เข้าใจความสามารถด้านนี้เองแต่นี่มฟ์และทําไมนิมฟ์ราชินีถึงอยากได้สายเลือดของเขา

“ตอนนี้เจ้าก็รู้แล้ว” หลังจากที่เธอพูดออกมาก็เงียบไปสักพักจากนั้นก็กล่าว “เราจะไปเอาน้ําค้างแห่งชีวิตใช้เจ้าจากนั้นเจ้าก็สามารถจากไปได้แล้วตามความตั้งใจเดิมของเจ้า”

 

“เธอจะไปกับฉันหรือไม่” ในเรลมองราชินีนิมพ์ที่ตอนนี้กําลังรวบรวมใบไม้สร้างชุดใหม่ของตนเองอยู่

“ไม่…เราต้องอยู่เพื่อปกป้องเผ่าหิมพ์ในฐานะราชินีของพวกนาง” ราชินีนิมฟ์พูดออกมาขณะที่มองไปที่นิมฟ์ด้านนอกด้วยสายตาที่มันคงแต่ใครจะไปรู้เพราะหลังจากนั้นเธอก็ไม่ยอมสบตากับในเรล อีกเลย

ในเรลไม่ได้ถามต่อ อาจจะเพราะเขาเคารพในการตัดสินใจของราชินีนิมฟ์หรือเพราะกลัวคําตอบอื่น ๆ ก็ไม่อาจรู้ได้

เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเขาและเธอก็เต็มไปด้วยความสับสนเมื่อมองย้อนกลับไปมันก็ไม่ต่างจากการแลกเปลี่ยนที่ในเรลได้รับน้ําค้างแห่งชีวิตขณะที่เธอก็ได้รับสายเลือดของเขาไป

หลังจากนั้นราชินีนิมฟ์และในเรลก็ไปที่ต้นไม้มารดาเพื่อรอรับน้ําค้างแห่งชีวิตที่ถูกสร้างมาจากแสงแรกของวันนี้

เขาเอาขวดแก้วที่ใส่ยาบางอย่างเททิ้งจากนั้นก็ใส่น้ําค้างแห่งชีวิตไปแทนขวดที่มีขนาดไม่ใหญ่ แต่น้ําค้างแห่งชีวิตที่ได้นั้นน้อยซะยิ่งกว่าน้อย

ในเรลได้แต่บ่นในใจว่า เมื่อคืนเอาน้ําแห่งชีวิตของเขาไปตั้งเยอะแต่ตอนนี้กลับให้แค่น้ําค้างแห่งชีวิตแค่เล็กน้อยเท่านั้น”

ถึงจะคิดแบบนั้นแต่ในเรลก็ไม่ได้พูดออกมาเพราะเขารู้ว่าที่เธอให้มานั้นคือทั้งหมดที่ได้จากวันนี้แล้ว

หลังจากที่ในเรลเก็บน้ําค้างแห่งชีวิตไว้แล้วเรื่องทุกอย่างของเขาที่มาที่เผ่าหิมพ์นั้นก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว แต่อยู่ ๆ ในใจของเขาก็รู้สึกแปลกหลังจากนี้ต้องไปจากที่นี่แล้วด้วยและไม่รู้จะได้กลับมาหรือเปล่า

 

ในเรลเดินเข้ามาหาเธอจากนั้นก็หยิบบางอย่างออกมาจากในเงามันคือผลคริสตัลวิวัฒนาการบางส่วนที่เขานําติดตัวมาด้วยร้อยกว่าผลออกมาจากนั้นก็ส่งมอบมันให้กับราชินีนิมพ์

 

“นี่คือ…”

 

“ผลคริสตัลวิวัฒนาการมันมีประโยชน์ต่ออสูร และนี้ถ้าเจ้าต้องการพบข้าก็ตามหาข้าได้ที่สมาพันธุ์นักล่า แค่พูดชื่อของฉันในเรลออกไป” เขาหยิบของออกมาอีกสองสิ่งหนึ่งคือ เครื่องส่งสัญญาณขนาดเล็กและดาบคู่เขางูออกมา เนื่องจากเขาไม่ได้ใช้มันแล้วเอามามอบไว้กับเธอเป็นที่ระลึกก็แล้วกัน

“เจ้าไม่คิดจะอยู่ที่นี่หรือ” ราชินีหิมพ์ถามออกมาด้วยใบหน้าที่

เรียบเฉย

ในเรลมองไปที่เธออย่างแปลกใจ แต่เขาก็ไม่ก็ไม่อาจตอบรับคําพูดของเธอได้

 

“ไม่..ฉันเองก็มีภาระเช่นกัน ถึงแม้จะพูดไม่ได้ว่าเพื่อเผ่าพันธุ์มนุษย์แต่มันก็เพื่อคนของตนเอง และเพื่อตามหาความจริงบางอย่าง”

“แล้วหลังจากที่ได้คําตอบทุกอย่างแล้วเจ้าจะไปไหน?”

 

“หลังจากที่รู้คําตอบนะเหรอ นั้นสินะ คงจะที่หาสถานที่สงบสุขสักที่พักผ่อนละมั้งนะ” ในเรลมองเขาไปในแววตาของราชินีนิมพ์และตอบไปอันที่จริงเขาก็ไม่ได้คิดถึงสิ่งเหล่านั้นเลย เพียงแค่เอาชีวิตรอดไปแต่ละวันก็เท่านั้น

 

“ว่าแต่เธอมีชื่อจริง ๆ หรือไม่ ชื่อแบบมนุษย์” เขาต้องการจดจําชื่อของเธอไว้เพราะถึงอย่างไรการเรียกแต่ราชินีมันก็แปลก ๆ

“ไม่มี…เผ่านิมฟ์ของเราไม่มีชื่อ” เธอส่ายหัวแต่แล้วก็พูดออกมาอีกประโยค“แต่ฉันชอบชื่อ โอลีเวีย (สัญลักษณ์แห่งความสงบสุข)

“โอลีเวีย ขอบใจนะ” หลังจากนั้นด้านหลังของในเรลก็มีปีกงอกออกมาแล้วบินขึ้นไปบนท้องฟ้าไปอย่างรวดเร็ว

 

ราชินีโอลีเวียมองไปที่ในเรลที่กลายเป็นจุดเล็ก ๆ ค่อย ๆ หายไปจากสายตาของเธออย่างรวดเร็ว จากนั้นเธอก็มองไปที่ต้นไม้มา รดาและกล่าว “ท่านแม่ข้ารู้สึกแปลก ๆ มันเจ็บเล็กน้อยเมื่อคิดว่าเขาอาจจะไม่กลับมาที่นี่อีกแล้ว”

หลังจากเหม่อลอยสักพักเธอรีบปรับอารมณ์ของตนเองและสัมผัสไปที่ท้องของตนอย่างอ่อนโยนและยิ้มออกมา

 

ห่างออกไปไกลบนท้องฟ้าสายตาของในเรลกลับมาเป็นปกติอย่างรวดเร็วเข้ามุ่งหน้าต่อไปในทิศทางคราว ๆ จากแผนที่ของตน

 

ในเรลที่บนอยู่บนท้องฟ้าและลงพักที่พื้นดินเป็นครั้งคราวเท่านั้นนอกจากนั้นเขาก็มุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ตระกูลอาโรเดียอย่างเต็มกําลังเนื่องจากที่ผ่านมาเขาล่าช้าไปวันสองวันแล้วจากที่วางแผนเอาไว้

วันนี้ก็เช่นเคยขณะที่เขาแร่เอาหนังของวานรล่าเนื้อกลายพันธุ์และเอาเนื้อทั้งหมดของมันมารบควันเพื่อเก็บไว้ให้กินในระ หว่างทาง

 

วานรล่าเนื้อ ขั้น 3 ที่โชคร้ายตัวนี้มันได้ดักซุ่มโจมตีเหยื่อผิดจุดจบของมันจึงต้องโดนย่างอยู่เช่นนี้

ด้วยร่างที่มีขนาดใหญ่หลังจากแร่เอาหนังและทําความสะอาดเรียบร้อยแล้วเขาก็จัดการย่างอย่าง ๆ ในปาแบบนี้การย่างจะเป็นวิธีที่ง่ายแต่มันก็เป็นอาหารที่จําเจเกินไป โชคยังดีที่เขาเอาเครื่องปรุงมาด้วยหลายแบบนั้นทําให้ยังพอทนกินมันได้อยู่

 

ในระหว่างที่รอเนื้อวานรขนาด 100 กิโลกรัมสุก เขาก็หยิบน้ําค้างแห่งชีวิตออกมา

เพื่อที่จะแบ่งบางส่วนออกมาดื่มเพราะบาดแผลส่วนใหญ่ของเขามันยังไม่หายดีทําให้เกิดความล่าช้าในการเดินทาง

 

แต่อยู่ ๆ ในเรลก็มีความคิดบางอย่าง ในเมื่อต้นไม้มารดาก้เป็หนึ่งในพืชกลายพันธุ์ระดับสูง งั้นถ้าเขากินน้ําค้างแห่งชีวิตมันจะได้ความสามารถอะไรมาหรือไม่

“ไม่รองก็ไม่รู้” ในเรลรีบแบ่งน้ําแห่งชีวิตที่มีอยู่แค่ประมาณ 10 ออนซ์ออกเป็นสองส่วน ส่วนหนึ่งแบ่งให้กับจูเรีย และที่เหลือเขาก็ค่อย ๆ ลองจบมันเพื่อดูว่ามีปฏิกิริยาอะไรหรือไม่

 

ทันทีที่เขาได้กลิ่นก็อยากจะดื่มมันลงไปให้หมดในทันที ความรู้สึกแน่นอนว่ามาจากคริสตัลวิวัฒนาการหรือเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการ ที่หน้าอกของเขาอย่างแน่นอน

 

ในเรลไม่รอช้ากินน้ําค้างแห่งชีวิตของตนเองที่แบ่งไว้ไปครึ่งหนึ่ง ในทันที รสชาติของมันไม่ต่างจากน้ําเปล่ายกเว้นก็แต่มันให้ความรู้ สึกสดชื่นมากว่า บาดแผลส่วนใหญ่ของเขาค่อย ๆ หายอย่างรวด เร็วด้วยตาเห็น

แต่มันก็ไม่แปลกที่จะเป็นเช่นนั้น เพราะน้ําค้างแห่งชีวิต 1 ออนซ์ที่ช่วยชีวิตคนได้นับสิบ น้ําค้างแห่งชีวิตที่แม้แต่มีเงินก็ยังไม่สามารถซื้อได้ต้องใช้โชคและโอกาสคู่ด้วยถึงจะซื้อมันมาได้

กับถูกในเรลดื่มมันไปทั้งหมด

เขาสังเกตรอยสักใบไม้สีทองที่ค่อยงอกออกมาจากกิ่งก้านที่อยู่บนไหล่ของเขา

“มันงอกมาถึงบริเวณนี้แล้วหรือ” เขาใช้มือสัมผัสไปที่รอยสักใจหนึ่งก็กลัวแต่ใจหนึ่งก็อยากรู้อย่างเห็น และก็มีความคิดแวบเข้ามาในหัวของเขารอยสักเหล่านี้ขึ้นเต็มร่างกายเขาคงไม่กลายเป็นมนุษย์ทองคําหรอกนะ

หลังจากที่ใบไม้งอกออกมาแต่ดูเหมือนมันจะได้เพียงแค่ครึ่งใบเท่านั้นแต่นี่ก็พิสูจน์ได้อย่างหนึ่ง ความสามารถของ น้ําค้างแห่งชีวิตที่ได้จากต้นไม้มารดามีค่าพอให้ใบไม้งอกออกมาเต็มใบได้ขอแค่เขาสามารถกินมันไปอีกก็สามารถสร้างได้สําเร็จแน่นอน

ในเรลไม่รอช้ากระดกของที่เหลือในทันที แต่แล้วมันก็ไม่สามารถสร้างออกมาได้เต็มไปยังขาดอีก เพียงไม่ถึง 5% เท่านั้น

 

เขาได้แต่ไม่มีทางเลือกได้แต่หยิบของที่แบ่งไว้ให้จูเรียออกมาแบ่งมันอีกครั้ง ถ้ามันไม่พอโชคชะตาก็คงอยากให้ข้ากลับไปหาโอลี เวียอีกครั้ง

เขามองไปที่รอยสักใบไม้ของน้ําค้างแห่งชีวิต มันค่อย ๆงอกออกมาอย่างช้า ๆ 96 % 97 % 98 % 99 % และในที่สุด มันก็ครบ 100 %

ทันใดนั้นเขาก็รับรู้ได้ถึงความสามารถใหม่ที่เพื่อเข้ามามันคือความสามารถ [โลหิตแห่งชีวิต A] ที่จะถูกสร้างออกมาจากร่างกายของเขาในรุ่งอรุณของทุกวัน

“เยี่ยม!” ในเรลรู้สึกดีใจเป็นอย่างมากที่ได้ความสามารถที่เป็นเหมือนกับน้ําค้างแห่งชีวิตมา เขาลูปไปที่คริสตัลวิวัฒนาการตรงหน้าอกของตนอย่างขอบคุณ

ความสามารถที่ได้มาใหม่นี้ทําให้เขาเป็นที่ผลิตยารักษาไปซะแล้วในเรลต้องระวังตัวขึ้นมาอีกมากที่จะไม่ให้ใครรู้ความสามารถนี้ เพราะไม่เช่นั้นทุกคนคงบุกมารีบ[โลหิตแห่งชีวิต A] ของเขาอย่าง แน่นอน

ใครบ้างที่จะไม่อยากได้ยารักษา ใครบ้างที่คิดว่าจะไม่ปวยแต่ช่างเถอะถ้าพวกนั้นไม่กลัวชื่อเสียงของปีศาจอย่างเขาก็แค่จับพวกมันกินให้หมดก็แค่นั้น

 

หลังจากนั้นเขาก็จัดการกับเรื่องของนิฟ์ที่ตนแอบเอามาจากหลุ่มแห่งนั้นในเรล จัดการกินมันลงลไปในทันทีด้วยใช้ร่างไททันเพื่อที่จะกินมันลงไปที่เดียว

ถึงจะบอกว่าไม่ได้คิดอะไรกับการกินอะไรแบบนี้ แต่เขาก็ไม่ได้พิศวาสมันมากนัก ถ้าไม่ใช้เพราะเขาต้องการความสามารถของนิมฟ์ละก็ในเรลคงไม่แตะต้องมันอย่างแน่นอน

รอสักพักใบไม้รอยสักสทองกงอกออกมาพร้อมกับความสามารถใหม่เนื่องจากมีร่างนิมพ์จํานวนมาก มันจึงเพียงพอให้เขาได้ความสามารถ[การตอบรับของธรรมชาติ B] มา

 

ซึ่งมันไม่ใช่ระดับ S หรือ A แต่เป็น B เพราะนิมฟ์ส่วนใหญ่ที่ตายเป็นแค่พวกที่อ่อนแอเท่านั้น ถ้าอยากได้มากกว่านี้ในเรลคงต้องจัดการนิมฟ์ระดับสูงแต่แน่นอนว่าความคิดนี้ไม่มีอยู่ในหัวของ เขาเลยแม้แต่น้อยอาจจะเพราะส่วนหนึ่งนั้นมาจากราชินีโอลิเวีย

หลังจากนั้นเขาก็จัดการกับวานรนักล่าเนื้อบางส่วนและเก็บที่เหลือลงไป ถึงแบบนั้นปริมาณในการกินของในเรลนั้นก็มากขึ้นในทุกวันขณะที่พลังงานในเซลล์ของเขาเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

 

re zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 72 หมดแรง(NC 18+)

ไนเรลที่ตอนนี้โดนความสามารถ [ล่อลวง s] และ คําพูดของราชินีนิมฟ์ก็ยิ่งไปกระตุ้นความบ้าคลั่งที่อยู่ภายในจนเขาไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไป ความปรารถนาที่อยู่ภายในจิตใจของเขาก็ระเบิดออกมาในทันที

 

ไนเรลที่รู้ว่าตนนั้นคงไม่สามารถหยุดความปรารถนาของตนได้แล้ว แต่เขาก็ไม่คิดที่จะให้ราชินีนิมฟ์ผู้ก่อเรื่องเป็นฝ่ายจูงจมูก คุมเกมอยู่คนเดียวอย่างแน่นอน

 

“ในเมื่อเธอต้องการฉันก็จะจัดให้” ไนเรลพูดออกมาด้วยความคลั่ง ฉีกกระชากเสื้อผ้าที่ตนพึ่งจะได้หยิบมาใส่ใหม่ตอนที่พึ่งจะฟื้นขึ้นมาก่อนไปหาราชินีนิมพ์

 

ร่างของไนเรลที่พลิกตัวขึ้นมาด้านบนพร้อมกับกดราชินีนิมพ์ไว้ใต้ตัวของตนเองอย่างรุนแรง

 

“อ้า…” ราชินีนิมพ์ร้องออกมา ขณะที่ไนเรลใช้มือข้างหนึ่งจับแขนทั้งสองข้างที่ขาวราวกับหยวกกล้วยกดไปด้านบนเหนือหัวของเธอ

 

ใบหน้าไนเรลที่ก้มลงแนบชิดกับหน้าที่ยั่วยวนของราชินีนิมพ์ ปากของเขาประกบลงไปที่ริมฝีปากที่หอมหวานดุดน้ําผึ้งป่า เสียงที่หอบหายใจของทั้งสองยิ่งเพิ่มบรรยากาศภายในห้องไปจนถึงขีดสุด

“อืม…อ้า” เสียงของราชินีที่ร้องออกมาด้วยความพึงพอใจกับการกระทําของไนเรลยิ่งเพิ่มแรงกระตุ้นในใจของเขา

ลมหายใจของไนเรลที่ลูบไล้ไล่ไปตามตัวของราชินีนิมพ์ตั้งแต่ซอกหูและลําคอที่น่าหลงใหลลงไปที่เนินเขาขนาดใหญ่

 

เสื้อผ้าที่ผูกติดปิดบังเลือนร่างของเธอไว้ทําให้ไนเรลที่ตาแดงก่ําถึงกับออกอาการหยุดหงิดออกมา มีอีกข้างของไนเรลที่จับเนินเขานั้นอยู่ได้ดึงเสื้อผ้าเหล่านั้นออกอย่างรุนแรง เผยให้เห็นดอกไม้ที่เบ่งบานอยู่ปลายสุดของยอดเขา

 

มันเป็นดังดอกไม้บานที่เชิญชวนผึ้งเพศผู้เข้าไปดอมดมน้ําหวานที่ติดอยู่ตามเกสรของบุปผาสีนวลชมพูทั้งสองดอกนั้น

ผึ้งปาที่ไม่สนใจสิ่งใดอย่างไนเรลตอนนี้ ก็ไร้ซึ่งความเกรงกลัวได้ใช้ลิ้นเข้าไปกวาดต้อนน้ําหวานในเกสรเหล่านั้นในทันที

 

ราชินีนิมฟ์ที่ดิ้นจนมือทั้งสองข้างที่โดนมัดพันธนาการไว้โดยมือมารของไนเรลหลุดออก เธอกอดไปที่แผ่นหลังที่ที่กว้างใหญ่ของเขาและกดศีรษะของไนเรลอย่างรุนแรง

 

“อ้า…” เสียงที่สั่นเคลือของราชินีนิมพ์ดังออกมาอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งขาทั้งสองข้างที่เริ่มรัดเอวของไนเรลไว้แน่น แต่ดูเหมือนไนเรลจะไม่พอใจกับการกระทําเหมือนดังพยัคฆ์ที่ไม่พอใจกับการแค่ลูบไล้ขนแกะตัวน้อย เขาต้องการจะกลืนกินเธอทั้งตัว

 

ราชินีนิมฟ์ที่สัมผัสได้ถึงมือที่ซุกซนของไนเรลและการกระทําที่เขาจะพยายามเป็นฝ่ายคุมเกมแทน เธอที่เป็นถึงราชินีของเผ่านิมพ์ก็ไม่มีทางยินยอมได้อยู่แล้วจึงจับไปที่ใบหน้าของไนเรลที่และกัดไปที่หูของเขาอย่างรุนแรง พร้อมกับพยายามพลิกตัวกลับไปด้านบน

ปัง!

 

ไนเรลและราชินีนิมฟ์ที่กลิ้งตัวกันไปมา โดยที่ไม่มีใครยอมปล่อยให้ฝ่ายตรงข้ามชนะพวกเขาก็ชนเข้ากับผนังของห้องที่สร้างจากการสานของกิ่งก้านใบไม้อย่างสวยงาม ก็เกิดเป็นรูบุบลงไปตามแรงแขนของไนเรล

ทั้งราชินีนิมฟ์และไนเรลนั้นจัดได้ว่าเป็นสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ขั้น 4 ด้วยกันทั้งคู่ หนึ่งมนุษย์ชั้นสูงระดับสีเขียว หนึ่งอสูรนิมฟ์ขั้น 4 หนึ่งผู้มีพละกําลังมาก กับอีกหนึ่งมีพลังจิตใจมหาศาลและยังเกิดมาจากธรรมชาติแห่งผืนป่า

 

ดังนั้นทุกการกระทําที่ปลดปล่อยออกมาจากหนึ่งคนหนึ่งตนจึงรุนแรง แม้แต่แรงปรารถนาในจิตใจก็ไม่อาจยับยั้งได้

เสียงของไนเรลและราชินีนิมฟ์นั้นดังมากจนนิมฟ์ที่อยู่ในเผ่าตนอื่นๆนั้นก็พากันได้ยิน แต่ที่น่าแปลกกับไม่มีนิมฟ์ตนไหหนมีอารมณ์ หรือความเขินอายกับเรื่องที่เกิดขึ้น

อันเนื่องมาจากว่าเผ่านิมพ์แบบพวกเธอถ้าเลือกหนึ่งในเพศชายมาเป็นคู่คนแล้ว ก็จะรักและยอมมีความสัมพันธุ์รวมกับแค่คู่ของตนเท่านั้น ส่วนตนอื่นๆจะไม่สนใจในคู่ของนิมฟ์ตนอื่นๆ

 

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคู่ที่ราชินีนิมฟ์ที่สูงส่งเลือกด้วยตนเองนั้น พวกเธอไม่มีความคิดเกินเลยไปเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว

พวกเธอถือกําเนิดจากมารดา เผ่าพันธุ์สายเลือดคือทุกสิ่ง ส่วนคู่ของตนนั้นมีได้เพียงหนึ่ง

 

แสงแดดที่เริ่มคล้อยลงแต่เสียงที่อยู่ภายในยังไม่หยุดลง ไนเรลที่มีพละกําลังมากแม้แต่ราชินีนิมฟ์ที่กระหายในตัวของเขา เธอก็เริ่มที่จะรับกับความรู้สึกของไนเรลที่ปลดปล่อยมาสู่ตัวของเธอไม่ไหว

“อ้าาา!” ราชินีนิมพ์ร้องออกมาด้วยความเจ็บปนความสุขและความเหนื่อยล้า เธอได้แต่คิดว่าทําไม่ชายหนุ่มคนนี้ถึงมีแรงมากมายขนาดนี้

ซึ่งมันก็ไม่แปลกที่จะเป็นเช่นนี้ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาตั้งแต่สูญเสียทุกคนไนเรลก็ไม่เคยปลดปล่อยความปรารถนาในเรื่องบนเตียงกับใครอีกเลย อีกทั้งสิ่งเลวร้ายที่ตามหลอกหล่อนเขามันก็ยิ่งไม่ทําให้เขามีความรู้สึกเหล่านั้นได้ อาจจะเป็นเพราะไม่ใช่ว่าไนเรลไม่มีอารมณ์ แต่เป็นเพราะเขาเลือกที่เก็บงํามันไว้ในส่วนลึกของจิตใจโดยไม่รู้ตัว

แม้แต่ช่วงที่เขาและเอวาที่ริมแม่น้ําหรือในห้องที่สมาพันธ์นักล่า เขาก็หักห้ามไม่ทําเรื่องแบบนั้นกับเอวา

แต่ในตอนนี้การที่ราชินีนิมพ์ได้เป็นผู้กะเทาะผิวเปลือกโลกในจิตใจ จนภูเขาไฟที่กักขังไว้ปะทุออกมาไม่มีออะไรหยุดยั้งมันได้ มันก็เป็นธรรมดาที่จะต้องรุนแรงเป็นอย่างมาก

ไนเรลที่ขณะนี้เป็นเหมือนกับคราวบอยหนุ่มในโลกที่ป่าเถื่อนได้ดึงเส้นผมที่เป็นเหมือนดังเบี้ยมาของราชินินิมฟ์ ม้าปาสีขาวและบอบบางที่ไม่หวาดกลัวชายหนุ่มอย่างไนเรลก็เข้าต่อด้านนั้นยิ่งทําให้ไนเรลควบมันไปไม่หยุด

 

เสียงที่บ่งบอกถึงการปลดปล่อยของไนเรลที่ดังออกมาเป็นครั้งคราวทุกๆผิวน้ํากระเพื่อมจากกลางสระถึงชายขอบริมสระ ยิ่งนาน เวลาของแต่ละครั้งก็นานขึ้น

จากช่วงเวลาที่แสงแดดขึ้นกลางท้องฟ้าจดจนแสงจันทร์อยู่กลางผิวน้ํา ไนเรลผู้ที่จัดการราชินีนิมฟ์ไม่หยุดก็สลบไปบนร่างของราชินีนิมฟ์ที่ตอนนี้ก็หลับใหลไปตั้งแต่ตอนไหนก็ไม่อาจทราบได้

 

ตัวของไนเรลที่ตามแผ่นหลังมีรอยเล็บรากผ่านเป็นทางยาว รอยสีแดงและรอยกัดที่เกิดขึ้นทุกๆครั้งที่ราชินีนิมฟทนไม่ไหว ปรากฏขึ้นให้เห็นอยู่บนร่างกายที่มีแต่มัดกล้ามของไนเรล

 

ที่ตอนนี้ยังคงนอนทับร่างของราชินินิมพ์ไว้ใต้ตนเอง ได้แสดงถึงชัยชนะที่ว่าแม้ตนจะไม่สามารถหลุดจากการล่อลวงของราชินีนิมพ์ได้ แต่ตนก็ยังเป็นผู้ชายที่กดข่มเธอได้อย่างอยู่หมัด

หลังจากนั้นเขาก็ค่อยๆหลับไปด้วยความเหนื่อยจนถึงขีดสุดจากศึกหนักที่เกิดขึ้นและแล้วทุกอย่างก็ผ่านพ้นไปทั้งแบบนี้

 

เช้าวันต่อมาไนเรลที่ตื่นขึ้นมาด้วยอาการปวดร้าวไปทั้งตัวไม่ว่าจะเป็นบาดแผลที่ยังไม่หายดีของตนเองหรือแม้แต่ช่วงร่างที่ใช้มากเกินไป

 

“เห้อ…” ไนเรลนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน ก็ได้แต่คิดว่าตนเอง ทําอะไรลงไป ถึงแม้จะบอกว่าเขาโดนความสามารถ [ล่อลวง S] ของราชินินิมฟ์ ไม่สิต้องเป็นหญิงสาวที่เขาพึ่งรู้จักกันได้ไม่ถึงวัน

 

ตัวเขาที่ไม่สามารถควบคุมความปรารถนาที่จะทําเรื่องอย่างว่ากับเธอไม่ได้ก็ตาม แต่ดูเหมือนความรู้สึกในส่วนลึกของเขา ไนเรลจะยังรับรู้และจําเรื่องที่เกิดขึ้นได้เป็นอย่างดี แม้แต่ครั้งสุดท้ายที่เขาจัดหนักจนทั้งเธอและเขาหมดสภาพมันก็ยังคงเป็นความรู้สึกที่ติดอยู่ที่ริมฝีปากไม่ห่างหายไปไหน

ไนเรลรู้สึกสับสนกับความสัมพันธุ์ของเขาและราชินีนิมฟ์ที่ตอนนี้ หลับอยู่ในอ้อมแขนของตนเองไม่ได้

 

เขามองไปที่ใบหน้าที่นิ่งสงบที่มีแสงแดดที่สร่องผ่านเข้ามาในห้องที่มีแต่รูและผนังที่พลังลงเป็นจุดๆไป ก็ได้ที่ยิ้มเจื่อนๆ ใช้มือจับไปที่หน้าผากลูบไล้ไล่ลงมาที่หว่างคิ้วและปลายจมูกที่สมบูรณ์แบบของเธอสัมผัสกับริมฝีปากที่อวบอิ่มคู่นั้นที่เผยให้เห็นฟันสีขาวสวย แต่อยู่ๆเธอก็กัดลงไปที่นิ้วของเขาไนเรลรีบดึงกลับในทันที

ไนเรลมองไปที่อีกครั้งและได้แต่คิด ตนเองที่เป็นผู้ชายที่หยาบกร้าน ก็ยังไม่คิดว่าจะมีหญิงสาวที่ถึงแม้จะไม่ใช่มนุษย์ แต่เป็นอสูรนิมฟ์ที่สวยงดงามไม่แพ้หญิงสาวมนุษย์คนใดก็ตามมาหลงรัก ไม่สิมาหลงใหลและอยากได้สายเลือดของเขา

ถึงแม้มันจะไม่ได้เกิดจากความรักแต่เขาก็ได้ทําเรื่องอย่างว่ากับเธอไปแล้ว ไนเรลก็ไม่สามารถปัดความรับผิดชอบและอ้างเหตุผลอะไรไม่ได้

เขาจะต้องทําในสิ่งที่ผู้ชายทุกคนควรทําคือดูแลและปกป้องผู้หญิงของตน

 

“หวังว่าเธอคงจะให้อภัยฉันนะ” ไนเรลที่พึมพําออกมาเหมือนกับจะพูดกับหญิงสาวที่อยู่ในความทรงจําที่เขาทั้งรักและเกียจในเวลาเดียวกัน

 

“อืออ…เจ้าตื่นแล้ว เช่นนั้นทําไมไม่ปลุกเรา” ราชินีนิมพ์ที่ตอนนี้ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้า ๆ เธอมองไปที่ไนเรลด้วยสายตาที่ปกติ แตกต่างจากเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอย่างมาก เธอถามออกมาอย่างเป็นกันเองโดยที่ไม่มีความเขินเลยแม้แต่น้อย ราวกับว่าเมื่อคืนไม่มีอะไร เกิดขึ้นอย่างไรอย่างนั้น

 

“เธอยังมีหน้ามาพูดแบบนี้อีก ยังไม่ยอมขอโทษเรื่องที่วางยาฉันเมื่อวานนี้อีก”

“จะต้องขอโทษอะไร ก็ถ้าไม่ทําแบบนั้นเราจะรับน้ําแห่งชีวิตของเจ้าเพื่อสืบสายเลือดเจ้าให้กับเผ่านิมฟ์ของเราได้อย่างไร?” ราชินีนิมฟ์ลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็ว และมองไปที่เขาอย่างไม่เข้าใจ ราวกับจะบอกว่า ถ้าไม่ทําเรื่องแบบนั้นแล้วจะให้เธอทําแบบไหน” พร้อมกับที่มองลงไปที่ด้านล่างที่ล่อนจ้อนของเขา

ไนเรลที่เห็นสายตาแบบนั้นก็พูดไม่ออก…เธอไม่คิดหรือว่าสิ่งที่ทําเมื่อวานนี้มันไม่ถูกต้องหรือไง

แต่ราชินีนิมฟ์พูดต่อไปอีกว่า “เจ้าไม่ต้องเป็นกังวล เราจะดูแลเด็กน้อยที่เกิดมาจากสายเลือดของเจ้าอย่างดี เธอจะเป็นเผ่านิมพ์ที่แข็งแกร่งเหนือทั้งเราและนิมพ์ตนอื่นๆอย่างแน่นอน เป็นราชินีตนต่อไป เมื่อได้ความสามารถ [เร่งการเจริญเติบโตของพืช A] ของเจ้า หลอมรวมกับความสามารถ [การตอบรับของธรรมชาติ S] ของเรา

ไนเรลฟังสิ่งที่เธอพูดก็ได้แต่ยิ้มรับเท่านั้น เขาจะไปทําอะไรได้ ดูเหมือนเธอมั่นใจเหลือเกินว่าจะท้องอย่างแน่นอน

 

แต่แล้วเขาก็เกิดความสนใจสิ่งหนึ่งนั้นก็คือความสามารถ [การตอบรับของธรรมชาติ S] ที่เธอพูดถึง

“เธอช่วยบอกเรื่องของความสามารถ [การตอบรับของธรรมชาติ S] ให้ฉันฟังได้หรือไม่”

“ไม่ได้…เจ้าไม่ใช่เผ่านิมฟ์” ราชินีนิมฟ์ปฏิเสธออกมาในทันที

ไนเรลที่อยากรู้จนสุดขีดเพราะเขาก็สนใจความสามารถนี้อยู่มาก จึงจัดการทําให้เธอยอมพูดออกมาในทันที “ได้ดูสิว่าเธอจะยอมพูดหรือไม่”

“อ้าาา…”

 

หลังจากนั้นเสียงที่ยั่วยวนใจของราชินีนิมฟ์ก็ดังขึ้นมาอีกครั้งอย่างไม่ตั้งตัว

“ไม่”

“ไม่”

“ยอม..ยอมแล้ว เราบอกแล้ว” หลังจากที่ปฏิเสธไปก็ไม่มีความหมาย ผ่านไปสักพักราชินีนิมฟ์ที่ขอร้องให้หยุดและยอมบอกกับไนเรลด้วยความเหนื่อยหอบ

 

“ถ้าข้าบอกเจ้า เจ้าต้องบอกก่อนว่าสิ่งนี้คืออะไร” เธอที่ใบหน้าแนบอยู่ที่หน้าอกของเขาอย่างอ่อนแรง พร้อมกับใช้นิ้วหมุนวนไปที่เมล็ดพันธุ์ชีวิตที่หน้าอกของเขา

 

“รีบบอกมาเถอะ ส่วนสิ่งที่อยากรู้นั้น? รู้ไปก็เป็นอันตรายกับเผ่าพันธุ์ของเธอเปล่าๆ”

“ก็ได้” ราชินีนิมฟ์คิดสักพักก็ยอมตกลงและไม่ถามถึงเรื่องเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการอีก เพราะจากการที่เธอสัมผัสกับมันด้วยการรับรู้ที่อ่อนไหวของนิมฟ์เธอก็รู้ว่ามันไม่ใช่ของธรรมดา และยังดูมีพลังอํานาจจนหน้ากลัวอีกด้วย

 

re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

ตอนที่ 71 โดนวางยา

 

ไนเรลที่อธิบายความสามารถของตนเองให้ราชินีจนเสร็จ เขาก็ได้แต่มองหน้าราชินีนิมฟ์เพื่อรอคําตอบว่าตกลงเธอจะเห็นด้วยกับความคิดของเขาหรือไม่

 

“เจ้าสามารถทําได้อย่างที่พูดจริง ๆ ใช่หรือไม่”

 

“ถ้าต้นไม้มารดาเป็นพืชจริง ๆ ฉันก็สามารถทําได้ แต่คงต้องใช้ปุ๋ยเยอะพอสมควร”

 

“ปุ๋ย…” ราชินีนิมฟ์ถามออกมา

 

“ใช่ ปุ๋ย” ไนเรลไม่รอช้าเงาด้านหลังของเขาก็มีซากสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 ที่เขาขโมยมาจากเมืองแลกเปลี่ยนโคลอสเซียม แต่ยังไม่หมดแค่นั้นเพรามีซากสัตว์กลายพันธุ์อีกหลายตัวที่เขาเอาออกมาจากคลังเสบียงของยักษ์เถื่อน

 

ต้องบอกก่อนว่ายักษ์เถื่อนนั้นต้องกินอาหารในแต่ละวันเป็นจํานวนมากจากขนาดร่างกายของพวกมัน อีกทั้งของที่กินยังต้องเป็นของที่มีระดับสูงมากพอ ดังนั้นในเสบียงส่วนใหญ่จึงเป็นสัตว์กลายพันธุ์ที่ไม่ต่ำกว่าขั้น 3 ทั้งหมด ซึ่งไนเรลก็เอามาเท่าที่จะมาได้เช่นกัน

 

“ความสามารถนี้มัน…” ราชินีหิมพ์กล่าวออกมาอย่างสนใจต่อความสามารถของมนุษย์เพศชายผู้นี้ สําหรับเธอที่เกิดมายังไม่ถึงปีนั้น จึงไม่รู้เรื่องราวของมนุษย์มากนัก นอกจากมนุษย์ที่ถูกจับขังพร้อมกับเผ่าหิมพ์ และความทรงจําของนิมฟ์พี่สาวและน้องสาวที่ถ่ายทอดให้พวกเธอเหล่านิมพ์ได้รู้แต่เพียงว่ามนุษย์เป็นแค่สิ่งมีชีวิตที่อ่อนแอ แต่โลภมาก ฆ่าฟันกันเอง ในบางครั้งพวกเขาก็มีความซับซ้อนในอารมณ์ที่พวกเธอนั้นก็ไม่เข้าใจ

 

แต่เธอก็ยังสนใจเพราะได้ยินว่ามีมนุษย์ที่เรียกกันว่ามนุษย์ชั้นสูงที่มีพลังและความสามารถแปลก ๆ มากมาย

 

“นี่คือแหล่งกําเนิดพลังของมนุษย์ชั้นสูงสินะ” ราชินีนิมฟ์ที่ตอนนี้ใช้มือจับไปที่คริสตัลวิวัฒนาการตรงหน้าผากของไนเรลอย่างลืมตัวทันทีที่เธอสัมผัสมันก็รับรู้ได้ถึงพลังที่ไหลเวียนอย่างสงบอยู่ภาย

 

ไนเรลที่ตอนนี้ตัวแข็งที่อไปแล้ว เพราะขณะที่เขานําซากสัตว์กลายพันธุ์ออกมาจากเงาอยู่ ๆ ราชินีนิมฟ์ก็ยื่นหน้าเข้ามาแล้วยังมาจับที่หน้าผากของเขาอย่างอยากรู้อยากเห็น

 

ด้วยความที่ราชินีนิมฟ์นั้นใช่ชุดที่เหมือนกับใบไม้ปกปิดแค่ส่วนสําคัญของร่างกายไว้เท่านั้น มันจึงทําให้เขาเห็นเนินเหล่านั้นได้อย่างง่ายได้ กลิ่นหอมที่ลอยเข้ามาทําให้เขาเผลอสูดดมเข้าไปอย่างไม่รู้ตัว

 

“หอมจัง ไม่สิ…เธอกําลังทําอะไร?” ไนเรลรีบหลบสายตาและถอยออกมาเล็กน้อย ในตอนแรกเธอยังระมัดระวังเขาอยู่เลยไม่ใช่หรือไง ทําไมตอนนี้ถึงเข้ามาสัมผัสตัวของเขาแบบนี้

 

“ขออภัยเราก็แค่อยากรู้ถึงพลังของมนุษย์เท่านั้น” เธอกล่าวออกมาอย่างกลับว่ามันเป็นเรื่องปกติในการที่เธอจะตอบสนองต่อความอยากรู้อยากเห็นจนสัมผัสกับตัวของไนเรลก็เท่านั้น

 

มันไม่ได้มีอะไรของเจ้าที่บุบสลายไม่ใช่หรือไงก็แค่จับดูเท่านั้น ราชินีมองมาที่ไนเรลตาปิ้ป ๆ

 

“เออ…เรามาเริ่มกันเถอะฉันก็ไม่รู้ว่าปุ๋ยพวกนี้จะพอไหม” ไนเรลที่ตอนนี้ไม่รู้จะพูดอย่างไรก็ได้แต่เปลี่ยนหัวข้อกลับไปสนใจ รื่องต้นไม้มารดา ซากสัตว์ขนาดใหญ่ที่ถูกในไนเรลที่มีขนาดตัวเล็ก ว่ามาก ยกมันอย่างง่ายดายไปวางรอบ ๆ ต้นไม้มารดา

 

“เอาละมาเริ่มกัน” ไนเรลเดินเข้าไปที่ต้นไม้มารดา ขณะที่เขาวางมือลงไปที่ต้นไม้มารดาอย่างช้า ๆ โดยมีสายตาพิฆาตของราชินีนิมฟ์ที่ตอนนี้กําลังจับจ้องไปที่ต้นไม้มารดาและไนเรลอย่างไม่วางตา

 

ถ้าเกิดเขาทําอะไรที่เป็นอันตรายต่อต้นไม้มารดาละก็เธอจะจัดการเขาทันที

 

ไนเรลค่อย ๆ หลับตาลงพร้อมกับเริ่มใช้ความสามารถ [การเจริญเติบโตของพืช A] ต้นไม้มารดาที่ตอนนี้ได้รับการกระตุ้นจากความสามารถของไนเรลมันก็เริ่มแตกกิ่งก้านสาขาและรากที่ยืดยาวในทันที

 

ไนเรลไม่ได้ควบคุมรากของมันเพราะเขาไม่สามารถทําแบบนั้นได้ แต่สัญชาตญาณของพืชนั้นมันก็รู้ว่าตรงไหนที่มีสารอาหารให้พวกมันใช้ในการเจริญเติบโต

 

รากของต้นไม้มารดาสัมผัสเข้ากับซากของสัตว์กลายพันธุ์ที่อยู่โดยรอบมันค่อย ๆ ย่อยซากเหล่านั้นอย่างรวดเร็วจนสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า

 

หลังจากนั้นต้นไม้มารดาที่จัดการสัตว์กลายพันธุ์ไปจนหมดก็เหมือนกับอัดอั้นพลังงานไว้ภายในจํานวนมากมันก็เติบโตสูงขึ้นอย่างรวดเร็วรากที่มีขนาดใหญ่ขึ้นจนเกาะขนาดเล็กนี้ไม่สามารถลองรับ ได้มันจึงหยั่งรากลงไปในน้ําลําต้นที่สูงกว่า 10 เมตรทันตาเห็นพร้อมทั้งกิ่งก้านและใบที่งอกออกมา

 

ไนเรลที่เห็นถึงขบวนการเติบโตนี้แล้วเขาก็รีบหยุดตัวเองในทันที ด้วยความที่กลัวว่าจะเป็นเหมือนกับตอนต้นคริสตัลวิวัฒนาการที่ใช้ความสามารถเกินไปจนมันเกือบดูดกลืนพลังชีวิตของเขา

 

แต่เพราะความสามารถของไนเรลนั้นพัฒนาไปจนถึงระดับ A ดังนั้นจึงทําให้เขาไม่ได้รับผลกระทบอะไรมากหลังจากที่ใช้พลังไปแค่นี้

 

ไนเรลที่ถอยออกมาก็ยืนมองไปที่ต้นไม้มารดาอย่างพึงพอใจ ส่วนราชินีนิมฟ์นั้นก็รีบวิ่งเข้าไปกอดที่ต้นไม้มารดาในทันที เหมือนดังเด็กสาวที่รู้ว่าแม่ของตนนั้นกลับมาแล้ว

 

ไม่ใช่เพียงแค่ราชินีนิมฟ์เท่านั้นที่เป็นแบบนี้ แต่นิมพ์ตนอื่น ๆ ที่สัมผัสได้ถึงต้นไม้มารดาที่กลับฟื้นขึ้นมาแล้วก็พากันมาล้อมรอบทะเลสาบและสัมผัสไปที่รากของต้นไม้มารดาที่ยื่นออกมาจากผิวน้ําเหมือนกับการติดต่อกับต้นไม้มารดา

 

หลังจากรอให้ราชินีนิมพ์ที่ตอนนี้เหมือนดังเด็กน้อยอ้อนหาแม่อยู่นั้น ไนเรลก็จัดการเก็บกวาดสิ่งที่เหลืออยู่จากตอนที่ต้นไม้มารดาย่อยสลายซากสัตว์กลายพันธุ์ไป

 

มันมีพวกกรงเล็กเขี้ยวและกระดูกที่ไม่ได้ย่อยสลายไปด้วย เหมือนกับตอนของซากจิ้งจกหางหอกก็เช่นกันที่หางกระดูกของมันไม่ได้ย่อยสลายไป

 

ซึ่งวัตถุพวกนี้เขาคิดว่าจะไปมอบให้เมสันจัดการอีกเช่นเคย มันคงจะสามารถสร้างอาวุธและของอย่างอื่นได้อีกมาก

 

ผ่านไปสักพักราชินีนิมฟ์ก็ผลักออกมาจากต้นไม้มารดาและเดินเข้ามาหาไนเรลอย่างชื่องช้า

 

“ขอบคุณเจ้ามาก” ราชินีหิมพ์พูดออกมาอย่างจริงใจ

 

“เรื่องนั้นไม่จําเป็นที่ฉันช่วยก็เพราะน้ําค้างแห่งชีวิต ตอนนี้ในเมื่อต้นไม้มารดาก็ฟื้นกลับมาพอสมควรแล้วถ้างั้นก็คงสามารถสร้างน้ําค้างแห่งชีวิตได้แล้วใช่หรือไม่” ไนเรลถามออกไปถึงเป้า หมายของเขาในทันที

 

“ถึงอย่างใจก็ขอบคุณมาก ส่วนน้ําค้างแห่งชีวิตนั้นถึงท่าน (ต้นไม้มารดา) จะฟื้นมาไม่ถึงหนึ่งในสิบของเมื่อก่อนแต่ท่านสามารถทําได้แล้ว แต่มันคงจะยังไม่ใช่ตอนนี้”

 

“ หมายความว่ายังไง” ไนเรลถามออกมาอย่างสงสัยหรือจะมีเงื่อนไขอื่น ๆ อีก ในการสร้างน้ําค้างแห่งชีวิต

 

“การจะสร้างน้ําค้างแห่งชีวิตได้นั้นต้องรอการมาของแสงแรกแห่งวันเท่านั้น ซึ่งก็คือเช้าวันพรุ่งนี้ อีกทั้งปริมาณที่ได้ก็ยังมีจํากัด” ราชินีนิมฟ์อธิบายออกมาอย่างคร่าวๆ

 

“ถ้าเจ้าไม่รังเกียจก็อยู่พักที่นี่ก่อนสักหนึ่งคืน ในกลางวันนี้เรามีอาหารให้เจ้าเพื่อขอบคุณสําหรับทุกเรื่องเช่นกันด้วย”

 

“เธอหมายถึงงานเลี้ยง”

 

“ใช่ ถ้าตามภาษาของมนุษย์”

 

งานเลี้ยงตอนกลางวัน ปกติแล้วงานเลี้ยงจะจัดกันตอนกลางคืน แต่มันก็ไม่แปลกเพราะนิมฟ์นั้นกําเนิดมาต้นไม้ พวกเธอคงเคยชินกับแสงอาทิตย์ในตอนกลางวันส่วนกลางคืนคือการนอนหลับใหล เหมือนดังต้นไม้

 

“คงไม่มีทางเลือก เอาแบบนั้นก็ได้” ถึงอย่างไรเขาก็ต้องรอน้ําค้างแห่งชีวิตอีกสักอยู่ที่นี่อีก 1 วันอยู่แล้ว

 

ตอนกลางวันที่ราชินีนิมฟรอคอยก็มาถึงอย่างรวดเร็ว ไนเรลที่ตอนนี้รู้สึกแปลก ๆ กับงานลี้ยงของราชินีนิมฟ์ที่ถูกจัดขึ้นในบ้านต้นไม้แห่งนี้ ดูเหมือนที่นี่จะเป็นที่อยู่อาศัยของราชินีนิมพ์

 

แถมในงานนั้นมันไม่มีนิมฟ์ตนไหนอยู่เลยนอกจากราชินีนิมฟ์และตัวเขา

 

ไนเรลมองไปที่สายตาของราชินีนิมฟ์ที่เหมือนกับจะมีความในอะไรอยู่ แต่ทุกอย่างนั้นดูเป็นธรรมชาติเกินไปจนตัวเขาก็ไม่สามารถเดาความคิดของเธอออกได้เลย

 

“นิมฟ์ต้นอื่น ๆ ไปไหน?” ไนเรลนั้นถามออกมาตรง ๆ

 

“ตนอื่น ๆ นั้นต้องอยู่ด้านนอกนี่คือธรรมเนียมของพวกเรา นิมฟ์” เธอเองก็ตอบไนเรลออกไปแบบปกติ

 

ไนเรลได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้คิดมากเริ่มจัดการอาหารที่อยู่ตรงหน้าในทันที แต่ทั้งหมดนั้นมันเต็มไปด้วยผลไม้ทั้งหมด ซึ่งก็เป็นเรื่องปกติอยู่แล้ว เพราะนิมพ์ไม่กินเนื้อสัตว์

 

เมื่อเข้าเมืองตาหลิ่วก็ต้องหลิ่วตาตาม ไนเรลที่ปกติชอบกินเนื้อก็เริ่มลงมือจัดการผลไม้ที่เขารู้จักอยู่ไม่กี่ชนิดแค่นั้น เนื่องด้วยความที่เขาไม่ได้กินอะไรมาตั้งแต่เมื่อวาน อีกทั้งเนื้อสัตว์กลายพันธุ์ทั้งหมดก็โดนต้นไม้มารดาย่อยสลายไปแล้ว ดังนั้นเขาจึงจัดการกินผลไม้ เหล่านี้อย่างเต็มที่

 

ถึงของทั้งหมดนี้จะเป็นผลไม้แต่ก็อย่าได้ดูถูกพวกมันเพราะผลไม้บางลูกนั้นเป็นผลไม้กลายพันธุ์ระดับสูง แม้แต่สัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 เองก็ยังอยากที่จะกินมัน

 

ผลไม้บางลูกอย่างผลบลูเบอรี่ยักษ์ มันให้พลังงานเท่ากับการกินสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 3 เข้าไปทั้งตัวเลย ดังนั้นหลังจากเขากินมันเข้าไปก็ได้รับการเติมเต็มพลังงานที่สูญเสียไปเมื่อตอนใช้ความสามารถ [เร่งการเจริญเติบโตของพืชอย่างรวดเร็ว]

 

แต่หลังจากที่จัดการกับผลไม้บางอย่างไป เขากับรู้สึกแปลกมากร่างกายร้อนแปลก จากประสบการณ์ของเขาไนเรลรู้ได้ในทันทีว่ามันคือ “พิษ

 

“นี่มันหมายความว่าไง” ไนเรลรีบโยนผลไม้ในมือทิ้งทันที

 

“เจ้าไม่เป็นอะไรเลยหรือ?” ราชินีถามออกมาและมองไนเรลอย่างแปลกใจ

 

“ฉันถามเธออยู่นี่มันหมายความว่าไง ทําไมผลไม้ถึงมีพิษ ตกลงเธอจะทําอะไรกันแน่” ไนเรลรู้สึกงงมากทําไมเธอต้องวางยาพิษเขาด้วย ทั้งที่เขาก็ช่วยเผ่าของเธอไว้ เผ่าหิมพ์นั้นไม่น่าจะทําเรื่องแบบนี้ ถ้าไม่ใช่เพราะว่าทุกอย่างที่เขากินไปจะโดนเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการจัดการย่อยสลายทั้งหมด เขาก็คงจะโดนพิษนั้นเล่นงานแล้ว

 

แต่แล้วเขานึกถึงบางอย่างที่กินเข้าไปได้ และนึกถึงเรื่องหนึ่งนั้น ก็คือเรื่องที่นิมฟ์จะจับเพศชายในสายพันธุ์อื่น ๆ โดยจะพาชายที่คนเลือกมามอมเมาด้วยผลไม้

 

หรือว่าที่เธอบอกว่านิมฟ์ตนอื่นต้องรอข้างนอกมันเป็นธรรมเนียม เพราะคงไม่มีใครอยากทําเรื่องแบบนั้นต่อหน้าคนอื่น ๆ

แน่นอน

 

“เดียวสิเธอไม่ได้จะ…” แต่ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไร นิมฟ์ราชินีก็จู่โจมเขาในทันที ด้วยร่างกายที่เต็มไปด้วยเสน่ของเธอ

 

เธอเข้ามาผลักตัวของเขาล้มลงไป พร้อมกับใช้ร่างกายที่ไม่รู้ว่าไปเอาความว่องไวมาจากไหนค่อยมาที่บนตัวของเขา

 

ไนเรลก็คิดอยากจะผลักออกอยู่หรอกแต่เพราะเธอเป็นผู้หญิง เขาคงทํารุนแรงไม่ได้ (จริงๆ นะ)

 

“ในเมื่อกินผลไม้ปลุกกําหนัดที่แม้แต่หมีกินแล้วยังต้องทําการบ้านยังไม่มีผลต่อเจ้า เช่นนั้นกคงต้องใช้วิธีที่รุนแรง” ราชินีนิมฟ์พูดออกมาตรง ๆ อย่างไม่ปิดบัง แต่มันกลับไม่ได้ทําให้ภาพลักษณ์ในฐานะราชินีของเธอดูน่ารังเกียจเลยแม้แต่น้อยกับการที่เธอจะขืนใจชายหนุ่มอย่างไนเรล เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนี้มันก็เป็นเรื่องปกติของเผ่านิมฟ์แบบเธอ

 

“เดี๋ยวสิ หยุดก่อน ค่อย ๆ คุยกันก่อน…” ไนเรลพยายามจะหยุดเธอแต่เขากลับโดนความสามารถ [ล่อลวง S] ของราชินีนิมฟ์เข้าไปอย่างเต็ม ๆ

 

เขาพยายามที่จะใช้ความสามารถประเภทพลังจิตใจของตนคําบัญชาเผ่าพันธุ์ ] เข้าต้านทานเต็มที่ แต่ระดับของความสามารถทั้งสองห่างเกินไป

 

ไนเรลพยายามประคองสติของตนเต็มที่ แต่มันก็ไม่ไหว สติและตัวตนของเขาเริ่มหลุดจนจะคุ้มไว้ไม่อยู่ ร่างกายท่อนร่างเริ่มร้อนขึ้นมาทุกที่

 

แต่สิ่งที่ทําให้เขาหลุดจริง ๆ กลับเป็นเสียงกระซิบของราชินีนิมฟ์ที่แผ่วเบาข้างหูของตนเองว่า “เราต้องการได้สายเลือดของเจ้า ช่วยเราราชินีผู้นี้ได้หรือไม่”

 

Witterry : อะแฮ่ม….คงจะมีฉาก++ ได้เท่าที่เด็กดีจะมีให้ได้ละนะ ไรท์กลัวปลิวไปกับสายลม เพราะฉะนั้นเอาเท่าที่ได้เนอะในตอนต่อไป

re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

 

ตอนที่ 70 ต้นไม้มารดา

 

ก่อนหน้านั้นหลังจากที่ราชินีนิมพ์ได้รับการเสียสละของต้นไม้และผืนปารอบ ๆ ร่างกายของเธอก็ได้รับการฟื้นฟูหลังจากผ่านไปไม่กี่ชั่วโมง

 

นิมฟ์ทุกตนที่เห็นว่าราชินีของตนไม่เป็นอะไรแล้วพวกเธอก็ดีใจกันจนน้ําตาไหลออกมา สําหรับพกเธอแล้วนั้นราชินีถือว่าเป็นทุกอย่างของชีวิต เพราะเผ่าพันธุ์จะอยู่รอดได้ก็ต้องอาศัยราชินี

 

“องค์ราชินี” นิมฟ์แต่ละตนพูดออกมาพร้อมกับที่ก้มหน้าลงไปเพื่อเป็นการแสดงความเคารพที่ราชินีกลับมาอย่างปลอดภัย

 

“เล่าเรื่องมาว่ามนุษย์ผู้นั้นเป็นใคร”

 

หลังจาที่ราชินีนิมฟ์ถามออกไป นิมพ์พี่สาวเพียงหนึ่งเดียวที่ดูเหมือนจะรู้เรื่องของในเรลมากที่สุดเธอก็ใช่การการสื่อสารเฉพาะของเผ่าพันธุ์ส่งต่อความจรงจําในหัวของเธอให้ทุกตนได้รับรู้ถึงเรื่องราวและความเป็นมาของในเรล

 

“เขาต้องการน้ําค้างแห่งชีวิต” ราชินีหิมพ์รู้สึกไม่ไว้วางใจในเรลพอสมควรเพราะในเรลนั้นรู้ความลับของเผ่า เธอในหลาย ๆอย่าง ไม่มีใครจะไว้ใจคนที่รู้ตื้นลึกหนาบางของตนโดยที่ตัวเรานั้นไม่รู้ที่มาที่ไปของเขาแน่นอนแต่เมื่อมีบุญคุณก็ต้องทดแทน

 

ราชินีนิมพ์ได้พาทุกคนไปที่จุดนัดพบที่นิมฟ์สาวตกลงไว้กับในเรล และเมื่อไปถึงนิมฟ์น้องสาวและนิมฟ์เด็กน้อยที่บาดเจ็บก็รู้สึกปลาดใจจนน้ําตาไหลออกมาที่ราชินีและพวกพ้องนิมฟ์ของตนนั้นสามารถหนีออกมาได้

 

ตลอดเวลาที่ทั้งสองถูกทิ้งให้หลบซ่อนตัวอยู่นั้นพวกเธอก็ได้แต่จินตนาการไปว่าในเรลและนิมฟ์พี่สาวจะพลาดท่าโดนจับได้เมื่อนั้นก็จะไม่มีใครกลับมาและพวกเธอสองตนก็จะเป็นสองผู้เหลือรอดของนิมฟ์เผ่านี้

 

แต่ตอนนี้ความกังวลนั้นของเธอหายไปแล้วเมื่อนิมฟ์ทุกตนหนีนรอดกลับมาได้

 

ราชินีนิมพ์ที่เห็นว่านิมเด็กสาวนั้นบาดเจ็บหนักเธอก็รีบเข้าไปโอบกอดด้วยความเป็นห่วงเช่นกัน หลังจากนั้นทั้งเผ่านิมฟ์ก็ออกมาหลบซ่อนตัวห่างจากจุดนัดพบกับในเรล เนื่องจากเธอต้องระวังตัวด้วยกลัวเหตุการณ์ไม่กี่อย่าง เช่นในเรลอาจจะแพ้โดนจับและเผยที่อยู่ของพวกเธอ หรือไม่ในเรลอาจจะมีแผนให้พาพวกของตนมาจับนิมฟ์ทั้งเผ่าไป

 

ซึ่งไม่ว่าสิ่งไหนเธอก็ไม่ยอมมันเกิดขึ้นอีกครั้ง

 

หลังจากที่เสียงของการต่อสู้ที่ตั้งอยู่ห่างไกลเงียบสงบลงไม่นานในเรลก็มาที่จุดพักแต่พอเขาเห็นว่าไม่มีใครอยู่ก็พูดออกมาว่าพวกตนนิมฟ์นั้นเป็นพวกไม่รักษาสัจจะหรือไม่และก็สลบไปในมุมมองของราชินีนิมพ์ที่รับรู้ผ่านต้นไม้

 

เมื่อรอสักพักก็ไม่มีวี่แววว่าในเรลจะมีพวกเธอจึงให้นิมพ์บางส่วนเข้าไปพาตัวในเรลมาและมุ่งหน้าเดินผ่านปาลึกไปโดยอาศัยต้นไม้บอกทางว่าตรงไหนมีสัตว์ร้าย ตรงไหนมียักษ์เถื่อนที่ออกไล่ล่าพวกตน

 

ไม่รู้ว่าเดินทางมาตลอดทั้งคืนนั้นเป็นระยะทางเท่าไหร่แล้วจนพวกเธอเหล่านิมฟ์สาวที่น่าสงสารก็เจอเข้ากับปากทางเข้าถ้ําที่ตรงไปสู้หุบเขาที่สวยงาม ด้านในมีพื้นที่ให้เผ่านิมฟ์ของเธออยู่อาศัยกันได้อย่างปลอดภัยหลบซ่อนตัวได้จากอันตรายต่างๆไม่ว่าจะเป็นสัตว์กลายพันธุ์ที่ดุร้ายมนุษย์ที่แสนโลภมากและยักษ์เถื่อนที่คิดจะค้นหาความลับในธรรมชาติของพวกเธอ

 

ซึ่งนี่ก็คือเรื่องราวทั้งหมดหลังจากที่ในเรลได้สลบไปและเขาก็ตื่นขึ้นมาให้หลังจากนั้น

 

ในเรลที่เดินตามนิมพ์พี่สาวไปนั้น เขาก็สังเกตทุกอย่างรอบข้าง นิมฟ์เหล่านี้ไม่ได้สร้างที่อยู่อาศัยโดยการตัดต้นไม้หรือทําลายพืชพันธุ์เลยแม้แต่น้อย พวกเธอใช้ความสามารถในการควบคุมพืชจัดการสานกิ่งก้านต้นไม้ให้เป็นบ้าน ซึ่งก็มีหลาย ๆคนช่วยกันอยู่

 

ในขณะที่มีนิมฟ์บางส่วนที่จัดการเก็บน้ําค้างและพืชที่กินได้โดยที่พวกเธอเพียงแค่สัมผัสกับต้นไม้เหล่านั้นเพื่อขอผลไม้เท่า นั้น

 

ถ้าผลไหนที่พร้อมจะมอบให้กับเผ่านิมฟ์ ผลไม้เหล่านั้นก็จะร่วงหล่นลงเอง ในขณะที่นิมฟ์บางตนก็ปลูกพืชและเมล็ดพันธุ์ที่แปลกประหลาดจนแม้แต่ตัวเขาก็ไม่รู้ว่ามันคือสิ่งใด

 

ภาพที่ในเรลเห็นอยู่นี้ เขาอาจจะเป็นมนุษย์คนแรกก็ได้ที่ ได้มองดูชีวิตประจําวันของเหล่านิมพ์แบบใกล้ชิดขนาดนี้

 

“ช่างเป็นภาพเจริญหูเจริญตาจริง ๆ” ในเรลพูดออกมาจากใจจริง เพราะที่นี่ต่างเต็มไปด้วยนิมฟ์สาวสวย บางตนนั้นก็น่ารักบางตนนั้นก็ดูบริสุทธิ์อ่อนโยน บางคนก็ดูดีสวยเหมือนกับนางแบบและดารา

 

แต่ที่ทุกตนนั้นมีเหมือนกันคือเสนในการดึงดูดชายทุกคน

 

ดินแดนแห่งนี้คงเป็นสวรรค์ในอุดมคติของชายหลาย ๆคนอย่างแน่นอน ที่จะได้มาใช้ชีวิตที่ห้อมล้อมไปด้วยหญิงสาว

เหล่านี้

 

หลังจากที่เขาชมภาพที่สวยงามอยู่สักพักก็เดินมาถึงใจกลางของหุบเขาแห่งนี้ มันมีมันมีแอ่งน้ําที่เป็นเหมือนกับทะเลสาปขนาดเล็กที่ตรงกลางนั้นมีเกาะอยู่

 

“ประเทศไทกีล่ามีที่ ๆ สวยขนาดนี้ด้วยหรือ” แม้แต่ตัวในเรลที่ผ่านอะไรมามากมายก็ยังคิดว่าที่นี่นั้นสวยเป็นอย่างมากมันเหมือนอยู่คนละโลกที่ไร้ซึ่งการฆ่าฟันและซอมบี้ ซึ่งดูเหมือนกับว่าหุบเขาแห่งนี้นั้นคงจะเกิดขึ้นมาหลังจากโลกที่เปลี่ยนไป

 

“ท่านราชินี ชายที่ช่วยพวกเราไว้ได้ฟื้นแล้ว ข้าได้พาตัวเขามาตามที่ท่านบอกไว้”

 

หลังจากที่เสียงของนิมฟ์พี่สาวพูดออกมาจบไปสักพักก็มมีเสียงที่แม้แต่ในเรลยังหลงไหลดังออกมา

 

“ขอบใจมาก เจ้าไปเถอะ” นิมฟ์พี่สาวได้รับอนุญาติเธอก็แยกจากออกไปในทันทีทิ้งในเรลไว้ตรงนั้นแต่เขาก็ไม่ได้ประหมาอะไร เพราะตอนนี้ในสายตาของในเรลกําลังมองไปที่ตรงกลางของเกาะด้วยความสามรถ [ตรวจจับความร้อน ]ของเขาจึงมองเห็นความร้อนจากตัวของราชินีนิมพ์ได้

 

“พลังชีวิตที่มากมาย” ที่เขาต้องพูดแบบนั้นเพราะที่อยู่ด้านหลังของราชินีนิมฟ์นั้นกลับมีกลุ่มก้อนความร้อนที่ดูเหมือนจะเป็นแค่จุดเล็ก ๆ แต่มันกับอัดแน่นรวมตัวกันอยู่จนเป็นสีน้ําเงินซึ่งดูเหมือนว่ามันก็เชื่อมต่อกับตัวราชินีอยู่

 

“เจ้าสังเกตพอแล้วหรือไม่ ถ้าพอแล้วก็เชิญมาที่นี่ก่อน” เสียงของราชีนีนิมฟ์ที่เป็นเหมือนกับการปลุกเขาจากความสนใจในแสงนั้น เมื่อเขามองไปที่ด้านหน้าก็เห็นว่ามันมีทางเดินที่มาจากรากของต้นไม้ใต้น้ําสานต่อกันเป็นสะพานตรงไปยังใจกลางของเกาะ

 

ในระหว่างที่เดินไปบนสะพานรากไม้ เขาก็สังเกตุน้ําที่ล้อมรอบอยู่นั้นใสมากจนเหมือนกับมันไม่มีอยู่จริง เหนีอผิวน้ํามีหมอกไม่หนาไม่บางรอยตัวอย่างเงียบสงบยิ่งทําให้ที่นี้เป็นเหมือนกับสรวงสวรรค์ไม่มีผิด

 

เดินเพียงไม่กี่สิบก้าวก็มาถึงบนเกาะกลาง แต่มันก็ทําให้เขานั้นอึ้งกับภาพที่เห็น เพราะมีหญิงสาวนางหนึ่งยืนอยู่ เธอนั้นไม่อาจใช้คําว่าสวยมาบรรยายได้ ใบหน้าที่ดูสูงส่งรูปร่างที่แค่มองก็ทําให้ใจสัน กลิ่นหอมที่เหมือนกับดอกไม้ดึงดูดผู้ชายเป็นเหมือนดั่งราชินี่ที่สยบทุกสิ่ง มันคือการรวมตัวกันของความสมบูรณ์แบบที่ธรรมชาติเป็นผู้สร้างสรรค์มา

 

“เจ้าคงจะไม่ได้คิดไม่ดีไม่ร้ายกับเราอยู่ใช่หรือไม่” เสียงของราชินีที่หวานหยดย้อยดังออกมา

 

“ใช่ ไม่ใช่ เกิดอะไรขึ้นกับฉัน เธอทําอะไร?” ในเรลที่เสียกสติตัวเองมาได้รีบเบนสายตาหลบไปในทันที

 

“ขออภัยด้วย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อสักครู่มันคือธรรมชาติของเผ่าหิมพ์ โดยเฉพาะราชินีอย่างเราที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อดึงดูดสิ่งมีชีวิตอื่น”

 

ในเรลได้ยินดังนั้นก็นึกถึงเรื่องบางสิ่งที่เป็นข่าวลือว่านิมฟ์สาวจะคัดสรรค์เพศชายของเผ่าอื่น ๆ เพื่อผสมพันธุ์สืบสายเลือดก็คงจะเป็นจริงดังนั้น

 

เขาจึงระวังตัวเต็มที่เพราะราชินีนิมฟ์นั้น มีความสามรถไล่อลวง S] อยู่ ซึ่งถ้าไม่ระวังตัวเขาอาจจะตกเป็นพ่อพันธุ์อยู่ที่นี่ไปจนตายก็ได้

 

แต่เขาก็แปลกใจที่ราชินีนิมฟ์นั้นมีความสามารถนี้อยู่แต่ทําไมถึงยังโดนยักษ์เถื่อนเหล่านั้นบุกจับตัวไปได้ หลังจากคิดดูยักพวกนั้นคงจะมีสิ่งที่ให้ต้านความสามรถจิตใจได้ เช่นสิ่งหนึ่งที่เขารู้จักก็คือ อัญมณีซอน ที่พวกยักเถื่อนนั้นเรียกหากันมานานที่มีความสามารถปกป้องคนที่สวมใส่มัน

 

แต่เมื่อคิดถึงมันนั้นก็หมายความว่ายักษ์เถื่อนของเลฟอนก็หน้าจะมีติดตัวไว้อยู่ถึงจัดการกับนิมพ์ราชินีได้น่าเสียดายรู้อย่างนี้เขาน่าจะจัดการชิงร่างของเลฟอนมาแต่เขาก็ไม่ได้ดายเพราะในอนาคตเขายังคงมีโอกาสได้รับมันมาอีกมา

 

บางครั้งการที่คนเรารู้ถึงข้อมูลในอนาคต แต่ก็ใช้ว่าจะใช้มันทุกอย่างได้เสมอไป เพราะเราไม่ใช้พระเจ้าบางครั้งเพียงแค่จ้องมองอนาคต ทุกอย่างที่จะเกิดขึ้นก็ไม่เหมือนเดิมอีกต่อไปแล้ว

 

ในเรลพยายามคิดเข้าข้างตัวเอง แต่ถ้าจะพูดตรง ๆ ก็คงจะเป็นเขาที่ลืมมันก็แค่นั้น

 

“แก๊ก ๆ” ในเรลก็แกล้งไอกลบเกลือนความคิดของตนเองและหันมาสนทนากับราชินีนิมฟ์ต่อ

 

“เธอ เรียกฉันมาเพระอะไร? ใช่เรื่องของน้ําค้างแห่งชีวิตหรือไม่ตามข้อตกลงกับนิมฟ์สาวนั้นใช่หรือไม่”

 

“มันทั้งใช่และไม่ใช่”

 

“ทั้งใช่และไม่ใช่” ในเรลถามออกมาอย่างแปลกใจตกลงมันยังไงกันแน่

“เรื่องของน้ําค้างแห่งชีวิตนั้นเราราชินีนิมฟ์สามารถมอบให้กับเจ้าได้แต่มันยังไม่ใช่ในเวลานี้ ถ้าจะพูดให้ถูกต้องก็คือตอนนี้ยังไม่มีน้ําค้างแห่งชีวิต จะต้องรอให้ต้นไม้มารดาท่านกลับคืนสภาพดังเดิมซะก่อน” ราชินีนิมอธิบายพร้อมกับชี้ไปที่แสงความร้อนที่ในเรลสั่งเกตุเห็นในตอนแรก

 

“นี่มัน..” เขามองไปที่ต้นอ่อนของต้นไม้ที่ดูเหมือนจะเติบโตอย่างช้า ๆ

 

“นั้นคือมารดาของพวกเรา ท่านที่กําเนิดมาใช่ช่วงที่พลังงานแห่งการเปลี่ยนแปลงจํานวนมหาศาลนั้นกระจายตัวออกมาเมื่อร้อยห้าสิบราตีก่อน พืชอย่างท่านมารดานั้นได้รับผลกระทบมากกว่าสิ่งมีชีวิตมากมายนัก จนท่านวิวัฒนาการและให้กําเนิดอสูรอย่างพวกเรา”

 

ในเรลฟังเธอและก็คิดตาม “พลังงานเปลี่ยนแปลงที่เธอหมายถึงก็คงจะเป็นพลังงานวิวัฒนาการที่ออกมาจากกล่องแพนโดร่าในช่วงแรกที่เร่งการวิวัฒนาการทุกสิ่งถ้าต้องรอให้ต้นไม้แห่งมารดานั้นโตขึ้นมาเท่ากับการวิวัฒนาการนั้นคงจะใช้เวลาอีกนาน ถ้าเป็นแบบนั้นมันคงไม่ดีแน่นอนแต่จะให้ทิ้งน้ําค้างแห่งชีวิตไปแบบนี้มันก็คงไม่ได้ถ้าเป็นแบบนั้นก็คงต้องใช้

 

“เธอสามารถให้ฉันลองใช้ความสามารถในการเร่งการเจริญเติบโตดูหรือไม่” จากนั้นเขาก็อธิบายในถึงความสามารถที่เขาทําได้ให้เธอฟังแบบคราว ๆ จนแม้แต่ตัวของราชินีนิมพ์นั้นก็ยังคงอ้าปากค้างอยู่

 

อะไรนะมนุษย์เพศชายคนนี้มีความสามารถในการเร่งการเจริญเติบโตของพืชที่แม้แต่เผ่าพันธุ์ของเธอที่กําเนิดมาโดยตรงก็ยังไม่มี นี่มัน

 

ในเรลที่พูดอธิบายถึงความสามารถของตนเองอยู่นั้นไม่ได้รู้เลยว่าความสามารถของเขานั้นสําคัญกับเผ่าพันธุ์นิมฟ์มากแค่ไหนตอนนี้เขาโดนราชินีนิมพ์หมายหัวไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

Witterry : ชี้แจงที่พระเอกใช้ เธอ นาย ฉัน แก เนื่องจากมาจาโลกปัจจุบันส่วนอสูรยักษ์เถื่อนอยากให้เป็นแบบโรราณหน่อย ๆ เลยใช้ เจ้า ข้าตามสถานการณ์ไป มีความคิดเห็นอย่างไรก็สามารถคอมเม้นมาคุยกันได้นะ

re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

 

ตอนที่ 69 ไม่คาดคิด

 

หลังจากการโจมตีครั้งสุดท้ายของไนเรลและเลฟอนที่อลูกด้วยทุกอย่าง ฝุ่นควันก็เข้าปกคลุมไว้จนไม่สามารถเห็นได้ว่าตอนนี้ผลลับเป็นอย่างไรใครอยู่หรือตาย

 

ร่างของไนเรลที่ตัวใหญ่ยักษ์เหมือนดังมังกรได้ค่อย ๆ หดลงอย่างช้าพร้อมกับกลับมาในสภาพของมนุษย์ที่นอนแน่นิ่งไป ส่วนเลฟอนเองที่ตอนนี้ก็นอนหมดสภาพพร้อมกับที่หายใจด้วยความโรยริน ตามตัวของเขาเสื้อผ้ามันนั้นไหม่เกรียมไปทั้งหมด แต่เลฟอนเป็นถึงองค์ชายแห่งเผ่าอัคคีไฟ แค่ระดับ A ของไนเรลนั้นไม่ใช่สิ่งที่สร้างบาดแผลให้กับเลฟอนจนบาดเจ็บสาหัสแน่นอน

 

สิ่งที่ทําให้เลฟอนบาดเจ็บจริง ๆ ก็คือรอยคมเขี้ยวขนาดยักษ์ของไนเรลที่กัดไปที่มันแม้แต่เกาะที่เลฟอนสวมใส่ก็ยังแตกราว

 

ถึงแบบนั้นมันก็ได้ช่วยชีวิตของเลฟอนไว้

 

“ช่วยด้วย…ข้าอยู่ทางนี้”

 

ตอนนี้ทหารยักษ์เถื่อนที่รอดชีวิตอยู่ไม่ถึงครึ่งรีบวิ่งบินไต่ขึ้นมาที่ซากปรึกหักพังและกองตรงมาตามเสียงร้องของเลฟอน

 

“องค์ชายเป็นท่านใช่หรือไม่”

 

“ช่วยด้วยนี้ข้าเอง”

 

“เร็วไปช่วยองค์ชาย” ยักษ์เถื่อนขั้น 4 คนหนึ่งที่ก่อนหน้านี้บาดเจ็บจึงแยกตัวออกไปรีบเข้ามาช่วยเลฟอนในทันที

 

เลฟอนที่ได้รับการช่วยเหลือมันก็รีบให้ทหารยักษ์เอายาของราชวงศ์ออกมากินทันที ยานั้นถือว่ามีประสิทธิภาพสูงมากจนหน้าแปลกใจเลือดเริ่มที่จะหยุดไหลในทันที

 

ซึ่งมันก็ไม่น่าแปลกเพราะถือว่ามันเป็นหนึ่งในยาช่วยชีวิตที่หายากมาก

 

เลฟอนที่ตอนนี้พอจะลุกขึ้นเดินได้แล้ว แต่เขาก็ยังต้องให้ยักษ์เถื่อนตนอื่น ๆ ช่วยประครองอยู่ดี

 

“องค์ท่านต้องรีบกลับไปรักษาตัวก่อน ที่นี่อันตรายเกินไปกลิ่นเลือดอาจจะล่อสัตว์กลายพันธุ์รขั้น 5 มาได้” ทหารยักษ์เถื่อนตนนั้นพยายามพยุงเลฟอนกลับไปที่หลุมทางสู่ใต้พิภพ เพราะมันกลัวว่าอาการของเลฟอนจะทรุดลง ถ้ามีอะไรเกิดขึ้นกับเลฟอน ชีวิตน้อย ๆ ของมันตนนี้ก็ไม่สามารถแบกรับไว้ได้

 

“ไม่ต้อง! ข้ายังไหว พาข้าไปดูเจ้ามนุษย์นั้นมันตายหรือไม่ ซากของมันต้องเอากับไปให้ได้” เลฟอนที่ดูจะหัวดื้อลิ้นเป็นอย่างมากเขาพยายามให้ทหารพวกนั้นพาตนไปหาไนเรล

 

เมื่อมาถึงร่างของไนเรลตอนนี้นอนแน่นิ่งไม่ขยับอยู่ พร้อมกับโดยรอบที่เต็มไปด้วยเศษซากโลหะสีดํา พร้อมกับที่ทหารยักษ์เถื่อนเข้ามาล้อมรอบไว้

 

“ลองเอาดาบแทงร่างมันดู” เลฟอนสั่งออกมาอย่างเยือกเย็นมันไม่ยอมมาโดนไนเรลหลอกแกล้งตายอย่างแน่นอน

 

ทหารยักษ์เลื่อนขั้น 3 ใช้ดาบของตนกรีดไปที่แผนหลังที่เปลือยเปล่าของไนเรลจนเป็นทางยาว ลอยแผลสด ๆ สีแดงเผยให้เห็นเลือดเนื้อที่ควบแน่นกันแม้แต่เผ่าเทพไททันในระดับเดียวกันแบบพวกมันก็ยังไม่สามารถเทียบได้

 

แต่ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ได้ลึกมากเพราะเลฟอนได้ห้ามไว้ด้วยกลัวว่าจะสร้างความเสียหายกับร่างนี้มากเกินไป

 

เลือดที่ไหลออกมา พร้อมกับความกดดันที่เพิ่มขึ้นของทหารโดยรอบที่ได้ตั้งท่าเตรียมรับการโจมตีจากไนเรลแล้ว

 

แต่เมื่อรอไปสักพักก็ยังไม่มีการตอบสนองจากไนเรล ทุกตนก็เริ่มผ่อนคลายลงและคิดว่าไนเรลคงจะตายไปแล้ว

 

เลฟอนมองไปที่ไนเรลก็ตะโกนออกมาด้วยความดีใจ “ฮ่า ๆ ฮ่า ๆ ในที่สุดความลับร่างกายของมันก็ตกเป็นของข้า”

 

เลฟอนรีบผละออกจากทหารยักษ์เถื่อนที่ช่วยพยุงร่างของเขา ตรงเข้าหาไนเรลด้วยความที่ตนต้องการจะตรวจดูสมบัติชิ้นนี้ที่ได้มาอย่างยากลําบาก

 

มันจับไปที่หัวของไนเรลด้วยมือขนาดใหญ่ จับเงยหน้าขึ้นมาเผยให้เห็นใบหน้าที่เต็มไปด้วยเลือด เลฟอนค่อย ๆ ยกร่างของไนเรลลอยขึ้นมาอย่างช้า ๆ แต่มันก็ต้องแปลกใจเพราะที่หน้าอกของไนเรลมีคริสตัลสีเขียว สวยสดงดงามดังเมล็ดพันธุ์พืชที่น่าหลงใหล

 

จนแม้แต่ตัวของเลฟอนที่ศึกษาวิจัยและเห็นสิ่งต่าง ๆ มามากมายก็ยังต้องมนสะกดมัน ในใจของเลฟอน

 

และในใจของเลฟอนเริ่มที่จะคิดถึงอนาคตที่ตนเองได้รู้ความลับของไนเรล ได้ครอบครองธาตุพลังมากกว่าหนึ่ง

 

ได้ขึ้นครองตําแหน่งราชาของเผ่าอัคคีตนต่อไป หรือแม้แต่อาจสะกดข่มเผ่าปฐพีและวารีให้กล้มหัวอยู่แทบเท้าก็เป็นไปได้

 

มันได้วาดฝันอนาคตไว้ทุกสิ่งทุกอย่างด้วยหัวใจที่พองโต แต่ฝันทั้งหมดก็ต้องหยุดลงเพราะสายตาของมนุษย์ที่กําลังจ้องมองมัน

 

เลฟอนที่เห็นแบบนั้นก็ตกใจมาก แต่มันก็สายไปภายในเสี้ยววินาที่ในมือของไนเรลที่ไม่รู้ว่าไปเอาเศษซากศรดําที่แหลมคมมาจากไหนแทงเข้าไปที่ปลายครางของเลฟอนทะลุเข้าสู่สมองของมันโดยตรง

 

แม้แต่เสียงร้องสักครั้งก็ยังไม่มีโอกาสได้แปล่งออกมา ทหารยักษ์เถื่อนที่อยู่ด้านหลังของเลฟอนก็มองอย่างแปลกใจที่เห็นว่าอยู่ ๆ เลฟอนที่จับหัวของไนเรลยกขึ้นมาก็มือสั่น จากนั้นร่างของไนเรลก็หลนลงจมหายเข้าไปในเงา

 

ทหารยักษ์ยักษเถื่อนขั้น 4 ตนนั้นก็ตกใจรีบเข้าไปรับร่างของเลฟอนที่ตอนนี้กําลังหงายหลังล้มลง

 

เลฟอนที่ตอนนี้ดูเหมือนทุกอย่างจะช้าลงไปแม้แต่ 1 วินาทีก่อนตายมันก็ได้แต่ถามกับตนเองว่าเกิดอะไรขึ้น เป็นไปได้อย่างไรที่ไนเรลไม่ตายในเมื่อโดนยิงด้วยศรดําทะลุหน้าอก

 

ทะลุหน้าอกทะลุหน้าอก และนั้นก็เป็นควาคิดสุดท้ายของเลฟอน ที่ค่าใจมันจนตายก็ไม่ได้รับคําตอบ

 

เพราะที่หน้าอกของไนเรลไม่ได้มีรองรอยของศรดําที่ยิงทะลุ มีแต่เศษของศรดําที่แตกกระจายออก

 

ไนเรลที่ตอนนี้อาศัยจังหวะที่ยักษ์เถื่อนทุกตนกําลังตกใจกับการตายของเลฟอนจนทําอะไรไม่ถูกในเวลาเพียงไม่กี่สิบวินาทีก็หนีออกมาไกลจน ต่อให้ยักษ์เถื่อนพวกนั้นก็ตามหาไม่เจอแล้ว

 

เขาไม่จําเป็นต้องต่อสู้อีกแล้ว เพราะเพียงแค่นี้เป้าหมายของเขาทั้งสองอย่าง ที่หนึ่งช่วยราชอนีนิมฟ์และหนึ่งจัดการฆ่าเลฟอนผู้ที่จะมาเป็นตัวอันตรายของมนุษย์อีกหนึ่งก็ถือว่าเสร็จสิ้นแล้ว

 

แถมยังได้ของอีกหลายอย่างในคลังที่ไนเรลคิดว่ามีค่ากับสมาพันธุ์นักล่า ได้เก็บกลับมาก่อนที่เขาจะทําลายทุกอย่างในนั้นที่ไม่สามารถเอาไปได้

 

ไนเรลที่มาโผล่ออกไปนอกชายปานอกค่ายยักษ์เถื่อนที่มีเสียงร้องตะโกนอย่างโกรธแค้นของยักษ์ทหารเหล่านั้นที่เขาดันไปฆ่าองค์ชายของพวกมันไล่หลังมา

 

เขากระโดดข้ามเงาไปอีกหลายครั้ง เพื่อออกจากตรงนี้ให้เร็วที่สุด พร้อมกับที่ในใจคิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงสุดท้าย

 

ในจังหวะที่เขากัดเข้าไปที่ตัวของเลฟอนก็เป็นจังหวะเดียวกับที่เขาโดนศรดํายิงเข้าไปใส่กลางหน้าอก แต่ไม่รู้ว่าเลฟอนยิงแม่นเกินไปหรือไม่ เพราะมันดันไปยิงโดนเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการที่ผสานรวมกับเขาเข้าอย่างจัง

 

แต่แน่นอนว่าศรดํานั้นจะมาเทียบกับเมล็ดพันธุ์ที่สุดแสนจะลึกลับนี้ได้อย่างไร ศรดําที่ปะทะเข้ากับเมล็ดพันวิวัฒนาการก็แตกกระจายออกไปในทันทีจนเป็นเศษซากเหล็กสีดําอย่างที่เห็น

 

ถ้าไม่ใช่เพราะเลฟอนที่คิดโลภมากในความลับของไนเรลมันก็คงจะคิดได้ถึงบาดแผลที่ไนเรลควรจะมีจากศรดํา

 

แต่ทุกอย่างก็เกิดขึ้นแล้วและเลฟอนองค์ชายแห่งเผ่าอัคคีจอมเจ้าเลห์แผนการก็มาตายด้วยเส้นผมแห่งความโลภที่บดบังภูเขาไว้

 

ไนเรลที่ตอนนี้ก็เจ็บหนักเช่นกันไหนจะแผลโดนมีดแทงหลังที่โดนกรีดและซีกโครงที่โดนศรดํายิงแบบถาก ๆ นั้นอีก

 

เขาก็ต้องรักษาตัวอีกหลายวัน แต่ตอนนี้เข้าต้องไปรวมตัวกับนิมฟ์ทั้งหลายก่อน อ้อลือมบอกไปก่อนที่ไนเรลจะเริ่มแผนการเขาก็ปล่อยให้มนุษย์ทั้งหมดที่ถูกกักขังอยู่ในกรงไปที่ป่า เส้นทางที่ใกล้ที่สุดในการเดินทางไปที่โคลอสเซี่ยมเพื่อจะให้พวกเขาไปส่งข่าวเรื่องยักษ์เถื่อนว่าให้ระวังพวกมันไว้

 

เพราะเขามั่นใจว่าจะฆ่าเลฟอนได้สําเร็จและมันต้องน้ำความโกรธแค้นมาสู่ยักษ์เถื่อนและพวกมันจะต้องไปลงที่มนุษย์แน่นอน

 

แต่เขาก็ยังเลือกที่จะทําอยู่ดี เพราะไม่ว่าอย่างไรยักษ์เถื่อนพวกนี้เป็นศัตรูกับมนุษย์อยู่แล้ว

 

ส่วนอีกเหตุผลก็คงเป็นเพราะว่าเขาต้องไปที่เผ่าหิมพ์ ซึ่งนิมฟ์ทั้งหลายก็คงไม่ต้อนรับมนุษย์พวกนี้อยู่แล้ว(เว้นตัวไนเรลที่เป็นผู้มีพระคุณและมั้งนะ)

 

ไนเรลที่แบกล่างที่บาดเจ็บของตนไปที่จุดนัดพบที่มีนิมฟ์น้องสาวและนิมฟ์เด็กที่บาดเจ็บอยู่

 

แต่เมื่อไปถึงเขากลับไม่พบใครเลยแม้แต่น้อย

 

“บัตซบ นิมฟ์สาวเหล่านั้นจะเป็นพวกโกหกจริง ๆ หรือทอดทิ้งผู้มีพระคุณ”

 

ไนเรลที่ไม่รู้ว่าตอนนี้รู้สึกอย่างไรก็นั่งพักลงและหลับตางีบไปเพราะความเหนื่อยจึงทําให้เขาเผลอหลับไป

 

ไนเรลที่ตอนนี้ตกใจตื่นขึ้นมาและรู้ว่าตอนนี้เช้าแล้ว ตามตัวของเขาที่ไม่ได้สวมใส่อะไรไว้เลยแม้แต่น้อย มันกับเต็มไปด้วยสมุนไพรจํานวนมากที่เหมือนกับตะไคร่น้ำปกคลุมไปตามตัว จนเขาคิดว่าตนเองหลับไปนานหลายปีตะไคร่น้ำขึ้นเต็มตัว

 

“นี่มัน” ไนเรลรู้สึกงุนงงเป็นอย่างมากว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่เมื่อเขามองไปที่นอมสาวที่อยู่ด้านข้างก็เข้าใจว่าตนเองคงหลับไปแล้วถูกนิมฟ์สาวพวกนี้พาตัวมารักษา

 

เดี๋ยวก่อนสิตอนนี้ตัวเขากําลังล่อนจ้อนอยู่ไม่ใช่ว่านิมฟ์เหล่านี้คงมองไนเรลน้อยกันจนหมดแล้วนะ

 

ไนเรลรีบเอามือมาปิดไนเรลน้อยไว้ทันที นั้นก็ทําให้นิมพ์พี่สาวที่เฝ้าเขาอยู่รู้สึกตัวว่าไนเรลตื่นแล้ว

 

“เจ้าตื่น ๆ แล้ว ราชินี้ต้องการที่จะพบเจ้า” เธอมองไปที่ไนเรลด้วยสายตาที่ไม่เหมือนกับมองผู้ชายที่แก้ผ้าเลยแม้แต่น้อย มันเหมือนกับว่าตัวเขาเป็นแค่ท่อนไม้เท่านั้น

 

“เดี๋ยวก่อนสิ..” เขายังไม่ทันพูดนิมพ์พี่สาวก็เดินออกไปในทันที

 

re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

 

ตอนที่ 67 รอยยิ้มที่หายไปของเลฟอน

 

ยักษ์เลื่อนขั้น 4 ทั้งสองคน หนึ่งใช้ดาบขนาดใหญ่ที่ยาวกว่า 3 เมตรฟันไปที่ในเรลพร้อมกับที่อีกหนึ่งใช้ขวานที่ด้านหนึ่ง เป็นฆ้อนฟันมาจากทิศทางด้านบนโจมตีผสานปิดทางหนีของในเรลไว้จนหมด

 

ตูม!

 

การโจมตีของทั้งสองตนลงไปที่จุดที่ในเรลอยู่ แต่มันกลับฟันโดนแต่อากาศที่ว่างเปล่า ส่วนการโจมตีจากขวานขนาดใหญ่ก็ทําลายดินโดยรอบการโจมตีแตกร้าวกว่า 10 เมตรก็ไม่สามารถสัมผัสในเรลได้แม้แต่น้อย

 

เพราะตอนน้ําในเรลได้ใช้ความสามารถเงาแล้วมาโผล่อยู่ที่ด้านหลังของยักษ์ขั้น 4 ทั้งสอง

 

ในเรลที่มาโผล่อยู่ด้านหลังของยักษ์ได้ใช้ดาบหนักกระดูกของเขา ที่ดึงออกมาจากเงาทั้งสองเล่มฟันส่วนกลับไปที่ด้านหลังของยักองครักษ์ทั้งสอง แต่ยักษ์องครักษ์ก็ไม่ได้อ่อนแอ มันกลับหมุนตัวอย่างคล่องแคล่วใช้ดาบและขวานรับการโจมตีของในเรล พร้อมกับที่ใช้หมัดต่อยใส่ในเรลซึ่งเขาก็ใช้หมัดของตนในร่างมนุษย์ปกติต่อยปะทะเข้ากับมัน

 

จากแรงปะทะเมื่อสักครู่ทําให้ไนเรลกระเด็นถอยไปอย่างแรง

 

“หึ แค่มนุษย์คิดจะเทียบพละกําลังกับข้า ลาโก” ยักษ์เถื่อนองครักษ์ตนที่ต่อยในเรลพูดออกมาอย่างดูถูก

 

ไนเรลที่ตอนนี้รู้แล้วว่าใช้เพียงแค่ความสามารถ [พละกําลัง 50 เท่า] คงไม่สามารถเอาชนะยักษ์เถื่อนพวกนี้ได้ แต่เขาก็รู้อยู่แล้วเพียงแต่แค่อยากจะลองทดสอบพลังของตนก็เท่านั้น

 

ลาโกยักษ์เถื่อนไม่คิดที่จะให้ในเรลได้พักมันกับโจมตีเข้าใส่ไนเรลในทันที ยักษ์เถื่อนอีกตนที่เห็นดังนั้นก็ลงมือโจมตีในเรล เช่นกัน โดยมันพ่นไฟออกมาจํานวนมหาศาลเข้าไปจุดที่ไนเรลยืนอยู่

 

แต่แล้วก่อนที่การโจมตีจะมาถึงตัวของในเรล ร่างกลายของเขาก็ขยายใหญ่ขึ้นพร้อมกับเกล็ดของกิ้งก่า โดยเขาใช้ความสามารถอมนุษย์ [กิ้งก่ายักษ์ B] และ [ร่างไททัน B] พร้อมกัน

 

ลาโกที่เห็นว่าท่าไม่ดีแล้วแต่มันก็ไม่สามารถหยุดการพุ่งเข้าหาไนเรลได้เพราะระยะมันประชิดเกินไป

 

ดังนั้นลาโกจึงทุ่มพลังทั้งหมดใช้ขวานของตนฟาดลงไปใส่ไนเรลโดยตรง

 

แต่ไนเรลกลับใช้การบิดตัวเพียงเล็กน้อยหลบการโจมตีและจับเข้าไปที่แขนของลาโกบัดมันอย่างแรงเหวี่ยงตัวของเขาไปทางเพลิงของยักษ์เถื่อนอีกตนที่โจมตีเข้ามา

 

อ้ากกก!

 

ลาโกร้องออกมาด้วยความเจ็บจากการบิบข้อมือของไนเรล และเพลิงที่เพื่อนของตนพ่นออกมาไม่ยั้ง

 

แต่เมื่อยักษ์ตนนั้นเห็นว่าในเรลใช้ลาโกเพื่อยักษ์เถื่อนของตนมาเป็นโล่กันไฟมันก็หยุดการโจมตีทันที

 

ถึงแบบนั้นร่างของลาโกที่โดนไนเรลเหวี่ยงวาก็ชนเข้ากับมันอย่างแรง ตัวของลาโกและยักษ์เถื่อนตนนั้นกระเด็นไปชนโล่ของยักษ์เลื่อนขั้น 3 ที่ล้อมไนเรลอยู่รอบ ๆ

 

ยักษ์เถื่อนขั้น 3 กว่า 50 ตัวที่เห็นว่ายักษ์องครักษ์สองตนพลาดท่าพวกมันก็ไม่รอช้าส่งยักกว่า 10 ตนลอบโจมตีไนเรลในทันที

 

ตูม! ตูม!

 

ทั้งลูกไฟและดาบขนาดใหญ่พุ่งตรงไปที่ร่างของไนเรลที่สูงกว่า 6 เมตรจนพวกมันยักษ์เถื่อนยังคิดว่าไนเรลนั้นเป็นยักษ์ซะเอง

 

“บัดซบมนุษย์ชั้นต่ํา พวกเจ้าสองตัวทําอะไรอยู่รีบเข้าไปจัดการมัน” เลฟอนที่เห็นว่ายักษ์ของตนเสียท่าก็รีบสั่งให้พวกมันเข้าไปจัดการไนเรลต่อ

 

ลาโกและยักษ์องครักษ์ลุกขึ้นมาด้วยทาทีที่ไม่เป็นอะไรมาก ยกเว้นก็แต่ลาโกที่เจ็บข้อมือเล็กน้อยและรอยไหม้ที่ชดเกาะและผิวหนังเล็กน้อย

 

สําหรับพวกยักษ์เถื่อนเผ่าอัคคีแล้ว ไฟนั้นใช้ไม่ได้ผลกับพวกมันมากนัก

 

ร่างกายของพวกมันสามารถป้องกันไฟได้ในระดับหนึ่ง และไฟของยักษ์เถื่อนองครักษ์ทั้งสองก็ไม่ได้สูงต่างกันมากนัก

 

“ตาย!” ยักษ์เถื่อนองครักษ์ทั้งสองเข้าไปเสริมทัพกับยักษ์เลื่อนขั้น 3 ที่เหลือในการจัดการกับไนเรล

 

การปะทะของไนเรลและยักษ์เดือนนั้นเป็นไปอย่างดุเดือด แต่เพราะมียักษ์เถื่อนขั้น 4 สองตนคอยกดข่มไนเรลและยังมีเลฟอนที่ใช้ธนูยักษ์ที่สร้างมาจากโลหะพิภพ ที่ว่ากันว่ามีความแข็งแกร่งและยืดหยุ่นมากโจมตีเขาที่เผลออยู่ตลอด ถ้าไม่ใช้เพราะว่าในเรล ใช้ความสามารถเงาหลบได้พ้นตัวของเขาคงโด ยิงทะลุด้วยลูกธนูนั้น เหมือนกับยักษ์เลื่อนขั้น 3 ที่โดนลูกหลง แม้แต่โล่หนักที่มันถือก็ยังไม่สามารถป้องกันได้

 

โล่ที่แตกออกพร้อมกับยักษเถื่อนที่ล้มลง เลฟอนที่เห็นดังนั้นก็โกรธมากมันใช้ทุกคนโจมตีด้วยไฟโดยไม่สนใจว่าจะสร้างความเสียหายให้แก่ค่ายเลยแม้แต่น้อย

 

“ จัดตั้งขบวนผสานการโจมตี” เลฟอนสั่งการออกมาในทันที

 

พร้อมกับใช้ยักษ์เถื่อนหลายตัวรวมถึงยักษ์องครักษ์ขั้น 4 ทั้งสองใช้เพลิงโจมตีหลอมรวมกันเข้าหาไนเรล

 

เขาที่เห็นแบบนั้นก็ไม่รอช้า ใช้ความสามารถไฟของตัวเองอย่างเต็มที่เช่นกัน ไฟทั้งสองปะทะและหมุนชนกันไม่หยุด

 

ดูเหมือนว่าไนเรลและยักษ์คิดจะวัดกันว่าใครจะหมดแรกไปก่อน แต่แน่นอนเลฟอนที่รอจังหวะนี้นั้นก็ใช้ธนูอีกดอกยิ่งไปที่ไนเรล

 

ธนูที่โดนดึงจนโก่งสุดคันธนู พร้อมที่จะยิงไปที่ไนเรล เลฟอนคิดว่าธนูดอกนี้จะทําให้ในเรลหมดสภาพหรือถึงขั้นบาดเจ็บสาหัดอย่างแน่นอน

 

เซลล์ตามร่างกายของในเรลส่งสัญญาณที่รับรู้ได้ถึงอันตรายร้องเตือนอย่างรุนแรง เขามองไปที่เลฟอนที่ตอนนี้พร้อมจะยิงแล้ว

 

“เสร็จข้าละ” เลฟอนพูดออกมาพร้อมกับจะปล่อยการโจมตี แต่ในจังหวะนั้นเองที่อยู่ ๆ เงาที่มาด้านหลังก็ลอบโจมตีเลฟอน ทําให้ลูกธนูที่ยิงพลาดไปโดนกระดูกซี่โครงข้า งซ้ายของไนเรล

 

“อั่ก” ไนเรลที่กระอักเลือดออกมาพร้อมกับรีบกระโดดเข้าไปในเงาถอยห่างออกมาอีกร้อยเมตร เพื่อที่จะหลบไฟของยักษ์เถื่อนที่ร่วมกันโจมตี

 

เลฟอนที่ถูกเงารอบโจมตี มันก็ใช้คันธนูขวางกันการโจมตีนั้นไว้ได้อย่างฉิวเฉียด พร้อมทั้งใช้มีดสั่นที่มันพกติดตัวแทงไปที่เงายักษ์โดยรอบที่เห็นเหตุการณ์ก็รีบเข้ามาช่ วยเลฟอนทันที

 

เมื่อเงาเห็นว่าการโจมตีของตนนั้นไม่สามารถจัดการกับเลฟอนได้มันก็ถอยกับไปตั้งหลักเคียงข้างกับไนเรล

 

แต่เพราะมันโดนเลฟอนแทงไปที่เอวหนึ่งที่ถึงแม้ตัวมันจะไม่ได้เป็นอะไร แต่ไนเรลที่ต้องยอมรับผลสะท้อนจากพลัง มีรอยมีดแทงของเลฟอนด้วย ถึงมันจะเป็นการบาดเจ็บที่ได้รับเพียงแค่ 50% แต่มันก็ยังเป็นการบาดเจ็บ

 

ไนเรลไม่ได้มีเวลาจะไปสนใจสําหรับร่างไททันมันมีพลังชีวิตที่สูงแผลแค่นั้นไม่ทําให้เขาแผลได้อย่างแน่นอน

 

ไนเรลใช้ไฟของตนเองเผาไปที่บาดแผลเพื่อห้ามเลือดโดยตรง ซึ่งเป็นการปฐมพยาบาลชั่วคราวให้เขาต่อสู้ได้อย่างไม่มีปัญหาไปก่อน

 

เลฟอนที่ลุกขึ้นมาได้ก็รู้สึกโกรธมากที่ยักเลื่อนขั้น 4 ทั้ง 4 ตนที่เขาส่งไปจัดการกับเงา พึ่งจะตามมาถึง

 

“บัดซบพวกเจ้าทําไมถึงให้เงาขั้นต่ํานั้นลอบโจมตีข้าได้ พวกเจ้าอยากตายอย่างงั้นหรือ”

 

ยักษ์เลื่อนขั้น 4 ทั้ง 3 ตนคงเข่าลงไปด้วยความกลัว พวกเองก็ไม่รู้จะอธิบายอย่างไรเช่นกัน เพราะอยู่ดี ๆ เงานั้นก็ขยายร่างใหญ่และเล่นงานยักษ์เลื่อนขั้น 4 อีกคนไปที่เงาอย่างแรงด้วยความสามารถที่แปลกประหลาดของเงา ที่การโจมตีของเงาจะกระทบถึงเจ้าของ

 

ทําให้ยักษ์ตนนั้นถึงกับบาดเจ็บหนักและตอนนี้ก็ได้ให้ยักษ์เลื่อนขั้น 3 ตนอื่น ๆ ช่วยกันพาไปรักษ์ตัวอยู่

 

ส่วนเงาที่โจมตียักษ์นั้นเสร็จแล้วมันก็ไม่จนใจพวกเขาอีกวิ่งลัดเลาะมาที่นี่ในทันที

 

ทั้งสามตนที่มาถึงก็เห็นว่าเลฟอนโดนเงานั้นโจมตีไปแล้ว หลังจากที่เลฟอนได้ยินดังนั้นเขาก็ต้องเก็บเรื่องนี้ลงไปก่อนจัดการเจ้ามนุษย์นี่และเงานั้นก่อนแล้วค่อยไปลงโทษพวกมัน

 

เลฟอนและยักษ์เถื่อนที่ตอนนี้ได้ยืนเผชิญหน้ากับไนเรลและเงา โดยมีฉากหลังเป็นแสงของเปลวไฟที่เผาที่พักที่ไม่เป็นฉากหลัง

 

เลฟอนมองไปที่ไนเรล และเขาก็สังเกตุเห็นบางอย่างเหมือนว่าในเรลจะบาดเจ็บและเป็นจุดเดียวกับที่เขาโจมตีเงานั้น

 

“เจ้าบาดเจ็บ ดูเหมือนว่าเงานั้นจะมีการเชื่อมต่อบางอย่างกับเจ้าสินะ ฮิ ๆ ฮ่า ๆ”

 

เลฟอนหัวเราะออกมาด้วยความบ้าคลั่งดูเหมือนว่าเขาจะเจอเข้ากับจุดอ่อนของในเรลแล้ว

 

“โจมตีไปที่เงานั้น” เลฟอนสั่งยักเลื่อนขั้น 4 ที่ตอนนี้มารวมตัวกันอยู่ถึง 6 ตนรวมเลฟอนด้วย

 

ซึ่งดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะกลายเป็นศึก 6 ต่อ 2 โดยที่ยักษ์เลื่อนขั้น 3 ได้แต่อยู่วงนอกคอยหลบไม่ให้โดนลูกหลงเท่านั้น

 

“ตาย! !” ไนเรลที่เห็นว่าทั้ง 6 คนเข้ามาจัดการกับเข้า ไนเรลก็ไม่รอช้าเปิดฉากการโจมตีก่อนเลย

 

“เจ้านั้นและที่ต้องตายตอนนี้จะหนีไปไหนได้” เลฟอนและยักษ์เถื่อนที่ใช้ทุกการโจมตีใส่ไนเรลไม่หยุด จนถึงขนาดที่ว่าในเรลและเงาป้องการโจมตีหนึ่งครั้งก็จะมีสองครั้ง โจมตีโดนเขา แต่ถึงแบบนั้นในเรลก็ยังโจมตีสวนกลับไปได้โดยการใช้กรงเล็บฟันไปที่ท้องของพวกมันไม่ก็ใช้นิ้วเหล็กในรอบโจมตีโดยการยอมรับการโจมตีและโจมตีด้วยนิ้วเหล็กในสวนกลับไป

 

หนึ่งในยักษ์เถื่อนขั้น 4 ที่โดนนิ้วเหล็กในของไนเรลไปก็ถึงกับบาดเจ็บสาหันในทันที แต่เขาก็ต้องต่อยมันไปถึง 3 ครั้งติดต่อกัน ตอนนี้เขาเหลือการต่อยได้อีกแค่ 1 ครั้งเท่านั้น เพราะเขาใช้ 6 ครั้งในการจัดการกับยักษ์เถื่อนสองตนที่เฝ้ากรงขังของนิมพ์ไป

 

“ยอมแพ้ซะ” เลฟอนที่เห็นว่าพวกของตนโดนความสามารถแปลกของมนุษย์คนนี้จนถึงกับบาดเจ็บสาหัส เขาก็ไม่คิดจะออมมืออีกเพราะไม่รู้ว่ามนุษย์คนนี้มีความสามารถอะไรอีก

 

เลฟอนรู้ว่าพวกโฮโมก็มีตัวตนที่เรียกกันว่า โฮโมชั้นสูงที่เหมือนกับมนุษย์ชั้นสูงคนนี้ แต่พวกนั้นกลับไม่มีความสามารถที่หลากหลายคล้ายกับว่ามนุษย์คนนี้ ซึ่งเหมือนกับอสูรซะมากกว่า

 

นั้นยิ่งทําให้เขาสนใจชายคนนี้เข้าไปอีก มนุษย์ชั้นสูงที่มีความสามารถหลากหลาย ถ้าเขาจับมันมาได้จะต้องไขปริศนาความลับของในเรลอย่างแน่นอนโดยเฉพาะรอยสักที่อยู่บนหน้าอกนั้น

 

ถึงผ้าคุมขนาดใหญ่ของในเรลที่พอกลายร่างแล้วเขาจะใช้มันจะปกปิดร่างกายและคริสตัลวิวัฒนาการบนหน้าอกไว้ แต่มันก็ยังเผยให้เห็นถึงรอยสักสีทองของใบไม้ที่มองก็รู้ว่าไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน

 

จนแม้แต่เลฟอนเห็นก็สนใจมัน

 

เลฟอนที่รอบโจมตีเงา ด้วยธนูของตนอย่างรุนแรงจนเงา เริ่มที่จะรักษารูปร่างเอาไว้ไม่ได้ ส่วนไนเรลก็ได้รับบาดเจ็บไปด้วย

 

ไนเรลที่แย่งชิงขวานและดาบมาจากยักษ์เถื่อนองครักษ์มาตอนไหนไม่รู้ได้ใช้มันรับการโจมตีจากหมัดที่เต็มไปด้วยเปลวไฟที่ปกคลุมกําบันนั้น และยังใช้กวาดการโจมตีอย่างรุนแรงจนทําให้ยักษ์เลื่อนขั้น 4 ทุกตนถอยห่างออกไปในทัน

 

ไนเรลที่หอบหายใจรีบเรียกเงากลับมาในทันที พร้อมกับมองไปที่ยักษ์เถื่อนสองตนที่โดนกรงเล็บที่ท้องของเขาจนมันนอนหายใจโรยริน และยักษ์เถื่อนอีกหนึ่งที่ตอนนี้โดนพิษของเขาและตายลงไปแล้ว

 

ในขณะที่บริเวณรอบ ๆ นั้นกับเต็มไปด้วยเศษซากของชิ้นส่วนร่างกายของยักษ์เลื่อนขั้นที่ 3 ที่หลบลูกหลงจากการโจมตีหรือการโจมตีที่ในรเลตั้งใจไม่พ้นนอนตายเกลื่อนอยู่

 

เลฟอนที่เห็นแบบนั้นเองก็ปวดใจเล็กน้อย เพราะยักษ์เถื่อนเหล่านี้นั้นเป็นคนของเขาเองไม่เกี่ยวกับทหารของเผ่า มันผู้สนับสนุนที่เขามีในเผ่า ถ้าตายไปหนึ่งมันก็จะหายไปหนึ่ง

 

ถึงแบบนั้นเขาก็ยังคิดว่ามันคุ้มค่า ถ้าเขาจับมนุษย์คนนี้และเอาไปที่โลกใต้พิภพได้และทําการศึกษามนุษย์คนนี้จนรู้ความลับในร่างกายของเขา บางทีเขาอาจจะค้นพบวิธีการเข้าถึงพลังธาตุรูปแบบอื่น ๆ ได้

 

เมื่อนั้นเขาก็อาจจะควบคุมได้ทั้งไฟ ดิน น้ํา ลม และอีกมาก จากนั้นตําแหน่งราชาของเผ่าอัคคีตนต่อไปก็จะต้องตกเป็นของเขาอย่างแน่นอน

 

“เจ้ายังไม่ยอมแพ้อีกอย่างนั้นหรือ แผนการของเจ้าทั้งหมดล้มเหลวแล้ว ข้าสัญญาว่าถ้าเจ้ายอมแพ้และบอก ที่ซ่อนของนิมฟ์และมนุษย์ที่เจ้าพาหนีไปมาซะ เมื่อข้าทํา การทดลองกับร่างกายของเจ้าข้าจะไม่ทําให้มันกระจัดกระจายมากนัก

 

เลฟอนที่จ้องไปที่ในเรลทิ้งอาวุธในมือพร้อมด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน เพราะเขาคิดว่าในเรลนั้นไม่สามารถหนีไปจากมือของเขาได้พ้นแล้วจึงคิดจะทิ้งอาวุธและยอมจํานน

 

“ฮ่า ๆ” ไนเรลที่อยู่ ๆ ก็หัวเราะออกมาอย่างบ้าคลั่งเมื่อได้ยินว่าแผนการของเขานั้นล้มเหลวแล้วจากปากของเลฟอน เขายิ้มจนตาหยืมองไปที่เลฟอน

 

“เจ้ายิ้มอะไร?”

 

“ก็เจ้าถามหาพวกนิมพ์ไม่ใช่หรือ” ไนเรลก็หันสายตาของเขาไปทางที่พักของเลฟอนที่ยังราชินีนิมฟ์เขาไว้

 

เลฟอนที่เห็นดังนั้นก็เริ่มเข้าใจบางอย่างได้ ตัวล่อไม่ได้มีแค่หนึ่ง แต่มีถึงสองบัดซบเอ๊ย

 

รอยยิ้มบนใบหน้าของเลฟอนหายไปในทันที

re Zombie World โลกซอมบี้อีกครั้ง

 

ตอนที่ 66 ตัวล่อ

 

ไนเรลหันไปพูดกับนิมฟ์พี่สาวให้บอกพวกของเธอว่า “เขาจะพาทุกคนออกไปจากกรงก่อนแล้วจะไปช่วยราชินีนิมฟ์”

 

หลังจากนั้นไนเรลก็พาทั้งหมดเข้าไปในเงา ด้วยพื้นที่เงา 100 เมตรนั้นมันก็พอให้นิมฟ์เหล่านี้และมนุษย์เข้าไปได้ ที่ไนเรลตัดสินใจช่วยมนุษย์ด้วยเพราะไม่อยากให้พวกยักษ์เถื่อนได้ศึกษามนุษย์ไปมากกว่านี้ อีกอย่างเขาก็ยังถือว่าเป็นเผ่าพันธุ์มนุษย์เช่นกัน

 

หลังจากจัดการช่วยนิมฟ์และมนุษย์เข้าไปในเงาแล้ว ไนเรลก็เดินไปที่หลุมที่มีศพจํานวนมาก ในตอนแรกไนเรลคิดว่ามีแค่ศพมนุษย์แต่ที่จริงกลับมีศพนิมฟ์อยู่ด้วย เขาจึงจัดการเก็บร่างบางส่วนของนิมฟ์มาเพื่อดูดซับความสามารถควบคุมพืชของนิมพ์ที่ไม่รู้ว่ามีจริงแท้แค่ไหนมาด้วย

 

เพราะถ้าได้ใช้ความสามารถ [ควบคุมพืช] รวมกับความสามารถ [เร่งการเจริญเติบโตของพืช A] ของเขาไนเรลก็คิดว่าในปานี้คงไม่มีใครสู้เขาได้ และมันจะเป็นอีกหนึ่งท่าไม้ตายของเขา

 

“ถือว่าร่างพวกนี้เป็นค่าตอบแทนบางส่วนก็แล้วกันที่ช่วยนิมพ์ในเผ่าก็แล้วกัน”

 

ไนเรลใช้เวลาสักพักหาที่พักของเลฟอนเจอ แต่เขายังไม่ได้เข้าไปเพราะมันกลับเต็มไปด้วยยักษ์เถื่อน ขั้น 4 ที่ดูเหมือนพึ่งจะเลื่อนระดับพลังขึ้นมาจํานวน 2 ตนยืนเฝ้าอารักขาอยู่รอบๆ

 

เขาคิดว่าสามารถจัดการกับพวกมันได้ แต่ก็คงต้องใช้เวลาและมันก็ต้องทําให้เลฟอนที่ตอนนี้น่าจะเป็นขั้น 4 เช่นกันก็รู้ตัวและออกมาร่วมกับยักษ์จัดการเขาแน่นอน

 

“ไม่รู้ว่าที่นี่ยังมียักษ์เถื่อน ขั้น 4 อยู่อีกกี่ตน” ไนเรลมองไปที่พวกมันและคิดหาวิธีที่จะล่อยักษ์เถื่อนพวกนี้ออกไปและจัดการช่วยราชีนีนิมพ์และจัดการฆ่าเลฟอนได้อย่างไรโดยที่ไม่มียักษ์เถื่อนตนอื่น ๆ มาขัดขวาง

 

ในขณะที่มองไปที่เงาที่ไหวไปมาตามเปลวไฟที่พัดตามแรงลมของยักษ์เถื่อนพวกนั้นไนเรลก็คิดแผนการขึ้นมาได้ เงา

 

หลังจากที่เตรียมการเสร็จเรียบร้อย ไนเรลก็มาโผล่อยู่อีกทางของค่ายยักษ์เถื่อนเผ่าอัคคี เขาก็ใช้ความสามารถ [เงา S] ในทันที เงาที่อยู่ทางด้านหลังของเขาเริ่มควบแน่นรวมตัวกันกลายเป็นร่างที่จับต้องได้ ไนเรลไม่ต้องพูดอะไร เงาก็รู้ได้ว่าเขาอยากให้มันทําอะไร

 

เงา ที่เปรียบดังสัตว์ร้ายกลายพันธุ์ขั้น 4 เข้าสู่โจมที่ทางฝั่งตะวันตกของค่ายยักษ์เถื่อนในทันที

 

มันจัดการทําลายทุกอย่างที่ขวางหน้า ใช้คบไฟเผ่าที่พักจนวุ่นวายไปหมด ดูเหมือนว่า เงา จะกลัวว่ายักษ์เถื่อนจะไม่เห็นตนเองที่ตัวดํามืดเป็นถ่านมันจึงครามและร้องตะโกนอยู่เป็นระยะ

 

ที่พักของเลฟอน ขณะนี้เขากําลังจะศึกษาร่างกายของราชินีนิมฟ์ที่เปลือยเปล่าอยู่บนเตียงเหล็กกล้ามไว้ด้วยโซ่พร้อมกับจดบันทึกไว้ด้วย มันบันทึกทั้งจุดอ่านโครงสร้าง จนถึงรายละเอียดสิ่งต่าง ๆ โดยที่ราชินีนิมฟ์นั้นถูกจับมัดไว้ไม่สามารถขัดขืนได้เลย

 

“ร่างกายของเจ้าช่างสมบูรณ์แบบมาก ติดอยู่อย่างเดียวที่เกิดมาในเผ่าพันธุ์ชั้นต่ำ” เลฟอนใช้มือขนาดใหญ่ของเขาลูบไล้ไปตามร่างกายของราชินีนิมฟ์ มือขนาดใหญ่ที่สัมผัสไปทุกส่วนของร่างกาย โดยเฉพาะหน้าอกที่สมบูรณ์แบบมือขนาดใหญ่ของยักษ์เถื่อนแบบเลฟอนก็ยังจับถนัดมือ

 

ราชินีนิมที่สูงศักดิ์กัดฟันมองไปที่เลฟอนและพยายามให้ความสามารถ [ล่อลวง S] กับเลฟอน แต่มันกับไม่ได้ผล อัญมณีที่หน้าอกของเลฟอนได้ส่องสว่างขึ้นมาปกป้องเขาไว้

 

มันคือหนึ่งในแร่หายากมากที่สามารถส่งคลื่นพลังในการรบกวนความสามารถพลังจิตใจที่โจมตีมาใส่ผู้ที่สวมใส่ได้

 

เพี้ยะ!!

 

เลฟอนตบไปที่หน้าของราชินีนิมฟ์อย่างแรงจนเลือดสีเขียวของเธอไหลออกมาจากปาก

 

“สิ่งมีชีวิตชั้นต่ำแบบเจ้าคิดจะสะกดจิตข้าอย่างนั้นหรือค่อยดูเถอะถ้าเจ้าไม่บอกว่าเมล็ดพันธุ์แห่งมารดาซ่อนไว้ที่ไหน ข้าจะเฉือนเนื้อเจ้าออกทีละนิดทีละนิดให้สู้ตายดีกว่าอยู่”

 

“ถุย! ต่อให้ข้าตายเจ้าก็ไม่มีทางได้ไป”

 

ราชินีนิมฟ์พูดออกมาด้วยภาษาของยักษ์เถื่อน เนื่องจากเธอถูกจับมาหลายวันและทุกครั้งเธอก็จะแอบเรียนรู้ภาษาของยักษ์เถื่อน เพราะการที่รู้ว่าศัตรูพูดอะไรกันจะทําให้เธอมีโอกาสหลบหนีมากขึ้น

 

“โอ้ ดูท่าเจ้าจะพูดภาษาของพวกข้าคล่องแล้ว งั้นก็ดีจะยอมมอบมันมาให้หรือไม่”

 

“ไปตายซะ” ราชินีหิมพ์ใช้สายตาที่แนวแน่มองไปที่ยักษ์เถื่อนอย่างโกรธแค้น บัดซบยักเตือนตนนี้มันโหดเหี้ยมกับเผ่าพันธุ์ของเธอมาก ที่ผ่านมามันพยายามใช้ชีวิตของนิมพ์หลายตนในการข่มขู่เธอ

 

เธอพยายามที่จะใช้ร่างกายที่น่าหลงใหลและความสามารถล่อลวงของเธอจัดการกับมัน แต่เจ้ายักเลื่อนตนนี้ก็ไม่หลงกลสนใจร่างกายของเธอเลยแม้แต่น้อยกลับกันมันอยากจะผ่าวิจัยร่างกายของเธอที่เกิดขึ้นมาจากธรรมชาติมากกว่า

 

“เดี๋ยวก็รู้ว่าพลังชีวิตของเจ้าจะทําให้การทรมานนี้กลายเป็นฝันร้าย” (พลังชีวิตของนิมฟ์สูงมากมันจึงทําให้นิมฟ์ตายยาก)

 

ในขณะที่เลฟานกําลังจะใช้มีดลงมือกรีดลงไปที่หน้าท้องของอย่างช้า ๆ

 

“อ้าๆ!!” นิมพ์ราชินีพยายามกัดฟันแน่นแต่ไม่นานเธอก็กรีดร้องออกมาเพราะมีดที่กรีดมานั้นมันร้อนดังไฟลาวา แผดเผาเนื้อและรอยแผลของเธอ

 

สําหรับพวกนิมฟ์อย่างเธอแล้วไฟก็เป็นเหมือนกับอาวุธศักดิ์สิทธิ์ในการสะกดข่มเผ่าพันธุ์นิมฟ์ของเธอ

 

แต่ก่อนที่รอยกรีดจะลงไปลึกกว่าเดิม อยู่ ๆ ด้านนอกก็มีเสียงทหารยักษ์เถื่อนรีบเข้ามารายงานสิ่งที่เกิดขึ้นทันที

 

“รายงานองค์ชาย มีสิ่งมีชีวิตประเภทเงาโจมตีที่อยู่ภายในค่าย ไม่รู้ที่มาที่ไป แต่อยู่ ๆ มันก็โผล่ออกมาขอรับ”

 

เลฟอนหยุดมือคิ้วที่ขมวดแน่นในทันที เขาวางมีดลงและเดินออกไปข้างนอกในทันที

 

“อยู่ ๆ ก็โผล่ออกมา พวกเจ้าจัดการมันไปหรือยังเล่ามาให้ละเอียด”

 

“เอ่อ..ยังขอรับ เนื่องจากสิ่งมีชีวิตตัวนี้ว่องไวเป็นอย่างมากระดับพลังของมันน่าจะเท่ากับระดับ 4 เลยทีเดียว อีกอย่างมันพยายามสร้างความวุ่นวายและกรีดร้องไม่หยุด” ทหารยักษ์เถื่อนรายงานออกมาด้วยสีหน้าแกรงกลัว

 

เลฟอนมองไปทิศทางที่เกิดขึ้น มันเต็มไปด้วยไฟที่ไม่และแผดเผาไปทุกที่ ถึงแบบนั้นมันก็ถูกดับลงด้วยความรวดเร็วเพราะความสามารถในการควบคุมไฟของเผ่าอัคคี แต่ถึงแบบนั้นความวุ่นวายก็ยังไม่จบมีแต่จะมากขึ้น

 

เงา นั้นถึงกลับฆ่ายักษ์เลื่อนขั้นที่ 3 ไปหลายตน

 

เลฟอนก็รู้ได้ทันทีว่าเงานั้นคือ เหยื่อล่อดึงความสนใจ “พวกเจาไปตรวจดูที่ขังสิ่งมีชีวิตชั้นต่ำอย่างพวกมนุษย์และนิมฟ์หรือยังว่ามีความผิดปกติอะไรหรือไม่”

 

“ยัง…”

 

“งั้นรออะไรอยู่รีบไปตรวจดูสิ” เลฟอนไล่ทหารยักษ์ออกไปในทันที หลังจากนั้นไม่นานทหารตนนั้นก็กลับพร้อมด้วยสีหน้าตกใจ เพราะพวกนิมฟ์และมนุษย์รวมถึงยักษ์เถื่อนที่เฝ้ายามอยู่ก็หายตัวไปทั้งหมด

 

เมื่อเลฟอนได้ยินแบบนั้นก็ปะติดปะต่อเรื่องทั้งหมดได้ในทันที

 

“คิดจะเล่นเกมกับข้างั้นหรือได้” เลฟอนยิ้มออกมา จากนั้นก็สั่งให้ยักษ์เลื่อนขึ้นที่ 4 ทั้งหมดออกไปจัดการกับเงานั้นทันที

 

หลังจากนั้นตัวเขาก็ออกไปด้วยเช่นกัน แต่ก่อนออกไปเขาก็ยิ้มอย่างมีเลห์ในออกมามองไปที่ที่พักที่ขังราชินีนิมพ์ไว้

 

ที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะว่าพอเลฟอนอยากให้ตัวการที่สร้างเงานั้นหลงเชื่อว่าเขาพายักษ์เถื่อนออกไปจัดการกับเงาแล้ว

 

อันที่จริงเลฟอนกลับแบ่งกองกําลังบางส่วนโดยมียักษ์เลื่อนขั้น 4 ที่เป็นทหารองครักษ์ของเลฟอนจํานวน 2 ตน และยักษ์เลื่อนขั้นที่สามอีก 20 ตนมาแอบซุ่มดักรอโจมตีคนที่จะมาช่วยนิมฟ์ราชินี

 

ต้องบอกให้รู้ก่อนการที่ศัตรูใช้แผนนี้แสดงว่าพลังของพวกมันต้องไม่แข็งแกร่งมากและอาจจะอ่อนแอกว่าขั้น 4 จึงให้แผนนี้บางที่เจ้าหนูตัวน้อยนี้อาจจะมีความสามารถในการอําพางตัว จึงทําให้เทพไททันแบบพวกเขาตรวจไม่พบ ซึ่งนี้ก็คือความคิดของเลฟอน

 

แต่มันกลับผิดพลาดตรงไหนหรือไม่ก็ไม่รู้เพราะอยู่ ๆ ก็มียักษ์เถื่อนรายงานกลับเลฟอนว่ามีมนุษย์โจมตีที่คลังเสบียงอาหารมาจนของทั้งหมดเสียหาย

 

แม้แต่ทหารระดับ 3 ก็ไม่สามารถหยุดมันได้

 

“นี่มันเกิดอะไรขึ้นหรือข้าจะคิดผิด” เลฟอนรู้สึกงงมากเพราะแทนที่มนุษย์นั้นจะสร้างสถานะการณ์เพื่อเข้ามาช่วยราชินีนิมฟ์ แต่มันกลับไปโจมตีที่คลังเสบียงแทน หรือว่าที่มันทําทั้งหมดก็เพื่อ สิ่งของเหล่านั้น

 

ยิ่งเลฟอนคิดก็ยิ่งสมเหตุสมผล มนุษย์ที่เป็นเผ่าพันธุ์โลภมากแบบพวกโฮโม จะมาสนใจช่วยคนอื่น ๆ ได้อย่างไร

 

คาดว่าที่ช่วยนิมพ์ในกรงนั้นออกไปก็คงเป็นเพราะว่าจะจับตัวไปเป็นทาส ส่วนตัวล่อก็เพื่อดึงดูดความสนใจและตัวเอง แอบเข้าไปขโมยของในคลังที่มีทั้งเนื้อของสัตว์กลายพันธุ์ และอาวุธของยักษ์เถื่อนบางส่วนเก็บรักษาไว้อยู่ แต่แบบนี้มันจะเรียกแอบได้อย่างไรทั้งที่เสียงดังขนาดนี้ หรือมนุษย์นั้นลงมือพลาดก็เป็นไปได้

 

แต่เลฟอนยังสงสัยในหนึ่งเรื่องนั้นก็คือ มนุษย์นั้นใช้วิธีการไหนในการพานิมพ์และทาสมนุษย์จํานวนมากออกไปโดยที่ไม่มีใครเห็นดูเหมือนว่าเขาจะเจอเข้ากับพวกมีความสามารถแปลก ๆ เข้าแล้ว

 

ใบหน้าของเลฟอนมีรอยยิ้มที่น่าขนลุกขึ้นมาทันที มันคือใบหน้าแห่งการหลงไหลและตื่นเต้นเมื่อได้เจอกับของเล่นใหม่ ๆ

 

“ไป!” เลฟอนไม่รอช้าและรีบตรงไปหามนุษย์คนนั้นในทันที ด้วยกลัวว่ามันจะหนีไปซะก่อน

 

ไนเรลที่ตอนนี้กําลังฆ่ายักษ์เลื่อนขั้น 3 ที่มีเขาสีน้ำตาลที่หัวอย่างเมามัน ยักษ์เถื่อน 20-30 ตนก็ลุ่มล้อมเข้ามาจัดการหยุดเขาไม่ให้ทําความเสียหายไปมากกว่านี้

 

“ฆ่ามันก่อนที่ของทั้งหมดจะเสียหายไปมากกว่านี้”

 

“ใช้ขบวนทัพล้อมมันไว้ ระวังไฟของมันหลบก่อน”

 

“ตายซะเจ้าหนูสกปรก อ๊ากกก”

 

ไนเรลใช้ความสามารถไฟในในการจัดการกับยักษ์เถื่อนที่ลุมล้อมเข้ามาได้อ่างเต็มที่ แต่ยักษ์นั้นพวกมันกลับต้องคอยระวังในการเผ่าสิ่งขิงและเสบียลของตนอยู่ตลอดเวลาทําให้แม้ว่าพวกมันจะมีพวกมากกว่าแต่ก็ไม่สามารถแสดงพลังออกมาได้อย่างเต็มที่

 

ในขณะที่พวกมันถูกมนุษย์ที่สูงไม่ถึงเอวจัดการจนแทบจะหมดสภาพอยู่ ๆ ก็มีเสียงสั่งการดังขึ้น

 

“ทั้งหมดที่เป็นขั้น 3 ถอยออกมาจัดขบวนทัพรักษาพื้นที่โดยรอบไว้ส่วนขั้น 4 ทั้งหมดโจมตีมัน”

 

เสียงที่ดังมานั้นก็คือเสียงของเลฟอนที่สั่งการออกมา ซึ่งเมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็พากันจัดรูปขบวนใหม่ในทันที

 

ไนเรลที่ได้ยินเสียงสั่งการ เขาก็เดาได้ว่านั้นคือเลฟอน ถึงแม้จะไม่เคยเจอตัวจริง แต่ชื่อเสียงของเลฟอนในฐานะยักษ์เถื่อนที่ต้องฆ่าก็ถือว่าดังมาก

 

เลฟอนที่ตรงเข้ามาพร้อมกับองครักษ์ขั้น 4 อีก 2 คนก็มองไปที่ไนเรลอย่างสนใจ ในตอนแรกเลฟอนคิดว่าไนเรลจะหลบหนีไปเมื่อเจอขัน 4 แบบพวกเขาแต่เขากับคิดผิด

 

ไนเรลไม่เพียงแต่จะกล้าเผชิญหน้ากับเขาแต่ยังกล่าวท้าทายเขาอีกด้วย “นายคือ เลฟอน องค์ชายแห่งเผ่าอัคคีใช่หรือ ไม่”

 

“หึมเจ้ารู้เรื่องของพวกข้าเยอะพอสมควรเลย ทําไมเจ้าไม่หนีไป หรือคิดว่ามีพลังเท่ากับ ขั้น 4 แล้ว คิดจะเข้ามาในค่ายหรือออกไปเมื่อไหร่ที่ใจต้องการอย่างนั้นหรือ ข้าขอบอกให้เจ้าขัดแขนขาของตนและยอมแพ้ซะไม่งั้นจะโดนตัวตนขั้น 5 ของพวกเราจัดการ”

 

“ฮ่า ๆ นายคิดว่าฉันไม่รู้งั้นหรือว่าโล่พลังที่กักขังพวกยักษ์ตัวเหม็นจึงพังแค่ชั้นนอกเท่านั้น มันมีแค่พวกไม่เกินขั้น 4 เท่านั้นที่ออกมาได้ หรือถ้าจะมีขั้น 4 ที่เลื่อนเป็นขั้น 5 ได้มันก็คงไม่อยู่ที่ค่ายนี้แน่นอนไม่งั้นคงออกมาจัดการกับฉันแล้ว ไม่ต้องลําบากให้องค์ชายเผ่าอัคคีออกหน้าเองหรอก”

 

เลฟอนที่ตอนนี้ก้มหน้าหรี่ตามองไนเรลอย่างเย็นชา แต่ภายในใจกลับเริ่มกลัวไนเรลขึ้นมาบ้าง เพราะไนเรลรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพวกมันเยอะเกินไป รู้ทั้งเรื่องเขาและเผ่าอัคคี รู้แม้กระทั่งโล่พลังที่กักขังพวกเขา

 

มนุษย์นี่รู้เรื่องของพวกเขาเยอะเกินไป ต้องจับมาตรวจสอบความจริงให้ได้ว่าพวกมันได้ข้อมูลมาจากไหน หรือมีเผ่าพันธุ์ยักษ์เลื่อนตนไหนที่คิดคดทรยศ

 

“ไปจับมันมาให้ได้ไม่ต้องสนใจว่าจะเสียอะไร” เลฟอนไม่รอช้ารีบสั่งยักษเลื่อนขั้น 4 สองข้างของตนในทันที

 

พร้อมทั้งให้ทหารคนอื่น ๆ ล้อมไนเรลและคอยลอบโจมตีในการต่อสู้เป็นตายไม่มีคําว่าเกียรติมีแต่แพ้ชนะเท่านั้น

 

ไนเรลที่เห็นว่าความสนใจของยักษ์เหล่านี้มาอยู่ที่ตนเองและเงาแล้วก็ยิ้มออกมาทุกอย่างยังคงเป็นไปตามแผน

 

แต่ก่อนที่เขาจะได้ทันดีใจก็ต้องจัดการกับยักษ์เถื่อนที่ล้อมเขาก่อน

 

Wittterry : ไรท์ต้องขออภัยที่ช่วงนี้ลงช้า เพราะอากาศหนาวแล้วพิมพ์ไม่ไหว ขอให้รีดเดอร์ทุกคนรักษาสุขภาพกันด้วยนะ ห่มผ้ากันด้วยโดยเฉพาะตอนอาบน้ำ ส่วนไรท์ขอเปิดน้ำให้ไหลเท่ ๆ พอ

 

ตอนที่ 65 เข้าไปด้านใน

 

สุดท้ายไนเรลก็ได้แต่อธิบายไปว่าเขาต้องการใช้ยาของพวกมนุษย์ในการรักษาแผลให้ไม่งั้นนิมฟ์เด็กนั้นได้ตายก่อนแน่นอน

 

ทั้งสองก็มองไปที่ไนเรลและยื่นมือมาในสายตาบกบอกชัดเจนว่าไม่ไว้ใจเขา ไนเรลมองไปสักพักก็เข้าใจว่าเธอจะจัดการทําแผลให้กับนิมฟ์เด็กสาวกันเอง

 

ไนเรลส่งกล่องยาให้กับทั้งสองตนแต่เขาก็ไม่ลืมที่จะถามออกมา

 

“เธอใช้เป็น” ไนเรลถามออกไปที่นิมฟ์สาวทั้งสองที่ดูจะงุนงงกับยาชนิดต่าง ๆ อยู่ ทั้งสองก็ส่ายหัวเหมือนกับจะบอกว่า พวกเธอทําไม่เป็นอยู่แล้ว

 

ไนเรลได้บอกวิธีการใช้งานยาแต่ละตัวว่าอะไรใช้อย่างไร ให้กับทั้งสองตนได้ฟัง

 

หลังจากที่ทั้งสองจัดการบาดแผลให้กับนิมเด็กเสร็จพวก เขาก็ออกตามหานิมฟ์ตนอื่น ๆ แต่ก็ไม่พบ ซึ่งไนเรลก็ไม่ได้คิดว่าจะพบนิมฟ์ตนอื่น ๆ อยู่แล้ว เพราะถ้ามีตนไหนรอดกลับมาได้พวกเขาก็คงไม่ทิ้งนิมพ์ตัวน้อยไว้อย่างนี้แน่นอน

 

ไนเรลพาทุกคนออกไปจากตรงบริเวณนี้ทันที และมุ่งหน้าไปที่ทิศทางหลุมที่ยักษ์เถือนพวกนั้นอยู่

 

แต่ก่อนจะถึงปากหลุมไม่กี่กิโลเมตรเขาก็หยุดและหา ที่พักปลอดภัยให้ทุกคนได้พัก ส่วนตัวเขาก็ออกไปสํารวจที่ยักเถื่อนอยู่ด้วยตัวคนเดียวจะสะดวกกว่า

 

เขาลัดเลาะไปตามเงาของต้นไม้อย่างเงียบ ๆ และในที่สุดเขาก็ถึงจุดหมาย ไนเรลที่โผล่มาแค่หัวโดยตัวยังคงซ่อนอยู่ในเงาของต้นไม่มองไปที่ค่ายของยักษ์เถื่อนที่อยู่ด้านหน้า

 

ด้านนอกของค่ายที่พวกยักสร้างไว้ชั่วคราว ป่าไม้บริเวณรอบถูกถางออกนําไปสร้างเป็นกําแพง

 

กําแพงค่ายที่สร้างมาจากไม้ทั้งตนตั้งตระหง่านสูงเด่นกว่า 15 เมตร ด้านบนมียักษ์เถื่อนตัวโตที่สูง 4.5 เมตรสลับกัน ยืนเฝ้าเวรยาม ทุก ๆ 1 ชั่วโมงจะมียักษ์เถื่อนที่เดินลาดตระเวนมองดูโดยรอบ

 

“กําแพงสูงเกินไปต้องขึ้นไปที่สูง” ไนเรลมองหาต้นไม้สูงที่พอจะปีนขึ้นไปมองค่ายจากทางด้านบนได้และเขาก็เจอเข้าอยู่หนึ่งต้นห่างไปไม่ไกลมากนักมันสูงกว่า 50 เมตรเลยทีเดียว

 

หลังจากที่ขึ้นมาด้านบนของต้นไม้โดยที่เขาพยายามไม่รบกวนสัตว์กลายพันธุ์ที่อาศัยอยู่ตามต้นไม้ ก็มองไปข้างทางค่ายของยักษ์เถื่อนเพื่อหาธงว่านี้คือเผ่าไหน

 

“ธงสีแดงเพลิงมีเปลวไฟอยู่ตรงกลาง ไม่ผิดจริง ๆ เป็นของพวกเผ่าอัคคี”

 

ธงเหล่านี้คือสัญลักษณ์ประจําเผ่าของยักษ์เถื่อน ตามที่เขารู้มา ยักษ์เถื่อนจะแบ่งออกเป็น 3 ชนเผ่าที่ยิ่งใหญ่นั้นก็ คือ เผ่าอัคคี เผ่าวารี และเผ่าปฐพี ส่วนเผ่าอื่น ๆ นั้นว่ากัน ว่าถ้าไม่สูญพันธุ์ก็หลอมรวมกับเผ่าอื่น ๆ ไปหมดแล้ว

 

เผ่ายักษ์เถื่อนที่ในเรลกําลังเจออยู่นี้คือเผ่าอัคคีพวกหัวรุนแรงที่เห็นมนุษย์เป็นศัตรูคู่แค้น และโหดเหี้ยมเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งก็อาจจะมาจากการที่พวกเป็นเผ่าที่ใช้ไฟ ความโกรธเกรี้ยวของมันจึงอาจจะมีมากกว่าเผ่าอื่น ๆ

 

ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ยักษ์เถื่อนเผ่าอื่น ๆ ก็ไม่ได้มองมนุษย์เป็นมิตรอยู่แล้ว อาจจะเป็นเพราะว่ามนุษย์มีรูปร่างที่คล้าย หรือสืบเชื้อสายมาจากเผ่าโฮโมที่กักขังพวกมันไว้นานนับหลายปี

 

เขามองไปที่กองกําลังของยักษ์เถื่อนเผ่าอัคคีก็ยิ่งขมวดคิ้ว เผ่าอัคคีผู้เชี่ยวชาญในการควบคุมธาตุไฟอย่างแท้จริง ตามตัวของมันใส่เกาะเหล็กที่แข็งแกร่ง ดาบที่มีขนาดใหญ่ อาวุธที่ทรงพลังบวกกับรูปร่างของพวกมันแล้วนั้น ต้องใช้มนุษย์ระดับเดียวกันหลายคนถึงจะสามารถล้มพวกมันได้แต่ละตัว

 

ยิ่งสังเกตดูเขาก็ยิ่งคิดว่าทําไมมนุษย์ก่อนที่จะเกิดเรื่อง ทําไมถึงไม่สามารถตรวจพบโลกใต้พิภพที่กักขังยักษ์เถื่อน พวกนี้ได้กันหรือพวกเขาอาจจะตรวจพบแล้วแต่ไม่มีใคร ยอมรับอย่างทฤษฎีโลกกลวง หรือไม่ก็ไม่มีการเปิดเผยออกมา

 

ไนเรลรีบส่ายหัวทิ้งความคิดไร้สาระพวกนี้ไป เขาต้องหาว่านิมฟ์ราชินี้ได้ถูกกักขังไว้ไหน และเขาก็เจอเข้ากับสิ่งก่อสร้างที่เหมือนกับคุก มันเป็นกรงเหล็กที่กักขังนิมพ์ไว้ ภายในมีนิมฟ์ถูกขังไว้กว่า 70 ตน แต่มันไม่ได้มีแค่นิมฟ์ เพราะกรงข้าง ๆ กลับมีมนุษย์ยังอยู่ด้วย

 

มนุษย์ทั้งหมดถูกเปลื้องผ้าออกยังอยู่ในกรงไม่ต่างจากสัตว์ ด้านข้างมีเหล่ายักษ์เถื่อนที่กําลังทรมานมนุษย์เหล่านั้น เล่นอยู่

 

ดูเหมือนว่านิมฟ์จะได้รับการปฏิบัติที่ดีกว่ามนุษย์มาก

 

นอกจากบริเวณที่ขังแล้วด้านข้างยังมีหลุมที่เต็มไปด้วย ศพที่มีทั้งมนุษย์ถูกโยนลงไป

 

เมื่อเห็นเป้าหมายของเขาแล้วว่าอยู่ตรงไหนในเรลก็ถอยกลับมาออก หาที่นิมฟ์ทั้งสามหลบซ่อนอยู่

 

“เจอ..หรือไม่?” นิมฟ์ผู้พี่ถามออกมาด้วยความเป็นห่วง ในความกังวลของเธอกลัวว่า นิมพ์ทั้งหมดจะถูกฆ่าทิ้งไปแล้ว

 

“เจอนิมพ์ทั้งหมดถูกขังไว้ภายในค่าย เย็นนี้ฉันจะลอบเข้าไปช่วยทุกคนออกมา” ในเรลต้องการที่จะรอให้มีดก่อน ซึ่งความสามารถ [เงา S] ของเขาถึงจะให้ได้อย่างเต็มที่

 

หลังจากที่ดวงอาทิตย์ลับขอบฟ้า เงาของผืนป่าเริ่มบดบัง ค่ายของยักษ์เถื่อนที่ถูกจุดคบเพลิงวางไว้ตามจุดต่าง ๆ

 

เหล่าทหารยามที่เฝ้าอยู่ตามกําแพงค่ายกําลังมองไปด้านนอกของค่ายที่มีแต่ความมืด

 

“เจ้าคิดว่าพวกมนุษย์นั้นจะมีประโยชย์อะไรหรือไม่ ทําไมนายท่านถึงต้องการสอบปากคําพวกมัน สู้ฆ่ามันทิ้งไปเสียดีกว่ามนุษ์ที่น่ารังเกรียจเหมือนกับพวกโฮโม”

 

“เจ้าโง่สิ่งที่ท่านเลฟอนต้องการคือข้อมูล พวกเราถูกกักขังนานเกินไป ดังนั้นจึงไม่รู้ว่าด้านบนผืนดินเปลี่ยนไปมากแค่ไหนแล้ว อีกอย่างดูเหมือนมนุษย์จะมีเทคโนโลยีที่ กล้าวหน้ากว่าพวกเรามาก”

 

“มนุษย์ที่แสนอ่อนแอนั้น แค่เด็กในเผ่าเราก็สามารถขยี้พวกมันได้แล้ว จะไปกลัวทําไม”

 

ในขณะที่ยักษ์เถื่อนกําลังคุยกันอยู่นั้นมันก็หารู้ไม่ว่าใน เรลได้กระโดดเข้าไปในเงาผ่านเข้าค่ายของพวกมันไปแล้ว

 

ในเรลกระโดดผ่านเงาไปเรื่อย ๆ จนไปหยุดอยู่ที่กรงที่ซึ่งขังนิมพ์ไว้ ทุกอย่างนั้นดูง่ายดายเป็นอย่างมาก

 

แต่เขาก็ยังไม่ออกมาจากเงาเพราะจะต้องจัดการกับยักษ์เลื่อนขั้น 3 ทั้งสองตัวที่เฝ้าที่นี่ก่อน

 

“เฮ้ เจ้าว่าเมื่อไหร่กองทัพของเผ่าอัคคีพวกเราจะขึ้นมาจากหลุมสักที ข้าอยากจะไปฉีกเลือดเนื้อของมนุษย์เต็มที่ แล้ว” ยักษ์เถื่อนที่ชื่อว่า ราฟ หันมาถามเพื่อนของมันที่ ตอนนี้ก็ยืนเฝ้ายามด้วยกัน

 

แต่มันก็ไม่มีเสียงตอบกลับมาเลยเมื่อมันหันกลับไปมองก็ไม่เห็นเพื่อนของมันอยู่แล้ว

 

“บัดซบหนี เจ้าหนี้ไปแอบหลบตรงไหนอีก” ราฟคิดว่า เพื่อนยักษ์ของมันหนีไปนอนตนเดียวอีกแล้ว แต่นั้นก็เป็นคําพูดสุดท้ายของมันเพราะเมื่อพูดประโยคนั้นจบก็รู้สึกว่ามียักเถื่อนยืนอยู่ด้านหลังของมัน

 

ราฟที่ยังคิดว่าในเรลเป็นเพื่อนของมัน มันจึงไม่ได้ทันระวังตัว จนโดนมือขนาดใหญ่ซึ่งเป็นมือของในเรลที่ใช้ความสามารถ [ร่างไททัน B] ขยายใหญ่ตัวเองกว่า 4 เมตร

 

จับล็อคปิดปากและใช้ความสามารถ [นิ้วเหล็กในพิษ A] ต่อยเข้าไปที่หน้าอกตรงเข้าสู่หัวใจของราฟโดยตรงถึง 3 ครั้ง

 

ราฟกระตุกเกร็งอยู่ไม่กี่วินาทีก็ตายเนื่องด้วยพิษที่เข้าสูง ร่างกายเป็นจํานวนมาก หลังจากที่ราฟตายในเรลก็เก็บร่างของมันเข้าไปในเงาของตนเพราะถึงอย่างไรร่างกายของยักษ์เถื่อนก็ล้ําค่ามาก

 

ในเรลที่เดินเข้ามาใกล้ทั้งนิมฟ์และมนุษย์ที่ตอนนี้พากันหวาดกลัวและรู้สึกสับสนว่าในเรลเป็นตัวอะไร เพราะในตอนแรกก็เป็นมนุษย์ต่อมาก็เป็นยักษ์ แต่กับจัดการฆ่าพวกเดียวกันเอง

 

แต่แล้วเมื่อในเรลกลับกลายเป็นร่างมนุษย์ทุกคนก็เดาได้ ในทันทีว่าไนเรลคงเป็นมนุษย์ชั้นสูง

 

ส่วนในฝั่งมนุษย์นั้นก็เห็นว่ามีมนุษย์เข้ามาช่วยพวกเขาก็ รู้สึกดีใจมากจนตระโกนเรียกให้ไนเรลช่วยทันที

 

“ช่วยด้วย…นายนะช่วยพวกเราด้วย”

 

“ในที่สุดก็มีคนมาช่วยพวกเราแล้ว”

 

“หุบปาก!” ด้วยความกลัวว่าเสียงของคนที่ถูกขังอยู่ด้านในจะส่งเสียงดังจนยักษ์เถื่อนที่อยู่รอบ ๆ รู้ว่ามีคนแอบรอบเข้ามา ไนเรลจึงใช้ความสามาร [คําบัญชาเผ่าพันธุ์ E] ในการทําให้ทุกคนหุบปากเงียบในทันที

 

ทุกคนที่ถูกขังอยู่ในกรงเป็นแค่มนุษย์ธรรมดาเท่านั้นดังนั้นพวกเขาจึงเชื่อฟังคําพูดของในเรลและเงียบปากลงไปในทันที

 

“ใครคือราชินีเผ่านิมฟ์” ไนเรลถามออกไปแต่นิมฟ์ที่ถูกทั้งหมดก็ไม่มีใครยอมพูดกับเขา

 

ไนเรลจึงให้นิมฟ์ผู้พี่ที่ติดตามมาด้วยในเงาของในเรลออกมา ส่วนนิมฟ์ผู้น้องตอนนี้กําลังดูแลนิมฟ์เด็กที่บาดเจ็บอยู่

 

ทันทีที่นิมฟ์ทั้งหมดเห็นนิมฟ์ผู้พี่ที่ออกมาจากเงาของไนเรลทั้งหมดก็รู้สึกดีใจในทันทีที่เห็นว่ายังมีคนของเผ่าตัวเองรออยู่อีก

 

หลังจากนั้นเธอก็เหล่าให้นิมฟ์ทุกตัวฟังว่าเธอได้ขอให้ไนเรลมาช่วยทุกคน และเธอก็ต้องการรู้ว่าราชินีนิมฟ์อยู่ที่ไหน

 

ไนเรลสังเกตจากสีหน้าที่นิมสาวพวกนี้คุยกันด้วยสีหน้าเคร่งเคลียด เขาก็พอจะเดาได้ว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นกับราชินีนิมฟ์อย่างแน่นอน

 

และก็เป็นอย่างที่ในเรลคิดจริง ๆ เพราะเมื่อนิมสาวหันมาบอกกับเขาว่าราชินีนิมพ์ถูกจับตัวแยกขังไว้ที่ที่พักของยักษ์เถื่อนที่ชื่อว่า เลฟอน

 

เมื่อได้ยินชื่อ ยักษ์เถื่อนเลฟอนไนเรลก็ถึงกับอึ้งและหวาดกลัวออกมาทางสีหน้าทันที

 

“บัดซบทําไมถึงมาเจอมันได้ ทําไมมันปรากฏตัวออกมาเร็วนัก” ไนเรลรีบคิดอย่างรวดเร็วและเขาก็รู้ว่าไม่ใช่เลฟอนที่ปรากฏตัวออกมาเร็ว แต่เป็นเพราะตัวเขามาในจุดที่เลฟอนอยู่ไว้เกินก่อนที่รัฐบาลจะรู้ว่ามียักษ์เถื่อนอยู่

 

“ต้องฆ่ามัน เลฟอนคือหายนะ”

 

ในเรลตัดสินใจที่จะฆ่าเลฟอนทิ้งในทันทีก่อนที่มันจะเป็นอันตรายมากกว่านี้

 

ถ้าพูดถึงเลฟอนในชีวิตที่แล้วของเขาก็ต้องบอกว่ามันคือ หนึ่งใน ยักษ์เถื่อนสายเลือดราชวงศ์ ที่มีความฉลาดและเป็นนักวางแผนผู้เก่งกาจของเผ่าอัคคี

 

เคยมีอยู่เหตุการณ์หนึ่งตอนที่เลฟอนใช้ยักษ์เถื่อนแค่ไม่กี่ร้อยตนบุกทําลายป้อมปราการของทหารมนุษ์ที่มีมากกว่า 3000 คนได้อย่างง่ายดายโดยมันให้วิธีการ ขุดหลุมเป็นจุด ๆ ที่ใต้กําแพงโดยที่ไม่มีใครรู้จากนั้นก็ใช้ความสามารถในการควบคุมไฟ

 

จุดระเบิดทําลายฐานรากด้านใต้ปราการจนทั้งปราการเกิดระเบิดลุกเป็นไฟจากใต้ดิน และจากนั้นก็ถล่มลงกลบฝังทหารและปืนใหญ่ทั้งหมดตายไปในครั้งเดียว

 

หลังจากนั้นเลฟอนก็จัดการฆ่าล้างมนุษย์ที่ยังเหลือรอดอยู่ สําหรับเลฟอนแล้วมนุษย์ก็คือสิ่งที่ควรจะตายไปให้หมด

 

ยังมีอีกเหตุการณ์ที่เลฟอนใช้เชื้อซอมบี้ให้เป็นประโยชน์ วางยาเมืองมนุษย์จนทั้งเมืองกลายเป็นซอมบี้จนหมด

 

อย่าได้คิดว่าพวกมันจะถูกเรียกว่ายักษ์เถื่อนแล้วจะโง่เขลา อันที่จริงแล้วพวกมันเรียกตัวเองว่า เผ่าเทพไททัน แต่เพราะความโหดร้ายของพวกมันที่มีต่อมนุษย์จึงเรียกพวก มันว่า “ยักษ์เถื่อน”

 

เพราะสําหรับมนุษย์แล้วไม่มีใครอยากเรียกปีศาจที่จ้อง แต่จะฆ่าพวกเขาว่าเป็นเทพอย่างแน่นอน

 

ส่วนเรื่องที่มันถูกกังขังไว้ที่โลกใบนี้นั้นก็ไม่มีใครรู้ เพราะ ไม่มีใครเคยเข้าไปถึงใจกลางของโลกใต้พิภพได้มาก่อน

 

และที่สําคัญมนุษย์ก็พึ่งรู้ถึงการมีอยู่ของพวกมัน ถึงแม้มนุษย์จะเคยเห็นตามซากปรักหักพังตามที่มนุษย์โบราณวาดไว้ พีรมิด หรือ สิ่งก่อสร้างที่พวกเขาสันนิษฐานว่ามนุษย์ในยุคนั้นไม่มีทางสร้างมันได้

 

มนุษย์ในยุคปัจจุบันคิดว่าจะต้องมีมนุษย์ต่างดาวช่วยสร้างและถ่ายทอดอารยธรรมให้กับมนุษย์ยุคนั้น แต่ก็ไม่มีหลักฐานที่แน่ชัดจนกระทั้งหลังจากเกิดเรื่องซอมบี้ขึ้น พวก เขาถึงเชื่อว่าเผ่าพันธุ์นั้นก็คือยักเถื่อน และมนุษย์ในยุคนั้นก็คือ พวกโฮโม แต่ทําไม่โฮโมถึงหักหลังยักเถื่อน จนกลายเป็นศัตรูนั้นก็ไม่มีใครรู้ได้

 

ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาหาคําตอบในเรื่องนี้ เพราะสิ่งที่เขาต้องทําในตอนนี้ก็คือ ฆ่าเลฟอนให้ได้ก่อน

 

re zombie world โลกซอมบอีกครั้ง

 

ตอนที่ 64

 

หลังจากที่สองสาวนิมพ์หนีออกมาจากสนามต่อสู้ได้แล้วทั้งสองก็พยายามตรงไปที่ประตูทางออกแต่ดูเหมือนว่าประตูทางออกจากโคลอสเซียมจะถูกปิดไปแล้ว ทําให้ทั้งสองได้แต่มาหลบซ่อนอยู่ในบ้านหลังหนึ่งเพื่อหาทางออกไปจากที่นี่

 

สาวปริศนาที่เป็นนิมพ์ปลอมตัวมารีบเข้ามาโอบกอดนิมพ์ตัวที่ถูกไว้อย่างเป็นห่วง ซึ่งภาษาที่พวกเธอใช้สื่อสารกันนั้นเป็นการสื่อสารที่มนุษย์ไม่สามารถเข้าใจได้ เพราะเพียงแค่พวกเธอสัมผัสกันก็รับรู้ความคิดของอีกฝ่ายได้ในทันที 

 

แต่ในตอนนั้นเองที่อยู่ ๆ ก็มีชายสวมหน้ากากทองคําโผล่มาออกมาจากเงามองไปที่ทั้งสองตน

 

“ไง พวกเธอเข้าใจภาษาของมนุษย์หรือไม่” ในเรลพูดออกมาขณะที่เดินออกมาจากเงา

 

นิมพ์ตนที่ดูเหมือนจะเป็นพี่สาวรีบเข้ามาปกป้องน้องสาวของเธอในทันที เธอมองไปที่มนุษย์คนนั้นอย่างพิจารณาและจําได้มาเขาก็คือคนที่ช่วยเธอไว้ที่ประตูลานต่อสู้

 

“ต้องการอะไร” เธอพูดออกมาด้วยน้ําเสียงที่ฟังดูตลกเล็กน้อย แต่เขาก็ยังคงพอฟังรู้เรื่อง เนื่องจากนิมฟ์เกิดมาจากธรรมชาติโดยตรง จึงทําให้พวกเธอเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว และการที่พวกเธอยู่ใกล้กับมนุษย์มาสักพักแล้ว เขาจึงพอจะรู้ว่าพวกเธอทั้งสองนาจะรู้ภาษาของมนุษย์มา

 

ในชีวิตก่อนอสูรนิมฟ์จัดเป็นเผ่าพันธุ์ที่เป็นมิตร และมีการแลกเปลี่ยนกับมนุษย์บ้างพอสมควรโดยเฉพาะน้ําค้างแห่งชีวิตที่แสนจะล้ําค่านั้น แต่เพราะรูปร่างที่มีเสน่ห์จนเกินไปของพวกนิมฟ์ระดับต่ําถูกมนุษย์บางคนจับมาเพื่อสนองอารมณ์

 

นั้นทําให้นิมฟ์สาวเหล่านี้บางส่วนโกรธแค้นและจัดการสั่งหารโหดคนเหล่านั้นและการเชื่อใจของนิมพ์ต่อมนุษย์ก็น้อยลง

 

ในเรลไม่ได้หวังว่าจะหยุดเรื่องราวเหล่านี้แต่ที่เขาหวังคือต้องการแลกเปลี่ยนน้ําค้างแห่งชีวิตกับนิมพ์เผ่านี้

 

“การตอบแทนที่ฉันช่วยพวกเธอสองคนไว้” นิมพ์ทั้งสองที่ได้ยินก็ระวังตัวจากในเรลในทันที แต่เมื่อได้ยินประโยคต่อมาทาที่ของพวกเธอก็ระวังตัวมากกว่าเดิม

 

“ฉันต้องการน้ําค้างแห่งชีวิต”

 

“ไม่…” พอได้ยินนิมฟ์ที่เป็นพี่สาวก็ปฏิเสธในทันทีโดยไม่สนใจที่จะฟังต่อ

 

“เฮ้ เธอจะไม่ฟังข้อเสนอของฉันก่อนงั้นหรือ…”

 

“ข้อเสนอ

 

“ใช่! ข้อเสนอ ตอนนี้พวกเธอไม่สามารถออกไปจากโคลอสเซียมได้ และอีกไม่นานคนพวกนั้นก็คงจะตามหาพวกเธอเจอแต่ฉันสามารถช่วยพวกเธอหนีออกไปได้ แต่ต้องแลกกับน้ําค้างแห่งชีวิต ว่าไงตกลงหรือไม่”

 

นิมพ์ทั้งสองมองไปที่ในเรลด้วยท่าทีระวัง แต่เมื่อพวกเธอคิดตามคําพูดของในเรลก็รู้มันคือความจริงอีกไม่ นานมนุษย์เหล่านั้นก็ต้องจับพวกเอทั้งสองได้แต่ ถ้าขึ้นยังอยู่ในโคลอสเซียม

 

แต่ถึงแบบนั้นถ้าจะให้เชื่อใจชายหน้ากากทองเต็มร้อยก็ดูจะเป็นไปไม่ได้แน่นอน

 

ในตอนนั้นเองที่ข้างนอกก็มีเสียงของผู้คนที่วิ่งมาทางที่พวกเขาอยู่ จากมุมมองของความสามารถ [ตรวจจับความร้อน ] ของในเรลเขามองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าคนที่มาก็คือ กลุ่มมนุษย์ชั้นสูง

และดูเหมือนนิมพ์ทั้งสองก็สัมผัสได้เช่นกันว่ากําลังมีคนจํานวนมากตรงมาทางนี้

 

“ว่าอย่างไร จะยอมรับข้อเสนอหรือไม่”

 

นิมพ์ที่เป็นพี่สาวที่กัดริมฝีปากแน่นมองไปที่ในเรลอย่างแนวแน่ เธอพยายามสัมผัสถึงความคิดของเขาว่ามีอะไรแอบแฝงหรือไม่ แต่เมื่อมองไปที่แววตาที่มองผ่านหน้ากากนั้นซึ่งไม่มีเจตนาร้ายอยู่เธอก็พยักหน้าตกลงในทันที

 

“เลือกได้ดี” ในเรลมองไปทั้งสองตน

 

หลังจากที่โรฮานและกลุ่มของคนอื่น ๆ พังประตูเข้ามาด้านในเขาก็ไม่พบเจออะไรเลยแม้แต่น้อย นอกจากบ้านที่ว่างเปล่า

 

“เป็นไปได้อย่างไร ก็ฉันเห็นผู้หญิงท่าทางแปลก ๆ เข้ามาหลบในนี้กับตาตัวเอง อีกอย่างที่นี่ก็มีประตูทางออกเดียวพวกเธอจะหายไปได้อย่างไร”

 

เนื่องจากทางกลุ่มมังกรดําและกลุ่มอื่น ๆ บอกว่าจะให้รางวัลกลับคนที่รู้ว่าในเรลและนิมฟ์สองตัวหลบซ่อนตัวอยู่ที่ไหนได้

 

ชายคนนี้ก็คิดว่าเขาจะต้องได้รับรางวัลจํานวนมากแน่นอนแต่ตอนนี้รางวัลของเขาหายไปแล้ว

 

“ไม่ใช่ ที่นี่มีกลิ่นของคนพวกนั้นอยู่” มนุษย์ชั้นสูงที่มีความ สามารถในการดมกลิ่นก็กล่าวออกมาขณะที่กําลังใช้จมูกของตนเองดมหาไปเรื่อย ๆ ดูเหมือนว่ากลิ่นจะมี ๆ หาย ๆ ซี่งกลิ่นที่ทิ้งไว้ก็คือตอนที่ในเรลกระโดดข้ามเงาไปมาและพวกเขาก็ตามมาจนถึงประตูทางออกจนได้รู้ว่าในเรลและหญิงสาวทั้งสองได้ออกไปจากโคลอสเซียมแล้ว

 

ในขณะเดียวกันที่กลางป่าหลังจากที่ในเรลมาโผล่อยู่ในป่าที่ห่างจากโคลอสเซียมไปไกลพอสมควรแล้วเขาก็ให้สองพี่น้องนิมพ์ออกมาในทันที

 

“ถึงแล้ว ตามข้อตกลงฉันขอน้ําค้างแห่งชีวิตด้วย” ในเรลมองไปที่สองสาว แต่แล้วเมื่อเห็นสีหน้าที่แปลก ๆ ของทั้งสองคนเขาก็รู้สึกว่าพวกเธอมีอะไรปิดบังอยู่

 

นิมพ์ผู้พี่ก็พูดออกมาในทันที “น้ําค้างแห่งชีวิต…พวกเราไม่มีอยู่กับ…อยู่กับตัว”

 

“หมายความว่าไง?”

 

เมื่อได้ยินน้ําเสียงของในเรลทั้งสองก็ตั้งท่าระวังตัวในทันทีชายคนนี่อันตราย นั้นคือในความคิดของพวกเธอ

 

“มันมีอยู่กับราชินีนิมพ์ แต่ตอนนี้พวกเราถูกโจมตี”

 

“ถูกโจมตี”

 

หลังจากนั้นพวกเธอก็เล่าเรื่องของเผ่าอสูรนิมพ์ที่พวกเธอถูกสิ่งมีชีวิตรูปร่างคล้ายมนุษย์แต่มีตัวใหญ่กว่าที่ขึ้นมาจาก หลุมได้บุกโจมตีเผ่าหิมพ์ และจับตัวของเผ่าเธอไป

 

และนั้นก็เป็นสาเหตุที่ทําให้พวกเธอทั้งสองหนีตายกัน ออกมาจนนิมพ์ผู้น้องถูกจับตัวโดยมังกรดํา ส่วนเธอที่หลบซ่อนเห็นเหตุการณ์ก็ได้ปลอมตัวเข้ามาช่วยน้องสาว

 

“ที่เผ่า มีน้ําค้างแห่งชีวิตอยู่”

 

“งั้นก็ไปที่เผ่าของพวกเธอและเอาน้ําน้ําค้างแห่งชีวิตมา”แต่ในเรลก็เห็นพวกเธอส่ายหัวอยู่เหมือนเดิม หลังจากนั้นก็บอกกลับมาอีกว่า “คนที่สามารถทําได้มีแค่ราชินีนิมฟ์คนเดียว”

 

ในเรลได้ยินดังนั้นก็รู้ในทันที่ว่า เขามีแค่สองตัวเลือกเท่านั้นนั้นก็คือ ไปช่วยราชินีนิมพ์ออกมาเพื่อให้เธอเอาน้ําค้างแห่งชีวิตมา หรือไม่เขาก็ทิ้งเรื่องนี้ไปซะและออกเดินทางตามแผนที่วางไว้เพื่อมุ่งหน้าสู่คฤหาสน์ตระกูลอาโรเดียต่อ

 

แต่คิดอยู่สักพักว่าจะเอาไงต่อในเรลก็ตัดสินใจว่าจะไปดูสถานการณ์ก่อน ถ้าช่วยราชินีนิมพ์ได้เขาก็จะช่วยแต่ถ้าไม่ไหวเขาก็แค่ถอยออกมาเท่านั้นมันไม่ได้มีอะไรเสียหาย 

 

ซึ่งเมื่อทั้งสองสาวนิมพ์ได้ยินในเรลบอกว่าเขาจะไปช่วยพวกเธอพาราชินีนิมพ์ออกมา ทั้งสองก็รู้สึกว่ามีความหวังมากขึ้น เพราะถ้าใช้ความสามารถของในเรลจะต้องลอบเข้าไปช่วยเผ่าพันธุ์เธอออกมาได้แน่นอน

 

แต่ถึงแบบนั้นทั้งสองก็ยังระวังตัวจากในเรลอยู่ดี

 

ในเรลออกเดินทางไปตามทิศที่นิมพ์บอกในทันที แต่ที่เพราะทั้งสองคนเดินทางช้าไปในเรลจึงบอกให้ทั้งสองพี่น้องเข้าไปในเงาของเขา

 

ส่วนในเรลก็ใช้ความสามารถของ [ราชานักวิ่ง c] วิ่งไปตาม ทิศทางนั้นอย่างรวดเร็วด้วยความเร็วที่เขาทําได้นั้นมันมากกว่า 400 กิโลเมตรต่อชั่วโมงใช้เวลาแค่ไม่กี่ชั่วโมงเข้าก็มาถึงผืนป่าที่พวกเธอบอก

 

ป่าหมอกที่ซ่อนตัวของพวกเธอ ที่นี่มีหมอกหนาทึบมากจนมองเห็นเส้นทางข้างหน้าจากตัวเองแค่ไม่กี่เมตรก็มองไม่เห็นอะไรอีกนอกจากหมอกหนา

 

ทั้งสองคนเห็นปาที่คุ้นเคยก็ดีใจเป็นอย่างมาก เธอสัมผัสรีบกับต้นไม้พวกนั้นก็เหมือนกลับมาว่ามันจะมีชีวิตรีบเปิดเส้นทางหมอกให้กับพวกเธอ

 

ในเรลที่เห็นแบบนั้นก็นึกถึงข้อมูลในชีวิตก่อนเกี่ยวกับนิมพ์ที่มีอยู่น้อยนิด ว่ากันว่านิมพ์สามารถสื่อสารกับต้นไม้ได้และอาจจะควบคุมต้นไม้ได้เลยทีเดียว เพราะตามข่าวตอนนั้นที่นิมพ์บุกฆ่ามนุษย์ที่จับตัวคนของเผ่าพันธุ์ตนนั้น มนุษย์ชั้นสูงและคนเหล่านั้นถูกฆ่าโดยเหล่าพืชพันธุ์และต้นไม้ซึ่งเป็นการตายที่น่าสยดสยองมาก

 

ในเรลเดินตามหลังทั้งสองไปและคิดว่าเขาควรจะกินทั้งสองคนดีหรือไม่เพื่อให้ได้ความสามารถควบคุมพืชมา แต่เขาก็คิดว่าไม่กินเพื่อนรวมทางของตนเองดีกว่า

 

ในขณะที่เขากําลังคิดว่าจะกินทั้งสองดีหรือไม่นั้นในเรลไม่รู้เลยว่านิมฟ์ผู้พี่ได้สังเกตุเห็นสายตาของเขาแล้ว เธอก็อดสั่นไปทั้งตัวไม่ได้ สายตาของในเรลที่มองพวกเธอเป็นแค่อาหาร

 

แต่พอเห็นสายตาของในเรลกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมไม่ได้มองเธอเป็นอาหารอีก เธอถึงได้ถอนหายใจออกมา

 

บางครั้งความสามารถของนิมฟ์ในการสัมผัสกับอารมณ์ของสิ่งมีชีวิตได้นั้นก็ทําให้เธอต้องระวังสิ่งรอบข้างมากกว่าปกติ

 

เมื่อเดินไปไม่นานพวกเขาก็มาถึงที่ตั้งของเผ่าหิมพ์ ซึ่งถ้ามองจากปกติแล้วมันก็เป็นแค่ผืนปาธรรมดาเท่านั้น ตอนนี้มันกลับเต็มไปด้วยขี้เถ้า ผืนปาด้านหน้าของในเรลเต็มไปด้วยซากต้นไม้และเถาวัลย์ที่โดนเผาจนตายถึงตอ

 

มันยังมีรอยเท้าขนาดใหญ่ของผู้ที่โจมตีอยู่ เมื่อมองดูมันก็เหมือนกับรอยเท้าของมนุษย์ แต่มันใหญ่กว่ามาก

 

“ยักเถื่อน” เมื่อนับดูมันมีไม่ต่ํากว่า 3-4 ร้อยตัวอย่างแน่นอน และดุจากขี้เถ้าที่มันทิ้งไว้คงจะเป็นพวกเผ่าอัคคีที่มีความสามารถในการใช้ไฟ ซึ่งถ้าเป็นพวกมันก็ไม่แปลกที่จะสามารถจัดการกับเผ่าหิมพ์ที่ควบคุมพืชได้

 

เพราะถ้าพืชทั้งหมดถูกเผาไปจนหมดก็ไม่มีพืชให้เผ่านิมฟ์ควบคุมได้อีก แค่นี้ก็สามารถถอนเขียวเล็บเสือของเผ่านิมจนกลายเป็นลูกแมวน้อยที่ไร้พิษส่งได้

 

ยิ่งเดินเข้ามาด้านในก็รู้ว่าป่าที่พวกยักษ์เถื่อนเผ่านั้นกินที่หลายสิบกิโลกเมตร พวกมันใช้ไฟปิดล้อมจากนั้นก็บีบให้ นิมพ์ยอมแพ้ถึงแม้จะมีนิมฟ์บางส่วนที่สามารถหนีออกไปได้แบบนิมพ์สองพี่น้องนี้ แต่ก็มีไม่มากพวกเขาได้แต่เร่ร่อนหนีตายกันไปเท่านั้น

 

“ดูเหมือนว่าที่นี่จะไม่มีอะไรเหลือแล้ว” ในเรมองไปรอบ ๆ ที่มีแต่ขี้เถ้า จากการบอกเล่าของทั้งสองดูเหมือนการโจมตีพึ่งจะผ่านไปแค่ 7 รอบดวงตะวันขึ้นและตกเท่านั้นหรือก็คือ 7 วัน

 

“เดียวก่อน มีคนอยู่ที่นี่” ขณะที่พวกเขากําลังเดินกันอยู่นั้นอยู่ ๆ ในเรลก็มองเห็นร่องรอยของความร้อนที่ออกมาจากตัวของสิ่งมีชีวิต

 

เขาค่อย ๆ เดินตามมันไปก็เจอเข้ากับซากของต่อต้นไม้ด้านล่างมีเด็กสาวเผ่าหิมพ์ที่ตามผิวหนังของเธอไหมจากไฟที่ถูกเผา

 

“นี่มัน..”

 

แต่ก่อนที่เขาจะพูดอะไรออกมา นิมฟ์สองสาวก็รีบวิ่งเข้าไปกอดนิมพ์เด็กสาวคนนั้นทันที พร้อมกับร้องไห้ออกมาและเรียกเธอว่าน้องสาวอีกคน

 

สําหรับนิมฟ์แล้วนั้นการเกิดก่อนก็จะกลายเป็นพี่ส่วนเกิดที่หลังก็จะกลายเป็นน้อง แต่สําหรับนิมพ์ที่เกิดเป็นตนแรกและแข็งแกร่งที่สุดก็จะถูกเรียกว่าราชินีนิมพ์

 

ส่วนการกําเนิดนั้นในเรลก็ไม่ทราบข้อมูลนี้เหมือนกัน แต่ก็มีข่าวลือว่าพวกนิมฟ์กําเนิดมาจากต้นไม้ แต่บางคนก็บอกว่าพวกเธอจะจับเพศผู้เผ่าพันธุ์อื่นไปเพื่อให้ทําหน้าที่เป็นพ่อและก็จะปล่อยตัวออกมาเมื่อได้รับสิ่งที่พวกเธอต้องการแล้ว

 

แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเพศผู้แบบไหนก็ได้ ว่ากันว่าต้องเป็นพวกที่มีความสามารถเป็นที่ต้องการของพวกเธอด้วย ซึ่งทั้งสองก็เป็นแค่ข่าวลือเท่านั้น

 

หลังจากที่นิมฟ์พี่สาวสอบถามกับนิมพ์เด็กผู้หญิงนั้น ก็ได้คําตอบว่าเธอคือหนึ่งในคนที่หนีรอดออกไปได้ หลังจากนั้นนิมฟ์เด็กสาวก็ได้แอบตามยักษ์เถื่อนที่จับนิมฟ์ทุกตนไปจนรู้ว่าพวกมันหยุดอยู่ที่ปากหลุมที่ห่างจากที่นี่ไปไม่ไกล แต่เพราะเธอบาดเจ็บจากไฟจึงกลับออกมาหลบซ่อนตัวอยู่ที่นี่และรอค่อยให้นิมพ์ที่หนีไปคนอื่น ๆ กลับมา

 

แต่ดูเหมือนว่าจะไม่มีนิมฟ์ตัวไหนกลับมาอีกยกเว้น นิมพ์สาวที่มากลับในเรล

 

ในเรลที่เห็นว่านิมพ์นั้นบาดเจ็บ เขาจึงนํายาบางส่วนออกมาจากเงา ซึ่งของเหล่านี้คือสิ่งที่เขาเตียมมาในกรณีฉุกเฉิน ในเรลม่รู้ยาเหล่านี้จะได้ผลกับนิมพ์พวกนี้หรือไม่ แต่นิมฟ์ก็ได้จัดเป็นสิ่งมีชีวิตที่อสูรเหมือนกันมันก็น่าจะรักษาได้บ้าง

 

เพราะในชีวิตก่อนก็มีอสูรที่สามารถใช้ยาของมนุษย์รักษาอาการบาดเจ็บเหมือนกัน

 

แต่ทันทีที่ทั้งสองสาวนิมฟ์เห็นในเรลเดินเข้าไปหานิมฟ์เด็กพวกเธอก็เข้ามาขวางไว้ในทันที เพราะคิดว่าในเรลจะคิดไม่ดีไม่ร้ายกับสาวน้อยนิมฟ์ที่ได้รับบาดเจ็บอยู่ก็เป็นไปได้

 

ตอนที่ 63 ช่วยเหลือขโมย

กลุ่มของนักสู้มนุษย์ชั้นสูงกระจายตัวออกมาที่สนามประลอง จนหมดทุกคนการต่อสู้จึงได้เริ่มเปิดฉากขึ้นทันที

 

โดยกลุ่มที่บ้าระห่ําที่สุดก็คงเป็นกลุ่มของ มังกรดําและขวานซิ่ง ที่เข้าปะทะกันในทันที ส่วนกลุ่มดอลล่าก็ไล่เก็บมนุษย์ชั้นสูงของก ลุ่มอื่นที่ไม่ใหญ่มากนัก ซึ่งในกลุ่มก็มีเอสอยู่ด้วย

ในเรลและหญิงสาวปริศนาได้ตกเป็นเป้าหมายของคนอื่น ๆ เป็นพวกแรกในทันทีเพราะว่าทั้งคู่นั้นอื่นอยู่อย่างโดดเดี่ยวอยู่คนเดียว

 

“เฮ้ย แกนะเลือกมาว่าอยากโดนอัดแบบไหน” หนึ่งในชายร่า งกํายําเดินมาหาในเรลด้วยท่าทีที่เหนือกว่า พร้อมกับพูดออกมา อย่างเย่อหยิ่ง

แต่ทันทีที่เงาของเขาทอดผ่านมาถึงในเรล การต่อสู้ก็จบลงอยาก รวดเร็วโดยที่ชายคนนั้นยังไม่ทันได้ตั้งตัวเลยด้วยซ้ํา เพราะร่างของ ในเรลได้กระโดดเข้าไปในเงาไปโผล่ที่ด้านหลังของเขาพร้อมกับลูก แตะที่เสริมด้วย [พละกําลัง 50 เท่า] เข้าไปที่สีข้างเอวอย่างแรง 

“อัก…” ชายร่างกํายํากระเด็นไปชนกับกําแพงสลบไปในทันที่ 4

เฮ…!

เสียงโห่ร้องส่งเสียงเชียดังขึ้นมาในทันที ทําให้หลายคนเริ่มให้ ความสนใจในเรลในทันที แต่ก็มีเสียงสาปแช่งเขาเช่นกัน เพราะคน ที่ลงพนันว่าชายร่างกํายําจะยืนอยู่ได้เกิน 10 นาทีหรือแม้แต่ได้ติ ดหนึ่งใน 20 ก็พากันโกนด่าในเรลไม่หยุดที่ทําให้พวกเขาเสียเงินเด มพันไป

 

“บ้าเอ๊ย มามันคือใครทําไมเก่งขนาดนี้ เร็วไปดูสิอัตราต่อรอง เท่าไหร่ ข้าจะพนันข้างมันทั้งหมด”

“เหลือเชื่ออัตราต่อรองของเขาคือ 1 ต่อ 20 ถ้าฉันแทงแค่ 1 เหรียญทองแล้วเกิดมันได้ที่ 1 ก็คือ ได้ 20 เหรียญทอง

“เก่งขนาดนี้ทําไมอัตราต่อรองแบบนี้ เร็วรีบไปแทงไว้ก่อนที่มัน จะเปลี่ยน

คนจํานวนมากรีบวิ่งไปลงพนันข้างในเรลกันอย่างล้นหลามแต่ ทางด้านฝั่งผู้รับพนันอย่างกลุ่มขวานซิ่งนั้นพากันยิ้มออกมาเลยที เดียวเมื่อเห็นเหรียญทองเหล่านั้น

“ฮ่า ๆ ไอ้พวกน่าโง่มันคิดว่าชายหน้ากากทองนั้นจะได้ที่หนึ่งก็ ถือว่าคิดผิดอย่างมหันแล้ว ค่อยดูก็แล้วกันหลังจากมนุษย์ชั้นสูง ของกลุ่มเราจัดการกับกลุ่มของมังกรดําเสร็จมันก็โดนรุมอย่า งแน่นอน”

 

“ใช่ ถ้าเป็นการต่อสู้เดียวเขาอาจจะยังมีโอกาสชนะ แต่นี่คือการ ต่อสู้แบบกลุ่ม ต่อให้เก่งแค่ไหน ถ้าโดนรุมอย่างไรก็ไม่รอด”

“ช่างมัน! เร็วรีบไปเพิ่มอัตราต่อรองอีก ดูดเงินมาให้หมดเลย งานนี้มีแต่รวยกับรวย”

คนลองของกลุ่มขวานซึ่งรีบไปเพิ่มอัตราต่อรองของในเรลเป็น 1 ต่อ 35 ในทันทีและยังบอกอีกว่าขอแค่ในเรลติดหนึ่งในสามก็ถือว่า พวกเขาชนะพันนั้นนั่นยิ่งทําให้คนไปลงพนันกับกลุ่มของขวานซิ่ง มากยิ่งขึ้น ถึงแบบนั้นก็ยังมีบางคนที่ไม่ได้ลงพนันข้างในเรลเพราะ พวกเขาก็คิดแบบเดียวกับกลุ่มของขวานซิ่ง

 

เมื่อกลุ่มอื่น ๆ ที่เปิดรับการพนันเช่นเดียวกันก็พากันเพิ่มอัตรา ต่อรองของในเรลเช่นกัน มองไปที่การต่อสู้และรอดูให้ในเรลโดน 3 กลุ่มใหญ่จัดการกันไม่ไหว

ในเรลที่ตอนนี้ไม่รู้เลยว่าการที่เขาจัดการปิดฉากชายร่างกํา ยําคนนั้นไปในลูกแตะเดียวจะส่งผลให้เงินเดิมพันฝั่งเขาเพิ่มมากขึ้น จนน่าตกใจ แต่ถึงเขารู้ในเรลก็ไม่ได้ใส่ใจ เพราะตอนนี้เขากําลังเชิญ หน้ากับกลุ่มของมนุษย์ชั้นสูง 3 คนอยู่

“จัดการกับคนที่มาคนเดียวก่อนเลยก็แล้วกันจากนั้นก็รอก ลุ่มใหญ่ ๆ สู้กันจนหมดแรงไปข้างหนึ่งพวกเราค่อยไปปิดฉากพวก

นั้น”

แต่ก่อนที่ทั้ง 3 จะได้ขยับตัวในเรลก็มาประชิดตัวพวกเขาแล้ว

“ไง” เสียงในเรลที่ดังมาจากด้านหลัง แตะเข้าไปที่หนึ่งในกลุ่มนี้ นอย่างแรง คนที่เหลือก็ตกใจเช่นกัน ความสามารถอะไร ทําให้เคลื่อนที่ได้เร็วแบบนี้

 

หนึ่งในคนทั้งสามรีบใช้ความสามารถ ควบคุมดิน B] สร้างเป็น เสาดินขนาดกว่า 3 เมตรพุ่งจากพื้นดินกระแทงเข้าไปยังจุดที่ในเรล อยู่ในอย่างรุนแรง

 

ตุม!!!

“เสร็จ” ชายคนนั้นพูดออกมาอย่างยินดี แต่ก่อนที่เขาจะได้ยิ้ม กับการจัดการในเรลได้อยู่ ๆ ก็มีลูกไฟพุ่งเข้ามาใส่เขาอย่าง แรงนั้นก็คือการโจมตีจากเอสที่มาพร้อมกับกลุ่มของดอลล่าที่ไล่จัด การกลุ่มคนน้อย ๆ อยู่

“อ๊าก…บัดซบ แน่จริงก็เข้ามาสู้ตัว ๆ สิวะ” ถึงชายคนนั้นจูดอ อกไปแบบนั้นแต่ฝั่งเขาสองคนก็โดนรุมจัดการโดยคนของดอลล่า 7-8 คนในทันที และได้แต่ร้องขอยอมแพ้ไปเท่านั้น

 

ตอนนี้ผ่านมาไม่ถึง 10 นาทีมนุษย์ชั้นสูงกว่า 40 คนก็โดนจัด การตกนอบไปแล้วถึง 15 คน ส่วนคนที่รอดนอกจากกลุ่มใหญ่ก็เริ่ม รวมตัวกันแล้วแพราะรู้ว่าถ้าเป็นแบบนี้จะต้องโดนกําจัดออกไปก่อ นแน่นอน

ในเรลเข้าไปจัดการกับมนุษย์ชั้นสูงที่ให้ความสามารถน้ําอีกคน ได้อย่างง่ายได้ในทุก ๆ ครั้งเขาจะไปโผล่ที่ด้านหลังของคู่ต่อสู้และ ปิดฉากด้วยลูกแตะ นั้นยิ่งทําให้คนดูส่งเสียงเฮเชียร์เขาเข้าไปใหญ่ และในตอนนั้นเองที่เขาก็เริ่มเป็นจุดสนใจของกลุ่มดอลล่าแล้ว

“จัดการชายคนนั้นก่อน” กลุ่มของดอลล่าตรงมาหาใน เรลในทันที คนแรกที่เปิดฉากโจมตีคือชายร่างเล็กที่เคลื่อนที่ได้ อย่างรวดเร็วพร้อมกับมีดสั่นที่ชโลมไปด้วยยาชา

 

แต่ก่อนที่เขาจะได้จัดการในเรลก็ต้องแปลกใจเพราะอยู่ในเรลก็ หายไป ทันใดนั้นเสียงของเอสที่ดังขึ้นเตือนเขาจากด้านหลัง

“ระวัง!” แต่มันก็สายไปแล้วเพราะชายคนนั้นโดนในเรลจัดการ ในทันที

“รุมมันเลย” กลุ่มของดอลล่าไม่สนใจอะไรอีกแล้ว พวกเขา ใช้คนหมู่มากเข้าจัดการกับในเรลทันที

 

สองคนปิดหน้า สองคนปิดหลัง และระยะไกลอย่างเอสและชา ยอีกคนระดมยิงบอลเพลิงและก้อนหินที่ถูกเปลี่ยนเป็นหนามแหลม คมใส่เขา

 

ในเรลที่ตอนนี้โดนล้อมโจมตีรีบหลบดาบยาวที่ตรงเข้ามาอย่าง ง่ายดายพร้อมกับสวนกลับไปด้วยหมัดขวาไปที่ชายโครงอย่างแรง เขารู้สึกได้ทันทีว่าชายคนนี้ดูเหมือนจะใส่เกาะเหล็กหนาไว้ ดังนั้น ในเรลจึงเพิ่มแรงเข้าไปอีกในหมัดที่สอง

 

“อ้าๆ” ชายคนนั้นร้องออกมาพร้อมกับร่างของเขาที่กระเด็นไป แต่ในตอนนั้นก็มีชายหนุ่มผมทองที่ใช้ความสามารถ [ควบคุม วัตถุที่เคยสัมผัส] เหนี่ยวรั้งเกาะของชายที่โดนในเรลต่อยก่อนที่ตัว ของเขาจะกระแทกกับกําแพงด้านข้างไว้ได้

“รับดาบบินของข้าซะย้าก ๆ” หลังจากที่รับตัวเพื่อนไว้ได้ ชา ยหนุ่มผมทองควบคุมดาบยาวนับสิบโจมตีใส่ในเรลโดยไม่ให้เขาได้ ทันตั้งตัว

 

ในเรลรีบหลบไปตามเงาอย่างรวดเร็วแต่ดูเหมือนดาบทั้งสิบจะ เคลื่อนที่อยู่ในอากาศได้อย่างอิสระตามมาติด ๆ

 

“น่าสนใจ” ในเรลพูดออกมาขณะมองไปที่ชายหนุ่มผมทอง

ชายหนุ่มผมทองที่โดนในเรลมองมาก็รู้สึกขนลุกทันที่ราวกับว่า โดนเสือร้ายจ้องจะจับกิน

ในขณะนั้นเองที่ในเรลหลบดาบอยู่ก็มีกําแพงหินสร้างเป็นกํา แพงผนึกเขาไว้ตรงกลางเพื่อไม่ให้ในเรลหลบหนี พร้อมกับการโจม ตีปิดฉากของเอสที่เข้ามา

“รับท่าไม้ตายของข้าเทพเอสผู้นี้ซะ” เอสที่ตอนนี้ทําท่าปลดป ล่อยพลัง โดยเอามือประกบเข้าหากันไว้ตรงเอวด้านข้างแบบ การ์ตูนในตํานานและตะโกนลากเสียงยาวออกมา “พลังคลื่นเพ ลิง”

เพลิงที่ถูกยิงออกมาเป็นดังลําแสงเพลิงยิงตรงเข้าหาจุดที่ในเรล อยู่

“ยังอ่อนหัด…” ในเรลยกมือขึ้นมาอย่างช้า ๆ ทันใดนั้นก็มีเพลิง ที่หมุนเป็นเกลียวเพลิงตรงเข้าปะทะกับพลังคลื่นเพลิงที่เอสเรียก มันแบบนั้น

 

“หลบเร็ว”

“หลบเร็ว”

 

ทุกคนที่อยู่รอบในเรลที่เห็นแบบนั้นก็พากันหมอบหลบคลื่น ปะทะในทันที

 

ตูม!!!

เสียงของการปะทะนั้นรุนแรงพอสมควรจนทําให้มนุษย์ชั้นสูงค นอื่น ๆ ที่ต่อสู้พากันหยุดมองดูทางฝั่งของในเรลในทันที

 

เอสที่เห็นว่าพลังคลื่นเพลิงของเขานั้น โดนเพลิงของชายสวมห น้ากากทองหรือในเรลทําลายได้อย่างง่ายดาย อีกอย่างเกลียวเพลิง ของในเรลก็ไม่ได้ถูกทําลายไปพร้อมกับพลังคลื่นเพลิงของเขา

“บัดซบซวยแล้ว” เอสรีบหลบเกลียวเพลิงที่หมุนวนตรงมาที่เขา

ตูม!

 

เสียงของเกลียวเพลิงที่ชนเข้ากับกําแพงด้านหลังก็ถึงกับทําให้เอ สหน้าซีดขาวในทันที การที่เกลียวเพลิงปะทะกับพลังคลื่นเพลิงของ เอสแล้วไม่สลายหายไปนั้นก็มีอยู่แค่สองอย่างคือ ระดับของความ สามารถ เพลิงของในเรลสูงกว่าเขาก็คือระดับ S หรืออีกอย่างหนี้ งก็คือ ระดับของในเรลสูงกว่าตัวเขา

 

แต่ก่อนที่เขาจะได้คิดอะไรต่อ ก็เห็นว่าในเรลกําลังใช้เกลียวเพลิ งลูกที่สองโจมตีมา เอสมองไปที่ในเรลด้วยความกลัวและคลานถอย หนีด้วยความกลัว และรีบพูดออกมาในทันที “ยอม ๆ แล้ว ยอม

แพ้”

 

ก่อนที่เพลิงจะไปถึงเอสมันก็เปลี่ยนทิศทางไปทางอื่นในทันที 24

“โอ้ ยอมแล้วหรือ” ในเรลมองไปที่เอสจากนั้นเขาก็หันไปมอง ทางรอบข้างที่ตอนนี้กลุ่มดอลล่ายังคงกระจายตัวไปรอบ ๆ มอง ไปที่ในเรลอย่างระมัดระวัง

“เอาไงต่อจะสู้หรือไม่สู้” ในเรลมองไปที่ทุกคนพร้อมทักกล่าวอ อกมา

 

“แย่แล้วมีคนขโมยของ สาวประหลาดนั้นหายไปแล้ว” แต่ใน ตอนนั้นเองก็มีคนตระโกนออกมา เมื่อทุกคนหันไปทางเสียงร้อ งเห็นว่ากรงที่ยังสาวประหลาดหรือนิมพ์สาวนั้นหายไป

เพราะทุกคนมัวแต่มองไปที่การต่อสู้ของในเรลพวกเขา จึงไม่มีใครได้ทันสังเกตเห็นว่ามีคนขโมยนิมฟ์สาวหนีไป

 

“เจอแล้วหัวขโมยอยู่ตรงประตู” หนึ่งในมนุษย์ชั้นสูงชี้ไปที่ประตู ทางเข้าที่ตอนนี้มีสาวปริศนาที่ในเรลเห็นในตอนแรกกําลังพานิมฟ์ สาวหนีไปอยู่

“เร็วรีบ จับหัวขโมยและสาวประหลาดนั้นกลับมาให้ได้” มังกร ดําที่นั่งอยู่ก็ตระโกนออกมาในทันที เพราะถึงอย่างไร นิมพ์ตัวนั้นก็ยังเป็นสมบัติของเขาอยู่ในตอนนี้

 

“หยุดนะเจ้าหัวขโมย คืนสิ่งของของกลุ่มมังกรดํามานะ”

ตอนนี้สถานการณ์เริ่มวุ่นวายขึ้นมา แต่ก่อนที่พวกเขา จะไปถึงหัวขโมยสาวและนิมพ์ตนนั้นก็มีคนมาขวางพวกเขาไว้นั้นก็ คือในเรลที่ตอนนี้ยิ่งเกลียวเพลิงลากเป็นเส้นทางยาวไว้

 

“บัดซบ ในเรลแกจะทําอะไร” มังกรดําถึงกลับตะโกนถามออก มาด้วยความหงุดหงิด ผู้นําของกลุ่มดอลล่าเองก็มองไปอย่างระมัด ระวัง

 

ส่วนหัวหน้ากลุ่มขวานซิ่งที่แต่งตัวเฉย ๆ หวีผมเรียบแปล้เดิน เข้ามาและถามออกมา “นายคือคนที่ชื่อในเรลสินะ ฉันถามหน่อย นายเห็นคนของขวานซิ่งที่ส่งไปเมื่อวานนี้หรือไม่ มันไม่ได้กลับ มาหลังจากที่ไปหานาย”

 

เอสที่ตอนนี้ก็ได้ยินชื่อของชายที่จัดการจนแพ้ เขาก็มีสีหน้าที่ แปลก ๆ ออกมา “ในเรล บัดซบแกคงไม่ใช้ในเรลที่ฉันเจอที่คุกใช่ ไหม”

 

แต่เมื่อเอสได้ยินประโยคต่อมาเขาไม่ต้องเดาก็รู้ว่าต้อง เป็นมันแน่นอน

“เทพเอสตอนนี้แผนการกําลังไปได้สวย นายยังไม่ลงมือขั้นต่อ ไปอีก รีบถ่วงเวลาทุกคนไว้และไปเจอกันที่จุดนัดพบ” หลังจากที่ใน เรลพูดไปแบบนั้น เขาก็หายเข้าไปในเงาทันทีเมื่อเห็นว่าสองสาวเผ่า นิมพ์หนีออกไปจากลานประลองแล้ว

 

เหตุที่เขาบอกว่าสองสาวเผ่านิมฟ์นั้นก็เป็นเพราะว่าอีกคนที่ เป็นหญิงสาวปริศนาแต่งตัวมิดชิดแฝงตัวเข้ามาในการประลอง จะเป็นใครได้อีกถ้าไม่ใช่อสูรเผ่าพันธุ์เดียวกับนิมฟ์ตัวนั้น

 

“บัดซบ แกพูดกับใคร แผนการอะไร? อย่ามาใส่ร้ายกันนะเฟ้ย” เอสถามออกมาเป็นชุดแบบงง ๆ แต่ก็ไม่ทันเพราะในเรลหายไป แล้ว

 

หลังจากที่ในเรลหนีไปทุกคนก็เบี้ยงสายตาและความสนใจมาที่ เอสในทันที

 

“เอสแกไอ้ทรยศ

 

“เดียวทุกคนอย่าไปเชื่อมัน มันกับฉันเป็นศัตรูกัน” ถึงแม้เอสจะ พูดแบบนั้นแต่ก็ไม่มีใครเชื่อเขาก็เห็น ๆ อยู่ว่าเอสและในเรลรู้จักกัน มาก่อน เอสพยายามจะปฏิเสธอย่างสุดชีวิตและในตอนนั้นเองที่ มังกรดําก็กล้าวออกมา

“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่ทุกคนจะมาพูดเรื่องนี้ไปตามจับพวกมันก่อน ทั้งสามต้องหนีไปที่ประตูทางออกอย่างแน่นอนรีบให้คนไปปิดประ ตูเร็ว ส่วนเอาเราจับเขาเอาไว้ก่อนแล้วค่อยมาตัดสินกันทีหลังว่าเขา ใช่คนทรยศหรือไม่ นายว่าไง”

 

มังกรดํามองไปทางหัวหน้ากลุ่มดอลล่าที่เขาก็พยักหน้าตกลง พวกเขาจึงส่งคนออกไปตามในเรลและเอาสาวประหลาดนั้นกลับ มา เช่นกัน เอสที่เห็นดังนั้นก็ถึงกลับด่าออกมา

 

“ตัดสินบัดซบอะไรกัน พวกแกมังกรดําจะเชื่อดฉันละสิไม่ว่า” เอสรู้ดีว่าถ้าโดนจับก็มีหวังได้โดนสอบปากคําแบบโหด ๆ แน่นอ นเพราะเขาเองก็เคยทํากับคนอื่น ๆ แบบนี้คงมีหลายคนเช็ดหมัด รอจัดการเขาอยู่แล้ว

 

แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ลงมือทําอะไรลูกน้องคนเดิมที่ร้องตะโกน ในตอนแรกมันก็ร้องขึ้นมาอีกครั้ง แต่ประโยคในครั้งนี้ดูจะตกใจ มากกว่าเดิม

 

“หาย ๆ ไปทั้งหมดเลย ของรางวัล ซากของสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 ด้วย”

 

“ฝีมือในเรลแน่นอน ตามมันไปเร็ว” ในตอนแรกคนที่กระวนก ระวายมีแค่มังกรดํา แต่ตอนนี้มันกลับเป็นทั้ง3 กลุ่มแล้วเพราะว่า สิ่งที่ในเรลเอาไปคือซากสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 ที่พวกเขาพยายามแย่ งกันอยู่ ทุกคนรีบวิ่งออกตามหา 1 คนและสองอสูรนิมพ์ในทันที่ 

ซึ่งคนที่ขโมยไปก็เป็นในเรลจริง ๆ เพราะหลังจากที่เขากระโดด เข้าไปในเงา เขาก็ตรงไปขโมยซากสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 และรีบตา มนิมฟ์ทั้งสองตัวออกมา

ในเมื่อเขาเข้ามาขวางคนพวกนี้ในการจับตัวนิมฟ์แล้ว ยังไงก็ดู กว่ามองเป็นศัตรูแล้ว ก็ไม่มีอะไรแตกต่างถ้าเขาจะขโมยซาก ของสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 เพราะเนื้อของสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 เพร าะก็ยังมีประโยชน์กับเขาและมันอาจจะได้ความสามารถอะไรดี ๆ มาก็ได้

 

ตอนที่ 62 คนรู้จัก

 

ไนเรลสมัครการต่อสู้ในทันทีกับพ่อค้าร่างอ้วน ซึ่งก็ดูเหมือนว่าร้านแห่งนี้จะเป็นร้านที่อยู่ในการดูแลของหนึ่งในสามกลุ่มที่ปกครองเมืองนี้

 

หลังจากนั้นเขาก็เดินดูของอีกสักพักและกลับมาที่ห้องพักที่โรฮานจัดไว้ให้ แต่แน่นอนว่าในขากลับเขาก็ได้ของหลายอย่างกลับมาด้วยซึ่งของเหล่านรู้ก็แพงจนเกือบจะเอาหน้ากากทองไปขายเพื่อซื้อมันแล้ว

 

สิ่งที่เขาซื้อมามันคือพวกขนสัตว์ของสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 3 พวกมันมีคุณภาพดีเป็นอย่างมาก ซึ่งไนเรลคิดว่ากลับไปจะให้เมสันจัดการกับมันเป็นชุดให้กับทุกคนคนละชุด

 

ไนเรลส่งพวกมันทั้งหมดเข้าไปในเงาทันทีหลังจากที่กลับมาห้อง แต่แล้วขณะที่เขากําลังจะกินมื้อเย็นก็มีคนมาหาเขานั่นก็คือโรฮาน

 

หลังจากที่ไนเรลแยกกับโรฮาน เขาก็ไม่รู้เลยว่าการมาของเขานั้นมันถือเป็นข่าวใหญ่ให้กับกลุ่มมังกรดํา และเมื่อกลุ่มมังกรดํารู้กลุ่มอื่นๆ ก็รู้เช่นกัน ดังคําที่ว่า “กําแพงมีหูประตูมีตา”

 

การที่โรฮานมาที่นี่ก็เพราะว่าหัวหน้ามังกรดําต้องการพบกับไนเรล ซึ่งเขาก็มาด้วยตัวเอง ไนเรลก็ตอบรับไปด้วยความเฉยชาตามมารยาทเท่านั้น

 

“สวัสดี ฉันคือมังกรดํา นายคือไนเรลสินะ ยินดีที่ได้รู้จัก” ชายที่มีหนวดเคราเต็มใบหน้าทักทายไนเรลด้วยรอยยิ้ม

 

“สวัสดี นายมีอะไรถึงต้องการพบในเวลาดึกแบบนี้” ไนเรลพูดด้วยน้ําเสียงที่แสดงให้เห็นว่าสถานะของเขาไม่ต่ํากว่า มังกรดําเลยแม้แต่น้อย

 

แต่มันก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ เพราะสถานะของไนเรลนั้นสูงกว่ามังกรดําจริงๆ ไม่ว่าจะพลังระดับสีเขียวหรือสถานะประธานสมาพันธ์นักล่าที่ใหญ่กว่าเมืองเล็กๆแห่งนี้ไม่รู้ว่าตั้งเท่าไหร่

 

แต่แน่นอนว่ามังกรดํานั้นไม่รู้เลยแม้แต่น้อย สีหน้าของมังกรดํานั้นดูน่าเกลียดเป็นอย่างมากเมื่อเห็นท่าทางของไนเรลแบบนั้น

 

“อะแฮ่ม..ก็ไม่มีอะไรมากก็แค่อยากจะถามนายว่าจะไปที่ไหน ถ้าไม่มีที่ไปทําไมถึงไม่เข้าร่วมกับกลุ่มกับฉันละ ถ้าพลังของพวกเราสองคนร่วมมือกันจะต้องจัดการกับกลุ่มขวาน ซึ่งได้แน่นอน เมื่อนั้นเราก็จะจัดการกับกลุ่มดอลล่าปกครองโคลอสเซียมและค่อยไปแย่งชิงค่ายรอบๆข้าง เราจะปกครองพื้นที่ 1 หมื่นกิโลเมตรรอบๆนี้ทั้งหมด”

 

“ว่าไงนายสนใจหรือไม่?”

 

ไนเรลมองไปที่มังกรดําอย่างแปลกในใจของเขาคิดว่าตอนนี้ กําลังโดนขอทานที่ชวนให้เศรษฐีไปเป็นลูกน้องแล้วบอกว่าจะมอบความมั่งคั่งให้เป็นสิ่งตอบแทน

 

“ไม่..ฉันแค่ต้องการพักที่นี่ชั่วคราวเท่านั้นจากนั้นก็จะไปในอีกไม่กี่วัน” ไนเรลตอบปฏิเสธไปทันที

 

“ฉันเห็นว่านายสนใจสาวประหลาดนั้นก็เลยจะให้เป็นของขวัญถ้านายเข้าร่วมกับฉัน แต่ดูเหมือนมันจะไม่จําเป็นเฮ้อ”

 

“หืม…” ไนเรลมองไปที่มังกรดําอย่างใจเย็น ดูเหมือนว่ามังกรดําจะรู้เรื่องที่เขาอยากได้นิมพ์ตนนั้น แต่เมื่อลองนึกดูดีๆ คงจะเป็นเพราะสองทาสสาวนั้นเป็นคนบอก

 

“จะให้พูดตามตรงก็ได้นะสาวประหลาดนั้นเป็นสิ่งที่ฉันจับมาเอง และมันก็ถูกใช้ในการเป็นรางวัล แต่ฉันสามารถเอามันมาให้นายได้”

 

“ไม่จําเป็น” ไนเรลบอกออกไปอย่างไม่สนใจ เพราะเขาเชื่อว่าสามารถเอามาด้วยตนเองได้

 

แต่ดูเหมือนมังกรดําจะยังไม่ยอมแพ้ เพราะได้ให้คําแนะนําที่เหมือนข่มขู่เล็กน้อย

 

“นายอาจจยังไม่รู้ ฉันขอแนะนํานะ การต่อสู้ในวันพรุ่งนี้ไม่ใช่การต่อสู้ปกติ แต่มันคือการพนันทรัพยากรของกลุ่มต่างๆ ดังนั้นทุกกลุ่มจึงส่งมนุษย์ชั้นสูงเข้าร่วมจํานวนมาก นายอาจจะไม่สามารถผ่านรอบคัดเลือกด้วยซ้ํา”

 

“โอ้…มนุษย์ชั้นสูงจํานวนมาก”

 

“ใช่..นาย…” มังกรดําได้ยินดังนั้นก็รู้ว่าไนเรลเกิดความสนใจขึ้นมาบ้างแต่เมื่อได้ยินประโยคต่อมารอยยิ้มบนใบหน้าเขาก็หายไป

 

“ถ้าไม่มีอะไรแล้วฉันก็ขอตัวก่อน…” ไนเรลพูดจบก็เดินออกไปในทันที

 

มังกรดํามองไปแผ่นหลังของไนเรลที่เดินออกไป ก็ถึงกับโกรธจนหนวดสั่นเทาในทันที

 

“บัดซบ มันทํายังกลับว่าไม่เห็นหัวฉันอย่างนั้น ทั้งที่เป็นแค่คนต่างถิ่น สั่งไปบอกให้พรุ่งนี้คนของเราเล่นงานมันให้หนัก

 

“จะดีหรือครับ เราไม่รู้แน่ชัดว่าเขามีพลังอะไร ระดับไหน”

 

“นายจะบอกว่าไม่สามารถจัดการกับมันได้อย่างนั้นหรือ?”

 

“ผมก็ไม่แน่ใจ เพราะว่าตอนที่เขาโจมตีซอมบี้สติปัญญาขั้น 2 นั้นมันเร็วมาก อีกอย่างความสามารถของเขานั้นเป็นประเภทบิน ซึ่งจัดการยากพอสมควร ส่วนระดับนั้นดูเหมือนจะไม่ต่ํากว่าขั้นสีน้ําตาลแน่นอน”

 

โรฮานพูดออกมาตรง ๆ และมองไปที่มังกรดํา “ถ้าเป็นไป ได้ผมว่าอย่าไปมีเรื่องกับเขาเลยจะดีกว่า”

 

มังกรดําได้ยินดังนั้นก็เงียบไป สักพักเขาก็ถอนหายใจออกมา “ช่างเถอะ…ปล่อยเรื่องของเขาไปก็แล้วกัน แต่ว่าเรื่องที่มีเมืองย่อย 101 ของรัฐบาลยังอยู่ก็เก็บไว้เป็นความลับก่อนก็แล้วกัน”

 

เหตุที่เขาพูดออกมาแบบนี้ก็เพราะว่าไม่อยากให้คนในโคลอสเซียมมีทางเลือก เพราะไม่เช่นนั้นเขาก็ไม่สามารถผูกขาดสิ่งต่างๆได้อีก ซึ่งมันก็ตรงกับความคิดของกลุ่มอื่นๆเช่นกัน

 

หลังจากที่ไนเรลกลับไปแน่นอนว่ามีคนแอบบมาหาเขาอีกเช่นกันและก็เป็นใครไม่ได้นอกจากกลุ่มของขวานซิ่ง แต่พวกนี้มาในแบบนักเลงสุดๆ เพราะพวกมันมาเตือนไนเรลโดยตรงว่าถ้าเขากล้าเขารวมกับมังกรดําจะต้องเจอดีกัน

 

และก็แน่นอนว่าก็ไม่มีใครพบพวกมันอีก ซึ่งก็ไม่มีใครหาร่องรอยเจอแม้แต่น้อย…

 

ไนเรลเดินกลับมาบ้านพร้อมกับนอนพักผ่อนทันที ถึงแม้ว่าการเป็นมนุษย์ชั้นสูงระดับสีเขียวนั้นจะทําให้เขาไม่ต้องใช้เวลานอนมากก็สามารถฟื้นฟูความเหนื่อยล้าได้ภายในไม่กี่ชั่วโมง ไม่ต้องนอนมากเหมือนคนปกติ แต่เพราะหลายวันที่ผ่านมา ในการเดินทางเขาจะต้องอยู่กับการระวังตัวตลอดเวลานั้น ทําให้นอนไม่เต็มอิ่มและเกิดการสะสมความเหนื่อยล้า

 

ทันทีที่ไนเรลทิ้งตัวนอนหลับไปในทันทีอย่างสบายใจ 

 

เช้าวันต่อมาเขาตื่นขึ้นมาแต่เช้า หลังจากจัดการมื้อเช้าเสร็จเขาก็ตรงไปที่สนามต่อสู้ในทันที แต่เมื่อมาถึงก็ต้องแปลกใจ เพราะมันกลับเต็มไปด้วยผู้คนธรรดาและนักล่าจํานวนมากต่างใช้ของที่ตัวเองมีพนันกันอย่างเมามันโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น

 

หลังจากที่เขาเดินมาหลายคนก็หลบในทันที เมื่อเห็นหน้ากากทองของเขา คนที่มีของแบบนี้จะต้องเป็นมนุษย์ชั้นสูงอย่างแน่นอน

 

เหตุที่พวกเขาหลบนั้นเพราะกลัวว่าจะโดนฆ่าโดยไม่มีเหตุผล สําหรับที่นี่แล้วถ้าโดนฆ่าโดยมนุษย์ชั้นสูงนั้นพวกเขาก็ได้แต่ยอมรับชะตากรรมเท่านั้น

 

เพราะไม่มีใครไปทวงถามหาความยุติธรรมให้กับคนธรรมดาที่ตายไปอย่างแน่นอน มันไม่คุ้มกันอย่างแน่นอน อีกอย่างที่นี่ก็มีคนตายอยู่ทุกวันดังนั้นมันจึงถือว่าเป็นเรื่องปกติ

 

ไนเรลมองไปตามประกาศรายชื่อ ซึ่งมีนักสู้ที่เป็นมนุษย์ชั้นสูงอยู่ถึง 40 คนรวมถึงตัวของเขาด้วย

 

“มนุษย์ชั้นสูงเยอะพอสมควร” ไนเรลจับไปที่คางและมองไปที่รายชื่อ แต่มันก็ไม่แปลกคนที่จะเอาตัวรอดในภูมิภาคตะวันออกเฉียงหรือได้ก็ต้องมีอะไรดีบ้างและพวกเขาก็มารวมตัวกันอยู่ที่เมืองแลกเปลี่ยนโคลอสเซียมแห่งนี้

 

อีกอย่างที่พวกเขามีระดับสูงก็เป็นเรื่องปกติเพราะพวกเขาอยู่ในที่ที่อันตรายใจกลางป่ามีสัตว์กลายพันธุ์ให้ล่าได้ไม่จํากัด

 

ถ้าพวกเขาไม่แข็งแกร่งขึ้นก็มีแต่ต้องตาย

 

ไนเรลเข้ามาในห้องที่ให้นักสู้ทุกคนรอ เมื่อเขาเข้ามาก็กลายเป็นที่สนใจในทันที เพราะดูเหมือนเขาจะเป็นคนแปลกหน้าในที่นี้ แต่มันกลับไม่ได้มีเขาคนเดียวที่เป็นคนแปลกหน้า

 

มันกลับมีหญิงสาวคนหนึ่งเช่นกันนั้นที่แต่งตัวมิดชิดปิดบังใบหน้าจนหมด แต่ก็ยังไม่สามารถปิดบังรูปร่างที่ยั่วยวนนั้นได้

 

มนุษย์ชั้นสูงหลายคนจ้องเธอตาเป็นมัน โดยไม่รู้จักหลบเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย เหมือนกับจะกลัวว่าเธอไม่รู้ว่าพวกเขากําลังมองอยู่

 

หลังจากที่ไนเรลมองไปที่เธออยู่หลายครั้งเขาก็รู้สึกแปลกใจว่าเธอช่างคุ้นเคยเหมือนเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่เขาก็นึกไม่ออกเขาจึงเลิกสนใจและหันไปมองรอบๆแทนจนกระทั่งไปเห็นคนรู้จักที่ไม่ควรจะเห็น

 

“เอส.” ไนเรลถึงกลับอุทานออกมา หลังจากที่บัดซบนี้หนีออกมาจากคุกจนดึงดูดซอมบี้เกือบปิดทางขังเขาไว้ในคุก ไนเรลก็คิดมาตลอดว่าอย่างจะตบกระบาลมันสักทีดูเหมือนว่าตอนนี้เขาจะได้รับโอกาสนั้นแล้ว

 

“ฮัดชิ้ว..!” เทพเอสที่เขามักจะเรียกตัวเองแบบนั้นจามออกมาอย่างแรงจนคนรอบข้างเดินหลบด้วยความกลัวว่าจะติดหวัดจากเอส

 

“ใครบ่นถึงเรา” เอสเช็ดน้ํามูกของตัวเองในทันที แต่แล้วเอสก็รู้สึกเสียวหลังขึ้นมาทันที่ที่โดยไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้ส่งมาจากทางไหน เอสพยายามมองไปรอบๆแต่เขาก็ไม่เห็นใครหรือคนที่เขารู้จักหรือมีความบาดหมางด้วย

 

“หรือจะคิดไปเอง” เอสหันกลับไปโดยไม่รู้ว่าตอนนี้เขาโดนไนเรลหมายหัวเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 

หลังจากสํารวจจนทั่วเขาก็พอจะเดาได้ว่ามนุษย์ชั้นสูงส่วนใหญ่นั้นแบ่งกลุ่มกับเป็นหลายๆกลุ่มแต่ที่ใหญ่ที่สุดก็คงเป็นคนของมังกรดํา ดอลล่า และขวานซิ่ง สามกลุ่มนี้ที่มีมนุษย์ชั้นสูงอยู่มากที่สุด แต่ที่แปลกคือมันดันมีคนที่เท่าๆกัน คือกลุ่มละ 8 คนมีไม่ผิดเหมือนกับนัดกันมา

 

ในขณะที่ทุกคนกําลังรอการต่อสู้และเลือกอาวุธของตัวเอง ที่ส่วนใหญ่เป็นเหล็กธรรมดาอยู่นั้น ภายนอกสนามก็เต็มไปด้วยเสียงโห่ที่สะใจพร้อมกับเสียงกรีดร้องของชายคนหนึ่งที่ร้องออกมาเพราะโดนดาบแทงที่ท้องร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

 

“ไม่ ได้โปรด…” เขากําลังร้องขอชีวิต ในขณะที่รอบข้างเต็มไปด้วยเสียงตะโกนให้ฆ่าฆ่าฆ่า….

 

หลังจากรออยู่สักพักก็ถึงการต่อสู้หลังของมนุษย์ชั้นสูง พวกเขาก็ประกาศของรางวัลออกมาในทันที ซึ่งสิ่งที่ไนเรลสนใจก็คือ นิมพ์สาวสวยแต่เธอเป็นแค่รางวัลที่สองเท่านั้น

 

ส่วนรางวัลที่หนึ่งเป็นร่างของหมียักษ์สัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 ที่มีน้ําหนักกว่า 1 ตัน และปืนกับกระสุนอีกจํานวนมาก

 

ดูเหมือนงานนี้จะถูกจัดขึ้นเพื่อพนันร่างของสัตว์กลายพันธุ์ ขั้น 4 ตัวนี้ที่พวกเขาไปเจอมา ดูเหมือนมันจะบาดเจ็บจนตาย และพวกเขาก็ช่วยขนกันมาแต่ไม่สามารถแบ่งกันได้อย่างลงตัว จึงใช้วิธีนี้ในการแก้ปัญหา

 

“สวัสดีผู้ชมทุกคน ขณะนี้ได้เวลาที่ทุกคนรอคอยแล้ว กับการต่อสู้ของเหล่ามนุษย์ชั้นสูง นี่คือการต่อสู้ของเหล่านักรบที่แข็งแกร่งที่ไม่รู้ว่าจะอีกกี่วันเดือนปีถึงจะได้มีขึ้น โดยจะถูกตัดสิทธิ์ให้แพ้ก็ต่อเมื่อหมดสภาพต่อสู้และสลบไปหรือบอกยอมแพ้ แต่ไม่อนุญาตให้ฆ่า” เมื่อกรรมการประกาศว่าไม่อนุญาตให้ฆ่าทุกคนก็รู้สึกเซ็งเล็กน้อยแต่มันก็ไม่น่าแปลกใจ เพราะก็ไม่มีใครอยากเห็นมนุษย์ชั้นสูงของตัวต้องตายไป

 

โดยเฉพาะการอยู่ในสถานที่แบบนี้ที่มนุษย์ชั้นสูงมีจํากัด

 

“และเพื่อให้มีความสนุกเพิ่มขึ้นมาอีกเราจะให้มีการต่อสู้กันเป็นกลุ่ม คนถ้าใครยืนอยู่ได้เป็นคนสุดท้ายก็ชนะในทันที ถ้าพร้อมแล้วเรามาชมการต่อสู้ได้………………..”

 

ทันทีที่เสียงนั้นหยุดลง ประตูเหล็กก็เปิดออกเผยให้เห็นสนามประลองที่มีคนนั่งอยู่ในอัฒจันทร์เชียจํานวนหลายพันถึงหมื่น ส่งเสียงเชียกันอย่างสุดกําลัง โดยเฉพาะเหล่าสมาชิกกลุ่มต่าง ๆ

 

“บัดซบ ก็ว่าทําไมมันถึงจับกลุ่มกัน” ไนเรลสบถออกมาในทันที เขาอยากจะด่าคนคิดกฏมาก นี่มันไม่ใช่การต่อสู้แบบนักรบแต่เป็นการสู้แบบนักเลงกลุ่มแก๊งมากกว่า ดูเหมือนกลุ่มต่างๆจะคิดว่า ถ้าคนของตัวเองได้ที่ 1 2 3 . ทุกตําแหน่ง นั้นก็เท่ากับจัดการกวาดทุกรางวัลมาเป็นกลุ่มของตัวเองเรียบ พวกมันช่างโลภนัก

 

ไนเรลรับรู้ได้ทันทีว่า เขาจะต้องโดนรุมอย่างแน่นอน ถึงแบบนี้เขาก็ไม่ได้กลัว แต่รู้สึกคันไม้คันมือรีบวิ่งออกไปในทันที เพื่อยึดครองตําแหน่งที่ได้เปรียบสุดนั้นก็คือสนามฝั่งทิศตะวันตก ที่ที่เงาจากทิศตะวันออกงอกยาวมา

ตอนที่ 61 โคลอสเซียม

 

หลังจากที่จัดการซอมบี้สติปัญญาลงไปท้องแล้ว ไนเรลก็บินลงมาหยุดขวางรถไว้เพื่อจะขอติดตามเดินทางเข้าไปในโคลอสเซียมด้วย เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนนอกของที่นี่ ถ้าได้คนพื้นที่นําทางพาเข้าไป มันก็คงจะง่ายกว่า

 

ไนเรลมองไปที่ทุกคนที่มีท่าทีหวาดระแวง ทันใดนั้นคนที่เหมือนจะเป็นผู้นําของกลุ่มนี้ก็เดินเข้าหาเขาอย่างระมัดระวัง

 

“นายคือคนที่จัดการกับซอมบี้สติปัญญาเมื่อสักครู่ใช่หรือไม่ นายเป็นใครกัน? แล้วมาทําอะไรที่นี่” โรฮานถามออกมาพร้อมกับระวังตัวเต็มที่ เพราะไม่รู้ว่าไนเรลต้องการอะไร

 

ไนเรลก็มองไปที่เขาเช่นกันและกล่าวออกมา “ฉันชื่อ ไนเรล ส่วนมาทําอะไรที่นี้ก็คงแค่ผ่านทางมา และอยากจะติดรถไปหาที่พักสักหน่อยหลังจากเดินทางมาเหนื่อย ๆ” 

 

“นายมาจากไหน?”

 

“ที่เมืองย่อย 101 ที่รัฐบาลปกครองอยู่”

 

“รัฐบาลยังอยู่?” โรฮานถามออกมาด้วยความแปลกใจแบบสุด ๆ คนในกลุ่มที่ได้ยินก็ทําสีหน้าแบบเดียวกัน แต่มันก็ไม่แปลก เพราะตอนนี้พวกเขาตัดขาดข่าวสารกับโลกภายนอกมาสมควร ตอนที่สัญญาณอินเทอร์เน็ตและวิทยุยังใช้ได้พวกเขาก็ได้ยินประกาศทางรัฐบาลเช่นกันว่ามีการจัดตั้งค่ายลี้ภัยหลายแห่ง แต่พวกเขาก็เดินทางไปไม่ทัน หรือไปทันค่ายเหล่านั้นก็โดนซอมบี้และสัตว์กลายพันธุ์บุกโจมตีทําลายไปหมด

 

ในทุก ๆ ครั้งที่พวกเขาไปค่ายลี้ภัยพร้อมกับความหวัง แต่เมื่อเห็นสภาพมันก็เป็นการทําลายความหวัง และเมื่อเกิดขึ้นหลาย ๆ ครั้งเข้าพวกเขาก็หมดหวังกับค่ายเหล่านั้นแล้ว

 

ดังนั้นพวกเขาจึงแปลกใจที่ยังมีค่ายลี้ภัย หรือแม้กระทั่งเมืองของรัฐบาลที่ยังยืนหยัดอยู่ได้

 

ไนเรลเหมือนความหวังที่จุดประกายผ่านสายตาของทุกคนที่ต้องการจะถามถึงเมืองเหล่านั้นว่าอยู่ตรงไหน แต่ไนเรลก็ห้ามไว้ก่อนในทันที

 

“ตอนนี้คงไม่ใช่เวลาที่เหมาะในการคุยกันเท่าไหร่ ฉันว่าเราไปจากที่นี่กันก่อนหรือไม่” ไนเรลมองไปทางแนวป่าด้านหลังที่ซอมบี้ที่ไร้ผู้นําเดินตามออกมาแล้ว

 

โรฮานเองก็อยากจะถามเรื่องของเมืองมากกว่านี้แต่เมื่อเขาเห็นซอมบี้ก็พยักหน้าตกลง เขาไม่ได้กลัวว่าไนเรลจะโกหก เพราะถึงอย่างไรถ้าไนเรลจะโกหกเขาก็ไม่มีอะไรจะเสียหายก็แค่พาเขาไปที่เมืองแลกเปลี่ยนก็แค่นั้น แต่ที่สําคัญกว่านั้นคือการได้ผูกมิตรกับคนที่แข็งแกร่งแบบไนเรล

 

และถ้าสิ่งที่ไนเรลพูดเป็นจริงพวกมันก็นับว่าเป็นเรื่องที่ดีก็เท่านั้น โรฮานเรียนรู้ที่จะไม่ตั้งความหวังไว้สูงมากนักในเวลาที่ผ่านมา ๆ เพราะยิ่งตั้งความหวังไว้สูงก็ยิ่งผิดหวังมาก

 

หลังจากนั้นไนเรลก็ขึ้นไปกับรถของโรฮานและทั้งกลุ่มก็ออกเดินทางอีกครั้ง

 

ในระหว่างทางทุกคนมองไปที่ไนเรลอย่างอยากรู้อยากเห็นแต่พวกเขาก็ไม่ได้เข้าไปเริ่มพูดก่อนเพราะการวางตัวของไนเรลนั้นดูเย็นชาเป็นอย่างมากโดยเฉพาะชุดที่ใสและหน้ากากสีทองนั้น

 

เหตุที่เป็นเช่นนั้นเพราะทองคํา สําหรับพวกเขาที่ได้รวมกลุ่มและมีเมืองแลกเปลี่ยนสิ่งของกันนั้นก็แน่นอนว่ามันจะต้องมีการสร้างเงินตราขึ้นมาและแน่นอนว่าเงินกระดาษเก่านั้นไม่มีใครสนใจ

 

ดังนั้นมันจึงมีการใช้ทองคําในการแลกเปลี่ยน “เหรียญทองคํา” ซึ่งที่มนุษย์ทุกคนปลูกฝังไว้ในสมองว่ามันเป็นสิ่งที่มีค่าและมันก็ยังใช้ได้กับยุคนี้อยู่

 

ในการมาครั้งนี้ของเขา ไนเรลก็เอาทองคําบางส่วนมาด้วยเช่นกัน

 

ป่าที่กลุ่มของโรฮานออกมาล่านั้นอยู่ไม่ไกลมากนักจากโคลอสเซียม ใช้เวลาเดินทางแค่ 1 ชั่วโมงก็มาถึง

 

ภาพแรกที่ไนเรลสามารถบรรยายถึงลักษณะของเมืองแลกเปลี่ยนโคลอสเซียมได้นั้นก็คือมันเป็นแอ่งหลุมขนาดใหญ่กว่าหลายกิโลเมตรมีกําแพงหินล้อมรอบ ตรงกลางมีทะเลสาบที่เป็นแหล่งน้ำสะอาดหล่อเลี้ยงเมืองแห่งนี้

 

นั้นทําให้ที่นี่สามารถป้องกันสัตว์กลายพันธุ์ได้ ยกเว้นแต่พวกที่บินได้ซึ่งทุกคนก็ต้องระวังตัวเอาเองเพราะวันดีคืนดีโดยเฉพาะกลางคืนอาจจะโดนนกยักษ์โฉบไปกินก็ถือว่าซวยไป 

 

ส่วนซอมบี้พวกเขาก็จะส่งคนของไปคอยตรวจตราและจัดการเป็นบางครั้ง เพื่อไม่ให้ซอมบี้สติปัญญารู้ถึงที่อยู่ของพวกเขา เพราะไม่งั้นพวกมันได้กลับไปตามตัวอื่น ๆ มาถล่มพวกเขาแน่ ๆ ซึ่งหน้าที่นี่ก็คงตกเป็นของคนที่ปกครองที่นี่

 

ตามข้อมูลในชีวิตก่อนของเขา มันมี 3 ตัวตนที่ปกครองอยู่โคลอสเซียมอยู่คือ มังกรดํา ดอลล่า และสุดท้าย ขวานซิ่ง

 

ทั้ง 3 นี้เป็นกลุ่มแก๊งที่มีอิทพลและมีมนุษย์ชั้นสูงอยู่เบื้องหลัง ถ้าจะพูดถึงความสัมพันธ์นั้นก็คงจะต้องบอกว่า เสือ 2 ตัวอยู่ถ้ำเดียวกันไม่ได้ ไม่ต้องพูดถึงที่นี่เลยที่มีเสือถึง 3 ตัว และหมาป่าตัวเล็กตัวน้อยที่คอยจ้างจะกินเสืออีก

 

แต่ถ้ากลุ่มที่บาดหมางกันสุด ๆ เลยก็คงจะเป็น มังกรดําและขวานซิ่งที่เจอหน้ากันที่ก็กัดกันที่ ถ้าไม่ใช่เพราะมีกลุ่มดอลล่าที่ทําตัวเป็นนกขมิ้นอยู่ข้างหลัง พวกเขาคงจะสู้ในศึกตัดสินเป็นตายกันไปแล้ว

 

หลังจากที่ยอมจ่ายทองไปเล็ก ๆ น้อย ๆ กลุ่มของโรฮานก็เข้ามาด้านในได้ ซึ่งแน่นอนว่าทองที่จ่ายไปเป็นค่าผ่านทางของคนธรรมดาส่วนมนุษย์ชั้นสูงนั้น ผ่านเข้ามาฟรี

 

ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าทางโคลอสเซียมนั้นให้ความสําคัญกับมนุษย์ชั้นสูงมากเป็นพิเศษ

 

หลังจากนั้นโรฮานก็ให้คนของเขาเอาซากหมูป่ากลายพันธุ์ขั้น 3 ไปจัดการ ส่วนตัวเขาและมนุษย์ชั้นสูงในกลุ่มก็เชิญไนเรลไปที่บ้านพักของพวกเขา

 

ถ้าจะพูดว่าบ้านพักมันก็คงจะไม่ค่อยถูกต้องพูดว่าเป็นบ้านไม้ที่สร้างมาจากต้นไม้ทั้งท่อนถูกขนย้ายเข้ามาและสร้างอย่างลวก ๆ ก็เท่านั้น

ถ้าไม้ใหญ่พวกนี้ปรากฏขึ้นมาในตอนที่โลกสงบสุขนั้นมันคงจะเป็นของที่มีค่ามากกว่าทองคําอย่างแน่นอน แต่ในตอนนี้มันมีขึ้นอยู่ทั่วไปหมดใครอยากตัดก็ตัด แต่แน่นอนว่าบ้านแบบนี้มันก็ยังดีกว่านอนข้างถนน

 

หลังจากที่เขามาด้านในไนเรลก็บอกเล่าถึงเมืองย่อยและข้อมูลบางส่วนเป็นการตอบแทนพวกเขา ถึงแม้พวกเขาจะแทบไม่ได้ช่วยอะไรไนเรลเลยก็ตาม

 

ในตอนที่เขาเล่าตอนแรกสีหน้าของทุกคนก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น แต่เมื่อรู้ว่าระยะทางมันไกลขนาดไหนพวกเขาก็เริ่มหดหู่

 

เพราะขนาดไนเรลยังใช้เวลาบินถึง 3 วันกว่าจะมาถึงที่นี่ ถ้าพวกเขานั่งรถหรือเดินไปก็คงจะใช้เวลาหลายสัปดาห์และแน่นอนมันต้องมีคนตายอย่างแน่นอน

 

หลายคนคิดเสียใจถ้าพวกเขารู้และเดินทางในช่วงแรก ๆ ก็อาจจะไปถึงที่นั่นแล้ว เพราะสัตว์กลายพันธุ์? ก็คงจะยังไม่มีระดับสูงมากเท่าตอนนี้

 

หลังจากนั้นไนเรลก็ขอตัวออกไปหาที่พัก แต่แน่นอนว่าโรฮานก็ไม่ใช่คนโง่ที่จะรับเอาข้อมูลของไนเรลมาฟรี ๆ เขาจึงเสนอที่พักให้

 

ไนเรลมองไปที่โรฮานอย่างมีความใน ที่เขามองไปแบบนั้นเพราะจากการพูดคุยเขารู้ว่าโรฮานเป็นคนของมังกรดํา ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็คงมีแผนจะชักชวนไนเรลเข้าร่วมมังกรดํา

 

แต่ไนเรลไม่ได้มีความคิดจะเข้าร่วมเลยแม้แต่น้อยเพราะเขาคิดว่าแค่จะพักหนึ่งถึงสองวันจากนั้นก็จะออกเดินทางต่อ

 

ถ้าพูดให้ถูกเขาก็แค่อยากจะมาเปิดหูเปิดตา หรือเที่ยวเล่นก็แค่นั้น ดังนั้นการพักกับโรฮานก็เป็นแค่การพักชั่วคราว เพราะต่อให้เกิดเรื่องเขาก็ไม่ได้สนใจจะเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทั้งสองกลุ่มอยู่แล้ว

 

และแน่นอนไนเรลก็ตอบตกลงไป ที่พักฟรีใครจะไม่ชอบ

 

หลังจากนั้น โรฮานก็เรียกสาวสวยสองคนเข้ามาคอยดูแลไนเรล คอยนําทางและทุกอย่างที่ไนเรลต้องการ

 

เมื่อมองดูที่ร่างกายของพวกเธอ ไนเรลก็เห็นบาดแผลและปลอกเหล็กที่ขาที่โผล่ออกมาจากเสื้อผ้าที่นอยนิดนั้น “ทาส” นี่คือสิ่งที่เข้ามาในหัวของเขา

 

แต่เขาก็ไม่ได้ใส่ใจหรือต่อว่า โรฮาน ที่นี่มันคือเรื่องปกติ คนที่ปกป้องตัวเองไม่ได้ก็ต้องอาศัยคนที่แข็งแกร่ง ในการมีชีวิตรอด ซึ่งดูเหมือนว่าพวกเธอบางคนจะยินยอมปลงใจมาเองเพราะถึงอย่างไรก็มีของกินและข้าวสามมื้อให้ ดีกว่าต้องไปอยู่ข้างถนน นอนหิวตายหรือกลายเป็นหญิงขายบริการแลกกับข้าวไปวัน ๆ

 

หลังจากนั้นทั้งสองก็นําทางไนเรลไปที่บริเวณค้าขายซึ่งอยู่แถว ๆ ทะเลสาบ

 

ที่โคลอสเซียมนั้นมีผู้คนอยู่ราว ๆ 5 หมื่นคนถ้าดูจากขนาดและความหนาแน่นของคน

 

ในทุก ๆ วันจะมีคนจากค่ายและเมืองใกล้ที่ปกครองจากมนุษย์ชั้นสูง เดินทางเข้าออกอีกจํานวนมาก สิ่งที่พวกเขาเอามาขายก็มีทั้งเนื้อสัตว์ เสื้อผ้า ของกินจากโลกเก่าที่ยังหลงเหลืออยู่ หรือแม้แต่มนุษย์และสิ่งแปลกใหม่ เช่นสิ่งที่เขามองอยู่ในตอนนี้นั้นก็คือ อสูร

 

“นี่มัน…นิมฟ์” ไนเรลพึมพําออกมาในทันที เพราะไม่คิดว่าจะเจอกับตัวตนแบบนี้ได้

 

เผ่านิมฟ์นั้นจัดเป็นอสูรที่กําเนิดขึ้นมาจากธรรมชาติ และทุกตนจะเป็นหญิง ดังนั้นพวกเธอจึงมีรูปร่างที่มีพลังในการล่อลวงบุรุษเพศในตัว ถ้าจะพูดถึงความแตกต่างก็คงจะเป็นตามผิวหนังที่ข้อมือแขนและไหลบางจุดที่เป็นเหมือนกับผิวของเชือกไม้แต่มันก็ยิ่งเสริมให้พวกเธอมีเสน่ห์มากขึ้นก็เท่านั้น !

ถ้ามีอสูรสาวสวยนิมฟ์ก็ต้องมีของที่คู่กันนั้นก็คือ น้ำค้างแห่งชีวิต ที่สามารถรักษาได้ทุกอาการบาดเจ็บ และการป่วย ถ้าใช้ในปริมาณที่มากพอ

 

และไนเรลก็ต้องเอาน้ำค้างแห่งชีวิตมาให้ได้ เพราะเขาจะต้องเติมเต็มคําสัญญาที่ให้ไว้กับ จูเรียว่าจะรักษาให้เธอกลับมาเดินได้ จริงอยู่ว่าในโลกนี้มีของหลายสิ่งที่ให้รักษาได้ และเขาก็ยังมีเวลาอีกหลายเดือนกว่าจะถึงกําหนดของสัญญา แต่ถ้าได้น้ำแห่งชีวิตมามันก็ต้องดีกว่าแน่นอนเพราะเขาไม่ต้องไปตามหาของเหล่านั้นให้เสียเวลาอีก

 

“ผู้หญิงคนนี้ราคาเท่าไหร่” ไนเรลรีบเดินเข้าไปถามราคาขายของนิมฟ์สาวตนนี้ในทันที

 

เมื่อพ่อค้าร่างอ้วนเห็นว่ามีลูกค้าเข้ามา เขาก็ยิ้มออกมาในทันที แต่เมื่อรู้ว่าสิ่งที่ไนเรลถามถึงนั้นก็คือ หญิงสาวที่มีร่างกายที่ผิดปกติคนนี้ เขาก็ทําหน้าผิดหวังเล็กน้อยให้ไนเรลได้เห็น

 

“น้องชาย ผู้หญิงที่นายถาม มันไม่ได้มีไว้ขายแต่เป็นของรางวัลที่จะถูกมอบให้กับมนุษย์ชั้นสูงที่เข้าร่วมการต่อสู้ในวันพรุ่งนี้”

 

“การต่อสู้?” ไนเรลถามอย่างสงสัย

 

“การต่อสู้ที่ถูกจัดขึ้นโดยคนของทั้ง 3 กลุ่มใหญ่ มังกรดํา ดอลล่า และ ขวานซิ่ง” พ่อค้าร่างอ้วนอธิบาย

 

ไนเรลได้ยินดังนั้นก็นึกถึงบางเรื่อง การต่อสู้ที่ว่านั้นคือการสู้ที่เป็นเหมือนกับกีฬาในสมัยโบราณอย่าง กลาดิเอเตอร์ คนสู้กับสัตว์ คนสู้กับคน แต่ที่นี่มีมากกว่าคือ มนุษย์ชั้นสูงสู้กับมนุษย์ชั้นสูง

 

เมื่อสิ่งบันเทิงในโลกอย่างหนัง ละครหรือไม่มีมนุษย์อย่างพวกเขาก็หาสิ่งใหม่ ๆ มาทดแทนเพื่อแก้เบื่อหน่ายอยู่เสมอและก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าความบันเทิงที่ดีที่สุดคือ การพนัน

 

แล้วพนันอะไรจะดีที่สุดละในโลกที่ไม่มีกฎหมายแบบนี้ ก็คงจะเป็นการต่อสู้แบบถึงตายพวกนี้

 

ความคิดของไนเรลประมวลผลอย่างรวดเร็วว่าเขาจะขโมยเธอดีหรือไม่ แต่สักพักเขาก็คิดว่าจะเข้าร่วมในการต่อสู้จะดีกว่า ด้วยพลังของเขานั้นมันก็ไม่น่าจะมีปัญหาในการเอาชนะมนุษย์ชั้นสูงระดับต่ำที่ลงสมัครเหล่านี้

 

ที่สําคัญเขาไม่ต้องการสร้างปัญหาในทุกที่ ๆ ไปเพราะถึงแม้จะมีพลังที่เหนือกว่าก็ตาม หรือก็คือเขาไม่ต้องการเป็นจุดเด่น

 

ไนเรลเลียปากและคิดว่าเขาคงจะสามารถผูกมิตรกับมนุษย์ชั้นสูงที่เข้ารวมต่อสู้ในวันพรุ่งนี้ได้บ้างนะ เพราะการมีมิตรก็ดีกว่าการมีศัตรู

 

ตอนที่ 60 ระหว่างทาง

 

ไนเรลเดินออกมาไม่นานก็มีพนักงานสาวของสมาพันธ์นักล่าเดินมาแจ้งกับเขาว่า มีคนจากทางรัฐบาลมาขอเข้าพบ

 

แต่เมื่อไปพบกับพวกเขาที่ห้องรับแขกและก็พบว่าที่นี่ไม่ได้มีแค่คนของรัฐบาลแต่มีคนจากพาราซัสมาด้วย ชายคนนั้นก็คือผู้จัดการของ สํานักงานย่อยประจําเมืองย่อย 101 นั้นเอง

 

สิ่งที่พวกเขาต้องการจะพูดก็คือการมาขอโทษถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับไนเรลในการลอบสังหารที่ผ่านมา

 

แต่ในความหมายแฝงนั้นพวกเขาคงจะมายืนยันสภาพของไนเรลว่าเขาบาดเจ็บใกล้ตายหรือเป็นอย่างไรบ้าง

 

ส่วนผู้จัดการพาราซัสที่มาก็มาเพื่อแก้ข่าวลือที่ว่าแผนการทั้งหมดเป็นสิ่งที่พาราซัสสั่งการมา ซึ่งผู้จัดการก็เข้ามาพร้อมกับกระเช้าที่สวยงามและรอยยิ้มที่ดูจริงใจ

 

“ผมคือผู้จัดการของสํานักงานย่อยของพาราซัส หวังว่าคุณจะไม่หลงเชื่อข่าวลือที่เกิดขึ้น และผมหวังว่าในอนาคตพวกเราจะได้ร่วมธุรกิจด้วยกัน”

 

ไนเรลมองไปรอยยิ้มเหมือนงูพิษของผู้จัดการคนนี้อย่างสะอิดสะเอีอน แต่เขาก็ยิ้มและจับมือกลับไปเพื่อเป็นมารยาทพร้อมทั้งกล่าวออกมาอย่างจริงใจว่า “แน่นอนเดี๋ยวผมจะแวะไปหา”

 

ทันทีที่ผู้จัดการได้ยินคําพูดของไนเรลตัวของเขาก็ขนลุกขึ้นมาในทันทีอย่างไม่มีสาเหตุ

 

และจากคําพูดนี้เองภายในค่ำคืนนี้ที่พักของผู้จัดการก็เต็มไปด้วยเสียงกรีดร้อง และการฆ่าฟัน ผู้จัดการสํานักงานย่อย บริษัทพาราซัสอยู่ในภาพที่ร้องขอชีวิตแต่ก็ถูกฆ่าตายอยู่ดี

 

ในเช้าวันต่อมา ก็มีข่าวการตายของคนระดับสูงของสํานักงาน ย่อยพาราซัส ประจําเมืองย่อย 101 โดยลักษณะการตายนั้นเป็นรูปแบบฆ่าของนักฆ่าเงา มันแทบจะเรียกได้ว่านักฆ่าเงาไปกวาดล้างคนของสํานักงานย่อยของบริษัทพาราซัสของเมืองย่อย 101 ไปจนหมดเลยก็ว่าได้

 

นั่นทําให้ทันทีที่สํานักงานใหญ่ของบริษัทพาราซัสโกรธแค้นเป็นอย่างมากและตั้งค่าหัวนักฆ่าเงามากถึง 10 ล้านเหรียญไทกีล่าและผลคริสตัลวิวัฒนาการอีก 2 ผล

 

แต่แน่นอนก็มีหลายคนที่สมน้ำหน้าและรอซ้ำเติมพวกเขา โดยเฉพาะรัฐบาลเมื่อย่อย 101 ที่ถือโอกาศนี้จัดการถอนรากถอนโคลนสํานักงานย่อยพาราซัสออกไปในทันที

 

โดยกล่าวหาว่าผู้จัดการของสํานักงานย่อยแห่งนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับนักฆ่าเงาในการว่าจ้างรอบสังหารไนเรลดังนั้นจึงได้จับกลุ่มคนของสํานักงานย่อยแห่งนี้ทั้งหมด

 

แต่นั้นยิ่งทําให้สํานักงานหลักของพาราซัสโกรธพวกเขาไปอีกแต่ก็ทําอะไรไม่ได้ เพราะทุกคนในสํานักงานย่อยตายไปหมดแล้วคนตายไม่สามารถพูดอะไรได้ หลักฐานที่ไม่รู้ว่ารัฐบาลไปขุดมาจากไหนก็ทําให้บริษัทพาราซัสถูกตรวจสอบและเพ่งเล็กจากรัฐบาลกลางของไทกีล่าในทันที

 

พาราซัสได้แต่ทําตัวสงบสะเงียมมากขึ้นมากขึ้นเพื่อหลีกเรียงในหลาย ๆ เรื่องที่รัฐบาลไทกีร่ากดดันมา

 

ซึ่งตัวการที่รับรู้เรื่องทั้งหมดนี้อย่างไนเรลก็ไม่ได้สนใจเลยแม้แต่น้อย เพราะตอนนี้เขากําลังจะออกเดินทางไปที่คฤหาสน์ตระกูลอาโรเดียแล้ว โดยมีเอวาที่ตอนนี้เลื่อนระดับเป็นสีน้ำตาลแล้ว และนิเรียที่เธอก็เลือนมาเป็นระดับสีน้าตาลใกล้จะเลือนเป็นระดับ สีเขียว

 

เหตุที่นิเรียเลื่อนระดับได้ไว้นั้นก็ไม่น่าแปลกเพราะตามจริงแล้วศักยภาพของเธอนั้นก็ไม่ได้น้อยไปกว่านักฆ่าเงาถ้าไม่ติดที่ตอนแรกเริ่มขาดแคลนแก่นพลังงาน

 

แต่หลังจากที่เธอได้รับการสนับแก่นพลังงานจากไนเรลพลังของเธอก็ก้าวหน้าเร็วขึ้นมาก ซึ่งนั้นก็เป็นสิ่งที่ทําให้ไนเรลวางใจเกี่ยวกับความปลอดภัยของเธอมากขึ้น

 

“พี่ชาย พี่จะไม่รอให้พ่อกับแม่เดินทางมาที่นี่ก่อนหรือ” นีเรียถามออกมาด้วยความเป็นห่วง

 

“พี่ออกไปไม่นานอาจจะแค่ 1 เดือน อีกอย่างพี่กลัวว่าเบาะแสของปู่จะหายไปก่อน ถ้าพ่อกับแม่มาถึงแล้วก็ให้พักที่สมาพันธ์นักล่าก็ได้”

 

“อืมเอาแบบนั้นก็ได้” นเรียพูดออกมาด้วยปากที่มัยอย่างเสียดาย เธอคิดว่าจะได้เห็นใบหน้าของพี่ชายที่รู้ว่าพ่อแม่รู้เรื่องที่พี่ชายของเธอทําอะไรกับเอวาไว้ มันคงจะสุดยอดน่าดู เธอถึงกับเตรียมที่จะแอบอัดวิดีโอไว้แล้วด้วย

 

นอกจากนี้เธอก็จะให้พ่อกับแม่ช่วยกันผู้หญิงหน้าอกส้มโอแบบเอวาออกห่างจากไนเรล เพราะทั้งสองยังไม่เป็นอะไรกันก็ทําเรื่องแบบนั้นแล้ว เธอเตรียมใช้เหตุผลที่ว่าเดี๋ยวไนเรลจะทําผู้หญิงท้องก่อนแต่ง? เอวาได้แต่คิดในใจด้วยความหึงหวงพี่ชายของตนเอง

 

ไนเรลที่ตอนนี้หันไปร่ำลาคนอื่น ๆ โดยไม่รู้ถึงความคิดของน้องสาวตัวน้อยเลยแม้แต่น้อย

 

เขาบอกกับแมวน้อยและธีโอเป็น 2 คนสุดท้าย ไม่สิเป็น 2 ตัวสุดท้ายว่าให้ปกป้องทุกคนด้วย ซึ่งแมวน้อยก็รับปากจะปกป้องต้นคริสตัลวิวัฒนาการอย่างเต็มที่ เพราะผลของต้นคริสตัลวิวัฒนาการนั้นก็เป็นเหมือนกับมันครึ่งหนึ่งอยู่แล้วไนเรลไม่ต้องเป็นห่วง

มันรับปากพร้อมกับมองไปที่ผลคริสตัลวิวัฒนาการจํานวนมากอย่างตาเป็นมัน

 

ไนเรลได้ยินดังนั้นก็วางใจ แต่ที่เขาวางใจจริง ๆ คงเป็นฮีโอ เจ้าคาปิบาร่าผู้น่ากลัวนี้

 

หลังจากนั้นเขาก็ไปหาคนสุดท้ายจริง ๆ นั้นก็คือเอวาเขาไม่ได้พูดอะไรมากแค่บอกว่าดูแลตัวเองดี ๆ แค่นั้น

 

สําหรับไนเรลนั้น เขายังไม่รู้ว่าจะเรียกเอวาว่าคนรักได้อย่างเต็มปากหรือไม่ เพราะเขายังคงฝังใจกับเรื่องในอดีต ผู้หญิงคนนั้นที่ชื่อสเตล่า คนที่เขาทั้งรักและเกลียด เธอผู้ที่เป็นตัวการในการฆ่าทุกคนที่เขารัก รวมถึงลูกสาวของพวกเขาด้วย

 

ไนเรลใช้ความสามารถของ [ปีกแห่งความตาย B] บินขึ้นสู่ท้องฟ้าในทันที มองไปที่ด้านล่างที่เห็นผู้คนกําลังสร้างกําแพงที่ดูมันคงและติดตั้งปืนใหญ่จํานวนมาก รวมถึงปืนใหญ่พลังงาน E1 จํานวนหลายกระบอก ทั้งได้รับมาจากเมืองหลักในรอบหลัง ๆ พร้อมกับมีสัตว์กลายพันธุ์ที่ดุร้ายโจมตีตามจุดต่าง ๆ ของเมืองบ้างเป็นบางครั้งบางคราว

 

ด้านนอกมีซอมบี้ที่ถูกนักล่าไล่ล่านอกเมืองย่อย 101 ซึ่งส่วนใหญ่เป็นซอมบี้ที่หลงฝูงหรือถูกทิ้งไว้

 

ห่างออกไปมีสัตว์กลายพันธุ์หลายตัวที่รุมโจมตีฆ่านักล่าในขณะที่นักล่าก็ฆ่าพวกมันเช่นกัน

 

ที่ผ่านมาถึงในเมืองจะสงบสุขจากการปกป้องของกองทัพ แต่ทันทีที่ออกมานอกเมืองมันก็มีการฆ่าฟันอยู่ทั่วทุกหนแห่งไม่ต่างจากดินแดนป่าเถื่อนเลยแม้แต่น้อย และโดยเฉพาะที่ที่เขากําลังไปนั้นที่ซึ่งอยู่นอกเหนือจากอิทธิพลของรัฐบาลกลางของไทกีล่าด้วย แล้วมันยิ่งโหดร้ายเข้าไปอีกอย่างแน่นอน

 

ไนเรลมองไปที่เมืองย่อย 101 ที่กลายเป็นจุดเล็กลง ขณะที่เขาบินออกห่างไปเรื่อย ๆ

 

ไนเรลไม่ได้บินสูงมากนักโดยจะอยู่ที่ความสูงแค่ 1500 เมตรจากพื้นดินเท่านั้น เพื่อให้พ้นระยะของยอดไม้บางส่วน และอยู่ต่ำกว่าสัตว์นักล่าบนท้องฟ้าที่เป็นอันตรายอย่างมาก

 

ถึงเขาจะเป็นระดับ สีเขียวแต่ก็ต้องระวังตัวเป็นอย่างมาก เพราะเหนือเมฆขึ้นไปนั้นถึงจะเรียกว่าราชาที่แท้จริง

 

สิ่งมีชีวิตที่ก้าวข้ามระดับชีวิต ไปแล้วนั้นจะน่ากลัวเป็นอย่างมากถึงขนาดที่สามารถฆ่าเขาไปง่าย ๆ เลย

 

ส่วนระดับชีวิตที่ว่านั้นก็คือ ระดับสีน้ำเงินหรือขั้น 5 นี่คือระดับต่ำสุดที่มีสิทธิ์ในการบินอยู่เหนือกว่าเมฆอย่างแท้จริง

 

ในการจะกล้าวผ่านจากระดับสีเขียวไปเป็นสีน้ำเงินนั้นจะต้องมีพลังงานในเซลล์มากกว่า 10,000 หน่วย

 

ซึ่งไนเรลก็ยังไม่ได้รีบยกระดับขึ้นไปอีกเขาอยากจะให้เซลล์ของตัวเองคงระดับสีเขียวไปก่อนเพื่อไม่ให้มันเกิดปัญญาหาขึ้นในอนาคต ถึงแม้เขาไม่รู้ว่าเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการจะจัดการในเรื่องนี้ได้หรือไม่กันแน่แต่เขาก็ไม่ต้องการจะเสียง

 

อีกอย่างพลังของเขาก็ถือว่าพัฒนาการเร็วมากแล้ว เพราะในชีวิตที่แล้วของเขาระดับสูงสุดก็เป็นแค่สีน้ำเงินเท่านั้น

 

ไนเรลบินด้วยความเร็วสูงมากกว่า 3 วันแล้ว ในทุกวันตอนเย็นเขาก็ลงไปพักข้างล่างตามต้นไม้ และล่าสัตว์กลายพันธุ์ในบางครั้ง

 

มีอยู่ครั้งหนึ่งที่มีสัตว์กลายพันธุ์ระดับ 3 โจมตีเขาซึ่งมันก็ลงไปอยู่ในกระเพาะของไนเรลอย่างรวดเร็ว พร้อมทั้งมันยังให้แก่นพลังงานมาอีก 1 ชิ้น แต่เขาก็ไม่ได้ความสามารถใหม่มา

 

ส่วนสัตว์กลายพันธุ์ที่กินไม่หมดไนเรลก็เก็บมันไว้ในเงา แต่ว่าเขาก็สร้างพื้นที่เงาให้มีขนาดได้แค่ 100 เมตรเท่านั้นนี่คือขีดจํากัดในการคงพื้นที่ให้เสถียรที่สุดแล้วในระดับพลังของเขาตอนนี้

 

“จากระยะที่บินมาอีกไม่กี่กิโลเมตรก็คงพ้นระยะของสัญญาอินเทอร์เน็ตและเข้าสู่ภูมิภาคตะวันออกเฉียงเหนือของไทกีล่าที่ติดกับประเทศจีนาส ที่นี่มีสงครามเมืองและการแย่งชิงพื้นที่ปกครองของมนุษย์ชั้นสูงอยู่บ่อยครั้งสินะ ถ้าจําไม่ผิดแถวนี้มีเมืองแลกเปลี่ยนที่เรียกว่า โคลอสเซียม อยู่ลงไปแวะพักที่นั่นแล้วกัน” ไนเรลนึกถึงข้อมูลในชีวิตที่แล้วจากนั้นเขาก็ส่งข้อความระบุตําแหน่งของตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายให้สมาพันธ์นักล่ารับรู้ก่อนที่จะมุ่งหน้าต่อ

 

หลังจากบินมาจนถึงเย็นไนเรลก็เตรียมจะลงที่แถวปายักษ์และใช้ความสามารถ [ราชานักวิ่ง C] ไปที่โคลอสเซียมแทน เพราะเขาไม่ต้องการที่จะเป็นจุดเด่น

 

แต่ก่อนนั้นอยู่ ๆ เขาก็เห็นกลุ่มของคนที่กําลังจําโดนซอมบี้โจมตีอยู่แถวทุ่งหญ้าโล่งกว้าง

 

ไนเรลสังเกตดูมีในฝูงมีซอมบี้อยู่ไม่เกิน 1 พันตัว ในฝูงยังมีซอมบี้สติปัญญา 2 อยู่ด้วย เมื่อเขาเห็นแบบนั้นก็ตาเป็นประกายเลียริมฝีปากในทันที

 

ที่ด้านล่าง กลุ่มของนักล่าที่พยายามช่วยกันแบกหมูป่ากลายพันธุ์ขั้น 3 ที่หนักประมาณ 600 กิโลกกรัม หนีฝูงซอมบี้เพื่อไม่ให้ซอมบี้พวกนี้กัดโดนเนื้อของของหมูได้ไม่อย่างนั้นเนื้อนี่ก็จะติดเชื้อจนกินไม่ได้

 

สําหรับพวกเขาแล้วเนื้อของสัตว์กลายพันธุ์ขั้นที่สามตัวนี้สามารถเลี้ยงคนของพวกเขาให้อยู่รอดได้อีกหลายวัน

 

และที่สําคัญมันยังสามารถนําไปแลกเปลี่ยนเป็นสิ่งของต่าง ๆ ได้จํานวนมาก

 

“คนที่มีแรงอยู่ก็ช่วยกันแบกหมูนี้ไป ส่วนสัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่น ๆ ทิ้งไปเป็นเหยื่อล่อซอมบี้”

 

“ไปถึงที่รถบรรทุกได้พวกเราก็น่าจะหนีออกจากฝูงซอมบี้ได้อย่างแน่นอน”

 

คนประมาณ 10 กว่าคนช่วยกันแบกหมูปาและอีกหลายคนที่ทําหน้าที่คุ้มกันจัดการกับซอมบี้

 

หนึ่งในนั้นก็มีมนุษย์ชั้นสูง สีน้ำตาล ที่มีความสามารถสนับสนุนความเร็ว ใช้ดาบซามูไรตัดคอซอมบี้ตายเป็นจํานวนมาก พร้อมกับพุ่งเข้าหาซอบบี้ไททันขั้น 3 ในทันที

 

“โอ้วๆๆๆ”

 

“ท่านโรฮานลงมือแล้ว”

 

“ท่านโรฮานฆ่ามัน จัดการซอมบี้ทั้งหมดเลย”

 

คนทั้งหมดนั้นก็ร้องออกมาด้วยความดีใจ เพราะดูเหมือนว่าคนที่ส่งไปตามกําลังหนุนจะมาแล้ว

 

โรฮานจัดการฟันซอมบี้ไททันขั้น 3 พร้อมกับที่มนุษย์ชั้นสูงระดับสีเทา อีก 4 คนได้เข้ามาช่วย นั้นทําให้สถาณะการของพวกเขาดีขึ้นมาก

 

ในตอนนั้นเองที่เสียงกรีดร้องของซอมบี้ปีกขั้น 2 ก็ดังขึ้นพร้อมกับที่ร่วงหล่นลงจากท้องฟ้า

 

พร้อมกับสิ่งมีชีวิตบินได้ที่จู่โจมไปที่ซอมบี้สติปัญญาอย่างไม่ทันตั้งตัว เหมือนกับเหยี่ยวที่ตะครุบหนูพาซอมบี้สติปัญญาขั้น 2 ขึ้นสู่ท้องฟ้าและหายไปทางในยอดไม้หลังจากนั้นก็มีเสียงกรีดร้องของซอมบี้สติปัญญาตามา

 

ทุกคนได้แต่มองไปด้วยความงุนงงว่านั้นมันคือตัวอะไร ใช่สัตว์กลายพันธุ์หรือไม่

 

ถึงแบบนั้นพวกเขาก็ไม่มีเวลามางุนงงสงสัยมานัก เพราะซอมบี้สติปัญญาจะโดนกําจัดไปแล้วแต่ก็ยังมีซอมบี้ธรรมดาและซอมบี้กลายพันธุ์ตัวอื่น ๆ อยู่

 

พวกเขารีบพากันเปิดทางและพาร่างของหมูป่าขั้น 3 กลับไปที่รถและเตรียมขับออกไปทัน

 

แต่ในนั้นตอนนั้นอีกเจ้าสิ่งที่ฆ่าซอมบี้สติปัญญาก็บินลงมาหยุดขวางทางพวกเขาไว้

 

และในที่สุดพวกเขาก็รู้ว่าสิ่งที่ฆ่าซอมบี้สติปัญญาไม่ใช่สัตว์หรืออะไร แต่มันคือ มนุษย์ชั้นสูงที่ใส่หน้ากากทองคําพร้อมกับผ้าคลุมสีดํามิดชิด

 

 

ตอนที่ 59 ระดับสีเขียว(รีไรท์)

 

ไนเรลยังคงสภาพของร่างไททันไว้อยู่ ขณะมองไปที่เหล่าผู้พิทักษ์และนักล่าที่เดินเข้ามาหาเขาด้วยความกลัวที่ไม่อาจปิดมิดได้ในสายตา ถึงแบบนั้นพวกเขาก็มีความเคารพให้เห็นมากกว่าความหวาดกลัว

 

เพราะอย่างไรไนเรลก็เป็นผู้นาของพวกเขา เป็นประธานสมาพันธ์นักล่า

 

ในตอนนี้ตัวไนเรลที่เปลือยเปล่าอยู่นั้นก็เผยให้เห็นคริสตัลสีเขียวที่อยู่กลางหน้าอกของเขา ทุกคนมองไปที่คริสตัลวิวัฒนาการชิ้นที่สองนั้น พวกเขารู้ได้ทันทีว่านี้คืออีกหนึ่งความลับของไนเรล ทุกคนได้แต่ปิดปากเงียบไม่พูดอะไร เพราะพวกเขารู้ว่าสิ่งไหนควรพูดและสิ่งไหนไม่ควรพูดออกมา

 

“เธอกลัวฉันไหม?” ไนเรลมองไปที่เอวาขณะที่เธอเดินเข้ามาใกล้เขา

 

“นายก็ยังคงเป็นไนเรลเหมือนเดิม มีอะไรต้องกลัว” เธอเดินเข้ามาหาไนเรลขณะที่จับไปที่มือของเขา พร้อมกับยิ้มออกมา

 

“ขอบใจนะ”

 

หลังจากนั้นไนเรลก็หันไปกล่าวกับเซนที่เดินเข้ามา “นายไปบอกดามินให้เอาแก่นพลังงานขั้น 3 มาให้ฉัน 10 ชิ้น และขั้น 4 ที่มีอยู่ 2 ชิ้นมาด้วย อ้อขอเสื้อผ้าด้วยและเครื่องวัดระดับพลังงานด้วย”

 

ไนเรลขอออกไปในทันทีเพราะตอนนี้ที่ตัวของเขายายาใหญ่เครื่องวัดระดับพลังงานในเซลล์ก็พังไปแล้ว

 

“ส่วนคนอื่น ๆ ให้แบ่งกันไปปิดล้อมพื้นที่นี้ทั้งหมด ปล่อยข่าวออกไปว่านักฆ่าเงาร่วมมือกับจีซัสคนของหน่วยดาบบุกเข้ามาขโมยต้นคริสตัลวิวัฒนาการ คนอื่น ๆ ถูกจับกินหมดส่วนนักฆ่าเงาหนีออกไปได้ และแจ้งเรื่องการบุกเข้ามาครั้งนี้ให้กับทางรัฐบาลโดยใช้ศพของจีซัสเป็นหลักฐานขอค่าชดเชยให้กับทางสมาพันธ์นักล่าด้วย”

 

“แล้วงานประมูลในตอนเช้านี้ละ” เอวาถามออกมา เพราะเหตุการณ์นี้อาจจะส่งผลกระทบต่อเรื่องงานประมูลและการตกลงในความร่วมมือหลาย ๆ อย่างกับบริษัทที่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วม

 

“มันจะจัดขึ้นเหมือนเดิม”

 

หลังจากที่เขากล่าวเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกันออกไป ที่อาณาเขตทั้งหมดของสมาพันธ์นักล่านั้นก็ถูกคุ้มกันอย่างแน่นหนาจนดูเหมือนว่าจะเกิดสงครามไม่มีผิด

 

นักล่าที่ผ่านไปเมื่อได้เห็นแบบนี้ก็เกิดการอยากรู้อยากเห็นพากันไปสอบถามว่าเกิดอะไรขึ้นก็รู้ว่า มีคนบุกเข้าไปในสมาพันธ์นักล่าเพื่อขโมยต้นคริสตัลวิวัฒนาการแต่พวกนั้นกลับล้มเหลวไม่เป็นท่า

 

ทุกคนตายทั้งหมด ส่วนคนที่มีพลังสูงอย่างนักฆ่าเงาก็หลบหนีไปด้วยอาการบาดเจ็บสาหัส

 

หลายคนได้แต่งงว่าใครคือนักฆ่าเงา แต่เมื่อผ่านไปสักพักก็มีคนที่พอจะรู้ข้อมูลของนักฆ่าเงาออกมาเปิดเผยพวกเขา ก็ทั้งตกใจที่ตัวตนแบบนั้นเข้ามาในเมืองย่อย 101 และก็ตกใจยิ่งกว่าที่ไนเรลประธานของสมาพันธ์นักล่าที่มีระดับแค่ สีน้ำตาลสามารถจัดการกับนักฆ่าเงา ระดับสีเขียวได้

 

แต่ที่ทําให้พวกเขากลัวเข้าไปอีกคือไนเรลได้กินผู้บุกรุกไปหลายคน

 

“ปีศาจ ประธานสมาพันธ์นักล่าเป็นปีศาจ”

 

“ใครกันที่กล้าเข้าไปกระตุกหนวดเสือแบบนั้น สมควรแล้วที่จะถูกกิน”

 

หลังจากเรื่องนี้กระจายออกไปทั่วโลกอินเทอร์เน็ตมันก็กลายเป็นสิ่งที่ทุกคนได้แต่กล่าวถึง โดยเฉพาะเหล่าแม่ ๆ และคนเฒ่าคนแก่ที่ใช้ขู่เด็ก ๆ นอกจากซอมบี้ที่กินคนก็จะใช้ไนเรลหลอกว่าถ้าไม่กินผักจะโดนปีศาจไนเรลจับกิน และมันก็จะใช้ได้ผลทุกครั้ง แต่บางคนก็มองไนเรลเป็นไอดอลโดยเพราะเหล่านักล่า และบางคนก็ต้องการจะลองต่อสู้กับเขาเพื่อชื่อเสียงของตนเอง ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้ก็จะเกิดขึ้นในภายหลังจากนี้

 

ในขณะเดียวกันหลังจากที่ทางรัฐบาลได้รับเรื่องว่าคนของหน่วยดาบ จีซัสได้ร่วมมือกับนักฆ่าเงาบุกเข้าไปที่สมาพันธ์นักล่าโดยไม่เกรงกลัวกฎหมายและพยายามขโมยต้นคริสตัลวิวัฒนาการและลอบสังหารไนเรล แต่กลับถูกฆ่าตาย พร้อมกับที่สมาพันธ์นักล่าเรียกร้องค่าชดเชยอีก ทางรัฐบาลเมืองย่อย 101 ก็พากันวิ่งวุ่นชุลมุนและประกาศออกมาว่าจีซัสได้ถูกปลดออกจากหน่วยดาบไปตั้งแต่หลายวันก่อนแล้วฐานที่หลบหนี้จากการปฏิบัติหน้าที่ ทางรัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการบุกโจมตีในครั้งนี้

 

ซึ่งอยู่ ๆ ทางสมาพันธ์นักล่าก็ยอมรับเหตุผลนี้ไปอย่างดื้อ ๆ ซะงั้น แต่เบื้องหลังรัฐบาลเมืองย่อย 101 นั้นต้องเจ็บปวดกับการจ่ายค่าชดเชยอยู่พอสมควร

 

ส่วนที่สํานักงานย่อย บริษัทพาราซัสประจําเมืองย่อย 101 ก็มีการประชุมด่วนเพราะข่าวการโจมตีที่ล้มเหลวได้มาถึงพวกเขาแล้ว

 

ทางพาราซัสได้ทําลายหลักฐานที่เกี่ยวข้องกับคนทั้งหมดที่บุกรุกเข้าไปที่สมาพันธ์นักล่าทิ้งทันทีเพื่อไม่ให้สืบเรื่องสาวมาถึงพวกเขาได้ พวกเขาไม่ได้กลัวไนเรลที่จะสืบเรื่องมาถึง เพราะเมื่อเทียบกันแล้วไนเรลก็มีดีแค่ต้นคริสตัลวิวัฒนาการ

 

แต่ที่พวกเขากลัวคือรัฐบาลอาจจะให้ข้ออ้างนี้ในการกดดันและจัดการกับพวกเขาได้ จนถึงอาจจะสืบไปถึงการร่วมมือบางอย่างก็เป็นได้

 

เรื่องที่เกิดขึ้นวุ่นวายข้างนอกนั้นไม่ได้ส่งผลต่อไนเรลที่ตอนนี้อยู่ที่ใต้ต้นคริสตัลวิวัฒนาการเลยแม้แต่น้อย เพราะเขาเองก็พอจะเดาถึงผลกระทบจากข่าวที่ปล่อยออกไปได้

 

ตอนนี้ไนเรลกําลังจัดการกินแก่นพลังงานทั้งหมดที่อยู่ในมือเพื่อยกระดับพลังงานในเซลล์ให้ถึง 1000 หน่วยและก้าวข้ามไปเป็นระดับสีเขียว ซึ่งแก่นพลังงานที่มีอยู่ตรงหน้าของเขานั้นมันเกินซะยิ่งกว่าพอ ที่เหลือก็ต้องมาลุ้นเอาว่าเซลล์และยืนในร่างกายของเขาพร้อมที่จะขึ้นสู่ระดับสีเขียวแล้วหรือไม่

 

ไนเรลกลืนแก่นพลังงานที่มีอยู่ทั้งหมดในทันที่เหมือนกับในทุก ๆ ครั้ง พลังงานที่เริ่มหมุนวนและหลอมละลายกระจายไปยังเซลล์ต่าง ๆ ในร่างกาย เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาไนเรลได้ดูดซับแก่นพลังงานไปเป็นจํานวนจนเซลล์ในร่างกายของเขามีพลังงานสูงถึง 4500 หน่วยแล้ว แต่เขาพัฒนาการได้เร็วแบบบ้าคลั่งนี้ก็ต้องขอบคุณเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการที่คอยจัดการพลังงานให้กับตัวเขา

 

เซลล์ในร่างกายของไนเรลเริ่มดูดซับพลังงานและยกระดับตัวเองขึ้นมาอย่างช้า ๆ แม้แต่เครื่องวัดระดับพลังงานที่ไนเรลได้ให้เซนเอามาให้ใหม่ก็มีตัวเลขที่แสดงพุ่งขึ้นสูงเรื่อย ๆ

 

4500…4600…4700…4800…4900…5000…และในที่สุดมันก็ผ่านไปที่ 5700 หน่วยจึงหยุดลง

 

“ต้องขอบคุณแก่นพลังงานของชายที่ชื่อไรอันอะไรนั้น” เนื่องจากที่ผ่านมาดชแก่นพลังงานจํานวนมากถูกเขาใช้และบางส่วนก็แจกจ่ายให้กับคนของสมาพันธ์และผู้พิทักษ์ไปมันจึงทําให้เขายังไม่มีแก่นพลังงานพอในการยกระดับพลัง

 

ไนเรลกํามือของเขาแน่นที่เต็มไปด้วยพละกําลังพร้อมกับมองไปที่บาดแผลตามร่างกายที่ค่อย ๆ สมานกันอย่างช้า ๆ จนสามารถมองได้ด้วยตาเปล่า ถึงมันจะไม่สามารถหายได้ในทันที แต่ไนเรลก็สามารถคืนสภาพร่างเดิมได้แล้ว โดยที่ไม่เป็นอันตราย

 

ร่างกายของไนเรลกลับมามีขนาดเท่าเดิม หลังจากนั้นเขาก็ใส่เสื้อผ้าที่เซนน้ำมาให้มันเป็นชุดที่เรียบง่ายแต่สุภาพและดูดี

 

ไนเรลคิดว่าเขาควรที่จะทดลองให้พลังของนักฆ่าเงาดู ทันทีที่เขาก็โดดเข้าไปในเงามันก็เหมือนกลับเข้าไปในมิติที่เต็มไปด้วยความมืดมิด แต่เขาไม่ได้กลัวเลยแม้แต่น้อย

 

เมื่อเดินไปสุดปลายทางของพื้นที่เขาก็ออกมาโผล่อยู่ที่ห่างออกไปประมาณ 100 เมตร

 

ในระยะ 100 ที่เงาเชื่อมต่อกันเขากลับให้เวลาเดินไม่ถึง 1 วินาที

 

“นี่มันสุดยอด” ไนเรลได้แต่เอ่ยปากชมออกมา มันเหมาะสมแล้วที่จะเรียกว่าความสามารถระดับ S

 

แต่ก่อนที่เขาจะได้ทําอะไรก็เห็นถึงของบางอย่างมันคือกองสิ่งของที่ดูเหมือนว่าจะเป็นของนักฆ่าเงา

 

หลังจากที่เขาตายของที่เก็บไว้ในเงาก็ถูกผลักออกมาจากเงาของเขา

 

ไนเรลไม่ได้แปลกใจเพราะตอนที่เข้าไปในเงามันก็เป็นเหมือนกับมิติที่ความสามารถ [เงา S] เปิดขึ้นมา เขาก็พอจะเดาได้ว่ามันคงสามารถใช้เก็บของได้เหมือนกับที่นักฆ่าเงาใช้เงาของตัวเองพาคนทั้ง 9 เข้ามาในเงาของตนเองและเคลื่อนที่ผ่านเงามาที่สมาพันธ์นักล่า

 

แต่แน่นอนว่าเงาที่เก็บจะต้องเป็นเงาของตนเองที่เชื่อมต่อกับพลังเงาอยู่ตลอดเวลา

 

“ดูเหมือนว่าจะได้ของดีมาด้วย” ไนเรลรู้สึกพอใจกับความสามารถเงาเป็นอย่างมาก

 

จากนั้นเขาก็กลับไปที่ตึกของสมาพันธ์นักล่าเพราะตอนนี้มันเป็นเวลาเช้าแล้ว ใกล้จะได้เวลาของการประมูลแก่นพลังงาน

 

หลังจากที่เขาเดินเข้าไปในห้องประชุมใหญ่ก็เห็นว่าทุกคนมาพร้อมกันแล้วบางคนก็แปลกใจ เพราะคิดว่าท่านประธานไนเรลจะต้องรักษาตัวอีกหลายวันจากบาดแผลที่เกิดขึ้น

 

ไนเรลนั่งลงที่ตําแหน่งประธานจากนั้น ซี่โร่ก็แสดงเวลานับถอยหลังของนาฬิกาในการเปิดการประมูล

 

การประมูลจะเป็นในรูปแบบของออนไลน์คนที่ต้องการเงิน G ก็สามารถที่จะใช้วัตถุ เช่นแก่นพลังงาน เนื้อสัตว์ ทองคํา วัตถุดิบ แร่ หรือแม้แต่กู้ยืมจากสมาพันธ์นักล่าได้ เพื่อที่จะนําไปใช้ในการประ

 

โดยตอนนี้ทางรัฐบาลกลางเองก็ได้มาทําขอตกลงแล้วเช่นกันว่าจะยอมรับการมีอยู่ของเงิน G แต่ต้องให้ทางรัฐบาลตรวจสอบ และมีส่วนในการจัดการกับมันด้วย

 

ไนเรลก็ไม่ได้ปฏิเสธ โดยสมาพันธ์นักล่าก็ได้จ้างตัวแทนที่มีความสามารถในการจัดการเรื่องนี้เข้ามาจัดการเจรจา และภายหลังก็ได้ข้อตกลงกัน

 

หลังจากข้อตกลงนี้เงิน G ก็ยิ่งได้ถูกยอมรับเป็นวงกว้างโดยเฉพาะเหล่านักล่าที่ยึดถือมันเป็นเงินกลางควบคู่ไปกับเงินเหรียญของไทกีล่าที่รัฐบาลได้พิมพ์ออกมาใหม่ โดยพวกเขาลดบทบาททองคําที่ปกติเป็นเงินสํารองระหว่างประเทศไปเป็นแก่นพลังงานและผลคริสตัลวิวัฒนาการแทน นั้นทําให้เงินเหรียญไทกีล่าได้ฟื้นค่าเงินกลับมาได้

 

โดยอัตราแลกเปลี่ยนจะอยู่ที่ 1G ต่อ 100 เหรียญไทกีล่า เหตุที่เป็นเช่นนั้นก็เพราะไนเรลไม่ได้ยอมให้เงินเหรียญแลกเป็นเงิน G โดยตรงแต่อัตราแลกเปลี่ยนนี้คือการที่นักล่าน้ำเงิน G ออกไปซื้อขายกันเองกับเงินเหรียญไทกีล่า และไนเรลก็ไม่ได้ห้ามด้วยเช่นกัน

 

ซึ่งเมื่อเทียบกับการซื้อเนื้อธรรมดาสัก 1 กิโลกรัมแล้วมันใช้เพียงแค่ 10 G เท่านั้น

 

การประมูลนั้นไม่มีอะไรยุ่งยาก ก็แค่เสนอราคาและทุกการเสนอราคาจะต้องไม่ต่ำกว่า 5,000 G

 

การประมูลจะสิ้นสุดตอนเที่ยงวันตรง แต่นี่แค่ 6 โมงเช้าหลังจากการเปิดประมูลไปแค่ 30 นาที ราคาของผลคริสตัลวิวัฒนาการที่ออกมาประมูลทั้ง 100 ชิ้นก็พุ่งสูงไป 35,000 G แล้ว โดยเฉพาะผลคริสตัลที่ให้ความสามารถประเภทกลายร่างที่มีอยู่แค่ 10 ชิ้นนั้นราคามันมากกว่า 60,000 G แล้ว

 

ต้องรู้ก่อนว่าที่ราคามันมากขนาดนี้นั้นก็เป็นเพราะว่าผลคริสตัลประเภทที่ให้ความสามารถกลายร่างนั้นหายากเป็นอย่างมาก และที่สําคัญไปกว่านั้นแม้แต่รัฐบาลหรือคนอื่น ๆ ก็ครอบครองเพียงแค่ต้นคริสตัลวิวัฒนาการที่ให้ผลคริสตัลวิวัฒนาการประเภทความสามารถ พลังธาตุและสนับสนุนเท่านั้น

 

นั้นทําให้พวกเขาอยากที่จะครอบครองผลคริสตัลวิวัฒนาการประเภทกลายร่างเป็นอย่างมาก

 

เพราะพลังของมันนั้นในบางแง่มุมก็เหนือชั้นกว่าผลคริสตัลวิวัฒนาการอีกสองประเภทอยู่มาก ซึ่งตัวอย่างก็มีให้เห็นนั้นก็คือไนเรลที่ใช้ความสามารถกลายร่างเป็นมังกรจัดการกับซอมบี้นับแสนด้วยตัวคนเดียวตามความเข้าใจของพวกเขา

 

ไนเรลมองไปที่ราคาและคิดว่าถ้าเขาเอาผลคริสตัลวิวัฒนาการ ประเภทจิตใจหรือลึกลับออกไปประมูลราคาของมันจะมากขนาดไหน แต่เขาก็คงคิดว่าประเภทลึกลับคงจะถูกรัฐบาลทุ่มทุนทั้งหมด ซื้อมันไปแน่นอน

 

เพราะความสามารถประเภทจิตใจถูกจัดให้เป็นความสามารถต้องห้ามที่ต้องได้รับการเฝ้าระวังสูง

 

ส่วนประเภทลึกลับก็มีทั้งความอันตรายและไม่อันตรายต่างกันไป รัฐบาลกลางคงไม่ยอมให้พลังเหล่านี้ตกไปอยู่ในมือของคนอื่น ๆ แน่นอน

 

แต่ไนเรลก็คิดแบบเดียวกับทางรัฐบาลถ้าจะให้คนอื่นได้ไปสู้ใช้กับคนของตนเองดีกว่า ดังนั้นเขาจึงเก็บผลคริสตัลวิวัฒนาการ จิตใจและลึกลับไว้เป็นความลับให้มีแค่คนในของสมาพันธ์นักล่าเท่านั้นที่รู้ถึงการมีอยู่ของมัน

 

หลังจากเวลาที่ผ่านไปอย่างรวดเร็วการประมูลก็สิ้นสุดลง โดยสมาพันนักล่าสามารถปิดการประมูลขายผลคริสตัลวิวัฒนาการทั้ง 100 ผลได้ราคาสูงถึง 7,500,000 G หรือคิดเป็นเงินเท่ากับ 750,000,000 เหรียญไทกีล่า ซึ่งสามารถซื้อเนื้อธรรมดาได้ถึง 750 ตันเลยทีเดียว

 

เพียงแค่ทุกคนเห็นก็รู้ได้ทันทีถึงความต้องการของผลคริสตัลวิวัฒนาการเหล่านี้จะทําให้มีมากแค่ไหน พร้อมกับที่เห็นถึงอนาคตของสมาพันธ์นักล่าที่จะสามารถขึ้นไปเทียบชั้นได้กับบริษัทข้ามชาติอย่างพาราซัสอย่างแน่นอนในเวลาไม่นาน

 

ถึงแม้การประมูลจะสิ้นสุดลงไปแล้วแต่มันก็มาพร้อมกับข้อเสนอของบริษัทที่ติดต่อเข้ามาหลังไมค์จํานวนถึงความร่วมมือและข้อตกลง

 

บางคนมาเพราะเห็นถึงศักยภาพของการเติบโตของสมาพันธ์นักล่า

 

ไนเรลที่ไม่ได้สนใจไนเรื่องนี้ก็ยกหน้าที่พวกนี้ให้คนอื่น ๆ จัดการในทันที เนื่องด้วยสมาพันธ์นักล่านั้นรู้อยู่แล้วว่าจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นพวกเขาจึงจากบุคลากรที่มีความสามารถด้านนี้มาโดยเฉพาะเข้ามาจัดการรับมือกับเรื่องพวกนี้

 

คนพวกนี้ไม่ได้หายากอะไร เพราะทันทีที่เกิดเรื่องวันสิ้นโลก ความสามารถของพวกเขาก็ไม่ได้เป็นที่ต้องการมากนัก แม้แต่ความสามารถของช่างเชื่อมโลหะยังถูกมองว่ามีค่ามากกว่าพวกเขาซะอีก

 

นั้นทําให้หลายคนต้องอยู่แบบอด ๆ อยาก ๆ พอรู้ว่าสมาพันธ์นักล่าต้องการคนแบบพวกเขาหลายคนก็แทบจะวิ่งไม่คิดชีวิตรีบมาสมัครในทันทีเพราะกลัวว่าตําแหน่งจะเต็มซะก่อน

 

ไนเรลเดินออกมาเพื่อไปหาเมสันช่วยทําของบางอย่างให้เพื่อเตรียมตัวที่จะออกเดินทางตามแผนที่วางเอาไว้เพราะมันก็ช้ามากแล้ว เขากลัวว่าของที่อยู่ที่คฤหาสน์ตระกูลอาโรเดียจะถูกทําลายไปกับธรรมชาติที่เอาแน่เอานอนไม่ได้ในโลกแบบนี้ซะก่อน

 

ตอนที่ 58 กิน…กิน…และกิน(รีไรท์)

จีซัสมองเข้าไปในหมอกน้ำแข็งและฝุ่นควันด้วยความหวาดกลัว มือขนาดยักษ์ที่จับไปที่ร่างของเขา พร้อมกับแรงบีบมหาศาล เขามองไปที่ไนเรลที่อยู่ในร่างของอมนุษย์กิ้งก่าตัวสูงกว่า 6 เมตร

ตามร่างกายมีรอบบาดแผลจากการโดนหอกน้ำแข็งทิ่มแทงอยู่หลายแห่ง แต่ด้วยความสามารถ [ร่างไททัน B] ที่ได้มาจากซอมบี้ไททันขั้น 3 มันก็ทำให้พลังชีวิตของเขาอึดเป็นอย่างมาก

“เป็นไปไม่ได้ทำไมแกไม่ตาย! ทำไม? ในเมื่อโดนหอกน้ำแข็งยิงใส่ไปขนาดนั้น” จีซัสตระโกนออกมาด้วยความไม่อยากเชื่อ

คนตายที่กำลังจะตายอย่างจีซัส ไนเรลไม่จำเป็นต้องตอบคำถาม เขาเพิ่มแรงบีบของมือที่จับจีซัสอยู่ในทันที

“แกฆ่าฉันไม่ได้ ฉันคือลูกชายคนที่ 3 ของตระกูลชั้นสูงรัสเซล ถ้าฆ่าฉันตระกูลรัสเซลต้องไม่ปล่อยแกแน่” จีซัสรู้ได้ทันทีว่าถ้าเป็นแบบนี้มันจะต้องโดนไนเรลบีบตายอย่างแน่นอน เขาจึงรีบพูดออกมาด้วยความรวดเร็วหมายจะใช้ตระกูลของเขาข่มขู่ไนเรล

“ตายไปซะ!” แต่ดูเหมือนว่าไนเรลจะไม่สนใจ คำขู่ของจีซัสเลยแม้แต่น้อย เรื่องระหว่างเขากับจีซัสมันเกินกว่าที่จะพูดคุยกันได้แล้ว และอีกอย่างไนเรลไม่ได้กลัวตระกูลรัสเซลของจีซัสเลยแม้แต่น้อย

“อ๊าก! อัก! ไม่ ๆ ไม่!!!!!!!!!!!” จีซัสร้องด้วยความเจ็บปวด รับรู้ได้ถึงอวัยวะภายในที่กำลังถูกบีบอัดเข้ารวมกัน เลือดที่ไหลออกมาจากทวารทั้ง 7 ของร่างกายราวกับสายน้ำ

ดวงตาที่ปูดโปนหลุดออกมาพร้อมกับของเหลวสีแดงฉานในร่างกายและอวัยวะภายในที่พุ่งออกมาไม่ต่างกับน้ำพุโลหิต

ไนเรลบีบจีซัสจนตายคามือเหมือนกับบีบผลส้มเละคามือไม่มีผิด และอันดับหนึ่งหน่วยดาบของเมืองย่อย 101 ก็ตกตายไปทั้งแบบนี้

ไนเรลมองไปที่ร่างของจีซัส เขาพยายามที่จะไม่ทำลายหัวของจีซัสเพราะเขามีแผนที่จะใช้ตัวตนของจีซัสในฐานะหน่วยดาบในการเรียกร้องหาความรับผิดชอบจากรัฐบาลของเมืองย่อย 101 ในการบุกรุกครั้งนี้

ไนเรลโยนร่างของจีซัสทิ้งไปด้านจากนั้นก็มองตรงไปที่คนของพาราซัสอีก 4 คนที่กำลังจะวิ่งไปถึงต้นคริสตัลวิวัฒนาการแล้ว

ไรเรลให้มือหยิบไปที่ดาบหนักกระดูกทั้งสองเล่มขั้นมา

ดาบหนักที่อยู่ในมือของในเรลในร่างของไททันนั้น เหมือนกับกลายเป็นดาบสั้นธรรมดาไม่มีผิด ทันทีที่หลุดออกมาจากมือทั้งสองข้างของเขามันก็พุ่งตรงไปหาคน 2 ใน 4 ที่วิ่งไปที่ต้นคริสตัลวิวัฒนาการทันที

“เร็วอีกนิดเดียวก็จะถึงแล้ว…”

ตูม!!!

แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้ทันทำอะไร ดาบหนักก็แทงทะลุร่างพวกเขาตายไปสองคนในทันที

คนที่เหลืออีกสองคนก็มีสีหน้าที่เต็มไปด้วยความหวาดกลัว มันมองไปที่ร่างของเพื่อนที่โดนดาบหนักเสียบทะลุหน้าอกตายคาที่

“หนี” นั้นคือความคิดเดียวที่มีอยู่ในหัวของทั้งสองคนในตอนนี้แต่มันก็สายไปซะแล้วเพราะไนเรลวิ่งมาหาพวกเขาด้วยความรวดเร็ว

“ตายไปซะ” หมัดของ

ไนเรลต่อยไปที่คนหนึ่งในนั้นจนร่างแหลกเป็นหมอกเลือดหายไปในทันที

ส่วนอีกคนถึงกลับหวาดกลัวจนไม่มีจิตใจที่จะสู้อีกมันทิ้งตัวลงและพยายามคลานหนีไนเรลไม่ต่างจากสัตว์ที่บาดเจ็บ

ไนเรลไม่รอช้า เหยียบลงไปที่ร่างของชายคนนั้นจนแหลกแหลวในทันที

คนทั้งสี่คนได้ตกตายไปทั้งแบบนี้

“ภารกิจล้มเหลวแล้ว หนีเอาตัวรอดก่อน”

“บัดซบนังผู้หญิงบ้านั้นเข้ามาขวางอยู่ได้ ฆ่าเธอก่อนเลย”

แต่ในตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงของเอวาที่โดนผู้บุกรุกอีก 3 คนลุมโจมตีโดยเฉพาะ ผู้ที่ใช้พลังธาตุไฟ โหมหมัดเพลิงต่อยไปที่เธอ

“บังอาจ” ไนเรลที่เห็นแบบนั้นก็เต็มไปด้วยความโกรธแค้นรีบตรงไปหาคนทั้ง 3 ในทันที

“โลแกนไปช่วยเอวาก่อนเร็ว”

“เร็วไปช่วยท่านเอวา”

คนของสมาพันธ์นักล่ารีบเข้าไปช่วยเอวาในทันทีแต่มันก็ช้าอยู่ดี

ในขณะที่การโจมตีปิดฉากจากผู้ที่ใช้พลังธาตุไฟกำลังจะมาถึงตัวของเอวา เธอมองไปการลูกไฟขนาดยักษ์ที่เข้ามา ถ้าเธอโดนการโจมตีนี้เข้าไปละก็จะต้องตายอย่างแน่นอน

เอวาพยายามที่จะจับใบมีดสายลมพาตัวเองหนี แต่ลูกไฟนั้นใหญ่เกินไป

“ไนเรล…” เอวามองไปที่ลูกไฟนั้น และรู้ว่าเธอจะต้องตายแต่ก็ยังนึกเสียใจที่ไม่ได้บอกความรู้สึกของตัวเองให้ไนเรลได้รับรู้ นี่คือสิ่งเดียวที่เธอเสียใจ

เธอที่ต้องสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างไปในช่วงแรกของวันสิ้นโลก ทั้งพ่อแม่ที่กลายเป็นซอมบี้ น้องชายที่ติดเชื้อตายไปจากการที่พยายามช่วยเธอ เธอรู้สึกเสียใจเป็นอย่างมาก แต่ที่มากไปกว่านั้นคือ ทำถึงเป็นเธอที่รอดมาอยู่คนเดียวเสมอ

จนกระทั่งเธอได้รู้ว่าที่เธอรอดมาได้ก็เพราะโชคชะตาอาจจะต้องการให้เธอได้มาพบกับไนเรลก็เป็นไปได้

ไนเรลได้ช่วยชีวิตของเธอมาแล้วหลายครั้งตั้งแต่ ครั้งแรกที่พาหนีออกมาจากการปิดล้อมของซอมบี้ ครั้งที่สองก็จากจิ้งจกหางหอกและปลิงพิษนั้น และครั้งที่สามก็ยอมสู้กับจิ้งจกหางหอกอีกครั้งจนเกือบจะกลายเป็นสัตว์ไปจริง ๆ และเขายังยอมรับคำขอของเธอและพักพวกนักล่าในการก่อตั้งสมาพันธ์นักล่าแบกรับหน้าที่ประธานสมาพันธ์และความกดดันจากรอบข้าง

ถึงเธอจะรู้ว่าทุกอย่างที่ไนเรลทำไม่ได้ทำเพื่อปกป้องเธอเพียงคนเดียว แต่ถึงแบบนั้นเธอก็ตกหลุมรักเขาไปแบบไม่มีเหตุผลแล้ว

“ไนเรล…” เอวาเรียกชื่อของคนที่เธอรักมากที่สุดออกมาพร้อมกับน้ำตา…

แต่ดูเหมือนคำพูดของเธอจะส่งไปถึงไนเรล เพราะทันทีที่ลูกไฟขนาดยักษ์นั้นปะทะเข้ากับจุดที่เธออยู่ก็มีร่างขนาดยักษ์เข้ามาโอบกอดเธอไว้

ลูกไฟที่ปกคลุมระยะกว่า 10 เมตรระเบิดออกกระจายไปในทันที เอวามองไปที่ใบหน้าของในเรลที่กำลังอุ้มเธอและใช้แผนหลังเป็นเหมือนกับโล่ป้องกันไฟให้กับเธอ

“ไม่เป็นอะไรนะ” ไนเรลถามเอวาออกมาด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง

เอวาที่เห็นดังนั้นน้ำตาก็ไหลออกมา แต่เธอก็รีบเช็ดน้ำตาทันทีเพราะตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาร้องไห้ พวกเขายังต้องจัดการกับคนพวกนั้นอีก 3 คน

ไนเรลค่อย ๆ ปล่อยเอวาลงอย่างช้า ๆ พร้อมกับหันไปมองผู้บุกรุกทั้งสามอย่างอาฆาตแค้น

เขาเดินไปที่คนทั้งสามที่ตอนนี้ถูกล้อมไว้ด้วยผู้พิทักษ์และโลแกน

โดยมีสองคนที่โดนแมวน้อยที่โผล่ออกมาดังหน้าจัดการสะกดจิตพวกมันให้ฆ่ากันเอง ส่วนอีกคนที่ใช้ความสามารถไฟโจมตีเอวา ก็พยายามโจมตีไปที่ผู้พิทักษ์เพื่อจะหลบหนี

ไนเรลไม่รอช้าต่อยเข้าไปที่ร่างของมันอย่างรุนแรงโดยที่ไม่ทันระวังตัวเลยแม้แต่น้อย

“อ๊าก” มันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ร่างกายและกระดูกที่หักไปทั้งร่างฉีกแทงผ่านผิวหนังออกมา

มันนอนหายใจโรยรินใกล้ตายในทันที แต่แน่นอนว่ามันก็ยังไม่ตายเพราะไนเรลไม่ยอมให้มันตายง่าย ๆ แน่นอน

“ได้โปรด…อั๊ก..ไว้ชีวิต…ได้โปรด…อ๊ากกก” ชายคนนั้นพยายามร้องขอชีวิตในขณะที่ร่างถูกไนเรลยกขึ้นมา

ความโกรธของไนเรลนั้นมีมากถึงขนาดที่สามารถกลืนกินชายคนนี้ได้เลยและไนเรลก็จัดการกลืนกินมันลงไป

ความรู้สึกในการกินมนุษย์นั้นมันไม่ได้แปลกใหม่เลยสำหรับไนเรล ถึงเขาจะเคยบอกกับตัวเองว่าในชีวิตนี้จะไม่กินเผ่าพันธุ์เดียวกับเขาอีก แต่ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะไม่ได้เป็นอย่างที่เขาคิดไว้เสมอไป

อีกอย่างไนเรลคิดว่าเขาคงต้องสร้างตัวตนให้สมกับที่เป็นประธานสมาพันธ์นักล่า ต้องแสดงอำนาจให้คนที่พยายามหาเรื่องเขาได้เห็นจุดจบของคนที่กล้ามาบุกรุกสมาพันธ์นักล่าจะเป็นอย่างไร

และสิ่งเดียวที่เขาถนัดที่สุดนั้นก็คือ ความป่าเถื่อนโหดเหี้ยมอำมหิตดังปีศาจที่กลืนกินมนุษย์ และเป็นพวกหมาบ้าที่จะกัดคนเหล่านั้นจนถึงที่สุด

ทันทีที่ร่างของชายคนนั้นไหลลงไปในคอเข้าสู่กระเพาะอาหารของไนเรลมันก็ถูกย่อยสลายด้วยความรวดเร็วกว่าตอนกลืนซะอีก

เมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการดูเหมือนจะตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะสำหรับมันแล้วไม่มีแบ่งแยกเผ่าพันธุ์ สิ่งที่มันสนก็คือระดับของความสามารถเท่านั้น

ไนเรลมองไปที่ผู้บุกรุกอีกสองคนที่สู้กันเองจากความสามารถของแมวน้อย

ในเมื่อเขากินมนุษย์ไปแล้วงั้นจะกินเพิ่มอีกสักสองคนจะเป็นอะไร หลังจากนั้นร่างของทั้งสองก็หายไปในท้องของไนเรลอย่างรวดเร็ว

ทุกคนที่อยู่รอบข้างมองไปที่ไนเรลอย่างหวาดกลัวถึงความอำมหิตของเขา ถึงพวกเขาจะเป็นไนเรลกินซอมบี้ไปจำนวนมากแต่ตอนนั้นไนเรลก็อยู่ในร่างของกิ้งก่ายักษ์ แต่ตอนนี้เขาอยู่ในร่างที่ไม่ต่างจากคน

หลายคนถึงกับสั่นเทาเมื่อเห็นสายตาที่ไนเรลจ้องมองมา มันอาจจะเป็นเพราะสัญชาตญาณของเหยื่อที่มีต่อผู้ล่า ที่กลัวการถูกจับกิน

ไนเรลมองไปที่คนพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นผู้พิทักษ์หรือคนของสมาพันธ์นักล่า สำหรับเขาแล้วสายตาของพวกนี้ที่มีต่อเขาไม่มีค่าเลยแม้แต่น้อย เขาเลิกสนใจคนพวกนี้และหันไปจัดการงานสุดท้าย นั้นก็คือ นักฆ่าเงาที่ตอนนี้สูญเสียการควบคุม เงาไปแล้วทำให้ร่างของมันสลายหายไป

นักฆ่าเงายังเต็มไปด้วยความหวาดกลัวที่โดนเจ้าคาปิบาร่าหยอกเย้าเล่นเป็นแมวจับหนูอยู่ ตัวของนำฆ่าเงากระอักเลือดออกมาเรื่อย ๆ

มันมองไปที่ไนเรลที่เดินเข้ามาอย่างหาอย่างเชื่องช้า ไนเรลที่เข้ามาในสนามพลังของธีโอก็รับรู้ได้ถึงความน่ากลัวของมัน ยิ่งเขาอยู่นานเท่าไหร่ก็ยิ่งเคลื่อนไหวช้าลงเท่านั้น

“สมกับเป็นพวกอสูร” ไนเรลมองไปที่ธีโอ

มนุษย์ชั้นสูงกับอสูรนั้นจะมีความต่างกันอยู่ตรงนี้ปกติแล้ว มนุษย์ชั้นสูงจะมีความสามารถ 1 อย่าง แต่อสูรจะมีความสามารถได้หลายอย่างต่างกันไปตามสายเลือดและระดับ

ไนเรลได้แต่คิดว่าโชคดีที่ธีโอนั้นเชื่อฟังแมวน้อย และมันก็กินพืชเป็นอาหาร มีนิสัยรักสงบ

เขาไม่อยากจะคิดเลยว่าถ้ามันกินเนื้อเป็นอาหาร และชอบล่ามนุษย์ละก็จะมีใครฆ่ามันได้หรือไม่ คงจะมีแต่พวกที่มีความสามารถเคลื่อนไหวที่รวดเร็วอย่างต่อเนื่องเพื่อทดแทนการเคลื่อนไหวที่ช้าลง

ตัวของไนเรลที่เริ่มเคลื่อนที่ช้าลงอยู่ ๆ ก็กลับมาเคลื่อนไหวได้ปกติเมื่อธีโอกระโดดมาโดนตัวของเขา

ดูเหมือนว่าคนที่มันเตะตัวจะทำให้การเคลื่อนไหวกลับมาเป็นปกติ ไนเรลเดินเข้าไปหานักฆ่าเงาที่ตอนนี้เหมือนกันกำลังสโลโมชั้นอยู่

“มีอะไรจะสั่งเสียไหม?” ไนเรลมองไปที่นักฆ่าเงาที่พยายามกระโดดเข้าไปในเงา หลังจากนั้นเขาก็กินนักฆ่าเงาทั้งเป็น

ต่อไปในอนาคตในชีวิตนี้จะไม่มีนักฆ่าเงาหนึ่งในมนุษย์ชั้นสูงที่น่ากลัวอีกต่อไป

เมื่อธีโอเห็นว่าไนเรลฆ่านักฆ่าเงาไปแล้วมันก็ยกเลิกความสามารถของตนเองและกลับไปหากินผลคริสตัลวิวัฒนาการของตนเองต่อโดยไม่สนใจใคร

ในตอนนี้ไนเรลค่อย ๆ เดินไปที่ต้นคริสตัลวิวัฒนาการด้วยสภาพที่อยู่ในร่างของไททัน เขารู้ว่าตัวเองนั้นบาดเจ็บหนักมา ถ้าไม่ได้ความสามารถที่อึดของร่างนี้ละก็เขาคงไม่สามารถทนได้นานถึงตอนนี้ ไนเรลค่อย ๆ นั่งลงไปในทันทีโดยหลังเอนพิงต้นคริสตัลวิวัฒนาการ

“ฉันคงออกล่าความสามารถที่เป็นประโยชน์และเข้าคู่กันไว้บ้างแล้ว”

ไนเรลเริ่มที่จะคิดถึงวิธีการใช้งานความสามารถของ [การดูดซับความสามารถ???] ให้มีประสิทธิภาพที่สูงที่สุด เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ทั้งตัวเขาและเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการก็หลอมรวมกันแล้ว

ไนเรลมองไปที่รอยสักใบไม้สีทองที่หน้าอกของเขาที่ตอนนี้ค่อย ๆ งอกออกมามีหลายใบที่สร้างไม่สำเร็จ แต่ก็มีสองใบที่สร้างสำเร็จนั้นก็คือใบของความสามารถ [เงา S] และอีกอันนั้นก็คือ [เพลิง A]

สำหรับความสามารถ [เงา S] ที่การกินไปแค่คนเดียวแล้วได้มานั้น อาจจะเป็นเพราะว่า ระดับของนักฆ่าเงานั้นเป็นระดับสีเขียว สูงกว่าไนเรลอยู่ 1 ขั้น แต่ความสามารถ [เพลิง A] ได้มาเพราะโชคล้วน ๆ ที่กินแค่มนุษย์ชั้นสูงระดับสีน้ำตาลเท่าเขาไปแล้วได้มันมา

ตอนที่ 57 ปะทะนักฆ่าเงา(รีไรท์)

ไนเรลใช้ความสามารถของร่างอมนุษย์ [กิ้งก่ายักษ์ B] ออกมาในทันที พร้อมกับ [พละกำลัง 50 เท่า] และความสามารถ [ตรวจจับความร้อน C]

ถึงแม้ว่าพอนักฆ่าเงาจะกระโดดเข้าไปในเงาแล้วเขาจะไม่สามารถตรวจจับความร้อนได้ แต่ว่าพอเขาปรากฏตัวออกมาไนเรลก็จะรับรู้ได้ทันที

นักฆ่าเงามองไนเรลด้วยสายตาที่หรี่ลง มันรู้ว่าไนเรลมีความสามารถกลายร่างเป็นมังกรขนาดยักษ์ได้ตามข้อมูลที่สืบมานั้นทำให้นักฆ่าเงาไม่คิดจะประมาทไนเรลที่เป็นแค่ระดับ สีน้ำตาลอย่างแน่นอน

ไนเรลมองไปที่นักฆ่าเงาที่ก้าวเท้ากระโดดไปในเงาของใบไม้และกิ่งก้านของต้นคริสตัลวิวัฒนาการ เขาหลับตาลงและใช้ความสามารถตรวจจับความร้อน คอยจับการเคลื่อนไหวในตอนที่นักฆ่าเงาโผล่ออกมา

ถึงแม้ว่าเขาจะจับได้แต่ความเร็วของนักฆ่าเงาเร็วเกินไป

“ทางนั้น” ไนเรลใช้ดาบหนักข้างขวาฟันไปที่ด้านข้าง

แต่ในตอนนั้นเองที่นักฆ่าเงาก็มาปรากฏตัวอย่างทางด้านซ้ายพร้อมกับใช้อาวุธที่เป็นเหมือนกับเข็มแหลมแทงไปที่ด้านชายโครงของเขา

ไนเรลรีบใช้ดาบหนักบังการโจมตีของนักฆ่าในทันที

ตูม!

ดาบหนักสามารถป้องกันการโจมตีนี้ได้ แต่มันก็มีการโจมตีรอบที่สองที่สามตามมาอีก และในเวลาไม่กี่นาที ไนเรลก็ปะทะกับนักฆ่าเงาไปนับร้อยครั้งแล้ว

ทุกการโจมตีนักฆ่าเงาจะพยายามโจมตีไปที่มุมอับและก็จะกระโดดหายตัวไปในเงาทัน นั้นทำให้ไนเรลต้องใช้พลังและสมาธิมากในการป้องกันการต่อสู้

“บัดซบตามไม่ทัน รู้อย่างนี้ใส่เกาะที่เมสันทำมาให้ด้วยซะก็ดี” ไนเรลหายใจด้วยความเหนื่อยหอบเล็กน้อย

การที่ต้องสู้โดยใช้ดาบหนักนั้นมันกินแรงมากพอสมควรโดยเฉพาะการที่ไม่รู้ว่าต้องโจมตีตรงไหน และศัตรูก็ไม่ยอมปะทะกับเขาซึ่ง ๆ หน้า

ในตอนนั้นเองที่ดาบของนักฆ่าเงาก็แทงไปที่ขาของไนเรล

“อ๊าก” ไนเรลร้องมาด้วยความเจ็บและรีบใช้ดาบหนักฟันสวนกลับใส่นักฆ่าเงาไปในทันที นักฆ่าเงารีบถอยออกมา เพราะถ้าโดนดาบของไนเรลไปละก็ต้องมีเลือดออกบ้างแน่นอน

ไนเรลทรุดเข่าลงไปในทันที และมองไปที่บาดแผล มันไม่ใช่แค่โดนดาบแทงแต่มันกลับมีเงาของนักฆ่าเงาฉีกขยี้บาดแผลบริเวณนั้นด้วย

“ตาย!” นักฆ่าเงาที่เห็นว่าไนเรลได้รับบาดเจ็บก็คิดจะโจมตีปิดฉากในทันที

ไนเรลไม่ได้คิดจะหลบอีกเพราะว่าถ้าเป็นแบบนี้เขาก็จะโดนนักฆ่าเงาลอบโจมตีไปเรื่อย ๆ

“ก็มาสิ” ไนเรลกัดฟันลุกขึ้นมาและรับการโจมตีนี้โดยตรง

ฉึบ!

“เสร็จละ” แต่ยังไม่ทันที่นักฆ่าเงาจะได้ดีใจ มันก็เห็นว่ามีดสั้นไม่ได้แทงไปที่ร่างของไนเรล แต่แทงไปที่มือของไนเรลแทน

ไนเรลได้ทิ้งดาบหนักและใช้มือรับการโจมตีนี้โดยตรง มีดสั้นที่แทงทะลุมือของไนเรลขณะที่มืองเขาก็จับไปที่มือที่นักฆ่าเงาถือมีดสั้นอยู่

“ใช่ เสร็จละ” ไนเรลยิ้มออกมาในทันที พร้อมกับบีบไปที่มือของนักฆ่าเงาอย่างแรง

“อ๊าก” ใบหน้าของนักฆ่าเงาเปลี่ยนไปทันทีจากความเจ็บปวดที่ได้รับ ไนเรลใช้ความสามารถ [นิ้วเหล็กในพิษ A] ต่อยไปที่ท้องของนักฆ่าเงาด้วยแรงทั้งหมดในทันที

นักฆ่าเงารู้สึกเจ็บปวดที่ท้องพร้อมกับเลือดและพิษที่ไหลออกไปในทันที แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำอะไรก็โดนไนเรลจับร่างทุ่มลงกลับพื้น

ตูม!

นักฆ่าเงาถูกฟาดเข้ากับลงสู่พื้นอย่างแรง แต่ทันทีที่ตัวของนักฆ่าเงาสัมผัสกับพื้นมันก็จมลงสู่เงาเพื่อลดแรงกระแทกและพยายามจะหนีจากการจับของไนเรล

ไนเรลรีบปล่อยมือจากนักฆ่าเงาและถอยกลับไปตั้งหลักในทันที ที่เขาต้องปล่อยมือก็เพราะว่า ถ้าเกิดว่าเขาถึงลงสู่เงาด้วยก็ไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไร

ทั้งนักฆ่าเงาและไนเรลต่างคนต่างถอยกลับมาตั้งหลักในทันที สภาพของไนเรลนั้นเจ็บหนักพอสมควรทั้งมือและขาที่มีรอยแผลฉีกขาด

ส่วนนักฆ่าเงานั้นก็มีสภาพที่ไม่ต่างกัน นักฆ่าเงากระอักเลือดออกมา พร้อมกับจับไปที่ท้องที่มีรอยเหมือนโดนเหล็กในพิษต่อย

“บัดซบ นี่มันความสามารถอะไร พิษหรือแล้วก็ยังพละกำลังนั้น แกมีความสามารถอะไรกันแน่ ร่างอมนุษย์ไม่น่าจะมีพลังขนาดนั้นทั้งที่เป็นแค่ระดับสีน้ำตาล” นักฆ่าเงามองไปที่ไนเรล เขาสัมผัสได้ตอนที่โดนไนเรลยกตัวฟาดลงกับพื้นแม้แต่การกระโดดเข้าไปในเงาก็ยังลดความเสียหายได้แค่ 80%

ซึ่งมันคลายกับหนึ่งในการภารกิจลอบสังหารมนุษย์ชั้นสูงที่มีความสามารถประเภทสนับสนุน [พละกำลัง A] ไม่มีผิดในตอนนั้นมันก็ถูกฟาดลงกลับพื้นแบบนี้

“ถุย! เข้ามาอีกสิ” ไนเรลคลายเลือดออกมาจากปากจากนั้นก็ตั้งท่าเตรียมสู้ต่อเขาไม่ได้สนใจจะอธิบายอะไรทั้งนั้น

นักฆ่าที่บาดเจ็บจากพิษต่อหัวเสือ เริ่มมีอาการหายใจแรงและเจ็บปวดเป็นอย่างมาก

เมื่อเห็นว่าตัวเองบาดเจ็บแบบนี้ นักฆ่าเงาก็ล้วงมือเข้าไปในเงาของต้นเองแล้วเอายาแก้พิษออกมากินไปในทันที

ยาแก้พิษนี้เป็นยาแก้พิษที่ใช้รักษาการถูกพิษแบบครอบคุมซึ่งนักฆ่าอย่างเขาก็ไม่ประมาทและได้เตรียมของแบบนี้ติดตัวไว้อยู่บ้างในทุก ๆ ครั้งที่ออกไปทำภารกิจ

หลังจากนั้นนักฆ่าเงาก็ไม่คิดที่จะออมมืออีก มันต้องรีบจบการต่อสูนี้โดยเร็วจึงใช้ความสามารถ [เงา S] จนถึงขีดสุดเงาที่อยู่ด้านหลังของมันก็ค่อยเป็นรูปเป็นร่างออกมา

มันคือหนึ่งในความสามารถลึกลับ เงา มันมีรูปร่างกายภาพขึ้นมาแต่ก็ไม่สามารถกระโดดเข้าไปในเงาได้ ถึงแบบนั้นมันก็ได้รับความสามารถอื่นมาแทนนั้นก็คือโจมตีเงา ถ้ามันโจมตีไปที่เงาของใครคนนั้นก็จะได้รับบาดเจ็บตามที่เงาโดนโจมตีถึง 50%

และนี่ก็คือความน่ากลัวอีกอย่างของความสามารถประเภทลึกลับ ระดับ S ที่มีรูปแบบการใช้และลักษณะพลังที่ไม่แน่นอน มันจึงถูกเรียกว่าลึกลับ

“เงาจัดการมัน” นักฆ่าเงาสั่งเงาของตัวเองให้จัดการไนเรลในทันที

ในขณะที่ไนเรลเองก็ไม่ประมาทเพราะดูเหมือนนักฆ่าเงาจะเอาจริงแล้ว โดยใช้พลังงานทั้งหมดสร้างเป็นเงาที่มีตัวตนขึ้นมา

ไนเรลเขาปะทะกับเงาทันที แต่ในตอนที่เขาปะทะกับเงาไนเรลก็คิดว่าทั้งเงาและนักฆ่าเงาจะร่วมมือกันแต่เขาคิดผิด

เพราะนักฆ่าเงากลับหันไปเล่นงานแมวน้อยแทน มันต้องการกำลังหนุนของทั้ง 9 คน เพราะถึงแม้ว่ามันจะสามารถร่วมมือกับเงาจัดการไนเรลได้แต่ก็ต้องเสียเวลาอีกนาน

อีกอย่างเป้าหมายมันไม่ใช่แค่การฆ่าไนเรลแต่เป็นการขโมยต้นคริสตัลวิวัฒนาการ

ตอนนี้การต่อสู้ที่ผ่านมาส่งเสียงดังเป็นอย่างมาก อีกไม่นานพวกผู้พิทักและคนของสมาพันธ์นักล่าจะต้องมาถึงอย่างแน่นอนมันจะต้องรีบจัดการภารกิจให้เร็วที่สุด

นักฆ่าเงาหันไปมองทางของแมวน้อยที่ตอนนี้ก็ยืนนิ่งไม่ขยับตัวเนื่องจากมันใช้ความสามารถจิตใจอยู่

ไนเรลที่เห็นสายตาของนักฆ่าเงาก็รู้ว่ามันต้องการทำอะไร

“บัดซบเข้ามาสิวะ” ไนเรลไม่รอช้ารีบเข้าไปหานักฆ่าเงาทันทีแต่เขาก็ถูกหยุดโดยเงาที่ตอนนี้ตามติดไนเรล

“ตายซะเจ้าสัตว์ชั้นต่ำ” นักฆ่าเงาโผล่ที่ด้านหลังของแมวน้อยพร้อมกับมีดสั้นที่แทงลงไป

“ไม่!!!” ไนเรลที่ตามมาที่หลังแต่ก็ไม่ทันการแล้ว

แมวน้อยที่รับดูได้ว่านักฆ่าเงาต้องการที่จะโจมตีมัน มันจึงรีบหยุดความสามารถของตนเองและถอยหนีออกมาในทันที แต่ด้วยความที่ตัวของมันเล็ก และขาน้อย ๆ ทั้งสี่ข้างของมันก็ไม่สามารถพามันหนีเงื้อมมือของนักฆ่าเงาพ้น

แต่ทันใดนั้นอยู่ ๆ มีดสั่นที่จะแทงแมวน้อยก็เคลื่อนที่ช้าลง ๆ จนเหมือนกับหยุดนิ่งและทันทีที่นักฆ่าเงาเห็นดังนั้นก็รู้ว่าไม่ดีแล้ว เขารีบทิ้งมีดสั่นและถอยออกมาด้วยความกลัว

“ใคร?” นักฆ่ารีบตะโกนออกมาในทันทีเพราะคิดว่ามีมนุษย์ชั้นสูงระดับสีเขียวซ่อนตัวอยู่ แต่มันก็ไม่มีใครตอบกลับ

แต่เมื่อนักฆ่าเงาถอยออกมาก็ต้องตกใจที่ว่าด้านหลังของมันมีคาปิบาร่ายืนอยู่

“เป็นไปไม่ได้ ทำไม!” นักฆ่าเงารู้สึกตกใจมาก เขาที่เป็นถึงระดับสีเขียว แต่กลับหนีมันไม่พ้น หรือว่า มันคือสัตว์กลายพันธุ์ระดับ 4 ทันใดนั้นร่างของคาปิบาร่าก็เคลื่อนที่เร็วขึ้นเร็วขึ้นจนแม้แต่นักฆ่าเงาก็กระโดดเข้าไปในเงาหนีไม่ทัน

และที่สำคัญนักฆ่าเงารู้สึกว่ายิ่งเจ้าคาปิบาร่าเคลื่อนที่เร็วมากเท่าไหร่ ตัวเขาก็ยิ่งช้าลง

“บัดซบนี่มันเกิดอะไรขึ้น” นักฆ่าเงาพูดออกมาด้วยความงุนงง พร้อมกับที่กระอักเลือดออกมาจากอาการของพิษที่กำเริบขึ้นมาเป็นครั้งคราว

แต่มันก็ไม่แปลกเพราะมันไม่ใช่ว่าคาปิบาร่าเคลื่อนที่เร็วขึ้นแต่เป็นตัวของนักฆ่าเงาที่เคลื่อนที่ช้าลงเรื่อย ๆ จนเกือบมีสภาพที่หยุดนิ่ง และถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปการตอบสนองของอวัยวะภายในทั้งหมดของเขาก็จะล้มเหลวลงและตายในที่สุด

ซึ่งทุกอย่างนี้ก็เกิดขึ้นมาจากสนามพลังของธีโอ คาปิบาร่าที่ปกติไม่ค่อยจะสนใจสิ่งใด

“อ๊าก ๆ”

“บัดซบในที่สุดก็หลุดออกมาได้”

ในขณะเดียวกันหลังจากที่แมวน้อยถูกขัดจังหวะ ก็ทำให้พวกเขาหลุดออกมาจากเขาวงกตได้ ทุกคนถึงกลับทรุดเข่าลงด้วยความหวาดกลัวกลับสิ่งที่เกิดขึ้น ถึงแม้มันจะเป็นแค่ภาพลวงตาไม่ใช้ความจริงก็ตาม แต่ความรู้สึกที่ได้รับมันกับไม่ต่างจากของจริงเลยแม้แต่น้อย

ถึงแบบนั้นกลับมีคนที่โดนโจมตีจิตใจจนทนไม่ได้และตายลงไปในทันที 1 คน คนที่เหลืออีก 8 คนมองไปด้วยความหวาดกลัว ถ้าเกิดพวกเขาติดอยู่ในนั้นนานกว่านี้อีกไม่กี่นาทีของเวลาจริงพวกเขาคงตายทั้งหมด

“แมวบัดซบนั้น ฆ่ามันซะ” โจรทั้งหมดถึงกับอยากฉีกแมวน้อยเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย พวกเขาพยายามพยุงตัวเองให้ยืนขึ้นมาด้วยความยากลำบาก

“ตอนนี้ไม่ใช่เวลาจัดการกับแมวนั้น ต้องไปเอาต้นคริสตัลมาให้ได้”

“นักฆ่าเงาอยู่ที่ไหน”

“เขาอยู่ตรงนั้นแต่ทำไมเขาถึงเคลื่อนที่ช้าแบบนั้น”

ทุกคนมองไปที่นักฆ่าเงาที่พยายามจะหนีจากเจ้าคาปิบาร่าที่ตอนนี้เดินตามเขาอย่างช้า ๆ นักฆ่าเงาที่เคลื่อนไหวราวกับสโลโมชั่นอยู่ก็ไม่ผิด

ส่วนไนเรลที่ตอนนี้ก็สู้อยู่กับเงาอย่างสุดกำลังจนดูเหมือนว่ามีใครยอมใคร โดยเงาพยายามที่จะเข้าไปช่วยนักฆ่าเงา ส่วนไนเรลก็ขัดขวางอย่างเต็มที่

“ช่างนักฆ่าเงาไปก่อน ตอนนี้ต้องไปเอาต้นคริสตัลวิวัฒนาการมาให้ได้” คนทั้ง 8 คนรีบตรงไปที่ต้นคริสตัลวิวัฒนาการในทันที แต่ตอนนั้นเองที่อยู่ก็มีพายุใบมีดสายลมหมุดซัดใส่ไปที่พวกเขา

“หลบเร็ว”

คนที่ปรากฏตัวออกมาก็คือ เอวาที่มาพร้อมกับเซนและผู้พิทักษ์จำนวนมากที่ปิดล้อมพื้นที่ทั้งหมด

“ไม่ทันแล้ว เราต้องหนีก่อน”

“ไม่เราต้องเขาไปเอาต้นคริสตัลวิวัฒนาการยังพอมีเวลาอยู่”

คนทั้ง 8 คนมองไปมาจากนั้นพวกเขาก็พยักหน้าและแบ่งออกเป็นสองกลุ่มในทันที กลุ่มหนึ่งเพื่อต้านทานผู้พิทักษ์เพราะถึงอย่างไรส่วนใหญ่ก็เป็นแค่ระดับสีขาว และ สีเทา เท่านั้น

ซึ่งในขณะที่อีกกลุ่มก็ตรงไปที่ต้นคริสตัลวิวัฒนาการในทันที นั้นรวมถึงจีซัสด้วย แต่ขณะที่ไปถึงต้นคริสตัลวิวัฒนาการ อยู่ ๆ จีซัสก็แยกตัวออกไป

“จีซัสนายจะทำอะไร?”

“แค่ 3 คนก็พอแล้วที่จะไปเอาต้นคริสตัลวิวัฒนาการ ฉันจะไปจัดการฆ่าไนเรล” จีซัสวิ่งออกไปทันทีโดยไม่สนใจเสียงของอีก 3 คนเลยแม้แต่น้อย

“บัดซบไป”

ไนเรลที่ตอนนี้กำลังสู้อยู่กับเงาที่ตอนนี้ดุเหมือนว่ามันจะอ่อนแรงเขาไปทุกที่จากการที่นักฆ่าเงาติดอยู่ในสนามพลังของธีโอ แต่แล้วในตอนที่เขากำลังจัดการฟันเงาอยู่ ๆ ก็มีหอกน้ำแข็งพุ่งเข้ามา

“วันนี้แกต้องตาย” จีซัสที่ตอนนี้ใช้ความสามารถของตนเองจนสุดความสามารถ พื่นที่กว่า 100 เมตรกลายเป็นน้ำแข็งสร้างความได้เปรียบในการใช้พลังให้กับตนเองพร้อมกับที่ยิงหอกน้ำแข็งไปที่ไนเรลอย่างต่อเนื่องจนสามารถสร้างโอกาศให้กับเงาในการโจมตีไปที่ไนเรลได้

“อั๊ก” ตัวของไนเรลกระเด็นออกไปด้านข้างในทันที มันยังไม่หมดแค่นั้นเพราะดุเหมือนจีซัสจะบ้าคลั่งไปแล้ว เขาไม่สนเลยแม้แต่น้อยว่าตัวเองจะได้รับผลกระทบจากการใช้ความสามารถที่เกินขีดจำกัดหรือไม่

ยังคงยิงหอกน้ำแข็งต่อไปเรื่อย ๆ ใส่ไนเรลไม่หยุดขณะที่ใบหน้าและตามผิวหนังของเขาเริ่มกลายเป็นน้ำแข็ง

“ตาย ๆ ฮ่า ๆ ตายไปซะเจ้าชั้นต่ำไนเรล”

หลังจากที่ยิงหอกน้ำแข็งจนคิดว่าอย่างไรไนเรลก็ตายแน่แล้ว จีซัสก็หยุดลงด้วยความเหนื่อยหอบจนเกือบจะล้มลง

จีซัสมองไปที่หลุมลึกที่เต็มไปด้วยหมอกและหอกน้ำแข็งที่คงกริมแม้แต่เหล็กก็ยังไม่สามารถทนการโจมตีนี้ได้

ในขณะที่เขาเดินเข้าไปดูให้เห็นถึงซากศพของไนเรลให้เห็นกับตาก็ปรากฏว่ามีมือขนาดใหญ่ยืนออกมาจากม่านหมอกพร้อมกับแสงคำรามของไนเรลที่ชึความสามารถ [ร่างไททัน B]

คำราม!!!

“ด้วยความสามารถของแกงั้นหรือที่จะฆ่าฉัน แกตั้งหากที่จะตายเพื่อชดใช้ความกับเจคเหมือนกับไอแซค” ไนเรลใช้มือขนาดใหญ่ของตนคว้าไปที่ร่างของจีซัสในทันที

ตอนที่ 56 นักฆ่าเงา

ก่อนหน้านั้นหลายวันที่สำนักงานย่อยบริษัทพาราซัส ประจำเมืองย่อย 101 ที่ห้องประชุมใหญ่

“ตอนนี้การเติบโตของสมาพันธ์นักล่ามีผลกระทบมากเกินไปต่อแผนการของบริษัทเรา”

“จริงเพียงแค่ไม่กี่วันพวกเขาก็มีสมาชิกเพิ่มนับแสนคน พวกเราต้องทำอะไรสักอย่าง สามารถให้คนของเราในรัฐบาลจัดการได้หรือไม่”

“รัฐบาลไม่สามารถทำอะไรได้เพราะเขาทำข้อตกลงบางอย่างไว้ เท่าที่สืบมามันคือ ผลคริสตัลวิวัฒนาการ”

“บ้าเอ๊ย พวกรัฐบาลได้สิ่งตอบแทนไปพวกมันถึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นพวกสมาพันธ์นักล่า พวกเราสามารถทำอะไรได้หรือไม่ พวกมันวางขายผลคริสตัลกันหน้าตาเฉยจนตอนนี้หลาย ๆ บริษัทที่โดนพวกเราบีบบังคับก็หันกันไปลงทุนกับสมาพันธ์นักล่าแล้ว”

“ไม่ต้องเป็นห่วง…ฉันมีแผน” ผู้จัดการของสำนักงานย่อยยิ้มออกมาพร้อมกับเรียกจีซัสออกมา

“ท่านมีอะไรเรียกใช้ผม” จีซัสกล่าวออกมาด้วยสีหน้าไม่สู้ดีนัก เพราะเขาพึ่งจะถูกตำหนิมาจากรัฐมลตรีพาลเมอร์จนโดนตัดแก่นพลังงานที่จะได้รับไป หลังจากรู้ว่ามันเป็นเพราะไนเรลเรียกร้องแกนพลังงานในส่วนของเขา จีซัสก็รู้สึกเกลียดชังไนเรลเป็นอย่างมาก อีกอย่างตอนนี้ตระกูลของเขาก็มีคนที่มีความสามารถระดับ S ถือกำเนิดขึ้นมาทำให้ทางตระกูลเริ่มลดการสนับสนุนของเขาลง

ตอนนี้จีซัสจึงต้องหันมาพึ่งพาราซัสแทน แต่ถึงแบบนั้นชื่อเสียงของเขาก็ไม่ดีเพราะการที่ทำให้ตัวอย่างทดลอง หมายเลข 0 โดนฆ่าตัดหัวตายไปต่อหน้าต่อตาอีกทั้งแม้แต่ซากศพก็เอากลับมาไม่ได้

ยิ่งเขาคิดก็ยิ่งแค้นมากขึ้น ทุกอย่างเป็นเพราะชายคนนั้น ไนเรล อาโรเดีย เขาจะต้องฆ่ามันให้ได้ เพื่อระบายความโกรธในใจและก็ดูเหมือนว่า ผู้จัดการสำนักงานย่อยจะรู้ถึงความเคียดแค้นของจีซัส

“ทางบริษัทมีภารกิจให้นายทำ”

“ภารกิจ”

“ใช่ ภารกิจรอบเข้าไปในสมาพันธ์นักล่า ขโมยต้นคริสตัลวิวัฒนาการ และผลคริสตัลวิวัฒนาการมา และถ้าเป็นไปได้ก็ฆ่าไนเรล อาโรเดียซะ อย่าได้ทิ้งร่องรอยอะไรไว้” ผู้จัดการสำนักงานย่อยมองไปที่จีซัสด้วยสายตาบอกว่า ภารกิจในครั้งนี้คือการลบล้างความผิดของเขา

แต่ก่อนที่เขาจะได้ดีใจ ผู้จัดการก็พูดขึ้นมาอีก “ถึงแบบนั้นครั้งนี้นายจะไม่ได้ควบคุมทีมแต่จะเป็นคนที่สำนักงานใหญ่ว่าจ้างมาทำการควบคุมภารกิจในครั้งนี้”

“คนที่สำนักงานใหญ่ว่าจ้างมา” จีซัสพูดออกมาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อยแต่ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกถึงบางอย่าง มีคนยืนอยู่ด้านหลังของเขา

“ใช่ เขายืนอยู่ด้านหลังนาย”

ทันทีที่ที่ได้ยินว่ามีคนยืนอยู่ด้านหลังเขา จีซัสก็หันกลับไปมองด้วยความกลัวในทันที เขาเห็นชายคนหนึ่งที่ค่อย ๆ เดินออกมาจากเงาอย่างช้า ๆ จีซัสรับรู้ได้ในทันทีว่าชายคนนี้มีระดับพลังที่สูงกว่าเขา

การที่ชายคนนี้มายืนอยู่ด้านหลังของเขาได้โดยที่ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย นั้นหมายความว่าชายคนนี้สามารถลอบฆ่าเขาได้โดยที่เขาไม่สามารถสู้กลับไปได้เลย

ต้องไม่ลืมว่าเขามีความสามารถประเภทพลังธาตุ ไม่ใช่ประเภทสนับสนุนที่ทำให้ร่างกายแข็งแกร่งขึ้น แค่มีดธรรมดาก็สามารถฆ่าเขาได้

“ทุกอย่างพร้อมใช่หรือไม่” ชายคนนั้นไม่ได้หันไปมองจีซัสเลยแม้แต่น้อยราวกับว่าทั้งสองไม่ได้อยู่ในระดับเดียวกัน

“พร้อมแล้ว ส่วนชายที่ยืนด้านข้างนายคือจีซัสคนที่ฉันบอกไปก่อนหน้านี้” ผู้จัดการชี้ไปที่จีซัส

“ถ้างั้นก็เจอกันก่อนวันประมูล” หลังจากนั้นชายคนนั้นก็หายไป

หลายวันต่อมาหลังจากนั้นก็ถึงวันที่นัดหมายคนทั้งหมด 9 คนที่มาพร้อมกับจีซัสคือมือดี ระดับสีน้ำตาล และเพียงแค่ไม่กี่นาทีชายคนนั้นก็ปรากฏตัวจากเงามืดอีกครั้ง

ในหลายวันที่ผ่านมาจีซัสได้พยายามสืบหาข้อมูลของชายคนนี้ก็รู้ถึงซื่อเสียงของเขาแบบคราว ๆ เขาเรียกตัวเองว่า “นักฆ่าเงา”

ลอบฆ่าคนสำคัญอย่างไม่ทิ้งร่องรอยมาหลายศพ ไม่มีใครที่เห็นหน้าของเขาเพราะคนส่วนใหญ่ที่เห็นตายไปหมดแล้ว

แต่ที่สามารถระบุว่าเป็นฝีมือของเขานั้นก็เป็นเพราะว่าด้านหลังของศพจะมีสัญลักษณ์ฝ่ามือสีดำและหัวใจแหลกละเอียดทุกศพ มีหลายคนที่สันนิษฐานว่าพลังของนักฆ่าเงานั้นคือการเคลื่อนตัวผ่านเงามืดที่เขาสัมผัสถึง และการฆ่าเหยื่อก็คือการใช้เงาเคลื่อนผ่านไปตามบาดแผลและโจมตีอวัยวะภายในโดยตรง เพราะตรงที่รอยฝ่ามือเงาทิ้งไว้นั้นมันมีบาดแผลที่เหมือนโดนเข็มขนาดเล็กอยู่ทุกศพ

จีซัสมองไปที่นักฆ่าเงาอย่างหวาดระแวง ดวงตาภายใต้หน้ากากของนักฆ่าเงามองไปที่จีซัสอย่างด้วยสายตาที่เย็นยะเยือกดุดน้ำแข็งขนาดที่ว่าเขาผู้ที่มีพลังของน้ำแข็งยังต้องหนาวสั่น

“ถ้าพร้อมแล้วก็ไปกันได้แล้ว” ชายคนนั้นกล่าวออกมาขณะที่ยกมือขึ้นเงามืดรอบข้างก็ห่อหุ้มทุกคนไว้และเคลื่อนที่ผ่านมุมมืดพาคนทั้งหมดหายไปในทันที

ใช้เวลาแค่ไม่กี่นาทีนักฆ่าเงาก็พาทุกคนผ่านเข้ามาในสมาพันธ์นักล่าได้อย่างไร้ร่องรอย

เมื่อทุกคนออกจากเงาพวกเขาก็เห็นต้นมันโลหิตที่ปลูกไว้จำนวนมากและถัดไปเป็นต้นคริสตัลวิวัฒนาการเป้าหมายของพวกเขา ที่สะท้อนแสงจันทร์ส่องแสงสวยงาม แต่เมื่อมองดี ๆ จะเห็นว่าที่ใต้ต้นคริสตัลวิวัฒนาการกลับมีชายคนหนึ่งที่ยืนรอพวกเขาอยู่

“ไนเรล!” จีซัสเห็นก็รู้ทันทีว่านั้นคือไนเรล ต่อให้ไนเรลจะโดนเผาเป็นถ่านเขาก็จำได้

ไนเรลมองไปที่พวกเขาอย่างระวังตัว การที่คนถึง 10 คนรอบเข้ามาได้โดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็นนั้นจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอน ถ้าไม่ใช่ว่าเป็นคาปิบาร่าที่บอกกับแมวน้อยว่ามีคนรอบเข้ามาละก็ไนเรลก็คงไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

แต่เมื่อมองดี ๆ ก็เห็นว่าหนึ่งในนั้นคือจีซัส

“จีซัสนี่มันหมายความว่าอย่างไร? รัฐบาลต้องการเปิดศึกกับสมาพันธ์นักล่า?” ไนเรลถามออกไปในทันที อันที่จริงเขารู้อยู่แล้วว่าจีซัสเป็นคนของพาราซัสและในครั้งนี้เขาก็คงมาในฐานะคนของพาราซัส แต่ที่เขาถามเพราะต้องการถ่วงเวลาและสังเกตท่าทีของชายที่ยืนอยู่ด้านหน้า

เขารู้สึกคุ้นเคยกับชายคนนี้มาก ผ้าคลุมสีดำ หน้ากากที่ปิดบนใบหน้าและออร่าที่ปล่อยออกมา

“นักฆ่าเงา” ไนเรลระมัดระวังในทันทีเมื่อรู้ว่าชายคนนี้เป็นใคร

แต่ดูเหมือนนักฆ่าเงาจะไม่ให้โอกาสเขาเพราะทันทีที่จีซัสยืนยันว่าเขาคือไนเรล นักฆ่าเงาก็ส่งสัญญาณในทุกคนลงมือทันที ส่วนตัวเขาก็หายไปอย่างไรร่องรอย

จีซัสและคนอีก 8 คนเคลื่อนที่ตรงมาหาไนเรลในทันที แต่ก่อนที่ไนเรลจะได้ทำอะไรแมวน้อยก็พูดออกมาอย่างตื่นเต้น “เมี้ยวๆ มี้ ง้าวว มี้ ม้าวววว (ได้เวลาทำงานแล้ว ลุยเลยธีโอ) ”

ไนเรลได้ยินดังนั้นก็เข้าใจมันทันที งานที่มันหมายถึงก็คือการจัดการกับผู้บุกรุกพวกนี้ ดูเหมือนว่าที่ผ่านมาแมวน้อยจะรู้สึกเบื่อเป็นอย่างมาก หลังจากที่มันพลังของมันเพิ่มมากขึ้นก็คงอยากที่จะยืดเส้นยืดสายบ้าง

แมวน้อยไม่ได้รอเจ้าคาปิบาร่าธีโอ แต่มันกลับเดินออกไปหยุดไม่ไกลจากโจรทั้ง 9

ดวงตาของแมวน้อยค่อย ๆ หมุนวนเป็นดั่งภาพเงาที่ล่อลวงได้ทุกสรรพสิ่งเพียงแค่จ้องมอง

จีซัสมองไปที่แมวน้อยด้วยสีหน้าสงสัย แต่เมื่อเห็นว่ามันเป็นลูกแมวพวกเขาก็ไม่ได้สนใจ จีซัสสร้างหอกน้ำแข็งจำนวนมากกว่า 3 อันและโจมตีไปที่ไนเรลในทันที

แต่เมื่อเขาจะยิงหอกน้ำแข็งออกไปก็ปรากฏว่ามันดันกลายเป็นงูไปแล้ว

“บัดซบงู นี่มันเกิดอะไรขึ้น” จีซัสรีบทิ้งงูที่อยู่ในมือด้วยความตกใจ งูที่หล่นลงมาเลื้อยหนีออกไปในทันที แต่อยู่ ๆ พื้นที่โดยรอบก็เริ่มเปลี่ยนไป

“เกิดอะไรขึ้น?”

“ระวังแมวนั้นไม่ใช่แล้วธรรมดา”

คนที่มีความสามารถประเภทจิตใจรับรู้ได้ทันทีว่าพวกเขาโดนพลังของแมวน้อยเข้าให้แล้ว ถึงพวกเขาจะรู้ก็แต่มันสายไปเสียแล้ว เพราะภาพทุกอย่างรอบตัวของพวกเขามันกลายเป็นเขาวงกตไม่มีที่สิ้นสุด รอบข้างมีแต่กำแพงหินสูงใหญ่

“เร็วรีบหาทางออก”

“ไม่ ต้องให้คนที่ไม่โดนสะกดจิตเป็นคนปลุกพวกเรา หรือไม่ก็ต้องตามหาจิตของเจ้าแมวสีขาวตัวนั้นและฆ่ามันให้ได้”

“งั้นจะรออะไรอยู่รีบไป”

พวกจีซัสที่ตกอยู่ภายใต้พลังของแมวน้อย ไม่ว่าพวกเขาจะวิ่งหาแมวน้อยมานานแค่ไหนก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของแมวสีขาวนั้นเลยแม้แต่น้อย

“บัดซบนี่ก็สามชั่วโมงแล้ว ถ้าเป็นแบบนี้จะต้องเช้าก่อนแน่ ๆ เมื่อถึงตอนนี้มีหวังได้โดนล้อมจับแน่นอน”

“มันจะต้องอยู่ที่ศูนย์กลางของเขาวงกตแน่นอน ไปทางนั้น” แต่ก่อนที่พวกเขาจะได้เดินต่อไปอยู่ ๆ พื้นที่พวกเขายืนก็กลายเป็นหนองน้ำขึ้นมากะทันหัน หลังจากนั้นก็มีใบหน้าและร่างของซอมบี้โผล่ขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง

“ฆ่ามันเร็ว ๆ ก่อนที่พวกเราจะโดนฆ่าตาย”

“ไม่มันมีเยอะไป อ๊ากๆ”

“เวรเอ๊ย กลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็งไปซะ” จีซัสรีบใช้พลังออกมาในทันที พื้นที่รอบข้างกลายเป็นน้ำแข็งรวมทั้งซอมบี้ทั้งหมดด้วยเช่นกัน แต่มันก็เปล่าประโยชน์เขาสามารถยื้อเวลาได้แค่ไม่ชั่วโมงเท่านั้นก่อนที่พลังของเขาจะหมดลง

“อ๊าก…ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!” และตกคนก็ถูกฆ่าตาย

แต่เมื่อพวกเขาลืมตาขึ้นก็กลับมาอยู่ที่เดิมอีกครั้งหนึ่ง “เดี๋ยวนี่มันเกิดอะไรขึ้น”

จีซัสและคนอื่น ๆ มองไปกำแพงของเขาวงกตที่เหมือนกับตอนเข้ามา “บ้าน่านี่มัน….พวกเรากลับมาที่เดิมหลังจากตาย”

หลังจากนั้นพวกเขาก็เดินตามหาแมวน้อยต่อ แต่ก็ติดเข้ากับกับดักไม่ว่าจะเป็นสัตว์กลายพันธุ์ แผ่นดินไหว ทรายดูด ฝูงแมลง หนอน แก๊สพิษ และก็แม้แต่การโดนกลุ่มชายฉกรรจ์รุมฉีกกระชากเสื้อผ้า…

“ไม่…หนีเร็ว…อ๊าก”

“ฉันยังไม่อยากตาย…ช่วยด้วย”

“นี่มันอย่านะ…อ้า…หยุดสิวะ…อ้า…ไอ้พวกโรคจิต…อ้า”

พวกเขาไม่รู้ว่าตายมากี่สิบครั้งแล้ว โดยเฉพาะครั้งสุดท้ายที่โดนผู้ชายพวกนั้น… แค่คิดก็ทำให้พวกต้องเอามือจับไปที่ก้นด้วยความหวาดกลัว

ในขณะที่แมวน้อยกำลังมองดูทุกอย่างด้วยความสนุกสนานอยู่ที่ใจกลางของเขาวงกต สิ่งที่แมวน้อยสร้างขึ้นมานั้นก็มาจากการที่มันดูหนังกับจูเรียมาบ่อย ๆ

ในขณะที่โลกแห่งเขาวงกตทุกอย่างยังคงดำเนินต่อไปเรื่อย ๆ ด้านนอกพึ่งจะผ่านมาไม่ถึงหนึ่งนาที

ไนเรลมองไปที่แมวน้อยและคนทั้ง 9 ที่ตอนนี้สีหน้าเต็มไปด้วยความหวาดกลัว บางคนก็เหมือนคนบ้าร้องออกมาไม่หยุด บางคนก็หายใจด้วยความเหนื่อยหอบ ถึงเขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นภายในนั้นแต่พวกเขาคงเจอกับประสบการณ์ที่น่าขนลุกอย่างแน่นอน

ถึงแบบนั้นไนเรลก็ไม่มีเวลามาให้ความสนใจกลับพวกเขามากนัก เพราะตอนนี้ยังมีชายอีกคนที่เขาต้องรับมือ

“ข้างหลัง ตาย!” ไนเรลรู้สึกได้ถึงคนที่ยืนอยู่ด้านหลังของเขา ใช้ดาบฟันกลับไปในทันที

แต่มันกลับไม่มีใคร

“แปลก มันรออะไร หรือว่า…” ไนเรลดูเหมือนจะนึกบางอย่างได้ เขารีบวิ่งไปที่ต้นคริสตัลวิวัฒนาการในทันทีและก็เห็นว่า นักฆ่าเงากำลังจะถอนแกนกลางของต้นคริสตัลวิวัฒนาการ

แต่ก็ไม่แปลกเพราะเป้าหมายหลักของภารกิจในครั้งนี้คือต้นคริสตัลวิวัฒนาการ ส่วนการที่จะฆ่าไนเรลคอยทำหลังจากนี้ก็ได้ นี่ก็คือความคิดของนักฆ่าเงา

“มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก” ไนเรลวิ่งไปด้วยความเร็วสูงด้วยความสามารถ [ราชานักวิ่ง C] ตรงไปหานักฆ่าเงาทันที พร้อมกับดาบหนักที่ฟันออกไป

ตูม!

ไนเรลฟันไปที่นักฆ่าเงาในทันที แต่นักฆ่าเงาก็หลบหายไปในเงามืดอย่างง่ายดาย

นักฆ่าเงามาปรากฏตัวห่างออกไป 10 เมตรมองไปที่ไนเรลด้วยความไม่สบอารมณ์

“กล้ามาก ตอนแรกข้ากะว่าจะฆ่าเจ้าทีหลัง แต่ในเมื่อเจ้ารนหาที่ตายงั้นก็ฆ่าเจ้าก่อนก็แล้วกัน”

“ถ้ามีความสามารถก็ลองดู” ไนเรลมองไปที่นักฆ่าเงาอย่างท้าทาย พร้อมกับจับดาบในมือแน่น

ตอนที่ 55 ดาบหนักคู่เล่มใหม่(รีไรท์)

นักล่าที่มุงดูอยู่โดยรอบต่างพากันมองตาเป็นประกาย บางคนมองด้วยความอิจฉาและคิดอยากจะลงมือแย่งชิง

แต่พวกเขาก็ได้แต่คิดไม่กล้าที่จะลงมือ เพราะโดยรอบของชั้น 1 ตึกสมาพันธ์นักล่ามันเต็มไปด้วยผู้พิทักษ์ที่ใช่เกาะเหล็กราวกับอัศวิน คอยมองคนที่น่าสงสัยอยู่ตลอดเวลาถ้าเกิดพวกเขาลงมือทำเรื่องสิ้นคิดอย่างการขโมยผลคริสตัลวิวัฒนาการละก็

ไม่ต้องรอให้ตำรวจหรือทหารของรัฐบาลจับ พวกเขาก็คงถูกผู้พิทักษ์เหล่านี้จัดการจนไม่เหลือแม้แต่ซากแน่นอน

เคยมีคนหลายคนต้องการสมัครเป็นผู้พิทักษ์ แต่กลับไม่มีประกาศหรือบอกว่าจะสมัครทางไหน พอมีคนไปถามพวกเขาก็ไม่ได้บอก

ถึงแบบนั้นหลายคนก็จำได้ว่าหนึ่งในผู้พิทักษ์นั้นมีขอทานที่พวกเขาเคยรังแกอยู่ด้วยจึงพอจะเดาว่าพวกเขาไปเอาพวกคนเร่ร่อนขอทานมา

หลังจากนั้นก็มีคนลองแกล้งไปเป็นคนขอทาน แต่หลังจากนั้นไม่นานก็ไม่มีใครติดต่อพวกเขาได้อีก หลายคนเดาว่าเขาคงจะไปเข้าการทดสอบผู้พิทักษ์แต่ก็ตายในการทดสอบ

ไรอันรับกล่องออกมาด้วยมือที่สั่นเทา เขาตื่นเต้นเป็นอย่างมาก ของสิ่งนี้คือผลคริสตัลวิวัฒนาการที่มอบพลังประเภทพลังธาตุให้กับเขาได้

“จะต้องทำอย่างไร?” ไรอันถามดามินด้วยความร้อนใจ

“แค่กินมันเข้าไป แต่มันจะทำให้…” ยังไม่ทันที่ดามินจะได้พูดจบไรอันก็หยิบผลคริสตัลกลืนลงไปก่อนแล้ว

ตุบ!

ร่างของไรอันล้มลงไปทั้งยืน บอดี้การ์ดทั้ง 4 คนของไรอันเห็นดังนั้นก็ตกใจรีบเข้ามาพยุงร่างของเจ้านายทันที

“นี่มันหมายความว่าไง?” หนึ่งในบอดี้การ์ดเข้ามาหาดินพยายามที่จะจับเขา เพื่อถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น

แต่บอดี้การ์ดยังไม่ทันเข้าถึงตัวของดามินก็ถูกล้อมรอบไปด้วย ผู้พิทักษ์กว่า 20 คนในทันที

ถึงแม้ผู้พิทักษ์เหล่านี้จะเป็นแค่ระดับ สีขาว แต่พวกเขาก็มีจำนวนมากและที่สำคัญพวกเขาไม่กลัวการต่อสู้กับระดับสีเทาเลยแม้แต่น้อย

บอดี้การ์ดคนนั้นมองไปที่ผู้พิทักษ์และเกิดความลังเลขึ้นมาในทันที แต่ในตอนนั้นเองที่เอวาก็เดินเข้ามา เธอเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นจึงถามกลับดามินถึงเรื่องราวและก็รู้ว่ามันเป็นแค่เรื่องเข้าใจผิดกัน

“เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ไม่จำเป็นต้องเป็นห่วง มันคือผลข้างเคียงของการกินผลคริสตัลไปก็เท่านั้น ส่วนใหญ่จะสลบไปไม่กี่ชั่วโมงขึ้นอยู่กับกระบวนการวิวัฒนาการ เดี๋ยวเขาก็ฟื้นขึ้นมา” เอวาอธิบายออกมา ขณะที่เรียกเจ้าหน้าที่ให้พาไรอันและบอดี้การ์ดไปพักที่ชั้นสองก่อน

ในขณะที่คนรอบข้างก็มองไปที่เอวาด้วยสายตาที่หลงใหลแบบไม่ปิดบัง ถึงแม้ว่าหน้าตาของเธอจะไม่ใช่คนที่สวยที่สุด แต่รูปร่างที่ดูเป็นผู้ใหญ่ทั้งที่เธออายุแค่ 20 กว่า ๆ เท่านั้น มันกลับดึงดูดเป็นอย่างมาก ทั้งสัดส่วนที่เหมือนกับเกิดมาเพื่อสยบผู้ชาย รวมกับตำแหน่งของรองประธานสมาพันธ์นักล่าที่ช่วยส่งเสริมให้เธอยิ่งดูน่าดึงดูดมากกว่าเดิม

ถึงแม้ว่าเวลาที่อยู่ต่อหน้าไนเรลเธอจะเป็นเหมือนผู้หญิงที่ขี้อาย แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าลูกน้องและคนอื่น ๆ เธอเป็นเหมือนดังเจ้านายที่เข้มงวด

“นั้นคือคุณเอวารองประธานสมาพันธ์นักล่าใช่หรือไม่”

“ใช่แล้ว ถ้าพูดถึงผู้หญิงที่มีความสามารถในยุคนี้ก็คงจะเป็นเธอ เอวาแห่งสมาพันธ์นักล่านี้ละ”

“ถ้าใช้ใบหน้าที่หล่อเหล่าของฉัน จะต้องได้ครอบครองหัวใจของเธอแน่ และจากนั้นอำนาจสมาพันธ์นักล่าจะต้องตกมาอยู่ในมือของฉัน ฮ่าๆๆ”

“หยุดเลย เธอมีเจ้าของแล้วว่ากันว่าเธอโดนประธานสมาพันธ์นักล่าไนเรลจัดการไปแล้ว”

“ไม่ใช่แค่นั้น อาจจะเป็นสาว ๆ สวย ๆ ที่เป็นเจ้าหน้าที่ตอนรับพวกนั้นด้วย เพราะฉันตามจีบพวกเธอมาหลายวันแล้วแต่ก็ไม่ได้เบอร์สักที บางที่พวกเธออาจจะโดนไนเรล…”

“บัดซบว่าไงนะ แม้แต่รองประธานก็ไม่เว้น อย่าบอกนะว่าผู้หญิงทุกคนที่เข้าร่วมกับสมาพันธ์ก็โดนเขาจัดการไปด้วย ไม่ได้แล้วฉันจะต้องไปปกป้องเจ้าหญิงนิเรียก่อน”

ขณะที่คนพวกนี้กำลังนินทาไนเรลอย่างเสีย ๆ หาย ๆ อยู่นั้นก็ไม่รู้เลยว่ามีผู้พิทักษ์ยืนอยู่ด้านหลังของพวกเขา

หลังจากนั้นอีกหลายวันก็มีคนเห็นพวกเขาที่สภาพตาปูดหัวโนโดยเฉพาะคนที่คิดไม่ดีกับเอวาที่เป็นเหมือนนายหญิงของสมาพันธ์นักล่าที่ต้องนอนหยอดน้ำข้าวต้มไปหลายวัน

วันต่อมาไรอันก็ฟื้นขึ้นมาพร้อมกับได้รับได้ความสามารถของธาตุไฟ [ควบคุมไฟ F]

ไรอันรีบวิ่งออกมาที่ลานกว้างข้างนอกด้วยความตื่นเต้น ถึงกับลองใช้ความสามารถของตัวเองในทันที

ทันใดนั้นลูกไฟขนาดเท่านิ้วก้อยก็ปรากฏอยู่บนฝ่ามือของเขา ไรอันถึงกลับดีใจเป็นอย่างมาก

“นี่มัน นี่มัน…. ฮ่า ๆ ๆ ในที่สุดฉันก็มีพลังพิเศษ ฉันกลายเป็นมนุษย์ชั้นสูงแล้ว” ไรอันหัวเราะออกมาทั้งน้ำตา สำหรับเขาแล้วสิ่งที่ไม่เคยขาดแคลนคือเงิน แต่เมื่อรู้ว่าตัวเองไม่ได้เป็นมนุษย์ชั้นสูงมีพลังวิเศษเหมือนกับพี่น้องในตระกูล โลกของเขาก็แทบจะถล่มลงมา เพราะยิ่งอยู่ในที่ที่อำนาจคือทุกสิ่งอย่างเขา ก็ยิ่งรู้ว่าการเป็นมนุษย์ชั้นสูงนั้นคืออำนาจที่แท้จริงและสำคัญมากแค่ไหน

มนุษย์ธรรมดามีอายุขัยไม่เกิน 100 ปี แต่มนุษย์ชั้นสูงนั้นพวกเขาสามารถมีอายุขัยได้ถึง 150 200 300 ปีได้สบาย

ไรอันกำหมัดแน่นพร้อมกับคิดถึงความรุ่งโรจในอนาคตที่ไกลเข้ามา

“เอาแก่นพลังงานออกมา ฉันต้องการที่จะดูดซับมัน” ไรอันแบมือไปทางบอดี้การ์ดของเขา แต่ก็ไม่มีใครส่งมาให้

“ไม่ได้ยินที่ฉันสั่งหรือ”

“เออ…คือว่าคุณชายได้ใช้แก่นพลังงานทั้งหมดแลกเป็นเงิน G หมดแล้ว ตอนนี้เหลือแต่เงิน 20,000 G”

“เออ…”

เมื่อไรอันนึกขึ้นได้เขาก็ถึงกลับยิ้มไม่ออก แต่เมื่อลองดูในร้านค้าของสมาพันธ์พวกเขาก็เห็นว่ามีแก่นพลังงานขายอยู่เหมือนกันแต่ราคามันแพงขึ้นกว่า 30-80% จากที่เขาขายไปซึ่งนี่เป็นราคาบอกเพิ่มของสมาพันธ์

และเมื่อเลื่อนดูก็มีของคนอื่น ๆ ที่เอามาฝากขายเช่นกันโดยสมาพันธ์จะคิดแค่ค่าธรรมเนียม 5-10% เท่านั้น แต่ทางสมาพันธ์ก็ไม่รับลองสิ่งของที่ทำการแลกเปลี่ยนว่าจะเป็นของจริงแท้แค่ไหน และไม่จัดส่งให้ด้วยเช่นกัน

ไรอันที่ถือการ์ดเก็บเงินที่มีตัวเลข 20,000 G แสดงอยู่เดินเข้าไปซื้อแก่นพลังงานขั้น 2 จำนวน 2 ชิ้นในทันที อย่างไม่มีทางเลือก

หลังจากที่ไรอันเดินออกไป นักล่าที่อยู่โดยรอบก็พากันพูดคุยด้วยสีหน้าที่ตื่นเต้น เมื่อพวกเขาเห็นตัวอย่างของคนธรรมดาแบบไรอันกลายเป็นมนุษย์ชั้นสูงกับตาก็กลายเป็นเหมือนไฟที่ถูกจุดขึ้นมาในจิตใจ

พวกเขาจินตนาการไปถึงขึ้นที่ว่าตนเองได้กลายเป็นมนุษย์ชั้นสูงแล้ว ทันในนั้นทุกคนก็พากันออกไปล่าสัตว์กลายพันธุ์ หรือซอมบี้เพื่อเก็บเงิน G เพราะกลัวว่าผลคริสตัลที่มีร้อยกว่าผลจะหมดลงก่อนเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าจะต้องรออีกนานแค่ไหนกว่าจะมีพวกมันอีก

ในขณะที่มนุษย์ชั้นสูงคนอื่น ๆ ก็เริ่มหาเงิน G เช่นกันเพราะที่นี่ไม่ได้มีแค่ผลคริสตัลแต่มี ข้อมูลในการเพิ่มพลัง อีกทั้งยังมีเนื้อกลายพันธุ์ในระดับต่าง ๆ อีกมาที่วางขาย รวมไปถึงอาวุธระดับ 4 ที่ถูกสร้างมาจากหอกและหางกระดูกของจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์

เพราะหลังจากที่ความสามารถ [เร่งการเจริญเติบโตของพืช A] ที่ไนเรลใช้ออกมาโดยไม่รู้ตัวถึงแม้ว่ามันจะย่อยสลายส่วนที่เป็นเนื้อไปทั้งหมดแต่มันก็เหลือส่วน หางที่เป็นเหมือนกับแร่ที่แข็งแกร่งและทนทานเป็นอย่างมาก

และด้วยความที่มันมีขนาดใหญ่มากเมสันจึงคิดหาวิธีหลอมมันเป็นอาวุธจนในที่สุดเขาก็ทำมันเป็นดาบหนักที่ยาวกว่า 2 เมตรให้กับไนเรลและเกาะอีกหนึ่งตัว

ส่วนที่เหลือเขาก็หลอมมันเป็นดาบ หอก กระบอง กระทะ เกาะ และของอื่น ๆ ตามที่เขาจะคิดออก ลงขายในสมาพันธ์นักล่า

ในสวนด้านหลังขณะที่ไนเรลกำลังทดลองการใช้ดาบอยู่โดยมีเจ้าแมวน้อยและคาปิบาร่าที่ตอนนี้กำลังกินใบและผลของต้นมันโลหิตกับต้นคริสตัลวิวัฒนาการ

ธีโอกำลังกินผลคริสตัลวิวัฒนาการอย่างใจเย็น ถ้าพวกนั้นมาเห็นสิ่งนี้ละก็พวกเขาจะต้องอาเจียนออกมาเป็นเลือดอย่างแน่นอน

เพราะไนเรลกับใช้ผลคริสตัลเลี้ยงแมวและหนูยักษ์ นี่มันคือการสิ้นเปลืองเกินไป

แต่ไนเรลไม่ได้รู้สึกเสียดายเพราะนี้คือข้อตกลงในการที่พวกมันปกป้องสถานที่นี้ มันก็กินส่วนของมันไป และอีกอย่างอย่าคิดว่ามันเป็นแค่คาปิบาร่าธรรมดา

ถึงไนเรลจะไม่เคยถามแมวน้อยว่าพลังของทั้งคู่ไปถึงขั้นไหนแล้ว แต่ไนเรลสัมผัสได้ถึงพลังของพวกมันว่ามีแต่จะเพิ่มมากขึ้น

เขาคิดว่าถ้าสู้กัน ระหว่างไนเรลและแมวน้อยไนเรลอาจจะพลาดท่าก็ได้เพราะพลังจิตใจของแมวน้อยนั้นน่ากลัวเกินไป

แต่ส่วนเจ้าธีโอเขาไม่แน่ในว่ามันมีพลังอะไร เพราะมันไม่เคยแสดงพลังอะไรออกมาและที่สำคัญมันสงบนิ่งและเคลื่อนที่อย่างเชื่องช้าไม่สนใจอะไร? ยกเว้นก็ตอนที่แมวน้อยสั่งมันถึงจะวิ่งเร็วขึ้น จนดูไม่เหมือนจะเป็นสัตว์เลี้ยงเชื่อง ๆ ไม่มีอันตรายอะไร

ตูม!

ไนเรลลองฟันที่ก้อนหินขนาดใหญ่กว่า 3 เมตรจนมันแตกออกเป็นเศษเล็ก ๆ เขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก และก็หันไปรับผ้าเช็ดหน้าจากเซน

“ท่านไนเรลท่านเอวาบอกว่า ให้ท่านเข้าประชุมในตอนเย็นด้วย เห็นว่าเป็นเรื่องของการประมูลที่จะจัดขึ้นในวันพรุ่งนี้”

“หืม…เรื่องนั้นก็ให้พวกเขาจัดการกันไปเองเลยก็แล้วกัน ถ้าไม่มีอะไรสำคัญจริง ๆ ก็ให้ตัดสินใจกันเองเลย เอ้อให้ไปเตรียมของที่สั่งใส่กระเป๋าไว้ด้วยเดี่ยวหลังจากเรื่องการประมูลผลคริสตัลพลังงานเสร็จสิ้นฉันจะออกเดินทางสักระยะหนึ่ง” ไนเรลเขาคิดถึงเป้าหมายอยู่ในใจนั้นก็คือ คฤหาสน์ตระกูลอาโรเดียแต่ก่อนอื่นเขาจะต้องจัดการเรื่องของสมาพันธ์ให้เรียบร้อยซะก่อน

ไนเรลเก็บดาบหนักกระดูกลงไปหลังจากนั้นก็เดินไปนอนพักที่ใต้ต้นคริสตัลขนาดใหญ่มันสูงกว่า 5 เมตร เขาชอบมานั่งอยู่ที่นี่จนดึกถึงจะกลับไปที่พัก มันอาจจะเพราะในชีวิตก่อนช่วงหลัง ๆ เขาใช้ชีวิตในป่าและนอนตามต้นไม้เยอะทำให้เกิดความเคยชิน

ส่วนเจ้าแมวน้อยและคาปิบาร่าก็มานอนเล่นอยู่ด้านข้างเช่นกัน

ไนเรลหยิบจดหมายครึ่งหลังของปู่เขา ที่ถูกฉีกออกโดยเมสันขึ้นมาดูมันเขียนถึงบางสิ่งว่าที่คฤหาสน์เก่าของตระกูลอาโรเดียนั้นมีคำตอบที่ตามหา ไนเรลจะต้องไปค้นหามันเพราะมันคือเบาะแสเพียงอย่างเดี่ยวในการตามหาตัวปู่ของเขา

ไนเรลเก็บจดหมายลงและหลับตาลงอย่างช้า ๆ …

เที่ยงคืนที่ดึกสงัด ที่นี้มีแค่แสงของจันทร์เต็มดวงและดวงดาวที่สาดสองกระทบกับต้นคริสตัลวิวัฒนาการส่องแสงออกมาอย่างสวยงามรำไร

ใบของมันพัดตามสายลมกระทบส่งเสียงกันไปมา ขณะที่ผลของมันนั้นก็เต็มไปด้วยรูปทรงที่แตกต่างกันไป

ในตอนนี้เองก็ปรากฏเงาดำทมิฬขึ้นที่ด้านหน้าทางเข้าของสวนหวงห้ามโดยที่เหล่าผู้พิทักษ์ไม่รู้ตัวเลยแม้แต่น้อย

เงาค่อย ๆ ขยายออกไปเรื่อยเผยให้เห็นร่างของคนจำนวนนับ 10 ในนั้นมี 9 คนที่เป็นระดับสีน้ำตาล ซึ่งมีจีซัสรวมอยู่ด้วย แต่เขาไม่ได้เป็นผู้นำในครั้งนี้ มันกับเป็นชายอีกคนที่มีความสามารถประเภทลึกลับ [เงา S] ระดับ สีเขียว

ตอนที่ 54 ขายผลคริสตัลวิวัฒนาการ(รีไรท์)

ทุกคนรอฟังถึงสิ่งที่รัฐบาลจะแถลง หลายคนต้องการรู้ว่าสิ่งเหล่านี้มีจริงหรือไม่ ถ้ามันมีจริงพวกเขาจะได้รับมันหรือไม่

แต่ก็มีหลายคนที่คิดว่ามันคือเรื่องจริงเพราะรัฐบาลถึงกับออกมาแถลงการณ์พิเศษแบบนี้

“สวัสดีประชาชนไทกีล่าทุกท่าน เนื่องด้วยสถานการณ์พิเศษจึงได้มีการจัดแถลงการณ์ขึ้น เรื่องแรก ทางรัฐบาลได้จัดตั้งเมืองย่อยขึ้นโดยมีค่ายลี้ภัยดังต่อไปนี้…..”

ดูเหมือนทางรัฐบาลจะใช้โอกาสนี้ในการจัดแถลงการณ์ในเรื่องของเมืองย่อยและเปลี่ยนจากค่ายลี้ภัย เป็นเมืองย่อยหมายเลข….

ซึ่งค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 ก็ถูกจัดให้เป็นเมืองย่อย 101 ด้วยเช่นกัน จากนั้นพวกเขาก็พูดอีกในเรื่องหลาย ๆ อย่างเช่นระบบขนส่ง อาวุธและยุทโธปกรณ์ รวมทั้งการรับสมัครคนที่มีความสามารถ และเตือนพวกคนที่ตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับทางรัฐบาลไทกีล่า ที่สร้างเมืองขึ้นมาและไม่ยอมอยู่ภายใต้การปกครองต้องการแยกตัวออกมา

สุดท้ายก็พูดถึงสิ่งที่ทุกคนรอคอย

“สำหรับสุดท้ายนี้ข่าวลือที่ว่ามีผลของพืชกลายพันธุ์บางชนิดที่สามารถวิวัฒนาการมนุษย์ให้กลายเป็นมนุษย์ชั้นสูงได้นั้น”

“ทางรัฐบาลขอยืนยันว่าข่าวลือทั้งหมดเป็นความจริง มันมีอยู่จริง สิ่งนี้ก็คือ ผลคริสตัลวิวัฒนาการ”

ทุกคนที่ได้ฟังก็ส่งเสียงฮือฮากันในทันที เหมือนดังข่าวที่บอกว่าเอเลียนมีอยู่จริงก็ไม่มีผิด แต่พอได้ยินประโยคต่อไปทุกคนก็เริ่มเงียบลง

“แต่เนื่องด้วยจำนวนที่มีอยู่น้อยนิด ดังนั้นเราจึงต้องสงวนสิทธิ์ทั้งหมดให้กับบุคลากรของทางรัฐบาล เพื่อใช้ในการปกป้องประเทศจากซอมบี้และสัตว์กลายพันธุ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคง”

หลังจากนั้นการแถลงการณ์ก็หยุดลง แต่ก่อนไปรัฐบาลก็ได้ทิ้งระเบิดไว้อีกลูกนั้นก็คือ ข่าวที่ว่าเจ้าสิ่งนี้ไม่ได้ถูกครอบครองโดยรัฐบาลเท่านั้น แต่มันยังมีบริษัทเอกชนที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับภาครัฐอีกหลายแห่งที่ครอบครองพวกมันไว้

แต่ก็แน่นอนพวกบริษัทเหล่านั้นรู้อยู่แล้วว่ารัฐบาลจะโยนเผือกร้อนมาให้พวกเขา ดังนั้นต่อมาพวกเขาก็แถลงการณ์ออกมาในทันที

ว่ามีอยู่จริงแต่ทั้งหมดเป็นทรัพย์สินของทางบริษัท

ซึ่งถ้ามองจากตรงนี้ก็จะรู้ได้ว่าทั้งบริษัทและรัฐบาลกำลังจะบอกว่าพวกเขาต้องเข้าร่วมกับตนเอง และก็ไม่รู้ว่าจะได้รับผลคริสตัลวิวัฒนาการหรือไม่ เพราะแม้แต่ระดับสูงยังแย่งชิงกัน

ซึ่งแน่นอนว่าคนธรรมดาแบบพวกเขาไม่สามารถแย่งชิงมันมาได้อย่างแน่นอน

ตอนนี้ไนเรลคนที่เป็นต้นเรื่องของเรื่องทั้งหมดกำลังยืนอยู่หน้าต้นคริสตัลวิวัฒนาการและใช้ความสามารถของตนเองในการเร่งการเจริญเติบโตให้กับต้นคริสตัลวิวัฒนาการ

ในตลอดหลายวันต้นคริสตัลวิวัฒนาการกลืนกืนซากซอมบี้ไปนับหมื่น ๆ ตัว ถึงแบบนั้นมันก็ได้ผลที่คุ้มค่าเขาสามารถเก็บเกี่ยว ผลคริสตัลวิวัฒนาการได้กว่า 1,000 ผล โดยเขาเอาไปสร้างกองทัพของผู้พิทักษ์เพิ่มอีกนับร้อย ทำให้มีเหลืออีกแค่ 300 ผลเท่านั้น

นี่คือจำนวนที่ไนเรลจะใช้ในแผนการต่อไปของเขา นั้นก็คือการประมูลมัน และใช้อีกส่วนใช้ในการต่อรองกับทางรัฐบาล

เขารู้ว่าถ้าทางรัฐบาลรู้เรื่องว่าเขามีผลคริสตัลพวกนั้นจะใช้วิธีมากมายในการกดดันเขาแน่นอน เพราะถึงอย่างไรสมาพันธ์นักล่าที่พึ่งก่อตั้งมาใหม่ก็เป็นดังต้นกล้าที่ไม่แข็งแกร่งเท่ากับบริษัทพาราซัสที่เป็นไม้ยืนต้น สู้ลมสู้ฝนแบบรัฐบาลได้

ถ้าไม่มีไนเลมันก็คงไม่สามารถยืนหยัดขึ้นมาได้ด้วยซ้ำ

หลังจากนั้นไม่กี่วันทุกอย่างก็เตรียมพร้อม การก่อตั้งสมาพันธ์นักล่าถูกก่อตั้งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ตัวระบบถูกเปิดให้บริการพร้อมกับข้อความว่า

“เข้าร่วมกับพวกเราสมาพันธ์นักล่า เพื่อความรุ่งโรจของมนุษย์”

หลังจากนั้นมันก็มีรายละเอียดมากมาย รวมถึงข้อมูล ผลประโยชน์และกฎต่าง ๆ แต่ที่สะดุดตาที่สุดก็คงเป็น ผลคริสตัลวิวัฒนาการที่มีอยู่ในรายการประมูลของค่ายลี้ภัย 101 ซึ่งมันก็สร้างความโกลาหลขึ้นมาอีกครั้ง เพราะดันมีคนขายผลคริสตัลวิวัฒนาการที่มีคุณค่าเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังมีบอกอีกด้วยว่า การที่เป็นมนุษย์ชั้นสูงจะทำให้มีช่วงอายุขัยที่มากขึ้น

นั้นยิ่งเป็นเหมือนกับการราดน้ำมันลงกองไฟ

“เหลือเชื่อมีคนที่ต้องการขายผลคริสตัลวิวัฒนาการ”

“ข่าวลือมันต้องเป็นพวกฉวยโอกาสอย่างแน่นอน”

“ไม่นี่ไม่ใช่ข่าวลือ คนที่ประกาศเปิดการประมูลพวกมันคือ สมาพันธ์นักล่า และหัวหน้าสมาพันธ์นักล่าก็คือ ไนเรล ชายที่กลายร่างเป็นมังกรต่อสู้กับซอมบี้ที่เมืองย่อย 101 เขาแค่คนเดียวก็สามารถฆ่าซอมบี้นับแสนตัว”

“เป็นไปไม่ได้ ฉันไม่เชื่อ”

“ไม่เชื่องั้นก็ดูนี่ ฉันบังเอิญอัดวิดีโอไว้ได้”

ผู้คนจากเมืองย่อย 101 พยายามโต้เถียงกับคนของเมืองย่อยอื่น ๆ แม้แต่เมืองหลวงหลักก็มีชื่อและคลิปของไนเรลที่กลายร่างเป็นมังกรบินขึ้นท้องฟ้าจับเจ้าจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ดิ่งลงมาจากท้องฟ้า

มันยิ่งกว่าหนังต่อสู้สัตว์ประหลาดซะอีก มีหลายคนถึงกลับไปเชื่อสิ่งที่เห็นก็มี แต่ก็มีบางคนเชื่อและบอกว่า “ความสามารถของชายคนนี้ต้องเป็นระดับ S แน่นอน ฉันทำงานให้กับรัฐบาลและรู้ว่ามีมนุษย์ชั้นสูงที่มีพลังระดับ S พวกเขานั้นน่ากลัวเป็นอย่างมาก”

ถึงแม้จะมีการโต้เถียงหลายแบบแต่ก็มีผู้คนจำนวนมากที่เข้าไปสมัครเป็นสมาชิกของสมาพันธ์นักล่า

โดยเฉพาะผู้คนของเมืองย่อย 101 ที่เห็นถึงพลังของไนเรลมากับตา การที่ได้เข้าร่วมกับไนเรล มันก็ไม่ได้หมายความว่าได้รับการปกป้องจากเขาหรือ อีกอย่างคนที่จะได้รายละเอียดของผลคริสตัลวิวัฒนาการต้องเป็นสมาชิกของสมาพันธ์นักล่าก่อน

ใช้เวลาเพียงแค่ไม่ถึง 1 ชั่วโมงสมาชิกของสมาพันธ์นักล่าก็พุ่งไปถึง 1 แสนคนทั่วทุกเมือง และโดยเฉพาะแค่เมืองย่อย 101 ก็มีมากกว่า 1 หมื่นคน

ในขณะนั้นเองรัฐมลตรีพาลเมอร์ก็ทราบถึงเรื่องนี้ และเขาก็รู้ว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเป็นไนเรลที่ต้องมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยอย่างแน่นอน แต่เขาไม่มีหลักฐานจะไปเอาผิดอีกอย่างตอนนี้ทางรัฐบาลก็ได้จัดให้รายชื่อของไนเรลเป็นบุคคลที่มีความสามารถระดับ S

ความสามารถระดับ S หมายถึงอะไร? มันหมายความว่ากองทัพหรืออาวุธธรรมดาไม่สามารถจัดการกับเขาได้ ต้องใช้ปืนใหญ่พลังงาน E1 ในการจัดการ

ไนเรลอันตรายเกินไป

ถึงพาลเมอร์จะรู้แบบนั้นแต่เขาก็ไม่ได้กลัวมากนัก เพราะตัวเขาเองก็คิดว่าสามารถสู้ได้กับไนเรล ถึงจะไม่ชนะแต่ก็สามารถทำให้ไนเรลบาดเจ็บได้

แต่ในตอนนั้นเองที่เลขาสาวสวยของเขาก็เข้ามารายงาน

“ท่านค่ะ ประธานสมาพันธ์นักล่าต้องการเข้าพบกับท่านค่ะ”

“ใคร?” ในตอนแรกเขาก็งงเพราะไม่รู้ว่าใครคือประธานสมาพันธ์นักล่า แต่แล้วเขาก็คิดขึ้นได้ นั้นก็คือ ไนเรล อาโรเดีย คนที่ทำให้เขาปวดหัวอยู่นะตอนนี้

ไนเรลรออยู่สักพักเลขาสาวสวยก็เดินออกมาเชิญไนเรลเข้าไปด้านใน ด้วยความที่เธอรู้เรื่องของไนเรลเป็นอย่างดี ว่าเขาแข็งแกร่งและอันตรายแค่ไหน ดังนั้นเธอจึงสุภาพกับเขาเป็นอย่างมาก

ไนเรลเดินเข้าไปด้วยสีหน้าเรียบเฉย ในขณะที่เขานั่งลงตรงข้ามกับรัฐมลตรีพาลเมอร์ผู้ที่มีสีหน้าขึงตาตึงมองไปที่ไนเรล เหมือนกับอยากจะบีบคอเขาให้ตาย

“นายต้องการอะไร?” รัฐมลตรีพาลเมอร์พูดออกมาตรง ๆ ด้วยน้ำเสียงไม่รับแขกเป็นอย่างมาก

ไนเรลไม่ได้ตอบแต่กลับยกกระเป๋าที่ถูกปิดล๊อคอย่างมิดชิดขึ้นมา พาลเมอร์ถึงกับเกิดความหวาดระแวงขึ้นมาในทันที เพราะคิดว่าไนเรลจะเอาระเบิดออกมาระเบิดฆ่าเขาให้ตายไปด้วย แต่เขาก็คิดว่าไนเรลคงไม่ทำอะไรที่มันยุ่งวุ่นวายอย่างนั่นแน่นอน

“นี่มัน หมายความว่าอย่างไร?” รัฐมลตรีพางเมอร์มองไปที่ด้านในกระเป๋ามันมีผลคริสตัลรูปทรงแตกต่างกันไป มีผลคริสตัลถึง 100 ผล เขามองไปที่ไนเรลที่นั่งยิ้มอยู่ฟังตรงข้ามอย่างใจเย็น

“ไม่ได้หมายความว่าอะไร ผมก็แค่อยากทำข้อตกลงกับรัฐบาลว่าจะขอแลกเปลี่ยนผลคริสตัลวิวัฒนาการนั่ง 100 ผลนี้ และจะแลกเปลี่ยนอีกครั้งในเดือนถัด ๆ ไป”

“ข้อตกลงระยะยาว”

“ใช่จะพูดแบบนั้นก็ได้ ผมต้องการร่วมมือในระยะยาว หวังว่าทางรัฐบาลกลางจะร่วมมือด้วย”

รัฐมลตรีพาลเมอร์ถึงกับเงียบไปในทันที ถึงเขาจะไม่ชอบขี้หน้าไนเรลแต่เรื่องของผลคริสตัลจำนวน 100 ผลนั้นมันมีค่าเกินไป หลังจากคิดอยู่สักพักเขาก็ติดต่อไปที่รัฐบาลกลางในทันที

และไม่นานผลประโยชน์ที่ไนเรลนำมามันก็มากเกินไปจนทำให้รัฐมลตรีกว่าครึ่งลงคะแนนเสียงเป็นการภายในเพื่อรับข้อเสนอของไนเรล

ซึ่งสิ่งที่ไนเรลขอก็ไม่มีอะไรมาก ก็แต่พื้นที่ในเขตตะวันออกกว่า 10 กิโลเมตร รวมทั้งการก่อตั้งสมาพันธ์นักล่า

พวกเขาได้แต่ยอมรับมัน เพราะถึงแม้จะรู้ว่าไนเรลมีต้นคริสตัลวิวัฒนาการอยู่ในมือ แต่ก็ไม่ได้ทำการแย่งชิง มันด้วยเหตุผลหลาย ๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสามารถของไนเรล หรือเรื่องการที่รัฐบาลทำการแย่งชิ่งต้นคริสตัลวิวัฒนาการถูกเปิดเผยออกไปละก็ความน่าเชื่อถือของพวกเขาจะมีปัญหาในทันที

เพราะบริษัทตระกูลหรือผู้มีอิทธิพล ที่ครอบครองต้นคริสตัลก็จะรวมตัวกันกดดันรัฐบาลอย่างแน่นอน

ซึ่งมันไม่มีผลดีเลยแม้แต่น้อยสู้พวกเขารับข้อเสนอของไนเรลจจะดีกว่าเพราะ พวกเขาไม่จำเป็นต้องสูญเสียอะไรก็ได้รับผลคริสตัลวิวัฒนาการกลับมา ที่สำคัญมันคือการรวมมือในระยะยาว

และที่สำคัญถ้าเกิดในตอนกลางคืนต้นคริสตัลวิวัฒนาการของไนเรลมันหายไป พวกเขาก็ไม่รู้ไม่เห็นอะไรทั้งนั้น เพราะถือว่าไนเรลต้องดูแลพวกมันเอง

หลังจากที่ไนเรลกลับออกมา เรื่องทุกอย่างก็จัดการเสร็จสิ้น เขาเพียงแค่รอให้ถึงช่วงของวันประมูลผลคริสตัลวิวัฒนาการมาถึงในอีก 7 วันข้างหน้า

ทุกอย่างดำเนินไปอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อย ภายในแค่ 4 วันก็มีสมาชิกเข้าร่วมกับสมาพันธ์นักล่ากว่า 2 แสนคน เพราะรัฐบาลได้ประกาศรับรองสมาพันธ์นักล่าอย่างเป็นทางการ นั้นทำให้เรื่องที่ว่าพวกเขาประมูลผลคริสตัลวิวัฒนาการนั้นเป็นเรื่องจริง

“เร็วรีบสมัครเข้าร่วมกับสมาพันธ์นักล่า พวกเราจะได้ซื้อผลคริสตัลวิวัฒนาการนั้น ฉันเก็บตั๋วอาหารไว้นับแสนใบ”

“หึ! นายยังไม่รู้สินะ ผลเหล่านั้นจะซื้อได้ก็แค่เงินสกุล G เท่านั้น”

“หมายความว่าไง? อะไรคือเงิน G”

ผู้คนเมองย่อย 101 เดินทางมาสมัครกับที่สำนักงานนักล่าโดยตรง แต่ที่นี่กับเต็มไปด้วยผู้คนที่โวยวายเรื่องของการไม่สามารถใช้ตั๋วอาหารได้ ถึงแบบนั้นพวกเขาก็ใช้แค่สิ่งของที่มีอยู่ในการแลกเปลี่ยนเป็นเงิน G

เมื่อได้เงิน G กันมาแล้วพวกเขาก็ต้องสิ้นหวังอีกครั้ง เพราะราคาของผลคริสตัลวิวัฒนาการมันมีราคาถึง 45,000 G

“บัดซบปล้นกันเถอะ สัตว์กลายพันธุ์ ขั้น 2 1 ตัวขายได้แค่ 1,000 G เท่านั้น”

“ไม่ใช่นี่คือแค่ราคาประมูลเท่านั้น หลังจากนี้จะต้องซื้อในจำนวนเต็มคือ 120,000 G”

นักล่าส่วนใหญ่พากันบนออกมาในทันที แต่พวกเขาก็ทำอะไรไม่ได้

“หลบไปพวกยากจน” ในตอนนั้นเองที่มีคนที่เป็นเหมือนกับคุณชายของตระกูลชั้นสูงเดินเข้ามาพร้อมกับแก่นพลังงานจำนวนมาก

ด้านหลังมีบอดี้การ์ดที่เป็นมนุษย์ชั้นสูง ระดับ สีเทา 4 คนคุ้มกันอยู่ เขาคือ ไรอัน บัลเรอิล ลูกชายคนโตของตระกูลชั้นสูงที่ร่ำรวยมาก แต่ไม่รู้เพราะอะไรเขากลับไม่สามารถวิวัฒนาการเป็นมนุษย์ชั้นสูงได้ทำให้ สถานะในตระกูลของเขานั้นลดลงเป็นอย่างมาก

แต่เมื่อรู้ว่ามีผลคริสตัลวิวัฒนาการช่วยให้คนสามารถเป็นมนุษย์ชั้นสูงได้ เขาก็พยายามติดต่อไปในทุกที่ที่มีผลคริสตัล แต่พวกเขาก็ปฏิเสธทั้งหมด และบอกว่ามันไม่ได้มีไว้ขาย

เขาถึงกับสิ้นหวังแต่ในตอนที่เขารู้ว่าที่เมืองย่อย 101 มีคนที่ยอมขายผลคริสตัลวิวัฒนาการเขาจึงรีบเอาแก่นพลังงานจำนวนมากจากตระกูลและมาที่เมืองย่อย 101 ในทันที

ไรอันแลกแก่นพลังงานทั้งหมดเป็นเงิน G ในทันที มันได้ถึง 140,000 G สำหรับเขาแล้วแก่นพลังงาน แค่ไม่กี่อันนั้นมันถือว่าถูกมากถ้าแลกกับพลังที่จะได้รับ

หลังจากนั้นเขาก็ใช้เงิน 120,000 G ในการซื้อผลคริสตัลวิวัฒนาการโดยตรง

ดามินที่รับแก่นพลังงานมาก็เอามันเข้าไปเก็บและเอากล่องเหล็กที่ดูสวยงามออกมาส่งให้ไรอัน ซึ่งไรอันได้ตัดสินใจซื้อผลคริสตัลวิวัฒนาการที่มีอยู่อย่างจำกันนั้นโดยตรง

ตอนที่ 53 ข่าวลือ

ทุกคนมองไปที่หน้าจอขนาดใหญ่ ในขณะที่ซี่โร่ก็อธิบายถึงระบบสมาพันธ์นักล่าที่จูเรียสร้างขึ้นมา มันแบ่งออกเป็นระบบสมาชิก การซื้อขาย ภารกิจ และเงิน G

“ระบบสมาชิก จะแบ่งออกเป็น เพรช ทอง เงิน ทองแดง ซึ่งจะมีสิทธิพิเศษต่าง ๆ ตามแต่ละระดับจะสามารถเข้าถึงได้ ไม่ว่าจะเป็น ส่วนลด หรือสิทธิ์ในการซื้อของบางอย่างในสมาพันธ์เช่น ผลคริสตัลวิวัฒนาการ อีกทั้งยังมีสิ่งที่สำคัญที่สุดนั้นก็คือ ข้อมูลลับระดับสูง” ทุกคนฟังมาถึงตรงนี้ก็มองหน้ากันข้อมูลรับอะไร

“ข้อเหล่านี้ก็คือสิ่งที่ท่านไนเรลเป็นคนเขียนขึ้นมาเอง” ซีโร่ไม่รอให้ทุกคนคาดเดาเขาที่ก็บอกออกไปโดยตรง ข้อมูลเหล่านี้คือ สิ่งที่ไนเรลจำได้และสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์ ซอมบี้ อสูร ยักษ์เถื่อน เผ่าพันธุ์อื่น ๆ เมือง และสถานที่ต่าง ๆ แบบคร่าว ๆ

ไนเรลรวบรวมด้วยตัวเองและส่งให้กับจูเรียพร้อมกับผลคริสตัลวิวัฒนาการที่ให้กับเธอก่อนที่จะออกไปสู้ที่ประตูตะวันออก

เขาไม่ได้บอกข้อมูลแบบเจาะจง หรือข้อมูลสำคัญอย่างเช่นเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการของเขา เพราะมันจะเกิดปัญหาตามมาอีกมากได้ แต่ถึงแบบนั้นข้อมูลทั่วไปพวกนี้ก็มีค่าเป็นอย่างมาก แต่การเข้าถึงมันถูกจำกัดด้วยระดับสมาชิกและต้องเสีย G ในการเข้าดูด้วย

ไนเรลไม่ได้กลัวว่าข้อมูลพวกนี้จะรั่วไหลออกไป เพราะในทุก ๆ ไฟล์ข้อมูลที่เข้าถึงพวกเขาจะถูกจำกัดด้วยความสามารถ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ E] ของไนเรลที่พวกเขาต้องยอมรับก่อนเข้าดูข้อมูล

หลังจากฟังในเรื่องการซื้อขายก็ไม่มีอะไรมากเพียงแต่ว่าของที่ขายจะถูกเปลี่ยนเป็นเงิน G โดยตรง หรือ การรับภารกิจก็จะมีให้เช่น พวกซากศพของซอมบี้ที่ไนเรลต้องการให้กับต้นมันโลหิตและต้นคริสตัลวิวัฒนาการที่ต้องการเป็นจำนวนมาก

และอีกอย่างตอนนี้ข่าววงในที่ว่าการกินเนื้อหรือผลของสิ่งวิวัฒนาการสามารถช่วยเพิ่มโอกาสในการวิวัฒนาการเป็นมนุษย์ชั้นสูงและยกระดับพลังได้ มันก็จะมีพวกที่รวย ๆ แต่ไม่กล้าออกไปล่าด้วยตัวเองมาจ้างพวกเขาอย่างแน่นอน เพราะไนเรลมีแผ่นที่จะสร้างความร่วมมือโดยใช้ผลคริสตัลวิวัฒนาการในการแลกเปลี่ยน

“ส่วนที่สำคัญที่สุดคือ สกุลเงิน G มันคือผลงานชิ้นเอกของฉัน” จูเรียรีบพูดแทรกออกมาในทันที ด้วยความตื่นเต้น

“ทุก G ที่สร้างออกมามันคือ โค๊ดเฉพาะตัว ป้องกันพวกแฮ็คเกอร์และการปลอมแปลงได้ 100 % ถ้ามันถูกโอนเข้าไปในบัญชีอุปกรณ์ที่ตัดการเชื่อมต่อกับระบบอินเตอร์เน็ตแล้ว เงินเหล่านี้ก็จะหายออกไปจากในระบบในทันที ถ้าต้องการจะให้มันกลับเข้ามาในระบบก็ต้องเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ใหม่ นั้นหมายความว่าทุก G มีมูลค่าในตัวของมันเอง”

“นี่คือการ์ดที่เก็บเงิน G ได้” เธอส่งมันให้กับทุกคนดู ของสิ่งนี้เกี่ยวข้องกับเมสัน เขาที่ใช้เส้นสายของตนเอง ให้คนที่มีความสามารถสร้างมันขึ้นมา ซึ่งเขาก็แปลกใจว่าทำไมต้องสร้างสิ่งนี้และเอาไปใช้กับอะไรแต่ตอนนี้เขารู้แล้ว มันเอาไปใช้กับเงิน G นั้นเอง

สิ่งที่เธออธิบายออกมานั้นมันหมายความว่า ทุก G จะมีค่าในตัวของมันเอง ไม่ต่างกับเงินที่จับต้องได้เพียงแต่การใช้งานมันสะดวกกว่า

“แล้วเราจะเลื่อนระดับสมาชิกได้อย่างไร” โลแกนถามออกมาด้วยความสงสัย เพราะถ้าแค่เอาแค่เงิน G หรือระดับพลังนั้น มันก็ไม่เป็นธรรมอย่างเช่นคนที่มีพลังสูงพอเข้ารวมก็ได้เป็นสมาชิกระดับสูงเลยมันดูจะเป็นการเอาเปรียบคนอื่น ๆ เกินไป

“แต้มระดับยังไงละ มันต้องมาจากการทำภารกิจที่สมาพันธ์ออกให้ทุกภารกิจจะมีแต้มระดับให้ตามความยากง่าย

แต่แน่นอนว่าเราก็ยินดีที่จะรับงานว่าจ้างของคนอื่น ๆ หรือองค์กรที่ยินดีใช้ช่องทางของเราในการว่าจ้างนักล่า ซึ่งเราก็จะได้ค่าส่วนแบ่ง 5% จากทุกเงินที่ว่าจ้าง และที่สำคัญมันต้องเป็นเงิน G เท่านั้น” ไนเรลอธิบายให้ทุกคนฟัง

“ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำในตอนนี้ก็คือ สร้างมูลค่าให้เงิน G เพราะตอนนี้ทุกคนใช้ตั๋วอาหารในการแลกเปลี่ยนกันอยู่ ซึ่งอีกไม่นานรัฐบาลก็คงจะออกสกุลเงินไหม เราต้องใช้เวลาและโอกาสนี้ในการลงมือก่อน”

ทุกคนได้ยินดังนั้นก็พากันฮึกเหิมขึ้นมาในทันที ถึงแม้พวกเขาจะไม่รู้ว่าผลที่ตามมาจะใหญ่ซักแค่ไหนในการกระทำในครั้งนี้ของไนเรล แต่แล้วมันอย่างไรทุกคนนั้นไม่มีใครกลัวเลยแม้แต่น้อยเมื่อนึกถึงว่ามีพลังของไนเรลค่อยหนุนหลังอยู่

บางครั้งสิ่งที่พวกเขา สมาพันธ์นักล่ากำลังทำอยู่ก็คงคล้ายกับที่มนุษย์ชั้นสูงคนอื่น ๆ ทำที่มีความทะเยอทะยานในอำนาจ จะต่างกันก็ตรงที่ไนเรลนั้นมีโอกาสที่จะทำสำเร็จมากกว่า

หลังจากที่ไนเรลพูดคุยรายละเอียดเกี่ยวกับการออนไลน์และประกาศก่อตั้งสมาพันธ์นักล่าอย่างเป็นทางการกับทุกคนจนกระทั่งเย็นพวกเขาก็แยกย้ายกันไป

ไนเรลเดินไปที่สวนต้องห้ามโดยมี เอวา เซนเดินตามหลังมา ส่วนนิเรียเมื่อเธอเห็นว่าไนเรลไม่เป็นอะไรแล้วก็กลับไปที่กองทัพ เพราะเธอได้ลาหยุดมาหลายวันแล้ว

อันที่จริงเธอต้องการจะลาออกมาแต่ไนเรลก็ห้ามไว้ เขามาลองคิดดูแล้วว่าให้นิเรียอยู่ในหน่วยโล่กองทัพต่อไปหน้าจะมีประโยชน์กับเธอมากกว่า ที่สำคัญเขาต้องการคนที่ช่วยจากภายในด้วย

ส่วนดามินตอนนี้เขาได้ส่งข่าวไปแล้วว่าให้เขามาช่วยจัดการงานในด้านวัตถุดิบของสมาพันธ์นักล่า เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนที่หัวไวและเรียนรู้งานได้เร็วโดยเฉพาะด้านอาวุธและอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ดูจะสนใจเป็นพิเศษ

ไนเรลเดินมาที่ด้านหลังเขาก็ต้องแปลกใน เพราะมันกลับเต็มไปด้วยซากศพของซอมบี้ แต่เมื่อถามก็รู้ว่าสิ่งเหล่านี้ได้มาจากซอมบี้ในเขตค่ายทิศเหนือและตะวันตก

เอวารับซื้อศพซอมบี้ โดยใช้วิธีเดียวกับไนเรล ส่วนเงินที่ต้องจ่าย เธอได้เรียกร้องเงินตอบแทนจากรัฐบาลของค่ายลี้ภัย 101 หลังจากที่รู้ว่าพวกบริษัทพาราซัสก็ได้รับค่าตอบแทนที่ช่วยในการปกป้องประตูตะวันตก

ไนเรลมองไปที่ต้นมันโลหิตที่ตอนนี้มันมีผลออกมาบ้างแล้ว แต่มันยังโตไม่เต็มที่ เขาจึงถือโอกาสในการทดลองความสามารถ [เร่งการเจริญเติบโตของพืช A] ในชีวิตที่แล้วนั้นเขาสามารถหาวิธีที่ช่วยในการยกระดับความสามารถนี้ได้จนถึงแค่ B เท่านั้น

ไนเรลวางมือไปที่ต้นมันโลหิตทันใดนั้น ตัวเถาวัลย์ของต้นก็ขยายใหญ่ขึ้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางกว่า 1 เมตรไม่ต่างจากลำต้นของไม้ยืนต้นเลย

เอวาและเซนไม่ได้แปลกใจอะไร ไม่สิบางที่ทั้งคู่อาจจะชินแล้วก็ได้ เพราะไนเรลสามารถทำให้พื้นที่ขนาดใหญ่เปลี่ยนเป็นผืนป่าได้ แล้วนับภาษาอะไรกับแต่ต้นไม่เพียงต้นเดียว

เขาจัดการกับต้นมันโลหิตทั้ง 9 ต้นจนพวกมันขยายใหญ่เป็นเหมือนกับต้นมันโลหิตที่โตมาหลายปี พวกมันสามารถให้ผลผลิตได้ถึงเดือนละ 250 ตันต่อเดือนภายใต้การใช้ความสามารถของเขา

แต่ไนเรลไม่ได้หยุดแค่นั้น เพราะมันยังไม่เพียงพอกับข้อตกลงในการส่งผลมันโลหิตให้กับทางรัฐบาลของค่ายตามที่เขาได้ตกลงกันไว้

ดังนั้นหลายวันต่อมา ไนเรลก็จัดการขยายต้นพวกมันจาก 9 เป็น 27 ต้น ส่วนพื้นที่เขาก็ขอเช่าเพิ่มจากทางค่าย เพราะตอนนี้ในค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 นั้นมีพื้นที่ว่างเหลือมากมาย

จากเหตุการณ์ซอมบี้บุกเข้ามาในค่ายคนธรรมดาส่วนใหญ่เริ่มจะย้ายออกไปทางรถไฟที่จะออกเดินทางวันละ 1 รอบไปกลับตัวเมืองหลวงใหม่

ไนเรลคิดว่าการฟื้นฟูและซ่อมแซมทางและการขนส่งของโลกใบนี้ดูจะรวดเร็วกว่าโลกเก่าของเขามากนัก เพียงแค่ 1 สัปดาห์ ทางรัฐบาลกลางของไทกีล่าก็สามารถฟื้นฟูระบบขนส่งได้อย่างรวดเร็ว

เมื่อทางขนส่งเชื่อมต่อกัน มันก็เท่ากับการเชื่อมต่อเมืองหลวงใหม่กับค่ายได้แทบจะสมบูรณ์

ไนเรลยังได้ข่าวจากนิเรีย ที่ว่าทางเมืองหลวงจะทำการสร้างค่ายทั้งหมดเป็นเหมือนกับเมืองย่อย ๆ ในอีกไม่นาน

ถึงจะมองดูเหมือนทุกอย่างจะสงบสุขแล้ว แต่ทางรัฐบาลก็ต้องประสบกับปัญหาการโจมตีของสัตว์กลายพันธุ์ขนาดยักโดยเพราะแทบทางทะเลพวกเขาต้องอพยบคนหนีออกมาทั้งหมด เพราะพวกสัตว์กลายพันธุ์มีมากเกินไป

ที่สำคัญซอมบี้ก็มีท่าทีแปลกไป พวกมันเริ่มไปรวมตัวกันตามเมืองหรือไม่ก็หุบเขา พวกมันจะออกมาโจมตี แต่จะต่างจากในตอนแรกที่พวกมันจะฆ่ามนุษย์ พวกมันกลับเลือกที่จะจับตัวไปและใช้พวกเขาอย่างกับทาส และพอคนในที่หมดแรงก็จะถูกเชือดทิ้ง

ซึ่งไนเรลที่ทราบเรื่องนี้ก็รู้ว่าพวกซอมบี้มันเริ่มรวมตัวกันเป็นระบบมากขึ้นแล้ว นั้นหมายความว่า อาณาจักรซอมบี้ได้ก่อตั้งขึ้น และมีจักรพรรดิซอมบี้กำเนิดขึ้นมาแล้ว

เมื่อคิดถึงมันไนเรลก็ต้องกำมือด้วยความเคียดแค้น เพราะจักรพรรดิซอมบี้ก็คือหนึ่งในตัวที่ไล่ล่าเขา ตอนที่เขาแอบไปขโมยกล่องแพนโดร่า พลังของมันแข็งแกร่งจนน่ากลัวมาก

ไนเรลทำได้แต่ยอมตายกระโดดลงไปในหน้าผา ถึงแบบนั้นเขาก็ต้องขอบคุณมัน เพราะมันทำให้เขาได้ย้อนกลับมาเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง

ไนเรลใช้พื้นที่จำนวนมากในการปลูกต้นมันโลหิตจนพวกมันมีกันอยู่ 54 ต้นซึ่งเพียงพอให้เขาส่งผลมันโลหิตตามข้อตกลงกับรัฐมลตรีพาลเมอร์

หลังจากนั้นอีกหลายในที่สุดก็ไกลถึงเวลาที่สมาพันธ์นักล่าจะเริ่มเปิดให้บริการ อย่างเต็มตัว แต่แน่นอนว่าข่าวนี้คงไม่เป็นที่สนใจมากนักดังนั้นไนเรลจึงใช้สิ่งที่ทุกคนต้องการมากที่สุดเป็นเหยื่อล่อ ก่อนที่จะเปิดตัวสมาพันธ์

ภายในค่ายลี้ภัย101 ตอนนี้มีข่าวลือว่ามีของสิ่งหนึ่งที่สามารถช่วยให้คนธรรมดาเป็นมนุษย์ชั้นสูงได้เพียงแค่กินมันเข้าไปเท่านั้น

“ข่าวลือนี้เป็นจริงหรือไม่”

“ไม่น่าเชื่อว่าจะมีจริง จะต้องเป็นแค่พวกนักต้มตุ๋นแน่นอน”

บางคนที่เห็นก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง แต่จากนั้นไม่นานก็มีข่าวลืออีกอย่างออกมาที่ว่าการวิวัฒนาการเป็นมนุษย์ชั้นสูงนั้นมี 3 กรณีด้วยกันนั้นก็คือ 1 วิวัฒนาการในรอบแรกของการระบาด 2 วิวัฒนาการจากการกินพืชหรือเนื้อกลายพันธุ์แต่มันก็มีเงื่อนไขอีกมาก ส่วนวิธีที่ 3 คือการกินผลคริสตัลวิวัฒนาการ

และวิธีนี้รัฐบาลก็มีผลของคริสตัลวิวัฒนาการอยู่แต่พวกมันถูกสงวนสิทธิ์ให้กับแค่คนในของรัฐบาลและชนชั้นสูงเท่านั้น

ทันทีที่ข่าวลือนี้ออกมามันก็สร้างความโกลาหลไปทั่ว ไม่ใช่แค่ค่ายลี้ภัย 101 แต่มันเริ่มกระจายออกไปเรื่อย ๆ

และที่สำคัญมันมีภาพการทดลองในห้องวิจัยลับของรัฐบาล ที่หลุดออกมา ก็ยิงทำให้เกิดความโกลาหลเข้าไปอีก

ผู้คนเริ่มพูดถึงเรื่องนี้มากขึ้น บางคนก็กดดันให้รัฐบาลออกมาตอบคำถามนี้ว่ามันจริงหรือไม่

และแน่นอนว่ารัฐมลตรีพาลเมอร์ก็ได้ยินถึงเรื่องนี้ด้วย

“ใครเป็นคนปล่อยข่าวลือ เจอตัวการหรือยัง”

“ยังครับ ตอนนี้ทางเรากำลังค้นหาตัวแฮคเกอร์คนนั้นอยู่ แต่เขาเก่งมากจนเราไม่สามารถตามรอยได้”

“ประธานาธิบดีได้ติดต่อมาคะท่าน” เลขาสาวสวยรีบโอนสายของประธานาธิบดีไทกีล่าที่ติดต่อเข้ามาให้กับรัฐมลตรีพาลเมอร์ในทันที

“สวัสดีครับท่าน” รัฐมลตรีพาลเมอร์รีบลุกขั้นทำความเคารพในทันที

“นั่งลง ผมต้องการคำอธิบายของข่าวลือและภาพที่หลุดไปของการทดลองต้นคริสตัลวิวัฒนาการว่ามาจากใคร” เสียงที่แหบแห้งแต่ทรงอำนาจกล่าวออกมา ในห้องประชุมนั้นยังมีรัฐมลตรีคนอื่น ๆ อยู่อีกหลายคนทุกคนมองไปที่พาลเมอร์คนเดียว

พาลเมอร์ที่ได้ยินดังนั้นก็ได้แต่อ้ำอึ้งทำอะไรไม่ถูก เพราะท่านถามเขาแล้วเขาจะไปถามใคร ถึงแม้ต้นสัญญาณจะมาจากทางค่ายลร่ภัย 101 แต่มันก็มีแค่เบาะแสนั้น

“ตอนนี้ทางเรายังตรวสอบ แต่ไม่สามารถตามรอยแฮ็คเกอร์คนนั้นได้” รัฐมลตรีพาลเมอร์ตอบไปแบบหน้านิ่ง ๆ

“เรื่องนี้นายต้องรับผิดชอบที่ข้อมูลระดับนี้รั่วไหลออกไป”

“ใช่ รัฐมลพาลเมอร์คงจะแก่มากแล้ว ฉันว่าเราควรที่จะให้เขาออกมาพักร้อนสักหน่อย”

“อืม นี่ก็หน้าคิด”

พาลเมอร์ได้แต่กัดฟันแน่น ไอ้พวกลูกสุนัขพวกนี้เห็นเขาล้มก็เหยียบซ้ำกันใหญ่ ถึงจะเป็นแบบนั้นแต่เขาก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ ถึงความผิดในครั้งนี้เพราะเจ้าแฮ็คเกอร์นั้นดันจงใจให้พวกเขารู้ว่าข่าวลือออกมาจากค่ายลี้ภัย 101 ซึ่งอยู่ในพื้นที่รับผิดชอบของเขา

“เรื่องนั้นช่างมันก่อน ในเมื่อหาตัวคนร้ายไม่ได้ก็ยังไม่ต้องหา แต่ตอนนี้เราจะจัดแถลงการณ์พิเศษ และบอกว่ามันคือเรื่องจริง เพราะไม่ช้าก็เร็วพวกเขาก็ต้องรู้อยู่ดี”

หลังจากนั้นไม่นานก็มีการแถลงการณ์พิเศษจากทางรัฐบาลกลางของไทกีล่า

ตอนที่ 52 หลังความสูญเสีย (ภาค 2 ยักษ์เถื่อน)

นิเรียร้องไห้ออกมาด้วยความเป็นห่วงไนเรล เธอคิดว่าไนเรลจะกลายเป็นเจ้าชายนิทราไม่ยอมตื่นขึ้นมาอีก เพราะตั้งแต่เขาหลับไปมันก็ผ่านมาถึง 15 วันแล้ว

15 วันที่เขาหลับไป ทุกคนไม่สามารถทำอะไรได้เลยนอกจากให้หมอต่อสายน้ำเกลือให้เขา เพื่อไม่ให้ร่างกายของเขาขาดน้ำและเกลือ

แต่ดูเหมือนว่าไนเรลจะแข็งแรงไม่มีความผิดปกติอะไร นอกจากอาการที่เขาหิวเป็นอย่างมาก

“หิวมากมีอะไรกินไหม” ไนเรลถามนิเรียที่กอดเขาอยู่

เมื่อนิเรียได้ยินเธอก็รีบไปในห้องครัว หลังจากนั้นไม่นานก็กลับมาพร้อมอาหารสองสามอย่าง นิเรียมองดูพี่ชายของเธอกินอย่างมูมมามก็รู้ว่าพี่ชายของเธอไม่เป็นอะไรแล้วแน่นอน เพราะเขากลับมาเป็นตัวกินเก่งเหมือนเดิมแล้ว

“เอิ๊ก…!” ไนเรลเรอออกมาด้วยความอิ่ม เขามองไปที่จานอาหารจำนวนมากที่ตอนนี้กองอยู่บนโต๊ะในขณะที่นิเรียเดินไปนำอาหารอีกจานมาให้เขา

“พี่อิ่มแล้ว ขอบคุณนะ” ไนเรลขอบคุณน้องสาวของเขาและมองไปรอบ ๆ ห้องที่ตอนนี้มันดูแปลกตาอย่างมาก เขาก็พึ่งจะสังเกตว่าตอนนี้เขาไม่ได้อยู่ที่ บ้านหลังน้อย ๆ ในสวนหวงห้าม แต่ตอนนี้กลับอยู่ที่ชั้นบนของตึกสมาพันธ์ที่สร้างเกือบเสร็จแล้วเหลือแค่ตกแต่งภายในที่ชั้นล่าง ๆ เท่านั้น

ที่สำคัญดูเหมือนมันจะถูกต่อเติมและออกแบบใหม่เป็นตึก 5 ชั้น ไนเรลที่ตอนนี้ถามนิเรียเกี่ยวกับช่วงเวลาที่เขาหลับไปก็ได้คำตอบ และหลาย ๆ สิ่งที่ทำให้ไนเรลได้แต่นำกลับมาครุ่นคิด

สิ่งแรกคือเรื่องแผ่นดินไหวหลังจากที่เขาหลับไป มันคือแผ่นดินไหวครั้งใหญ่ ตามจริงแล้วมันควรที่จะเกิดขึ้นในอีก ครึ่งปีหลังจากเกิดซอมบี้ล้างโลก แต่มันกับเกิดขึ้นหลังจากแค่ 1 เดือน

นั้นทำให้มีคำถามต่อมาว่า เผ่าพันธุ์ยักเถื่อนปรากฏขึ้นมาแล้วหรือยัง เพราะเขาจำได้ว่าร่องรอยแรกที่เจอกับพวกมันก็คือ หลังจากเกิดเหตุแผ่นดินไหวขนาดใหญ่

ทางเข้าโลกใต้พิภพก็ปรากฏขึ้นมากระจายออกไปทั่วทั้งทวีปที่ 7 ประเทศปกครองอยู่ ทันทีที่พวกยักษ์เถื่อนเห็นมนุษย์พวกมันก็เหมือนกับโกรธแค้นกับพวกเราไม่มีที่สิ้นสุด แล้วตามฆ่า ตามล้างผลาญบ้างก็จับไปเป็นทาส สนองตัณหา พวกมันดูจะแสดงออกอย่างป่าเถื่อนต่อพวกมนุษย์เป็นอย่างมาก บวกกับขนาดตัวที่ใหญ่ จึงถูกเรียกว่ายักษ์เถือน

ไนเรลเริ่มคิดมากจนเขามีความคิดที่ว่าโลกใบนี้ได้รับผลกระทบจากการกลับมาของตนเองหรือมันไม่ใช่โลกใบเดิมกันแน่

ในขณะที่เขาคิดอะไรไปเรื่อยเปื่อยอยู่นั้น ก็มีคนจำนวนมากเข้ามาเยี่ยมเขาในทันที

และคนแรกที่เข้ามาก็ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็นเอวา เธออยากวิ่งเข้าไปกอดไนเรลในทันที แต่เธอก็ห้ามไว้เพราะนิเรียยังยู่ด้วย

เธอนึกถึงเรื่องที่ผ่านมา นิเรียถามทุกคนถึงเรื่องของเธอกับไนเรลว่าเป็นอย่างไร ซึ่งทุกคนก็ได้แต่อั้มอึ้งกันไป จนนิเรียก็มาเค้นความจริงกับเธอ ภายใต้การสอบสวนของยอดนักสืบนิเรียหลายชั่วโมง จนในที่สุดเอวาก็ยอมรับสารภาพและเล่าเรื่องอุบัติเหตุของเธอกับไนเรลให้ฟัง

หลังจากที่นิเรียได้ฟังเธอก็ทั้งหน้าแดงและเดินออกมา พร้อมกับโทรไปฟ้องพ่อกับแม่ในทันที

เอวาได้แต่กล้มหน้าทำอะไรไม่ถูก เพราะดูเหมือนทางพ่อแม่ของไนเรลก็รอให้ไนเรลฟื้นขึ้นมาก่อนแล้วค่อยคุยกันอีกที ซึ่งเรื่องนี้ไนเรลก็ยังไม่รู้ว่าตอนนี้เขาเป็นผู้ร้ายที่โดนรอสอบสวนจากพ่อและแม่อยู่

“นายเป็นอะไรไหม” เอวาเดินเข้ามาถาม

ขณะที่ดามิน เจคอบ เมสัน เซน นักล่าอีก 5 คน และคนอื่น ๆ ที่เขาพอจะรู้จักนั้นก็คือ จ่าคูเปอร์ก็เข้ามาถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้นกับเขา ไนเรลก็ได้แต่บอกว่า

“หลังจากจัดการกับจิ้งจกหางหอกไปแล้ว ก็สลบไปในทันที หลังจากนั้นก็จำอะไรไม่ได้แล้ว”

ซึ่งแน่นอนว่าเขาจะไม่ยอมบอกเรื่องที่ตนเองเห็นมาในความฝัน ไม่สิมันไม่ใช่ความฝันแต่เป็นความจริงที่เมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการบอกกับเขา

เพราะเขาไม่รู้ว่าสิ่งที่เป็นเหมือนกับโดรมขนาดยักษ์ที่ครอบคุมพื้นที่กว้างกี่ปีแสงนั้น จะตรวจพบสิ่งที่เขาพูดถึงมันหรือไม่ อีกอย่างต่อให้พวกเขารู้แล้วจะทำอะไรได้

เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้นและมีพลังพอที่จะต้านทานการโจมตีของโดรมนั้นและออกไปให้ได้

ไนเรลรู้สึกว่าโดรมใสนี้เหมือนกับเป็นคุกที่กักขังเขาไว้สู้อิสรภาพและความเป็นจริง ความรู้สึกนี้ส่วนหนึ่งนั้นมาจากเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการที่อยู่บนหน้าอกของเขา

หลังจากนั้นทุกคนก็ขอตัวกลับไปก่อน เหลือแค่จ่าคูเปอร์ที่ตอนนี้คุยบางสิ่งกับไนเรลเพียงลำพัง

“นายมีอะไรต้องการจะพูด” ไนเรลถามออกไปตรง ๆ เพราะจ่าคูเปอร์ดูเหมือนจะเครียดกับเรื่องบางอย่าง

หลังจากที่ไนเรลถามออกไป จ่าคูเปอร์ก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาในวันที่เกิดแผ่นดินไหว

หลังจากที่เขาบาดเจ็บขาหัก เมื่อรู้ตัวว่าหนีซอมบี้ไม่พ้นแล้วตัวเขาก็หยิบปืนวิ่งสู้กับซอมบี้ หมายจะตายไปพร้อมกับพวกมันให้ได้มากที่สุดแต่ในตอนนั้นเองที่อยู่ ๆ ตัวเขาก็เกิดวิวัฒนาการเป็นมนุษย์ชั้นสูงขั้นมาในทันที

หลังจากเล่ามาถึงตรงนี้เขาก็เปิดผ้าพันแผลที่ศีรษะออกซึ่งเขาก็แกล้งพันมันไว้หลายวันแล้ว เพราะไม่ต้องการให้ใครเห็นคริสตัลวงรีบนหน้าผากของเขา

จากนั้นจ่าคูเปอร์ก็เล่าต่อว่า หลังจากที่เขากลายเป็นมนุษย์ชั้นสูงแล้วเขาก็ใช้พลังไปมั่ว ๆ ออกมาและอยู่ ๆ ตัวของเขาก็ทะลุลงไปอยู่ใต้ซากตึก มันไม่ได้ไปแค้ตัว แต่เสื้อผ้าและของที่ติดตัวของเขาก็ทะลุไปด้วย

หลังจากเล่ามาถึงตรงนี้ในที่สุดจ่าคูเปอร์ก็บอกถึงเรื่องที่เขากังวลว่า ถ้าทางกองทัพรู้จะจับตัวของเขาไปทดลองหรือไม่

เพราะการเกิดวิวัฒนาการของเขา จ่าคูเปอร์รู้ว่ามันไม่เหมือนกับคนอื่น ๆ

ไนเรลได้แต่ยิ้มออกมา ดูเหมือนจ่าหนุ่มคนนี้จะเป็นพวกระแวงเกินกว่าเหตุ แต่พอฟังเหตุผลที่สองก็ทำให้รู้ว่าทำไมเขาถึงมาปรึกษากับไนเรล

เพราะจ่าคูเปอร์ได้ลาออกจากกองทัพตั้งแต่เหตุการณ์ในครั้งนั้น และต้องการเข้าร่วมสมาพันธุ์นักล่ากับไนเรล

ตอนที่เขาลาออกกองทัพคิดว่าเพราะการตายของคนในหน่วยทั้งหมดทำให้เขาเกิดความกลัวขึ้นมา

แต่พวกนั้นหารู้ไม่ว่าจ่าคูเปอร์ ไม่สิคูเปอร์ไม่ได้กลัวแต่เขาต้องการพัฒนาความแข็งแกร่งให้เร็วที่สุดเพื่อไปตามฆ่าซอมบี้สติปัญญาที่หลบหนีไป แก้แค้นให้กับคนในหน่วย

และใครกันที่ช่วยเขาได้ก็ต้องเป็นไนเรลไม่ใช่พวกหน่วยดาบพวกนั้นแน่นอน เขาหมดความศรัทธากับพวกนั้นไปนานแล้ว

หลังจากการมาในครั้งนี้ของคูเปอร์ เขาก็กลายเป็นมือสังหารที่เป็นเหมือนกับฝันร้ายของซอมบี้สติปัญญาเลยก็ได้เพราะความสามารถ [การเคลื่อนตัวผ่านวัตถุ C] ของเขา ซึ่งเรื่องทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นในภายหลัง

ไนเรลได้แต่บอกว่า เหตุที่เขาวิวัฒนากรเป็นมนุษย์ชั้นสูงนั้นมาจาก การกินเนื้อสัตว์หรือพืชกลายพันธุ์ไปเป็นจำนวนมาก ซึ่งมันก็ไม่ใช่ปัจจัยทั้งหมด แต่รวมถึงสภาพอารมณ์ ณ ขณะนั้นด้วยพร้อมกับยีนในร่างกายของแต่ละคนด้วยเช่นกัน

แต่เขาไม่ต้องเป็นห่วง เพราะไนเรลเชื่อว่าทางรัฐบาลค้นพบเรื่องนี้แล้ว พวกเขาน่าจะได้ข้อมูลนี้มาจากราชายักษ์ซามูเอล หรือประธานซาที่อยู่ทางค่ายลี้ภัยทางใต้ ที่เดินทางไปพร้อมกับไมน่าและคารอน เพื่อนของนิเรียที่แยกกันไปตอนบ้านพักชานเมือง

ส่วนเรื่องที่เขาจะเข้าร่วมกับสมาพันธ์นักล่านั้น ไนเรลก็ไม่ได้ห้ามและยินดีต้อนรับทุกคนอยู่แล้ว

พอพูดถึงเรื่องนี้ไนเรลก็นึกขึ้นได้ว่า จูเรียไม่ได้มาเยี่ยมเขา เธอน่าจะหมกตัวสร้างในสิ่งที่เขาบอกอยู่ซึ่งมันก็น่าจะเสร็จแล้ว

หลังจากนั้นเขาก็เรียก ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการก่อตั้งสมาพันธุ์นักล่ามาในทันที นั้นก็คือ เอวา เอียน เมสัน และนักล่าอีก 5 คนคือ เจแดน ดีแลน เกรย์สัน ลีวาย แมทธิว คูเปอร์ก็เข้าร่วมด้วยเช่นกัน

แต่ยังไม่หมดมีชายอีก 3 คนนั้นก็คือ โลแกนหรือก็คือหมาป่าที่ไนเรลและเอวาขี่ และเฒ่าไมเคิล ชายชราที่ใช้สนามแรงโน้มถ่วง พร้อมด้วยมนุษย์เหล็กเอมเบอร์ ทั้งสามคนที่ได้รวมต่อสู้กับเขาในประตูตะวันออกก็ตัดสินใจเข้าร่วมกับสมาพันธุ์เช่นกัน

และคนที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็มาถึงนั้นก็คือ จูเรีย กาเบรียล ทูตสวรรค์โลกไซเบอร์ ได้เดินมาทางมาถึงแล้ว

เธอได้นั่งรถเข็นมาโดยมีเซนเป็นผู้เข็นเข้ามา สภาพของเธอดูโทรมเป็นอย่างมาก แต่ดวงกับเต็มไปด้วยความตื่นเต้นที่จะเล่าถึงสิ่งที่เธอสร้างให้กับไนเรลฟัง

“เธอทำสำเร็จแล้วหรือ” ไนเรลที่เห็นท่าทางของเธอก็ถามออกมา ทุกคนได้แต่มองไปที่ไนเรลและจูเรีย เพราะทั้งสองนั้นไม่เคยบอกสิ่งที่กำลังทำให้กับคนอื่น ๆ รู้นอกจากเรื่องที่สร้างอาคารสมาพันธ์และต้นมันโลหิต พวกเขาก็ไม่รู้อย่างอื่นอีก

โดยเฉพาะในเรื่องของกองกำลังผู้พิทักษ์ที่ไนเรลสร้างขึ้นมา เขาทำได้อย่างไรในการรวบรวมมนุษย์ชั้นสูงมากมายขนาดนั้นในเวลาสั้น

แต่พวกเขาก็แค่สงสัยแต่ไม่มีใครถาม เพราะถ้าไนเรลอยากบอกพวกเขาไนเรลก็จะพูดออกมาเอง

“เอาละสิ่งที่ฉันให้จูเรียทำคือระบบของสมาพันธุ์ที่สามารถเข้าถึงได้ในทุกอุปกรณ์ที่รองรับ นั้นก็คือ โทรศัพท์มือถือที่ตอนนี้สัญญาณการเชื่อมต่อได้กลับมาแล้ว”

เขาพูดถึงสิ่งที่พวกรัฐบาลได้ติดตั้งไว้นั้นก็คือ ระบบอินเทอร์เน็ต มันเป็นเหมือนกับตัวเชื่อมต่อเมืองหลวงหลักแห่งใหม่เข้ากับค่ายลี้ภัยที่กระจายอยู่รอบเมืองหลวงหลังในระยะ 2 หมื่นกิโลเมตร

ซึ่งทำให้มีสัญญาณครอบคลุมกว่า 50,000 กิโลเมตร ถึงจะมองว่าดูเยอะแต่มันก็กินพื้นที่แค่ 1 ใน 4 ของพื้นที่ในประเทศไทกีล่า ที่ซึ่งเป็นประเทศที่เล็กที่สุดในบรรดา 8 ประเทศ

“ใช่แล้ว สิ่งที่ฉันทำไม่ใช่แค่นั้น แต่คือนี่” จูเรียเปิดหน้าจอออกมาในทันที มันคือ AI รูปร่างของผู้ชายคนหนึ่ง ไม่รู้ว่าเธอตั้งใจหรือไม่แต่มันเหมือนกับไนเรลพอสมควร

[สวัสดีทุก ๆ ท่าน ผมคือ ซีโร่ AI ผู้ควบคุมระบบทุกอย่างของสมาพันธ์นักล่า]

จูเรียมองไปที่ซีโร่ขณะที่ในหัวนั้นคิดเรื่องที่แม้แต่ไนเรลก็คิดไม่ถึง เธอออกแบบมันให้เหมือนกับนายเอกในจินตนาการของเธอ เธอถึงขนาดวางแผนแต่งนิยาย ท่านประธานจอมสั่งการกับเอไอที่รักไว้แล้ว

“แค๊ก ๆ” เซนที่ยืนอยู่ด้านข้างเธอเมื่อรับรู้ได้ถึงความคิดของจูเรียที่มีต่อไนเรล เขาก็ไอออกมาเพื่อเรียกสิติของเธอ

จูเรียที่นึกขึ้นได้ว่ามีอยู่คนหนึ่งที่อ่านความคิดได้ ก็รีบเปลี่ยนเรื่องไปทำเป็นไม่สนสายตาของเซน

เธอรีบให้ซีโร่อธิบายถึงระบบของสมาพันธ์นักล่า และที่สำคัญสุด ๆ เลยนั้นก็คือ เรื่องของเหรียญ G ที่ใช้ในระบบเท่านั้น

…………………………………….

Witterry : สวัสดีปีใหม่ครับ ขอให้รีดเดอร์ทุกคนมีความสุข สุขภาพร่างกายแข็งแรง คิดสิ่งดี ๆ ก็ขอให้สมหวังดังใจปรารถนาทุก ๆ ท่าน

ชี้แจง : ผมขอโทษในเรื่องคำผิดและประโยคที่ผิดในตอนที่ผ่าน ๆ มา ด้วยครับ ก็เลยจะกลับไปรีไรท์ แก้คำผิดในตอนเก่า ๆ อาจจะให้เวลาสักพักครับ ต้องขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วยใจจริง และขอขอบคุณทุกคอมเม้นที่คอมเม้นเข้ามาเตือนผมอย่างสุภาพด้วยครับ ขอบคุณครับ

ตอนที่ 51 ไนเรลลืมตาตื่น (จบภาค 1 การกลับมาของไนเรล)

ณ ดินแดนที่ไม่รู้จักห่างจากดินแดนทางเหนือหลายแสนกิโลเมตร ผืนป่าขนาดใหญ่ที่กลายพันธุ์ จนต้นไม้มีความสูงอย่างต่ำหลายร้อยเมตร ที่นี่มีสัตว์กลายพันธุ์มากมายราวกับดวงดาวบนท้องฟ้า พวกมันเจริญเติบโตอย่างไร้ขีดจำกัด เป็นดินแดนที่ไร้ซึ่งสิ่งมีชีวิตทรงภูมิปัญญาทั้งหลาย

บริเวณรอยแยกจุดศูนย์กลางของแผ่นดินไหวที่รุนแรงถึง 10.5 ริกเตอร์ พื้นดินยุบตัวลงไปเป็นหลุมขนาดใหญ่กระจายไปทั่วทั้งพื้นป่า หลังจากที่แผ่นดินไหวหยุดลงไป 1 วันอยู่ ๆ ก็มีสิ่งมีชีวิตจากโลกใต้ดินคลานขึ้นมาจากหลุม

ถ้าไนเรลมาอยู่ที่นี่เขาจะต้องจำมันได้อย่างแน่นอนเพราะมันคือ เผ่าพันธุ์ยักษ์เถื่อน รูปร่างและโครงสร้างของพวกมันไม่ต่างจากมนุษย์มากนัก ยกเว้นเขาที่อยู่บนหน้าผาก มีทั้งแบบเขาเดี่ยวและเขาคู่แตกต่างกันออกไป สีของเขาแตกต่างกันไปตามระดับพลังไม่ต่างจากคริสตัลของมนุษย์

ความสูงของพวกมันไม่ต่ำกว่า 4 เมตร พลังที่แสดงออกมาไม่ว่าจะทั้งความเร็ว พละกำลัง หรือความทนทานพวกมันไม่ต่างจากสัตว์กลายพันธุ์ ขั้น 3 เลยแม้แต่น้อย

ถึงแบบนั้นก็ไม่แปลกเพราะทันทีที่พวกมันเกิดขึ้นมาระดับพลังเท่ากับ สีน้ำตาลแล้ว

คำราม!!!!!!!!

เมื่อขึ้นมาเหนือพื้นดินพวกมันก็ร้องคำรามออกมาราวกับไม่ได้เห็นแสงเดือนแสงตะวันมานาน มันสูดอากาศที่บริสุทธิ์เข้าไปจนเต็มปอด

“ฮ่า ๆ ในที่สุดพวกเราก็ออกมาจากโลกใต้พิภพได้ คอยดูเถอะพวกเผ่าพันธุ์โฮโม กักขังเผ่าพันธุ์พวกข้ามาหลายแสนปี ท่านบรรพบุรุษพวกเราจะต้องยึดครองพิภพนี้และทำลายทั้งพวกเผ่าพันธุ์โฮโมและพวกเหล่าเทพพวกนั้นให้สิ้นซาก”

“เฮ้ ๆ ๆ ๆ”

เผ่าพันธุ์ยักษ์เถื่อนจำนวนมากที่ทยอยออกมาจากโลกใต้พิภพต่างร้องคำรามออกมา แสดงความยินดีที่เผ่าพันธุ์พวกมันขึ้นมาบนพื้นโลกได้อีกครั้ง

……………………….

ที่เหมืองหลวงประเทศมิสทาลใจกลางของการระเบิดพลังงานวิวัฒนาการจากกล่องแพนโดร่า ตอนนี้ซอมบี้ที่ไม่ได้ต่างจากมนุษย์ได้นำกล่องใบนั้นไปเก็บไว้ในวังจุดศูนย์กลางของวังกระดูกของมันที่สร้างขึ้นมาจากกระดูกมนุษย์ชุปทองคำสร้างเป็นวังทองคำของจักรวรรดิทองคำ

ถึงมันจะชื่อจักรวรรดิทองทำแต่ที่จริงมันก็คือ เมืองของซอมบี้ดี ๆ นี่เอง ที่ปกครองโดยซอมบี้สติปัญญาระดับสูงผู้ก้าวข้ามระดับชีวิตและตั้งตนเป็นจักรพรรดิซอมบี้

ที่นี่มีแต่ซอมบี้ แต่แน่นอนก็ยังมีเหล่าทาสซึ่งทั้งหมดเป็นมนุษย์ชั้นสูงที่ถูกเลี้ยงดูไว้เยี่ยงสัตว์ป่า เหตุที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะมนุษย์ปกตินั้นทนต่อพลังงานที่ระเบิดออกมาในตอนแรกไม่ได้จึงมีแค่มนุษย์ชั้นสูงเท่านั้นที่มีชีวิตอยู่รอด

แต่สภาพของพวกเขานั้นสู้ตายดีกว่าอยู่ยังจะดีซะอีก ที่นี่พวกเขาจะถูกจับกินโดยซอมบี้สติปัญญาในทันที ถ้าเกิดพวกมันถูกใจ

นั้นก็เป็นเพราะว่าเนื้อของมนุษย์ชั้นสูงก็ไม่ต่างจากเนื้อมนุษย์ระดับ พรีเมี่ยม เนื้อระดับแรร์เลยแม้แต่น้อย พลังงานภายในเซลล์นั้นอุดมสมบูรณ์เป็นอย่างมากถ้าพวกมันได้กินบ่อย ๆ ก็จะสามารถเลื่อนผ่านระดับพลังชีวิต หรือขั้น 6 ไปเป็นซอมบี้ชั้นสูง มีพลังอำนาจมากขึ้นไปอีกได้

ดังนั้นพวกมันจึงมีแผนการสร้างอาณาจักรกระจายออกไปและจับเหล่ามนุษย์มาเลี้ยงเพื่อเป็นอาหาร

สำหรับซอมบี้ระดับสูงแล้วพวกมันมีความคิดและสติปัญญาไม่ต่างจากมนุษย์เลยแม้แต่น้อย อีกทั้งพวกมันยังมีเหล่าซอมบี้กลายพันธุ์เป็นองครักษ์ ที่ไม่ได้มีแค่สายพันธุ์ไททัน ปีก เงา หรือ ระเบิดชีวะภาพ แต่ยังมีซอมบี้นางพญาที่วางไข่ซอมบี้ได้และอื่น ๆ อีก

ที่นี่วิวัฒนาการไปได้ไกลมากเนื่องมาจากมันเกิดเหตุการณ์กลายพันธุ์ก่อนที่อื่น ๆ

…………………..

ห่างออกไปจากสุดขอบดินแดนทางเหนือ ที่นี่คือรอยต่อตะเข็บชายแดนของผืนป่าระหว่างประเทศมิสทาล ประเทศไทกีล่า และประเทศจีนาส ที่นี่คือรอยต่อของทั้ง 3 ประเทศ

ฐานวิจัยนานาชาติ ขนาดใหญ่กินพื้นที่กว่า 10 กิโลเมตร ถึงแม้มันจะผ่านทั้งเหตุการณ์ซอมบี้และแผ่นดินไหวมา แต่ฐานแห่งนี้ก็ยังมั่นคง พวกเขาก็ยังคงทำงานกันต่อ ฐานวิจัยแห่งนี้ล้อมรอบถ้ำที่ภายในมีหลุมลึกลงสู่เบื้องล่างของอารยธรรมโบราณที่ว่าเป็นพระเจ้าผู้สร้างเผ่าพันธุ์มนุษย์

ภายในมีพีรมิดโบราณอยู่มากมาย ขณะที่เกิดเหตุแผ่นดินไหวมันก็ปลดปล่อยพลังงานจำนวนมากออกมา กระจายออกไปเป็นวงกว้างทำให้อุปกรณ์ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ทั้งหมดในระยะกว่า 200 กิโลเมตรไม่สามารถใช้งานได้

ห่างจากฐานวิจัยไปประมาณ 100 กิโลเมตร ตอนนี้มีกลุ่มของมนุษย์ชั้นสูงกำลังถูกฆ่าโดยชายชราอย่างป่าเถื่อน ที่หน้าอกของเขามีชื่อปักไว้อยู่ “เนโค อาโรเดีย”

เขาใช้มือเปล่าหักคอของมนุษย์ชั้นสูงระดับสีน้ำตาลคนสุดท้ายจากนั้นก็ใช้ความสามารถประเภทลึกลับ [สูบวิญญาณ S] กลืนกินวิญญาณของคนตายทุกคนในทันที

[สูบวิญญาณ S] มันคือการสูบทั้งพลังกายและวิญญาณของคนที่ถูกตัวเองฆ่า และนำพลังมาพัฒนาร่างกายและจิตใจของตนเอง

กล้ามเนื้อและร่างกายของเนโคแข็งแกร่งขึ้นเรื่อย ๆ จนในที่สุดเขาก็วิวัฒนาการเป็นระดับ สีเขียว ที่อยู่สูงกว่าระดับสีน้ำตาล 1 ขั้นหรือก็คือเทียบเท่ากับสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4

เนโคหยิบรูปของครอบครัวขึ้นมา พร้อมกับมองไปที่มัน เขาจำทั้งสามคนได้นั้นก็คือ ลูกชาย ลูกสะใภ้ และหลานสาวนิเรียได้ แต่คนสุดท้ายคือ เด็กชายที่ชื่อไนเรล

ตั้งแต่ที่เกิดระเบิดพลังงานของพีระมิดมันก็เหมือนกับทำลาย ไม่สิเรียกคืนความทรงจำที่บิดเบี้ยวของเขากลับมา

และตัวตนของความบิดเบี้ยวนั้นก็คือ ไนเรล อาโรเดียที่กลับกลายเป็นหลานชายของเขา

“เจ้าเป็นหลานชายของข้าหรือเป็นใครกันแน่”

เขาเก็บรูปใบนั้นลงไปและมุ่งหน้าสู่จุดหมายปลายทางในทันทีนั้นก็คือ บ้านเกิดของเขา คฤหาสน์ตระกูลอาโรเดีย

เพราะในจดหมายที่เขาจำได้ว่าเขียนถึงคฤหาสน์แห่งนั้นไว้และฝากให้เมสันส่งให้ไนเรล ซึ่งตอนนั้นความทรงจำของเขาเกี่ยวกับตัวตนของไนเรลยังบิดเบี้ยวอยู่

เขาต้องไปดักรอไนเรลให้ได้ เพราะไนเรลต้องไปที่นั่นแน่นอน

………………………..

ก่อนหน้านั้นหลังจากที่ไนเรลหมดสติลงไป เขาก็เหมือนหลับลึกลงไปและถูกเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการห่อหุ้มไว้ จนไม่สามารถออกไปได้

มันเหมือนกับตอนที่เขาข้ามผ่านโลกใบนั้นมาและมาอยู่ในร่างของไนเรล อาโรเดีย เมื่อชีวิตก่อนจากนั้นก็ย้อนกลับมาอีกครั้งในร่างของไนเรล

เขาเหมือนลงอยู่ในความมืดเดินไปมาหาทางออกไม่ได้

“ไม่ นายอย่าเป็นอะไรนะ”

แต่เขากลับรู้สึกและสัมผัสได้ถึงมือของเอวาที่จับอยู่มันคือแสงที่อบอุ่น และต่อมาก็เป็นเจ้าแมวน้อยที่เขาสามารถรู้ได้อีกเช่นกันว่ามันกำลังดูดซับพลังงานของเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการอย่างสบายใจ

“เหมียว มี้ๆ แม้วๆ ม้าว เหมียว ม้าว ม้าว ม้าว (มะลิขอพลังงานนี้หน่อยนะ ถ้าไนเรลยังไม่ตอบภายในนับ 3 2 1 แสดงว่าตกลง) ”

“ถ้าฉันออกไปได้คงต้องเก็บค่าตอบแทนจากเจ้าแมวน้อยสักหน่อยแล้ว” ถึงเขาจะพูดแบบนั้นแต่ก็ดีใจอยู่เพราะยิงแมวน้อยดูดซับพลังงานไปมากเท่าไหร่ พลังที่กักขังเขาอยู่มันก็อ่อนแอลงเรื่อย ๆ

“พี่…เกิดอะไรขึ้น พี่เป็นอะไร แมวน้อยพี่เป็นอะไร”

ในตอนนั้นเองที่เขาสัมผัสได้ถึงนิเรียที่เธอพยายามเรียกเขา แต่ไนเรลก็ไม่สามารถทำอะไรได้

เขาได้แต่รอให้พลังงานลดลงไปในระดับหนึ่ง และในตอนนั้นเองความมืดรอบด้านก็เป็นเหมือนกับเปลือกไข่ที่แตกออก แสงที่สาดสองเข้ามา แต่น่าเหลือเชื่อก็คือมันคือแสงของดวงอาทิตย์

เพราะตอนนี้เขากำลังมองมันอยู่ ทันใดนั้นภาพมันก็เคลื่อนที่ไปเรื่อย ๆ เขามองดูดวงดาว อุกกาบาต ดาวเคราะน้อย กลุ่มแก๊สที่สวยงาม มันเหมือนกับว่าเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการนั้นกำลังพาเขาไปที่ไหนสักแห่งและทันใดนั้นก็เหมือนมีกำแพงขวางทางไม่ให้เขาไปต่อ

มันไม่ใช่กำแพงแต่เป็นโดรมใสที่กังขังไม่ให้สิ่งใดออกไป

“เกิดอะไรขึ้น” ไนเรลยืนมือออกไปเตะมันด้วยความสงสัย แต่ทันใดนั้นอยู่ก็มีข้อความส่งเข้ามาในทางความคิดของเขา มันคือโดรมนี้ที่ส่งมา

“ตรวจพบ สิ่งผิดปกติ…ทำการตรวจสอบ”

“ตรวจสอบเสร็จสิ้น…..ระบุ…เป็นสิ่งที่ไม่ควรมีอยู่”

“กำลังรอการอนุญาตเพื่อกำจัดทิ้ง…..อนุญาตเพื่อกำจัดทิ้ง”

“เฮ้ เดี่ยวสิหมายความว่าไง ใครกันที่เป็นสิ่งผิดปกติ….” แต่ยังไม่ทันที่เขาจะได้คำตอบพลังงานจำนวนมหาศาลก็จู่โจมเข้ามาในทัน โดยไม่สนใจเสียงของไนเรลเลยแม้แต่น้อย

แต่ก่อนที่พลังงานเหล่านั้นจะสัมผัสโดนเขา เมล็ดพันธุ์แห่งชีวิตก็พาไนเรลกลับไปในทันที

ภาพของเขาเป็นเหมือนกับการย้อนกับถอยหลัง แม้แต่พลังที่จู่โจมเข้ามาก็ไม่สามารถไล่ตามทันได้

แต่ในขณะที่เข้าถุกดึงกลับมามันก็มีภาพความทรงจำ ในความทรงจำเหล่านั้นมันคือ ต้นไม้ขนาดยักษ์ที่เพียงแค่ 1 รากของมันก็ปกคลุมทั่วทั้งจักรวาล แต่ละใบมีโลกที่แปลกประหลาดมาก ภายในยังมีสิ่งมีชีวิตและยานอวกาศ บินไปมา

มันถูกเรียกว่าต้นไม้โลก แต่แล้วอยู่ก็มีสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวกวาดทำลายทุกสิ่งจนหายไป แม้แต่ไนเรลที่มองดูความทรงจำเหล่านี้ก็ยังคงสั่นไปด้วยความกลัว ต้นไม้โลกพยายามที่จะใช้ทุดสิ่งขัดขวางมันแต่ก็ทำไม่ได้ ต้องตายลงไป และภาพทุกอย่างก็หายไป

พร้อมกับที่ไนเรลถูกดึงกลับเข้ามาร่างของตนเอง ในที่สุดเขาก็รู้สึกได้ถึงร่างกายและสิ่งรอบข้าง เขาสัมผัสได้ถึงความสามารถ [เร่งการเจริญเติบโตของพืช F] ที่ยกระดับไปเป็นระดับ A ในทันที

เขาไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นได้อย่างไร แต่หน้าจะเกี่ยวข้องกับเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการแน่นอน

ไนเรลค่อย ๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ ในสายตาของเขามองไปที่นิเรียที่อยู่ด้านข้าง เธอกำลังนั่งหลับพร้อมกับมีหนังสือวางเปิดทิ้งไว้อยู่

“อรุณสวัสดิ์ น้องสาวของพี่” ไนเรลค่อย ๆ เลื่อนมือไปที่หัวของเธอและลูปไปมา ดูเหมือนว่าเธอจะยังคงงัวเงียอยู่มองไปที่ไนเรล และทันใดนั้นน้ำตาของเธอก็ไหลออกมาในทันที เมื่อเห็นว่าไนเรลฟื้นขึ้นมา

“พี่….” เธอโผล้เข้าไปกอดไนเรลในทันทีด้วยความดีใจพร้อมน้ำตาที่หยดลงมา

……………………………………..

Witterry : จบภาค 1 การกลับมาของไนเรล ไว้เดี่ยวหลังปีใหม่มาต่อกันภาค 2 ยักษ์เถื่อน สวัสดีปีใหม่ล่วงหน้าครับ

ตอนที่ 50 ผู้ส่งสาร

ที่สำนักงานย่อยของบริษัทพาราซัส ด้านหน้าเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมากที่พยายามเข้ามาหลบด้านใน แต่ประตูถูกปิดตายไม่ให้ใครเข้ามา อีกทั้งด้านหลังของซอมบี้ก็ตามมาถึงของพวกเขาแล้ว

“สถานที่นี้คือสำนักงานย่อยของพาราซัส ไม่อนุญาตให้คนนอกเข้าถอยออกไป ใครที่พยายามฝ่าเข้ามาจะถูกยิงในทันที”

เสียงของเจ้าหน้าที่ถือปืนพร้อมอาวุธครบมือ ประกาศออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่มันก็แทบจะไม่ได้ผล เพราะคนเรานั้นเมื่อความตายใกล้เข้ามาพวกเขาก็ไม่ฟังอะไรทั้งนั้น

อีกอย่างผู้คนจำนวนมากรู้ว่าภายในบริษัทมีที่ให้คนหลบซอมบี้พวกนี้ได้ เพราะพวกเขามีกองกำลังของตนเองกว่าพันคนที่ถอยออกมาจากแนวกำแพง อีกทั้งยังมีมนุษย์ชั้นสูงจำนวนมาก

ทำให้ข้างในนั้นปลอดภัยอย่างแน่นอน

“ได้โปรดเถอะ เปิดให้พวกเราเข้าไปด้วย”

“ขอแค่เอาเด็กเข้าไปก็ได้”

“ซอมบี้มาแล้ว อ๊ากกก…”

“พวกเราบุกเข้าไปเลย”

ผู้คนกรีดร้องออกมาด้วยความกลัว เมื่อซอมบี้เริ่มกัดกินผู้คน พวกเขาก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว พากันปีนกำแพงของบริษัทพาราซัสในทันที

“พวกเราปีนข้ามไปเลย”

“ใช่ยึดที่นี่ตากพวกเขาซะ แล้วเข้าไปหลบข้างใน”

“หลบไปฉันจัดการเอง”

ทั้งคนธรรมดาและมนุษชั้นสูงอิสระหลายคนเข้าปะทะกับคนของพาราซัสทันที

“เราได้รับคำสั่งให้ฆ่าพวกเขาในทันที”

“ลงมือยิงได้”

ปัง! ปัง! ปัง!

คนของพาราซัสลงมือยิงในทันที โดยไม่สนใจว่าใครเป็นใคร ส่วนมนุษย์ชั้นสูงอิสระก็โดนมนุษย์ชั้นสูงของพาราซัสจัดการเช่นกัน และหนึ่งในนั้นก็มีจีซัสและลูกน้องคนสนิทอีกสามคน

“พวกชั่วยิงได้แม้กระทั่งเด็ก…ฮือๆ”

“หนีเร็วพวกนี้มันโหดร้ายยิ่งกว่าซอมบี้อีก”

ผู้คนกระจายออกไปในทันทีด้วยความหวาดกลัว แต่มีคู่แม่ลูกหนึ่งในนั้นที่หนีไม่ทัน เธอคือคนที่พยายามขอร้องให้พวกพาราซัสรับแค่ลูกสาวของเธอเข้าไปหลบอยู่ข้างใน นั้นจึงเป็นเหตุให้เธออยู่ด้านหน้าสุด และลูกสาวของเธอก็โดนยิงตายในตอนชุลมุน

เธอร่ำไห้ออกมาอย่างสิ้นหวังเหมือนจะขาดใจตาย กอดศพลูกสาวและพยายามเรียกชื่อลูกของเธอ แต่ร่างที่ไร้วิญญาณก็ไม่สามารถตอบกลับมาได้อีกแล้ว

จนกระทั้งซอมบี้เดินมาถึงเธอแต่เธอก็ไม่หลบหนี เอาแต่กอดศพลูกสาวเหมือนดังคนเสียสติถูกซอมบี้กัดกินไปทั้งแบบนั้น ตายตามไปลูกสาวอันเป็นที่รักไป

ผู้คนที่หนีรอดออกมาต่างวิ่งไปที่เขตทิศใต้โดยหวังว่าจะมีที่ให้หลบซ่อน

และในตอนนั้นเองพวกเขาก็เห็นทหารสวมชุดสูท M1 จัดการกับซอมบี้อยู่พวกเขาจึงรีบวิ่งไปขอความช่วยเหลือในทันที

ที่ด้านบนดาดฟ้าตึกหลังจากนิเรียยิงซอมบี้สติปัญญาหมายเลข 2 ก็เตรียมที่จะยิงตัวต่อไปแต่ซอมบี้สติปัญญาตัวนี้กับหนีออกไปนอกระยะการโจมตีของปืนใหญ่พลังงานแล้ว

“ฝูงซอมบี้กำลังถอยหนีออกไปจากค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 ภารกิจสังหารซอมบี้สติปัญญาเสร็จสิ้น”

“ต้องการให้ส่งทีมไล่ล่าออกไปหรือไม่”

“ไม่ต้อง ตอนนี้ให้ทุกคนเน้นไปที่การกวาดล้างซอมบี้ในค่ายทั้งหมด” พลโทมาราคอฟกล่าวออกมาและหันหลังเดินออกไปทันที พร้อมกับทหารคุมกันไม่กี่นาย

นิเรียที่ตอนนี้เองก็ได้ข่าวของพี่ชายแล้วเหมือนกัน ข่าวที่ได้มามันเหมือนจะเป็นข่าวลือที่ว่า พี่ชายของเธอ ไนเรลปะทะกับฝูงซอมบี้ที่ประตูตะวันออกอย่างดุเดือด จากนั้นเขาก็กลายเป็นมังกรจัดการกับซอมบี้และสัตว์กลายพันธุ์อีกตัว แต่เขาก็สลบไปไม่ฟื้น

ซึ่งเรื่องนี้ดังมากพอสมควรทำให้คนของหน่วยโล่ทราบข่าวไม่ยากเย็นเลยแม้แต่น้อย

แต่เหมือนนิเรียจะไม่ได้สนใจข่าวอื่นเลยแม้แต่น้อย เพราะสิ่งที่เธอได้ยินคือ พี่ชายสู้กับซอมบี้แล้วบาดเจ็บสาหัสตอนนี้ยังไม่ฟื้นขึ้นมา เอก็ใจไม่ดีในทันที

“พี่ชาย…” นิเรียไม่สนใจอะไรทั้งนั้นวิ่งออกไปทันที ไปที่เขตตะวันออก พร้อมกับปืนพกลูกโม่ทังสแตนสองกระบอกคู่กายของเธอ

ปัง!

ตลอดระหว่างทางเธอจัดการยิงซอมบี้ลงไป 1 นัดต่อ 1 ตัวเป็นอย่างต่ำ พร้อมกับสลับสับเปลี่ยนกระสุนอย่างรวดเร็ว

นิเรียใช้เวลานานพอสมควรเพราะระยะทางระหว่างเขตทิศตะวันออกและ เขตทิศใต้ที่ห่างกันหลายกิโล แต่เมื่อเธอไปถึงตามที่ที่ได้ข้อมูลมันกับเต็บไปด้วยซอมบี้ที่ล้อมรอบกำแพงของสมาพันธ์นักล่าอยู่

ภายในสมาพันธ์เต็มไปด้วยผู้คนที่หนีตายเข้ามาหลบอยู่ด้านในกำแพงบางคน บางคนที่ยังมีแรงก็พากันไปช่วยผู้พิทักษ์จัดการกับซอมบี้รอบ ๆ กำแพง

ในตอนนั้นเองที่พวกเขาสั่งเกตุเห็นเด็กสาวอายุ 18 ปีจากออร่าที่ปล่อยออกมา แต่ก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะเข้าใจผิดเช่นนั้น เพราะตั้งแต่ที่นิเรียเลื่อนมาเป็นระดับ สีเทานั้นรูปร่างของเธอก็ดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น

“เหลือเชื่อดูเด็กผู้หญิงคนนั้นสิ เธอฆ่าซอมบี้ได้อย่างง่ายดาย”

“ที่หน้าผากของเธอมีคริสตัลอยู่น่าจะเป็นมนุษย์ชั้นสูง”

“สุดยอดเลย การหลบหลีกและจัดการกับซอมบี้ของเธอเหมือนกับในหนึ่งที่นักฆ่าตามล่าคนที่ฆ่าหมาของเขาเลย”

“รูปร่างหน้าตา ความสามารถ และสถานะมนุษย์ชั้นสูง เธอยังกับเจ้าหญิงในโลกล่มสลายนี้เลย ฉันขอเป็น Fc เธอ”

ขณะที่พวกเขาพูดกันอยู่นั้นนิเรียก็มาถึงที่ประตูรั้วแล้ว ตลอดทางเธอจัดการซอมบี้ไปกว่า 50 ตัว ร่างของซอมบี้ล้มลงตายตลอดทางที่เธอผ่านเข้ามา

“เปิดประตูเร็ว รีบพาเธอเข้ามา” พวกผู้พิทักษ์เปิดประตูในทันที พวกเขายินดีที่จะรับคนเก่งแบบเธอเข้ามาร่วมด้วยอยู่แล้ว

“พวกนายรู้จักคนที่ชื่อ พี่ชายไนเรลหรือไม่ เขาอยู่ที่ไหน” หลังจากที่นิเรียเข้ามาเธอก็ถามออกมาในทันที

ผู้พิทักษ์ได้ยินนิเรียดามหาถึงประธานไนเรลก็หรี่ตามองท่าทางระมัดระวังในทันที ในตอนนั้นเองที่เซนก็เดินเข้ามา

“คุณเป็นอะไรกับท่านประธาน”

“ท่านประธาน พี่เป็นประธาน?” นิเรียถามออกไปด้วยความสงสัย

เซนที่ได้ยินแบบนั้นก็คิดขึ้นมาได้ว่าดูเหมือนว่าท่าไนเรลจะมีน้องสาวที่เข้ารวมกับหน่วยดาบอยู่

“หรือว่าคุณคือ คุณหนูนิเรีย อาโรเดีย น้องสาวของท่านประธาน”

“ใช่ ตอนนี้พี่อยู่ที่ไหน” นิเรียตอบไปด้วยท่าทางรีบร้อนทันที

“ท่าประธานพักอยู่ที่บ้านหลังเล็กด้านในสวนหวงห้าม เชิญคุณหนูนิเรียทางนี้” เซนนำทางนิเรียเข้าไปที่ด้านในทันที

หลังจากที่เซนพานิเรียไปแล้ว คนที่อยู่รอบก็พากันพูดขึ้นมาในทันทีโดยเฉพาะเหล่าผู้ชาย

“นั้นคือน้องสาวของท่านประธาน”

“เธอคือคุณหนูของสมาพันธ์นักล่า”

“ข้าขอเป็น Fcเธอ”

“ท่านประธานมีน้องสาวที่น่ารักและสวยขนาดนี้เลย? ไม่ได้ฉันต้องรีบไปประจบท่านประธานแล้วเผื่อที่จะได้เป็นน้องเขยของท่านประธาน”

“ใครก็ได้ ตบหน้าให้มันตื่นจากความฝันเร็ว”

“แย่แล้วมันตกลงไปในความฝันลึกเกินไปจนกู่ไม่กลับแล้ว”

นิเรียเดินตามเซนไปที่บ้านด้านหลังที่นี่มีผู้อยู่หลายคน มีทั้ง เจคอบ ดามิน สองแม่ลูกลูน่าและโคลอี้ เมสัน ปละคนอื่น ๆ ที่มาคอยเฝ้าไนเรลด้วยความเป็นห่วง

เมื่อเธอเข้าไปด้านในทุกคนก็แปลกใจทันทีที่เห็นนิเรีย เจคอบรีบเข้ามาทักทายทันที

“ลูกพี่ ลูกพี่กลับมาแล้ว”

“นิเรีย…” ดามินก็เข้าไปทักทายนิเรีย เธอพยักหน้าตอบและเข้าไปด้านใน เมื่อมองไปที่เตียง เธอเห็นพี่ชายของเธอที่นอนหลับไม่รู้สึกตัวอยู่

ด้านข้างมีเจ้าแมวน้อยมะลิและคาปิบาร่าที่นอนอยู่บนเตียง เธอรีบเข้าไปหาไนเรลและจับมือเขาในทันที

“พี่…เกิดอะไรขึ้น พี่เป็นอะไร แมวน้อยพี่เป็นอะไร” นิเรียพยายามปลุกไนเรลอย่างร้อนรนจนและหันไปถามแมวน้อย โดยลืมไปว่าที่ด้านข้างอีกฝั่งมีหญิงสาวอีกคนอยู่

“เหมียวๆ แม้วว มี้ๆๆ แม้ววว (ไนเรลแค่หลับไปเดียวก็ตื่น) ” มันบอกออกมาแบบไม่ใส่ใจจากนั้นก็นอนดูดซับพลังงานบางอย่างที่ออกมาจากตัวของไนเรลโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น

“เขาแค่หลับไปไม่ได้เป็นอะไร” เอวาที่อยู่ด้านข้างกล่าวออกมาในขณะที่จับมือของไนเรลไว้ด้วย

นิเรียที่พึงได้สังเกกตุถึงไนเรลเธอก็ถามออกมาในทันที “เธอคือ…?”

“เออ…ฉันชื่อเอวา เป็นเพื่อนสาวของไนเรล” เอวาตอบอย่างเขินเล็กน้อยแต่เมื่อเธอสังเกตเห็นว่าสายตาพิฆาตของนิเรียมองไปที่มือเธอและไนเรลที่จับกันอยู่ เธอก็รีบปล่อยมือในทันทีด้วยความเขินเล็กน้อย

“ฝากเธอเฝ้าเขาด้วย ฉันขอตัวไปเปลี่ยนน้ำที่ใช้เช็ดตัวเขาก่อนนะ” เอวารีบขอตัวเดินออกไปในทันทีพร้อมกับกะระละมังเช็ดตัวอย่างรวดเร็ว เมื่อเห็นสายตาของน้องสาวที่หวงพี่ชาย

เมื่ออกมาจากห้องเอวาก็คิดว่า ‘ทำไมน้องสาวของไนเรลถึงน่ากลัวแบบนี้ หรือว่านี้คืออาการประหม่าที่เจอกับครอบครัวของฝ่ายชายครั้งแรก ไม่ใช่สินี่เราคิดอะไร เรากับไนเรลไม่ได้เป็นอะไรกันซะหน่อย’ เธอเดินออกไปพร้อมกับภาพที่จินตนาการในหัวที่ไม่มีใครสามารถรู้ได้

หลังจากที่ซอมบี้สติปัญญาหนีออกพร้อมกับซอมบี้หลายแสนตัวและมนุษย์บางส่วนที่ถูกจับตัวไป พวกทหารก็ใช้เวลาทั้งคืนกวาดล้างซอมบี้และจัดการกับคนที่โดนกัด

สภาพการณ์เสียหายนั้นรุนแรงมากจนถึงที่สุด ผู้คนตายไปกว่า 1.5 ล้านคน บาดเจ็บอีก 2 แสนคนเนื่องจากคนที่โดนกัดจะกลายเป็นซอมบี้จึงทำให้มีผู้บาดเจ็บน้อยกว่าคนเสียชีวิต

คนบาดเจ็บส่วนใหญ่มาจากการหนีหลบ เหยียบกันเอง โดนยิงหรือทำร้ายกันเอง และบางส่วนที่บาดเจ็บจากเหตุแผ่นดินไหว

ด้านนอกค่ายลี้ภัยห่างออกไป 200 กิโลเมตร ฝูงซอมบี้และซอมบี้สติปัญญาที่หนีออกมาพวกมันพากันไม่หยุดทั้งคืน จนคิดว่าปลอดภัยแล้วจึงหยุดพักและรวมฝูงกันอยู่ที่นี่

“บัดซบ พวกมนุษย์นั้นฆ่า พวกเราไปถึง 4 คน พวกเราต้องรวมซอมบี้และองครักษ์เพื่อแก้แค้น”

“มันต้องทำอยู่แล้วแต่พวกเราต้องมีพลังมากกว่านี้ กินคนพวกนี้กันเถอะ ข้าชักจะหิวแล้ว”

แต่ในทันทีเองอยู่ก็มีบางส่งลงมาจากท้องฟ้าหยุดอยู่ที่หน้าพวกมัน

“ใคร? พวกมนุษย์งั้นหรือ”

“ไม่ใช่มันคือพวกเรา เจ้าต้องการอะไร?”

ซอมบี้สติปัญญามองไปที่ชายที่สวมชุดของมนุษสีดำ รูปร่างสูงโปร่ง ผิวสีขาวซีด ลักษณะภายนอกไม่ได้ต่างจากมนุษย์ปกติทั่วไปมากนัก

ชายคนนั้นพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เหมือนกับสั่งในทันที “ข้าคือผู้ส่งสารของนายท่านจากอาณาจักรแห่งความตายที่ตั้งอยู่ที่มนุษย์เคยเรียกว่ามิสทาล พวกเจ้าจงคุกเข่าลงและรับฟังสิ่งที่ข้าจะพูดซะ”

“ไม่คิดว่าซอมบี้ต่างถิ่นจะว่างอำนาจบาตรใหญ่แบบนี้” ซอมบี้ทั้งสองตัวมองไปที่ซอมบี้สติปัญญาตัวนี้อย่างไม่สบอารมณ์

“หืมพวกเจ้าที่พึ่งเกิดมาในไม่กี่วันช่างเป็นพวกไม่มีสมองจริง ๆ ถึงขนาดไม่รู้ว่าการคุกเข่าทำอย่างไร” ผู้ส่งสารชี้ไปที่ซอมบี้ทั้งสองคนทันใดนั้นก็มีแรงกดดันมหาศาลกดลงไปที่ร่างของพวกมันทั้งสองตัว

“อ๊ากกก บัดซบเจ็บ ๆ จัดการมันซะ”

“พวกเจาเป็นอะไร จัดการมันซะข้าคือเจ้านายของพวกเจ้านะ” ซอมบี้สติปัญญาหมายเลข 1และ 2 พยายามสั่งซอมบี้รอบ ๆ แต่มันก็ไม่เป็นผล แรงกดดันยังคงกดดันอย่างต่อเนื่องจนพวกมันคุกเข่ายอมแพ้ด้วยความหวาดกลัว

“ดีมาก ที่นี้ข้าจะได้เข้าประเด็นสักที สารที่ข้ามาส่งในครั้งนี้คือ พวกเจ้าจงถอยกลับไปที่เมืองหลวงของประเทศนี้ซะ จากนั้นก็รวบรวมซอมบี้ทั้งหมดสร้างเมืองแห่งความตายขึ้นมา”

“ใช้เมื่องหลวงเป็นอาณาเขตแห่งความตาย และรอรับคำสั่งของนายท่าน เข้าใจหรือไม่ที่นนั้นมีซอมบี้สติปัญญาจำนวนมาก รวมถึงซอมบี้สาวฝาแฝดต่อไม่นี้พวกเธอจะเป็นผู้นำของพวกเจ้า”

ซอมบี้ทั้งสองได้แต่ยอมกล้มหัวยอมรับคำสั่ง เพราะดูเหมือนว่าผู้ส่งสารจะมีระดับสูงกว่ามัน หลังจากนั้นพวกมันก็มองผู้ส่งสารที่ขยายปีกลอยบินอไปบนท้องฟ้า

ซึ่งพวกมันก็ได้แต่ยอมก้มหัวเข้าไปอีกเพราะซอมบี้ที่พลังและความสามารถพวกนี้คือตัวตนที่อยู่เหนือกว่าขั้น 4

ซอมบี้ในประเทศมิสทาลได้พัฒนาไปถึงไหนแล้วนี่คือคำถามที่ทุกคนอยากรู้

………………………………..

Witterry : ขอแจ้งให้ทราบเนื่องจากติดธุระย้ายหอจากกรุงเทพกลับต่างจังหวัด เพื่อลดค่าใช้จ่ายและเริ่มงานเขียนอย่างจริงจัง จึงขอ งดลงในวันที่ 30-31 ธันวาคม 2563 และ 1 ธันวาคน 2564 เป็นเวลา 3 วัน

ขอให้ทุกคนมีความสุขกับช่วงวันหยุดยาวส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่ แล้วพบกันปีหน้า

สุดท้ายนี้ถ้าวันนี้ได้อีกตอนก็จะลงทิ้งท้ายสิ้นปีไว้ให้นะ ขอบคุณทุกคนที่สนับสนุนงานเขียนนิยาย เรื่อง re zombie world ไรท์เตอร์อยู่ได้นิยายก็อยู่ได้ขอบคุณครับ

 

ตอนที่ 49 การมาถึงของนิเรีย

แรงสั่นสะเทือนที่เกิดจากแผ่นดินไหว ส่งผลให้รถไฟต้องจอดในทันทีทุกคนได้แต่ภาวนาว่าไม่ให้เส้นทางถูกตัดขาด เนื่องจากถ้าเส้นทางนี้ถูกตัดขาดการที่จะใช้เส้นทางอื่นอ้อมไปนั้นจะต้องใช้เวลาอีกหลายวัน

หลังจากจอดรอจนแผ่นดินไหวและอาฟเตอร์ช๊อคที่ตามมาหยุดลงพวกเขาก็ออกเดินทางด้วยความเร็วเต็มพิกัดในทันที

โชคดีที่ในการก่อสร้างทางรถไฟนั้น ทางรัฐบาลนั้นใส่ในเป็นพิเศษเพราะรถไฟถือเป็นระบบขนส่งหลักของประเทศทำให้มันมีความแข็งแรงและทนทานมากเป็นพิเศษ

ตอนนี้เป็นเวลา 6 โมงเย็นของอีกวันแล้วตั้งแต่ที่พวกเขาออกเดินทางด้วยระยะทางกว่า 2 หมื่นกิโลเมตรจากเมืองหลวงหลัก ในที่สุดก็มาถึงค่ายลี้ภัย 101

ทุกคนมองออกไปที่ค่ายลี้ภัย 101 ด้วยใบหน้าที่ไม่สู้ดีนัก เนื่องจากภายในค่ายมันเต็มไปด้วยกลุ่มควันและเสียงกรีดร้อง มีซอมบี้ปีกอาละวาดและโจมตีอยู่ทุกทิศทางเต็มไปหมด

“เปิดระบบอาวุธยิงพวกมันให้หมด” พลโทมาราคอฟสั่งออกมาในทัน

รถไฟวิ่งเข้าไปที่ประตูทางทิศใต้ซึ่งมาซอมบี้ปีกอยู่หลายตัวที่พยายามโจมตีที่เขตทิศใต้ แต่ดูเหมือนคนที่นี่จะสามารถต้านไว้ได้ เพราะมีแค่ซอมบี้ปีกเท่านั้นที่ฝ่ามาถึงทางทิศใต้

ปืนทุกกระบอกที่มีอยู่บนรถไฟยิงไปที่ซอมบี้ปีกในทันที อัตราการยิงนั้นไม่ต้องพูดถึงเพราะสิ่งเหล่านี้คือ อาวุธที่ปรับปรุงมาใหม่ ถึงแม้มันจะไม่ใช่อาวุธอย่างปืนใหญ่พลังงาน E1 ที่ใช้ฆ่าพวกขั้น 4 ได้ แต่มันก็สามารถฆ่าซอมบี้ขั้น 2 ได้อย่างแน่นอน

ประตูที่ขวางเส้นทางของรางรถไฟถูดเปิดออกอย่างรวดเร็วรอพวกเขาอยู่ผ่านเข้ามาอยู่แล้ว

รถไฟเคลื่อนที่เข้าไปภายในกำแพงได้อย่างปลอดภัย

ทันในนั้นโดรนทั้งหมดก็บินออกจากช่องด้านบนรถไฟขึ้นในทันทีพวกมันเริ่มการสแกนพื้นที่เพื่อตรวจหาซอมบี้และจัดทำแผนที่สามมิติ

ใช้เวลาไม่นานโดรนจำนวนกว่า 1 พันลำ ก็สามารถสร้างแผนที่สามมิติกว่า 20 กิโลเมตรเสร็จสิ้นกินพื้นที่เขตทิศใต้และตะวันออกทั้งหมด

“ทุกคนสวมชุดสูท M1 ได้” นี่คือขบวนรถไฟที่ยาวกว่าหนึ่งกิโลแน่นอนว่ามันก็ต้องมีเหตุผล นั้นก็คือชุดสูทรบ M1 ที่ช่วยเพิ่มกำลังรบให้กับทหาร มันติดตั้งปืนที่ใช้กระสุนขนาด 16.7 ม.ม. ซึ่งสามารถยิงซอมบี้ไททันขั้น 2 เข้าได้อย่างแน่นอน

แต่มันก็มีข้อจำกัดตรงที่ปริมาณที่ชุดสูดแต่ละชุดสามารถนำกระสุนไปด้วยได้นั้นมีจำกัด แต่ก็มีดาบใบเรื่อยที่เข้ามาเสริมการโจมตีให้

ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ได้มีดีแค่เรื่องปืน แต่มันมีโครงสร้างที่ออกแบบให้เพิ่มพละกำลัง ความเร็วในการเคลื่อน และการป้องกันที่สามารถป้องกันการโจมตีจากซอมบี้ดาบได้ แต่ก็ยกเว้นว่าจะโดนฟันไปที่พื้นที่ที่ไม่มีเกาะ เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นแค่รุ่น M1 ที่พัฒนามาจากต้นแบบชุดที่ทางกองทัพได้วิจัยทิ้งไว้ก่อนที่จะเกิดเรื่อง

โครงการต้นแบบชุด M นั้นถูกปิดไปก็เพราะว่าไม่มีแหล่งพลังงานให้กับชุดที่มีประสิทธิภาพพอ แต่ตอนนี้พวกเขามีสิ่งที่จะมาเติมเต็มส่วนนี้แล้ว นั้นก็คือแก่นพลังงาน ATP

ทหาร 100 คนที่สวมชุดสูท M1 สูงประมาณ 2.5 เมตรเดินออกมาจากช่องด้านข้างของตู้เหล็ก ชุดมีทั้งหมด 120 ตัวซึ่งรวมถึงชุดสำรองด้วยทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่เมืองหลวงหลักสามารถสนับสนุนให้ได้ ในแต่ละค่ายลี้ภัย เพราะชุดแต่ละชุดมันใช้ทรัพยากรและกำลังคนในการสร้างที่สูงมาก

“แยกออกเป็น 5 หน่วย หนึ่งหน่วยไปที่ศูนย์บัญชาการกลางของค่าย ช่วยรัฐมลตรีพาลเมอร์ เป้าหมายคุ้มกันลำดับ 1 และ พลตรีวินเซนต์ เป้าหมายคุ้มกันระดับ 2 ส่วนคนอื่น ๆ ช่วยเท่าที่จำเป็น”

“ส่วนที่เหลืออีก 4 หน่วยกระจายออกไปทั้งสี่เขต เน้นไปที่การช่วยชีวิตตระกูลชั้นสูงและจัดการซอมบี้ไททันเป็นหลัก ซอมบี้เงาและซอมบี้ปีกรองลงมา”

ทหารที่สวมชุดสูท M1 ทั้ง 100 นายแบ่งกำลังออกตามคำสั่งและเริ่มปฏิบัติการในทันที

“ท่านพลโทคะ ฉันขออนุญาตไปตามหาพี่ชายที่อยู่ที่ค่ายแห่งนี้ได้หรือไม่คะ” นิเรียกล่าวออกมาด้วยท่าทางจริงจัง เธอเป็นห่วงพี่ชายมาก

“พี่ชายของเธอเป็นมนุษย์ชั้นสูงไม่ใช่หรือ เขาน่าจะเอาตัวรอดได้ แต่ว่าตอนนี้ทางเราต้องการความสามารถของเธอ”

“แต่…”

“ไม่มีแต่ทั้งนั้น นี่คือคำสั่ง” พลโทออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาถึงเขาจะชื่นชมนิเรีย แต่ก็ไม่ชอบคนที่ชอบขัดคำสั่งเช่นกัน

นิเรียได้แต่กัดปากและเข้าตามพลโทมาราคอฟไป

แต่ก่อนหน้านั้น เธอได้ส่งข้อความให้คนในหน่วยโล่ที่สวมชุดสูทซึ่งออกไปปฏิบัติการ ได้ตามหาพี่ชายของเธอเพราะถึงอย่างไร ไนเรลก็เป็นหนึ่งในตระกูลชั้นสูงเช่นกันมันจึงไม่ผิดกฎอะไร

นิเรียตามทหารที่มาที่อาคารที่สูงกว่า 10 ชั้นเป็นตึกที่สูงที่สุดที่ยังไม่ถล่มลงมาก ตอนนี้พวกเขามาอยู่บนดาดฟ้าโดยมีทหารผู้เชี่ยวชาญด้านอาวุธซึ่งเป็นคนของพลโทมาราคอฟ

พวกเขากำลังประกอบปปืนใหญ่พลังงาน E1 ที่ถูกเคลื่อนเคลื่อนย้ายมาจากรถไฟ มันใช้เวลากว่า 1 ชั่วโมงแต่ก็คุ้มค่าเป็นอย่างมาก

ตอนนี้พระอาทิตย์ตกดินแล้ว ซอมบี้สติปัญญาขั้น 3 ทั้ง 5 ตัวที่ตอนนี้กำลังดื่มด่ำกับเนื้อมนุษย์ในเขตทิศเหนือและตะวันออก ต่างมารวมตัวกันเพื่อโจมตีไปที่เขตทิศใต้ ซึ่งมีการป้องกันที่ไม่อ่อนแอกว่า ด้านทิศตะวันออก

ตอนแรกพวกมันต่างก็ต้องการจะโจมตีที่ตะวันออกก่อนและใต้พร้อมกันแต่ไม่รู้เพราะอะไรที่ตะวันออกถึงได้มีมนุษย์ชั้นสูงจำนวนมาก

พวกมันจึงคิดว่าจัดการทิศใต้ก่อนเมื่อรวมกำลังซอมบี้ธรรมดาและสร้างซอมบี้กลายพันธุ์จากเนื้อสด ๆ พวกนี้ได้

กลุ่มของซอมบี้จำนวนนับแสนที่ถูกรวบรวมมาใหม่ หลังจากที่มีซอมบี้ตายไปพร้อมกับแผ่นดินไหวหลายแสนตัว

แต่มันก็เติมเต็มได้อย่างรวดเร็วจากคนที่ตายไปในเขตทิศเหนือ และตะวันตก ถึงแม้ว่าที่เขตนั้นจะมีคนที่ต่อต้านซอมบี้ได้ก็ตามแต่มันก็แค่คนกลุ่มเล็ก ๆ ในตึกสูงนั้นเท่านั้น

“อ๊ากกก……..ซอมบี้มาแล้วหนีเร็ว”

“ไม่…ช่วยด้วย ฉันไม่อยากตาย อ้า!”

“พ่อช่วยหนูด้วย…”

เสียงร้องของคนธรรมดาที่ถูกฆ่าตายขณะที่ฝูงซอมบี้เคลื่อนตัวผ่านมันกวาดล้างฆ่ามนุษย์ทักคนที่ขวางทาง มันเป็นเหมือนกับนรกบนดินก็ไม่ผิด ซากศพ และผู้คนที่ถูกฉีกกินทั้งเป็น

ความบ้าคลั่งที่กระจายไปทุกทิศทาง กลิ่นของเลือดที่เต็มบนอากาศ ที่แห่งนี้ได้กลายเป็นโต๊ะอาหารของเหล่าปีศาจที่ไม่มีใครสามารถจัดการพวกมันได้เลยแม้แต่น้อย

ในขณะนั้นเองพวกมันก็สั่งเกตเห็นว่าซอมบี้ไททันจำนวนมากถูกสังหารไป ซึ่งเป็นซอมบี้ที่พวกมันส่งไปจัดการกับศูนย์บัญชาการ

“เกิดอะไรขึ้น หมายเลข 3”

“มันมีคนที่ใส่เกาะเหล็กประหลาด ซุ่มโจมตีซอมบี้ไททัน เดียวข้าจะพาพวกกลายพันธุ์ไปฆ่ามันทั้งหมดเอง”

หมายเลข 3 แยกออกไปด้วยท่าทางกระหายเลือดในทันที พร้อมกับซอมบี้อีกฝูงตรงไปที่ศูนย์บัญชาการกลาง

“พวกเราจะเอาอย่างไรต่อ”

“ไปที่เขตใต้กันต่อ ข้าอยากกินเนื้อของเด็กสาวบริสุทธิ์สัก 20 คนแล้ว” ซอมบี้สติปัญญา หมายเลข 1 เลียริมฝีปาก

ฝูงซอมบี้ใช้เวลาสักพักก็เคลื่อนฝูงมาถึงทิศใต้แต่บัดซบเจ้ากรรมพวกมันเจอกับพวกคนใส่ชุดเหล็กจำนวนมากขวางทางเปิดฉากซุ่มโจมตี

ซอมบี้ไททัน ขั้น 3 รีบเข้ามาขวางกระสุนปืนที่ยิงเข้าใส่ซอมบี้สติปัญญาในทันที ถึงกระสุนพวกนี้จะฆ่าซอมบี้ไททันขั้น 2 ได้ แต่มันก็แค่ระคายผิวซอมบี้ไททันขั้น 3 เท่านั้น

“ฆ่ามนุษย์ที่คิดจะต่อต้านพวกนี้ซะ”

ซอมบี้ทั้งหมดโจมตีเข้าไปในทันที แต่ในตอนนั้นเองกับมีลำแสงประหลาดยิงเข้ามาที่ซอมบี้หมายเลข 5

บูม!!!!

ร่างท่อนบนหมายเลข 5 หายไปในทันทีพร้อมกับหลุมขนาดสองเมตรที่อยู่ด้านหลัง ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก จนแม้แต่พวกซอมบี้ก็ไม่สามารถตั้งตัวทัน

“ตายไป 1” บนยอดตึก ทหารที่ส่องดูอยู่ด้านบนตึกเขากล่าวรายงานออกมาในทันที

“ดี! …ตัวต่อไป” พลโทมาราคอฟกล่าวออกมา ที่คือเหตุผลที่เขามาที่นี่ ทางเมืองหลวงหลักส่งเขามาควบคุมและจัดการกับซอมบี้พวก

ถ้าจะบอกว่ามนุษย์นั้นเป็นตัวโง่เง่าก็คงจะไม่ได้อย่างแน่นอน เพราะมันไม่ได้มีแค่ค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 ที่โดนโจมตีในลักษณะนี้ แต่มันมีไม่ต่ำกว่า 25 ค่ายแล้ว และอีกหลาย ๆ ค่ายที่โดนโจมตีเช่นกันแต่ยังคงต้านทานซอมบี้ไว้ได้

ดังนั้นก็ไม่แปลกที่พวกเขาจะรู้ว่าในฝูงซอมบี้จะมีซอมบี้สติปัญญาที่ทำหน้าที่สั่งการและรวบรวมฝูงอยู่ ขอแค่ฆ่าพวกมันได้ก็เหมือนทำให้ฝูงซอมบี้กลายเป็นไก่ที่ไร้หัว

ซอมบี้กลายพันธุ์ที่ฉลาดหน่อยก็จะหลบหนีไปในทันที ส่วนซอมบี้ธรรมดา ถ้าไม่กระจัดกระจายกันไปก็เป็นได้แค่ซากศพที่รอกวาดล้างเท่านั้น

“มันคืออะไร? บนตึกนั้น มีแสงยิงมาจากบนตึกนั้น” ซอมบี้สติปัญญาหมายเลข 0 ชี้ไปที่บนยอดตึกแต่ไม่ทันไรก็มีลำแสงยิงออกมาอีก

ซอมบี้ไททันรีบเข้ามาขวางในทันที แต่ร่างของมันกับถูกยิงเป็นรูโหว่ ซอมบี้สติปัญญาหมายเลข 0 ที่ตอนนี้หัวหายไปเหลือ แค่นิ้วที่ชี้ไปที่บนตึก

ซอมบี้สติปัญญาหมายเลข 1 หมายเลข 2 ที่เหลือกันอยู่สองตัวต่างก็ตกใจหน้าซีดในทันที ‘นี่มันเกิดอะไรขึ้น’

‘หนี ต้องรีบหนี พวกมนุษย์มีอาวุธที่ฆ่าพวกเราได้จากระยะไกล’ นี่คือความคิดของซอมบี้สติปัญญาที่เหลืออยู่สองตัวในตอนนี้ สำหรับพวกมันแล้วความฉลาดก็ทำให้พวกมันกลัวตายมากขึ้นเช่นกัน

ซอมบี้สติปัญญารีบถอยด้วยความหวาดกลัวในทันที ตอนนี้มีซอมบี้ไททันขั้น 3 เป็นโล่บังให้กับพวกมันอยู่ด้านหลัง

บูม!!!

นัดที่สามยิงออกมาแต่มันมีซอมบี้ไททันขั้น 3 เยอะเกินไปทำให้นิเรียไม่ทราบตำแหน่งที่แท้จริงของซอมบี้สติปัญญา นัดนี้จึงพลาดเป้าไป แต่ถึงแบบนั้นก็มีซอมบี้ไททันถึงสามตัวที่บาดเจ็บหนักชิ้นส่วนร่างกายหายไป

“ส่งโดรนออกไป หาตำแหน่งที่แท้จริงของมัน”

โดรนบินตามฝูงซอมบี้ไปในทันที แต่ก็มีหลายลำที่โดนซอมบี้ปีกจัดการ ถึงแบบนั้นโดรนก็มีมากไปจนในที่สุดนิเรียก็ระบุตำแหน่งของซอมบี้สติปัญญาได้ ดูเหมือนว่าพวกมันจะฉลาดกว่าที่คิด เพราะพวกมันแยกกันหนี และใช้ซอมบี้ไททันเป็นตัวหลอกหลาย ๆ กลุ่ม

นิเรียมองไปที่ซอมบี้สติปัญญาที่เหมือนกับแม้เลี้ยงใจร้ายที่ห่างไปหลายกิโล เธอเล็งปืนใหญ่พลังงาน E1 ไปที่มันในทันที

ในจังหวะที่กดปุ่มยิงนิเรียไม่แม้แต่จะกะพริบตา สำหรับเธอแล้วตอนนี้ซอมบี้สติปัญญาพวกนี้ก็เป็นเหมือนกับเวลา ถ้าเธอฆ่ามันได้ 1 ตัว เธอก็สามารถไปตามหาพี่ชายของเธอได้เร็วเท่านั้น

ขาของซอมบี้สติปัญญาแม่เลี้ยงหายไปในทันที มันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

“อ๊ากกก มนุษย์ข้าจะฆ่าพวกเจ้า”

แต่ก่อนที่มันจะได้ทำอะไร ปืนพลังงาน E1 อีกนัดก็ช๊าจเจร็จและยิงซ้ำไปในทันที

“ไม่!!!!!!!”

ซอมบี้สติปัญญาหมายเลข 2 ก็ตายลงไปแม้แต่ร่างก็ไม่หลงเหลือ

“บัตซบ! ๆ” ซอมบี้สติปัญญาหมายเลข 1 ด่าออกมาไม่หยุด เพราะเจ้าหมายเลข 2 ตายเร็วเกินไป ตอนนี้มันคือเปล่ามายต่อไป

แต่เมื่อมันออกมาพ้นระยะแล้วกลับไม่มีการโจมตีอีก นั้นหมายความว่ามันออกมาพ้นระยะแล้ว แต่มันก็ยังไม่แน่ใจ ตอนนี้มันเสียงเกินไปมันต้องถอยกลับในทันที

คำราม!!!!

ซอมบี้สติปัญญาสั่งฝูงซอมบี้ถอยออกจากค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 ในทันที ถึงแม้มันจะเสียดายเนื้อมนุษย์จำนวนมากที่ยังไม่ได้จับมากิน แต่มันก็คุ้มค่ามากแล้วเพราะมันจับมนุษย์ที่เขตเหนือจำนวนมาก และเคลื่อนย้ายออกไปแล้ว

อีกอย่างชีวิตของมันมีค่ากว่ามนุษย์ที่เป็นอาหารพวกนั้น เพราะถ้ามันรอดไปได้จะกลับมาโจมตีที่นี่ได้อีกในอนาคต

ตอนนี้มันต้องหนีออกไปจากที่นี่ก่อน ซอมบี้สติปัญญาหมายเลข 1 ไปรวมตัวกับซอมบี้สติปัญญาหมายเลข 3 และพสซอมบี้หลายแสนตัวหนีออกไปจากค่ายในทันที

แต่ถึงแบบนั้นก็มีซอมบี้ที่ไม่ได้อยู่ในการควบคุมของซอมบี้สติปัญญาที่ยังหลงเหลืออยู่ในค่ายลี้ภัย

เนื่องจากว่าการควบคุมซอมบี้นับแสนก็ถึงขีดจำกัดของซอมบี้สติปัญญาขั้น 3 แล้ว

…………………………………………..

Witterry : เมื่อวานว่าจะลงอีกตอนแต่เขียนได้แค่ 80% เลยมาลงวันนี้ดีกว่าไม่อยากลงงานเผา…….แต่ดันซวยอีกไฟดับซะงั้น มาลุ้นกันว่าไฟจะมาก่อนหรือแบตโน๊ตบุ๊คจะหมดก่อน

 

ตอนที่ 48 แผ่นดินไหว

ก่อนหน้านั้นที่ทิศเหนือของค่าย 101 ห่างออกไปประมาณ 5 กิโลเมตร ที่นี่มีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา

บนบัลลังกระดูก ที่มีซอมบี้กลายพันธุ์คุมกันอย่างแน่นหนา มีซอมบี้สติปัญญาสามตัวที่ตอนนี้กำลังนั่งกินเนื้อสด ๆ จากถาดขนาดยักษ์ที่มีเด็กสาวร่างเล็กถูกวางไว้

แขนขาของเธอถูกตัดออกจากร่างพร้อมกับหันเป็นชิ้นเล็ก ๆ ราวกับซาซิมิ

ดวงดาของเธอนั้นเต็มไปด้วยความกลัวและสิ้นหวัง สายตาที่เศร้าหมองมองไปที่เนื้อของ๖นเองที่ถูกกินอย่างช้า

เลือดที่ไหลออกจากร่างกายจนเหมือนกับเป็นน้ำจิ้มที่ถูกตักราดไปบนเนื้อสีแดงชมพู

“เนื้อมนุษย์อร่อยมาก” ซอมบี้สติปัญญาตัวอ้วนผู้มีหมายเลข 0 อยู่บนหน้าผากพูดออกมา มันคือซอมบี้สติปัญญา ขั้น 3 ที่มีพลังมากที่สุด

“ใช่ไหมล่ะ ข้าจับมันมาเลี้ยงไว้อย่างดี” ซอมบี้สติหญิงสามที่ดูราวกับแม่เลี้ยงใจร้ายกล่าวออกมาด้วยความภูมิใจ ที่หน้าผากของเธอมีหมายเลข 2

“พวกเจ้าจะพิธีมากไปทำไม ก็แค่กิน ๆ มันไปตรง ๆ เลยก็จบ” ซอมบี้สติปัญญาที่ดูป่าเถือนที่มีเลข 1 อยู่บนหน้าผากใช้มือของมันแทงลงไปที่ท้องเด็กสาวและกระชากไส้ของเธออกมากินแบบสด ๆ ในทันที

“ไร้อารยธรรม”

“ป่าเถือน”

ทั้งสองตัวมองไปที่ซอมบี้สติปัญญา หมายเลข 1 อย่างรังเกียจ พวกมันใช้หมายเลขในการเรียกตัวอื่น ๆ เนื่องจากการตั้งชื่อ เป็นสิ่งที่พวกมันขี้เกียจทำ ซอมบี้ทั้งสองก็ลงมือกินชิ้นเนื้อต่อในทันที

“ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

ทันใดนั้นพวกมันก็ได้ยินเสียงของซอมบี้สติปัญญาหมายเลข 4 ที่ตายไป ซึ่งนี่เป็นคลื่นเสียงที่สติปัญญาแบบพวกมันสามารถได้ยินได้ไกลหลายสิบ หลายร้อยกิโลเมตร แม้ว่าจะอยู่ห่างกัน

หลังจากที่ได้ยินเสียงนี้ซอมบี้สติปัญญาทั้ง 3 ตัวก็หมดอารมณ์กินทันที

“บัดซบมนุษย์พวกนั้นฆ่าหมายเลข 4 ไปแล้ว”

“รีบเตือนให้หมายเลข 5 โจมตีทางตะวันออกซะ และสั่งให้หมายเลย 3 จัดการฝ่าเข้าไปในกำแพงของพวกมนุษย์ให้ได้”

“พวกเราจะแก้แค้นฆ่ามนุษย์ 1 ล้านคนเพื่อสั่งเวยเลือดให้กับหมายเลข 4”

ซอมบี้สติปัญญาทั้งสามตัวรีบสั่งการลงไปในทันที แต่ก่อนนั้นมันก็เห็นมังกรที่พุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้าพหลังจากนั้นก็หล่นลงตามมาด้วยเสียงที่ดังสนั่น แค่แรงสั่นสะเทือนพวกมันก็ขนลุกขึ้นมาในทันทีด้วยความหวาดกลัว ถึงแบบนั้นพวกมันก็ไม่ได้ยินเสียงอกไรอีก

“บัดซบนั้นมันอะไร น่ากินมาก”

“มันตายหรือไม่”

“มันคงเป็นสัตว์ที่หลงเข้ามาต่อสู้กัน ไม่ต้องไปสนใจฆ่ามนุษย์ดีกว่า”

พวกมันไม่สนใจและจัดการฆ่ามนุษย์ผู้หญิงที่ถูกขังอยู่ในกรงกินเป็นอาหารเรียกน้ำย่อยรอให้หมายเลข 3 พังกำแพงและเมื่อนั้นจานหลังของพวกมันก็จะเริ่มขึ้น

ที่ศูนย์บัญชาการกลาง ทุกคนกำลังมองดูภาพของมังกรที่ตัวยาวกว่า 600 เมตร ปีกที่กลางออกกว้างนับร้อย ๆ เมตร กำลังจับไปที่จิ้งจกหางหอกที่ดิ้นไปมาพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า เหลือพื้นดินหลายกิโลเมตร

ตอนนี้ไม่มีใครพูดออกมาแม้แต่คนเดียวเพราะภพที่อยู่ตรงหน้ามันเกินกว่าจินตนาการ และทันใดนั้นมังกรและจิ้งจกยักษ์ก็พุ่งลงมาจากฟากฟ้า ดังอุกกาบาตชนกับพื้นโลก

บูม!!!!!!!!!!!!!!!!

แรงสั่นสะเทือนทำให้อาคารทั้งหลังสั่นไหวในทันที โชคดีที่อาคารนี้แข็งแรงมากไม่งั้นมันอาจจะถล่มลงมาได้

พลตรีวินเซนต์มองไปที่ภาพของหลุมขนาดยักษที่เต็มไปด้วยฝุ่น “นี่มัน มังกรหรือ เด็กนั้นกลายเป็นมังกร หรือว่าความสามารถของเขาเป็น ร่างมังกร”

“เรื่องนั้นเราไม่อาจรู้ได้ แต่ที่แน่ ๆ เขามีความสามารถ ประเภทลึกลับแน่นอน ส่งภาพนี้ไปที่รัฐบาลกลางในทันที เรื่องนี้ใหญ่เกินไป”

“เด็กนั้นต้องถูกจัดอยู่ในรายชื่อ ความสามารถของเขาอันตรายเกินไป”

“ท่านว่าความสามารถของเขาเป็นระดับ S หรือไม่ เพราะอย่างไรน้องสาวและปูของเขาก็มีพลังถึงระดับ S”

พันเอกคนหนึ่งถามมาทันใดนั้น ทั้งพลตรีวินเซนต์และรัฐมลตรีพาลเมอร์ก็เงียบไป

ตัวตนที่มีพลังระดับ S เหมือนกับพวกหน่วยลับพวกนั้นนะหรือ แต่ก็ไม่แน่ไนเรลอาจจะมีระดับ S ก็ได้ ไม่สิต้องพลังระดับ S แน่นอน

พวกเขาอยากจะรู้จริง ๆ ถ้าไนเรลและคนพวกนั้นสู้กันจะเป็นอย่างไร

ที่สำนักงานย่อยของบริษัทพาราซัส ที่ห้องประชุมใหญ่ชั้น 9

“มันเกิดอะไรขั้นรายงานเมื่อกี้เป็นเรื่องจริงใช่ไหม?”

“เป็นเรื่องจริง ชายที่ชื่อไนเรล อาโรเดีย ได้กลายร่างเป็นมังกรและฆ่าสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 ด้วยตัวคนเดียวพร้อมกับซอมบี้นับแสนตัว ที่สำคัญเขามีกองกำลังที่เป็นมนุษย์ชั้นสูงกว่า 80 คนที่รวมในการฆ่าซอมบี้ในครั้งนี้”

“แจ้งเรื่องนี้ไปที่สำนักงานใหญ่ และใส่รายชื่อเขาเป็นบุคคลอันตรายต่อบริษัท ถ้าเราไม่สามารถชวนเขาเข้าร่วมกับบริษัทพาราซัสได้ ก็กำจัดเขาไม่งั้นจะเป็นอันตรายต่อแผนของเราได้”

ที่ประตูตะวันออก ตอนนี้เอวาได้พาไนเรลกลับมาที่สมาพันธ์นักล่าแล้ว แต่ดูเหมือเขายังไม่ร้สึกตัว เธอได้ตามหมอที่เป็นเพื่อนกับหมอเฮนรี่มาช่วยดูอาการ เนื่องจากหมอแฮนรี่ถูกส่งตัวไปที่เมืองหลวงใหม่แล้ว

หลังจากที่ตรวจดูหมอคนนั้นก็ได้แต่ประหลาดใจเพราะว่า ไนเรลไม่ได้เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย ทั้งบาดแผลตามตัวก็ไม่มี เขาแค่หลับไปก็เท่านั้นไม่สามารถทำอะไรได้ นอกจากรอให้เขาฟื้นขึ้นมาเอง

เอวานั่งเฝ้าอยู่ที่ด้านข้างเตียงและมองไปที่ไนเรลที่ตอนนี้กำลังหลับอยู่ ลมหายใจของเขานั้นช้ามาก เขาแทบจะใจทุก ๆ 1 นาทีเท่านั้น มันเหมือนกับการจำศีลไม่มีผิด

“ท่านเอวา ผมได้สั่งให้คนเคลื่อนย้ายหางของจิ้งจกหางหอกเข้ามาเก็บที่สมาพันธ์แล้ว ส่วนการคุ้มกันรอบด้านก็ให้ผู้พิทักษ์คุ้มกันรอบด้านอย่างแน่นหน้าแล้ว”

“อีกอย่างทหารทีประจำประตูตะวันออกต้องการพบกับท่านเพื่อถามเรื่องของท่านประธาน”

“ฝากนายจัดการด้วย” เธอแค่ส่งเสียงตอบกลับไปเท่านั้น

เซนเดินถอยออกไปอย่างเงียบ ๆ โดยไม่รบกวนไนเรลและเอวา

หลังจากที่เซนเดินออกมา เขาก็ไปหาพลตรีวัยกลางคนก็เดินไปหาทันที “ว่าอย่างไรบ้าง”

“เชิญท่านพลตรีกลับไปก่อน เนื่องจากตอนนี้ท่านเอวายังไม่สะดวกคุย หรือท่านจะรอก็ได้ แต่ว่าไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนที่ท่านเอวาจะออกมา”

“คงจะไม่สามารถอยู่รอได้ เพราะต้องไปสมทบกับประตูตะวันตก ถ้าไนเรลฟื้นก็บอกว่าพลตรีติอาโก้ฝากขอบคุณ”

หลังจากนั้นพลตรีติอาโก้ก็พาทหารที่เหลืออยู่ไม่กี่สิบนายมุ่งหน้าไปสมทบกับประตูตะวันตก เนื่องจากที่ประตูตะวันออกนั้นไม่มีซอมบี้หลงเหลืออยู่แม้สักตัว

อีกอย่างพวกกองกำลังตำรวจก็เข้ามาดูความเรียบร้อยกับสิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่แล้ว

เวลาเที่ยงคืนที่ทิศเหนือ ตอนนี้ซอมบี้บุกโจมตีมา 18 ชั่วโมงแล้ว ตอนนี้สถานการณ์ซอมบี้ทั้งทางฝั่งทิศเหนือน่าเป็นห่วงมากเนื่องจากซอมบี้จำนวนมากที่ถาโถมเข้ามาไม่หยุดโดยไม่รู้จักเหน็ดจักเหนื่อย

แต่กลับกันทหารที่ถอยกลับมาในกำแพง เพื่อใช้กำแพงต้านซอมบี้จำนวนหลายแสนตัวนี้

ปัง! ปัง! ปัง!

“ตายไปซะ” จ่าคูเปอร์ยิงไปที่ซอมบี้ด้วยสภาพที่เหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก ตอนนี้ตัวของเขามันปวดไปหมด จากการที่ยิงปืนทั้งวันแต่มันก็ยังดีกว่าบางคนที่ตายไป

เขากำหมัดแน่นและนึกถึงคำสั่งที่ว่าต้องต้านไว้ให้ได้จนถึงเที่ยงคืนค่อยถอยกับมาที่กำแพง ในขณะที่หน่วยดาบถอยกำลังกลับไปเพื่อรักษาพลังในการต่อสู้ นั้นทำให้เขาเสียคนในหน่วยไปถึง 10 คนรวมถึงร้อยเอกที่สั่งการด้วย

แต่คูเปอร์ก็ทำได้แค่เก็บความโกรธไว้ เขารู้ว่าค่าของมนุษย์ชั้นสูงมีค่ามากกว่าทหารแบบพวกเขา

ในตอนนั้นเองที่อยู่ ๆ มีเสียงบินของสัตว์จำนวนมากที่ดังมาจากบนท้องฟ้า ทหารหลายคนก็ชี้ไปที่บนท้องฟ้า

“นั้นมันอะไร ซอมบี้ปีกใช่หรือไม่”

“ไม่ใช่นั้นมันนก ไม่ใช่แค่นก แต่ยังมีสัตว์กลายพันธุ์ขนาดเล็กที่บินได้จำนวนมาก”

“ดูที่พื้นเร็ว มันมีแมลงและสัตว์ขนาดเล็กเต็มไปหมดเลย”

“พวกมันจะอพยบไปไหนกัน”

ทหารทุกคนเริ่มใจไม่ดี ไม่ใช่แค่ทหารแต่เป็นทุกคนที่อยู่ในค่ายลี้ภัย รวมถึงเมืองหลวงใหม่และค่ายอื่น ๆ ด้วยเช่นกัน

เพราะเหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้นในทุกที่ พร้อมกับเครื่องตรวจจับแผ่นดินไหวที่ยังคงทำงานก็วัดค่าพลังงานจากใต้พิภพอย่างต่อเนื่อง ได้ถึง 10.5 ริกเตอร์ โดยมีศูนย์ในดินแดนที่ไม่รู้จักห่างออกไปจากประเทศมิสทาลหลายแสนกิโลเมตร มันส่งผลกระทบต่อทั้ง 7 ประเทศในทันที

จ่าคูเปอร์ถึงกลับกลัวขึ้นมาในทันที เพราะอยู่ ๆ ก็มีแผ่นดินไหวอย่างรุนแรง

คลื่น ๆ!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

“หลบเร็วหาที่หลบ”

“แผ่นดินไหว ๆ หนีไปจากตรงนี้เร็วมีรอยแยก”

“วิ่งกำแพงกำลังจะถล่มลงมา”

“นี่มัน…” คูเปอร์มองไปที่ผืนดินที่กำลังจะยุบลงพร้อมกับกำแพงที่พังทลายลง รถถัง ปืนใหญ่ และอาวุธยุทโธปกรณ์ทั้งหมดที่อยู่ทางประตูทิศเหนือร่วงหล่นลงตามผืนดินที่ยุบลงไป

รอยแยกของพื้นดินตัดผ่านกลางค่ายลี้ภัย 101 ตั้งแต่ทิศเหนือไปทางตะวันตกกินพื้นที่หลายสิบกิโลเมตรหลุมที่ลึกตั้งแต่ไม่กี่สิบเมตรจนไปถึงร้อยเมตร

แรงสั่นสะเทือนกินเวลาไม่กี่นาที แต่ที่ตามมาคือ อาฟเตอร์ ช็อค อีกหลายครั้ง บ้านเลือนผู้คนจำนวนมากได้รับความเสียหาย โชคยังดีที่ค่ายลี้ภัยนั้นมีตึกสูงไม่มากส่วนใหญ่จะเป็นบ้านและอาคารเดี่ยว

แต่มันก็ทำให้คนตายไปทันทีนับพัน และบาดเจ็บนับหมื่นในทันที

ทางฝั่งของซอมบี้เองก็เช่นเดียวกันพวกมันได้รับความเสียหายและตายเป็นจำนวนมากเนื่องจากว่า แนวกำแพงเหล็กได้หล่นทับมันลงมาใส่ซอมบี้หรือไม่ก็ตกตายลงไปตามรอยแยก ทำให้มีซอมบี้ที่ประตูทิศเหนือตายไปนับ แสน

จ่าคูเปอร์ที่รอดตายมาได้มองไปที่กำแพงที่พังลง

“นี่มัน…หายนะ” เขามองไปที่ซอมบี้ที่มังไม่ตายเดินเข้ามาในกำแพง พวกมันร้องคำรามและตรงไปจัดการกับทหารที่ได้รับบาดเจ็บ ทหารบางคนที่ติดอยู่ตามซากปรักหักพังซึ่งไม่สามารถหนีได้ก็ถูกรุมกินในทันที

ทหารจำนวนมากตายลงไปในเพียงไปกี่นาทีต และตามมาด้วยประชาชนที่อยู่ด้านใน

การตายของทหารจากซอมบี้มากกว่าแผ่นดินไหวซะอีก เพราะพวกเขาเป็นด่านแรกที่ซอมบี้

“ตายซะ ตายซะ ตายซะ” จ่าคูเปอร์ไม่สนใจอีกแล้วว่าเขาจะตายหรือไม่ เพราะตอนนี้เขาบาดเจ็บที่ขา จะหนีก็ไม่ทันแล้ว

เขาสู้จนกระทั่งกระสุนนัดสุดท้าย และหายไปในทะเลซอมบี้ แต่ก่อนตายเขาก็ยังใช้ปากกัดซอมบี้จนตัวตายเช่นกัน

ซอมบี้จำนวนกว่า 2 แสนที่ยังเหลือรอดบุกเข้ามาในทางทิศเหนือ ฆ่าผู้คนไปเป็นจำนวนอย่างบ้าคลั่ง

เนื่องจากที่เขตทางทิศเหนือเป็นประตูหลักเข้าสู่ค่ายดังนั้นจึงมีผู้คนรวมตัวอาศัยกันอยู่เยอะที่สุด มันมีกว่า 6 แสนคน นั้นทำให้คนตายเป็นจำนวนมาก และเชื้อซอมบี้ก็แพร่ระบาดอย่างรวดเร็ว

ผู้ที่ประตูทิศเหนือคนหนีตายอย่างสุดชีวิตไปที่ตะวันออกในทันที เพราะว่าประตูตะวันตกก็มีซอมบี้จำนวนมหาศาลเช่นกัน

ตอนนี้มีแค่ทางตะวันออกและทางใต้ของค่าย ที่ยังคงปลอดภัยอยู่

ตอนที่ 47 มังกรจากฟากฟ้า

ใบไม้รอยสักสองใบได้เติบโตขึ้นมาจนเต็มที่แล้ว ใบหนึ่งเป็นความสามารถ [ปีกแห่งความตาย B] ส่วนอีกใบหนึ่งเป็นความสามารถ [ร่างไททัน B] ทั้งสองความสามารถคือสิ่งที่ได้จากการกินซอมบี้ปีกและซอมบี้ไททัน ซึ่งเป็นความสามารถประเภทกลายร่าง

ถึงแบบนั้นมันก็เป็นระดับ B ต่างจากความสามารถที่ได้จากซอมบี้สติปัญญาที่เป็นความสามารถแค่ระดับ F

แต่มันก็ไม่แปลกเพราะความสามารถของซอมบี้สติปัญญานั้นเป็น ประเภทจิตใจ ที่มีความน่ากลัวและอันตรายกว่ามาก เพราะการควบคุมและโจมตีจิตวิญญาณนั้นมันคือสิ่งที่เหนือกว่าร่างกายมากนัก

นอกจากสองใบไม้รอยสักที่เสร็จสมบูรณ์แล้ว มันกับมีอีกหนึ่งใบที่ยังก่อตัวไม่เสร็จนั้นก็คือ ใบไม้รอยสักของซอมบี้เงาเนื่องจากว่าจำนวนของซอมบี้เงามันน้อยเกินไป

แต่ใบไม้รอยสักมันไม่ใช่ทั้งหมดที่ได้ในครั้งนี้เพราะสิ่งที่ได้คือพลังงาน ที่อาจจะมากกว่าการกินแก่นพลังงานทั้ง 6 ชิ้นไปตอนที่เร่งการเจริญเติบโตของต้นคริสตัลวิวัฒนาการซะอีก

พลังงานที่อยู่ภายในที่แม้แต่เซลล์ของเขาก็ดูดซับไม่ทัน มันเริ่มที่จะปะทุขึ้นมาเรื่อย ๆ

คำราม!

ไนเรลร้องคำรามออกมาด้วยความอัดอั้นของพลัง มันเหมือนจะไปขยายทุกส่วน ทุกอารมณ์รวมถึงความบ้าคลั่งด้วย

ตอนนี้จิ้งจกหางหอกหายจากอาการปวดหัวที่ถูกโจมตีจากซอมบี้สติปัญญาแล้ว มันมองไปที่ไนเรลที่ร้องคำรามอยู่

จิ้งจกหางหอกคิดว่านี่คือการท้าทายมันโดยตรง จึงใช้หอกกระดูกของมันโจมตีไปที่ไนเรลในทันที หมายจะใช้โอกาสนี้ในการฆ่าไนเรล เพราะผิวหนังบางส่วนของไนเรลหลุดออกมาเลยให้เห็นเนื้อสีแดงฉานดังโลหิต

ฉึบ!

หอกกระดูกปักเข้าไปที่บาดแผลเหล่านั้นในทันที

“อ๊าก!!!”

ไนเรลร้องออกมาด้วยความโกรธที่ถูกลอบโจมตีจากข้างหลัง ความบ้าคลั่งที่อยู่ในดวงตาของเขาเพิ่มมากขึ้นราวกับจะก่อตัวเป็นวัตถุขึ้นมาในทันที เลือดที่ไหลออกมามันไม่ได้ลดความบ้าคลั่งของเขาลงเลยแต่มันกับเพิ่มขึ้นไปอีก

ไนเรลหันมามองจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ด้วยดวงตาที่ดุร้าย จิ้งจกหางหอกที่เห็นแบบนั้น เซลล์ทั้งหมดในร่างกายของมันก็ร้องเตือนซึ่งอันตราย และสัญชาตญาณมันบอกให้หนีไปไม่งั้นตายแน่

จิ้งจกหางหอกวิ่งหนีทันที มันเคยมีบทเรียนจากตอนสู้ที่น้ำตกแล้ว ที่คู่ของมันไม่ยอมเชื่อสัญชาตญาณจนนำไปสู่ความตาย

ถึงแม้มันต้องการจะแก้แค้นแต่ถ้าตาย ก็ไม่ต้องพูดถึงการแก้แค้นอีกเลย มันคิดว่าต้องให้ตัวเองแข็งแกร่งกว่านี้ก่อนเมื่อถึงตอนนี้มันจะกลับมาแก้แค้น

แต่มันหารู้ไม่ว่าโอกาสนั้นมันได้หายไปตั้งแต่ที่มัน ยิงหอกกระดูกใส่ไนเรลแล้ว

ไนเรลใช้ขาหน้าทั้งสองข้างดึงหอกกระดูกที่แทงอยู่ตามบาดแผลออก เลือดที่ไหลออกมาตามบาดแผลเยอะมากขึ้นจนดูน่ากลัวแต่เขาไม่ได้สนใจ กลับมองไปที่จิ้งจกหางหอกที่วิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว

ในตอนนั้นเองที่แผ่นหลังของเขาค่อย ๆ มีกล้ามเนื้อและกระดูกงอกออกมา จนผ่านไปไม่กี่วินาที ปีกที่ใหญ่กว่า 200 เมตรทั้งสองข้างก็งอกออกมา มันเหมือนดังปีกของมังกร รวมทั้งสองข้างปกคลุมพื้นที่กว่า 500 เมตร

นี่คือการใช้สองความสามารถกลายร่าง [กิ้งก่ายักษ์ B] และ [ปีกแห่งความตาย B] พร้อมกันครั้งแรกของเขา ไม่สิต้องของโลกใบนี้เพราะไม่เคยมีใครคอบครองความสามารถมากกว่าหนึ่งมาก่อนเหมือนกับไหนเรล

เพียงแค่การกระพือปีก 1 ครั้งก็สร้างลมพายุหมุวนพัดซอมบี้ธรรมดาจนพวกมันปลิวไปคนละทิศคนละทาง แรงลมพายุก็ยังสั่งไปถึงผู้คนที่อยู่บนกำแพงจนผู้คนต้องหาที่หลบกันในทันที

พวกเขาพยายามลืมตามองไปที่ใจกลางของพายุ ซึ่งมีมักกรที่กำลังกลางปีกบิน ทุกคนได้แต่อ้าปากค้างไปอีก จนพวกเขาเริ่มเชื่อแล้วว่าไหนเรลต้องเป็นคนที่มีสายเลือดมังกรแน่นอน

“มังกร!!!”

“พระเจ้ามังกร นี่ นี่มันคือมังกรจริง ๆ”

“บุตรแห่งมังกร….”

ไนเรลลอยขึ้นจากพื้นดินอย่างช้า ๆ เพียงแค่การกระพือปีกครั้งเดียว และการกระพือปีกครั้งที่สองตัวของเขาก็หายไปจากจุดเดิมไปโผล่อยู่บนหัวของจิ้งจกหางหอกในทันที

คำราม!!!

เขาทิ้งตัวลงเหยียบไปที่จิ้งจกหางหอก ซึ่งทำให้มันร้องคำรามออกมาด้วยความหวาดกลัว

มันไม่เข้าใจว่าทำไมไนเรลที่เป็นแค่ขั้น 3 ถึงได้มีพลังมากขนาดนี้ มันไม่ยอมรับที่สิ่งมีชีวิตที่มีระดับกว่ามันถึงกล้าทำกับมันแบบนี้ เยียบมันไว้แทบเท้า มันพยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิตเพื่อที่จะหลุดออกมาให้ได้

ไนเรลมองไปที่มันด้วยดวงตาที่แดงก่ำ ตอนนี้สติของเขาแทบจะหลงเหลืออยู่สิ่งเดียวนั้นก็คือ ฆ่าเจ้าจิ้งจกนี้ซะ

ทันใดนั้นตัวของเขาก็ค่อย ๆ ขยายใหญ่ขึ้น จาก 200 เมตร ไป 300 เมตร ไป 400 เมตร จนกระทั่งมันหยุดลงที่ 600 เมตร

แรงที่กดไปที่ร่างของจิ้งจกหากหอกก็มากกว่าเดิม ตอนนี้นี่คือร่างที่ใช้ความสามารถ [กิ้งก่ายักษ์ B] [ปีกแห่งความตาย B] [ร่างไททัน B] [พละกำลัง 50 เท่า B] 4 ความสามารถระดับ B หลอมรวมกัน มันทำให้เขามีความสามารถต่อสู้ข้ามขึ้นไปได้ไกลมาก ซึ่งเข้าไม่ได้ต่างจากมังกรยักษ์ที่แท้จริงในตำนานเลย

พลังที่เออล้นออกมามันเหมือนกับว่า เขาสามารถพิชิตได้ทั้งท้องฟ้าและผืนดิน

คำราม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ไนเรลกลางปีกที่กลางกว่า 1 กิโลเมตรและบินขึ้นสู่ท้องฟ้าในทันที เพียงแค่กระพือปีกไม่กี่ครั้งทั้งตัวเขาและจิ้งจกหางหอกที่ถูกกรงเล็บของเขาจับขึ้นมาด้วย มันร้องออกมาด้วยความกลัว

จากความสูงกว่า 3 กิโลเมตรถ้ามันตงลงไปจะต้องตายอย่างแน่นอน และแล้วสิ่งที่มันกลัวก็เกิดขึ้น ไนเรลปล่อยตัวมันลงไปในทันจิ้งจกหางหอกร่วงหล่นจากท้องฟ้า แต่มันยังไม่หมดแค่นั้นเพราะไนเรลได้ทิ้งตัวดิ่งตามมันลงมาจากนั้นก็จับไปที่หัวของมันให้หม่งโลก

ด้วยน้ำหนักตัวของไนเรลที่หนักมากกว่า 3000 ตันที่ดิ่งลงมาพร้อมกับจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ แรกปะทะมันไม่ได้ต่ำกว่าอุกกาบาตที่หล่นลงจากท้องฟ้าเลย

ผู้คนที่อยู่ทั้งในและนอกกำแพงจากมองขึ้นไปบนต้องฟ้าด้วยความหวาดกลัว ถ้าเจ้าสิ่งนั้นตกลงมาที่พวกเขาละก็คงจะไม่เหลือแม้แต่กระดูกไว้ดูต่างหน้าแน่นอน

ทุกคนได้แต่หมอบลงกับพื้นด้วยความหวาดกลัว

บูม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

เสียงที่ดังสนั่นหวั่นไหวและแรงสั่นสะเทือนที่ส่งมาตามพื้นดินอากาศพัดเขาทั้งพื้นดิน และต้นไม้ปลิวกระจายออกเป็นวงกว้างในทันทีมันรุนแรงมากแม้แต่กำแพงเหล็กสูงกว่า 5 เมตรก็ยังแทบจะไม่สามารถต้านได้

กำแพงสั่นสะเทือนและเริ่มล้มลงในทันที

“หนีเร็ว ถอยออกไปจากตรงนี้”

“ระวังกำแพง หลบเร็ว”

“นี่คือภัยพิบัติ เทพเจ้ามังกรลงโทษพวกเรา เทพเจ้าลงโทษพวกเรา”

“ฮือ ๆ งือ ๆ แม่จ๋า แม่หนูกลัว”

แรงสั่นสะเทือนนั้นกระทบต่อทุกสิ่งที่อยู่ในระยะ 100 กิโลเมตรทุกคนสามารถรู้สึกได้ถึงมัน

ตัวอาคารที่สั่นสะเทือน ถึงแม้พวกมันจะไม่ถล่มลงมาแต่ก็เกิดรอยแตกราวจำนวนมาก

ผู้คนวิ่งหนีตายกันในทันที ไม่ว่าจะเด็กและผู้ใหญ่ คนแก่ที่ได้แต่สวดอ้อนวอนต่อทุกสิ่งที่พวกเขาเชื่อ แต่แล้วหลังจากแรงสั่นสะเทือนนั้นทุกอย่างก็เงียบสงบลงในทันที

เอวาและผู้พิทักษ์สมาพันธ์ รวมทั้งนักล่าทุกคนพวกเขาไม่มีใครที่ได้รับบาดเจ็บมากนัก ต่างก็พากันลุกขึ้นมา ทุกคนต่างนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นมันน่าเหลือเชื่อเกินไป จนแม้แต่พวกเขาก็คิดว่านี่คือความฝัน

แต่ดูเหมือนพวกเขาจะนึกถึงบางอย่างได้

“ไนเรล!”

“ท่านประธาน”

ทุกคนนึกขึ้นได้ว่าไนเรลเป็นอย่างไรบ้างแล้ว ทุกคนรีบพากันวิ่งออกไปตรงจุดที่ไนเรลร่วงหล่นลงมา

เอวาที่ตอนนี้รีบวิ่งออกไปในทันที ผู้พิทักษ์และคนของสมาพันธุ์ก็เช่นเดียวกัน นักล่า ทหาร พลตรีและประชาชนคนอื่น ๆ ที่อยู่ตรงประตูตะวันออก ไม่ว่าใครก็ตามที่ยังสามารถขยับตัวได้พวกเขาต่างก็วิ่งออกไปดูไนเรลเช่นกัน

ด้านนอกมันมีหลุมขนาดใหญ่และซากศพของซอมบี้จำนวนมหาศาล ตรงกลางยังคงมีฝุ่นที่ปกคลุมอยู่ เอวาสไลด์ตัวลงไปตามเนินที่กว้างกว่า 1 กิโลเมตร

พลตรีที่ตามมาก็ต้องตกใจ และคิดว่าโชคดีที่ไนเรลและจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ตกห่างจากค่ายลี้ภัย 101 ไปไกลพอสมควรไม่อย่างนั้นเข้าไปอยากจะคิดถึงผลที่ตามมา

เมื่อฝุ่นเริ่มเบาบางลงทุกคนก็เห็นซากของจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ที่ตอนนี้อยู่ในสภาพแหลกเหลวจนไม่สามารถจำมันได้เลยแม้แต่น้อย

“นี่คือจิ้งจกนั้นหรือ”

“ดูกระดูกที่แตกละเอียดของมันสิ”

“แล้วท่านประธานอยู่ไหน”

“อยู่นั้น”

ทุกคนรีบหาตัวไนเรลกันในทันที และแล้วก็เจอเขาที่ตอนนี้สภาพบาดเจ็บหนักนอนตัวเปลือยเปล่าอยู่บนซากของจิ้งจกหางหอก เอวาที่มาถึงก่อนเป็นแรงรีบเข้าไปประคองศีรษะของไนเรลด้วยความเป็นห่วงใน โดยไม่ได้สนใจว่าตอนนี้ไนเรลนอนตัวเปลือยอยู่ เพราะตอนนี้เธอเป็นห่วงไนเรลอย่างมาก

“ไม่ นายอย่าเป็นอะไรนะ” เธอพูดออกมา เพราะไนเรลไม่หายใจ เอวาก็รีบก้มลงฟังเสียงเต้นของหัวใจไนเรลในทันที

“ท่านประธานเป็นอย่างไรบ้าง?” เซนที่เดินเข้ามาช่วยเอวาในทันทีพร้อมกับใช้ผ้าที่ไม่รู้ว่าเขาหามาจากไหน ห่มไปที่ร่างเปลือยเปล่าของไนเรล

“เขายังไม่ตาย แต่เขาหายใจช้ามาก มันเกิดอะไรขึ้น?” เธอพูดออกมา พร้อมกับมองไปที่หน้าอกของไนเรลด้วยความสงสัย

เพราะที่หน้าอกของเขามีคริสตัลที่เหมือนกับเมล็ดพันธุ์พืชขนาดเท่ากำปั้นอยู่มันล้อมรอบไปด้วยรอยสักใบไม้ที่สวยงามเป็นอย่างมาก

เธอจำได้ว่าตอนที่เจอไนเรลตอนที่ออกมาจากห้องอาบน้ำนั้น มันมีผ้าขนหนูที่อยู่บนไหล่ของเขาปิดไว้อยู่จึกมองไม่เห็น อีกอย่างตอนนั้นเธอก็ไม่ได้สังเกต

“สวยงาม” นี่คือสิ่งที่เอวาและเซนคิด มีแค่พวกเขาสองคนที่เห็น

“ผู้พิทักษ์ทั้งหมดกันพื้นที่รอบ ๆ ทันทีห้ามให้ใครเข้ามาใกล้” เซนหันไปสั่งผู้พทักษ์ทันที เพราะเขาไม่ต้องการให้ใครเห็นสิ่งที่อยู่บนหน้าอกไนเรลอีกอย่างตอนนี้ไนเรลยังไม่รู้สึกตัวเขากลัวว่าจะมีคนรอบทำร้ายไนเรลได้ เพราะถึงอย่างไรไนเรลก็แข็งแกร่งและเป็นภัยตัวคนบางกลุ่มแน่ ซึ่งตอนนี้ก็เป็นโอกาสเหมาะในการจัดการกับภัยคุกคามนี้ทิ้ง

ผู้พิทักษ์ที่เลืออยู่แค่ 50 คนกระจายตัวออกล้อมรอบไว้ในทันทีแม้แต่กำลังทหารพวกเขาก็ไม่ให้ผ่านเข้าไป

“พวกแกจะทำอะไรหลบไปนี่คนพลตรีนะ”

หนึ่งในร้อยเอกพูดออกมาในทันที แต่แล้วพลตตรีก็ได้ยกมือห้ามเอาไว้

ในตอนนั้นเองที่ร่างของไนเรลก็ร้อนออกมา มันเหมมือนกับมีพลังงานจำนวนมหาศาลกำลังปะทุอยู่ภายใน

“เกิดอะไรขึ้น” เอวาพูดออกมาด้วยความร้อนรน แต่หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วินาที อยู่ ๆ รอบตัวของไนเรลก็มีต้นหญ้า ดอกไม้ หรือแม้แต่ต้นไม่ที่หักโค้นเหลือแต่ตอก็พามกันเจริญเติบโตงอกขึ้นมาเป็นวงกว้าง

มันขยายออกเป็นเหมือนกับการกระเพื่อมของน้ำ ซากศพของซอมบี้ที่อยู่ตามพื้นเริ่มย่อยสลายและแห้งลงไปกลายเป็นฝุ่นผง

“เกิดอะไรขึ้น”

“ผืนป่า กำลังมีผืนป่าเกิดขึ้นมา”

“นี่มัน นี่มันปราฏิหารย์”

ทุกคนมองดูไปด้วยความเหลือเชื่อ สิ่งที่เกิดขึ้นเพียงแค่ 1 วันนี้มันเกินกว่าที่คนธรรมดาอย่างพวกเขาจะรับไหวได้ และแน่นอนพวกเขาก็รู้ว่าตัวการคือใคร ทุกคนมองไปที่ไนเรลที่สลบไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้น ซึ่งถูกห่อหุ้มด้วยผ้าและผืนป่ารอบข้างในทันที

ตอนที่ 46 ไนเรล ปะทะ จิ้งจกหางหอก ขั้น 4

เอวา ชายวัยกลางคนที่กลายร่างกลับมาจากร่างหมาป่า ได้ถอยออกมารวมกับทุกคนและถอยกลับไปที่กำแพงในทันที

ตอนนี้พวกเขารู้สึกอึ้งเป็นอย่างมาก

“เขายังเป็นคนอยู่หรือไม่”

“ฉันก็ไม่แน่ใจบางที่เขาอาจจะเป็นสัตว์กลายพันธุ์ในร่างมนุษย์”

มนุษย์ชั้นสูงทุกคนที่ถอยกลับออกมาก็คิดเช่นเดียวกัน ไม่แม้แต่คนที่สู้อยู่ตรงกำแพง เนื่องจากตัวของไนเรลและจิ้งจกหากหอกใหญ่เกินไป ดังนั้นระยะห่างแค่ 2-3 กิโลเมตร เมื่อมองด้วยตาเปล่าพวกเขาก็เห็น

“นั้นมันตัวอะไร”

“พระเจ้าพวกมันกำลังจะสู้กัน”

“ดูซอมบี้ธรรมดาพวกนั้นสิ โดนทับตายไปหลายสิบหลายร้อยตัวจากการต่อสู้ของมัน”

“เร็วรีบหลบไปในกำแพงเร็ว”

ธรรมดาและนักล่าถอยกลับไปในกำแพงกันทั้งหมดในทันที คนของสมาพันธุ์ก็เช่นเดียวกันเพราะเอวาที่กลับมาสั่งให้ถอยก่อน และพวกเขาก็ได้รู้จากปากของเอวานั้นเองว่ากิ้งก่าที่เหมือนกับมังกรตัวนั้นก็คือไนเรลนั้นเอง

ทุกคนได้ฟังก็เหมือนกับสมองว่างเปล่าไปชั่วขณะ

แต่คนที่ด้รับผลกระทบมากที่สุดก็คงเป็นทหารบนกำแพง โดยเฉพาะ พลตรีที่ใช้กล้องส่องทางไกลมองดูไนเรลอยู่ตลอดตั้งแต่ พวกเขาแอบออกไป และลงมือลอบโจมตีซอมบี้สติปัญญาจนไปถึง ตอนที่กลายร่างเป็นกิ้งก่ายักษ์ยาวกว่า 200 เมตร

“นี้สินะมนุษย์ชั้นสูง ระห่างมันช่างห่างกันเหลือเกิน” พลตรีถอนหายใจออกมา ตั้งแต่เกิดเรื่องวันสิ้นโลก พวกทหารอย่างพวกเขาก็เรียกได้ว่าเข้าสู่สงครามที่ไม่รู้จักแล้ว

ถึงจะมีอาวุธที่ใช้ต่อกรกับสัตว์กลายพันธุ์และซอมบี้ได้ พวกเขาก็ยังมีทั้งพ่ายแพ้และชนะ สร้างความเชื่อมันให้กับผู้คนและประชาชนในประเทศ

ทหารส่วนใหญ่ รวมถึงตัวเขาเองก็ภูมิใจในตัวเองอย่างมาก แต่ตอนที่มีการจัดตั้งหน่วยมนุษย์ชั้นสูงขึ้นมา และแต่งตั้งยศแทนที่ทหารหลายคน พวกเขาก็ต่างไม่ยอมรับมัน เพราะนั่นไม่เท่ากับบกชี้ว่าต่อไปพวกเขาจะเป็นได้แค่ของเก่า ๆ ดั่งปืนที่ต้องปรับเปลี่ยนเพื่อให้เข้าสู้ยุคสมัยใหม่หรอกหรือ

เป็นของเก่าที่ไร้ค่า พวกเขาไม่ยอมรับในเรื่องนี้

แต่ตอนนี้พลตรีได้แต่ต้องยอมรับ ทุกอย่างมันเปลี่ยนไปแล้ว ในใจของเขาเหมือนกับได้สูญเสียบางสิ่ง แต่ในขณะเดียวกันที่เขามองไปที่ไนเรลที่ตอนนี้ต่อสู้กับกิ้งก่ายักษ์อย่างเอาเป็นเอาตายก็เหมือนได้ไปจุดประกายไฟแห่งการต่อสู้ของเขาขึ้นมาอีก

“เป็นแค่คนธรรมดาแล้วอย่างไร พวกเราก็มีวิธีการสู้ในแบบของตัวเอง ทุกคนยิงซอมบี้พวกนั้นให้ตายให้หมดซะ”

“แสดงให้เห็นถึงสิ่งที่เราฝึกมาตั้งแต่เข้ารวมกองทัพซะ ว่าพวกเราไม่ได้เอาแต่ตัดหญ้า หรือเป็นสุนัขเฝ้าบ้าน ยิงพวกมัน!!!!!!”

“ฮูเล่! ไปตายซะซอมบี้ ย้า!!!”

ทหารทั้งหมดที่ได้ปลุกขวัญกำลังใจกลับมาจากพลตรีก็สู้ตายในทัน เป็นอย่างที่บอกว่าผู้นำเป็นอย่างไร ลูกน้องก็เป็นอย่างนั้น

คำราม!

ไนเรลใช้ฟันที่แหลมดังใบเรือยจำนวนมากกัดไปที่หางของจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์อย่างแรงจนมันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด

เขากัดไปที่หางของมันเพื่อที่จะจัดการกับหอกกระดูก ซึ่ง

มันก็ได้ผลทำให้มันไม่สามารถยิงหอกกระดูกใส่เขาได้อีก

แต่จิ้งจกหางหอกก็เป็นถึงสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 มันจึงกัดไปที่ไนเรลใช้พังผืดที่เท้าทั้ง 4 ข้างของมันเกาะไปที่ไนเรลเหมือนดังปลาหมึก สะบัดอย่างไรก็ไม่หลุด

มันเจ็บมากจนหมือนกับว่าแม้แต่ผิวหนังที่เป็นเหมือนเกาะก็จะลอกหลุดออกไปตามพังผืดเหล่านั้น

“อ๊ากกก” นเรลคำรามออกมา และกลิ้งไปกับพื้นในทันที

ทั้งเขาและจิ้งจกหางหอกไม่ต่างจากเครื่องบดเนื้อขนาดใหญ่ที่กลิ้งไปบนพื้น ทับซอมบี้ธรรมดาตายไปนับหมื่น ๆ ตัว

แม้แต่ซอมบี้ขั้นที่สองก็ยังดีรับผลกระทบ พวกมันบางตัวก็ตายในทันที บางตัวก็แขนขาแหลก บางตัวถูกกระแทกจนกระเด็นไป

ซอมบี้สติปัญญาที่ตอนนี้พยายามสั่งให้ซอมบี้กลายพันธุ์ตัวอื่น ๆ เข้ามาช่วยมันที่ตอนนี้แอบอยู่กับซากศพซอมบี้ไททัน กลางการต่อสู้ของไนเรลและกิ้งก่ากลายพันธุ์ที่ซึ่งดูเหมือนว่าจะสูสีกันอย่างมาก

และในตอนนี้เองที่มีซอมบี้ปีกหลุดเข้ามาได้ มันรีบตรงไปหาซอมบี้สติปัญญาในทันที ซอมบี้สติปัญญาที่เห็นแบบนั้นก็ดีใจเป็นอย่างมากที่ในที่สุดก็มีหนึ่งในลูกน้องพามันออกไป

ตัวของมันและซอมบี้ปีกขั้น 3 บินขึ้นอย่างรวดเร็ว

ไนเรลที่จับตาดูซอมบี้ปีกอยู่ตลอดเวลาก็เห็นซอมบี้ปีกกำลังพาซอมบี้สติปัญญาหนีไป เขาก็ไม่สนใจและสลัดเจ้าจิ้งจกที่เกาะอย่างแน่นออกในทันที

ผิวหนังของเขาลอกออกติดไปที่ผังผืดทั้งสี่ข้างของจิ้กจกหางหอกกลายพันธุ์ เลือดของเขาไหลออกมาอย่างน่ากลัว

แต่ไนเรลก็ไม่สนใจตรงเข้าหาซอมบี้สติปัญญาในทันที

ซอมบี้สติปัญญาที่เห็นดังนั้นก็ถึงกลับกล้วจนหน้าซีด มันรีบใช้ไม้ตายพลังจิตของตัวเองโจมตีออกไปเป็นวงกว้างในทันที

แต่ไนเรลถึงกับเจ็บปวดทันที ถึงเขาจะมีความสามารถประเภทจิตใจ [คำบัญชาเทพ F] แต่มันเป็นแค่ระดับ F ซึ่งทั้งเขาและซอมบี้สติปัญญามีระดับพลังเท่ากัน นั้นคือ ขั้น 3 ที่เท่ากับระดับ สีน้ำตาล ของมนุษย์ทำให้เขาไม่สามารถต้านมันได้ เพราะดูเหมือนความสามารถของซอมบี้สติปัญญาตัวนี้จะเท่ากับระดับ E

ไม่ใช่เข้าที่ได้รับผลกระทบ เพราะแม้แต่จิ้งจกหางหอกก็โดนเช่นกันแต่มันไม่มี ความสามารถแบบไนเรล มันจึงเจ็บปวดกว่ามาก

จากความสามารถโจมตีทางจิตของซอมบี้สติปัญญา

แต่ถึงแบบนั้นมันก็เป็นถึง สัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 จึงทนทานและมีพลังชีวิตที่สูงกว่ามาก

มันใช้หัวฟาดไปกับพื้นดินด้วยความเจ็บปวดนั้นยิ่งฆ่าซอมบี้ไปอีกเป็นจำนวนมาก

ซอมบี้สติปัญญาที่เห็นแบบนั้นก็แต่กัดฟันทน เพราะถึงอย่างไรมันก็ต้องฆ่าสองสัตว์เลื้อยคลานนี้ให้ได้ต่อให้ต้องแลกด้วยซอมบี้ทั้งแสนตัวก็ตาม

ไม่อย่างนั้นก็จะเป็นมันซะเองที่ตาย

ตอนนี้แม้แต่ผู้คนที่อยู่ห่างออกไปก็ยังได้รบผลกระทบ คนที่อ่อนแอถึงกลับหมดสติน้ำลายฟูปาก บางคนก็จับที่ศีรษะร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดตอนนี้ทุกคนที่ไม่ใช้ซอมบี้ร้วนแต่ได้รับผลกระทบทั้งหมด

ไนเรลที่ตอนนี้เริ่มจะทนไม่ไหวแล้วเขาก็ใช้พลังเฮือกสุดท้าย ดีดตัวยืนขึ้นสองขาเหมือนดังมังกรพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า อ้าปากขนาดใหญ่ยักษ์ หมายจะกลืนกินซอมบี้ลงไปทั้งแบบนั้นเพื่อหยุดการโจมตีหนี้ในทันที

“บัดซบ อ๊ากกก!!! หนี!!! หนีเร็ว!!!” ซอมบี้สติปัญญาที่เห็นแบบนั้นก็ตกใจจนฉี่ราดในทันที ใครจะไปคิดปกติมีแต่มันที่กินมนุษย์เป็นผู้ล่ามนุษย์ แต่ในตอนนี้กลับโดนมนุษย์ที่กลายร่างเป็นสัตว์เลื้อยคลานไล่กินแบบนี้

ซอมบี้ปีกเองก็กลัวเช่นกันไม่คิดว่าวันที่จะถูกกินเป็อาหารจะมาถึง มันพยายามพาซอมบี้สติปัญญาบินสูงขึ้นไปอีกแต่แน่นอนกว่ามันก็ไม่ทันแล้ว เพราะตัวของไนเรลที่ตอนนี้ยืดยาวจากพื้นมากกว่า 150 เมตร ปากขนาดใหญ่ของเขาที่เต็มไปด้วยฟันได้มาถึงตัวของซอมบี้สติปัญญาแล้ว

“ไม่!!!!!!!!!!!!!!!!” มันกรีดร้องออกมาขณะที่โดนกลืนกินไปทั้งตัว

เอิ้ก!!!

หลังจากที่ไนเรลกลืนลงไป เขาก็เรอทักออกมาในทันที

แต่แล้วบางอย่างที่อยู่ในร่างกายของเขาที่ตอนนี้ก็คือ คริสตัลวิวัฒนาการหรือเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการที่อยู่ตรงหน้าอกของเขาที่ตอนนี้มันมีขนาดเล็กมากเมื่อเทียบกับตัว ซึ่งไม่มีใครจะสังเกตเห็นได้ เพราะผิวหนังที่เป็นดังเกาะได้บังมันไว้อยู่

ใบไม้รอยสักที่เป็นของความสามารถ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ F] เริ่มขยายใหญ่ขั้นเล็กน้อยจนมันจนมันยกระดับเป็น [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ E] ซึ่งในเรลสามารถรู้สึกได้ในทันที

แต่ยังไม่หมดแต่นั้นมันได้เริ่มมีใบไม้รอยสักงอกออกมาอีกใบ แต่ดูเหมือนว่าเนื้อของซอมบี้ปีกตัวเดียวจะไม่เพียงพอ

ไนเรลมองไปที่ซอมบี้ปีกไม่ว่าจะเป็นขั้น 2 และขั้น 3 ก็ตามเขาต้องการกินมันทั้งหมด

ซอมบี้ปีกที่ตอนนี้ซอมบี้สติปัญญาได้ตายลงไปพวกมันก็เกิดความกลัว และแยกย้ายกันหนีในทันที

แต่มันก็ไม่ทันถูกไนเรลจับกินไปทั้งหมด

ตอนนี้สติของเขาเริ่มบ้าคลั่งขึ้นมาแล้ว ไม่ว่าจะจากการที่โดนโจมตีด้วยพลังจิตใจของซอมบี้สติปัญญาหรือจากการที่ใช้ความสามารถ ร่างกิ้งก่ายักษ์เกินขีดจำกัด

ตอนนี้เขาบ้าคลั่งไล่กินซอมบี้ปีก แม้แต่ซอมบี้ไททัน และซอมบี้เงาก็ไม่เว้นนั้นทำให้มีใบไม้อีกสองใบงอกออกมา

“กิ้งก่านั้นมันจะทำอะไร”

“สุดยอดมันบ้าคลั่งไปแล้วไล่กินซอมบี้ทั้งหมดเลย”

คนธรรมดาที่อยู่บนกำแพงทั้งทหาร ประชาชน และนักล่า ต่างก็มองไปที่ไนเรลในร่างของกิ้งก่ายักษ์อย่างเกรงกลัว พวกเขาพากันพูดไปต่างๆ นานา ถึงความเสียสติและบ้าคลั่งของไนเรล

พวกสมาพันธุ์ที่รู้ก็พากันวิตกกังวล โดยเฉพาะเอวาที่ยืนอยู่ข้าง ผู้พิทักษ์ และนักล่าของสมาพันธ์

“นายอย่าเป็นอะไรนะ”

ตอนนี้เธอรู้สึกเจ็บปวดแบบแปลกที่ใจเป็นอย่างมาก ถ้าเธอแข็งแกร่งกว่านี้ก็คงจะสามารถช่วยไนเรลได้ไม่มากก็น้อย ไม่ต้องให้เขาแบกรับทุกสิ่งอยู่คนเดียว

ในขณะที่พวกผู้พิทักษ์เองก็เช่นกันถึงเมื่อวานพวกเขาจะเกือบตายกับวิธีการของไนเรล แต่มาวันนี้เมือเห็นว่าไนเรลเสียสละอะไรบ้าง พวกเขาถึงได้เข้าใจว่า การที่ตนใช้ชีวิตกับความสิ้นหวัง เอาแต่หลบซ่อนอย่ในกำแพง เป็นขอทานที่รอเศษอาหารจนเกือบตาย และได้ไนเรลช่วยไว้

ชีวิตที่ผ่านมาของพวกเขาช่างไร้ค่าซะจริง ๆ ตอนนี้เขาเข้าใจแล้วว่าสิ่งที่ในเรลบอกในตอนนั้น

ว่านี่คือโอกาสที่เขาได้มอบให้ มันคือโอกาสในการใช้ชีวิตให้มีค่า เพราะความตายนั้นมันง่าย แต่จะตายอย่างไรให้มีคุณค่าให้ผู้คนจดจำนั้นมันยาก

ตอนนี้พวกเขาได้มีคำตอบในใจแล้ว นั้นก็คือ พวกเขาจะยอมรับโอกาสของไนเรลที่มอบให้

ตอนนี้ทุกคนมองไปที่การต่อสู้ของไนเรล ผู้เป็นประธานสามพันธ์นักล่า ซึ่งเป็นทั้งเสาหลักของสมาพันธ์และจิตใจของพวกเขา

“ท่านประธานฆ่ามันให้หมด”

“ใช่ฆ่าทั้ง ซอมบี้และจิ้งจกนั้นเลย”

“ฆ่า ฆ่าขี้เกียมนั้นซะ”

“บดขยี้ จั๊กกิ้มให้เละเลย”

คนของสมาพันธ์ต่างก็ส่งเสียงเชียร์ไนเรลทำให้ตอนนี้ ประชาชนคนธรรมดา และนักล่าคนอื่น ๆ ต่างก็สงจึงมาสอบถามและก็ต้องตกใจว่าแท้ที่จริงแล้วนั้นก็คือ มนุษย์ชั้นสูงที่ใช้ความสามารถและยังเป็นผู้น้ำของสมาพันธ์นักล่าอีกด้วย

“นั้นคือประธานไนเรล ผู้เป็นเสาหลักของสมาพันธ์นักล่า”

“นั้นคือเทพมังกร ผู้ปกปักรักษาสมาพันธ์นักล่า และเป็นความหวังของมนุษย์”

ทุกคนถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กันหลังจากรู้เรื่อง มนุษย์หรือจะเป็นไปได้อย่างไร? หรือเขาจะเป็นเทพมังกรจริง ๆ

ตามตำนวนที่ว่าสิ่งมีชีวิตศักดิ์สิทธิ์ได้เสพสมกับมนุษย์และกำเนิดบุตรชาย ซึ่งมีสายเลือดมังกร

ทุกคนได้แต่มองไปที่ไนเรลด้วยสายตาที่แตกต่างกันไป

ตอนนี้ไนเรลเริ่มคุมสติตัวเองไม่อยู่แล้วเข้าจัดการกินซอมบี้ไปเกือบหมด จนในที่สุด ใบไม้ทั้งสองใบก็เสร็จสมบูรณ์ และในขณะเดียวกันซอมบี้กลายพันธุ์ก็ตายไปหมดแล้วเช่นกัน เหลือก็แต่ซอมบี้ธรรมดาอีกประมาณ 5 หมื่นกว่าตัวที่พากันโจมตีไปทุกทิศทางตามสัญชาตญาณเพราะไม่มีใครคอยควบคุม

ตอนที่ 45 ลงมือ

ซอมบี้สติปัญญาร้องออกมาด้วยความกลัว มันมองไปที่ดาบซอมบี้เงาที่พุ่งเข้ามา แต่ก่อนที่ดาบจะปักทะลุหัวของซอมบี้สติปัญญา ซอมบี้ปีกที่บินอยู่ก็ทิ้งตัวลงมองปังดาบให้กับซอมบี้เงา ดาบแทงทะลุเข้าไปที่กลางหน้าอกของซอมบี้ปีก

คำราม!

ซอมบี้ปีกร้องออกมาแต่มันยังไม่ตาย ซอมบี้ปีกพยายามใช้ร่างของตนเอง ปกป้องซอมบี้สติปัญญาไว้ เนื่องจากมีดาบซอมบี้เงาอีกเล่มที่ไนเรลปาเข้ามา

ฉึบ!

ดาบแทงทะลุผ่านปีกของซอมบี้ปีก ไปโดนซอมบี้สติปัญญา

อ๊ากก!

ทำให้มันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ทุกคนมองไปที่ด้านหลังของซอมบี้ปีกว่าซอมบี้สติปัญญาตายหรือไม่

“มันตายหรือไม่?”

“ไม่” ไนเรลตอบออกมาในทันทีเพราะจากความสามารถ [ตรวจจับความร้อน C] เขาเห็นซอมบี้สติปัญญามันพยายามจะหนีพร้อมกับดาบที่ปักอยู่ที่ไหล่ขวา ในขณะที่ซอมบี้ไททันทั้ง 4 ก็พยายามขยับตัวอย่างเต็มที่

“เร็ว!!! ฉันจะควบคุมมันไม่ไหวแล้ว” ชายชราผู้มีความสามารถ [สนามพลังโน้มถ่วง B] กล่าวออกมาด้วยท่าทีที่ไม่ค่อยดีมากนัก ที่จมูกของเขามีเลือดไหลออกมาจากการที่ฝืนให้พลังมากเกินไป

“คลายสนามพลังออกซะและใช้แค่จำกัดการเคลื่อนไหวซอมบี้บางตัวที่มันจะเข้าใกล้ เอียนนายคอยคุ้มกันเขา ส่วนทุกคนคอยถ่วงเวลาซอมบี้กลายพันธุ์ตัวอื่น ๆ ไว้” ไนเรลรีบเปลี่ยนแผนทันทีเมื่อการโจมตีรอบแรกพลาดไป

“ขึ้นมา” หมาป่าตัวขนาด 3 เมตรพูดกับเอวาและไนเรล ไนเรลกระโดดขึ้นไปบนหลังของหมาป่าจากนั้นก็ยืนมือไปหาเอวา เพื่อช่วยเธอขึ้นมาบนหลังของหมาป่า โดยเอวานั่งอยู่ด้านหน้ามีไนเรลอยู่ด้านหล้ง

บู๋ววว!!!

ทันทีที่เอวาและไนเรลนั่งบนหลังของมัน หมาป่าสีเทาก็วิ่งตรงหาซอมบี้สติปัญญาในทันที

เสียงของหมาป่าเป็นเหมือนกับสัญญาณที่บอกให้มนุษย์ชั้นสูงอื่น ๆ โจมตีในทันที

ตอนนี้มีซอมบี้ไททัน 4 ตัว และซอมบี้เงา 1 ตัวและซอมบี้ปีกที่บาดเจ็บไกล้ตาย

หมาป่าพุ่งไปที่ซอมบี้สติปัญญา แต่ซอมบี้ปีกที่ใกล้ตายพยายามเข้ามาขวาง เขาจึงใช้ปากของตนเองกัดไปที่ของมันและกระชากสะบัดไปมาขณะที่วิ่งไปด้วย

หัวของซอมบี้ปีกถูกกัดจนขนาดออกจากกันทันที ถึงแม้มันจะเป็นซอมบี้ปีก ขั้น 3 แต่มันก็บาดเจ็บหนักและตอนนี้ไม่ใช่ท้องฟ้าถิ่นของมันแต่เป็นผืนดินของหมาป่ามันจึงถูกกัดจนตายในทันที

ตอนนี้ชายวัยกลางคนเริ่มเหมือนกับหมาป่าไปจริง ๆ แล้ว ถึงแบบนั้นเขาก็ยังคงพาไนเรลและเอวาตรงไปหาซอมบี้สติปัญญาต่อ โดยที่ไนเรลได้ดึงดาบซอมบี้เงาจากตัวของซอมบี้ปีกมาด้วย

กลับมา!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ซอมบี้สติปัญญาร้องเรียกซอมบี้สั่งซอมบี้ไททันทั้ง 4 ตัวให้มาช่วยคุมกันมันทันทีและสั่งการให้ซอมบี้ที่มันส่งออกไปกลับมาอย่างร้อนรน

แต่มันจะเป็นอย่างนั้นได้อย่างไร เพราะซอมบี้กลายพันธุ์ที่ตอนนี้ถูกผู้พิทักษ์ใช้ชีวิตของตนเองตึงพวกมันไว้

ถึงจะมีตัวที่กลับไปได้ก็ตามแต่มันก็ต้องใช้เวลา ซึ่งแน่นอนว่าไนเรลคงไม่รอให้มันกลับมาช่วยซอมบี้สติปัญญาได้แน่นอน

ซอมบี้ไททันทั้ง 2 ตัวล้อมไนเรลไว้ในทันที ส่วนตัวที่เหลือก็ใช้มือเป็นที่นั่งรับเอาซอมบี้สติปัญญามา และพยายามจะพามันหนีออกจากบริเวณนี้

คำราม!

ซอมบี้ไททันตัวหนึ่งยกกำปั้นที่ใหญ่ดังลูกตุ้มเหล็กทุบตึก ต่อยหมัดเข้าไปที่ไนเรล

แต่ในตอนนั้นเองที่อยู่ ๆ แรงโน้มถ่วงรอบข้างก็หนักขึ้น มันคือชายชรานั้นเอง ในขณะที่ชายร่างเหล็กมนุษย์ชั้นสูงระดับสีเทา ก็เข้ามารับหมัดของซอมบี้ไททัน จนร่างของเขากระเด็นออกไป

แต่ด้วยความที่เขาเป็นเหล็กจึงลุกขึ้นมาอย่างรวดเร็วและวิ่งตรงเข้าหาซอมบี้ไททันด้วยความกระหายในการต่อสู้ พร้อมกับมนุษย์ชั้นสูงระดับ สีขาวอีก 3 คน

ซอมบี้ไททันอีกตัวก็โดนมนุษย์ชั้นสูงอีก 5 คนล้อมเช่นกัน

ถึงพวกเขาจะไม่สามารถฆ่าซอมบี้ไททันได้แต่มันก็สามารถถ่วงเวลาได้สัก 5 นาที

หมาป่ายังคงเคลื่อนที่ไปต่อ

ทันในนั้นซอมบี้เงาที่ตอนนี้พยายายามเข้ามาขวางไว้เช่นกัน มันพยายามเข้ามาหาไนเรล แต่ก็เป็นชายชราอีกแล้วที่เข้ามาขวาง ตัวของมันถูกสนามพลังกดทับลงทำให้เคลื่อนที่ช้าลงในทันที

หมาป่าวิ่งอ้อมผ่านไปอย่างง่ายดายจากนั้นก็ตรงเข้าสู้กับซอมบี้ไททันทั้งสองตัวที่พยายามพาซอมบี้สติปัญญาวิ่งหนี

แต่ความเร็วของมันก็ช้าไป หมาป่ากระโดดข้าผ่านซอมบี้ธรรมดาที่ขวางทางอยู่ด้านหน้าตรงเข้าสู่แผ่นหลังของซอมบี้ไททัน

มันกัดเข้าไปที่ซอมบี้ไททันอย่างแรงแต่ผิวหนังของซอมบี้ไททันหนาเกินไป มันจึงแทบจะไม่เป็นอะไร

ในตอนนั้นเองที่ซอมบี้ไททันอีกตัวก็ต่อยไปที่หมาป่า หมาป่ารีบปล่อยซอมบี้ไททันพาเอวาถอยออกมาในทันที

ในขณะที่ไนเรลกระโดดขึ้นไปบนไหลของซอมบี้ไททันและโจมตีไปที่ซอมบี้สติปัญญาที่ตอนนี้อยู่ในมือของซอมบี้ไททันในทันที

“ไปตายซะ!”

แต่ซอมบี้ไททันนั้นได้ใช้มือของตัวเองบังซอมบี้สติปัญญาไว้ เพื่อไม่ให้การโจมตีของไนเรลโดนซอมบี้สติปัญญา

ฉึบ!

แทงไปที่แขนของซอมบี้ไททันเท่านั้น ปักคาอยู่แบบนั้น ทำให้ซอมบี้สติปัญญารอดตามมาได้อีกครั้ง

ตอนนี้ไม่มีดาบอยู่กับตัวแล้วไนเรลจึงต้องอาศัยร่างอมุษย์เข้าจัดการกับซอมบี้ไททันด้วยมือเปล่า

แต่ในตอนนั้นเองที่ซอมบี้เงาที่ดิ้นจนหลุดออกจากสนามแรงโน้มถ่วงก็วิ่งเข้ามาด้วยความเร็วโจมตีไปที่ไนเรล

มันกระโดดไปที่ด้านบลขอเขาและใช้แขนที่เหมือนกับดาบแทงไปที่ไนเรล

“หลบไม่ทันแล้ว” ไนเรลตอนนี้หลบไปทันจึงให้มือจับไปที่ดาบโดยตรง

ตูม!

ทั้งไนเรลและซอมบี้เงาเป็นเหมือนกับลูกศรที่พุ่งลงสู่ดิน

“เกือบไป” ไนเรลมองไปที่ดาบจากแขนขวาของซอมบี้ที่ปักอยู่กับดินเฉียวหูของเขาไปเล็กน้อย ในขณะที่มือทั้งสองข้างของเขามีรอยบาดจากคมดาบของซอมบี้เงา ไม่มีเวลาให้เขามาเจ็บปวดเพราะซอมบี้เงาได้ใช้ดาบอีกข้างโจมตีลากกับพื้นดินหมายจะฟันร่างของเขาให้ขาดครึ้ง

ไนเรลรีบกลิ้งตัวหลบออกจากระยะของปลายดาบของซอมบี้เงา

ซอมบี้เงาพยายามตามไป แต่แขนดาบของมันก็ติดอยู่ที่พิ้นดัน

แต่ก็ไม่แปลกเพราะบริเวณทางประตูทิศตะวันออกนั้น มันไปด้วนหินและก็คลาดว่าแขนดาบของมันคงจะไปแทงเข้าไปติดกันก้อนหินหรือแร่สักอย่างจนดึงไม่ออก

“ตาย!”

มันจึงกลายเป็นเป้านิ่งให้เอวาที่นั่งอยู่บนหลังหมาป่า ใบมีดสายลมจำนวนมากกระหน่ำโจมตีไปที่มันจนสภาพของมันนั้นดูไม่ได้แต่เธอก็ยังคงยิงใบมีดสายลมเชือดเฉือนร่างกายของมันจนตาย

ไม่รู้ว่าเอวาไปโกรธมันมาจากไหน ถึงแม้ว่ามันจะตายก็ยังไม่สามารถดึงแขนดาบของมันออกมาได้

ไนเรลก็แปลกใจที่ว่าหินอะไรที่อยู่ข้างล่างจนแม้แต่ดาบของซอมบี้เงาที่ปักลงไปแล้วก็ดึงไม่ออก

หลังจากที่จัดการกับซอมบี้เงา ทั้งไนเรลและเอวาขึ้นไปที่หลังหมาป่าไล่ตามซอมบี้สติปัญญาและซอมบี้ไททันอีกสองตัวที่ถอยหนีออกไปจนเกือบจะถึงแนวป่า

ซอมบี้สติปัญญาหนีไปที่แนวป่ามันคิดว่าหลบพ้นจากไนเรล

ตึความซวยของมันก็เกิดขึ้นจนได้เพราะยังไม่ทันที่จะเข้าไปในป่าก็เจอเข้ากับหอกกระดูกที่ไม่รู้ว่ายิงมาจากไหน ปักเข้าไปที่ซอมบี้ไททันทั้งสองตัว

มีซอมบี้ตัวหนึ่งที่ตายคาที่ในทันที ขณะที่อีกตัวโดนเข้าที่ แต่มันก็ยังปกป้องซอมบี้สติปัญญาอย่างสุดชีวิตใช้ตัวเองบังหอกที่เข้ามาอีกรอบ ร่างของซอมบี้ไททันเป็นเหมือนกับเม่นตายลงไปในทันที ทำให้ซอมบี้สติปัญญารอดมาได้

ไนเรลเองก็ตกใจเช่นกัน ว่าใครกันที่ช่วยพวกเขาไว้ แต่เมื่อสั่งเกตดี ๆ ก็รู่สึกคุ้นเคยขึ้นมาในทันที และแล้วเจ้าของหอกก็ออกมาจากป่ามันไม่คิดว่าการซุ่มโจมตีไนเรลในครั้งนี้จะพลาด เนื่องจากมีเจ้ายักษ์โง่สองตัวมาขวางไว้

“จิ้งจกหางหอก” ทั้งไนเรลและเอวาพูดออกมาพร้อมกัน

“มันมาอยู่นี่ได้อย่างไร?”

“มันคือตัวอะไร ถอยก่อนหรือไม่” หมาป่าพูดออกมาในทันที สัญชาตญาณของมันเตือนว่าสัตว์กลายพันธุ์ตัวนี้อันตรายมาก

จิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ ขั้น 4 มองไปที่ไนเรลด้วยดวงตาที่เหลือข้างเดียว จิตสังหารที่แทบจะก่อตัวขึ้นมาเป็นสสารพุ่งตรงไปหาไนเรลในทันที

นี่คือชายที่ทำให้คู่ของมันตายและสูญเสียดวงตาไปอีกข้าง จะมีความแค้นใดที่มากไปกว่านี้อีก

แต่แน่นอนว่ามี มันคือซอมบี้สติปัญญาที่ตอนนี้ติดอยู่ระหว่างกลางของจิ้งจกหางหอก และ ไนเรล จนแม้แต่ตัวมันก็โกรธแค้นต่อทั้งมนุษย์ที่ล่าฆ่ามันอยู่ได้

และบัดซบจิ้งจกตัวนี้ที่มีความแค้นกับเจ้ามนุษย์นั้น แต่กลับโจมตีไปที่มันจนองครักษ์ของมันตายไปสองตัวปิดประตูหนีของมัน ต้องมาตกอยู่ในตรงกลางของความแค้น แม้แต่ขยับตัวยังไม่กล้า

ถ้าพวกแกมีความแค้นกันก็ไม่เคลียกันให้เสร็จได้ก่อนหรือไม่

“พาเอวาถอยออกไปก่อน” ไนเรลพูดออกมาขณะที่จ้องไปที่จิ้งจกหางหอกตาเดียว เขารู้ว่ามันจะต้องไม่หยุดอย่างแน่นอนต่อให้เขาหนีกลับเข้าไปในกำแพง

ด้วยความสามารถของมันนั้นสามารถถล่มกำแพงลงมาได้อย่างง่ายดาย แลพเมื่อถึงตอนนั้นทุกอย่างที่ทำมาจะสูญเปล่า

เพราะซอมบี้ที่อยู่นอกกำแพงจะกรูกันเข้าไปในกำแพงและฆ่าทุกคนอย่างแน่นอน

“นายจะทำอะไร? ถ้าจะสู้ก็ต้องสู้ไปด้วยกัน”

“ไม่จำเป็น เธอจะเกะกะเปล่า ๆ” จากนั้นเขาก็หันไปมองหมาป่าที่อยู่ด้านข้าง “อีกอย่างเขาก็เริ่มจะไม่ไหวแล้ว ถ้าไม่กลับไปตอนนี้ก็อาจจะสายเกินไป”

คนที่ไนเรลหมายถึงก็คือ หมาป่าสูงสามเมตร เพราะตอนนี้มันก็เกือบ ครึ้งชั่วโมงแล้วที่เขากลายร่างเป็นร่าง [หมาป่าเทา B] ซึ่งมันทำให้เขามีพลังที่มากขึ้นแทบจะเรียกว่าต่อสู้กับซอมบี้ขั้น 3 ได้

แต่แน่นอนว่าทุกอบ่างก็มีข้อแลกเปลี่ยน เพราะเขาไม่ได้ใช้ร่างของอมุษย์ แต่เป็นร่างสมบูรณ์ทำให้ใช้พลังที่มีอยู่หมดไปอย่างรวดเร็ว และที่สำคัญถ้าอยู่ในร่างนี้นานเกินไปก็อาจจะเสียสติกลายเป็นสัตว์ร้ายไปจริง ๆ

“ถอยก่อนเถอะ ฉันไม่เป็นอะไร” ทันทีไนเรลพูดจบ เขาก็วิ่งเข้าหาจิ้งจกหางหอกในทันที

“เดี๋ยวก่อน ตอนไม่ใช่เวลาที่จะมาเป็นเพราะเอกนะ” เอวาตะโกนออกมาสุดเสียง เพราะเธอคิดว่าไนเรลจะถ่วงเวลาให้เธอหนี

ซึ่งเธอไม่ยอมให้มันเป็นอย่างนั้นแน่นอน แต่จิ้งจกหางหอกก้ไม่รอให้พวกเขาได้คุยกันมากกว่านี้ พุ่งตรงเข้ามาในทันที

ไนเรลหันไปมองเอวาและกล่าว “ไม่มันต้องเป็นตอนนี้เท่านั้น”

ทันทีที่พูดจบไนเรลก็วิ่งเข้าใส่จิ้งจกห่างหอกในทันที ร่างกายของไนเรลขยายออกเป็นกิ้งก่ายักษ์จากความสามารถ [กิ้งก่ายักษ์ B] อย่างรวดเร็ว

ตัวของเขาขยายใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ จนมีขนาดถึง 200 เมตร ซึ่งตัวใหญ่กว่าจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ ขั้น 4 ซะอีก

หัวของกิ้งก่ายักษ์ชนเข้ากับจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์จนมันถึงกับกระเด็นถอยหลังไปในทันที

คำราม!!!!!!!!!!!!!!

ไนเรลที่อยู่ในร่างของกิ้งก่ายักษ์คำรามออกมาเมือนดังราชามังกร ซึ่งที่จริงมันก็ไม่ต่างจากมังกรในสายตาของมนุษย์ชั้นสูงทุกคนที่เข้ามาร่วมภารกิจฆ่าซอมบี้สติปัญญา

จิ้งจกหางหอกส่ายหัวไปมาด้วยความงุนงง มันไม่รู้ว่าอยู่ ๆ เจ้ากิ้งก่านี่มาได้อย่างไร แต่มันได้กลิ่นของมนุษย์บัดซบนั้นจากกิ้งก่าตัวนี้ ดังนั้นกิ้งก่าตัวนี้น่าจะเป็นเจ้ามนุษย์คนนั้น ถ้าฆ่าซะก็คงไม่ต่างกัน

ทั้งจิ้งจกหางหอกและกิ้งก่ายักษ์ไนเรลต่างคำรามและพุ่งเข้าใส่กันในทันที

ตอนที่ 44 นิเรียดวงตาเทพ

เสียงรถไฟ!!!!

รถไฟเหล็กที่ดูล้ำสมัยที่ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติถึงเท่าตัว ตัวขบวนยาวกว่า 1 กิโลเมตร ด้านบนโบกี้รถไฟเต็มไปด้วยปืนใหญ่และระบบอาวุธป้องกันที่ทันสมัยที่สุดของมนุษย์นะตอนนี้ มันวิ่งไปบนรางด้วยความเร็วกว่า 500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

นิเรียมองไปที่ตามด้านข้างที่เต็มไปด้วยต้นไม้และสัตว์กลายพันธุ์ขนาดเล็กที่ต่างวิ่งหลบเจ้าอสูรเหล็กนี้

ตอนนี้เธอกังวลเป็นอย่างมากเนื่องจาก เมื่อสองวันก่อนเธอได้รับข่าวว่ามีซอมบี้จำนวนกว่า 6 แสนตัวที่ได้โจมตีค่ายลี้ภัย 101 ซึ่งทันทีที่ทราบข่าว ทางกองทัพของเมืองหลวงใหม่ของไทกีล่าก็เรียกรวมทหารและหน่วยโล่ที่มาจากค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 และให้เดินทางกลับไปที่ค่ายในทันที พร้อมด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัย

ถึงขบวนรถไฟจะออกเดินทางด้วยความเร็วสูงสุด แต่มันก็ต้องใช้เวลากว่า 36 ชั่วโมงโดยไม่หยุดพัก เพื่อเดินทางนับหมื่น ๆ กิโลเมตรจากเมืองหลวงใหม่ไปที่ค่ายลี้ภัย

หวอ!!!

ทันใดนั้นเสียงสัญญาณป้องกันของตัวรถไฟก็ดังขึ้นมา มันคือระบบแจ้งเตือนเมื่อตรวจพบพลังงานของสิ่งมีชีวิตที่สูง

“เกิดอะไรขึ้น?”

“มีสัตว์กลายพันธุ์ขนาดยักษ์กำลังบินเข้ามาใกล้ขบวนด้วยความเร็วสูง”

“ยืนยัน มันคือ นกยักษ์กลายพันธุ์ ขั้น 4 อินทรีทองคำ”

“เปิดใช้ระบบอาวุธ ฆ่ามันซะ”

“ครับ”

ระบบอาวุธทั้งหมดของรถไฟหันปากกระบอกปืนไปที่นกอินทรีทองคำในทันที

ปัง! ตูม!

ทั้งใหญ่และปืนกลยิงหนักไปที่อินทรีทองคำในทันทีแต่เพราะมันเร็วเกินไปจึงหลบหลีกได้ในทุก ๆ ครั้ง

ปัง!

อินทรีทองคำใช้กรงเล็บของมันโจมตีไปที่โบกี้รถไฟ แรงกระแทกของมันทำให้ทั้งขบวนสั่นสะเทือนในทันที

ถึงแบบนั้นตัวรถไฟก็ไม่ได้เสียหายมากนัก นอกจากรอยกรงเล็บของอินทรีทองคำเล็กน้อยเท่านั้น

แต่ถึงแบบนั้นอินทรีทองคำก็ยังโจมตีที่ขบวนอย่างต่อเนื่อง

“แย่แล้ว ถ้าเป็นแบบนี้ขบวนได้เสียหาย และอาจจะตกรางได้ ต้องรถความเร็วลง”

“ไม่ต้อง ไปเรียกร้อยเอกหญิงนิเรียมา บอกให้เธอใช้ปืนใหญ่พลังงาน E1” ทันใดนั้นก็มีชายอายุราว 50 ปีเดินเข้ามาที่ห้องควบคุม เขาคือพลโท มาราคอฟ

“ครับท่าน”

หลังจากที่ผ่านสักพักนิเรียก็เดินเข้ามา เธอทำความเคารพไปที่พลโทมาราคอฟในทันที จากนั้นก็เข้าไปแท่นปืนใหญ่พลังงาน นี่เป็นครั้งที่ 3 แล้วที่เธอได้ยิงปืนกระบอกนี้

มันคือปืนใหญ่พลังงานที่ใช้แก่นพลังงานเป็นพลังงานหลัก ตัวลำกล้องยาวประมาณแค่ 3 เมตร น้ำหนักประมาณครึ่งตัน ติดตั้งอยู่ด้านบนรถไฟในการยิงแต่ละนัดนั้น มันต้องใช้แก่นพลังงานขั้น 2 หนึ่งชิ้น

นี่คืออาวุธพลังงานที่ใช้เทคโนโลยีล่าสุดและทันสมัยที่สุดของมนุษย์ มันสามารถฆ่าได้แม้แต่สัตว์กล้ายพันธุ์ขั้น 4 แต่มันก็มีข้อเสียนั้นก็คือ ถ้าเจอกับสัตว์กลายพันธุ์ที่เคลื่อนที่เร็ว แม้แต่ตัวเซนเซอร์ก็ตอบสนองไม่ทัน เพราะถึงแม้จะตรวจจับทันแต่ก็ไม่สามารถเล็งเป้าได้ทัน ดังนั้นจึงต้องใช้มนุษย์ชั้นสูงที่มีความสามารถ ที่สามารถคาดการและตอบสนองได้ทันเพื่อควบคุมปืนใหญ่พลังงาน เพราะถ้าการยิงไม่โดนหนึ่งครั้งก็เท่ากับโยนแก่นพลังงานทิ้งไปโดยเปล่าประโยชน์

นิเรียส่งสัญญาณว่าพร้อมแล้วในทันที

“ใส่แก่นพลังงาน ATP ได้”

“เริ่มชาร์จพลังงาน อยู่ที่ 10% 20% 50% 70% 80% 100%”

“พลังงานพร้อมแล้ว”

“ร้อยเอกจัดการได้”

“รับทราบค่ะ” นิเรียเริ่มใช้ความสามารถของเธอ ทันใดนั้นดวงตาของเธอก็เปลี่ยนเป็นสีทอง ภาพที่เธอมองไปที่อินทรีทองคำก็ช้าลง ทั้งความเร็วและทิศทางของมันถูกเธอคลาดการในทันที

นกอินทรีที่ตอนนี้บินอยู่ด้านบนมันรู้สึกได้ถึงอันตรายจากจุดที่นิเรียอยู่ในทันที สัญชาตญาณบอกให้มันหนีแต่มันก็คิดว่ามนุษย์ตัวเล็ก ๆ จะทำอะไรกับมันได้

คำราม!

นกอินทรีทองคำบินโผลเข้าใส่ปืนใหญ่พลังงานหมายจะจัดการกับภัยคุกคามที่เป็นอันตรายกับมันก่อน และค่อยจัดการกับคนที่เหลือ

แต่มันก็สายไปนิ้วของนิเรียค่อย ๆ สัมผัสไปที่ปุ่มยิงอย่างช้า ๆ เสียงหายใจที่ค่อย ๆ ผ่อนออกมาอย่างแผ่วเบา

บูม!

พลังงานจำนวนมหาศาลถูกยิงออกไปในทัน นกอินทรีที่เห็นพลังงานที่เข้ามามันก็รู้สึกกลัวเป็นอย่างมาก รีบบินถอยห่างออกไปในทันที แต่มันก็สายไปเสียแล้ว เพราะพลังงานที่ถูฏยิงออกมา ยิงเข้าไปที่กลางลำตัวของมันจนเป็นรูขนาดใหญ่ตายไปในทันที

ถ้ามันเชื่อสัญชาตญาณตั้งแต่แรกก็ไม่ต้องตายลงแบบนี้

“สุดยอด สมกับเป็นนิเรียดวงตาเทพจริง ๆ”

“นี่คือ สัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 ตัวที่ 3 เธอได้ฆ่าแล้ว”

“เธอยังโสดอยู่หรือไม่? ฉันอยากแต่งงานกับเธอ”

“นายอยากตายก็เชิญ เธอถูกเรียกว่าเจ้าหญิงของหน่วยโล่มีผู้ชายหลายคนจ้องเธอตาเป็นมัน แต่นายเข้าไปจีบเธอละก็รับรองว่ามีมนุษย์ชั้นสูงเป็นร้อย ๆ ได้รุมฆ่านายแน่”

ยังไม่ทันที่ชายคนนั้นจะพูดจบหน่วยโล่หลายคนก็เข้ามารุมรฃล้อมชายคนนั้นในทันที

“เดี๋ยวฉันก็แค่พูดเล่น….อ๊าก”

หลังจากนั้นรถไฟก็จอดลงและเก็บซากของนกอินทรีทองคำขั้น 4 และออกเดินทางอีกครั้งเพราะพวกเขาเสียเวลามามากแล้ว

ประตูทางทิศเหนือตอนนี้จีซัสกำลังแช่แข็งซอมบี้จำนวนนับพันธุ์จนกลายเป็นรูปปั้นน้ำแข็ง แต่ในขณะเดียวกันเข้าก็เผชิญกับการลอบโจมตีของซอมบี้เงาขั้น 3 ในหลายครั้ง

ถึงแม้ว่าจะสามารถหลบได้ เนื่องจากตอนนี้มันเป็นเวลากลางวันทำให้เห็นพวกมันได้ชัด แต่ถ้าเป็นในเวลากลางคืนที่จะมาถึงละก็ความน่ากลัวของซอมบี้เงาก็จะเพิ่มขึ้นอย่างน้อย 1 เท่าตัวอย่างแน่นอน

“ซอมบี้ไททันขั้น 3 อีกแล้ว”

“หน่วยดาบถอยก่อนเร็ว”

ที่ศูนย์บัญชาการใหญ่ ทั้งพลตรีวินเซนต์ และรัฐมลตรีพาลเมอร์ พร้อมด้วยนายทหารและเจ้าหน้าที่อีกหลายคนกำลังมองดูภาพจากแนวหน้าประตูทิศเหนือ ประตูตะวันตก และประตูตะวันออก

“ตอนนี้สถานการณ์น่าเป็นห่วงมาก แนวรบกว่า 10 กิโลบางจุดถอยร่นลงมาแล้ว เนื่องจากซอมบี้ไททันมันใช้ตัวเองบังกระสุนเพื่อให้ซอมบี้ตัวอื่น ๆ เข้ามาประชิดทหารของเรา”

“ปัญหาอีกอย่างคือพวกซอมบี้ระเบิดชีวะภาพ ถ้าเรายังไม่สามารถแก้ปัญหานี้ได้ละก็ทหารของเราทั้งหมดได้กลายเป็นซอมบี้หมดแน่”

“ตอนนี้เหลือทหารเท่าไหร่”

“เหลือทหารที่ประตูทิศเหนือและแนวหน้าประมาณ 1 กองพล (1 กองพล = 11,264 นาย) ”

“ทางทิศตะวันตกอยู่ราว ๆ 4 กองร้อย และทิศตะวันออกอีก 2 กองร้อย (1 กองร้อย = 176 นาย) ”

“ยื้อเวลาให้ถึง เทียงคืนแล้วถอนกำลังทหารจากแนวหน้ากลับมาที่กแพงเราจะใช้กำแพงเป็นแนวป้องกันสุดท้าย ขอแค่ต้านให้นานที่สุดรอรถไฟกำลังเสริมที่จะมาถึงในตอนเย็นของวันพรุ่งนี้”

“ท่านพลตรีวินเซนต์ ทางประตูตะวันตกขอกำลังทหารสนับสนุนครับ เขาบอกว่ามีซอมบี้นับแสนอยู่ทางนั้นไม่สามารถต้านได้นาน”

“จะเป็นไปได้อย่างไร พวกเขาไม่ได้ขอให้พวกบริษัทพาราซัสช่วย? พาราซัสมีกองกำลังของตัวเองตั้ง 1,000 คน”

“ขอแล้วครับแต่ทางบริษัทพาราซัสบอกว่า ถ้าต้องการให้ช่วยก็ต้องจ่ายค่าตอบแทน เพราะพวกเขาไม่ยอมให้คนของตัวเองไปตายแบบฟรี ๆ”

“บัดซบพวกพาราซัส ทั้งที่สำนักงานย่อยของตนเองตั้งอยู่ที่นั้น แต่ก็ยังจะมาเรียกร้องค่าตอบแทน ทำไมเบื่องบนถึงได้ทนกับพวกมันได้” พลตรีวินเซนต์ ด่าออกมาด้วยความเกี้ยวกลาด แต่คนที่ดูจะโกรธแบบสุด ๆ กลับเป็นรัฐมลตรีพาลเมอร์ ถึงแบบนั้นเขาก็พยายามสงบตัวเองไว้เพราะ ถึงอย่างไรฝั่งตะวันตกก็ยังมีประชาชนอีกหลายแสนคน จะปล่อยให้พวกเขาตายไม่ได้

“ตอบตกลงไป” รัฐมลตรีพาลเมอร์พูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นดังน้ำแข็ง

“ท่านจะให้พวกมันขูดเลือดขูดเนื้อเราในตอนนี้….” พลตรีวินเซนต์ รีบท้วงออกมาทันที แต่รัฐมลตรีพาลเมอร์ก็ยกมือห้ามเอาไว้

“ทางฝั่งตะวันออกละ พวกเขาขอกำลังทหารเพิ่มหรือไม่”

“ไม่ครับ เพราะทางนั้นมีนักล่าที่อ้างว่าเป็นสมาพันธ์นักล่า และมนุษย์ชั้นสูงจำนวนมาก ออกไปสู้กับซอมบี้ และให้ทหารค่อยจัดการกับซอมบี้กลายพันธุ์ ซึ่งน่าจะยังสามารถต้านไว้ได้อยู่”

“หืมตั้งแต่เมื่อไหร่กันที่มีสมาพันธ์นักล่า”

“พวกเราตรวจสอบแล้ว คนที่ดูเหมือนจะเป็นผู้นำคือ ไนเรล จากตะกูลชั้นสูง อาโรเดีย หลานชายของ เนโค อาโรเดีย”

“ไนเรล ไอ้หนุ่มนั้นนะหรือ เขาคิดจะทำอะไร?” พลตรีวินเซนต์กล่าวออกมาด้วยความแปลกใจในทันที

รัฐมลตรีพาลเมอร์ได้ยินเช่นกันก็ถึงกับเงียบลงไปในทันที และดูเหมือนว่าสายตาของเขาจะเป็นประกายเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้

“ช่างเป็นพวกที่ทะเยอทะยานจริง ๆ คิดที่จะรวบรวมนักล่าทั้งค่ายโดยการแสดงให้เห็นถึงอำนาจของตนเองในการสู้กับซอมบี้ และใช้อาหารเป็นแหล่งประกันในอำนาจ”

“แจ้งให้ทุกหน่วยจับตาดูพวกเขาไว้ ดูเหมือนเราจะมีขั้วอำนาจเกิดขึ้นมาอีกหนึ่งแล้วภายในค่ายลี้ภัยตะวันออก 101”

รัฐมลตรีพาลเมอร์สั่งการลงไปในทันที

ถ้าจบเรื่องนี้ลงค่ายยังอยู่ สมาพันธ์นักล่าจะกลายเป็นอีกขั้วอำนาจในค่ายลี้ภัยแห่งนี้ที่เกิดขึ้นมา แต่เขาหารู้ไม่ว่าประเมินความสามารถของสมาพันธ์นักล่าต่ำเกินไป

เพราะเขาคงคิดไม่ถึงว่าไนเรลไม่ได้ใช้แค่ผลมันโลหิตเป็นหลักประกัน แต่ใช้ผลคริสตัลวิวัฒนาการ ใครจะไม่อยากเป็นมนุษย์ชั้นสูง นี่คือสิ่งที่ช่วยให้ได้พลังและทำให้อายุยืนยาว ทุกคนต้องการมันอย่างแน่นอน และไนเรลก็คิดวิธีในการใช้มันไปไกลกว่าที่พาลเมอร์จะคาดถึงได้

 

ประตูทางทิศตัววันออก ไนเรล เอวา เอียนและ มนุษย์ชั้นสูงที่อาสาอีก 8 คนได้แอบออกไปที่ด้านข้างแล้ว โดยที่ไม่ให้ซอมบี้สติปัญญาสังเกตเห็น

ไนเรลไม่ได้พาพวก เจแดน ดีแลน เกรย์สัน ลีวาย แมทธิว เพราะทันทีที่กลุ่มของไนเรลไปจัดการกับซอมบี้สติปัญญา ที่จุดนี้จะต้องรับมือกับซอมบี้จำนวนมาก เขาจึงให้ทั้ง 5 คนคอยช่วยเสริมกำลังของผู้พิทักษ์ เพราะถึงอย่างไรนี่ก็เป็นศึกแรกของพวกเขา มันทำให้มีผู้พิทักษ์ที่ประมาทตายไปบ้างแล้ว และคาดว่าจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ

“เตรียมตัว รอให้ซอมบี้ขั้น 2 และ ขั้น 3 มาถึงผู้พิทักษ์ เราจะอ้อมไปในทันที เวลาในการจัดการกับซอมบี้สติปัญญามีแค่เท่าที่พวกผู้พิทักษ์ถ่วงเวลาซอมบี้กลายพันธุ์พวกนี้ไว้ให้เท่านั้น”

“ถ้าพวกมันกลับไปช่วยซอมบี้สติปัญญาได้เราจะโดนล้อมหน้าล้อมหลัง อย่างแน่นอน”

หลังจากที่รออยู่ไม่กี่10 นาที ซอมบี้กลายพันธุ์ที่ซอมบี้สติปัญญาส่งออกมาก็มาถึง ผู้พิทักษ์แล้ว

“สู้มัน!!!”

“ถ่วงเวลาไว้ตามที่ท่านประทานไนเรลสั่ง”

“ใครบอกว่าเราจะแค่ถ่วงเวลา พวกเราจะฆ่ามันตั้งหาก”

“ทุกคนลุย”

คนของสมาพันธ์ไม่มีใครกลัว พวกเขาดูออกจะกระหายเลือดเป็นอย่างมาก เข้าไปล้อมจัดการกับซอมบี้ขั้น 2 ในทันที ถึงพวกเขาจะลุมฆ่ามันลงได้โดยใช้จำนวนคนเข้าว่า แต่เมื่อเจอกับซอมบี้ขั้น 3 ก็ต้องยอมถอยออกมา เพราะพวกเขาไม่สามารถทำอะไรได้

“อ๊าก!!!”

“บัดซบผู้พทักษ์ตายไปอีกคนแล้ว”

“อย่าหันหลังให้ซอมบี้เงา พยายามจับกลุ่มกันไว้”

ผู้พิทักษ์พยายามล้อมและหลอกล่อ เพื่อให้พวกทหารที่อยู่ด้านบนกำแพงใช้ปืนใหญ่ยิงพวกมัน นั้นจึงทำให้สถานการณ์ของพวกเขายังสามารถยื้อไว้ได้แต่กลับกัน คนธรรมดาที่ตามออกมาตอนนี้เมื่อไม่มีผู้พิทักษ์คอยเป็นกำแพงให้ ก็มีซอมบี้จำนวนมากถาโถมเข้าใส่พวกเขา ทำให้ผู้คนนับพันนับหมื่นพากันล้มตายลงไปเรื่อย ๆ

“ช่วยด้วย…”

“ถอยเร็ว”

“กลับไปที่ประตู”

“รวมกัน พวกเราต้องรวมกัน อย่าแยกออกไป”

คนที่แยกออกไปตายลงไปในทันทีโดยซอมบี้เงาที่อ้อมมาจัดการ แต่ซอมบี้ตัวนั้นก็โดนพกทหารฆ่าตายไปเช่นกัน นั้นทำให้ทุกคนจับกลุ่มสู้ต่อในทันที

ไนเรลเคลื่อนที่เข้าหาซอมบี้สติปัญญาโดยอาศัยฝูงซอมบี้เป็นที่กำบัง เขาจัดการฆ่าพวกมันและหายไปในจุดต่อไปในทันที

ทั้งกลุ่มอยู่ห่างจากซอมบี้เพียงแค่ไม่กี่ร้อยเมตรเท่านั้น

ในขณะที่ซอมบี้สติปัญญาที่ตอนนี้กำลังสนใจในการออกคำสั่งฆ่ามนุษย์ที่หน้าประตูอยู่จนมันไม่ได้สั่งเกตุถึงพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

“ลงมือ”

ทันใดนั้น ปืนที่ร้อมเมตรรอบตัวของซอมบี้สติปัญญาก็มีสนามแรงโน้มถ่วงที่อึ้งขึ้นมาในทันที

“เกิดอะไรขึ้น” มันพูดออกมาในแบบภาษาของมนุษย์ด้วยความแปลกใจ แต่แล้วสนามแรงโน้มถึงก็หนักขึ้นกว่าเดิม

ซอมบี้ไททันที่แบกบัลลังก์กระดูกอยู่ถึงกลับ รับน้ำหนักของตัวเองไม่ไหว คุกเข่าลงไปข้าง ซอมบี้สติปัญญาที่นั้งอยู่เสียหลังหล่นลงมาในทันที

ขณะที่ซอมบี้เงาที่ตอนนี้ก็ไม่สามารถเคลื่อนที่ได้เช่นกันจะมีก็แต่ซอมบี้ปีกที่บินถ่อยหนีออกไปได้ทัน

ในตอนนี้เองที่ซอมบี้สติปัญญาเห็นดาบของไนเรลที่ถูกปาเข้ามาดังหอกตรงไปที่หัวของมัน

“ไม่…”

ตอนที่ 43 กลยุทธ์เครื่องบดเนื้อ

ณ ประตูทิศตะวันออก เสียงโฮ่ร้องของมนุษย์ที่ปลุกระดมความกล้าของทุกคน ดังขึ้นไม่ขาด ตั้งแต่คนธรรมดา นักล่า มนุษย์ชั้นสูง ทหาร ไปจนถึงคนของสมาพันธ์นักล่า ต่างวิ่งออกไปรวมกันเป็นกลุ่มคลื่นมนุษย์ เข้าปะทะกับฝูงซอมบี้กว่าหนึ่งแสนตัว

ในขณะที่มีไนเรลที่อยู่ตรงกลางฝูงซอมบี้จัดการฟาดฟันซอมบี้ธรรมดาอย่างกระหายเลือด

ทั้งเศษเนื้อและเลือดของมันนั้นเปรอะเปื้อนไปทั่วทั้งตัว แต่มันก็ไม่สามารถบดบังความน่ากลัวของดาบหนักยักษ์ที่ใบดาบหักครึ่งลงเลย

ในแต่ละครั้งที่เขาฟาดดาบ ศีรษะของซอมบี้ที่สัมผัสโดนจะแตกออกเหมือนกับแตงโม ที่โดนฟาดด้วยไม้เบสบอล

“ตาย ๆ ตาย ๆ” ไนเรลไม่ต้องเล็กเลยแม้แต่น้อย เพราะเพียงแค่เข้าจัดการฆ่ามันไป 10 ตัวต่อ 1 การฟัน ซอมบี้ก็จะดาหน้าเข้ามาแทนตัวที่ตายอีก 20 ตัว

ถึงแบบนั้นซอมบี้เหล่านี้ก็ไม่สามารถสร้างแม้แต่รอยขีดข่วนให้กับผิวหนังของร่างอมุษย์กิ้งก่าได้เลยแม้แต่น้อย

สิ่งที่เขาต้องระวังจริง ๆ ก็คงจะเป็นการรุมล้อมของซอมบี้ ขั้น 2 ซึ่งแน่นอนว่าเขาก็จะจัดการมันทีละตัวก่อนที่มันจะได้รุมฆ่าเขา

ในตอนนี้เองที่ซอมบี้เงา ขั้น 2 สองตัวที่แอบอยู่ในฝูงของซอมบี้นั้นได้พรุ่งตรงมาที่เขา ถึงแบบนั้นด้วยความสามารถ [ตรวจจับความร้อน C] ทำให้เขาแยกมันออกจากซอมบี้ปกติได้อย่างง่ายดาย

ซอมบี้ปกตินั้นจะมีความร้อนเฉพาะที่ศีรษะที่ปล่อยออกมาเล็กน้อยเหมือนดังเปลวเทียน ซึ่งมันก็คือความร้อนที่ออกมาจากสมองที่ยังคงสั่งการทำงานของร่างกายที่ตายแล้วได้อยู่

ในขณะที่ซอมบี้ที่มีระดับสูงมาก ร่างกายของพวกมันก็จะวิวัฒนาการ และสร้างรูปแบบชีวิตขึ้นมาใหม่เปลี่ยนจากความตายกลายเป็นชีวิต สิ่งเหล่านี้คือความมหัศจรรย์ของชีวิตอย่างหนึ่ง ตามที่การวิจัยในชีวิตก่อนหน้าของเขาที่รัฐบาลประกาศออกมา ซึ่งข้อมูลเหล่านี้ก็เป็นข้อมูลทั่วไปที่ผู้รอดชีวิตทุกคนเรียนรู้

โดยเฉพาะซอมบี้ที่มีระดับสูงขึ้นพวกมันก็พัฒนาจนกลายมาเป็นหนึ่งในเผ่าพันธุ์แห่งความตายของโลกใบนี้

เนื่องจากว่าพวกซอมบี้นั้นมองทุกสิ่งเป็นเพียงแค่อาหารเท่านั้น แต่มันก็ไม่ได้ต่างจากมนุษย์เราในสมัยก่อนมากนักที่กินทุกอย่างที่สามารถกินได้ สืบพันธุ์และขยายเผ่าพันธุ์ออกไปเป็นเหมือนกับโรคระบาดหรือไวรัส

ถึงขนาดมีนักวิจัยและนักเขียนหลายคนเขียนบทความที่ว่า “มนุษย์ก็เหมือนกับเชื้อไวรัสที่กัดกินโลกใบนี้ และตอนนี้โลกใบนี้ได้ส่งเซลล์เม็ดเลือดขาวที่สามารถฆ่าไวรัสลงมาแล้วนั้นก็คือ ซอมบี้ เพื่อมาปรับสมดุลของโลก เพื่อไม่ให้โลกตาย”

แต่ไนเรลก็ไม่ได้ใส่ใจเพราะถ้าโลกใบนี้ต้องการกับจัดเขาที่เป็นไวรัส เขาก็จะเป็นไวรัสที่แข็งแกร่งที่สุดจนแม้แต่โลกทั้งใบก็ต้องยอมกล้มหัวให้

ในขณะที่ซอมบี้เงาซุ่มโจมตีเขาอยู่มันก็ได้โอกาสในการจัดการกับไนเรล เพราะในที่สุดดาบหนักยักษ์ก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไปมันพังขนเหล็กแตกออกเป็นชิ้น

“คำราม!!!!!!” ซอมบี้เงาทั้งสองตัวเมื่อมันได้โอกาสก็เลือกโจมตีเขาทันที แขนของที่เป็นดาบของมันพุ่งตรงไปที่จุดตายของเขาทุกจุด มันคิดว่าอย่างไรไนเรลก็ไม่สามารถหลบได้อย่างแน่นอน

และก็เป็นอย่างที่มันคิดเพราะไนเรลไม่ได้หลบ แต่เขาเลือกที่จะโจมตีสวนกลับไปโดยการจับไปที่แขนขวาที่เป็นบดาบของมัน และกระชากฟาดมันลงกับพื้น

ซอมบี้เงาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและตกใจกับการที่โดนจับฟาดในครั้งนี้ ซึ่งทำให้มันมีสภาพสาหัสปางตายเลยทีเดียว

“หืม ยังไม่ตายอีก” ซอมบี้เงาพยายามดิ้นถอยออกห่างจากไนเรลอย่างสุดชีวิต แต่มือของเขาราวกับคีมล๊อคที่ไม่ว่าจะดิ้นมากแค่ไหนก็ไม่สามารถหลุดไปได้

มันพยายามที่จะใช้ขาที่เป็นดาบโจมตีไปที่เขา แต่ไนเรลก็ใช้อาวุธของมันเล่นงานมันเอง โดยใช้มือที่จับแขนขวาซึ่งเป็นใบดาบของซอมบี้เงาอยู่ฟันไปที่อีกแขนซ้ายของมันจนมันขาดออกจากกัน จากนั้นเขาก็ใช้ดาบซอมบี้เงาแขนซ้างตัดหัวของมันทันที โดยที่ซอมบี้เงายังไม่ทันร้องจากการที่เสียแขนซาบไปมันก็โดนไนเรฆ่าตายไปซะก่อนแล้ว

ซอมบี้เงาที่เห็นว่าพวกของมันตายไปก็ร้องออกมาด้วยความโมโหและพุ่งตรงมาหาไนเรลทันที แต่ก่อนที่มันจะถึงตัวของเขาเพียงแค่ไม่กี่เมตรมันก็โดนดาบซอมบี้เงาที่ตัดหัวพวกของมันปักเขาที่กลางศีรษะ

และแน่นอนว่าดาบเล่มนั้นก็คือไนเรลที่เป็นคนปาออกมานั้นเอง

“เป็นซอมบี้ที่โง่ซะจริงที่เอาแต่เคลื่อนที่เป็นเส้นตรง” ไนเรลกล่าวออกมาอย่างดูแคลน จากนั้นเขาก็ตัดขางทั้งสองข้างของซอมบี้เงามาเป็นดาบซอมบี้เงา เขาเลาะเอาเนื้อตรงต้นขาออกจจนเหลือแต่ ใบดาบที่คมกริบและกระดูกด้านจับที่ถูกพันด้วยเศษผ้าของซอมบี้แถวนั้นเพื่อกันมันลื่นจากเลือดของซอมบี้

“แค่นี้ก็คงพอจะใช้ไปได้ก่อน” ไนเรลจัดการกับซอมบี้แถวนั้นพร้อมกับถอยมารวมกับทุกคนเพราะตอนนี้มีซอมบี้ปีกกับซอมบี้เงาขั้น 3 เล็งเป้าหมายมาที่เขาแล้ว

ตลอดทางที่เขาถอยออกมาก็จัดการกับซอมบี้ไปอีกนับ ร้อยนับพันตัว ในตอนนั้นเองที่ซอมบี้ปีก ขั้น 3 ตัวหนึ่งได้โฉมลงมาที่เขาแต่มันก็ยังไม่ทันจะถึงตัวก็โดนจรวจRPG เข้าไปที่กลางหลังอย่างแรง

“คำราม!!!!!!!”

มันร้องคำรามพร้อมกับร่างที่ล่วงลงมาจากแรงระเบิดตกลงสู่พื้น ซอมบี้ปีกรีบจัดการทรงตัวและบินขึ้นในทันที

“สายไปแล้ว” ไนเรลก็โดดขึ้นไปบนหลังของมันจากนั้นก็จัดการใช้ดาบซอมบี้เงาเสียบไปที่กลางหลังของมัน ซอมบี้ปีกพยายามพลิดตัวใช้ขาที่เป็นเหมือนกับกรงเล็บของนกจับเขา แต่ไนเรลที่อยู่ด้านหลังของมันนั้นเรียกด้ว่าเป็นจุดบอดการโจมตีของมันเลยก็ว่าได้

มันพยายามบินขึ้นไปบนท้องฟ้า ไนเรลจึงดึงดาบซอมบี้เงาที่อยู่ในมือขวาออกจากแผ่นหลังของมันและฟันเข้าไปอย่างเต็มแรง ถึงผิวหนังของมันจะเหนี่ยวจนสามารถกันกระสุนปืนที่ต่ำกว่า 9มม. ได้แต่มันก็ไม่ได้ได้หนาและมีการป้องกันเท่ากับซอมบี้ไททัน ดังนั้นดาบซอมบี้เงา ขั้น 2 ก็สามารถตัดผ่านผิวหนังของมันได้

“คำราม!!!”

ปีกของซอมบี้ถูกตัดออก มันเสียการทรงตัวร่วงลงกับพื้นอย่างแรง ดิ้นไปมา ไนเรลไม่รอช้าใช้ดาบที่อยู่ในมือขวาแทงเข้าด้านหลังของศีรษะด้วยแรงของแขนทั้งสองจนดาบทะลุสมองซฮมบี้ปีกตายไปในทันที

นี่คือซอมบี้ขั้น 3 ตัวที่สองที่เขาฆ่าไป

มนุษย์เจ้าต้องตาย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ทันทีที่ซอมบี้ปีกขั้น 3 ตายไป ซอมบี้สติปัญญาก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้วมันไม่สามารถทนดูให้มนุษย์บัดซบนั้นฆ่าเหล่าบริวารที่มันสร้างขึ้นมาด้วยความยากลำบากตายไปได้อย่างนี้

“มันเคลื่อนไหวแล้ว” ไนเรลมองเข้าไปแนวป่าที่ตอนนี้มีนซอมบี้ไททัน ซอมบี้ปีกและซอมบี้เงา ขั้นสองกว่า 70 ตัว

และที่อยู่ถัดไปเป็นซอมบี้ไททันขั้น 3 กว่า 4 ตัวที่แบกบัลลังกระดูกที่ทำจากกระดูกมนุษย์ โดยมีซอมบี้ปีกและซอมบี้เงาขั้นสามอีกกว่า 10 ตัวเป็นองครักษ์อย่างใกล้ชิด

ซอมบี้สติปัญญาสั่งให้ซอมบี้ขั้นสองทั้งหมดของมันออกไปจัดการกับไนเรลทันที และตามมาด้วยซอมบี้ ปีกและซอมบี้เงาขั้น 3 อีกอย่างละ 4 ตัว ออกไปด้วย

ตอนนี้ทำให้มีซอมบี้ขั้น 3 กว่า 8 ตัวไล่ล่าเขาและตามมาด้วยซอมบี้ขั้น 2 อีก 70 ตัว

“ถอย” ไนเรลไม่รอช้าถอยกลับออกมาทันที ไปรวมกลับทุกคนในทันที

หลังจากที่เขากลับเข้ามาแล้วไนเรลก็สั่งการออกไปในทันที

“เริ่มตั้งใบมีดได้”

ผู้พิทักษ์ทั้ง 35 คนที่ใส่เกาะหนักพร้อมด้วยดาบ แบ่งกลุ่มกันออกเป็น 7 กลุ่มในทันที ตามมาด้วย ผู้พิทักษ์ที่มีความสามารถของสายพลังธาตุอยู่ด้านใน กลุ่ม ทั้ง 7 แยกย้ายกันไปตามความเหมาะสม

ตอนนี้ผู้พิทักษ์ทั้ง 81 คนได้รวมตัวกันเป็นเหมือนใบมีดทั้ง 7 ใบที่หมุนวนสลับกันบดซอมบี้ธรรมดาตายอยู่ตลอดเวลา โดยมีลูกไฟ หอกน้ำแข็ง หลุมดินที่จำกัดการผ่านของซอมบี้ ทำให้กับผู้พิทักษ์ที่ใช้ดาบจัดการกับซอมบี้ได้อย่างง่ายดายมากขึ้น

ตอนนี้เอวาได้มาหยุดยืนอยู่ข้างในเรลมองดูกลยุทธ์เครื่องบดนเนื้อของไนเรลด้วยความประหลาดใจ ไม่ใช่เพียงแต่เธอ แม้แต่ เจแดน ดีแลน เกรย์สัน ลีวาย แมทธิว นักล่าและมนุษย์ธรรมดาคนอื่น ๆ ที่จับ จอบ เสียม เคียวก็ต้องตกใจเช่นกัน

“ซอมบี้พวกนี้มันจัดการได้ง่ายขนาดนี้เลยหรือ”

“ดูซอมบี้พวกนั้นที่วิ่งเข้ามาตายสิ พวกมันเหมือนกับเดินเข้าหาใบมีดในเครื่องบดเนื้อ”

“พวกเราไปช่วยพวกเขากัน”

“เฮ้ ๆ ๆ ”

ตอนนี้ไนเรลให้พวกเขายึดพืนที่ห่างจากกำแพงไปแค่ไม่กี่100 เมตรเท่านั้น โดยมีผู้พิทักษ์สมาพันธ์เป็นใบมีดจัดการซอมบี้ และลดการผ่านของซอมบี้ธรรมดาพวกนี้ ซึ่งมันก็ได้ผล ซอมบี้กว่า 20,000 ตัวถูกกำจัดอย่างรวดเร็ว แต่ที่เป็นบัญหาจริง ๆ คือซอมบี้กลายพันธุ์ ขั้น 2 ที่ตามมาด้านหลัง

โดยเฉพาะซอมบี้ปีก แต่นี่ไม่ต้องเป็นห่วงเพราะมันคือหน้าที่ของทหารที่จะจัดการให้เนื้อบินได้พวกนี้ร่วงลงมาที่ใบมีด

ส่วนซอมบี้ไททันตอนนี้รถถังที่ได้เคลื่อนออกมาจากประตูแล้วมันจอดหยุดอยู่ที่ด้านข้างของผู้พิทักษ์ทั้งสองข้างเป็นเหมือนยักษ์ใหญ่ที่คอยเยียบซอมบี้

ปัง! ปัง! ปัง!

รถถังทั้งสองคันยิงใส่ซอมบี้ไททันในทันที ถึง 1 นัดจะฆ่ามันไม่ได้แต่ถ้าเป็น 10 นัดอย่างไรมันก็ต้องล้มลง

ถึงจะมีซอมบี้หลุดเข้ามาด้านหลังบ้าง แต่มันก็ถูกคนธรรมดารุมฆ่าตาย ด้วยคนนับสิบ ถ้าสิบไม่พอพวกเขาก็จะมาเป็นร้อย

“ยิงไปที่ซอมบี้ไททัน และซอมบี้ปีกเป็นหลัก” พลตรีที่เห็นว่าตอนนี้พวกเขาสามารถจัดการกับซอมบี้ธรรมดาได้นับหมื่นลดจำนวนมันไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาก็สั่งให้ทุกคนหันไปจัดการกับซอมบี้ไททันและซอมบี้ปีกได้อย่างเต็มที่

“ยิง!!!!!!!”

ตูม!

ซอมบี้ปีกที่โดนยิงถล่มด้วยอาวุธทุกอย่างจนเหมือนกับตาข่ายที่ปูพรมลงมาพวกมันก็ได้แต่บินอยู่ห่าง ๆ ระยะของแนวยิงเท่านั้น

แต่ถ้าปล่อยไปแบบนี้ซอมบี้ปกตินับแสนพวกนั้นจะต้องตายหมดอย่างแน่นอน

ซอมบี้สติปัญญาพวกมันก็ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไร จะถอยกลับไปตอนนี้นี้ก็ไม่ทันแล้ว เพราะถึงอย่างไรมันก็ต้องจัดการกับมนุษย์ที่นี่ให้ได้

“คำราม!!!!!!!!!!!!” ซอมบี้สติปัญญาไม่สนใจถึงความสูญเสียอีกมันสั่งให้ซอมบี้ทั้งหมด เดินหน้าเข้าไปโดยไม่ต้องสนใจสิ่งใด

ซอมบี้ไททันเดินนำไปเป็นเหมือนกับกำแพงบังกระสุนให้ซอมบี้ตัวอื่น ๆ

“นายจะเอาอย่างไรต่อ ถ้าไม่จำกัดซอมบี้ไททันพวกนั้นอันตรายเป็นอย่างมาก” เอวามองไปที่ซอมบี้ขณะที่กล่าวออกมา

“ไม่ต้องไปสนใจมัน สิ่งที่เราต้องฆ่าคือ ซอมบี้สติปัญญาตัวนั้น ถ้ามันตายซอมบี้พวกนี้ก็จะกระจัดกระจายกันไปทันที” หลังจากนั้นเขาก็หันไปมองทุกคนและถามออกมา

“ฉันขออาสาสมัครมนุษย์ชั้นสูงสัก 10 คน ในการจัดการกับซอมบี้สติปัญญา”

“ข้า โลแกนขอไปด้วย” ชายวัยกลางคนผู้มีสายตาเหมือนกับผ่านโลกมามาก เดินนำออกมาทันที จากนั้นร่างกายของเขาก็เปลี่ยนเป็นมนุษย์หมาป่าสีเท่าสูง 3 เมตร

“ข้าไปด้วย” ชายหนุ่มร่างเหล็กเดินออกมาด้วยใบหน้านิ่ง ๆ

“ข้าไปด้วยฆ่าซอมบี้บัดซบนี่กัน” ชายชราผู้มีพลังในการใช้สนามพลังโน้มถ่วงเดินออกมา

“ก็แค่ตายเท่านั้นไปกัน”

“ข้าด้วย ไปเป็นวีรบุรุษให้พวกที่หดหัวอยู่ในกำแพงละอายใจกัน”

นักล่าทั้ง 8 คนเดินออกมาบางคนก็ยกมือ บางคนก็กำหมัดต่อยเข้าหากันเพื่อแสดงพลัง บางคนก็เดินออกมาเงียบ ๆ แต่ทุกคนนั้นอาสาออกมาด้วยใจ

มีระดับ สีเทา 3 คนส่วนที่เหลือเป็นระดับสีขาว

ไนเรลมองไปที่ทุกคนและพยักหน้าออกมาเป็นเหมือนกับการยอมรับในพวกเขา

ตอนนี้มี ไนเรล เอวา เอียนและ มนุษย์ชั้นสูงที่อาสาอีก 8 คนได้รวมตัวเป็นหน่วยที่จัดการกับซอมบี้สติปัญญาโดยตรง

พวกเขาพร้อมที่จะทำภารกิจฆ่าตัวตายกันแล้ว

ตอนที่ 42 ศึกเปิดตัวของสมาพันธ์นักล่า

หลังจากที่ไนเรลและผู้พิทักษ์สมาพันธ์เดินผ่านไป ด้านหลังของเขาก็ตามมาด้วย เอวา ที่แต่งตัวด้วยชุดเกาะหนังงูสีดำในมือถือดาบซอมบี้เงา

โดยด้านหลังเป็นกลุ่มของนักล่า ซึ่งมี เอียนและนักล่าอีก 5 คนที่รอดชีวิตมาพร้อมกับไนเรล ทั้ง 5 คนมีชื่อว่า เจแดน ดีแลน เกรย์สัน ลีวาย แมทธิว

พวกเขาก็ตามมาด้วยและแน่นอนว่าทั้งหมดได้เลือนไปเป็นมนุษย์ชั้นสูงแล้ว จากการที่ได้กินผลคริสตัลวิวัฒนาการประเภทพลังธาตุที่ไนเรลมอบให้ไป ทำให้ได้รับความสามารถ ประเภทพลังธาตุมา

โดย เจแดนได้ความสามารถควบคุมดิน ดีแลนควบคุมน้ำ เกรย์สันควบคุมเหล็ก และสุดท้าย ลีวายและแมททิวที่ได้ความสามารถควบคุมไฟ ทั้งหมดเป็นระดับ F

เนื่องมาจากทุกคนที่ให้วิธีการวิวัฒนาการเป็นมนุษย์ชั้นสูงด้วยผลคริสตัลวิวัฒนาการนั้นทุกพลังที่ได้จะเป็นแค่ระดับ F และที่สำคัญคือ ความหลากหลายของพลังนั้นก็จะน้อยมาก

ส่วนความสามารถที่เจอได้น้อยจะถูกเรียกว่าความสามารถที่เป็นเอกลักษณ์ ซึ่งไม่ใช่ว่าไม่มีซ้ำแต่จะน้อยมาก อาจจะได้มาจากการสืบทอด หรือเกิดขึ้นมาโดยบังเอิญ เพราะถึงอย่างไร มนุษย์นั้นก็มีมากมายการที่จะมีคนที่มีความสามารถเหมือนกันบ้างก็ไม่แปลกอะไร

และส่วนใหญ่คนที่มีความสามารถแบบเอกลักษณ์นั้นจะเป็นพวกที่เลือนเป็นมนุษย์ชั้นสูง ในรอบแรก ๆ

ถึงจะบอกว่าความสามารถที่พวกเขาได้มานั้น เป็นแค่ระดับ F แต่พลังของมันก็ไม่ได้วัดกันที่ความสามารถซะอย่างเดี่ยวเพราะมันวัดกันที่มนุษย์ชั้นสูงที่ใช้มันด้วยว่าดึงประสิทธิภาพมาได้ถึงแค่ไหน

ทันทีที่ไนเรลนำกลุ่มของสมาพันธ์นักล่า เข้าจัดการกับซอมบี้ภายในกำแพงไม่นาน พวกเขาก็จัดการกับซอมบี้ได้ทั้งหมดอย่างง่ายดาย

และดูเหมือนว่าพวกผู้พิทักษ์ทั้ง 35 คนจะไม่พอใจกับจำนวนของซอมบี้ที่น้อยเกินไปซักเท่าไหร่

ผู้คนที่อยู่โดยรอบต่างพากันตกใจอย่างมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น พวกเขามองไปที่กลุ่มของสมาพันธ์กันอย่างแปลกประหลาด

“เกิดอะไรขึ้น? มนุษย์ชั้นสูงพวกนี้มาจากไหน?”

“เหลือเชื่อคนที่ใส่เกาะหนักพวกนั้นเป็นมนุษย์ชั้นสูงทั้งหมดเลยหรือ”

“เป็นไปได้อย่างไรที่จะมีมนุษย์ชั้นสูงมากขนาดนี้ ฉันจำได้ว่าข้อมูลทางค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 มีมนุษย์ชั้นสูงอยู่แค่ 200 กว่าคน และ เกินสามในสี่ได้เข้าร่วมกับรัฐบาล”

“แต่ถ้าทุกคนเป็นมนุษย์ชั้นสูงทั้งหมดรวมทั้งพวกที่ตามมาทีหลังนั้นก็หมายความว่าพวกเขามีมนุษย์ชั้นสูงเกือบ 100 คน”

“ใครกันที่จะมีอำนาจควบคุมคนมากขนาดนี้ ใช่พวกบริษัทพาราซัสหรือเปล่า”

“ไม่น่าใช่ถึงพวกเขาจะมีกองกำลังของตนเองแต่ก็ไม่น่าจะมีมนุษย์ชั้นสูงมากขนาดนี้”

“ถ้างั้นพวกเขาคือใคร?”

ทุกคนพูดถึงกลุ่มของสมาพันธ์ในทันที พวกเขาพยายามหาว่านี่คือคนของใคร อีกทั้งยังโยงไปถึงองค์กรต่าง ๆ แต่ว่าก็ไม่มีใครรู้ได้ เพราะไนเรลยังไม่ได้ประกาศเรื่องของการก่อตั้ง สมาพันธ์นักล่า

นั้นก็เป็นเพราะว่า ก่อตั้งสมาพันธ์นักล่านั้นไม่ใช่เพียงแค่ประกาศออกไปก็สามารถจัดตั้งขึ้นได้ ถ้าทำอย่างนั้นก็แต่จะมีคนหัวเราะเอาเท่านั้น ที่คิดว่าคนโง่ที่ไหนถึงอยากจะมาเป็นตัวแทนของนักล่าทุกคน

ดังนั้นเขาจึงต้องอาศัยโอกาสในการแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของสมาพันธ์นักล่า เพราะไม่มีใครที่จะสามารถปฏิเสธพลังอำนาจที่แข็งแกร่งได้

และตอนนี้ซอมบี้ฝูงนี้ก็พาโอกาสก็มาให้พวกเขาแล้ว

“เปิดประตู” ไนเรลบอกกับร้อยเอกหนุ่มที่พาทหารลงมาจัดการกับซอมบี้ในกำแพงซึ่งตอนนี้โดนพวกผู้พิทักษ์จัดการหมดแล้ว

“ไม่ได้ ประตูนี้ถูกปิดโดยคำสั่งของพลตรี พวกเราไม่สามารถเปิดได้” ร้อยเอกตอบด้วยน้ำเสียงแน่วแน่

ไนเรลมองไปที่เขาอยู่สักพักจากนั้นก็มองไปที่กำแพงด้านบนที่ตอนนี้เต็มไปด้วยความวุ่นวาย

“งั้น ฉันจะไปคุยกับเขาเอง”

“เดี๋ยว…” แต่ไม่ทันรอให้ร้อยเอกคนนั้นได้พูดอะไรอยู่ ๆ ไนเรลก็เคลื่อนที่ด้วยความเร็วข้ามผ่านพวกเขาไปในทันที

ตอนนี้เขาสามารถควบคุมความสามารถ [ราชานักวิ่ง B] ได้บ้างแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถใช้ได้เต็มที่เพราะมันไม่เหมาะกันการเคลื่อนที่ในระยะใกล้แบบนี้ ถึงแบบนั้นการเคลื่อนที่นี้ก็ทำให้เขามาอยู่ตรงหน้าของพลตรีได้อย่างรวดเร็ว

“นั้นอะไรซอมบี้เงาหรือ คุ้มกันท่านพลตรีเร็ว”

“ไม่ทันแล้ว”

“เดียวนั้นไม่ใช่ซอมบี้เงาแต่เป็นมนุษย์ชั้นสูง”

ไนเรลหยุดห่างออกไปจากพลตรีเล็กน้อยทหารหลายคนรีบจ่อปืนไปที่ไนเรลในทันที พวกเขาไม่รู้ว่าการที่ไนเรลขึ้นมาบนกำแพงเพื่อจุดประสงค์อะไร

“คุณคือพลตรีที่ควบคุมที่นี่ใช่หรือไม่”

“ก่อนที่จะถาม นายควรที่จะแนะนำตนเองก่อนไม่ใช่หรือว่าเป็นใครและต้องการอะไร” พลตรีถามกลับไปที่ไนเรลอย่างไม่เกรงกลัว

การที่เขาขึ้นมาถึงยศพลตรีได้นั้น ไม่ได้เป็นเพราะโชคช่วย แต่ต้องผ่านสงครามและภารกิจมามากมาย ดังนั้นสภาพจิตใจของเขาจึงมั่นคงกว่าทหารหน้าใหม่ที่ใช้เส้นสายในการเลื่อนยศมาอย่างเทียบไม่ติด

และที่สำคัญการที่ไนเรลหยุดและถามถึงเขาจะต้องมีเหตุผลอย่างแน่นอน เพราะถ้ามีเจตนาแอบแฝงจริง ๆ ไนเรลคงจัดการกับเขาโดยตรงไม่จำเป็นที่จะต้องมาพูดคุยกันเลยแม้แต่น้อย

“ผมคือ ไนเรลอาโรเดีย ประธานสมาพันธ์นักล่าที่ยังไม่ได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการ ส่วนเหตุผลก็คงเป็นการยืนมือเข้าช่วยเหลือพวกคุณในการจัดการกับซอมบี้พวกนั้น ไม่รู้ว่าคุณจะสนใจหรือไม่” เพียงแค่คำกล่าวของเขาออกมาก็สามารถพลิกกลับไปเป็นผู้ถามคำถามในทันที

การที่จะทำข้อตกลงอะไรสักอย่างกับใคร คนที่เป็นผู้ถามคำถามมักจะมีความได้เปรียบอยู่เสมอนี่คือคำสอนของปู่ของ ซึ่งไนเรลก็จดจำและนำมาใช้เสมอ

พลตรีหรี่ตามองไปที่ไนเรล การที่เรียกตัวเองว่าเป็นสมาพันธ์นักล่านั้นหมายความว่าคิดจะเป็นตัวแทนของนักล่าทุกคน เขาจะต้องไม่ธรรมดาอย่างแน่นอนหรือไม่ก็เป็นพวกสมองมีปัญหา

เพราะแม้แต่รัฐบาลก็ยังอยากจะรวบรวมนักล่าพวกเข้าด้วยกันแต่ก็ยังไม่สามารถทำได้สำเร็จ แต่ชายหนุ่มคนนี้กลับบอกว่าคือ ประธานสมาพันธ์นักล่าที่ยังไม่ได้ก่อตั้งอย่างเป็นทางการ แต่มันจะต่างอะไรกัน

“เอาอย่างไรจะร่วมมือหรือไม่ ถ้ารวมมือก็ต้องใช้แผนของผม เพราะตอนนี้ดูเหมือนว่าพวกคุณจะไม่มีเวลามากแล้ว” ไนเรลชี้ไปที่ซอมบี้ไททันที่สูงกว่า 6 เมตรกำลังเดินมาที่พวกเขาพร้อมกับเสียงร้องคำรามที่ดังจนแสบแก้วหู

“บัดซบพวกแกมั่วทำอะไรอยู่ ยิงทุกอย่างไปที่มัน อย่าให้มันเข้ามาได้”

“ยิงแล้วครับแต่มันไม่ได้ผล ตัวมันใหญ่เกินไป” ทหารปืนใหญ่รีบรายงานทันที

พลตรีมีสีหน้าที่น่าเกลียดทันที แต่แล้วเขาก็หันมาพูดกับไนเรลอย่างไม่มีทางเลือก

“ว่ามา ว่าแผนคืออะไร”

หลังจากที่ไนเรลลงมาที่หน้าประตูทหารก็เตรียมที่จะเปิดประตูเหล็กที่ถูกปิดไว้ออกเพื่อให้พวกไนเรลออกไปด้านนอกกำแพง

“นายจะเอาแบบนี้จริง ๆ?” เอวาถามออกมาด้วยความเป็นห่วง

“ไม่ต้องเป็นห่วงทำตามที่บอกไปก็พอ ถึงอย่างไรซอมบี้สติปัญญามันก็ต้องตาย”

ไนเรลพูดกับเอวาเสร็จ เขาก็หยิบดาบหนักขนาดยักษ์ทั้งสองเล่มขั้นมามันมีน้ำหนักรวมกันไม่ต่ำกว่าครึ่งตัน แต่ด้วยความที่เขาเลื่อนขึ้นมาเป็น มนุษย์ชั้นสูงระดับ สีน้ำตาล มันจึงทำให้ความสามารถ [พละกำลัง 50 เท่า] เขาสามารถให้ได้ถึง 20 เท่าแล้ว

ทุกคนมองไม่ที่ไนเรลผู้ใส่เกาะหนักซึ่งมีหนังของกิ้งก่ากลายพันธุ์ขั้น 2 หลอมรวมกับด้านนอกของเกาะอีกชั้น ในขณะที่ในมือถือดาบหนักยักษ์ไว้ทั้งสองข้าง เขาถอหร่างออกไปถึง 1 กิโลเมตรจากประตูตั้งท่าจะเตรียมวิ่ง

เขาจะทำอะไร? นี่คือคำถามที่ถุกคนได้แต่ถามกันไปมา แต่ก็ไม่มีใครรู้ดังนั้นทุกคนจึงได้แต่รอดูเท่านั้น

“หวังว่าระยะแค่นี้คงพอ” ไนเรลกะระยะห่างระหว่างเขาและซอมบี้ไททันขั้น 3 ที่สูงกว่า 6 เมตรที่อยู่นอกเมืองออกไป 2 กิโลเมตร

“เปิดประตู” ไนเรลตะโกนออกไปในทันที

“เอาไงหัวหน้า” ทหารที่จับคันโยกอยู่หันมาถามกับร้อยเอกหนุ่ม เพราะเขาคิดว่าไนเรลเป็นบ้าอะไรถึงต้องไปตั้งท่าวางไกลถึงตรงนั้น ถ้าเกิดเปิดประตูละซอมบี้จำนวนมากได้แต่แห่เข้ามาแน่ ๆ

“เปิดประตู” ร้อยเอกหนุ่มกัดฟันตอบ

เห้อ…ทหารที่ถือคันโยกถอนหายใจเตรียมตัวตายออกมา และเขาก็สับคันโยกประตูลงอย่างแรง

กึก ๆ คลื่น ๆ

เสียงกลไกของประตูเหล็กกล้าที่สูงกว่า 4 เมตรค่อยแยกออกเผยให้เห็นฝูงซอมบี้ธรรมดาจำนวนมากที่พยายามเบียดตัวกันเข้ามา

อ๊าค!!!

พวกมันกรีดร้องกันด้วยความหิวกระหายเมื่อเห็นมนุษย์ที่อยู่หลังประตู

“ซอมบี้เข้ามาแล้วยิง…” ทหาร 20 กว่าทั้งท่าเล็งปืนไปที่ซอมบี้แต่พวกเขาช้าไปเพราะในตอนนั้นเองที่อยู่ ๆ ก็มีเสียงดังขึ้น

ตูม!

บางสิ่งบางอย่างที่วิ่งผ่านไปทางประตูด้วยความเร็วสูงมาก ชนซอมบี้ธรรมดาพวกนี้กระจุยกระจายไปราวคนละทิศละทาง บางตัวก็ขาดครึ่งบางตัวก็ร่างแหลก

และสิ่งที่วิ่งผ่านไปนั้นก็คือไนเรลที่เขาใช้ความสามารถของ [ราชานักวิ่ง B] อย่างเต็มกำลัง ด้วยระยังทาง 1 กิโลเมตรมันทำให้เขาทำความเร็วได้ถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

และมีดาบหนักยักษ์ที่หนักถึงครึ่งตันเป็นเหมือนดังหัวลูกศรนำทางพุ่งผ่านฝูงซอมบี้ไปเหมือนดังวิ่งผ่านผิวน้ำ

ด้วยพละกำลังถึง 20 เท่าการที่ชนกับซอมบี้ธรรมดาพวกนี้นั้นไม่สามารถลดความเร็วของเขาลงได้เลย แต่มันกลับเพิ่มขึ้นไปอีกในระยะ 2 กิโลเมตรที่ห่างจากซอมบี้ไททัน

“อ๊าคคค”

ซอมบี้ไททันที่เห็นไนเรลพุ่งมาหามันแต่ไกลก็ร้องคำรามออกมาอย่างท้าทาย ที่เหมือนกับสัตว์ร้าย มันคือยักษ์ใหญ่กับแค่เหยื่อตัวเล็ก ๆ ที่พุ่งเขามาจะสามารถหยุดมันได้อย่างไร

“รนหาที่ตาย” ไนเรลที่เห็นแบบนั้นก็เร่งความเร็วเต็มที่

ตูม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

เสียงการปะทะที่สนั้นหวันไหวราวกับระเบิดขนาดย่อม ๆ คลื่นที่กวาดผ่อนออกมาอัดซอมบี้ธรรมดารอบ ๆ จนปลิวกระจายออกไปในทันที

หลังฝุ่นทีจากลงทุกคนก็มองไปที่จุดปะทะ

“เหลือเชื่อ เมื่อกี้มันคืออะไร?”

“เขายังเป็นคนอยู่หรือไม่”

“การปะทะเมื่อครู่เขาตายหรือไม่”

“ไม่ดูนั้นเร็วเขายังไม่ตาย”

ทุกคนมองผ่านประตูไปแม้แต่ทหารบนกำแพงก็มองไปเช่นเดียวกัน ทุกคนมองไปที่ไนเรลและซอมบี้ไททัน 6 เมตร แต่ที่ทำให้ทุกคนอ้าปากค้างจริง ๆ คือ ซอมบี้ไททันขั้น 3 ที่ตอนแรกไม่มีใครคิดว่าจะหยุดมันได้

แต่ไนเรลกับหยุดมันได้ ที่มากไปกว่านั้นคือมันล้มลงนอนและมีใบดาบหนักยักษ์ทั้งสองเล่มของไนเรลเสียบทะลุศีรษะ ทำให้มันตายไปในทันที

มนุษย์ตาย!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ทันทีที่ทุกคนเห็นซอมบี้ไททันตาย เสียงของซอมบี้สติปัญญาที่กรีดร้องออกมาด้วยความเดือดดานก็ดังไปทั่วทั้งสนามรบ ซอมบี้ทั้งหมดเริ่มบ้าคลั่งและพุ่งตรงมาหาไนเรลที่ในมือถือดาบยักษ์ที่เหลือใบดาบอีกครึ่งในทันที

“เข้ามาไอ้พวกซากศพ ข้าจะส่งพวกแกลงหลุมไปอีกรอบ” ไนเรลไม่ได้กลัวเลยแม้แต่น้อย เขาตะโกนท้าทายมันโดยตรงเลยด้วยซ้ำพร้อมกับใช้ความสามารถ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ F] ออกมา

“ผู้พิทักษ์ทุกคนฆ่ามัน นักล่าทุกคนฆ่ามัน มนุษย์ทุกคนฆ่ามัน”

“เฮ้ ๆ ผู้พิทักษ์ทุกคนฆ่ามัน นักล่าทุกคนฆ่ามัน มนุษย์ทุกคนฆ่ามัน” ผู้พิทักและคนของสมาพันธ์นักล่าตะโกนออกมาอย่างสุดเสียงและวิ่งถาโถมใส่ซอมบี้อย่างไม่มีใครกลัวตาย

ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความสามารถ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ F] ของไนเรลหรือสิ่งที่เขาทำในการฆ่าซอมบี้ไททัน 6 เมตรนั้น มันกลับปลุกความกล้าของทุกคน ทั้งคนธรรมดา และนักล่าที่อยู่ภายในกำแพงให้จับอาวุธ ตะโกนคำของไนเรลและวิ่งตามหลังของผู้พิทักษ์ไปสู้สงคราม

“ผู้พิทักษ์ทุกคนฆ่ามัน นักล่าทุกคนฆ่ามัน มนุษย์ทุกคนฆ่ามัน”

ตอนที่ 41 หลับตาลงซะ

รุ่งเช้าแสงแรกของอาทิตย์พึ่งสาดส่องมาถึงกำแพงเหล็กสูง 5 เมตร ประตูทางทิศเหนือถูกปิดสนิท ทหารที่อยู่ด้านนอกกำแพงตามแนวรบห่างออกไป 2 กิโลเมตรได้แต่จับปืนตั้งท่าสู้ ทั้งปืนกลหนัง ปืนคอ RPG หรือแม้แต่เครื่องยิงจรวจต่อต้านอากาศยานก็มีให้เห็นตลอดแนวรบ 10 กิโลเมตรเพื่อใช้จัดการกับซอมบี้ปีกและซอมบี้ไททัน

ทักคนนั้นมองเข้าไปที่หมอกหนาที่คืบคานเข้ามาอย่างช้า ๆ โดยไม่มีใครพูดอะไรออกมา

“อ๊าคคคคคคค!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

ในตอนนั้นเองที่เสียงคำรามของซอมบี้ก็ดังขึ้นไปทั่วทั้งผืนป่า มันดังจนพวกเขาไม่ได้ยินเสียงอื่น ๆ ซึ่งตามคาดการแล้วมันมีไม่ต่ำกว่าหลายแสนตัว

“ยิง!!!!!!!!!!!”

“ยิงมัน!!!!!!!!!”

เสียงสั่งการดังผ่านวิทยุ ผู้บังคับบัญชาแต่ละจุดก็สั่งการยิงทันที

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงปืนที่ยิงเข้าไปในหมอกอย่างต่อเนื่อง วหเขาไม่จำเป็นแค่ยิงออกไปแบบสุ่ม ๆ ก็พอ กระสุนที่ตัดหมอกเข้าไปโดนกับบางสิ่งจากนั้นร่างของซอมบี้ก็ล้มลง

กระสุนนัดแรกที่พวกเขายิงไปนั้นใช้เวลาถึง 3 นาทีทุกคนก็หยุดยิง

“ตรวจสอบเป้าหมาย”

หนึ่งในหน่วยที่อยู่แนวหน้าสั่งออกมา เขาคือจ่าคูเปอร์ ที่ตอนนี้อยู่ทางปีกขวาซึ่งอยู่ไม่หน่างจากประตูทิศตะวันออกมากนัก

“ครับ…” หนึ่งในพลทหารรีบใช้กล้องส่องทางไกลมองดูฝูงซอมบี้ทันที แต่ยังไม่ทันไรซอมบี้ที่ล้มลงก็กลับลุกขึ้นมาอีกครั้ง

“มันยังไม่ตาย…”

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงปืนดังต่อเนื่องมาจากทุกทิศทางตลอดแนวรบ ตอนนี้แต่ละจุดก็สั่งการเพื่อรับมือกับซอมบี้ในจุดของตัวเอง โดยมีศูนย์บัญชาการกลางที่อยู่ที่กองทัพควบคุมอีกที

“ยิงมันอย่างให้พวกมันข้ามแนวไปได้” จ่าคูเปอร์สั่งออกมาทันที

บูม!!!!!!! ตูม!!!!!!!!!! บูม!!!!!!! ตูม!!!!!!!!!!

“หมอบเร็ว!”

ในตอนนั้นเองกระสุนปืนใหญ่ที่ถูกยิงจากกำแพงลอยข้ามหัวของพวกเขา ตกลงกลางฝูงซอมบี้พร้อมด้วยแรงระเบิดที่กินพื้นที่กว่า 50 เมตรบริเวณรอบแหลกกระจาย ทั้งต้นไม้และหมอกแยกตัวออกจากันทันที

เผยให้เห็นเศษชิ้นส่วนของซอมบี้ที่กระจัดกระจายไปทั่ว

“เยี่ยม…”

“ไปตายซะพวกซอมบี้บัดซบ!!!”

ทหารส่วนใหญ่ที่เห็นก็ส่งเสียงโห่ร้องกันอย่างยินดีที่เห็นว่าปืนใหญ่แค่นัดเดียวก็สามารถกวาดล้างซอมบี้ได้จำนวนกว่า 100 ตัว

หลังจากนั้นพวกเขาก็ยิงซอมบี้ธรรมดาที่ดาหน้าเข้ามาทั้งหมด จนกระทั่งไม่มีเหลือแม้แต่น้อย ซอมบี้ธรรมดานับหมื่น ๆ ตัวตายเกลื่อนไปทั่วระยะแนวหน้ากว่า 10 กิโลเมตร

“ยอดเยี่ยมพวกมันถูกจัดการไปหมด” หนึ่งในพันตรีที่อยู่ที่ส่วนกลางพูดออกมาด้วยน้ำเสียงที่สะใจ ในขณะที่ดูสนามลมผ่านจอจากกลองที่ติดอยู่บนเฮลิคอปเตอร์

“แปลก มันง่ายเกินไป”

“จะไม่ง่ายได้อย่างไร พวกซอมบี้โง่พวกนี้มันไม่รู้จักกลัวตาย คิดจะใช้คลื่นซอมบี้บุกเข้ามา มันโดนปืนใหญ่ยิงตายก็ไม่แปลก”

“ไม่ ตอนนี้พวกเขาแค่หยั่งเชิงเท่านั้น ซอมบี้กลายพันธุ์ ขั้น 2 ยังไม่ออกมาแม้สักตัวเดียว”

“สั่งการลงไป ให้มองหาตำแหน่งซอมบี้สติปัญญาและให้ทุกคนระวังตัว นี่เป็นแค่การหยั่งเชิงของพวกมันเท่านั้น”

ในตอนนั้นเองที่อยู่ก็มีซอมบี้ไททันขนาดยักษ์สูงกว่า 4 เมตรตรงเข้ามา

“บัดซบนั้นมันตัวอะไร?”

“รีบแจ้งให้ ส่วนกลางใช้ปืนใหญ่ถล่มมันเร็ว”

ทหารที่อยู่ในแนวหน้ามองไปที่ซอมบี้ไททัน ด้วยความหวาดกลัว ในหัวพวกเขาคิดแค่ว่า กระสุนปืนของพวกเขาจะฆ่ามันได้อย่างนั้นหรือ

คงจะไม่แม้แต่ผ่านผิวหนังของมันได้ด้วยซ้ำ

ขณะที่พวกเขาแจ้งไปที่ส่วนกล่าง ซอมบี้ไททันกว่า 10 ตัวที่สูงกว่า 4 เมตรก็ปรากฏออกมา ตามมาด้วยซอมบี้ปีกและซอมบี้เงาอีกเป็นจำนวนมาก

“ยิง ยิงเข้าไปอย่าหยุด”

“อย่าให้พวกมันเข้ามาข้ามแนวป้องกันมาได้”

“อ๊ากกก!!! …ช่วยด้วย”

“ต่อให้ต้องตายก็ต้องฆ่ามันให้ได้ ถ้าปล่อยให้มันไปถึงกำแพงละก็มันได้ถล่มกำแพงเละแน่ ๆ”

ปัง! ตูม! บูม!

ในขณะที่ทหารทุกคนเริ่มที่จะรับมือกับซอมบี้ไม่ไหว ก็มีกลุ่มมนุษย์ชั้นสูงเกือบ 40 คนถูกส่งออกมา อาวุธของพวกเขาสามารถจัดการซอมบี้ขั้นที่ 2 ได้อย่างง่ายดาย

“นั้นหน่วยดาบ ถูกส่งออกมาแล้ว”

“มีซอมบี้อ้อมไปที่ประตูทางตะวันตกกับตะวันออก”

“แจ้งให้ทุกหน่วยต้อนมันกลับมาเร็ว และแจ้งทางประตูตะวันออกด้วยว่าให้เตรียมรับมือกับพวกมัน”

แต่ในขณะที่พวกเขาแจ้งข่าวผ่านวิทยุอยู่ ๆ ก็มีซอมบี้ตัวอ้วนที่เหมือนเนื้อของมันจะระเบิดถูกปามาโดยซอมบี้ไททันลงที่กลางหน่วยของพวกเขา

“หลบ…”

“อ๊ากกก”

ตูม! ร่างของซอมบี้ระเบิดชีวะภาพแตกกระจาย ปล่อยแก๊สออกมา เชื้อกระจ่ายไปทั่ว ทหารทั้งหมดบริเวณนั้นกลายเป็นซอมบี้ในทันที

…………….

ไนเรลยืนอยู่หลังกำแพงมองไปที่ทหารที่อยู่ด้านบน ตอนนี้พวกเขามีคนอยู่แค่ไม่กี่ร้อยเท่านั้นเนื่องจากกำลังส่วนใหญ่ถูกดึงไปที่ประตูทิศเหนือและแนวหน้า

ส่วนปืนใหญ่มีแค่ 2 กระบอก และรถถังอีกแค่ 2 คัน เพราะทางกองทัพเห็นว่าไม่จำเป็นเพียงรับมือกับซอมบี้ที่หลงฝูงมาแค่นี้ก็เพียงพอ

ดังนั้นคนส่วนใหญ่ที่เป็นทั้วนักล่าลคนทั่วไปจึงไปถูกเรียกให้มารวมกัน เพื่อเป็นหน่วยเสริมให้กับทหารในกรณีที่จำเป็น

ถึงทางกองทัพไม่เรียกพวกเขาก็จะมากันอยู่แล้วเนื่องจากว่า ถ้าซอมบี้พวกนี้เข้ามาในกำแพงได้พวกเขาก็ตายกันหมดอยู่ดี ดังนั้นทุกคนจึงมาช่วยกันจัดการซอมบี้ก่อนที่พวกมันจะเข้ามา

ส่วนใหญ่เป็นผู้นำครอบครัว ส่วนลูกเมียและคนแก่ได้แต่หลบอยู่ในบ้าน คนเหล่านี้จะต้องปกป้องครอบครัวและคนที่รัก

คนที่ไม่มีอาวุธก็ใช้คาด จอบและเคียว ทุกอย่างที่มีคมที่หาได้

ส่วนนักล่านั้นก็ดีขึ้นมาหน่วย พวกเขานั้นสามารถหาดาบและปืนได้ ไม่ว่าจะผิดกฎหมายหรือเถือน แต่ตอนนี้ก็ไม่มีใครสนใจ

มนุษย์ชั้นสูงหลายคนมองไปคนพวกนี้อย่างยิ้มหยันเยียด บางคนก็มองอย่างเห็นใจ ขณะที่บางคนไม่ได้สนใจพวกเขาเลยด้วยซ้ำ

เพราะพวกเขาคิดว่าพวกนี้มีแต่จะเป็นภาระและเพิ่มจำนวนซอมบี้เสียเปล่า แต่มันก็เป็นอย่างที่พวกเขาคิดไม่มากก็น้อยจริง ๆ

“ซอมบี้มาแล้ว ๆ” ทันทีที่ทหารบนกำแพงตะโกนออกมาเสียงของสัญญาณเอนภัยก็ดังไปทั่ว

“อ๊าคคคคคคค”

ปัง!

พลแม่นปืนที่อยู่บนกำแพงเริ่มจะกัดการเก็บซอมบี้ที่วิ่งเข้ามาในทันที เสียงปืนที่ดังอย่างไม่ขาดสายแต่ซอมบี้ก็ยังดาหน้าเข้ามาอย่างต่อเนื่อง

ตอนนี้ทั้งเมืองตกอยู่ในความโกลาหลจากการโจมตีของทั้งสามด้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

โดยมีซอมบี้ไม่ต่กว่า 400,000 ตัวที่โจมตีทางด้านประตูทิศเหนือ และอีกราว ๆ 80,000 ถึง 100,000 ตัวที่โจมตีแต่ละด้านทางประทิศตะวันออกและตะวันตก

ในขณะที่สถานการณ์ทางประตูตะวันออกเริ่มวิกฤตขึ้นเนื่องจากตอนนี้มีซอมบี้ไททันจำนวนสองตัวที่โผล่ออกมาจาจากฝูงซอมบี้จับซอมบี้ไม่ว่าจะเป็นซอมบี้ระเบิดชีวะภาพ หรือซอมบี้ธรรมดาปาเข้ามาในกำแพง

ซอมบี้บางตัวก็ตายตอนที่ตกลงมาแต่ตัวที่ไม่ตายก็เริ่มออกอารวาด ซึ่งทหารก็ไม่มีเวลามาสนใจเพราะเพียงแค่ซอมบี้ปีกที่บินวนอยู่บนท้องฟ้านับสิบนับร้อยก็ยากที่จะรับมือแล้ว

พวกซอมบี้ปีกนั้นสร้างความเสียหายได้เยาะมากเพราะมันไม่สนใจกำแพง แต่บินเข้ามาด้านในและจัดการฆ่าคนโดยตรง

“เล็งทุกกระบอกไปที่ซอมบี้ไททันพวกนั้น ยิง!!!”

บูม!!!

“ล๊อกเป้าไปที่มัน ยิงจรวจทุกลูกไปที่ซอมบี้ปีกบัดซบ ฆ่ามันซะ”

“ระวัง!!!”

ในขณะที่ซอมบี้ปีกได้บินโจมตีไปที่พลตรีที่สั่งการทหาร แต่มีทหารอีกนายรีบกระโดดดึงตัวของพลตรีหลบมาได้อย่างฉิวเฉียด แต่ร้อยเอกวัยกลางคนที่ยืนอยู่ด้านข้างไม่ได้โชคดี

เขาถูกกรงเล็บของซอมบี้ปีกดึงตัวขึ้นไปบนท้องฟ้าและถูกรุมฉีกอย่างน่าสยดสยอง

“ช่วยด้วย…อ๊ากกก”

ร้อยเอกวัยกลางคนถูกฉีกแขนขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด และคิดถึงสิ่งที่เขาทำในตอนที่ทิ้งทหารไว้ทั้งกองร้อยแล้วหนีออกมาด้วยเฮลิคอปเตอร์พร้อมกับจีซัสและหน่วยดาบ

พลตรีที่ลุกขึ้นมา เขารีบหยิบปืนของพลทหารที่ช่วยเขาไว้และยิงออกไปในทันที

ปัง!

แต่เขาไม่ได้ยิงไปที่ซอมบี้แต่ยิงไปที่ร้อยเอกวัยกลางคน กระสุนถูกยิงเข้าไปกลางศีรษะของร้อยเอกจบชีวิตเขาก่อนที่จะเจ็บปวดไปมากว่านี้

“เขาตายแล้ว นายถูกเลื่อนเป็นร้อยเอกรับหน้าที่ส่วนของเขาต่อ ไปจัดการพวกซอมบี้ต่อซะ”

“ครับ” พลทหารคนนั้นรับปืนกลับมาด้วยสีหน้าที่หนักอึ้ง แต่เขาก็เข้าใจดีว่านี่อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุด เพื่อที่จะได้ไม่ต้องให้เขาทนเจ็บปวดซอมบี้ปีกพวกนั้น

ร้อยเอกหนุ่มรีบลงไปที่ด้านล่างตามมาด้วยทหารอีก 20 คนพร้อมกับอาวุธครบมือ “จัดการกับซอมบี้ที่อยู่ด้านในให้หมด”

ซอมบี้ด้านในนั้นมีมากเกินไป โดยเฉพาะพวกที่เป็นคนธรรมดาจับคาด จอบ เคียวมาในตอนแรกพวกเขายังไม่ทันได้ลงมือก็โดนซอมบี้ฆ่าเป็นจำนวนมาก ในขณะที่บางคนก็สติแตกวิ่งหนีตายไปคนละทิศละทาง

ถ้าไม่ได้มนุษย์ชั้นสูงที่เป็นนักล่า ซึ่งอยู่แค่ไม่กี่10 คนค่อยจัดการละ คนพวกนี้คงตายกันหมดแล้ว

อ๊ากกก!!!!

ในตอนนั้นเองที่หนึ่งในซอมบี้ที่ถูกปาเข้ามาในกำแพงกำลังกัดไปที่คอของกหนึ่งในคนธรรมดา

“ช่วยด้วย ๆ ”

เขาพยายามที่จะใช้มือผลักไปที่คอของซอมบี้ แต่แรงของซอมบี้ตัวนี้มันเยอะกว่าเขา และด้วยความที่มือของเขาพลาดลื่นไปที่ปากของมันจึงถูกกัดเข้าอย่างเต็มแรง

“อ้าก!!” เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและมองไปที่มือที่เต็มไปด้วยเลือดและชิ้นเนื้อของตัวเองที่อยู่ในปากของซอมบี้

ซอมบี้ตัวนี้กลืนเนื้อสดลงไปในทันที และดูเหมือนว่ามันจะมีพละกำลังมากขึ้นหลังจากที่ได้กินเนื้อลงไป รีบพุ่งตรงเข้าไปหาชายคนนั้นทันที

“ไม่ ๆ ฉันยังไม่อยากตาย…” เขาร้องไห้ออกมาขณะที่พยายามคลานหนีมันอย่างสุดชีวิต

แต่ในตอนนั้นเองเขาก็คลานไปชนเข้ากับชายคนหนึ่งที่ยืนอยู่

ชายคนนั้นก็คือไนเรลและด้านหลังของเขาก็คือ ผู้พิทักษ์สมาพันธ์ทั้ง 81 คน มีอยู่ 35 คนที่ตอนนี้ใส่เกาะหนักเหล็กที่ดูหยาบกร้านราวกับอัศวินโบราณ ดาบหนักที่ยาวเกือบ 2 เมตร ทำจากเหล็กกล้าที่หลอมออกมาแค่พอเป็นรูปร่างอย่างรีบร้อน ซึ่งทั้งหมดเป็นผลงานของเมสันที่ไนเรลไปขอให้เขาช่วยจัดการให้เมื่อวาน พร้อมกับนำผลคริสตัลวิวัฒนาการไปให้เมสันและจูเรีย

“จัดการ!!!” ไนเรลยกดาบชี้ไปที่ซอมบี้ที่กำลังอาละวาดอยู่ภายในประตูตะวันออก

ผู้พิทักษ์ที่ใส่เกาะหนักพวกเขาทั้งหมด 35 คน ได้ปลุกความสามารถ [พละกำลัง F] ทั้งหมด หลังจากกินผลคริสตัลวิวัฒนาการประเภทสนับสนุนไป นั้นทำให้เกาะหนักเหล่านี้ไม่มีผลในการกำจัดการเคลื่อนไหวของพวกเขาเลยแม้แต่น้อย

ดาบหนักที่ฟันลงไปบนร่างของซอมบี้ธรรมดาอย่างรุนแรง แต่มันไม่ได้ผ่าครึ่งซอมบี้ เพราะดาบมันไม่คมจึงเหมือนกับการทุบไปที่พวกมันซะมากกว่าร่างของซอมบี้ กระดูก และสมองแตกออกโดยตรง

ถึงหนึ่งคนจะจัดการไม่ได้ พวกเขาก็ใช้สองคนรุมฆ่า ถ้ายังไม่ได้พวกเขาก็ใช้สามคน เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็มีผู้พิทักษ์ที่เป็นมนุษย์ชั้นสูงสวมเกาะหนักอยู่ถึง 35 คน

ไนเรลเดินไปชายคนนั้นที่โดนกัดที่มือและกล่าวออกมา “หลับตาลงซะ”

ชายคนนั้นมองไปที่ไนเรลอย่างงง ว่าทำไมต้องให้เขาหลับตา แต่ภายในเสี้ยวนาที่นั้นหัวของเขาก็หล่นลงมาและตายไปด้วยคมดาบของไนเรลในทันที

ถึงเขาจะไม่ฆ่าแต่อย่างไรชายคนนี้ก็ต้องทรมานและตายกลายเป็นซอมบี้ในไม่กี่นาที ตอนนี้เขาจึงได้ช่วยจัดการให้ชายคนนี้

ไนเรลไม่ได้คาดหวังว่าชายคนนี้จะขอบคุณหรือสาปแช่งเขา เพราะตายอย่างไรก็คือตาย

หลังจากนั้นเขาก็เดินตามเส้นทางที่ผู้พิทักษ์สมาพันธ์ทั้ง 35 ละเลงเลือดไว้ ซึ่งด้านหลังของเขาก็ตามมาด้วย เซน และคนอีก 46 คนซึ่งทั้งหมดก็คือผู้พิทักษ์สมาพันเช่นกัน

ตอนนี้ ผู้พิทักษ์สมาพันธ์ทั้ง 81 คนได้ออกศึกครั้งแรกแล้ว และนี่จะเป็นศึกแรกของสมาพันธ์นักล่าที่มีไนเรลเป็นคนสั่งการ

ตอนที่ 40 ผู้พิทักษ์สมาพันธ์นักล่า

ภายในกำแพงสวนด้านในที่กินพื้นที่ 3000 ตารางกิโลกเมตรที่เป็นเขตหวงห้าม ด้านข้างมีต้นมันโลหิตที่ใช้ความสามารถของไนเรลเร่งการเจริญเติบโตอยู่ 9 ต้น

ซึ่งแน่นอนว่ามันแค่ 3 เมล็ดเท่านั้นแต่ที่ผ่านมาเขาใช้ความสามารถแรงการเจริญเติบโตมันอย่างเต็มที่เพื่อที่จะขยายเมล็ดพันธุ์ของมัน ซึ่งมันง่ายมากกว่าการที่ต้องเร่งให้ออกผลมันโลหิต

แต่ถึงแบบนั้นมันก็กินแรงจนเขาแทบจะเดินไม่ไหวไปเป็นวัน ๆ เหตุผลที่เขาต้องทำนั้นก็เพราะว่าต้องเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ให้ได้มากที่สุดก่อนที่ทางรัฐบาลของค่ายจะหาต้นมันโลหิตต้นอื่น ๆ เจอและนั้นจะทำให้เขาเสียสิ่งที่ใช้ต่อรองไป

แต่เขาก็รู้ว่าอย่างไรทางค่ายต้องส่งคนออกไปหาแล้วอย่างแน่นอนและอาจจะใช้เวลาสักหนึ่งถึงสองสัปดาห์ในการเจอต้นมันโลหิต แต่เขาก็ไม่ได้กลัวอย่างน้อยก็จนกว่าพวกเขาจะขยายพันธุ์และได้ผลผลิตจากต้นมันโลหิตจำนวนมากแล้วเท่านั้น

เมื่อถึงตอนนี้เขาก็มีอย่างอื่นที่ใช้ต่อรองแล้วและสมาพันธ์นักล่าก็คงจะแข็งแกร่งกว่านี้นับพันธ์เท่า

ตูม!

เสียงที่ชนกับกำแพงอย่างแรงจนสามารถได้ยินไปไกล ถ้าไม่ใช่เพราะว่าไนเรลอยู่ในร่างของอมุษย์กิ้งก่าละก็กระดูกทั้งตัวของเขาคงหักหมด

“บ้าเอ๊ยพื้นที่มันเล็กเกินไป” ไนเรลลุกขึ้นมาปัดเศษฝุ่นออกจากตามร่างกาย นี่เป็นครั้งที่ 4 แล้วที่เขาชนกับกำแพง

เนื่องจากเขากำลังทดสอบความสามารถ [ราชานักวิ่ง C] ที่พึ่งได้มา

[ราชานักวิ่ง B] เหตุที่เขาใช้ชื่อนี้ก็เพราะว่ามันเป็นความสามารถในการวิ่งของนกกระจอกเทศสายฟ้า ถึงจะเป็นความสามารถประเภท สนับสนุน ในด้านการเคลื่อนที่ แต่มันต่างจากการเคลื่อนที่ปกติ เพราะมันต้องอาศัยระยะทางในการแรงความเร็ว ยิ่งวิ่งไกลแค่ไหนความเร็วก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น และที่สำคัญมันกินพลังงานน้อยมาก

แต่ถ้ามันต้องวิ่งในระยะสั้นแล้วฝืนเพิ่มความเร็วแล้วละก็ จะเป็นสภาพแบบเขาที่คุมทิศทางไม่ได้ที่สำคัญมันก็ช้ากว่าพวกที่มีความสามารถเคลื่อนที่ในระยะสั้นเหมือนกับของเจคที่ตายอยู่มากในระดับที่เท่ากัน

ดังนั้นมันจึงจัดได้แค่ระดับ B เท่านั้น

ในตอนนั้นเองที่มีชายใส่ชุดสูทเดินเข้ามาหาเขา เขาหยุดอยู่ด้านหน้าไนเรลแล้วกล่าวออกมาด้วยความเคารพ

“ท่านประธาน ทุกอย่างได้พร้อมตามที่ท่านได้สั่งการไว้แล้ว” ชายวัยกลางคนแต่งกายด้วยชุดพ่อบ้าน กล่าวออกมาด้วยความเคารพ แม้แต่ในน้ำเสียงเขาก็กล่าวออกมาจากใจจริง

เขาก็คือเซน คนที่ไนเรลไปเจอมาเมื่อวานนี้ เขาเคยเป็นพ่อบ้านระดับ 5 ดาวมาก่อน แต่หลังจากเกิดเรื่องเจ้านายของเขาก็หนีไปทิ้งให้แม่บ้านและพ่อบ้านเผชิญกับความตาย

จนกระทั้งเซน เร่ร่อนหนีมาจนถึงค่ายลี้ภัยตะวันออก แต่ด้วยความที่เขาเป็นพ่อบ้านนั้น จึงไม่ใช่อาชีพที่ทางรัฐบาลต้องการ ที่สำคัญไม่มีใครอยากจะจ้างพ่อบ้านในโลกที่มีสภาพที่เป็นแบบนี้แน่นอน

นั้นทำให้เขาต้องเป็นขอทานเร่ร่อนไปตามถนน จนกระทั่งเขาเกือบอดตาย และได้ไนเรลมาช่วยไว้ ทำให้เขาสามารถบานว่าจะพักดีกับไนเรล แม้จะต้องตายก็ตาม

“อืม” ไนเรลยืนมือออกไปผ้าเช็ดหน้าจากเซนมา จากนั้นก็เดินไปที่ใจกลางของสวนต้องห้าม ตรงกลางมีกองของซอมบี้ที่ได้มาจากการที่แลกเปลี่ยน ผลมันโลหิต

ใน่ช่วงสองวันที่ผ่านมา เขาสามารถเร่งให้ต้นโลหิตออกผลได้จำนวนมากกว่า 10 ตัน และในแต่ละวันมันก็เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อย ๆ เนื่องจากการที่เขามีระดับ สีน้ำตาล และ ศพซอมบี้จำนวนมากที่เป็นสารอาหารให้แก่ต้นมันโลหิตมันจึงเติบโตอย่างต่อเนื่อง

หลังจากเดินผ่านบริเวณต้นมันโลหิตมาแล้ว เขาก็มาถึงที่ใจกลางสวน มันมีคนยืนอยู่ราว ๆ 200 คน ถึงพวกเขาจะดูแตกกายด้วยเสื้อผ้าปกติแต่มันกลับเต็มไปด้วยร่องรอยของการขอบคุณ

พวกเขาคือคนที่ไนเรลเก็บมาแบบที่ทำกับเซน คนพวกนี้ทางรัฐบาลไม่ได้สนใจต่อให้หายไปเป็น 1000 คนพวกเขาก็ไม่สนใจแต่จะขอบคุณซะมากกว่าที่ช่วยจัดการปัญหาคนจรพวกนี้ให้

คนทั้งสอง 200 รู้สึกสับสนเป็นอย่างมากที่อยู่ ๆ ก็มีคนเอาอาหารมาให้พวกเขาและพามาที่นี่

แต่ที่นี่กับเต็มไปด้วยซากศพของซอมบี้ มันดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก

“ท่านประธานจะให้ทำอย่างไรกับพวกเขา” เซนกล่าวออกมา

“เอาดาบให้กับพวกเขา จากนั้นจับโยนลงไปในหลุม” ไนเรลกล่าวออกมาอย่างเย็นชา

หลังจากนั้นพวกเขาก็ได้ดาบเหล็กธรรมดาและถูกจับโยนลงไปในหลุม ด้านบนไม่มีใครนอกจาก เซนและไนเรลที่ยืนอยู่

“เดี่ยวสิ จะทำอะไรกลับพวกเรา”

“ทำไมต้องให้ดาบด้วย”

“อย่าบอกว่าให้พวกเราสู้กันเองนะ”

“ไม่ ๆ ข้าไม่ฆ่าคนเด็ดขาด”

“ปล่อยพวกเราไปนะ ช่วยด้วย ๆ ”

คนทั้ง 200 เริ่มบ้าคลั่งกันในทันที แต่ในตอนนั้นเองไนเรลก็ใช้ความสามารถ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ E]

“เงียบ” ทันใดนั้นทุกคนก็เงียบลงไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้อีก เพียงแค่คนธรรมดาพวกนี้เขาใช้พลังก็เพียงพอแล้ว

“ดีมาก ตอนนี้คือโอกาส ใครที่ไม่อยากตายก็หยิบดาบขึ้นมาและต่อสู้เพื่อตัวเองซะ”

ทันทีที่สิ้นเสียงของเขา อยู่ ๆ ก็มีซอมบี้จำนวนหลาย 20 ตัวถูกปล่อยออกมา พวกมันส่วนใหญ่คือพวกที่เขาจับมา

“อ๊ากกก ซอมบี้”

“หนี ๆ!!!”

“ช่วยด้วยใครก็ได้ช่วยด้วย”

พวกคนเร่ร่อนหลายคนพยายามที่จะปีนขึ้นมาแต่มันก็ถูกไนเรลทีบกลับไปในหลุมเหมือนเดิม

เมื่อรู้ว่าไม่มีทางให้หนีอีกแล้วพวกเขาก็ได้แต่หยิบดาบที่อยู่ในมือออกมาสู้อย่างสุดชีวิต ทั้งปากกัดตีนทีบ

อันที่จริงแล้วไม่สามารถว่าไนเรลว่าโหดเหี้ยมได้ คนที่เขาเลือกมานั้นคือพวกใกล้ตาย เพียงแค่ไม่เกินหนึ่งหรือสองวันพวกเขาก็คงอดตายกันแล้ว

ดังนั้นเขาจึงให้โอกาส โอกาสที่จะใช้ชีวิตอย่างมีเกียรติได้กลายเป็นมนุษย์ชั้นสูง

เหตุผลที่เขาต้องทำแบบนี้ก็เพื่อคัดคนที่จะสร้างคนของสมาพันธ์เองเพราะพวกเขาไม่สามารถใช้นักล่าปกติได้

คนพวกนี้จะกลายเป็นกองทัพมนุษย์ชั้นสูงของสมาพันธ์ชุดแรก

แต่ไนเรลก็ไม่ได้โหดร้ายขนาดนั้นเพราะเขาได้ตัดแขนซอมบี้บางส่วน และเลือกแต่ตัวที่เชื่องช้า ขอแค่พวกเขากล้าใช้ดาบฆ่าพวกมันพวกเขาก็จะรอดชีวิต แต่ถ้านานเข้าคนที่ติดเชื้อและกลายเป็นซอมบี้ก็จะมากขึ้นและเมื่อถึงตอนนั้นคนตายก็จะมากขึ้น

“อ๊ากกกก”

“ไอ้ปีศาจ”

“ปล่อยพวกเราไป ปล่อยพวกเรา”

“ตายซะซอมบี้บัดซบ”

หลังจากผ่านไปประมาณครึ่งชั่วโมงเสียงทุกอย่างในหลุมก็เงียบลง เหลือแค่ผู้รอดชีววิตจำนวน 81 คนเท่านั้น

สภาพของทุกคนนั้นราวกับพวกกระหายเลือด เอาแต่ฟันไปที่ซากศพซอมบี้ ในขณะที่บางคนแววตาของพวกเขาก็เต็มไปด้วยความเคียดแค้นที่มีต่อไนเรล

และดูเหมือนจะเข้าใจโลกใบนี้มากขึ้น พวกเขาคือผู้รอดชีวิต จากคน 200 เหลือแค่ 81 คนเท่านั้น

ไนเรลกระโดดลงไปในหลุม คนที่รอดชิตทั้ง 81 คนที่เห็นดังนั้นก็พากันจับดาบวิ่งเข้ามาหาไนเรลหมายจะใช้กำลังที่มากกว่าฆ่าเขาโดยตรง

“ตายเจ้าปีศาจ”

“แกต้องชดใช้ที่ทำกับพวกเราแบบนี้”

“หึ” ไนเรลได้แต่ยิ้ม ๆ เมื่อปลุกความกระหายเลือดและความกล้าหาญของพวกเขาแล้วก็ควรที่จะสั่งสอนให้เข้าใจถึงพลังอำนาจที่เหลือกว่า

“อ๊ากกก!!!”

“ยอมแล้ว พวกเรายอมแล้ว”

“หยุดเถอะ ยอมแล้ว อ๊ากก!”

หลังจากนั้นไม่กี่นาที คนทั้งหมดก็หมดสภาพ หมอบอยู่กับพื้น

“ต่อไปนี้พวกเจ้าจะกลายเป็นทหารชุดแรกของสมาพันธ์นักล่า ผู้พิทักษ์สมาพันธ์ห้ามทรยศไม่ว่าต้องตายก็ตาม พวกเจ้ายอมรับหรือไม่” เขาพูดออกมาพร้อมกับใช้ความสามารถ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ E]

“ยอมรับ”

“พวกเรายอมรับ”

คนทั้ง 81 คนยอมรับในทันที พวกเขาไม่อยากที่จะโดนทรมานโดยไนเรลอีก ระดับมันต่างกันเกินไปพวกเขาไม่สามารถหนี้รอดจากไนเรลได้เลย แต่ก็มีบางคนที่คิดว่าแค่พูด ๆ ออกไปเท่านั้นแล้วค่อยหาโอกาสหนีออกไป แต่พวกเขาหารู้ไมว่าทันทีพวกเขายอมรับมันก็ต้องทำตามโดยไม่มีเงื่อนไข

ไนเรลมองไปที่คนทั้งหมดและในตอนนั้นเองที่สัญญาณเตือนภัยก้ดังขึ้นไปทัวทั้งค่ายพร้อมกับประกาศสถานะการฉุกเฉิน ประตูค่ายลี้ภัยทั้ง 4 ทิศทางนั้นถูกปิดจนหมด

เฮลิคอปเตอร์ รถถัง รถฮัมวี เครื่องยิงจรวจ กองกำลังทหารเคลื่อนกำลังพลกันอย่างเร่งรีบออกไปที่แนวหน้าป้องกัน ด้านที่หนึ่งห่างจากตัวเมืองไป 2 กิโลเมตร

เนื่องจากมันเป็นระยะที่ปืนใหญ่และเครื่องยิงจรวจบนกำแพงยิงถึงซึ่งใช้ในการสนับสนุน ทหารที่อยู่ภาคพื้นดินทั้งหมด

ไนเรลมองไปที่ เฮลิคอปเตอร์ที่บินอยู่ด้านบนเช่นกัน

“คงได้เวลาแล้ว” ไนเรลเดินขึ้นไปที่กองซากศพของซอมบี้ทันทีจากนั้นก็เอาแท่งคริสตัลออกมา

นี่คือต้นคริสตัลวิวัฒนาการที่เขาได้มาจากในแม่น้ำ

ทันทีที่มันถูกปักลงไปในกองซากศพซอมบี้ก็มีการตอบสนองออกมาทันที รากคริสตัลจำนวนมากเริ่มงอกออกมาอย่างช้า แต่มันช้าเกินไป

“จงโตขึ้น” ไนเรลใช้ความสามารถ [เร่งการเจริญเติบโตของพืช F] ของเขาทันทีด้วยพลังทั้งหมดที่มี

พลังงานที่อยู่ภายในเซลล์ของเขาถูกใช้ไปอย่างต่อเนื่อง

ต้นคริสตัลเริ่มโตอย่างรวดเร็วพวกงอกกิ่งออกมา 5 กิ่ง จากนั้นก็ขยายใหญ่ขั้น จนต้นของมันสูง 2 เมตร

และผลที่ห้อยลงมานับ 20 ลูก แต่ส่วนใหญ่เป็นผลคริสตัลความสามารถ ประเภท สนับสนุนและผลพลังธาตุที่มีอยู่อย่างละ 10 ลูก

และที่เหลือก็เป็นผลกลายร่างซึ่งมีอยู่อีก 5 ส่วนผลลึกลับและพลังจิตใจนั้นไม่มี

แต่ไนเรลก็รู้ไว้อยู่แล้วดังนั้นเขาจึงเก็บ แก่นพลังงานอีก 6 ชิ้นไว้เพื่อใช้ในการนี้

ไนเรลกลืนมันลงไปในทันที แต่ยังที่พลังงานในเซลล์ของเขาไม่ทันให้ดูดซับ เขาก็ดึงพลังงานทั้งหมดมาใช้กับความสามารถ [เร่งการเจริญเติบโตของพืช F]

ด้วยกองซากศพของซอมบี้จำนวนมหาศาลที่อยู่ในพื้นที่กว่า 10000 ตารางกิโลเมตรถูกรากของต้นคริสตัลวิวัฒนาการดูดซับจนหมดแม้แต่กระดูกก็ไม่มีเหลือพวกมันผุพลังสลายกลายเป็นฝุ่นผงทันที

เซนและผู้พิทักษ์ที่เหลือรอดอีก 81 คนพากันถอยหนีออกมาทันที

ในตอนนี้เองที่พวกเขาพึ่งเข้าใจถึงพลังของมนุษย์ชั้นสูง ถึงแม้ว่าความสามารถที่ไนเรลแสดงออกจะเป็แค่ระดับ F แต่มันได้รับการสนุนจากพลังของมนุษย์ชั้นสูงระดับ สีน้ำตาลและที่สำคัญคือพลังงานที่อยู่ในแก่นพลังงานทั้ง 6 ชิ้นมันก็แสงแดงความสามรถออกมาได้อย่างน่าเชื่อ

“ออกผลมาให้ข้าซะ” ไนเรลทุ่มพลังออกไปทั้งหมดและในตอนนั้นเอง “ซวยแล้ว…”

ไนเรลรีบชักมือออกมาในทันที แต่ก็ช้าไปเล็กน้อย เขาฝืนใช้ความสามารถเกินขีดจำกัดจนต้องจ่ายผลตอบแทน ด้วยอายุขัยไปถึง 10 ปี

พลังงานในระดับเซลล์ของเขาลดลงจาก 550 และแค่ 520 ในทันที

“เกือบไป” ไนเรลถอนหายใจด้วยความโล่งอกถ้าช้ากว่านี้อีกสักเล็กน้อยมีหวังผมของเขาคงจะขาวไปทั้งหวังแน่

ตอนนี้ผลของคริสตัลวิวัฒนาการที่แลกมาด้วยอายุขัยถึงสองปีของเขานั้นก็ออกมามีจำนวนถึง 80

เมื่อรวมกับจำนวน 25 ผลก่อนหน้านี้ก็จะเป็นทั้งหมด 105 ผล

“หวังว่ามันจะคุ้ม” เขามองไปต้นไม้คริสตัลขนาด 3 เมตรที่แลกมาด้วยอายุ 10 ปี

เขาไม่ได้รู้สึกเสียดายอายุขัย 10 ปีเลยแม้แต่น้อยเพราะเขารู้ว่า อีกแค่ไม่เกิน 20 ปีถ้าในชีวิตนี้เผ่าพันธุ์มนุษย์ไม่สามารถยืนหยัดอยู่ในโลกใบนี้ได้ระก็พวกเขาจะตายกันหมดทั้งเผ่าพันธุ์แน่นอน

ไนเรลส่งผลคริสตัลวิวัฒนาการจำนวน 82 ลูกให้กับเซนในการแจกกับทุกคน โดยมี 41 ผลที่เป็นประเภทสนับสนุนและอีก 40 ผลเป็นประเภทพลังธาตุ ส่วนอีกผลเป็นของ เซนได้หนึ่งในสองผลที่เป็นประเภทพลังจิตใจซึ่งถือว่าหาได้อยากมากไป ส่วนอีกผลเขาจะนำไปให้กับจูเรีย ซึ่งมันจะมีประโยชน์กลับเธอย่างแน่นอน

หลังจากที่เขาดูพวกผู้พิทักษ์สมาพันธ์ทั้ง 81 คนจัดการกินผลคริสตัลวิวัฒนาการไปแล้วนั้น พวกเขาก็ส่งเสียงแปลกในกัน แต่แล้วพวกเขาก็ล้มลงไปกันที่ละคน ๆ จนหมด

นั้นก็เป็นเพราะว่ามันคือหนึ่งในกระบวนการวิวัฒนาการนั้นเอง เขาหวังไนเรลหวังว่าเมื่อพรุ่งนี้ทั้งหมดตื่นมาจะพร้อมสู้กับฝูงซอมบี้

…………………………………….

Witterry : เรื่องเดินช้าสักเล็กน้อย แต่ตอนต่อไปเตรียมพบกับความมันของสงครามซอมบี้เต็มรูปแบบและแค้นเก่าของพระเอกที่ไม่รู้จะมาในตอนไหนเหมือนกันแต่คงต้องเอาดาบคู่เขางูมาคืนพระเอกแน่นอน

ตอนที่ 39 ระดับสีน้ำตาล

แก่นพลังงาน ทั้ง 10 ชิ้นตามข้อมูลแล้วมันคือ แก่นพลังงานของนกกระจอกเทศสายฟ้ากลายพันธุ์ ส่วนเหตุผลที่ทำไมถึงมีแก่นพลังงานมากขนาดนี้ นั้นก็เพราะว่า มันคือฟาร์มนกกระจอกเทศ หลังจากที่มันกลายพันธุ์ ฝูงของนกกระจอกเทศสายฟ้านับหมื่นตัวก็ออกอาละวาด

สร้างความเสียหายไปเป็นจำนวนมาก แม้แต่ทางกองทัพก็ไม่สามารถจัดการได้ เพราะความเร็วในการเคลื่อนและความอึดของมัน มันสามารถวิ่งได้ถึง 300-500 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

พวกเขาไม่มีทางเลือกจึงได้แต่ใช้ระเบิด TNT ถึง 20 ตัน ทิ้งจากเครื่องบินกวาดล้างมันทิ้งทั้งฝูงในคราวเดียว และนั้นก็คือเหตุที่แก่นพลังงาน 10 ใน 30 ชิ้นที่ได้จากนกกระจอกเทศสายฟ้ากลายพันธุ์นับหมื่น ๆ ตัว

ไนเรลคาดหวังกับแก่นพลังงานทั้ง 10 นี้มาก ไม่ใช่พลังงานที่เซลล์ของเขาจะได้รับ แต่เป็นความสามารถที่เขาจะได้รับด้วย

ทันทีที่กลืนกินแก่นพลังงานชิ้นแรกลงไปเซลล์ในร่างกายก็ดูดซับมันทันที แต่ชิ้นเดียวไม่พอ เขาจัดการกินลงไปอีก 3 ชิ้น

ตอนนี้เขากินแก่นพลังงานไป 4 ชิ้น พลังงานที่อยู่ภายในเริ่มหมุนวนอย่างบ้าคลั่ง ถ้าไม่ใช่เพราะว่าเขามีคริสตัลของเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการและความสามารถ [ดูดซับความสามารถ???] ช่วยในการจัดการพลังงานทั้งหมดของเขาละก็ ตัวของเขาก็คงระเบิดตายไปแล้ว

มนุษย์ชั้นสูงปกติถ้าต้องการดูดซับพลังงานที่อยู่ในแกนพลังงานระดับเดียวกันกับตัวเองละก็ต้องใช้เวลาหลายวันและต้องค่อย ๆ ดูดซับมันไปอย่างระมัดระวัง

ไม่เช่นนั้นระบบเซลล์ในร่างกายจะเกิดการล้มลงแบบโดมิโน่ บางกรณีก็ยังรักษาได้ แต่บางกรณีร่างกายของมนุษย์ชั้นสูงจะเสียสมดุลและระเบิดออกเหมือนระเบิดมนุษย์ตายในทันที

ตัวเลขที่เครื่องวัดระดับพลังงานภายในเซลล์ เริ่มไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ จาก 395…400…450…499 และทันในนั้นมันก็ก้าวผ่านไปที่ระดับ 500…530 และไปหยุดอยู่ที่ระดับ 550

คริสตัลที่อยู่กลางหน้าผากของไนเรลเริ่มเปลี่ยนจากสีเทาไปเป็นสีน้ำตาลของปฐพี,ปฐวี,ปถพีอย่างรวดเร็ว

ตอนนี้เขารู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมาก เซลล์ในร่างกายของเขาราวกับมันมีชีวิตชีวามากกว่าเดิมหนึ่งเท่าตัว นี่คือการเลื่อนขึ้นของระดับชีวิต

ด้วยระดับสีน้ำตาล ทำให้เขามีอายุขัยถึง 200 ปี

“อ้วก!” ทันในนั้นอยู่ ๆ เขาก็สำลอกออกมามันคือ เมือกสีดำที่เหม็นเป็นอย่างมาก ไนเรลไม่ได้แปลกใจเพราะมันคือสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายที่เซลล์ของเขาชะล้างมันออกมา

ไนเรลลุกขึ้นไปอาบน้ำทันที เพราะตามร่างกายของเขาก็มีเซลล์ผิวที่หลุดลอกออกมา ตอนนี้นี้มันให้ความรู้สึกที่คันมาก

หลังจากที่ชำระล้างอาบน้ำจนสะอาดแล้ว เขาก็ต้องแปลกใจเพราะใบหน้าที่อยู่ในกระจกนั้นมันดูดีเป็นอย่างมาก

ใบหน้าที่ดูเด็กราวกับชายหนุ่มอายุ 19 ปี ผิวที่ขาวและดูเรียบเนียนมากขึ้น ถ้าหญิงสาวส่วนใหญ่มาเห็นเขาตอนนี้จะต้องอิจฉาอย่างแน่นอน

กล้ามเนื้อที่ดูสวยงามและสมดุลราวกับผลงานชิ้นเอกของศิลปินชื่อดังที่สร้างสรรค์อย่างปรานีตไม่มีผิด

ถ้าไม่ติดว่านี้คือร่างกายของเขา ไนเรลจะต้องอิจฉาเป็นอย่างมากแน่นอน

ไนเรลนุ่งผ้าขนหนูเดินออกมาจากห้องน้ำ ในขณะที่ใช้ผ้าขนหนูผืนเล็กอีกผืนเช็ดผมที่ดูเหมือนจะยาวขึ้นมาเล็กน้อย

“ว้าย” ในตอนนั้นเองที่เสียงของเอวาก็ดังขึ้นมา เนื่องจากเธออยู่ ๆ ก็เปิดประตูห้องของเขาเข้ามาพอดี

“หืม เธอมาทำอะไรที่นี่” ไนเรลมองไปที่เอวาอย่างแปลกใจ ที่อยู่ ๆ ก็เปิดประตูเข้ามา

เอวาหันมองไปทางอื่นทันทีด้วยใบหน้าที่แดงชมพู เธอพยายามบอกกับตัวเองไม่ให้คิดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในป่า แต่กลับกลายเป็นว่าเธอไปคิดถึงมันซะแล้ว และแล้วหางตาของเธอก็แอบมองไปที่ไนเรล ตอนนี้เขาไม่ได้ใส่อะไรยกเว้นผ้าขนหนูสองผืนที่นุ่งอยู่ข้างล่างและอีกผืนที่พาดอยู่ที่ไหล

เธอมองไปที่ไหล่ กล้ามหน้าอก กล้ามท้อง ไล่ลงไปเรื่อย ๆ

“อะ..แฮ่ม” แต่ในตอนนั้นเองที่ไนเรลก็แกล้งไอออกมา

“เธอมีอะไรหรือเปล่า หรือแค่มา….”

“เออ…คือว่า…คือว่า…” เอวาดูจะร้อนรนเป็นอย่างมากเพราะว่าอยู่ ๆ ไนเรลเดินเข้ามา และกล้มหน้าเข้ามาหาเธออย่างช้า ๆ

‘ไม่นะ นี่มัน เขา…เขาจะทำอะไร ฉันยังไม่พร้อมเลย ต้องไปอาบน้ำก่อน’ ในหัวของเอวาเริ่มเต็มไปด้วยสีขาว พร้อมกับความคิดที่ไปไกลมากแล้ว เธอค่อย ๆ หลับตาลงในขณะที่ใจนั้นสั่นเป็นกลองรบไม่มีผิด

แต่ที่ไนเรลเดินเข้ามาหาเธอก็เพราะว่าเขาต้องการจะหยิบเอกสารรายงานที่เธอถือมาด้วย

เอวาที่หลับตาสักพักก็ไม่เห็นว่ามีอะไรเกิดขึ้น เธอก็ลืมตามองไปที่ไนเรลทันที ซึ่งตอนนี้เขากำลังอ่านเอกสารอยู่

“เกือบไป” เอวาถึงกลับโล่งอกเล็กน้อย พร้อมกับถอนหายใจด้วยใบหน้าที่แดง

“เกือบอะไร?” เขาแกล้งถามเธอออกมาแบบยิ้ม ๆ และกล้มลงไปอ่านเอกสารที่อยู่ในมือ มันคือบัญชีรายจ่ายที่ตอนนี้ยังค้างจ่ายอยู่ทั้งหมด

“เกือบที่จะ….ไม่สิ คือว่าเรื่องนั้นช่างมันก่อน ที่ฉันมาหานายก็เพราะว่าตอนนี้ ตั๋วอาหารขแงเราทั้งหมด มีเหลือแค่จ่ายอีกแค่ 3 วันเท่านั้น”

“หลังจากนี้จะไม่มีจ่ายอีกแล้ว ทุกอย่างที่ทำมาก็จะล้มไม่เป็นท่าแน่นอน”

สีหน้าของเธอดูเคร่งเครียดเป็นอย่างมาก

“อืนนั้นก็เป็นปัญหาพอสมควร แต่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้น ฉันมีแผนไว้อยู่แล้ว”

เขามีแผนรับมือเรื่องนี้ไว้อยู่ก่อนแล้ว เพราะเมื่อสองวันก่อนเขาได้เงินจากเมสันมาโดยแลกกับการจองผลคริสตัลวิวัฒนาการมา ซึ่งตั๋วอาหารที่ได้มา 300,000 ตัวนั้นเมื่อเทียบกับผลคริสตัลวิวัฒนาการแล้วมันน้อยเป็นอย่างมาก แต่มันก็แลกกับการที่เมสันจะมาเข้าร่วมกับสมาพันธ์นักล่าด้วย

หารที่มีผู้เชี่ยวชาญในการสร้างอาวุธมาเข้าร่วมนั้น มันถือว่าเป็นแต้มต่อที่มาก เพราะนักล่านั้นต้องใช้อาวุธและของที่ล่ามาได้ ด้วยวัตถุดิบต่าง ๆ เขาสามารถนำมาสร้างอาวุธได้เอง นั้นเท่ากับทางสมาพันธ์นักล่าสามารถจัดการกับวัตถุดิบเหล่านี้ได้มากขึ้น และสร้างผลกำไรจากตรงนี้ได้อีกนับเท่าตัว

เอวาที่ได้ยินว่าไนเรลมีแผนรับมืออยู่แล้วเธอก็รีบขอตัวออกไปทันที ราวกับกระต่ายน้อยที่วิ่งหนีหมาป่าไม่มีผิด

ไนเรลได้แต่ยิ้มออกมา กลับช่วงเวลาที่สงบสุขแบบนี้

ตอนนี้เป็นเวลาเที่ยงแล้วที่ทางสำนักงานนักล่าที่หน่วยงานของรัฐบาล ได้ปรากฏแผ่นปลายประกาศขนาดใหญ่เล็กเป็นจำนวนมาก

“นี่มันอะไร?”

“เหลือเชื่อมีคนรับซื้อซากซอมบี้ตัวละ 100 ตั๋วอาหาร หรือแลกกับเนื้อกลายพันธุ์และอาหารได้ 100 กรัมต่อ 1 ตัว”

“จริงหรือเปล่า เมื่อวานตอนออกไปหาของตามหมูบ้านข้าเจอกับศพซอมบี้นอนตายทิ้งไว้อยู่เป็นจำนวนมาก”

“ข้าก็เจอ ตามทางก็มีทิ้งไว้ ทุกคนฆ่ามันแล้วก็ทิ้งไว้อย่างไม่สนใจ นั้นเท่ากับตั๋วอาหารจำนวนมาก”

“ไปเร็วก่อนที่ คนโง่นี้จะปิดรับซื้อ”

นักล่าแต่ละคนมองหน้ากันทันที พวกเขาไม่จำเป็นต้องไปเสี่ยงหาอาหารในเมืองหรือหมู่บ้าน ก็สามารถเก็บซากซอมบี้ที่มีอยู่จำนวนมากมาแลกกับอกหารได้

ตอนนี้มีซอมบี้จำนวนมาก ได้มุ่งตรงมาจากประตูทางเหนือนั้นทำให้นักล่าจำนวนมากออกไปหาของแต่ทิศทางใต้ ตะวันออกและตะวันตกเท่านั้น ทำให้เกิดการปะทะและแย่งชิงอาหารมากขึ้น

ในขณะที่ตอนนี้ภายในค่ายอาหารเริ่มขาดแคลนแล้ว

ข้าวสารแค่ 1 กิโลกับตอนนี้เพิ่มราคาไปถึง 1200 ตั๋วอาหารแล้ว และยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

หลังจากนั้นข่าวในการรับซื้อครั้งนี้ของไนเรลก็กระจายออกไปเป็นวงกว้างแม้แต่รัฐมลตรีพาลเมอร์ก็ยังทราบเรื่องนี้ เพราะเขาให้คนไปคอยจับตาการเคลื่อนไหวของไนเรลไว้

“เด็กนี้กำลังทำอะไรกันแน่?” เขาได้แต่คิดและก็สงสัย

“ตามการคาดการ เขาคงจะนำซากซอมบี้มาทำเป็นปุ๋ย แต่มันก็ไม่ได้ผลมากขนาดนั้นเนื่องจากพืชไม่ได้ดูด….” เลขาที่อยู่ด้านข้างรายงานออกไป

“ช่างเรื่องนั้นก่อนเถอะ ตอนนี้ซอมบี้ทางทิศเหนือเป็นอย่างไรบ้าง”

“ทางกองทัพรายงานมาว่าระเบิดนั้นไม่เพียงพอต่อการสังหารพวกมันทั้งหมด แต่ว่าพอที่จะถ่วงเวลาได้อีก 2 วัน ในขณะเดียวกันเราศูนย์เสียเฮลิคอปเตอร์ไปถึง 3 ลำซึ่งตอนนี้ทางค่ายเหลือแค่เฮลิคอปเตอร์อีกแค่ 4 ลำเท่านั้น”

“เกิดอะไรขึ้น ถึงจะมีซอมบี้ปีกแต่พวกมันก็ไม่น่าจะสร้างความเสียหายได้ขนาดนี้”

“ทางกองทัพก็ได้ใช้วิธีการโจมตีทางอากาศโดยเลือกตำแหน่งที่ไม่มีซอมบี้ปีก แต่มันกลับมีซอมบี้อีกสายพันธุ์ ตอนนี้พวกเราตั้งชื่อมันว่า ซอมบี้ระเบิดชีวะภาพ มันคือซอมบี้ที่ระเบิดตัวเองได้ แก๊สที่ออกมาจากแรงระเบิดถ้ามนุษย์ธรรมดาสูดเข้าไปแม้แต่เพียงเล็กน้อยก็จะกลายเป็นซอมบี้ทันที”

“ดังนั้นพวกเราต้องถอยออกมาก่อน ที่สำคัญตอนนี้มีข่าวจากทางเมืองหลักว่ามีซอมบี้สายพันธุ์ต่าง ๆ มากมายได้ปรากฏออกมา และฝูงซอมบี้จำนวนมากก็กวาดล้างค่ายลี้ภัยของไปถึง 25 แห่งแล้ว”

“ทางเมืองหลักจึงได้แต่ยกระเบิดนิวเคลียเพื่อถล่มค่ายเหล่านั้นทิ้ง และหวังว่าค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 จะไม่เป็นค่ายที่ 26”

เลขาสาวอ่านรายงานและเอกสารลับที่ส่งมาจากเมืองหลักทันทีที่ รัฐมลตรีพาลเมอร์ได้ยินก็ยิ่งเคร่งเครียดทันที

ตอนนี้การจัดการกับฝูงซอมบี้นับแสนตัวก็ยังเป็นปัญหา ถึงระเบิดจะลดปริมานมันไปมากแต่มันก็ยังมีอีกจำนวนมาก

อีกทั้งอาหารก็ลดน้อยลงไปเรื่อย ๆ ถ้าเกิดฝูงซอมบี้ที่เข้ามาประชิดในอีก 2 วันมันจะต้องกระจายตัวโอบล้อมค่ายลี้ภัย 101 อย่างแน่นอน เมื่อนั้นถึงพวกมันจะเข้ามาไม่ได้แต่พวกเขาก็ออกไปไม่ได้และตอนนั้นที่นี่จะกลายเป็นนรกจริง ๆ ไม่ต้องรอให้ซอมบี้เข้ามาฆ่าพวกเขา คนในค่ายก็คงฆ่ากันเองอาหารจนตายหมดก่อน

ส่วนรถไฟที่เดินทางมาจากเมืองหลักพร้อมอาวุธรูปแบบใหม่ก็ต้องใช้เวลาอีก 5 วันซึ่งล่าช้าไปเพราะต้องจัดการกับสัตว์กลายพันธุ์อื่น ๆ

“ข้าต้องถ่วงเวลารักษาสถานการณ์ไว้ให้ได้ ขอแค่ขบวนรถไฟนั้นมาถึงก็พอ”

ที่สมาพันธ์นักล่า ประตูทิศตะวันออก หน้าตัวอาคารที่ยังสร้างไม่เสร็จ แต่มันกลับเต็มไปด้วยผู้คนที่เข้ามาต่อแถวจำนวนมากพร้อมกับซากศพซอมบี้นับหมื่น

พวกเขามาตามประกาศที่ไนเรลไปติดไว้ ในตอนแรกนักล่าหลายคนคิดว่ามันเป็นแค่การแกล้งกันเท่านั้น จะมีใครที่โง่พอที่จะซื้อศพซอมบี้ที่ไร้ประโยชน์พวกนี้ แต่ก็มีบางคนอยากลองและก็ได้นำศพซอมบี้มาขาย เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่ได้เสียอะไร

ผลปรากฏว่าพวกนี้รับซื้อจริง ๆ แถมยังปริมานไม่จำกัดอีกด้วย

“เอาละต่อแถว ใครแตกแถวพวกเราจะไม่ซื้อ”

“ทั้งหมด 10 ตัว ต้องการรับเป็นตั๋วอาหาร เนื้อกลายพันธุ์ หรือผลมันโลหิต”

“เอาผลมันโลหิตครึ่งหนึ่ง และเนื้อกลายพันธุ์อีกครึ่ง”

ที่ด้านหน้าจุดรับซื้อนั้นวุ่นวายเป็นอย่างมาก ผู้คนส่วนใหญ่ปฏิเสธตั๋วอาหาร และเลือกที่จะเอามันโลหิตแทน หรือไม่ก็เนื้อกลายพันธุ์ เนื่องจากพวกเขาคิดว่าการที่เอาตั๋วอาหารไปนั้นมันพวกเขาก็ต้องไปซื้ออาหาจากข้างนอกอยู่ดี

สู้แลกเป็นอาหารที่กินได้โดยตรงดีกว่า อีกอย่างตอนนี้อาหารข้างนอกก็มีราคาแพงมากขึ้นอยู่เรื่อย ๆ ถ้าไปซื้อ มันจะได้ในปริมาณที่น้อยกว่าที่นี่อย่างแน่นอน

และที่สำคัญสิ่งที่เรียกว่าผลมันโลหิตนั้นก็อร่อย และได้ในปริมาณที่มาก มันจึงเป็นที่ต้องการของทุกคนเป็นอย่างมาก

ตอนที่ 38 ข้อตกลง

ไนเรลนั่งอยู่ในห้องตรงข้ามเขา เป็นชายแก่มนุษย์ชั้นสูง ระดับ สีน้ำตาลนั่งอยู่ ท่าทีของเขาราวกับขุนเขาที่ไม่สามารถสั่นคลอนได้

แค่ดุจากสีหน้าและท่าทางก็รู้ว่ารัฐมลตรีพาลเมอร์ไม่ชอบไนเรล

“ไอ้หนูตระกูลอาโรเดีย มีอะไรก็พูดมา” รัฐมลตรีพาลเมอร์มีสีหน้าที่จริงจังเป็นอย่างมาก

“ตอนนี้ค่ายคงกำลังขาดแคนอาหารใช่หรือไม่ ผมสามารถหาอาหารเป็นพืชที่กินได้ ประมาณ 200,000 ตันได้ภายใน 1 เดือน” ไนเรลกล่าวออกไป อย่างไม่รีรอ การเปิดก่อนได้เปรียบนั้นยังใช้ได้ในการเจรจาเสมอ

จากนั้นเขาก็หยิบผลมันโลหิตขึ้นมาสองชิ้น หนึ่งคือชิ้นที่เผาและอีกชิ้นยังสดอยู่

“หืม…” รัฐมลตรีพาลเมอร์ หยิบมันขึ้นมาดูและเขาก็ต้องแปลกใจ จึงได้ให้คนเอามันไปตรวจสอบทันที ใช้เวลาไม่นานก็ได้ผลมาว่ามันคือ พืชที่สามารถกินได้ แต่ผลที่ให้ไปมันไม่สามารถปลูกได้

ไนเรลเองก็รออย่างใจเย็นไม่ได้รีบร้อนอะไร

พาลเมอร์กำลังเคร่งเครียดในเรื่องของปริมานอาหารที่ลดลงอย่างรวดเร็วเป็นอย่างมาก ถ้าเจ้าเด็กนี่มันสามารถหาอาหารจะนวน 200000 ตันมาได้จริง ๆ ก็สามารถช่วยเรื่องปากท้องของคนในค่ายไปได้อีก 1 เดือน ไม่สิ สองเดือนท่ากินอย่างประหยัดอีกอย่างเมื่อถึงเวลานั้น ทางเมืองหลักก็คงส่งเมล็ดพันธุ์และเสีบงอาหารมาให้พวกเขาได้

ซึ่งตอนนี้ดูเหมือนว่าเมืองหลักกำลังวิจัยเมล็ดพันธุ์พืชที่กินได้อยู่น่าจะใช้เวลาประมาณ 2 เดือน

ดูเหมือนว่าเด็กนี่จะมีพืชที่กินได้และให้ผลผลิตที่มากอยู่ รัฐมลตรีพาลเมอร์มองไปที่ไนเรล เขากำลังจะถามออกไปและกดดันไนเรลเพื่อยึดพืชชนิดนั้นมา แต่ก็ถูกขัดจังหวะโดยไนเรลก่อน

“ผมจะนับแค่ถึง 3 เท่านั้น ตกลงหรือไม่ ท่านตัดสินใจเองได้เลย แต่ขอบอกไว้ก่อนว่าถ้าผมขายอาหารจำนวนมากขนาดนี้ให้กับพวกบริษัทพาราซัสละก็”

ปัง!!!!!

โต๊ะที่อยู่ด้านหน้าไนเรลถึงกลับพังยับด้วยกำปั้นของรัฐมลตรีพาลเมอร์ ไนเรลถึงกลับตกใจเล็กน้อยแต่ก็ยังทำใจดีสู้เสือมองไปที่รัฐมลตรีพาลเมอร์อย่างไม่สะทกสะท้าน

“โทษที…” รัฐมลตรีพาลเมอร์โกรธมากที่ไนเรลบอกว่าจะเอาอาหารจำนวน 200000 ตันแลกเปลี่ยนกับบริษัทพาราซัส แค่ตอนนี้มันก็คุกคามรัฐบาลจนแทบจะกดดันจากทุกด้านแล้ว ถ้าพวกมันยังคงควบคุมอาหารได้อีกก็คงมีแต่ยกค่ายให้พวกมันเลยไม่ดีซะกว่าหรือ

“ลองบอกสิ่งที่ต้องการมา” เสียงของรัฐมลตรีพาลเมอร์ดูไม่สบอารมณ์มากนัก ตระกูลอาโรเดียเป็นเหมือนกันหมดตั้งแต่ปูยันหลาน

“แก่นพลังงานขั้น 2 ต่ออาหาร 5000 ตัน แก่นพลังงานขั้น 3 ต่อ 50,000 ตัน และขั้น 4 ต่อ 500,000 ตันซึ่งแน่นอนว่าถ้าต้องใช้เวลา 2 เดือน ถ้าต้องการเป็นจำนวนมาก”

“ในขณะเดียวกันผมขอพื้นที่เขตติดประตูตะวันออกจำนวน 5,000 ตารางกิโลเมตร เป็นกรรมสิทธิ์ของผมแต่เพียงผู้เดียว และห้ามให้ใครหน่วยอะไรมายุ่งในบริเวณนั้นเป็นอันขาด แลกกับอาหาร 100,000 ตัน”

ไนเรลมองไปที่ รัฐมลตรีพาลเมอร์ที่ตอนนี้คิ้วแทบจะชนกันแล้ว สำหรับเขาที่เป็นรัฐมลตรีแล้ว ซึ่งมีสถานะไม่ต่างจากเจ้าเมืองในยุคโบราณ แค่พื้นที่ 5000 ตารางกิโลเมตรนั้นเขาสามารถยกให้ได้ บริเวณนั้นเป็นแค่พื้นที่แห้งแล้งที่อยู่ในกำแพงเท่านั้น

ปล่อยทิ้งไว้ก็ไม่มีประโยชน์อะไร แต่ว่าสิ่งที่เขาต้องการแลกเปลี่ยนอีกอย่างคือ แก่นพลังงาน แค่ใช้ในกองทัพและในรัฐบาลก็ยังไม่เพียงพอ แล้วจะเอาไปให้ไนเรลได้อย่างไร

“เปลี่ยนจากแก่นพลังงานเป็นอย่างอื่น ๆ” รัฐมลตรีพาลเมอร์พูดออกมาด้วยเสียงที่เย็นชาและข่มขู่

ไนเรลมองเข้าไปที่สาตายของรัฐมลตรีพาลเมื่ออย่างไม่ละสายตาและกล่าวออกมา พาราซัสสามารถจ่ายได้

‘บัดซบ พาราซัสอีกแล้ว’ พาลเมอร์ได้แต่เดือดดาลอยู่ในใจ หรือจะจับเด็กนี่ไปทรมาน เพื่อหาว่าเขาหาอาหารพวกนี้มาจากไหน ไม่ได้เดี่ยวปุของมันมาแก้แค้นเอาได้ มันยิ่งเป็นหมาบ้าที่ทำอะไรไม่ชอบคิดอยู่

“ตกลง แก่นพลังงาน ขั้น 2 จำนวน 10 ชิ้น และขั้น 3 หนึ่ง” รัฐมลตรีพาลเมอร์ตอบไปทั้งที่กัดฟัน ถ้าเขาไม่ตอบตกลง เดี่ยวเด็กนี่จะต้องไปหาพวกบริษัทเหล่านั้นเพื่อทำข้อตกลงแน่นอน

“พื้นที่ติดประตูทางตะวันออกด้วย” ไนเรลย้ำ

“ตามนั้น” พาลเมอร์ตอบแบบไม่ใส่ใจ กับแค่ที่มันจะไปมากอะไร ตอนนี้ที่เขาหนักใจคือ แก่นพลังงานต่างหากจะดึงจากส่วนไหนไปให้ไนเรล

และแล้วความซวยก็ไปออกที่หน่วยดาบซึ่งทำภารกิจล้มเหลวในการตามล่าจับตัวซอมบี้สติปัญญา ภายหลังจีซัสก็ได้รู้ว่าเหตุที่แก่นพลังงานทั้งหน่วยดาบโดนตัดไปนั้นก็เป็นเพราะเอาไปให้ไนเรล ซึ่งทำให้เขาแทบจะคลั่งเพราะไม่เพียงไนเรลไม่ถูกลงโทษแต่ยังได้แก่นพลังงานไปอีก

“แต่ก่อนหน้านั้น ข้าขอถามก่อน เจ้าได้ฆ่าไอแซคหรือไม่” ตอนนี้น้ำเสียงของรัฐมลตรีพาลเมื่อจริงจังเป็นอย่างมาก

“ความจริงของเรื่องนี้มีค่ามากกว่าข้อตกลงของเราหรือไม่?”

หลังจากนั้นสักพักไนเรลก็ถูกปล่อยตัวโดยที่เขาถูกระบุว่าไม่มีความเกี่ยวข้องกับการตายของไอแซค

ไนเรลเดินออกมาพน้อมกับแก่นพลังงาน ขั้น 2 จำนวน 10 ชิ้น พร้อมด้วยเอกสารกรรมสิทธิ์ที่ดิน ซึ่งนี่คือค่ามัดจำ ถ้าเขาสามารถส่งอาหารจำนวน 200,000 ตันครบก็จะได้ส่วนที่เหลือ

ไนเรลกลับมาบ้านพัก ซึ่งที่บ้านก็มีคนรออยู่ครบ ทั้ง ดามิน เจคอบ สองแม่ลูก ลูน่า และโคล้อี้ แมวน้อยและคาปิบาร่า

ด้านข้างเป็น เอวา เอียน จูเรียและนักล่าอีก 5 คน

เมื่อพวกเขาเห็นไนเรลก็ดูโล่งอกกันทันที เนื่องจากพวกเขาคิดว่าไนเรลจะถูกจับและคุมขังซะแล้ว

“ขอโทษทีที่ทำให้ทุกคนเป็นห่วง เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”

หลังจากที่ทุกเข้ามาด้านใน ไนเรลก็อธิบายถึงพื้นที่ที่เขาได้มาทันที แต่ไม่ได้บอกว่าแลกมันกับอะไร

“ต่อไปนี้พวกเราจะตั้งสำนักงานใหญ่ของสมาพันธ์นักล่าที่พื้นที่นี้ แต่ที่สำคัญญมากกว่านั้นคือแรงงาน ซึ่งต้องให้ทุกคนช่วยหาแรงงาน บอกพวกนั้นไปว่าเราจะจ่ายเป็น อาหาร และ ตั๋วอาหาร”

“บอกไปว่าฉันยินดีรับทุกสายงาน ไม่ว่าจะเป็น ใครอายุเท่าไหร่ขอแค่ทำงานได้ก็พอ”

“เรื่องนั้นต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก ฉันคิดว่าเราควรเริ่มจากเล็ก ๆ ก่อน” เอวาแย้งขึ้นมาเพราะถึงอย่างไรการที่ก่อสร้างบนพื้นที่กว่า 5,000 ตารางตามที่ไนเรลบอกมามันไม่ใช่โครงการเล็ก ๆ เลยแม้แต่กับก่อนเกิดเหตุการณ์ซอมบี้วันสิ้นโลกก็ตาม

“ไม่ต้องห่วงเรื่องนั้นไปจัดการตามนี้ อย่างลืมว่าไม่ต้องบอกเหตุผลพวกเขาว่าเรากำลังทำอะไรรอให้ทุกอย่างพร้อมก่อนเราค่อยบอกทีเดียว”

ทุกคนได้แต่รับปากตกลงคำไป พร้อมกับที่รับตั๋วอาหารจากไนเรลมา100000 นี่คือทั้งหมดที่เขาสามารถให้ได้ในตอนนี้ ซึ่งแน่นอนว่ามันยังไม่เพียงพอ

ขณะที่ทุกคนแยกย้ายกันไปก็เหลือแต่ จูเรียที่ตอนนี้ไม่มีที่ไปเธอจึงมาอาศัยอยู่กลับไปไนเรลไปก่อน

“เธอสามารถสร้างสิ่งนี้ให้กับฉันได้หรือไม่?” ไนเรลบอกสิ่งที่เขาต้องการให้เธอสร้าง นั้นก็คือ ระบบของสมาพันธ์นักล่า ที่มีสกุลเงินเป็นของตัวเองนั้นก็คือ G พร้อมด้วยระบบสมาชิก และฟังก์ชันอื่น ๆ

อันที่จริงแล้วนี่คือสิ่งที่ จูเรียเป็นคนสร้างขึ้นมาในชีวิตที่แล้ว เขาไม่ได้รู้ถึงทุกสิ่งที่เธอสร้างเพียงแค่บอกแนวคิดและรูปแบบคร่าวๆ ให้เธอก็ท่านั้น

บางครั้งคนที่มีความสามารถและพรสวรรค์อยู่แล้วเราก็ไม่ต้องไปทำอะไรมาก แค่บวกทิศให้พวกเขาก็พอ เพราะพวกเขาสามารถหาเส้นทางไปเองต่อได้ นี่ก็คือสิ่งที่เรียกว่า พรสวรรค์

จูเรียที่ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับตื้นเต้นเลือดลมฉูบฉีดทันที ความรู้สึกของเธอตอนนี้ยิงกว่าการอ่านนิยายวาย หรือดูอนิเมะเรื่องที่ชอบซะเอง แต่แล้วเธอก็นึกขึ้นได้ว่า เธอไม่มีคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์อะไรเอลยที่สำคัญ ระบบอินเตอร์เน็ตก็ล่มไปหมดแล้ว

ไนเรลที่รู้ถึงปัญญาของเธออยู่แล้ว เขาก็พาเธอไปที่ห้างแห่งหนึ่งที่นี่คือถูกเปลี่ยนให้กลายเป็นคลังเก็บของของรัฐบาล แต่มันก็ยังเป็นที่ที่ไว้ให้คนมาแลกเปลี่ยนตั๋วอาหารเป็นสิ่งของและสินค้าเช่นกัน

ซึ่งแน่นอนว่าสิ่งที่มีค่าน้อยที่สุดนอกจากเงินกระดาษก็คืออุปกรณ์ไอที เพราะถึงแม้ว่าจะมีไฟฟ้า แต่มันก็ไม่มีอินเทอร์เน็ต อีกอย่างไม่มีใครยอมแรกตัวอาหารเพื่อของพวกนี้เพราะลำพังแค่แลกเปลี่ยนเป็นอาหารก็ยังจะไม่พอกินเลย

เขาแทบจะเหมาของทั้งหมดในราคา 90,000 ตั๋วอาหาร ตอนนี้เขาจนเป็นอย่างมาก นอกจาก แก่นพลังงานทั้ง 10 ชิ้นแล้วเขาก็แทบจะตัวเปล่าเปลือยกันเลยทีเดียว

แม้แต่บ้านพักที่ตอนนี้ก็คาดว่าจะมีเงินพอจ่ายเพื่อเช่าอยู่ แต่เข้าก็ไม่ได้เสียดายเพราะพวกเขาจะต้องย้ายไปอยู่ที่ใหม่อยู่แล้ว

ส่วนในเรื่องของสัญญาณอินเทอร์เน็ตนั้นเขาไม่ได้กังวลเลยแม้แต่น้อยเพราะทันทีที่นิเรียกลับมาจากภารกิจทางรถไฟที่เชื่อมต่อไปยังเมืองหลักแห่งใหม่ที่ถูกสร้างขึ้นมาได้ทางรัฐบาลกลางของที่นั่นก็จะสร้างระบบอินเทอร์เน็ตรูปแบบใหม่ขึ้นมาที่ไม่จำเป็นต้องพึ่งพาดาวเทียมในการเชื่อมต่อสัญญาณกันอีกแล้ว

เมื่อถึงเวลานั้นระบบเหล่านี้ก็จะกระจ่างไปตามค่ายลี้ภัยต่าง ๆ ที่ยังคงมีอยู่ที่เป็นค่ายของรัฐบาล

ตอนนี้ถึงแม้เขาจะไม่เห็นแต่ก็รู้ว่าหลังจากที่เกิดเรื่องมาจะเกือบเดิน รัฐบาลได้ทุ่มเททุกอย่างเพื่อพัฒนาเทคโนโลยี ถ้าจะพูดให้ถูกต้องบอกว่า แค่เกือบเดือนกว่า เทคโนโลยีของมนุษย์ก็กล้าวหน้ามากถึง 50 ปีเลยทีเดียว มันคือช่วงการก้าวกระโดดของเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์อย่างแท้จริงแต่นั่นก็เป็นเพราะว่าถ้าพวกเขาไม่พัฒนาก็มีแต่ตายเท่านั้น

ไนเรลคิดว่านิเรียน่าจะกลับมากอีกไม่ 2 ถึง 3 วันหลังจากที่ไปถึงเมืองหลักหรือเมืองหลวงไทกีล่าแห่งใหม่

หลังจากนั้น 3 วันซึ่งเป็นวันปกติทั่วไป แต่ที่น่าเป็นพวกมากกว่านั้นก็คือ ซอมบี้ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น อย่างต่อเนื่อง ทางค่ายลี้ภัย 101 ได้เร่งสร้างกำแพงทุกด้านให้แล้วเสร็จจึงแทบจะใช้ทุกแรงงานที่หาได้

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าฝูงซอมบี้ของซอมบี้สติปัญญานั้นได้เข้าใกล้มาแล้ว เขาไม่รู้ว่ามันทำไมถึงมาช้า แต่ก็คงมีแค่เหตุผลเดี่ยวนั้นก็คือ การรวมตัวกับฝูงซอมบี้กลายพันธุ์หลายฝูง ก่อนที่จะมาถึงค่ายลี้ภัย

ไนเรลมองไปอาคารสำนักงานของสมาพันธ์นักล่าแห่งนี้ที่เริ่มเป็นรูปเป็นร่างมากแล้ว มันน่าเหลือเชื่ออย่างมากที่ตอนนี้มีคนนับพันมาช่วยการสร้าง

มีทั้งวิศวะ มีทั้งนักออกแบบ ผู้เชี่ยวชาญด้านต่าง ๆ มาช่วยกัน ส่วนพวกปูนนั้นในเรลเลือกให้ใช้โครงสร้างแบบปูนและผสมด้วยหินตัดก้อนใหญ่ มันจึงเร็วเป็นอย่างมาก

มันเหมือนกับอาคารยุคโบราณแต่ดูหรูหราไม่มีผิด

เขาเดินตามเส้นทางไปจนถึงส่วนที่เป็นพื้นที่หวงห้ามบริเวณนี้กินพื้นที่กว่า 3000 ตารางกิโลเมตร ล้อมรอบไปด้วยกำแพงที่พึ่งสร้างเสร็จ

มันคือที่ที่เขาเอาไว้ปลูกต้นหัวมันโลหิต และต้นคริสตัลวิวัฒนาการ ตอนนี้ด้วยความที่เขายังไม่มีเงินมากพอที่จะจ้างคนมาเฝ้ายามดังนั้นเขาจึงใช้ให้เจ้าแมวน้อย คาปิบารามาเฝ้าไปก่อน ซึ่งมันก็ยินดีเป็นอย่างยิ่งแต่ค่าตอบแทนที่มันเรียกร้องก็สูงเช่นกันนั้นคือ 10 ผลคริสตัลต่อเดือน

ตอนที่ได้ยินในตอนแรกเขาก็อ้าปากค้างไปในทันที แต่ก็ต้องทำใจเพราะเขาไม่ไว้ใจให้คนอื่น ๆ มาเฝ้า

จากนั้นเขาก็ไปดูจูเรียที่อยู่ในอาคารอีกหลังซึ่งเธอนั้นก็เอาแต่หมกตัวและหัวเราะอยู่คนเดี่ยวตลอดเวลา ไนเรลจึงเดินออกมาเพราะมไอย่างไปรบกวนเธอ

เขากลับมาที่บ้านหลังเล็ก ๆ นี่คือบ้านชั่วคราวหลังจากที่เขาย้ายออกมา มันก็ยังอยู่ในพื้นที่ของเอา

ไนเรลหยิบแก่นพลังงานที่ได้จากรัฐมลตรีพอลเมอร์ออกมา และเริ่มกินมันทันที เพราะถึงเวลาที่เขาจะต้อเลือนเป็นระดับ สีน้ำตาลแล้ว

ตอนที่ 37 กาเบรียล ทูตสวรรค์ไซเบอร์

“เยี่ยมไม่คิดว่าจะได้มาเจอกับตัวตนที่สุดยอดแบบเธอที่นี่” ไนเรลถึงกลับยิ้มออกมา ที่โชคชะตาพาให้เขามาเจอกับเธอ

อะไรคือตัวตนที่สุดยอด ทุกคนมองไปที่ไนเรล ดูเหมือนว่าเขาจะรู้จักเธอ แต่ทำไมเธอถึงแสดงท่าทีว่าไม่รู้จักไนเรล

ทุกคนได้แต่สงสัย

“ฉันขอคุยกับเธอตามลำพังได้ไหม” ไนเรลหันไปพูดกับทุกคน

คูเปอร์ลังเล หันไปมองจูเรียและไนเรล แต่เขาก็ตอบตกลงและสั่งให้ทุกคนออกไปสำรวจรอบข้างกันก่อน ในขณะที่เอวาก็พากลุ่มนักล่าออกไปเช่นกัน

แต่เธอก็หันมามองไนเรลอีกครั้งก่อนที่จะเดินออกไป ด้วยความสงสัยว่าทั้งคู่เป็นอะไรกัน

ในขณะที่จูเรียเธอก็ไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เพราะดูเหมือนว่าไนเรลจะรู้ว่าเธอเป็นใคร เธอกลัวว่าไนเรลจะบอกกับทหารพวกนั้น

ถ้าพวกทหารรู้ถึงตัวตนของเธอก็อาจจะจับเธอทันทีเธอคดีของเธอเยอะเกินไป

“นายต้องการอะไร?” จูเรียถามออกไปทันที ถ้าสามารถต่อรองได้เธอก็จะทำเพราะดูเหมือนไนเรลจะอยากทำข้อตกลงกับเธอไม่งั้นเขาคงส่งเธอให้กับพวกทหารไปแล้ว

“เธอคือนักแฮคเกอร์ที่ถูกจัดให้เป็นภัยระดับประเทศ แฮคเกอร์หมายเลข 1 จูเรีย กาเบรียล ทูตสวรรค์โลกไซเบอร์ สินะ ไม่คิดว่าจะเป็นแค่หญิงสาวอายุ 18 ผู้พิการแบบนี้ ช่างน่าสาร” ไนเรลพูดจี้จุดไปที่ขาที่พิการของเธอ

“นายต้องการอะไร!!!!!!!!!!”

จูเรียได้ยินดังนั้นก็โกรธขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล มันกระตุ้นจนเธออยากจะเข้าไปจัดการผู้ชายที่อยู่ข้างหน้าเธอฉีกเขาออกมาเป็นชิ้น ๆ

เธอไม่ได้อยากจะเป็นคนพิการ แต่ในตอนเด็กเธอถูกพ่อเลี้ยงที่เป็นตำรวจทุบตีในตอนที่เขาเมาจนกระดูกสันหลังแตกและเส้นประสาทเสียหายพิการท่อนล่างทั้งหมด

เมื่อก่อนเธอนั้นต้องนอนติดอยู่กับเตียง แต่ด้วยความที่แม่ของเธอทำงานอย่างหนักหาเงินมารักษาเธอ จนกระทั่งเธอสามารถนั่งรถเข็นได้ ไม่ต้องนอนติดเตียงอีก แต่ก็ไม่สามารถเดินได้อยู่

ในขณะที่พ่อเลี้ยงผู้เป็นตำรวจนั้นถ้าไม่เมาก็ทุบตีทำร้ายร่างกายเธอกับแม่ตลอด ก็ถูกให้ออกจากราชการและสุดท้ายก็ตายด้วยมะเร็งลำไส้

ทั้งสองแม่ลูกถึงได้รอดพ้นความทุกข์มาได้ แต่ตอนนี้เธอกับถูกชายแปลกหน้าพูดถึงเรื่องของเธอด้วยน้ำเสียงที่ดูถูก สำหรับเธอแล้ว คำว่า “สงสาร” นั้นมันเป็นยิ่งกว่าคำดูถูกซะอีก

“เธออยากที่จะกลับมาเดินได้อีกครั้งไหม?”

แต่ก่อนที่เธอจะโกรธไปมากกว่านี้ ไนเรลก็ถามคำถามที่ดูเหมือนจะเป็นความหวังกับเธอ “นายหมายความว่าอย่างไร….”

“ก็หมายความอย่างที่พูด เธออยากกลับมาเดินได้อีกครั้งไหม ภายใน 1 ปี เธอจะสามารถกลับมาเดินได้อีกครั้ง” ไนเรลพูดออกไปด้วยท่าทีปกติ

แต่เธอหารู้ไม่ว่าตั้งแต่ต้นเขาได้ใช้ความสามารถ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ E] กับเธอ ความสามารถนี้ไม่ใช่เพียงแค่ชักจูงตามพูดที่เขาพูดออกมา แต่มันเหมือนกับคำสั่ง

เขากำลังจะสั่งเธอ และคำสั่งอะไรที่ได้ผลที่สุดให้คนที่โดนสั่งไปนั้นไม่สามารถขัดขืนได้นั้นก็คือ การทำให้ผู้โดนสั่งน้อมรับมันด้วยตนเอง

ถึงแม้ว่าเขาจะสั่งออกไปด้วยวิธีปกติก็สามารถบังคับเธอได้ แต้ถ้าเขาไม่ใช้ความสามารถนี้ต่อ เธอก็จะกลับมาเป็นปกติ

แต่ถ้าเธอตกลงรับคำสั่งด้วยตนเอง มันจะเป็นเหมือนกับคำสัญญาถ้าผู้ผิดคำสัญญาจะต้องทำตามที่ถูกสั่งไว้

แม้ว่าเขาจะอัดเสียงของตัวเองไว้ถ้าผู้ที่ได้ยินแล้วตกลงรับคำสั่งของเขานั้น มันก็มีผลเช่นเดียวกัน

นี่คือความน่ากลัวของความสามารถประเภทจิตใจ ของความสามารถ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ E]

จูเรียที่ตอนนี้อยู่ก็โดนชายแปลกหน้าที่พี่งเจอถามคำถามออกมา ซึ่งเป็นคำถามที่เธออยากได้ยินมากที่สุด เธอก็ติดกับไนเรลเข้าทันที

“ต้องทำอย่างไร พวกมาไม่ว่าจะอะไรฉันก็ยอมทำ ถ้านายทำได้อย่างที่พูดจริง ๆ ทำให้ฉันกลับมาเดินได้อีกครั้ง” เธอกระโจนออกจากรถเข็นจับชายเสื้อของไนเรลไว้แน่น พร้อมกับพูดออกมาอย่างมีความหวัง

เธอจึงเริ่มศึกษาเรียนรู้โลกอินเทอร์เน็ต และเริ่มจากการเขียนโปรแกรม ไปจนถึงศึกษาเรื่องความปลอดภัยของข้อมูล การแฮคระบบ เขียนไวรัส และโจมตีองค์กรเรียกค่าไถต่าง ๆ เพื่อหาเงินมารักษาตัวเองให้กลับมาเดินได้อีกครั้ง ไม่ว่าจะผ่าตัดจำนวน หลายร้อยครั้ง ทำกายภาพบำบัดมาทุกที่ โดนหลอกมาก็หลายครั้งแต่ทุกครั้งก็ไม่เป็นผล เธอยังไม่สามารถเดินได้

“ง่ายมาก แค่ติดตามและซื่อสัตย์กับฉัน ภายใน 1 ปี ฉันจะทำให้เธอกลับมาเดินได้อีกครั้ง” ตอนนี้ไนเรลชูนิ้วชี้ออกมาและยิ้ม

“ถ้านายทำได้อย่างที่พูด ฉันจะติดตามนาย คอยรับใช้นายไปตลอดชีวิต แต่ถ้าหลังจาก 1 ปี นายทำไม่ได้…”

“เธอก็จะเป็นอิสระ” ไนเรลพูดออกไป

จูเรียมองไปที่ไนเรลอยู่สักพัก “ตกลง”

เพียงแค่เธอตอบตกลงเงื่นไขก็ถูกสร้างขึ้นในจิตสำนึกของเธอ

เธอไม่มีอะไรจะเสีย ถ้าการที่ต้องยอมเสียสละความบริบุทธิ์เพื่อกลับมาเดินได้อีกครั้งเธอก็ยอม แม้จะต้องค่อยรับใช้อุ่นเตียงให้เจ้านายเหมือนกับเป็นทาสก็ตาม

ไนเรลไม่ได้รู้ว่าความคิดของเธอนั้นไปถึงไหนแล้ว สิ่งที่เขาต้องการจากเธอนั้นไม่ใช่ร่างกายแต่เป็นความสามารถของเธอ

ต่อไปในอนาคตเธอจะมีชื่อเสียงที่โดงดังมาก ผู้สร้างโลกไซเบอร์และสกุลเงิน G ขึ้นมา ซึ่งต่อมามันได้ใช้เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนแทนตั๋วอาหาร แม้แต่ประเทศต่าง ๆ ก็ยอมรับมัน

ทุกคนขนาดนามผู้สร้างว่า กาเบรียล ทูตสวรรค์แห่งโลกไซเบอร์ แต่ไม่มีใครรู้ว่าเธอหรือเขาเป็นใคร ยกเว้นชื่อจริงที่ว่าจูเรีย กาเบรียล

ส่วนที่เขารู้ได้ไงนั้นก็แค่เดาพูดออกมามั่ว ๆ เท่านั้น เพราะชื่อ “กาเบรียล” มันเป็นเอกลักษณเกินไปไม่ค่อยมีคนใช้ แต่ใครจะไปคิดว่าเธอจะยอมรับมันง่าย ๆ

ตอนนี้เขาถึงกลับยิ้มออกมาทันทีที่ได้ จูเรีย มาเป็นพวก แบบนี้แผนการในการก่อตั้ง สมาพันธ์นักล่าก็มีหวังมากขึ้น ไม่สิมันต้องเกิดขึ้นมาได้อย่างแน่นอน

เมื่อถึงตอนนั้น สมาพันธ์นักล่าก็จะกลายเป็นหนึ่งในขั้วอำนาจที่สามารถสู้กับ 3 บริษัทใหญ่ 7 ประเทศที่ทรงอำนาจ และตระกูลชั้นสูงอื่น ๆ ได้อย่างแน่นอน

และมันจะยังทำให้เขาสามารถวางแผนรับมือกับภัยพิบัตจากซอมบี้และยักษ์เถือนพวกนั้นได้

ไนเรลกำมือแน่นด้วยความตื่นเต้น “ครั้งนี้มันจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป”

หนังจากนั้น พวกเขาก็ได้เจอกับวิทยุที่จูเรียเก็บไว้ พวกทหารรีบติดต่อกลับไปที่ค่ายด้วยช่องความถี่ฉุกเฉินทันที

ตอนนี้พวกเขาเพียงแค่ต้องรอให้ทางกองทัพของค่ายลี้ภัย 101 ส่งเฮลิคอปเตอร์ออกมารับก็เท่านั้น

สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือรอเพียงเท่านั้น

ไนเรลเรียกนักล่าที่เหลืออยู่เพื่อพูดคุยกันทันที

คนที่เหลือรอดตอนนี้มี ไนเรล เอวา เอียน และนักล่าอีก 5 คน ส่วนคนที่มาใหม่อีกคนก็คือจูเลีย

เขารู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับไอแซคนั้นจะต้องรู้ถึงทางค่ายแล้ว

ดังนั้นเขาจึงบอกให้ทุกคนว่าเมื่อไปถึงค่ายและหลังจากถูกคุมตัวไปสอบออกมาแล้วให้ไปรวมกันที่บ้านพักของเขา

ซึ่งพวกเขาจะเริ่มแผนการก่อตั้งสมาพันธ์นักล่าทันที

หลังจากนั้นเพียง 3 ชั่วโมง เฮลิคอปเตอร์ก็บินมาสองลำเพื่อรับพวกเขา

ไนเรลมองไปที่ผืนป่าและต้นไม้ที่สูงทะลุเมฆ สัตว์ป่ากลายพันธุ์จำนวนมากที่อาศัยอยู่ในผืนป่า นกและสิ่งมีชีวิตที่บินได้จำนวนมากที่บินอยู่บนท้องฟ้า เงาที่อยู่เหมือนเมฆจำนวนมากกำลังต่อสู้ฆ่าฟันกันเพื่อขั้นเป็นราชาแห่งท้องฟ้าของโลกใบนี้

มนุษย์ไม่ได้เป็นเผ่าพันธุ์ที่ทรงอำนาจมากที่สุดอีกต่อไปแล้ว

ตอนนี้อารมณ์ของแต่ละคนก็ผสมปนเปกันไป ในช่วงเวลาสั้น ๆ แค่ 3 วัน กับต้องเสียงตายครั้งแล้วครั้งเล่า

การมีชีวิตอยู่นั้นมันยากมาก แต่การจะไปอยู่ในจุดที่สูงสุดของโลกใบใหม่นี้นั้นยากยิ่งกว่า

ใช้เวลาอีก 3 ชั่วโมงพวกเขาก็มาถึงที่สนามบินในตัวของค่ายลี้ภัย 101

“หยุดยกมือขึ้น!!!”

ทันทีที่เครื่องลงจอดทหารจำนวนมากก็จ่อปืนไปที่ไนเรลก่อนที่เขาจะได้ลลงจากเฮลิคอปเตอร์เสียอีก

ไนเรลไม่ได้สนใจปืนพวกนี้แม้แต่น้อย สิ่งที่สร้างความเสียหายให้เขาได้คงจะมีแค่ปืนกลหนักเท่านั้น

“พวกนายกำลังทำอะไร?” ทหารหลายคนรีบเข้ามาขวางไว้ทันที

“จ่าคูเปอร์ใช่ไหม”

“ครับ” จ่าคูเปอร์ทำความเคารพแบบทหารทันที

“พวกนายแยกไปพักผ่อนก่อน ส่วนนักล่าคนอื่น ๆ ให้ตามจ่าไปเพื่อไปพบกับผู้ตรวจสอบ ส่วนนักล่าที่ชื่อไนเรลให้ตามพวกเราไป อย่าได้ขัดขืนที่คือคำสั่งจากท่านพลตรีและท่านรัฐมลตรีพาลเมอร์” นายทหารคนนั้นสั่งออกมาทันที

จ่าคูเปอร์ทำอะไรไม่ได้มันเกินความสามารถของเขา ได้แต่กล้มหน้ารับคำสั่งไป

ไนเรลพยักหน้าให้กับทุกคนเป็นการบอกว่าให้ทำตามที่คุยกันไว้ ในขณะที่ตัวของเขานั้นตามนายทหารคนนั้นไปที่ห้องสอบสวนโดยมีทหารกว่า 10 นายคุมตัวเขาไป

ภายในห้องสอบส่วนมันเป็นห้อง 4 เหลี่ยมมีกระจกที่ดำมืดอยู่รอบด้าน มีโต๊ะสี่เหลี่ยมตรงกลาง และเก้าอี้สองฝั่งเท่านั้น

ไนเรลไม่ได้ถูกใส่กุญแจมือไว้แต่อย่างใด หลังจากนั่งรออยู่แบบนี้นับชั่วโมงในที่สุดก็มีคนเข้ามา

ประตูที่เปิดออกปิดอย่างรวดเร็ว ชายวัยกลางคนหน้าตาโหดร้ายเดินเข้ามาหาเขาด้วยท่าทีเงียบขรึม

เขารู้ได้ทันทีว่านี้คือผู้สอบสวน ผู้ที่รับบทโหด อีกสักพักก็คงจะส่งคนที่เล่นบทคนดีเข้ามาเพื่อเกลี้ยกล่อมให้เขายอมพูดออกมา

ไนเรลขี้เกียจเสียเวลาจึงลุกขึ้นทันทีเดินไปที่กระจกทางด้านข้าง เขาเคาะมันไปสองทีจากนั้นก็พูดออกมา

“ผมต้องการพูดกับท่าน รัฐมลตรีพาลเมอร์ มีเรื่องที่จะเจรจาด้วย” จากนั้นเขาก็กลับไปนั่งลงที่เดิม ท่าทีของเขาเล่นเอาผู้สอบสวนสุดโหดไปไม่เป็นเลย หลังจากลังเลอยู่สักพักผู้สอบสวนก็เดินออกไป

ที่ด้านนอกรัฐมลตรีพาลเมอร์มองไปไนเรล ด้วยสายตาที่แปลกใจว่าเขารู้ได้อย่างไรว่าเขาอยู่ตรงนี้ หรือจะเป็นแค่ไนเรลเดาเอานั้น

“ท่านจะเข้าไปหรือไม่ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ได้กลัวพวกเราเลยแม้แต่น้อย” พลตรีที่อยู่ด้านข้างถามออกมาทันที ทั้งสองคือผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดของค่ายแห่งนี้คือ พลตรีวินเซนต์ และ รัฐมลตรีพาลเมอร์

โดยทำอาจส่วนใหญ่จะอยู่ที่ รัฐมลตรีพาลเมอร์และรองลงมาคือ พลตรีวินเซนต์

“เข้าสิ ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่า เขาต้องการเจรจาอะไร?”

รัฐมลตรีพาลเมอร์เดินเข้าไปในห้องสอบสวนทันที โดยไม่เกรงกลัวแม้แต่น้อยว่าไนเรลจะทำอันตรายมต่อเขาหรือไม่

ตอนที่ 36 ต้นมันโลหิตกลายพันธุ์

ตอนนี้เป็นเวลาเย็นแล้ว ทุกคนก็เริ่มจะมีแรงกันมากขึ้นแต่ก็ยังคงหิวกันมากอยู่ดี ไนเรลจึงออกสำรวจรอบ ๆ เพื่อดูว่าจะสามารถล่าหรือหาอะไรกินได้หรือไม่

เอว่าที่เห็นดังนั้นก็อาสาไปด้วยเช่นกัน หลังจากที่ทั้งสองคนเดินออกไปจ่าคูเปอร์ก็มีสีหน้าและรอยยิ้มแปลก เขาหันไปเล่าเรื่องบางอย่างให้กันทหารและนักล่าคนอื่น ๆ ฟังทันที

ทหารหลายคนได้ยินดังนั้นก็มีสีหน้าแปลก ๆ พวกเขาไม่คิดว่าในสถานการณ์แบบนี้ พวกเขายังคงทำเรื่องแบบนี้ได้ แต่ดูแล้วน้ำเสียงของพวกเขาจะอิจฉาซะมากกว่า

ไนเรลและเอวาเดินมาด้วยกัน เอวานั้นดูจะเงียบ ๆ ผิดจากทุกทีที่เธอจะถามเขาตลอด ไนเรลเองก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เกิดขึ้นอีก พวกเขาเดินเข้ามาในป่าด้วยความระมัดระวังด้วยความที่เขาไม่มีดาบคู่เขางู ไนเรลจึงต้องเปลี่ยนมาใช่อาวุธอื่นนั้นก็คือ มีดสั้นเขี้ยวงูสองเล่มที่เมสันทำขึ้นมาพร้อมกับดาบคู่เขางู

เขาต้องปรับตัวกับการใช้มีดสั้นเขี้ยวงูอยู่สักพัก ถึงจะชินมือ

ตัวมีดนั้นยาวประมาณ 25 เซนติเมตร สีขาวราวกับแสงสุดท้ายก่อนตาย ตัวมีดนั้นทำมาจากเขี้ยวงูมันจึงมีพิษ สิ่งที่โดนฟันด้วยมีสั้นจะโดนพิษอ่อน ๆ ถ้าโดนมาก ๆ ก็อาจจะตัวชาเป็นอัมพาตชั่วคราวได้

เขาเดินไปไม่ลึกมากเพราะตอนนี้มันเย็นพอสมควร แสงอาทิตย์เริ่มน้อยลงเรื่อย ๆ ในตอนนั้นเองเขาก็สังเกตเห็นสงสีแดงจำนวนมากที่สองออกมาตามเถาวัลย์ที่พันอยู่ต้นไม้ขนาดใหญ่

“นั้นมัน ต้นมันโลหิต” ไนเรลรีบเดินไปที่มัน

เอวาเดินตามไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที

ไนเรลเด็ดผลของมันออกมาจากต้น ของเหลวที่เหมือนกับเลือดไหลออกมาตามรอยเด็ดที่ขั้วของผล

เขานึกถึงข้อมูลของมันโลหิตพวกนี้ทันที

ต้นมันโลหิตกลายพันธุ์ ผลของมันเป็นหัวมียางเหมือนเลือด ให้แป้งและสารอาหารที่มาก ดูดซับสารอาหารได้จำนวนมากโดยเฉพาะซากศพซอมบี้ ถ้าต้นมันตายจะสร้างเมล็ดพันธุ์ขึ้นมาสามเมล็ดเพื่อขยายพันธุ์ต่อ

นี่คือหนึ่งในพืชกลายพันธุ์ที่เป็นอาหารหลักของมนุษย์หลังจากวันสิ้นโลก เนื่องจากมันให้ผลผลิตที่มาก และไม่ต้องปลูกหลายครั้ง เพราะเพียงแค่มีสารอาหารให้มันเพียงพอ มันก็จะออกผลมาเรื่อย ๆ ทนต่อทุกสภาพอากาศ

อีกทั้งรสชาติของมันอร่อยมาก

“เธอไปเรียกทุกคนมาช่วยกันเก็บมันหน่อย เย็นนี้พวกเราจะกินมันโลหิตพวกนี้”

“อืม…” เอวาพยักหน้าและเดินกลับไปเรียกทหารและนักล่า

ในขณะที่ไนเรลมองเอวาเดินออกไป เขาหาหัวหลักของต้นมันโลหิตกลายพันธุ์ทันที มันมีลักษณะคล้ายกับหัวใจของมนุษย์ที่มีรากเป็นเส้นเลือดฝอย ขนาดแค่กำปั้นเท่านั้น “ดูเหมือนมันจะยังโตไม่เต็มที่”

มือของไนเรลวางไปที่หัวหลักของมันจากนั้นก็ใช้ความสามารถ [เร่งการเจริญเติบโตของพืช F] ทันที เหตุผลจริงที่เขาให้เอวาไปเรียกทุกคนนั้น เพราะเขาไม่อยากให้เธอเห็นความสามารถนี้ของเขา

ไนเรลอยากจะให้ทุกคนคิดว่าเขาอาจจะมีความสามารถประเภทลึกลับที่ช่วยให้กลายร่างเป็นร่างกิ้งก่าได้มากกว่าที่ทุกคนคิดว่าเขามีความสามารถมากกว่าหนึ่งอย่าง

เพราะถึงอย่างไรทุกคนก็รู้ว่าคริสตัลที่หน้าผากของเขาเป็นรูปวงรีซึ่งเป็นประเภทลึกลับ

หัวหลักมันโลหิตก็เหมือนได้รับการกระตุ้นมันขยายเข้าออกอย่างต่อเนื่อง ผืนดินบริเวณรอบเริ่มแห้งและแตกร้าว สารอาหารรอบบริเวณถูกดูดซับโดยต้นมันโลหิตกลายพันธุ์

ผลที่อยู่ตามเถาวัลย์ของมันเติบโตขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง จนมีขนาดเท่าหัวมนุษย์ หลังจากผ่านไป 10 นาทีในที่สุดเขาก็ถึงขีดจำกัดของความสามารถและที่สำคัญสารอาหารในดินรอบ ๆ ก็มีเหลือแล้ว

เนื่องจากความสามารถเขามันเป็นแค่ระดับ F เท่านั้น มันจึงเร่งการเจริญเติบโตได้แค่นี้

ถ้าความสามารถของเขาพัฒนาไปจนถึงระดับ A ละก็มันสามารถเร่งการเจริญเติบโตของเมล็ดพืชให้กลายเป็นต้นไม้ใหญ่สูงหลายร้อยเมตรได้เลยในเวลาเพียงไม่กี่วัน แต่ทั้งนี้ก็ต้องให้ระดับพลังของเขาไปถึงระดับ สีน้ำเงิน ซึ่งเท่ากับชีวิตที่แล้วของเขา

เขาก็นั่งรอสักพักเอวาก็พากลุ่มทหารและนักล่ามา พวกเขาช่วยกันเก็บผลมันโลหิตกลายพันธุ์ทันทีอย่างเร่งรีบ

เนื่องจากพวกเขาได้ยินจากเอวาว่ามันสามารถกินได้ ทุกคนก็มีแรงฮึดกันขั้นมาทันที

หลังจากที่เก็บจนหมดก็ได้หัวของมันโลหิตกลายพันธุ์ให้พวกเขาทุกกินสามเวลาถึง 3 วันเลยทีเดียว

พวกพากันหอบกลับไปที่พักอย่างรวดเร็ว

ไนเรลเองก็ตามกลับไปแต่เขาก็ไม่ลืมที่จะขุดหัวหลักของมันมาด้วย ทันทีที่มันถูกขุดขึ้นมาจากผื้นดิน เถาวัลย์ของต้นมันโลหิตกลายพันธุ์ก็แห้งเหี่ยว หัวหลักที่เหมือนกับหัวใจก็กลายเป็นเปลือกแข็ง ห่อหุ้มเมล็ดทั้งสามไว้ภายในทันที

ไนเรลเก็บมันลงไปทันที เขามีแผนที่จะใช้เมล็ดพวกนี้ในการต่อรองกับทางรัฐบาลเพื่อแลกกับของที่เขาต้องการ

ตอนนี้ทุกคนกินผลมันโลหิตกันอย่างอร่อย วิธีการกินของพวกเขานั้นพื้นฐานที่สุดคือการวางมันไว้ใต้ขี้เถ้า เหมือนกับมันเผาปกติทั่วไป

ไนเรลลองกินมันดุเพราะเขาก็อยากจะรู้เหมือนกันว่าถ้ากินพวกพืชกลายพันธุ์ไปมันจะได้รับความสามารถอะไรมาหรือไม่ และก็เป็นดังคาดใบ้ไม้รอยสักก็งอกออกมา แต่แล้วมันก็แห้งเหี่ยวลงราวกับว่าความสามารถนี้นั้นมันไม่มีค่าพอให้สังเคราะห์ออกมา หรือก็คือมันมีระดับที่ต่ำเกินไป

นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นว่ามันไม่ยอมสร้างความสามารถใหม่ ๆ ให้กับเขา ดูเหมือนว่าถ้าเป็นพืชจะต้องเป็นสิ่งที่มีค่าพอ หรือไม่ก็ระดับสูงพอ

คริสตัลที่หน้าอกของเขานั้นมันมีความแปลกประหลาดเกินไป เขาคงต้องเรียนรู้มันให้มากกว่านี้ ถึงจะเข้าถึงความลับของมันทั้งหมด

เมื่อหนังท้องตึงหนังตาก็หย่อน คืนนี้พวกเขาได้นอนกันรวดเร็ว

แต่แล้วในตอนกลางคืนที่ กองไฟเริ่มหรี่แสงลง เรียงของสิ่งมีชีวิตกลายพันธุ์อีกชนิดก็เริ่มบินเข้ามาใกล้พวกเขา

“หืม…” ไนเรลที่มีการตอบสนองเร็วสุดลืมตาตื้นขึ้นมาทันทีโดยที่ในมือทั้งสองข้างของเขาจับมีดสั้นเขี้ยงงูไว้ พร้อมที่จะโจมตีออกมา

สิ่งที่เขาเห็นนั้นมันคือ ฝูงยุงป่ากลายพันธุ์ มีขนาดตัวประมาณนิ้วมือ บินวนไปมา

สีหน้าเขาจิงจังขึ้นมาทันที สิ่งที่น่ากลัวในป่านั้นไม่ช่สัตว์นักล่าหรือซอมบี้ แต่มันคือการป่วยเป็นไข้ป่า

“ลุกขึ้นเร็ว” ไนเรลปลุกคูเปอร์และทุกคน

“เกิดอะไรขึ้น”

“พระเจ้า…ทำไมถึงมีกลุ่มควันสีดำเยอะขนาดนี้”

“ไม่ใช่นั้นมันฝูงยุงป่า”

“ทุกคนรีบหาไม้มาก่อกองไฟให้ได้เยอะที่สุด พวกมันกลัวแสงสว่างและไฟ” ไนเรลรีบนำทุกคนจัดการก่อกองไฟขึ้นมาจำนวนมาก

ยังไม่ทันที่พวกเขาจะทำการก่อกองไฟเสร็จยุงทั้งฝูกก็ไม่รอช้าบินลงมาใส่พวกเขาทันที

“เสียงยุงบิน!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

“บัดซบเอ๊ยไม่ทันแล้ว”

“ทุกคนหยิบไฟขึ้นมาเร็ว”

ทักคนหยิบท่อนไม้ที่ติดไฟฟาดไปที่ฝูงยุงทันที

การเหวี่ยงท้อนไม้ที่ติดไฟแต่ละครั้ง ยุงจำนวนมากก็โดนไฟเผาทันที ปีกของพวกมันไหมจากนั้นก็ตัวร่วงหล่นลงพื้นดินเป็นจำนวนมาก

แต่ยุงที่ตายไปยังไม่ได้เศษเสี้ยวของฝูงยุกทั้งหมดด้วยซ้ำ

หลายคนโดนยุงป่ากลายพันธุ์เหล่านี้กัดเป็นจำนวนมาก ทุกคนเริ่มหันหลังชนกัน และก่อกองไฟมากขึ้น

แสงที่ส่งออกมาจากกองไฟทำให้พวกยุงเริ่มบินหนีบ้างแล้ว ใช้เวลาไม่นานเขาก็ไล่ฝูงยุงป่าออกไปได้ แต่พวกมันก็บินวนอยู่รอบ ๆ ไม่ห่าง

ในคืนนี้ทั้งคืนพวกเขาต้องผลัดกันเวรยามเฝ้ากองไฟเพื่อไม่ใช้ยุงป่ากลายพันธุ์เข้ามาใกล้พวกเขาได้อีก

เช้ามันต่อมาฝูงยุงทั้งหมดก็หายไป แต่ก็มีทหารตายไปอีก 2 และนักล่า อีก 1 ตามตัวของพวกเขามีรอยกัดของยุงอยู่หลายแห่งและมีคนที่เริ่มแสดงอาการไข้อีกจำนวนหนึ่ง

ตามศพของพวกเขามีทากและแมลลงกินเนื้อจำนวนมากกำลังจัดการซากของทั้งสาม

“ฝังศพพวกเขาก่อน” จ่าคูเปอร์บอกกับทหาร ในขณะที่นักล่าคนอื่น ๆ ก็ช่วยกันฝังศพของนักล่าเช่นกัน

หลังจากจัดการฝังศพทั้ง 3 แล้วพวกเขาก็ออกเดินทางกันต่อ แต่ด้วยความที่ตอนนี้เขาไม่มีเครื่องมือระบุตำแหน่งแล้วเพราะมันถูกกินไปพร้อมกับทหารสื่อสาร จึงได้แต่ต้องเดาทิศทางสุ่มและเดินทรงไปตามที่เคยเห็นในเครื่องมือระบุตำแหน่งเท่านั้น

ทั้งกลุ่มใช้เวลาเดินอยู่สามชั่วโมงก็เจอเข้ากับเนินดิน ด้านบนมีรางเหล็กอยู่

“รางรถไฟ”

พวกเขารีบวิ่งไปที่รางรถไฟทันที การที่เจอรางรถไฟนั้นหมายความว่าพวกเขาเจอเข้ากับเส้นทางที่กลับไปค่ายแล้ว

หลังจากที่เดินตามรางรถไฟไปได้สักพักก็เจอเข้ากับสถานี่รถไฟที่ตอนนี้เต็มไปด้วยตะไคร่น้ำและพืชกลายพันธุ์จำนวนมากเกาะอยู่ตามตัวอาคาร

“สถานีรถไฟ”

“เร็วรีบเข้าไปสำรวจดุว่ามีวิทยุสื่อสารหรือไม่”

จ่าคูเปอร์ดูจะตื่นเต้นมากเขารีบสั่งทหารสำรวจดูทันที

ในขณะที่ไนเรลก็สำรวจดูรอบ ๆ ที่นี่ไม่มีทั้งสัตว์กลายพันธุ์หรืออันตรายอะไร แต่ตอนนั้นในสายตาของเขาที่ใช้ความสามารถตรวจจับความร้อนก็เจอเข้ากับคนที่หลบอยู่หลังประตูของในตัวอาคารที่แยกออก

ทหารที่กลับออกมาด้วยความผิดหวัง

“ไม่เจอวิทยุ ดูเหมือนจะมีคนขนมันไป” ทหารรายงานจ่าคูเปอร์

“เป็นไปได้อย่างไรที่นี่มันสถานีรถไฟจะต้องมีสักเครื่องที่ทิ้งไว้บางสิ”

“มีคนอยู่ในนั้น เขาอาจจะรู้ก็ได้ว่าวิทยุไปไหน” ไนเรลบอกกับจ่าคูเปอร์

ทุกคนระวังตัวทันที เพราะพวกเขาไม่รู้ว่าคนที่แอบอยู่นั้นมีเจตนาอะไรกันแน่

“ออกมาพวกเราคือทหารจากค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 ถ้านับถึง 3 แล้วยังไม่ออกมาพวกเราจะยิงทันที”

“หนึ่ง…”

“สอง….”

“สา…”

“เดี๋ยว…เดี๋ยวฉันยอมแล้ว” คนที่แอบอยู่รีบเปิดประตูทันทีด้วยความกลัว

แต่ที่น่าแปลกคือเขา ไม่สิเธอกลับเป็นแค่ผู้หญิงพิการอายุประมาณ 18 ผมสีน้ำตาลแดง ใส่แว่นตาหนาเตอะ สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกลัว เธออัมพาตครึ่งท่อนล่าง

จ่าคูเปอร์ที่เห็นดังนั้นก็ยกมือให้ทุกคนเอามือลงทันที เมื่อเห็นว่าเธอไม่เป็นอันตราย

“เธอชื่ออะไร ที่นี่เกิดอะไรขึ้น ซอมบี้หรือคนหายไปไหนกันหมด”

“คนส่วนใหญ่ตายไปตั้งแต่ช่วงแรก ๆ ซอมบี้โดนนกยักสีทองจับกินไปแล้ว”

ทหารหลายคนก็แปลกใจทันทีที่ได้ยิน นั้นหมายความว่าที่ผ่านมาผู้หญิงพิการตัวเล็กพิการนั่งรถเข็น อาศัยอยู่ที่สถานีแห่งนี้คนเดียวตั้งแต่เกิดเรื่อง

“ว่าแต่เธอชื่ออะไร?”

“เออ…” ดูเหมือนเธอจะลังเลเล็กน้อย แต่แล้วก็ตอบออกมา “กา…กาเบรียล”

ทุกคนที่ได้ยินก็รู้ทันทีว่าเธอโกหก คนอะไรจะชื่อกาเบรียล ชื่อของหนึ่งในทูตสวรรค์

แต่คนที่ยืนหนึ่งไปทันทีและมีสีหน้าที่ประหลาดใจที่สุดกับเป็นไนเรล

“กาเบรียล ชื่อนี้มัน……หรือว่าเธอคือ จูเรีย กาเบรียล ฉายาทูตสวรรค์แห่งโลกไซเบอร์” ไนเรลพูดออกมาอย่างตกใจ

“นายรู้ได้อย่างไร?!!!” จูเรียตกใจมาก อันที่จริงไม่มีใครรู้ชื่อ จูเรียของเธอ ปกติแล้วเธอจะใช้ กาเบรียลเป็นหลัก ส่วนฉายา ทูตสวรรค์ไซเบอร์นั้นเป็นชื่อที่ใช้ในโลกอินเตอร์เน็ต

“เยี่ยมไม่คิดว่าจะได้มาเจอกับตัวตนที่สุดยอดแบบเธอที่นี่” ไนเรลถึงกลับยิ้มออกมา ที่โชคชะตาพาให้เขามาเจอกับเธอ

……………………………………….

ตอนที่ 35 ต้นไม้วิวัฒนาการ (18+ มั้งนะ)

ตูม!!!

ไนเรลร่วงหล่นลงมาสู่น้ำตกเบื่องล่างที่ระยะความสูงกว่า 100 เมตรร่างกายของถูกพัดม้วนลงไปตามกระแสน้ำสู้เบื่องล่างของแม่น้ำ

เขาพยายามว่านต้านทานแรงน้ำจำนวนมหาศาลที่ไหลตหลงมาจากด้านบน มันยากลำบากมากเพราะมวลน้ำมันมีมากเกินไป

เฮือก!!

ขึ้นมาพ้นและหายใจเอาอากาศเข้าไปได้แค่เพียงหนึ่งลมหายใจตัวเขาก็ถูกแรงน้ำกดลงไปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้เขาเลือกที่จะดำน้ำออกไปให้พ้นจากระยะของแรงน้ำที่ตกลงมา

ในสายตาที่เขาดำลงไป ในน้ำมันเต็มไปด้วยปรสิต ปลิงและสิ่งมีชีวิตมากมาย พวกมันพยายามที่จะกัดและชอนไชเข้าตามผิวหนังของเขา แต่ปรสิตเหล่านี้มันไม่สามารถเข้าตามผิวหนังไปอยู่แล้วมันทำได้หาบาดแผลและเข้าไป แต่เนื่องจากตัวเขานั้นไม่ได้มีบาดแผลพวกมันจึงไม่ได้เป็นภัยคุกคามต่อเขา

ในขณะที่ปลิงพวกนี้ก็ไม่สามารถกัดฝังเขี้ยวดูดเลือดจากตัวของเขาได้เพราะผิวหนังของร่างกิ้งก่าที่หนาเกินไป

ถึงเขาจะไม่เป็นอะไร แต่คนอื่น ๆ นั้นไม่ได้โชคดีเหมือนอย่างไนเรล ตอนนี้ทั้งปลิง พยาธิและสัตว์น้ำเล็ก ๆ ได้ลุมโจมตีพวกนั้นราวกับเป็นเนื้อสด ๆ ที่ถูกโยนลงไปในฝูงสัตว์ร้ายก็ไม่มีผิด

“อ้า ตัวอะไรกัดข้าไม่รู้…”

“รีบขึ้นจากน้ำเร็ว…”

“ปลิงในนี้มีแต่ปลิงเต็มไปหมดเลย”

พวกคนที่เหลือรอดพยายามว่ายขึ้นไปที่ฝั่งแต่กระแสน้ำมันแรงไปจึงได้แต่ไหลไปตามกระแสน้ำจนถึงสุดที่น้ำได้ไหลช้าลงพวกเขาจึงพากันว่ายขึ้นมาบ่นฝั่ง

“มีผู้รอดชีวิตกี่คนรีบหาคนอื่น ๆ” จ่าคูเปอร์หันไปสั่งพวกทหารที่เหลือดรอดไม่ถึง 7 คนรวมตัวของเขาด้วย ในขณะที่นักล่านั้นเหลือกันอยู่แค่ 8 คนเท่านั้น ทั้งเอวาและเอียนที่สามารถที่ใช้ความสามารถเปลี่ยนเหลวเป็นของแข็งเป็นแพขนาดใหญ่พาพวกเข้าขึ้นมาบนฝั่ง

“แย่แล้วไนเรลยังไม่ขึ้นมา…”

“รีบตามหาเขา”

พวกเขาพยายามตามหาไนเรลรอบ ๆ แม่น้ำทันที แต่แล้วพวกเขาก็รู้สึกอ่อนแรงกะทันหัน

ในขณะนั้นเองไนเรลไม่ได้เลือกที่จะขึ้นฝั่งเพราะเขากลับเห็นของที่ไม่น่าจะเห็นนั้นก็คือแสงที่สองออกมาจากกล้นของแม่น้ำ

‘นั้นมัน ไม่น่าเชื่อ…ต้นไม้คริสตัลวิวัฒนาการ’ ที่ก้นแม่น้ำมันมีต้นไม้ที่เหมือนกับผลึกแก้วที่สวยงาม ต้นมันยังไม่มีขนาดใหญ่มากนักแค่ ประมาณ 1 ท่อนแขนเท่านั้น มันเป็นเหมือนกับกระบองโปล่งแสง 6 เหลี่ยมมากกว่า

ไนเรลไม่รอช้ารีบถอนมันขึ้นมาทันที ทันทีที่มันถูกถอนใบและกิ่งก้านและรากทั้งหมดของมันก็สลายและหายไปตามกระแสน้ำเหลือแค่ลำต้นที่ส่องแสงออกมา ด้านในมีรูปแบบคริสตัลใสสวยงามอยู่ 5 รูปแบบ มันดูสวยงามเป็นอย่างมาก

‘พระเจ้ามันมี 5 รูปแบบ 5…รูปแบบ….นี่มัน….มันต้นไม้คริสตัล 5 รูปแบบ’ เขาแทบจะเป็นบ้าไปแล้วใครจะไปคิดว่าหลังจากที่โชคร้ายเจอกับเหตุการณ์ที่เรียกว่าซวยแล้วซวยอีกมามากมาย และแล้วก็ได้เจอเข้ากับสมบัติ

มันแทบจะเรียกได้ว่าเป็นสมบัติของโลกเลยก็ว่าได้ ต้นไม้คริสตัลวิวัฒนาการต้นนี้มันมีถึง 5 รูปแบบนั้น มันไม่เคยมีมาก่อน ไม่สิในชีวิตที่แล้วเขาไม่เคยได้ยินถึงตัวตนของมันมาก่อน

ตามที่รู้กันมนุษย์ชั้นสูงจะแบ่งออกตามความประเภทของสามารถ โดยมีคริสตัลที่อยู่กลางหน้าผากเป็นตัวระบุประเภท

คือ พลังธาตุเป็นวงกลม พลังกลายร่างเป็นรูปสามเหลี่ยม พลังจิตใจเป็นหยดน้ำ พลังสนับสนุนจะเป็นข้าวหลามตัด และพลังลึกลับจะเป็นวงรีซึ่งไนเรลก็มีคริสตัลเป็นวงรีจากความสามารถ [เร่งการเจริญเติบโตของพืช F]

ต้นไม้คริสตัลวิวัฒนาการนั้นมันเป็นสิ่งที่มนุษย์พบเจอและถูกจัดให้เป็นสมบัติระดับสูง ถึงขนาดที่ใครได้ครอบครองก็สามารถขายออกไปละซื้อเมืองเป็นของตัวเองได้เลย

มันมีค่าเป็นอย่างมาก เพราะมันเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ช่วยให้มนุษย์ธรรมดากลายเป็นมนุษย์ชั้นสูงได้ ปกติแล้วพลังและความสามารถที่ได้มานั้นจะมาจากรูปแบบของต้นคริสตัลวิวัฒนาการซึ่ง หนึ่งต้นจะมีแค่ 1 รูปแบบและที่สำคัญไปกว่านั้นคือตามที่เขารู้มาในช่วงท้าย ๆ ของชีวิตที่แล้วนั้น ก็มีแค่สองรูปแบบที่พบมากที่สุดคือ พลังธาตุและพลังสนับสนุน

ที่หายากขึ้นมาก็คือ พลังกลายร่าง ส่วนรูปแบบพลังจิตใจและลึกลับนั้นไม่พบเจอเลยแม้แต่น้อย เรียกว่าพวกมันไม่มีอยู่จริง

แต่ตอนนี้มันรู้แล้วว่ามันมีอยู่จริงเพราะในมือของเขานั้นมันมีถึง 5 รูปแบบ

ไนเรลรีบถอดเสื้อแล้วเอามันมาพันไปที่ต้นไม้คริสตัลวิวัฒนาการที่อยู่ในมืออย่างดี เขาต้องระวังไม่ให้ใครเห็นมันเป็นอันขาดไม่งั้นได้เกิดสงครามแย่งชิงอย่างแน่นอน

เพราะถ้าใครครอบครองมันก็สามารถสร้างกองทัพมนุษย์ชั้นสูงได้

ไนเรลว่ายขึ้นฟังไปอย่างรวดเร็วก็เห็นพวกคนที่เหลือรอดเริ่มอ่อนแรง บางคนล้มลงหมดสติอยู่กับพื้น

“เกิดอะไรขึ้น?” เมื่อมองดูเข้าก็รู้ถึงสาเหตุนั้นก็คือ ปลิงพิษที่อยู่ตามตัวของพวกเขาเป็นจำนวนมาก

“พวกเขาอยู่ ๆ ก็หมดแรงไป” เอวาที่ตอนนี้มีปลิงเกาะอยู่น้อยที่สุยังคงสามารถครองสติเอาไว้ได้

“พวกทุกคนขึ้นไปทางนั้นก่อน” ไนเรลรีบเข้าไปช่วยเธอทันที

ตอนนี้พวกเขาอยู่ไหลมาตามน้ำไกลพอสมควรดังนั้นคงไม่ต้องกังวลถึงเจ้าจิ้งจกหางหอกอีกตัวเพราะการโจมตีสุดท้ายของเขาคงจะทำให้มันเจ็บหนักและตามล่าพวกเขาไม่ได้ไปสักพัก

เขาหยิบกระสุนของพวกทหารมาจากนั้นก็หาที่แห้ง ๆ ก่อไฟขึ้นมาโดยใช้ดินปืนจากในกระสุน

ไนเรลใช้ปากกันตูดกระสุนอย่างระวังด้วยความสามารถ [กัดแทะ F] จากนั้นก็เทผงดินปืนลงไปบนไม้แห้ง ๆ และใช้ไม้เสียดสีถูกันด้วยความเร็วจนเกิดความร้อน

กองไฟที่ติดขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เขาก็เอามีดพกที่ได้มาจากข้างเอวของจ่าคูเปอร์ออกมาวางไว้บนกองไฟจนใบมีดเปลี่ยนเป็นสีแดง

“ถอดเสื้อออกหันหลังมา” ไนเรลบอกกับเอวา

ทันทีที่เธอได้ยิน ใบหน้าก็ถึงกลับแดงทันที แต่เธอก็ค่อย ๆ ถอดเสื้อออก

ตอนนี้ทุกคนหมดสติกันอยู่ จะมีก็แค่เอวาและไนเรลเท่านั้นที่ยังมีสติกันอยู่สองต่อสอง ดังนั้นเธอจึงไม่ต้องกลัวว่าจะมีใครมาเห็นฉากนี้

ไนเรลมองไปที่หลังที่ขาวอมชมพูที่ไร้ซึ่งเสื้อผ้าบดบัง เขามองไปตามไหลและคอที่แดงเล็กน้อยของเอวา ขณะที่เธอใช้มือปิดบังหน้าอกที่อวบอิ่มคู่นั้นไว้อย่างไม่มิด เพราะขนาดของมันใหญ่เกินไป

“อ้า…” เอวาร้องออกมาด้วยน้ำเสียงที่น่ารัก เพราะอยู่ ๆ ไนเรลก็เอามีดแดงจากความร้อนกดไปที่ปลิงที่อยู่ด้านหลังของเธอ

มันไม่ได้รู้สึกเจ็บเพราะพิษของปลิงนั้นมันทำให้บริเวณที่โดนกัดชาและจั๊กจี้ซะมากกว่าราวกับมีใครมาลูปไร้แผนหลังของเธอ

เอวารีบเอามือขึ้นมาปิดปากทันทีที่เธอร้องออกมาแบบนั้น ใบหน้าและตัวของเธอยิ่งร้อนผ่าวขั้นมามากกว่าเดิม

เอวาที่เห็นว่าไนเรลนั้นไม่ได้สนใจและยังคงจัดการกับปลิงบนหลังของเธอต่อ เธอจึงรีบสงบจิตใจของตัวเอง

และรีบปิดบังที่หน้าอกไว้เหมือนเดิมโดยหารู้ไม่ว่าตอนนี้นั้นไนเรลต้องพยายามหายใจเข้าพุทธ หายใจออกโธ เพื่อสงบไนเรลน้อยไว้

เพราะใครจะไปคิดว่าขณะที่เขาใช้มีดจี้ไปที่ปลิงเพื่อใช้ความร้อนฆ่ามันให้ปากของปลิงคลายออกและดึงมันออก อยู่ ๆ เอวาก็ร้องออกมาด้วยเสียงที่เร้าอารมณ์ขนาดนั้น แต่แค่นั้นยังไม่พอเธอกับเอามือออกจนเผยให้เห็นส่วนนั้นที่ชมพูเล็กน้อยจนดูราวกับดวงตามารร้ายที่ล่อลวงเขาเลยก็ว่าได้

เขาก็ไม่ได้อยากจะเอาเปรียบเธอแบบนั้นแต่เจ้าสายตาเจ้ากรรมที่ไวซะยิ่งกว่าสิ่งในจัดการกวาดสแกนจนหมดทุกซองทุกมุม

ไนเรลได้แต่แก้ตัวกับตัวเองและภูตผีในที่แห่งนี้ว่าไม่ได้ตั้งใจ แค่ตามันไปเอง

หลังจากนั้นเขาก็จัดการกับมากที่สุดที่แผนหลังและตามคอที่ขาวดังหยวกกล้วยจนหมด

และต้องจัดการกับปลิงที่อยู่ตามขาจนหมด

ซึ่งมันก็ยิ่งน่าอึดอัดเข้าไปอีกเพราะเจ้าปลิงพวกนี้มันดันเลือกจุดที่กัดอยู่ที่ตรงนั้นซะได้ ปลายมีดที่สั่นไปมา ค่อย ๆ จัดการปลิงที่อยู่หวางขาที่ขาวอมชมพูซึ่งตอนนี้กำลังกลางออกอยู่ตรงหน้าของเขาโดยมีแค่จีสติงตัวน้อยขวางกั้นไว้อยู่แค่นั้น เหมือนกับผิวของดังทารกไม่มีผิดออกที่ละตัว

ไนเรลคิดว่ามันช่างเป็นการต่อสู้ที่กดดันมากยิ่งกว่าสู้กับสัตว์กลายพันธุ์ขึ้น 4 ซะอีก

และแล้วเหตุการณ์ที่น่ากระอักกระอ่วนมากที่สุดก็มาถึงนั้นคือ บริเวณหน้าอก

“เออ…คือ…” ไนเรลมองไปที่มือที่ปิดบังภูเขาลูกนั้นไว้อย่างกระอักกระอ่วน

“เดี่ยว…ฉันทำเองได้ตรง…นี้…นี้” เอวารีบคว้าไปที่มีดแต่มือที่ปล่อยออกมาเหลือมือแค่ข้างเดียวมันจึงปิดไม่มิดอย่างแน่นอนเพราะขนาดสองมือยังปิดบังภูเขาลูกนั้นไม่หมดเลย

ทั้งสองตาของเขาที่แม้แต่ความสามารถดวงตาเทพของนิเรียก็เทียบไม่ได้ มองไปที่ทั้งสองอย่างเต็มสายตา

“อ้า” เอวาที่พึ่งรู้ตัวว่าทำอะไรลงไปก็กรีดตกใจรีบปิดมันไว้ทันที และคว้ามีดจากไนเรลมากพร้อมกับลุกขึ้นมาจะวิ่งออกไปด้วยความเขินอาย

แต่เพราะพิษจากปลิงพิษทำให้กล้ามเนื้ออ่อนแรง เธอไม่ทันระวังตัว ขาของเอวาอ่อนหงายหลังล้มลงทับไปที่ไนเรล เขารีบคว้าจับไปที่เธอทันที

รู้สึกตัวอีกที่ก็จับไปที่ภูเขาลูกนั้นอย่างแรกเต็มมือซะแล้ว มันให้ความรู้สึกที่นุ่มสบายจนไม่อยากที่จะเอามือมารของเขาออกเลยแม้แต่น้อย

เอวาตอนนี้เธอไม่รู้ว่าอ่อนแรงเพราะพิษของปลิงพิษหรือเพราะมือมารของไนเรลกันแน่

“แค่ก แค่ก…!”

ในตอนนั้นเองที่จ่าคูเปอร์ผู้สลบไปก็ไอออกมา ไม่รู้ว่าเขาตั้งใจหรือไม่หรือแกล้งสลบเพราะเห็นฉากของไนเรลกับเอวากันแน่

เอวารีบดีดตัวเองออกมา แต่ก็ยังติดมือที่ไนเรลจับอยู่

“ปล่อยก่อนได้หรือไม่…” เอวาพูดออกมาด้วยเสียงที่เบาราวกับได้ยินแค่เขาและเธอเท่านั้น

“โทษที…” ไนเรลรีบปล่อยมืออย่างไม่เต็มใจ

เอวารีบลุกขึ้นและเดินออกไปอีกทางพร้อมกับเสื้อผ้า แต่ในใจเธอรู้สึกสับสนและหวิว ๆ กับสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ ถึงมันจะเป็นแค่อุบัติเหตุแต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจไนเรลแต่อย่างไร

‘โลกใบนี้เปลี่ยนไปแล้ว ตัวเลือกนั้นก็ไม่ได้มีมากมาย การที่ได้ผู้ชายแบบเขามาปกป้องนั้นมันก็ไม่ได้แย่ขนาดนั้น ออกจะดีด้วยเพราะว่าเขาเป็นผู้ชายที่แข็งแกร่ง ลูกของเราก็ต้องแข็งแกรงด้วยและอยู่รอดในโลกใบนี้ได้อย่างแน่นอน และดูจะเป็นคนที่รักพวกพ้องและครอบครัว ที่ผ่านมาพวกเราก็ต่อสู้เสียงเป็นเสียงตายมาด้วยกันก็คง….เดี่ยวสินี่เราคิดอะไรอยู่’ เอวารีบสลัดความคิดไร้สาระในหัวของเธอทิ้งทันที และเดินออกไปอีกมุมหนึ่ง

ไนเรลมองไปที่เธอและมือทั้งสองข้างของเขา แล้วยิ้มออกมา

หลังจากนั้นนั้นเขาก็จัดการกับปลิงตามร่างกายของพวกทหารและนักล่า บางคนก็ฝืนขึ้นมาเขาจึงยกหน้าที่จัดการกับปลิงพิษให้พวกนั้นและพาบางส่วนออกไปหาพืชน้ำบางชนิดที่ใช้แก้พิษของปลิงพิษพวกนี้ได้ ซึ่งมันก็มีขึ้นมาแหล่งนี้ที่มีปลิงพวกนี้อยู่

ธรรมชาติสร้างทุกสิ่งที่สมดุลเสมอเพียงแค่เราต้องหามันให้เจอก็แค่นั้น

หลังจากจัดการถอนพิษให้พวกเขาได้จนหมด ไนเรลก็ตัดสินใจที่จะพักที่นี้ในคืนนี้เพราะคนส่วนใหญ่ยังคงไม่มีแรงจากพิษที่ได้รับไป

……………………………..

Witterry : “ฮุ ฮุ ๆ ปักธง” ไนเรลหัวเราะแบบเจ้าเล่ห์

“พี่ชาย…ผู้หญิงคนนี้ใคร!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!” นิเรียเดินเข้ามาด้วยออร่าและสายตาของจอมปีศาจ

 

ตอนที่ 34 ผู้ชนะสุดท้าย

จิ้งจกหางหอกทั้งสองตัวกำลังไล่ล่ากลุ่มของไนเรล นักล่าและทหารอย่างโหดร้าย โดยเฉพาะคนที่มีไข่ของจิ้งจกหางหอกอยู่กับตัว

ไนเรลคิดไม่ถึงว่าเขาจะซวยขนาดโดนสองสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์ขั้น 4 ไล่ล่าแบบนี้ เขาพยายามคิดว่าทำไมถึงใช้ความสามารถตรวจจับความร้อนแล้วถึงไม่เจอตัวของมัน

“ตายไปซะ!!! เจ้าสัตว์เลื้อยคลานเลือดเย็น” เอวาใช้มีดสายลมยิงใส่มันจิ้งจกหางหอกแต่มันไม่เป็นอะไรเลยแม้แต่น้อย

“เดี๋ยวเธอเรียกมันว่าอะไรนะ” ไนเรลหันไปถามเอวาที่อยู่ด้านข้าง

“สัตว์เลือดเย็น”

“ใช่ สัตว์เลือดเย็น” ไนเรลเข้าใจทันทีว่าทำไมเขาถึงใช้ความสามารถ [ตรวจจับความร้อน C] ถึงไม่เจอมัน เพราะภาพที่เขาเห็นคือความร้อนจากร่างกาย ที่ต่างจากสภาพแวดล้อม แต่จิ้งจกกลายพันธุ์มันเป็นสัตว์เลือดเย็นอุณหภูมิร่างกายของมันแทบจะเท่ากับสภาพแวดล้อม

นั่นคือเหตุผลที่เขาตรวจไม่เจอมัน

“นายคิดอะไรออก?” เอวาถามออกไป

“เปล่าฉันก็แค่คิดออกว่าทำไมถึงตรวจหามันไม่พบในตอนแรก เพราะมันเป็นสัตว์เลือดเย็น”

“ช่างเรื่องสัตว์เลือดเย็นก่อนเถอะหน่า ตอนนี้เอาไงต่อมันจะตามมาทันแล้ว…”

ไนเรลได้ยินอย่างนั้นก็จริงอย่างที่เธอบอก ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะไปห่วงเรื่องนั้น เขาพยายามนึกถึงข้อมูลของมันในชีวิตก่อน

จิ้งจกหางหอกมันมีจุดอ่อนอะไร และแล้วเขาก็นึกได้ถึงบางอย่างนั้นก็คือน้ำ พวกมันกลัวน้ำ

“แถวนี้มีแม่น้ำไหม” เขาถามคูเปอร์ที่ตามมาอยู่ด้านข้าง

“มีห่างจากนี่ไปไม่กี่ร้อยเมตร ผมดูมันมาจากในเครื่องระบุตำแหน่งก่อนที่จะออกเดินทางเมื่อเช้า แต่มันเป็นการออกนอกเส้นทาง”

“นำไป”

จ่าคูเปอร์บอกเส้นทางของไนเรลทันที พวกเขาวิ่งไปที่แม่น้ำใช้เวลาไม่นานก็มาถึง

“อ๊ากก มันตามมาแล้ว”

“ระวัง!!!”

“เร็ววิ่งไปให้ทันพวกนักล่า”

แต่เจ้าจิ้งจกหางหอกทั้งสองตัวก็ฆ่าคนไปหลายคนแล้วตอนนี้ เหลือทหารที่รอดมาแค่ 12 คน และนักล่าอีก 13 คนซึ่งรวมทั้งไนเรลและเอวาด้วย

“เสียงน้ำ!” ไนเรลได้ยินเสียงน้ำ เขาก็รีบวิ่งไปทันที มันเป็แม่น้ำขนาดใหญ่ไหลอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้โอกาสรอดของพวกเขานั้นทางเดียวก็คือการหนีไปทางแม่น้ำ

“โดดลงไปเลยเร็ว” ไนเรลไม่รอช้ากระโดดลงไปในแม่น้ำ แต่บุญเจ้ากรรมมันตื้นไป น้ำสูงแค่หัวเข่าของเขาเท่านั้น น้ำแค่นี้ยังไม่ท่วมหลังเข่าของจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ระดับ 4 เลยแม้แต่น้อย

เขายังคงวิ่งลุยน้ำไปต่อ ยิ่งลงไปมากน้ำก็ยิ่งเชี่ยวมากเท่านั้น เนื่องจากด้านหน้านั้นเป็นน้ำตกขนาดใหญ่ น้ำตกที่เขาเห็นนี้มันใหญ่กว่าน้ำตกอีกวาซู น้ำตกที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลกซะอีก มันสูงกว่า 100 เมตร

เขาพยามวิ่งไปตามแนวหินแต่บางครั้งก็มีลื่นไหลไปตามน้ำโชคยังดีที่เขาใช้ความสามารถร่างกิ้งก่าใช้กรงเล็บเกาะไปตามโขดหินได้

ในขณะที่นักล่าและทหารคนอื่น ๆ นั้นก็ไหลไปตามน้ำอย่างทุลักทุเลช่วยกันอย่างวุ่นวาย

“ช่วยข้าด้วย…บุ๋ม ๆ”

“จับมือกันไว้เร็ว”

“บัดซบ เดโมไหลหายไปกับกระแสน้ำแล้ว”

“เร็วรีบเอาตัวเองให้รอดก่อน…”

ทหารและนักล่าพากันตามไปที่ไนเรลที่ตอนนี้ไปถึงโขดหินกลางแม่น้ำบริเวณน้ำตกแล้ว พวกเขาช่วยกันดึงขึ้นจากน้ำ

คนที่สบายสุดก็คงเป็นเอวาเนื่องจากเธอใช้ความสามรถ มีดสายลมแค่จับมันมาตามแรงของมีดที่ยิงก็ลอยมาถึงได้อย่างง่ายได้ ในขณะที่มีมนุษย์ชั้นสูงอีกคนที่เป็นนักล่าเช่นกัน

เขาชื่อว่า เอียน มีความสามารถความสามารถประเภทธาตุน้ำ ทำให้ของเหลวแข็งตัวได้ นั้นทำให้เขาวิ่งบนน้ำได้

ปกติเขาไม่ชอบพูด ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สนใจแต่ตอนนี้ความสามารถของเขาคงได้ใช้อย่างเต็มที่เพราะที่นี่มันมีแต่น้ำ

“นายสร้างเส้นทางไปอีกฝั่งได้ไหม” ไนเรลถามออกมาในขณะมองไปที่จิ้งจกกลายพันธุ์ทั้งสองที่ตอนนี้มันลุยน้ำลงมาเล็กน้อย

“คำราม!!!!!!!!!!!!!”

ดูเหมือนว่ามันจะกลัวน้ำแต่ก็ยัง อยากที่จะจัดการกับพวกเขา

“ไม่ไหว พลังของฉันไม่สามารถทำได้กระแสน้ำมันแรงเกินไป”

“งั้นเอาแค่ไปถึงโขดหินให้ไปที่อีกฝั่งที่สุดได้ไหม”

“อาจจะไหว”

เอียนลงมองทันที น้ำเริ่มจับตัวกันเป็นของแข็งเหมือนกับกระจกกว้างประมาณสองเมตร เป็นเหมือนสะพานเชื่อมไปยังตอม่อตามจุดต่าง ๆ

เอียนรีบวิ่งนำไปก่อนในทันที ตามไปด้วยกลุ่มของนักล่า

“ไปตามเขาไป” คูเปอร์สั่งให้ทหารที่เหลือรอดไม่มากตามไป ตอนนี้พวกเขาทำได้แค่ตามไปเท่านั้นไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย

ในที่สุดทหารพวกนี้ก็รู้ว่าคนธรรมดาแบบพวกเขานั้นการที่จะเอาชีวิตรอดด้านนอกนั้นมันแทบจะเป็นศูนย์เลยก็ว่าได้

จากทหาร 1 กองร้อยเหลือกันอยู่แค่ไม่กี่สิบคน

“พวกเรารอดแล้ว”

“บัดซบ ฉันเกือบโดนจิ้งจกฆ่าตาย”

“คอยดูเถอะว่าถ้าเจอญาติพี่น้องของมันตามผนังบ้านจะฆ่าให้หมดเลย”

“พวกนายรีบเดินไปซะพูดมากอยู่ได้ ถึงอย่างไรมันก็เป็นสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์แค่รอดชีวิตมาได้ก็ดีมากแล้ว”

พวกเขาพูดกันอย่างผ่อนคลายที่ตอนนี้จิ้งจกพวกนั้นไม่สามารถตามมาได้

จิ้งจกหางหอกที่เห็นว่าพวกเขากำลังจะหลบหนีไปได้นั้นมันก็เกิดอาการคลุ้มคลั่งทันที เนื่องจากพวกนี้ฆ่าลูก ๆ ของพวกมันไปตั้งหลายตัว แม้แต่ไข่ที่พวกมันหยิบมาก็ถูกปาทิ้งแตกเสียหายตายไปหลายตัว

มันที่เป็นเหมือนกับราชาของป่าบริเวณนี้ แต่กับไม่สามารถฆ่าคนที่ฆ่าลูกหลานของมันได้ทั้งหมดจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ถ้าพวกตุ๊กแกได้ยินเรื่องนี้ จิ้งจกอย่างพวกมันคงจะโดนล้อเลียนและหัวเราะไปจนตาย

มันพยายามใช้หอกกระดูกสลัดไปที่พวกไนเรลแล้วแต่ระยะมันไกลไปจึงไปไม่ถึงพวกไนเรล

จิ้งจกตัวเมียที่ตอนนี้โมโหสุดขีดกระโดดลงไปในน้ำ พยายามตะเกียกตะกายไปตามโขดหินไปหาพวกไนเรล

อีกตัวที่เห็นอย่างนั้นก็ตามลงไปเช่นกัน

“บ้าเอ๊ยมันจะแค้นอะไรนัก แค่ลูกตายไปไม่กี่ตัว”

“มันตามมาแล้วรีบไปเร็ว”

“ฉันแค่พึ่งดีใจไป แต่ต้องมาวิ่งหนีอีกแล้วมันไม่เหนื่อยหรืออย่างไร”

“วิ่ง..!!!”

ทหารที่อยู่ด้านหลังพากันหน้าซีดเป็นไก่ต้มทันทีใครจะคิดว่ามันจะแค้นพวกเขาขนาดนี้

ไนเรลเองก็คิดเช่นกัน ลูกของมันมีตั้งเยอะแต่กับใจแคบจะไล่ล่าฆ่าพวกเขาให้ได้

“มันมาทันแล้ว…”

ในตอนนั้นเองจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ได้ใช้ขนาดตัวที่ใหญ่ของมันกระโดดสุดแรงตรงมาหาพวกเขา ปากของมันกว้างมากสามารถงับพวกเขากลืนลงท้องไปได้ในคำเดียวอย่างแน่นอน

ฟันที่อยู่ด้านข้างปากของมันนั้น เรียงกันยังกับใบมีดดูน่ากลัวเป็นอย่างมาก ลิ้นที่ตัววัดไปมาหมายจะจับพวกเขาตวัดไปมา

“ระวัง…หลบเร็ว”

“โดดลงไปในแม่น้ำเร็ว”

“ไม่ ฉันจะมาตายแบบนี้ไม่ได้”

ทุกคนรีบทำทุกอย่างเพื่อที่จะให้ตัวเองรอดให้ได้ ในขณะที่บางคนกระโดดลงไปแม่น้ำ บางคนเลือกที่จะกระโดดลงไปที่น้ำตกไปตายเอาดาบหน้า ในขณะที่บางคนนั้นได้แต่หลับตาและคิดว่าถ้ามันจะอยากฆ่าพวกเขาก็ให้มันฆ่าไปซะจะได้จบ ๆ

ตูม!!!

แต่ในจังหวะที่ตัวของเจ้าจิ้งจกหากหอกจะถึงตัวของพวกเขา อยู่ ๆ ก็มีสัตว์ขนาดใหญ่โผล่ขึ้นมาจากน้ำ

มันคือ จระเข้เคย์แมนดำยักษ์กลายพันธุ์ ขั้น 4 มันเหมือนกับไดโนเสาร์ยุคโบราณไม่มีผิด ปากที่ยาวและฟันที่เหมือนกับใบเลื่อยร้อยเรียงต่อกันกัดเข้าไปที่คอของจิ้งจกหางหอกตัวเมีย

มันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดและสะบัดหอกกระดูกที่หางไปมาเพื่อโจมตีตัวของจระเข้เคย์แมน แต่การโจมตีมันก็ไม่สามารถผ่านผิวหนังของจระเข้เคย์แมนดำได้

จิ้งจกหางหอกตัวผู้ที่ตอนนี้เห็นคู่ของมันโดนกัดแบบนั้นก็รีบลุยน้ำเข้ามาช่วยทันที มันพยายามกัดไปที่ตัวของจระเข้เคย์แมนดำ แต่ด้วยความที่สถานที่นี้เป็นน้ำทำให้จระเข้เคย์แมนดำนั้นคล่องตัวมากกว่าหลบการกัดและสะบัดหางฟาดเข้าไปที่จิ้งจกหางหอกตัวผู้อย่างแรง มันโดนเข้าไปเต็มจนร่างกระเด็นออกไป

ตอนนี้มันคือการต่อสู้ของสองสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 แล้ว

แต่ดูเหมือนว่าพวกมันจะลืมไปว่าตอนนี้นั้นมีพวกไนเรลอยู่ด้วย พวกเขาพยายามกอดก้อนหินกันอย่างเอาเป็นเอาตายละภาวนาว่าอย่างให้พวกมันพลาดมาเหยียบพวกเขาเลยไม่งั้นแม้แต่กระดูกก็คงไม่มีเหลือ

ทุกคนมองไปจระเข้เคย์แมนดำยักษ์กลายพันธุ์ด้วยใบหน้าที่ซีดขาว สัตว์ประหลาดนี่มันแอบอยู่ใต้จมูกพวกเขา ถ้าเกิดจิ้งจกหางหอกไม่ลงมาก็คงจะกลายเป็นพวกเขาที่โดนกินอย่างแน่นอน เพราะเดินไปแค่อีกไม่กี่เมตรก็ถึงปากของมันแล้ว

“โดดลงน้ำตกเลย ไม่งั้นได้ตายกันหมดแน่”

ไนเรลบอกกับทุกคน ถ้าเป็นแบบนี้ก่อนที่พวกเขาจะโดนพวกมันฆ่าตายคงจมน้ำตายหรือไม่ก็โดนเหยียบตายก่อนแน่ สู้กระโดดลงไปตายข้างล่างจะยังดีซะกว่า อย่างน้อยก็ยังมีโอกาสรอดมากกว่า

“คำราม!!!!!!!!!!!!!!”

ทั้งสามตัวกำลังต่อสู้กันอย่างเอาเป็นเอาตาย จิ้งจกหางหอกตัวเมียก็พยายามใช้ทั้งเท้าที่มีพังผืดในการยึดเกาะโจมตีไปที่จระเข้เคย์แมนดำ ในขณะที่ตัวผู้ก็พยายามที่จะช่วยคู่ของมันอย่างสุดความสามารถ

ตอนนี้ทั้งสามราชาสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 กำลังสู้ยื้อแย่งไปมาสถานะการเริ่มเข้าสู่จุดที่จะกลืนไม่เข้าจะคลายก็ไม่ออก

เพราะถ้าจิ้งจกหางหอกถอยคู่มันก็ตาย แต่ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปคู่มันก็ตายอยู่ดี เพราะฟันของจระเข้เคย์แมนดำนั้นงับเขาไปที่คอของจิ้งจกหางหอกตัวเมียเข้าไปเรื่อย ๆ เลือดเริ่มไหลไปกับสายน้ำเป็นสีแดงไปทั้งบริเวณแล้ว

ในตอนนั้นเองที่บนอากาศก็มีเงาขนาดมหึมาที่บินเด่นอยู่บนท้องฟ้าไล่ตามสายน้ำมา เพียงแค่แรงลมจากปีกที่กว้างกว่า 50 เมตรนั้นก็ดูน่าเกรงขามเป็นอย่างมากแล้ว ขนที่ส่องประกายราวกับทองคำสะท้อนแสงอาทิตย์ทำให้ไม่สามารถที่จะมองมันได้ตรง ๆ

มันคือ ราชาแห่งท้องฟ้า นกอินทรีทอง

“บัดซบมันยังมีมากันอีก” ไนเรลได้แต่สาปแช่งและมองหาตัวซวยในกลุ่มของพวกเขาไป เขาอยากจะรู้จริง ๆ ว่ามันเป็นใครที่ทำให้ทั้งกลุ่มดวงซวยขนาดนี้

แต่แล้วอยู่ ๆ ร่างของจิ้งจกหางหอกตัวผู้ก็โดนโจมตีด้วยหางอีกรอบกระเด็นมาทางพวกเขา

มันแรงมากขนาดกวาดเอาน้ำ ก้อนหินและดินทรายกระแทกไปที่พวกเขาอยู่ แรงของมันทำให้ริมขอบน้ำตกร้าวแตกออก ลากยาวไปถึงจุดที่เขายืน จนถึงกับถล่มลงไป

“ไม่…”

“ผาถล่มแล้วระวัง”

“กระโดดเร็ว ก่อนที่จะร่วงไปโดนหินพวกนี้ทับ”

“ย้าาา!!!”

เหตุการณ์มันเกิดขึ้นเร็วมากจนพวกเขาไม่ทันตั้งตัว ทั้งกลุ่มพากันหล่นลงไปที่น้ำตกด้านล่างที่สูงกว่า 100 เมตร

ไนเรลเองก็เกือบจะตกลงไปเช่นกันเขาพยายามที่คว้าจับขอบหินเอาไว้

ในตอนนี้เองที่อินทรีทองคำขนาดยักษ์ก็ใช้กรงเล็บที่แหลมคมของมันโฉบไปที่จระเข้เคย์แมนดำ กรงเล็บของมันเจาะเข้าไปกลางลำตัวกระชากขึ้นไปบนท้องฟ้า

ทั้งจระเข้เคย์แมนดำและจิ้งจกหางหอกตัวเมียที่ซวยสุด ๆ นั้นเพราะเจ้าจระเข้เคย์แมนดำมันไม่ยอมอ้าปาก มันคิดว่าถ้าตายอย่างน้อยก็เอาเจ้าจิ้งจกนี้ไปด้วย

จิ้งจกหางหอกตัวผู้ที่ตอนนี้มันเห็นแบบนั้นก็รีบกระโดดงับหางของคู่มันไว้ เพื่อพยายยามช่วยคู่ของมันให้ได้

“เสียงร้องอินทรี!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

มันกลายเป็นว่าอินทรีทองคำต้องแบกรับน้ำหนักของสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 4 ทั้ง 3 ตัว จึงไม่สามารถบินขึ้นไปได้ ได้แต่กระพือปีกเหนือผิวน้ำเพื่อลากทั้ง 3 ตัวอย่างสุดความสามารถ

ไนเรลที่มองไปที่พวกมันและเขาก็หยิบดาบคูเขางูออกมาจากด้านหลัง ถึงเขาจะไม่สามารถฆ่าเจ้าจิ้งจกพวกนี้ได้ด้วยตนเองแต่ก็ต้องทำให้มันเจ็บปวดที่สุดให้ได้

เพราะเข้าเกือบตายเพราะพวกมัน

ไนเรลยันตัวจากก้อนหินเพื่อทำให้ตัวเองลอยขึ้นและใช้แรงทั้งหมดเหวี่ยงดาบเขางูโจมตีไปที่จิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ ขั้น 4 ตัวผู้

ด้วยความที่ความสนใจของจิ้งจกหางหอกตัวผู้อยู่ที่การช่วยคู่ของมัน ซึ่งตอนนี้ใกล้จะหลุดออกจากปากของจระเข้เคย์แมนดำแล้ว ซึ่งนั้นทำให้มันไม่ทันได้ระวัง ดาบเขางูที่บินมาปักเข้าไปที่ดวงตาของมันอย่างแรง

ต่อใช้มันจะเป็นสัตว์กลายพันขั้น 4 แต่โดนจมตีไปที่ตามันก็เจ็บปวดเป็นอย่างมาก น้ำในลูกตานั้นแตกออกจนมันร้องด้วยความเจ็บปวด

อ้าปากปล่อยจิ้งจกหางหอกตัวเมีย อินทรีทองคำที่เห็นว่าน้ำหนักได้เบาลงแล้วมันก็ใช้แรงทั้งหมดบินขึ้นไปบนฟ้าพาร่างของ จระเข้เคย์แมนดำและจิ้งจกหางหอกตัวเมียไปในทันที

ส่วนจิ้งจกหางหอกตัวผู้ดิ้นไปมาด้วยความเจ็บปวดเพราะดาบคู่เขางูนั้นมันได้ปักอยู่ในดวงตาของมัน ทำให้ตอนนี้มันตาบอดไปหนึ่งข้าง

ในขณะที่ไนเรลนั้นได้ร่วงหล่นลงไปที่น้ำตกด้านล่าง ไหลไปตามกระแสน้ำอย่างต่อเนื่อง พร้อมกับรอยยิ้มแห่งความสะใจ

ตอนที่ 33 ซวยแล้วซวยอีก

ไนเรลมองไปที่เอวาด้วยสีหน้าที่จริงจัง เธอมีความแน่วแน่เป็นอย่างมาก รวมถึงนักล่าอีกทั้ง 16 คนด้วยเช่นกัน

“การก่อตั้งสมาพันธ์นักล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย รัฐบาลจะต้องไม่ยอมอย่างแน่นอน ถึงจะก่อตั้งได้สำเร็จคนที่เป็นประธานสมาพันธ์ก็ต้องรับแรงกดดันที่มหาศาลจากทุกฝ่าย”

“ที่สำคัญใช่ว่านักล่าทุกคนจะยอมรับ”

ทุกคนได้ยินดังนั้นลังเลเล็กน้อย เอวากัดริมฝีปากของเธอและกล่าวออกมา “เพราะงั้นพวกเขาถึงต้องการให้นายเป็นประธานสมาพันนักล่า ตอนนี้ในค่ายลี้ภัย 101 นั้น นักล่าที่สามารถต่อกรกับพวกระดับสีน้ำตาลได้นั้นก็มีแค่นายอีกอย่าง”

“ฉันรู้นายนั้นก็เป็นคนของตระกูลชั้นสูงเช่นกัน รัฐบาลต้องไม่ทำอะไรที่เกินเลยไป เพราะถึงอย่างไรรัฐบาลก็ให้ความสำคัญกับตระกูลชั้นสูงอยู่ไม่มากก็น้อย”

ไนเรลคิดทันทีถ้าเขาเป็นประธานสหพันธ์นักล่านั้นมันก็ถือเขาได้ควบคุมนักล่าที่อยู่ในสังกัด อำนาจและอิทพลของนักล่าในอนาคตนั้นมีมากจนน่ากลัวแต่กับไม่มีใครคิดจะรวบรวมคนเหล่านี้ในชีวิตที่แล้วของเขา

เพราะส่วนใหญ่ทุกคนเลือกที่จะเข้าร่วมกับค่าย หรือเป็นคนของรัฐบาล ตระกูลชั้นสูง หรือไม่ก็บริษัทที่มีอิทธิพลต่าง ๆ

แต่ถ้าเขาก่อตั้งสหพันธ์นักล่าขึ้นมาละก็จะสามารถดึงคนเหล่านี้มารวมกัน และที่สำคัญไม่ต้องจำกัดว่าใครเป็นใครขอแค่ปฏิบัติตามกฎของสหพันธ์ก็พอ

ส่วนแรงกดดันจากรัฐบาลหรือใครก็ตามนั้นเขาไม่ได้สนใจมันเลยแม้แต่น้อย ถ้าพวกมันไม่มีก็ความตายก็ให้พวกมันเข้ามา

“ตกลง แต่เรื่องนี้รอให้กลับไปที่ค่ายลี้ภัย 101 ก่อนค่อยพูดคุยรายละเอียดอีกที” ไนเรลตอบตกลงทันที ในชีวิตนี้เขาต้องการอำนาจแบบนี้ บางทีนี้อาจจะเป็นสิ่งที่ใช้ต่อกรกับยักษ์เถื่อนและอสูรก็ได้

หลังจากที่ได้รับคำตอบยืนยันจากไนเรลพวกเขาก็แยกกันไปพักผ่อนเนื่องจากพวกเขาไม่ได้มีอาหารอะไรมาด้วยทำให้ทุกคนเลือกที่จะนอนเพราะขอแค่หลับก็ไม่ต้องทนหิว

ในขณะที่ไนเรลนั้นหยิบหัวของซอมบี้แล้วแยกตัวออกไปเพียงลำพัง เขาหายไปไม่นานประมาณ 5 นาทีก็กลับเข้ามาตอนนี้หัวของซอมบี้ได้หายไปแล้วในขณะที่หน้าอกของเขามีใบไม้ใบเล็กงอกออกมาแต่ครั้งนี้มันแตกต่างจากใบอื่น ๆ เพราะสีของมันนั้นเป็นสีทองแต่ใบของมันเล็กมาก

พลังที่เขาได้มาใหม่นี้คือ [คำบัญชาเผ่าพันธุ์ E] เป็นพลังประเภทจิตใจ มันไม่ใช่การควบคุมซอมบี้แต่เป็นการควบคุมมนุษย์ น่าจะเป็นเพราะว่าเขานั้นเป็นมนุษย์ความสามารถจึงมีผลกับแค่มนุษย์ ซึ่งระดับที่ควบคุมได้ต้องเป็นคนที่มีระดับต่ำกว่าเขา มีระดับต่ำเท่าไหร่เขาก็ควบคุมได้มากเท่านั้น

แต่ถ้าใครที่มีความสามารถประเภทพลังจิตใจที่สูงกว่าหรือเท่ากับ E มันก็ไร้ผล เพราะมนุษย์ชั้นสูงพวกนี้นั้นสามารถต้านทานความสามารถในประเภทเดียวกันได้

ในความรู้สึกของเขาพลังความสามารถนี้ยังสามารถพัฒนาขึ้นไปได้อีก ความสามารถแบบนี้ไม่น่าจะมีระดับแค่นี้

“คงต้องกินซอมบี้สติปัญญาที่มีระดับสูงกว่านี้”

ไนเรลพูดออกมาด้วยความหิวกระหาย เขามองว่าซอมบี้พวกนี้ไม่ใช่พวกที่มาจากมนุษย์แต่เป็นคนละเผ่าพันธุ์ไปแล้ว

ถ้าซอมบี้สติปัญญาตัวอื่น ๆ มาเห็นและได้ยินคำพูดของไนเรลพวกมันจะต้องคลุ้มคลั่งและไล่ล่าเขาแน่

มีอย่างที่ไหนอาหารพวกนี้คิดจะหันมากินผู้ล่า ซึ่งนี่ก็คงจะเป็นความคิดของพวกซอมบี้มันอย่างแน่นอน

แต่ถึงมันจะคิดแบบนั้นไนเรลก็บอกไปแค่ว่า ใครเป็นเหยื่อใครก็ต้องรอดูกันไป

ไนเรลหาที่นั่งพักแยกออกมา จากนั้นก็หยิบแก่นพลังงานออกมา นี่คือแก่นพลังงานที่ได้มาจากห้องทดลองของบริษัทพาราซัส

เขาค่อย ๆ กลืนแก่นพลังงานทั้ง 3 ลงไปทันที พลังงานที่อยู่ภายในค่อย ๆ ละลายหลอมรวมเข้ากับเซลล์ในร่างกายของเขา

ระดับพลังงานภายในเซลล์ค่อย ๆ เพิ่มขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ตัวเลขในเครื่องวัดระดับพลังงานในเซลล์ของเขาเพิ่มขึ้นไปหยุดอยู่ที่ 390 หน่วย

ความเหนื่อยล้าที่ได้รับเริ่มหายไปอย่างรวดเร็ว รอยแผลเล็ก ๆ หลายแห่งค่อย ๆ ตกสะเก็ดหายไปอย่างช้า ๆ

ที่คือสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อพลังงานในเซลล์เพิ่มขึ้น ระดับพลังชีวิตก็จะเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน อายุขัยของมนุษย์ชั้นสูงระดับสีขาวนั้นคือ 120 ปี ในขณะที่สีเทาจะมีอายุขัยอยู่ที่ 150 ปี ถ้าเขาเลื่อนไปเป็นระดับสีน้ำตาลระก็เขาจะมีอายุขัยของเซลล์ถึง 200 ปีหรือเท่ากับ 2 ช่วงอายุขัยของคนปกติ ตามทฤษฎีแล้วถ้าพลังงานในเซลล์มากขึ้นก็สามารถที่จะมีชีวิตอมตะได้เลย

นี่คือเหตุผลที่ว่าทุกคนถึงอยากไขว่คว้าในพลัง เพราะคำว่าชีวิตอมตะสำหรับมนุษย์นั้น มันคือสิ่งที่พวกเขาตามหามาทุกยุคทุกสมัยไม่ว่าจะโลกใบไหนก็ตาม

ตอนนี้เขารู้สึกว่าพลังได้กลับมาเติมเต็มเป็นที่เรียบร้อย

แสงของวันใหม่ได้สาดส่องผ่านต้นไม่ที่สูงใหญ่หลายร้อยเมตรลงมาที่ พวกเขาได้เก็บของและออกเดินทางสักพักแล้วแต่คนส่วนใหญ่ก็รู้สึกหิวเป็นอย่างมากจน เนื่องจากยังไม่ได้กินอะไรมาทั้งวัน

ที่สำคัญเขาสอบถามแล้วจึงรู้ว่าทหารกว่าครึ่งที่รอดมานั้นส่วนใหญ่เป็นแค่ทหารใหม่ที่พึ่งรับเข้ามาหลังจากเกิดการระบาดของเชื้อซอมบี้

เนื่องจากทหารแต่ละค่ายลี้ภัยนั้นไม่เพียงพอเพราะทหารจำนวนมากกว่าครึ่งภายในประเทศไทกีล่ากลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว

ทหารเก่าส่วนใหญ่จะได้ปรับยศขึ้นไปและแทนที่ด้วยทหารใหม่ ถึงแม้ทหารเหล่านั้นจะไม่ตรงตามคุณสมบัติของยศทหารก็ตาม แต่ทางกองทัพก็ไม่มีทางเลือก

ไนเรลไม่ได้แปลกใจในเรื่องนี้เพราะในชีวิตที่แล้วทางกองทัพก็ใช้วิธีการแบบนี้เช่นกัน

หลังจากที่เดินมาเกือบ 1 ชั่วโมงพวกเขาก็เจอเข้ากับพื้นที่แปลกประหลาดสีขาวที่กว้างกว่า 100 เมตร

“นี่มัน ไข่” ไนเรลกล้มลงไปหยิบมันขึ้นมาทันที ไข่แต่ละใบมีขนาดประมาณกำปั้น

“ไข่….”

“แม่เจ้า มีแต่ไข่เต็มไปหมดเลย”

“ทะเลไข่ ฮ่า ๆ สวรรค์ต้องตอบแทนที่พวกเราฆ่าซอมบี้บัดซบพวกนั้นแน่ ๆ ถึงได้ประทานไข่มามากขนาดนี้”

“เร็วรีบไปเอาพวกมันมาทอด”

ทหารหลายคนรีบวิ่งเขามาหยิบมันไปทันที พวกเขาหิวจนไม่สนใจแล้วว่าไข่เหล่านี้จะเป็นของใครอะไร เพราะอย่างไร ไข่เหล่านี้ก็คงจะไม่ต่างจากไข่ไก่

“เดี๋ยว… ทุกคนอย่างพึ่งไปยุ่งกับไข่พวกนี้”

แต่ในตอนนั้นเองที่ไนเรลห้ามไว้ เขารู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ดีเอามาก ๆ สัญชาตญาณบอกเขาว่าไข่เหล่านี้นั้นอันตรายเป็นอย่างมาก

เจ้าของที่วางไข่พวกนี้นั้นมีอยู่สองพวกคือ พวกที่อาศัยอยู่เป็นฝูงตัวอาจจะไม่ใหญ่ แต่มีจำนวนที่มาก

และสองคือพวกที่ตัวใหญ่มาก ๆ แค่ 1 ท้องก็สามารถวางไข่ได้มากขนาดนี้

แต่ไม่ว่าแบบไหน พวกมันก็ต้องไม่ชอบใจแน่ ๆ ที่ไข่ถูกขโมย

นักล่าบางส่วนรีบวางไข่ลงทันที แต่ก็ยังมีนักล่าและทหารบางคนที่เก็บมันขึ้นมาเพราะพวกเขาคิดว่าไนเรลตื่นตัวไปเอง

ไนเรลรีบใช้ความสามารถ [ตรวจจับความร้อน C] เขามองไปรอบ ๆ แต่ก็ไม่เจอกับอะไร

“แปลกไม่มีอะไรเลย หรือว่าเราคิดไปเอง”

“คุณเจออะไรไหม?” จ่าคูเปอร์เดินเข้ามาหาไนเรล ในขณะที่ทหารส่วนใหญ่ก็เริ่มเก็บไข่กันแล้วพวกเขาอยากที่จะกินมันเต็มที่

“พวกเราต้องออกจากที่นี่ ลางสังหรณ์ของฉันบอกว่ามันไม่ปลอดภัย”

“ไม่ปลอดภัย!!! แค่เพราะลางสังหรณ์งั้นหรือ นายบ้าหรือเปล่า”

“พวกเราหิวจะตายแต่บอกให้ทิ้งไข่พวกนี้และออกไปงั้นหรือ”

ในตอนนั้นเองที่ทหารคนหนึ่งเดินเข้ามา

เมื่อก่อนขาเป็นอันธพาลแต่เพราะไม่มีทางเลือกจึงเข้าร่วมกองทัพ ตอนนี้เขาเบื่อที่จะต้องฟังคำสั่งของพวกทหารเก่าพวกนั้น โดยเฉพาะเจ้าคูเปอร์ที่เมื่อก่อนก็เป็นพลทหารแบบเดียวกับพวกเขาแต่เพียงเพราะมันเข้าร่วมกองทัพมาก่อนจึงได้รับการปรับเลื่อนยศให้เป็นจ่าในขณะที่เขาต้องเป็นพลทหารต่อไป

ทหารอันธพาลคนนั้นพูดออกมาไม่เกรงกลัวไนเรลแม้แต่น้อยเพราะคิดว่าตนเองนั้นเป็นทหารจึงจะทำอะไรก็ได้

“หืม……” ไนเรลหันไปหรี่ตาลงมองไปที่ทหารคนนั้น

“ถ้าเจ้าอยากกินก็กินไป พวกเราไปกันเถอะ” ไนเรลเดินออกไป เขาไม่อยากลดตัวไปคุยกับคนแบบนี้

“เดี่ยวสิเฮ้ย ไอ้ลูกสุนัข” ทหารอันธพาลกำลังจะเรียกไนเรล แต่เขาโดนตบเข้าไป

เพี๊ยะ!

ไนเรลตบไปโดยที่ใช้ความสามารถพละกำลัง ร่างของทหารคนนั้นถึงกับกระเด็นตามแรงตบไปหล่นทับลงไปที่รองไข่สีขาวจนพวกมันแตกเลอะ ไปทั้งตัวของทหารอันธพาล

“แก…” ทหารอันธพาลชี้ปากกระบอกปืนไปที่ไนเรลด้วยความเจ็บปวด

“หยุด นายคิดจะทำอะไร? อยากขึ้นศาลทหารงั้นหรือ” จ่าคูเปอร์พยายามเข้าไปห้ามทหารอันธพาล

“อย่าคิดว่าเป็นทหารแล้ว จะไม่กล้าฆ่า” เขาพูออกมาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา

“เสียงคำราม!!!!!!!!!!!!!!!!!”

ในตอนนั้นเองที่อยู่ ๆ ก็มีเสียงคำรามดังออกมาจากพุ่มไม้ด้านข้าง แค่หัวที่มันโผล่ออกมาก็เลยยอดไม้ไปแล้ว

ทุกคนถึงกับถอยหลังทันทีด้วยความกลัว ร่างกายของมันนั่นยาวถึง 20 เมตร

“นั้นมันจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ รีบหนีออกไปเร็ว” ไนเรลรีบถอยออกมาทันที เอวาและนักล่าคนอื่น ๆ ก็เช่นกันพวกเขาตอบสนองได้ไว้กว่าทหารหลายคนที่กำลังเก็บไข่อยู่มาก

จ่าคูเปอร์เองก็ได้ไนเรลช่วยไว้โดยเขาถูกไนเรลดึงออกมา

ปึก! ปึก! ปึก! ปึก!

ทันทีที่เขาถอยออกมาพ้นระยะของทหารอันธพาล หอกกระดูกก็ถูกสลัดออกมาจากห่างของเจ้าจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ขั้น 4 อย่างรวดเร็ว

หอกปักทะลุร่างของทหารอันธพาลตายไป ทหารหลายคนที่หลบไม่ทันก็โดนหอกกระดูกแทงทะลุไปเช่นกัน

“นี่มัน…นี่มัน”

“หนีเร็วที่มันสัตว์ประหลาดกลายพันธุ์”

พวกไนเรลนั้นวิ่งไปไกลแล้วใครจะไปสู้กับสัตว์กลายพันระดับ 4 กัน แม้แต่ซอมบี้สติปัญญาขั้น 3 ก็คงต้องคิดแล้วคิดอีกอย่างแน่นอน

จิ้งจกกลายพันธุ์หลังจากที่สลัดหอกกระดูกออกจากหางของมันแล้ว หอกกระดูกที่หางของมันก็งอกออกมาใหม่ได้อย่างน่าอัศจรรย์

ที่คือการวิวัฒนาการของมัน เปลี่ยนจากหางที่สลัดทิ้งเพื่อหลบหนี กลายเป็นอาวุธหอกกระดูกที่น่ากลัว

มันมองไปที่สิ่งมีชีวิตที่วิ่งสองขาและมองไปที่ไข่ที่ตอนนี้แตกไปหลายฟองและยังมีบางส่วนที่ถูกขโมยไปอีก

“คำราม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

มันร้องคำรามด้วยความโกรธ และตามตัวขโมยไข่ไปทันที

“บัดซบใครที่เอาไข่มันมาทิ้งไปเร็ว” ไนเรลที่เห็นมันวิ่งตามมาเขาก็รีบตะโกนบอกทันที

แต่ไม่ทันเสียแล้วเพราะหนึ่งในทหารถูกจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์กินทั้งเป็นลงไป

“เพราะเจ้าจิ้งจกพวกนี้มันกำลังจะแก้แค้นฉัน”

ทหารสื่อสารคนนั้นที่วิ่งช้าที่สุดเพราะที่หลังของเขามีเครื่องมือสื่อสารมาด้วย เขาสะดุดล้มลงและพยายามหนีตายอย่างสุดชีวิต

“อย่า ๆ อย่ากินฉัน ฉันจะไม่ฆ่าจิ้งจกอีกแล้ว…อ๊ากกกก”

ถึงจะเป็นแบบนั้นจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ก็ไม่ได้สนใจและกินเขาลงไปทันทีในคำเดียว

“แย่แล้วทหารสื่อสารโดนกินไปแล้ว เครื่องระบุตำแหน่งก็โดนกินเข้าไปด้วย”

“ช่างเครื่องระบุตำแหน่งไปก่อน หนีเอาตัวรอดก่อน”

ตูม!!!!

แต่แล้วในตอนนั้นเองที่เสียงดังมาจากอีกทางของป่า มันคือจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์อีกตัวที่วิ่งเข้ามาด้วยความรวดเร็ว

“บัดซบ นั่นมันอีกตัว”

“มันมีตัวเมียก็ต้องมีตัวผู้ ซวยแล้วไง”

ไนเรล และพวกวิ่งสุดชีวิตหนีจิ้งจกหางหอกกลายพันธุ์ขั้นที่ 4 ทั้งสองตัว เขาต้องรีบหาทางหนีพวกมันให้ได้ไม่งั้นได้เป็นอาหารเช้าของจิ้งจกพวกนี้แน่

ตอนที่ 32 ผู้เหลือรอด

บนเฮลิคอปเตอร์ที่ตอนนี้กำลังถูกตามล่าของซอมบี้ปีกจำนวนไม่ต่ำกว่า 50 ตัวอยู่นั้น พวกมันเป็นเหมือนกับหน่วยไล่ล่ากลางอากาศที่มีความคล่องตัวสูงมาก

ถึงจะมีจีซัสคอยช่วยยิงหอกน้ำแข็งจัดการไปบ้างแต่มันก็มีมากเกินไป และที่สำคัญมันก็ตามไล่ล่าแต่เฮลิคอปเตอร์ลำที่เขานั่ง จีซัสมองไปที่ซากศพซอมบี้สติปัญญา ‘มันต้องการซากของซอมบี้สติปัญญา’

“บัดซบเอ๊ย บินหนีออกไปให้เร็ว อย่าให้มันแย่งชิงซากซอมบี้สติปัญญาไปได้”

ด้านล่างในขณะที่ตอนนี้พวกไนเรลและผู้รอดชีวิตอีกนับร้อยได้ติดอยู่ในวงล้อมของซอมบี้ ทหารที่รับคำสั่งมาว่าให้ทำการถ่วงเวลาซอมบี้ไว้เพื่อรอกำลังหนุน พวกเขารู้แล้วว่าตนเองถูกทิ้งไว้เพื่อถ่วงเวลาให้พวกหน่วยดาบและร้อยเอกหนีไปเท่านั้น

ไนเรลมองไปที่เฮลิคอปเตอร์ที่กำลังบินหนีซอมบี้ปีกที่ไล่ล่าอยู่เขาก็รีบหาอะไรมาห่อหัวของซอมบี้สติปัญญาไว้เพื่อไม่ให้ซอมบี้พวกนั้นเห็นไม่งั้นเขาคงถูกไล่ล่าอย่างแน่นอน

สำหรับซอมบี้แล้วซอมบี้สติปัญญาก็เหมือนกับผู้นำ ราชา เทพ ของเผ่าพันธุ์ ต่อให้ตายก็ต้องนำร่างกายกลับมาให้ได้

เขาถอดเสื้อจากศพของทหารออกมาห่อหัวของมันไว้ และถอดเสื้ออีกตัวจากศพของทหารอีกคนมาใส่ทับเสื้อหนังงูกลายพันธุ์ที่ตอนนี้มีรูกระสุนปืนกลหนักและรอยขาดเล็กน้อยเพื่อที่เขาจะปิดบังร่องรอยของคลิสตัลกลางหน้าอกและรอยสักรูปใบไม้ความสามารถต่าง ๆ

“เอาอย่างไรต่อ” เอวาและนักล่าคนอื่น ๆ มองไปที่ไนเรล ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่นักล่าอย่างเอวาและนักล่าที่รอดชีวิตในกลุ่มของเจคได้ตัดสินใจให้เขาเป็นผู้นำ

ไนเรลมองไปที่ทุกคน ตอนนี้ในกลุ่มมีอยู่ประมาณ 10 คนรวมตัวของเขาด้วย “ขึ้นไปบนรถ”

ทุกคนรีบตามไนเรลขึ้นไปบนรถทันที ไนเรลคิดจะขับรถชนพวกซอมบี้พวกนี้และฝ่าออกไปตรง ๆ เขาไม่ได้สนใจว่ารถบรรทุกจะทนได้แค่ไหน ขอแค่ออกไปพ้นระยะก็พอ

“เสียงรถ!!!!!!!!!!!!!!!!”

ทันทีที่เขาสตาร์ทเครื่องรถและขับชนซอมบี้ออกมา นักล่าและทหารที่เหลือก็รู้ทันที การที่มีคนแรกที่ต้องการจะหนี คนอื่น ๆ ก็ทำตามทันที

“มีคนหนีไปแล้ว”

“ไป พวกเราก็จะออกไปจากตรงนี้เช่นกัน”

“รถบรรทุก ไปแย่งรถบรรทุกทหาร”

ไม่มีใครอยากจะใช้ชีวิตของตัวเองถ่วงเวลาซอมบี้ให้คนอื่นหนีเอาตัวรอดไป ตอนนี้ไม่มีใครสนใจจัดการกับซอมบี้ ทำให้พวกมันสามารถเข้ามาประชิดตัวได้อย่างรวดเร็ว

ที่นี่มีรถบรรทุกอยู่ 4 คัน 1 คันที่ไนเรลเอาไปแล้วตอนนี้เหลืออีก 3 คัน ทหารหลายคนก็รู้เช่นกันว่าถ้าไม่หนีออกไปตอนนี้ก็มีแต่ตาย

ถึงแบบนั้นทหารดี ๆ ก็ยังมีอยู่พวกเขาจอดรอ ในขณะที่ตนเองยิงคุ้มกันให้นักล่าและทหารคนอื่นขึ้นมาในรถก่อนถึงจะขับออกไป

“รถคันไหนที่คนเต็มแล้วรีบออกไปในทันที”

“ไป! ไป! ไป!”

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงปืนที่ดังสนั่นเสียงกรีดร้องของซอมบี้ที่เต็มไปด้วยความกระหายเลือด แต่พวกมันก็ไม่สามารถหยุดรถบรรทุกได้

ไนเรลมองไปที่รถบรรทุกที่ขับตามเขามา และเสียงร้องขอให้ช่วยของคนที่ตามไม่ทันก็ดังออกมาไม่หยุด แต่เขาก็ไม่ได้สนใจอะไร ตอนนี้ตัวใครตัวมันเท่านั้น ใครตามไม่ทันก็ตาย

ในขณะที่ซอมบี้เงาก็ตามเก็บพวกทหารและนักล่าที่หนีไม่ทัน ซอมบี้สติปัญญามองไปที่รถบรรทุกเหล่านั้นเหมือนกับมองอาหารของมันกำลังหนีไป มันสั่งให้ซอมบี้ไททันออกไปทันที

ซอมบี้ไททันจำนวนหลายตัวตรงไปขวางทางของรถบรรทุก

“ระวัง” เอวาที่อยู่ด้านข้างร้องออกมาเตือนไนเรล

“บ้าเอ๊ย” ไนเรลรีบหักหลบซอมบี้ไททันที่ตัวสูงเกือบ 4 เมตร ก้าวแต่ละก้าวของมันนั้นกว้างมากไม่กี่ทีก็ตามรถพวกเขาทันแล้วยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าตอนนี้ยังต้องขับชนซอมบี้ธรรมจำนวนมหาศาลอีก

เขาไม่สามารถขับเร็วได้มากนักไม่งั้นรถจะพลิกคว่ำได้ เพราะทางพวกนี้เป็นทางในป่าไม่ใช่ถนนโล่ง ๆ

ตูม!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ไนเรลหักหลบไปได้ แต่รถบรรทุกที่ตามมาทีหลังนั้นหลบไม่ทันชนเข้ากับซอมบี้ไททันอย่างแรง

เสียงมันดังสนั่นมาก ตัวรถด้านหน้ายับยู่ยี่ คนขับตายในทันที ขณะที่ทหารและนักล่าที่อยู่ด้านหลังก็กระเด็นไปคนละทิศละทาง

รถบรรทุกอีกคันรีบหักหลบทันทีและขับต่อโดยไม่สน ถึงแม้จะมีเสียงร้องโอดครวญขอความช่วยเหลือเพราะหลายคนที่ยังไม่ตายแต่ก็สาหัส

หลังจากเลยจุดนั้นมาซอมบี้ยังคงตามมา แต่แล้วรถบรรทุกคันสุดท้ายที่ตอนนี้อยู่ ๆ ก็จอดนิ่งคนที่นั่งมาด้วยถึงกับตกใจที่ทำไมรถของพวกเขาถึงไม่ขับต่อแต่เมื่อมองไปในที่นั่งคนขับตอนนี้มันกับเต็มไปด้วยเลือดเพราะตอนนี้คนขับนั้นโดนกัดและได้กลายเป็นซอมบี้กำลังกินเพื่อนทหารด้วยกันที่นั่งอยู่ที่เบาะด้านข้าง

“แย่แล้วคนขับติดเชื้อกลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว”

“รีบฆ่ามันและขับรถต่อไปเร็ว”

“ไม่ทันแล้วซอมบี้เงามาแล้ว”

“หนี…อ๊าก”

“มาเรามาตายด้วยกัน พวกซอมบี้บัดซบ”

“แกจะทำอะไร อย่า………..”

บูม!!! ตูม!!! บูม!!! ตูม!!! บูม!!! ตูม!!!

ทันใดนั้นรถบรรทุกก็ระเบิดอย่างรุนแรงจากระเบิดมือที่ทหารคลั่งเสียสติดึงสลักออก

ระเบิดมือสองลูกนั้นไม่อาจจะสร้างความเสียได้ขนาดนี้ แต่ในตัวของทหารคนอื่น ๆ ก็มีระเบิดอยู่เช่นเดียวกัน มันจึงเป็นเหมือนกับระเบิดลูกโซ่ฆ่าทั้งซอมบี้ที่ตามมา ฆ่าทั้งทหารและนักล่า แม้แต่มนุษย์ชั้นสูงก็ตายไปด้วย ทุกสิ่งมีชีวิตที่อยู่ใกล้ตัวรถไม่มีใครรอด

ไนเรลยังคงขับรถบรรทุกหนีออกไป โดยมีแรงระเบิดจากรถบรรทุกคันนั้นที่ช่วยขวางพวกซอมบี้ไว้ทำให้รถบรรทุกอีกสองคันรอดออกมาได้

แต่ถึงจะเป็นแบบนั้นที่นี่ก็ไม่ได้อยู่ใกล้ค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 เลยเพราะเขาออกมาอีกเส้นทางหนึ่ง เนื่องจากทิศทางนี้มันมีซอมบี้น้อยที่สุด

เขาต้องหาทางกลับไปที่ค่ายก่อนที่ฝูงซอมบี้จะรวมตัวกันมากกว่านี้และมุ่งสู่ค่าย ไนเรลจะต้องกลับไปที่ค่ายเพราะนิเรียยังไงก็ต้องกลับมาหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจ

ถ้าค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 สามารถต้านฝูงซอมบี้ได้ก็ดีไป แต่ถ้าไม่ได้เขาต้องไปช่วยและพาน้องสาวหนีออกมาให้ได้

เขามองซอมบี้ที่ตอนนี้เริ่มหายลับสายตาไป หลังจากขับมาได้อีกสักพักรถก็พังขับต่อไปไม่ได้

“เดินเท้ากันเถอะ”

ไนเรลลงจากรถ คนอื่น ๆ ก็เช่นกันในขณะที่เขาทิ้งรถบรรทุก รถอีกคันที่ขับตามมาก็สภาพไม่ไหวเช่นกันพวกเขาไม่มีทางเลือกต้องทิ้งรถเช่นกัน

แต่ในตอนนั้นเองที่มีทหารคนหนึ่งเดินเข้ามาหาเขา

“ผมจ่าคูเปอร์ คุณเป็นหัวหน้ากลุ่มนักล่านี้ใช่ไหม”

“ใช่มีอะไร?”

“ผมอยากรู้ว่าคุณจะเอาอย่างไรต่อ คุณจะมากับเราไหม พวกเราต้องออกเดินเท้าจากระยะทางนี้ถ้าเดินตัดป่านี้ไปน่าถึงค่ายลี้ภัย 101 ในสองวัน”

“พวกเรามีเครื่องมือที่อยู่กับหน่วยทหารสื่อสารคนนั้น”

จ่าคูเปอร์อธิบายให้ไนเรลฟังพร้อมทั้งบอกเหตุผลที่ต้องการให้ไนเรลไปด้วย เนื่องจากพวกเขานั้นเป็นทหารก็จริงแต่ทุกคนนั้นเป็นคนธรรมดาเท่านั้น ในการปะทะกันเมื่อสักครู่นั้นพวกเขาใช้กระสุนไปเกือบหมดแล้ว จะเหลือก็แต่กระสุนสำรองอีกคนละ 2 แม็กเท่านั้น

ดังนั้นเขาจึงมาทำข้อตกลงกับไนเรลโดยการจะเป็นผู้นำทางส่วนไนเรลก็จัดการกับสัตว์กลายพันธุ์ที่เจอในระหว่างทางในป่า

ไนเรลเองก็เห็นด้วยตอนนี้เขาต้องกลับไปที่ค่ายให้เร็วที่สุด

กลุ่มของไนเรล 10 คน พร้อมด้วยทหารอีก 20 คนและนักล่าบางส่วนที่รอดชีวิตมาได้อีก 7-8 คนก็ออกเดินทางต่อไปในป่า

ด้วยการที่มีเครื่องมือระบุตำแหน่งของทหารสื่อสารคนนั้นนำทาง และมีไนเรลคอยใช้ความสามารถตรวจจับความร้อนจึงทำให้พวกเขาหลบจากสัตว์กลายพันธุ์ขนาดใหญ่มาได้

“คุณไนเรลพักกันก่อนได้หรือเปล่า” จ่าคูเปอร์เดินมาข้าง ๆ เขา ตอนนี้พวกเขานั้นเดินกันมาทั้งวันซึ่งทำให้เหนื่อยล้ามาก บวกกับมีทหารบางส่วนที่บาดเจ็บเช่นกัน พวกเขาต้องการพักรักษาตัว

ไนเรลมองไปที่ทุกคนเขาก็พยักหน้าถึงอย่างไรเขาเองก็รู้สึกเริ่มจะถึงขีดจำกัดแล้วเช่นกัน เพราะวันนี้มันหนักมาก

หลังจากนั้นเขาก็หาที่พัก ซึ่งที่พักนี้ก็มีไนเรลเป็นคนรู้เรื่อง ด้านหลังมีต้นไม้ใหญ่หลายร้อยเมตร มีแขนงของรากไม้ขนาดใหญ่ปกป้องซ้ายขวาด้านหน้าเป็นพื้นที่โล่งกว้างซึ่งกว้างพอให้คนจำนวน 50 คนหลบได้สบาย

“เราจะพักกัน” ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ทิ้งตัวลงนั่งด้วยความเหนื่อยล้าทันที

ทหารเอาไม้ขีดไฟขึ้นมาก่อกองไป เขาเองก็ขอเช่นกัน ในความมืดอย่างนี้ไฟนั้นถือว่าสำคัญมาก แต่ก็ต้องระวังเช่นกันไม่งั้นจะไปเป็นที่สนใจของสัตว์กลายพันธุ์นักล่าในตอนกลางคืนได้

อีกไม่นานก็จะเช้า พวกเขาน่าจะมีเวลาให้พักได้ประมาณ 2 ชั่วโมง

ในตอนนั้นเองที่กลุ่มนักล่าเดินเข้ามาโดยมีเอวาเดินนำ ทุกคนนั่งข้าง ๆ ไนเรลและถามออกมา

“นายจะเอาอย่างไรต่อเมื่อกลับไปแล้ว” เธอถามเขาด้วยสีหน้าที่จริงจัง

“หมายความว่าไงที่ว่าจะเอาอย่างไรต่อ” ไนเรลถามออกไปด้วยความสงสัย

“ตอนนี้ทุกคนก็เห็นแล้วว่าพวกนักล่าแบบพวกเล่าถูกปฏิบัติอย่างไร ตอนที่สู้กับพวกซอมบี้ ทหารพวกนั้นไม่สนใจพวกเราเลยโดยเฉพาะพวกหน่วยดาบที่ขึ้นตรงกับพวกรัฐบาลและกองทัพ”

“พวกมันคิดแม้แต่จะสละพวกเราเพื่อเอาชีวิตรอด ทั้งที่ผ่านมาของที่นักล่าที่หามาได้ก็ต้องแบ่งให้รัฐบาลครึ่งหนึ่ง แต่พวกมันกับปฏิบัติกับพวกเราแบบนี้”

“ใช่แม้แต่ปืนพวกมันก็ยึดครองจนหมด รัฐบาลบอกจะไม่บังคับพวกเราแต่ใครจะไปรู้ถ้ามีวันหนึ่งที่พวกนั้นหันปืนมาหาเราและบังคับให้ต่อสู้กับพวกซอมบี้ขึ้นมาจะเป็นอย่างไร”

ตอนนี้นักล่าเหล่านี้ไม่พอใจเป็นอย่างมาก นักล่าที่มาในภารกิจนี้มี 15 กลุ่ม คนเกือบ 200 แต่ตอนนี้เหลือไม่ถึง 1 ใน 10

ถึงพวกเขาจะเข้าใจว่านักล่านั้นมีความเสี่ยงในอาชีพอยู่แล้วแต่พวกเขานั้นก็ไม่สมควรที่จะต้องถูกใช้เป็นเหยื่อล่อแบบนี้

พวกเขาไม่ใช่ทหารที่พวกนั้นจะมาสั่งได้ แต่กับถูกทิ้งให้ตายในขณะที่พวกยศใหญ่ ๆ พากันหลบหนี โดยเฉพาะหน่วยดาบบัดซบนั้นที่กลาดยิงกระสุนปืนกลหนักโดยไม่สนใจจนทำให้เจค หนึ่งในนักล่าที่เป็นมนุษย์ชั้นสูงระดับ สีเทาต้องตายไป

ไนเรลได้ยินก็นึกถึงเรื่องหนึ่งขึ้นมานั้นคือ เหตุการณ์ของค่ายลี้ภัยแห่งหนึ่ง ซึ่งดูเหมือนจะเป็นข่าวลือแต่เขาก็ไม่รู้ว่าจริงไหม ตอนนั้นที่เกิดเหตุซอมบี้บุกค่าย ทางรัฐบาลของค่ายได้ใช้กำลังบังคับนักล่าและเหล่ามนุษย์ชั้นสูงที่ไม่ได้เข้าอยู่ฝ่ายรัฐบาลเพื่อสู้กับซอมบี้จำนวนกว่า 1 ล้านตัว

จนในที่สุดค่ายลี้ภัยแห่งนั้นก็สามารถรอดพ้นการล่มสลายมาได้ แต่นักล่าและมนุษย์ชั้นสูงที่ออกไปสู้ตอนนั้นก็ตายทั้งหมด

ถึงนักล่าส่วนใหญ่จะรู้แต่พวกเขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ มีมนุษย์ชั้นสูงหลายคนที่ไม่พอใจ พวกเขาได้แยกตัวออกจากรัฐบาลและก็สร้างค่ายของตัวเองขึ้นมา แต่ก็ใช่จะตัดขาดการติดต่อพวกเขาก็ยังมีการค้าขายกันอยู่เพียงแค่รัฐบาลไม่สามารถบังคับพวกเขาได้อีก

“แล้วเธอจะทำอย่างไร?” ไนเรลถามขึ้นมา

เอวามองไปที่ไนเรลอย่างจริงจัง และกล่าวออกมา “พวกเราต้องการที่จะก่อตั้ง…..”

“สมาพันธ์นักล่า…..”

ตอนที่ 31 ติดอยู่ในวงล้อม

กลุ่มของหน่วยดาบกับทหาร โดยมีจีซัสนำ ยืนเผชิญหน้ากับไนเรลที่มี กลุ่มของนักล่าที่รอดชีวิตยืนอยู่ด้านหลัง

ทหารในกลุ่มของจีซัสนั้นรู้สึกกดดันเป็นอย่างมากสุดท้ายทหารทั้งสามก็ทนไม่ไหว

“พันตรีจีซัส พวกเขาจะไม่ยุ่งในการต่อสู้ครั้งนี้ ถึงท่านจะมียศเป็นพันตรีแต่พวกเราก็ไม่ได้อยู่สังกัดในหน่วยของท่าน พวกเราขอตัว”

ทหารทั้งหมดลดอาวุธลลงทันทีและมุ่งหน้าถอยกลับไปที่จุดนัดพบที่นั่นมีร้อยเอกอยู่พวกเขาต้องไปรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นและรับคำสั่งใหม่

จีซัสมองไปที่ทหารพวกนี้และกัดฟันแน่นด้วยความโกรธเพราะเขาเป็นถึงพันตรี พวกพลทหารชั้นต่ำพวกนี้ควรที่จะให้ความเคารพเขาถึงจะถูก

แต่เขาก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะทหารพวกนี้ก็ไม่ใช่คนในหน่วยดาบ พวกเขาปฏิเสธคำสั่งก็ไม่แปลก

“บัดซบ อย่าคิดว่าเรื่องนี้จะจบง่าย ๆ”

“แกเตรียมตัวรับโทษกับสิ่งที่ทำ ได้เลย พวกเราไป”

จีซัสเดินออกมาอย่างหงุดหงิด

แต่พวกเขาก็ไม่ลืมที่จะเอาศพของไอแซคกลับไปด้วย เพื่อใช้เป็นหลักฐานถึงแม้เขาจะไม่เห็นตอนที่จีซัสตายแต่ก็ต้องมีความเกี่ยวข้องกับไนเรลอย่างแน่นอน เขาจะใช้สิ่งนี้เล่นงานไนเรล โทษของการฆ่าเจ้าหน้าที่กองทัพนั้นถึงตายได้เลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมนุษย์ชั้นสูงของหน่วยดาบ

และพวกเขาก็เอาซากของซอมบี้ที่เหลือแต่ตัวไปเช่นกันเพราะหัวยังอยู่กับไนเรล

ทั้ง 4 คนของหน่วยดาบรีบวิ่งกลับไปที่จุดรวมพล

นักล่าที่อยู่ด้านหลังไนเรลถอนหายใจกันทันที ถึงอย่างไรมนุษย์ชั้นสูงระดับสีน้ำตาลก็เป็นภัยคุกคามที่ใหญ่

“รีบออกไปจากที่นี่กันเถอะ” เขามองไปที่ซอมบี้จำนวนมากที่ออกมาจากเงามืดของป่ามากขึ้น

ตอนนี้ที่นี่ไม่มีอะไรอีกแล้วนอกจากซากโรงงานฆ่าสัตว์ที่เต็มไปด้วยความตายและซอมบี้

สำหรับคำขู่ของไอแซคเขาก็แค่ไม่ยอมรับมันก็แค่นั้น เพราะถึงอย่างไรก็ไม่มีใครเห็นตอนที่เขาฆ่าไอแซค และที่สำคัญทุกคนก็รู้อยู่แล้วว่าเขามีความสามารถประเภทกลายร่าง กิ้งก่ายักษ์

ซึ่งไม่มีใครคิดแน่ว่าเขาจะยังมีความสามารถอื่น ๆ อีก และต่อให้ในอานาคตเรื่องนี้ถูกเปิดเผยมามันก็สายไปแล้ว เพราะถึงตอนนั้นพลังของเขาก็คงจะมากกว่านี้ ไม่มีใครต้องการมีปัญหากับมนุษย์ชั้นสูงที่ทรงพลังเพียงเพื่อศพที่ตายไปนานแล้วหรอก

ไนเรล เอวาและกลุ่มนักล่าที่รอดชีวิตพวกเขาวิ่งกลับมารวมตัวกันที่จุดนัดพบโดยใช้เวลาไม่นาน โดยที่เขายังเก็บหัวซอมบี้มาด้วยเขาต้องการที่จะทำบางอย่าง

ที่จุดนัดพบเต็มไปด้วยทหารและนักล่าที่บาดเจ็บ พวกเขาส่วนใหญ่ได้รับบาดเจ็บจากสัตว์นักล่าในตอนกลางคืน แต่มันก็ไม่แปลกในป่านั้นอันตรายมาก

ยิ่งไม่ต้องพูดถึงว่าพวกเขาเดินมั่วทิศทางเขาไปหาซอมบี้สติปัญญาด้วยไม่ตายและสามารถเอาชีวิตรอดมาได้ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว

“ถอนกำลังกลับไปทันทีเร็ว” พวกทหารกำลังถอนกำลังกลับไปกันอย่างวุ่นวาย

โดยมีเฮลิคอปเตอร์อีก 2 ลำรถบรรทุกทหารขนาดใหญ่อีก 4 คน พร้อมด้วยซาก

“ไปพวกเราก็รีบกลับออกไป” ไนเรลและพวกก็รีบวิ่งไปรวมกับกลุ่มนักล่าเพื่อรีบออกจากที่นี่และกลับไปค่าย

แต่ในตอนนั้นเอง เงาจำนวนมากก็วิ่งโจมตีเข้าไปที่จุดรวมพล

ฉึบ! พึบ! ฉึบ! พึบ! ฉึบ! พึบ!

ทุกครั้งที่เงาเคลื่อนผ่าน หัวของทหารและนักล่าจะต้องขาดลง

“หลบเร็ว มีตัวออะไรไม่รู้รอบโจมตี”

“ระวังมันมาจากทางนั้น”

“อ๊ากกก ตายซะพวกบัดซบ”

“ถอย รีบถอยมารวมกันเร็ว”

“อ๊ากกก ทางนั้นก็มี….ช่วยด้วย”

ตอนนี้สถานการณ์วุ่นวายเป็นอย่างมาก เนื่องจากการเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วจึงมองเห็นตัวมันยากมากในความมืดนี้ ทำให้ทุกคนแตกตื่นและกลัวในสิ่งที่มองไม่เห็นเพราะพวกเขาไม่รู้ว่ามันคืออะไร

แต่ไนเรลรู้มันคือ ซอมบี้เงา ซอมบี้สายความเร็ว แขนและขาของมันเป็นใบมีดยาวแหลมคม เฉือนตัดร่างของมนุษย์ได้อย่างง่ายดาย

แต่จุดอ่อนของมันก็มีคือพวกมันมีร่างกายที่ไม่ได้แข็งแรงมากนักยกเว้นตรงใบมีดแขนขาเท่านั้น กระสุนปืนธรรมดาสามารถฆ่ามันได้ถ้าโดนหลาย ๆ นัดที่จุดสำคัญ

“หันหลังเข้าหากันเร็ว” กลุ่มของไนเรลหันหลังชนกันทำให้พวกเขาเห็นทิศทางที่พวกซอมบี้เงาโจมตีเข้ามา

“ทางนั้น” เอวาเห็นซอมบี้เงาที่พุ่งเข้ามาหาพวกเธอเป็นเส้นตรง เธอรีบใช้ใบมีดสายลมของเธอฟันเข้าไปที่ซอมบี้เงาอย่างต่อเนื่อง ถึงมันจะมีความเร็วแต่การที่พุ่งเข้ามาตรง ๆ หามีดสายลมในขณะที่อยู่กลางอากาศนั้นทำให้มันไม่สามารถหลบได้พ้นได้แต่ใช้แขนขาที่เป็นใบดาบทั้งสี่ของมันป้องกันการโจมตีนี้

ตูม!

ร่างของซอมบี้เงากระเด็นจากแรงปะทะกับใบมีดสายลม จนตัวมันเสียหลักล้มลง ทำให้ทุกคนสามารถเห็นตัวมันได้อย่างชัดเจน

ไนเรลไม่รอช้าเหวี่ยงดาบเขางูไปที่มัน แต่มันยังสามารถป้องกันการโจมของเขาได้เพราะความรวดเร็วของมัน แต่มันไม่สามารถกักการโจมตีที่สองได้เพราะทันทีที่ดาบบินออกไป

เขาก็วิ่งเข้าไปหามันอย่างรวดเร็วด้วยร่างของอมุษย์กิ้งก่า กรงเล็บของเขาตวัดไปที่ท้องของมันจนเป็นรอยกรงเล็บ 5 รอยที่ลึกเป็นอย่างมาก

“คำราม!!!”

เสียงที่คล้ายกับเหล็กเสียดสีกันคำรามออกมาด้วยความเจ็บปวด มันพยายามใช้มือที่เป็นดาบขยัดลำไส้ของตัวเองกลับไป

ไนเรลรับดาบที่บินกับมาและตัดไปที่หัวของมันอย่างง่ายดาย

ฉึบ!

หัวที่กลิ้งลงมาหยุดอยู่ที่แทบเท้าของเขา ไนเรลเตะมันทิ้งอย่างไม่ใยดี จากนั้นก็ตัดแขนขาทั้งสี่ที่เป็นเหมือนกับดาบยาว 1.5 เมตรส่งให้กับพวกนักล่า

“ใช้มัน” ดาบที่มาจากแขนขาของซอมบี้เงานั้น ในชีวิตที่แล้วมันถือว่าเป็นหนึ่งในดาบพื้นฐานเลยก็ว่าได้เพราะมันหาง่ายเพียงแค่ฆ่าซอมบี้เงาก็ได้มาแล้วแต่นั่นหมายถึงชีวิตที่แล้วที่มีมนุษย์ชั้นสูงจำนวนมากมาย ตอนนี้ระดับของมนุษย์ต่ำเกินไป แค่จัดการซอมบี้เงาแต่ละตัวนั้นยังถือว่ายากพอสมควร

ดาบซอมบี้เงามันดีกว่าที่พวกนี้ใช้มากถึงแม้มันจะไม่สามารถเทียบไปกับดาบคู่เขางูของเขา แต่มันก็ด้อยกว่ากันไม่มากนัก เพราะถึงอย่างไรมันก็เป็นของระดับสองเช่นเดียวกัน

เขาส่งดาบซอมบี้เงาให้กับนักล่าในกลุ่มและหนึ่งเล่มนั้นก็ให้เอวา ถึงเธอจะยิงใบมีดสายลมออกมาได้แต่มันก็กินพลังงานเธอมากเช่นกัน

“เธอควรใช้มันเพื่อประหยัดพลังไว้ โจมตีด้วยใบมีดสายลมเมื่อมั่นใจเท่านั้น” ไนเรลอธิบายให้เอวาฟัง

เธอก็พยักหน้ารับเพราะไม่รู้ว่าจะต้องต่อสู้ไปอีกนานแค่ไหน ถ้านานเกินไปจนไม่ได้พักพลังงานในร่างกายเธอได้หมดก่อนแน่นอน

“เร็วรีบทำตามพวกนักล่ากลุ่มนั้น”

“หันหลังเข้าหารถบรรทุก อย่าให้พวกมันรอบโจมตีข้างหลังของพวกเราได้”

“นักล่าที่อยู่ในกลุ่มของฉัน รีบมารวมตัวกันทันที”

ทุกคนที่ยังมีชีวิตรอดรีบทำตามกลยุทธ์ของไนเรลทันที ถึงแม้มันจะเป็นแค่สิ่งง่าย ๆ แต่ก็ได้ผลดี ถึงจะไม่สามารถฆ่าซอมบี้เงาแบบไนเรล แต่พวกเขาก็ป้องกันการรอบโจมตีของซอมบี้เงาได้

ในบางบางครั้งมนุษย์ชั้นสูง ระดับ สีเทาและสีขาวก็ยังสามารถช่วยกันรุมฆ่ามันได้บ้าง

ไนเรลมองไปรอบ ๆ ถึงวิธีนี้จะได้ผล แต่ถ้าปล่อยไว้นานซอมบี้สติปัญญา ขั้น 3 จะต้องพาฝูงหลักของมันมาถึงที่พวกเขาอยู่แน่นอนเพราะตอนนี้พวกเขาไปไหนไม่ได้ ได้แต่ตั้งรับเท่านั้น

และถึงตอนนั้นทุกคนจะต้องตายอย่างแน่นอน

ที่เฮลิคอปเตอร์ที่ตอนนี้บินวนอยู่สองลำพวกเขาก็กำลังยิงซอมบี้ปีกที่จูโจมพวกเขาเช่นกัน

ชายวัยกลางคน ที่ไหล่ของชุดประดับด้วยเครื่องหมายของร้อยเอกที่ตอนนี้มียศใหญ่สุดในการควบคุมกองร้อยนี้ก็กำลังหลบด้านข้างรถบรรทุกด้วยความกลัว มีทหารคนสนิทอีกกลุ่มหนึ่งคุ้มกันอยู่ โดยมีจีซัสและหน่วยดาบอีก 3 คนอยู่ข้าง ๆ

“เป็นแบบนี้ทุกคนได้ตายแน่ ต้องเรียกกำลังเสริม”

“นายคิดว่ากำลังเสริมจะมาทันงั้นหรือ เรียกเฮลิคอปเตอร์ทั้งสอง ลงมารับพวกเราและคุ้มกันในการถอยกลับซะ”

“ร่างของซอมบี้สติปัญญานั้นมีค่ามากกว่าคนที่อยู่ที่นี่ทั้งหมด”

ร้อยเอกที่ได้ยินดังนั้นก็ตกใจ “พันตรีจีซัส ท่านหมายความว่าให้ทิ้งทหารไว้คุ้มกันให้พวกเราถอย”

“หรือนายอยากตายอยู่ที่นี่”

จีซัสพูดด้วยน้ำเสียงที่น่ากลัว เขารู้ว่าคนแบบนี้มันสามารถเป่าหูได้อย่างง่ายดาย คนขี้ขลาดตาขาวแบบนี้ทำไมถึงมียศถึงร้อยเอกได้กัน คงจะเป็นผลผลิตที่อาศัยเส้นสายของประเทศไทกีล่าเมื่อก่อนอย่างแน่นอน

จีซัสมองด้วยความเหยียดหยันและคิด ‘พวกเส้นสาย ไร้คุณสมบัติของทหาร’

ร้อยเอกมองไปรอบ ๆ ถึงสถานการณ์ตอนนี้จะยันไว้ได้สักพักแต่มันจะได้นานแค่ไหน ตอนนี้ทหารในกองร้อยตายไปถึง 1 ใน 3 แล้ว และยังคงตายเรื่อย ๆ แต่เขาก็รู้สึกลังเล

เรื่องนี้คือเรื่องใหญ่ถ้าเขาทิ้งพวกนี้ไปและมีการสอบสวนขึ้นมาละก็ นั่นเท่ากับข้อหาหนีทัพขึ้นศาลทหารและได้รับโทษอย่างหนักแน่นอน

แต่แล้วในตอนนั้นเองที่ซอมบี้ฝูงหลักมาถึงแล้วพวกมันแทบจะออกมาจากทุกทิศทางเลยก็ว่า

“บัดซบเอ๊ยไม่ทันแล้วรีบออกคำสั่งเรียกเฮลิคอปเตอร์มาแล้วถอนกำลังเดี๋ยวนี้” จีซัสตะโกนออกมาด้วยความร้อนรนถึงเขาจะเป็น ระดับ สีน้ำตาลแต่ถ้าสู้กับซอมบี้นับหมื่นนับแสนละก็คงต้องตายได้เช่นกัน

“เร็ว รีบเรียกเฮลิคอปเตอร์ตามที่พันตรีจีซัสบอก เราจะถอนกำลัง ให้ทหารส่วนใหญ่คุ้มกันในการหนีครั้งนี้” ร้อยเอกตัดสินใจอย่างนั้น ทหารสื่อสารก็ติดต่อไปที่เฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำที่เหลืออยู่มารับพวกเขาออกไปจากตรงนี้ทันที พร้อมกระจายคำสั่งให้ถ่วงเวลาซอมบี้พวกนี้ไว้เพื่อรอกำลังหนุนมาพาออกไป

ไนเรลมองไปที่ฝูงซอมบี้จำนวนมหาศาลที่ตอนนี้มาถึงแล้ว ในนั้นมีทั้งซอมบี้ไททัน ซอมบี้ปีก และซอมบี้เงาอีกหลายตัวโดยมีซอมบี้สติปัญญาขั้น 3 อยู่ตรงกลาง มันเป็นเหมือนกับราชาที่ยกทัพคนตาย เพื่อมาฆ่ามดปลวกอย่างพวกเขาไม่มีผิด

ซอมบี้กลายพันธุ์ที่เขานับได้นั้นมีไม่ต่ำกว่าร้อยตัว

“ไม่ต้องไปสนใจซอมบี้เงาแล้วรีบไปขึ้นรถบรรทุกนั้นและหนีออกไปทันที”

ในความคิดของเขานั้นคือต้องรีบหนีไป ไนเรลวิ่งไปขึ้นรถบรรทุก แต่ก็ถูกขัดขวางโดยทหาร

“หยุดเราได้รับคำสั่งให้ต้านพวกมันไว้ เพื่อรอกำลังหนุนที่กำลังจะมา”

“รอกำลังหนุน? บัดซบที่ไหนออกคำสั่ง!!! กำลังหนุนที่ไหนมันจะมาทัน ต่อให้มาทันพวกเราก็คงตายไปหมดแล้ว”

“ถ้าพวกนายอยากฟังคำสั่งและรอความตายอยู่ที่นี่ก็เชิญ”

“ให้หยุดไง พวกนายหูหนวกกันงั้นหรือ?”

“หลบไปซะ”

ไนเรลเขเไปเตะทหารคนนั้นอย่างแรงจนตัวของเขานั้นงอเป็นกุ้ง แต่ในระหว่างนั้นเองเฮลิคอปเตอร์สองลำก็บินหนีออกไป

ไนเรลมองไปที่จีซัสและทหารบางส่วนที่อยู่ในเฮลิคอปเตอร์ก็เข้าใจทันที ว่าตอนนี้พวกนั้นหนีเอาตัวรอดไปแล้ว

พวกมันคิดที่จะให้ทุกคนเป็นเหยื่อล่อถ่วงเวลา

“กรีดร้อง!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!”

และในตอนนี้เองที่ซอมบี้สติปัญญาก็สั่งให้ซอมบี้ทุกตัวฆ่าพวกเขา

ไนเรลมองไปรอบ ๆ ตอนนี้มันสายไปแล้ว พวกเขาและกลุ่มนักล่าพร้อมด้วยทหารที่เหลืออยู่ติดอยู่ในวงล้อมของซอมบี้ที่มีซอมบี้สติปัญญาขั้น 3 เป็นผู้นำ

ตอนที่ 30 ท้าทายจีซัส

หลังสิ้นเสียงกรีดร้องที่ดังไปทั่วทั้งป่า ทุกอย่างก็ดูเงียบสนิทจนน่ากลัว ทันในนั้นก็มีเสียงเหมือนกับค้างคาวที่บินเคลื่อนที่มาด้วยความรวดเร็วดังมาจากทิศทางที่เมืองซานติเกียตั้งอยู่

เสียงของเงาทั้ง 10 ที่อยู่บนอากาศบินเข้ามาด้วยความรวดเร็ว ผ่านพวกไนเรลไปมันโจมตีใส่เฮลิคอปเตอร์ทันที

“รีบยิงมันเร็ว”

“ถอย ๆ ถอยออกไปจากตรงนี้”

“เครื่องตกแล้ว ไม่…”

เสียงของพันตรีและทหารที่อยู่ในเฮลิคอปเตอร์ลำนั้นดังผ่านวิทยุสื่อสารมาต่อเนื่อง ทหารที่อยู่ด้านล่างก็พยายามโจมตีไปที่ซอมบี้ปีก แต่พวกมันบินอยู่บนท้องฟ้า อาศัยความมืดเป็นที่กำบังการที่จะยิงถูกมันนั้นเป็นไปไม่ได้เลย

ตูม!!!

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก เฮลิคอปเตอร์ทนการโจมตีจากซอมบี้ปีกทั้งตัวได้ไม่กี่วินาทีก็ตกลง ตามมาด้วยเสียงระเบิดอีกหลายครั้ง ผู้คนในเฮลิคอปเตอร์ทั้งตายโดยไม่มีใครรอดชีวิต แม้แต่พันตรีวัยกลางคนที่สั่งการภารกิจล่าในครั้งนี้ก็ตายไปด้วยกัน

“กรีดร้อง!!!!!!!!!!”

ซอมบี้ปีกหลังจากที่มันจัดการกับเฮลิคอปเตอร์ได้ก็พากันกรีดร้องออกมาด้วยความกระหายโจมตีเข้าใส่จีซัสกับหน่วยดาบทันทีโดยพวกมันไม่สนใจความห่างของระดับพลังของจีซัสเลยแม้แต่น้อย

ซอมบี้ปีกมันไม่สนใจชีวิต สิ่งเดียวที่มีอยู่ในหัวตอนนี้คือการแย่งชิงซอมบี้สติปัญญาที่ถูกจับมัดอยู่มาให้ได้

“ตาย!!”

“ไปตายซะ เจ้าปีศาจ”

“ไปช่วยพวกทหารเร็ว”

“อ๊ากกก”

ปัง! ปัง! ปัง!

ทั้งหน่วยดาบและจีซัสรีบเข้าไปจัดการกับซอมบี้ปีก พวกมันพยายามโฉบลงมาลางทหารที่อยู่ด้านล่างดึงขึ้นไปบนฟ้าและปล่อยลงมา

สำหรับทหารที่เป็นคนธรรมดานั้นการตกลงมาจากความสูงขนาดนั้นไม่ตายแต่ก็ต้องพิการอย่างแน่นอน

จีซัสและหน่วยดาบทั้งสามคนรีบเข้าไปต่อสู้กับซอมบี้ปีกทันที โดยมีไอแซคที่อยู่ด้านหลังจับซอมบี้สติปัญญาไปด้วย

“พามันกลับไปที่จุดรวมตัว”

จีซัสสั่งไอแซคทันที เขาต้องนำมันกลับไปเป็น ๆ ให้ได้ ถ้ายังอยู่ที่นี่ต่อไม่รู้ว่าซอมบี้พวกนี้จะมีมากันอีกกี่ตัว

ไอแซคพยักหน้ารับคำรีบแบกซอมบี้สติปัญญากลับไปที่จุดนัดพบที่นั่นมีกองกำลังทหารอีก 1 กองร้อยซึ่งสามารถรับมือกับซอมบี้ปีกพวกนี้ได้แน่นอน

ไนเรลมองไปที่ซอมบี้ปีกด้วยความกังวลฝูงของซอมบี้มันต้องใหญ่แค่ไหนถึงสามารถสร้างซอมบี้ปีกได้นับ 10 ตัว ถ้าคิดตามประสบการณ์ของเขามันน่าจะไม่ต่ำกว่าหมื่นตัว นี่คือการคาดการในระดับที่น้อยที่สุด

‘ต้องรีบออกจากที่นี่’ แต่ก่อนที่เขาจะหนีออกไปนั้นจะต้องฆ่าซอมบี้สติปัญญาตัวนั้นให้ได้ก่อน เพราะถ้ามันไปรวมฝูงได้ละก็ฝูงซอมบี้นี้อาจจะใหญ่จนมีซอมบี้นับแสนหรือล้านตัวได้

ซอมบี้จำนวนมากขนาดนั้นสามารถที่จะถล่มค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 ได้อย่างแน่นอน

หรือถ้าให้รัฐบาลได้ไปพวกพาราซัสก็จะอ้างเหตุผลเพื่อเอาซอมบี้สติปัญญาตัวนี้ไปทำการวิจัยต่อ เขาไม่มีทางยอมอย่างแน่นอนเพราะพวก

พาราซัสนั้นไม่รู้ว่ากำลังจะเล่นกับไฟนรกอยู่ เขาไม่มีทางที่จะมอดไหม้ไปกับไฟนรกพวกนี้แน่นอน

ตอนนี้มันเป็นจังหวะเหมาะแล้วเพราะคนในหน่วยดาบและทหารที่มากับเฮลิคอปเตอร์กำลังถ่วงเวลาให้ไอแซคพาซอมบี้สติปัญญาไปที่จุดนัดพบ

เขาวิ่งตามไปโดยที่ไม่มีใครเห็นในความมืดแบบนี้ผิวหนังจากร่างของกิ้งก่าเปลี่ยนเป็นสีดำเข้ากับความมืดจนแทบแยกความแตกต่างไม่ออก เขากระโดดข้ามศพของซอมบี้ไททันไปอย่างรวดเร็วตรงเข้าหาไอแซคโดยที่ไม่มีใครสั่งเกตุเห็น

“ใคร?!” แต่เมื่อเข้าใกล้ไอแซคเขาก็สามารถสัมผัสถึงเสียงวิ่งที่เขามาได้

“แกนั้นเอง เจ้านักล่า คิดจะชุบมือเปิดเหรอ มันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอก”

ไอแซคหันมองไนเรลด้วยรอยเจ้าเลห์ มันเกลียดไนเรลมาก ตอนที่ยิงซอมบี้ด้วยปืนกลหนักมันมั่นใจว่าไนเรลต้องตายแต่ไนเรลกลับไม่ตาย

ตอนนี้โอกาสมาถึงมันอีกครั้งแล้ว

“ทางที่ดีมีไม่ไปแต่ต้องการมาตาย ไปลงนรกซะ!!!”

ไอแซคถือโอกาสที่ไนเรลจะแย่งชิงซอมบี้สติปัญญาไปฆ่าเขาซะ และก็คงไม่มีใครสามารถว่าเขาได้เช่นกัน

หมัดของไอแซคพุ่งเป้าต่อยไปที่หัวของไนเรลหมายจะระเบิดหัวให้เละเหมือนกับที่มันต่อยหัวซอมบี้แตกกระจาย

แต่ไนเรลทำเหมือนว่าไอแซคไม่ได้อยู่ในสายตาเลย เขายังคงวิ่งเข้าไปหาหมัดของไอแซคตรง ๆ

ไนเรลแค่เบี่ยงศีรษะหลบหมัดของไอแซคได้อย่างง่ายดาย

“อะไรกัน” ไอแซคถึงกลับตกใจที่ไนเรลหลบหมัดเขาได้อย่างง่ายดาย แต่เขาก็ต้องรู้สึกกลัวเมื่อมองไปที่สายตาของไนเรลมันคือสายตาแบบเดี่ยวกับที่สัตว์นักล่าใช้มองเหยื่อ

‘หนี’ นั้นคือสิ่งที่ไอแซคคิด แต่มันสายไปแล้ว ความสามารถของ [นิ้วเหล็กในพิษ (ต่อหัวเสือกลายพันธุ์) A] ที่นิ้วชี้ของไนเรลเปลี่ยนเป็นเหล็กในของต่อหัวเสือกลายพันธุ์ต่อเข้าไปที่กลางลิ้นปี่ของไอแซค

จากนั้นไนเรลก็วิ่งผ่านไปตรงเขาหาซอมบี้สติปัญญา โดยไม่หันมาเหลือบแลไอแซคอีก สำหรับเขาที่จะตัดสินใจฆ่าไอแซคแล้ว มันก็เป็นแค่คนที่ตายไปแล้วเท่านั้น เพียงแค่ฆ่าทิ้งไปก็พอไม่ต้องไปสนใจอะไรอีก

ไอแซคถึงกับตกมากเขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้น แต่ที่หน้าอกตรงลิ้นปี่กลับมีรูอยู่มันมีพิษและเลือดที่ไหลออกมาพร้อมกับ

“อ๊ากกก” มันเจ็บมากทั้งแสบร้อนเหมือนเปลวไฟที่ค่อย ๆ ขยายออก การหายใจของเขาติดขัด ไอแซคได้แต่พูดไม่หยุดว่า “ทำไม ทำไมถึงโจมตีเข้า…”

เขาถามออกมาด้วยความอยากรู้ไม่ใช่ว่าเจ้านักล่านั้นมีความสามารถกลายร่างเป็นกิ้งก่าไม่ใช่หรือ มันน่าจะมีพิษได้ นี่ต้องเป็นพิษอย่างแน่นอน

มนุษย์ชั้นสูง 1 คนจะมีความสามารถสองอย่างได้อย่างไรกัน

“ไม่ยอม ข้าไม่ยอม โลกแห่งความโกลหลที่ข้าเฝ้ารอพึ่งจะมาถึง ข้าต้องเป็นราชา…………….”

ต่อให้เขาจะดิ้นรนแค่ไหนก็เปล่าประโยชน์ มันกับจะทำให้พิษแพร่กระจายและตายอย่างทรมานเร็วมากขึ้นเท่านั้น

เหตุผลที่ความสามารถ [กล้ามเนื้อเหล็กกล้า A] นั้นไม่สามารถช่วยได้ก็เป็นเพราะว่า ความสามารถ [นิ้วเหล็กในพิษ (ต่อหัวเสือกลายพันธุ์) A] นั้นเป็นระดับ A เช่นเดียวกัน

ที่สำคัญก็ไม่จำเป็นต้องแทงผ่านกล้ามเนื้อแค่ผ่านผิวหนังของไอแซคก็พอ เพราะต่อให้กล้ามเนื้อจะแข็งแรงแค่ไหนแต่มันก็ยังมีเส้นเลือดฝอยอยู่ ให้พิษต่อหัวเสือกระจายไปทั่วร่างกายได้ถึงมันจะช้ากว่าปกติแต่มันกับทรมานกว่าปกติมากนัก

หนึ่งการต่อยยังไงก็สามารถที่จะฆ่าไอแซคได้สบายในเวลาเพียงแค่ไม่กี่วินาที

ไอแซคดิ้นรนและตายอย่างทุกทรมานยิ่งกว่าเจคซะอีก จนในที่สุดเขาก็แน่นิ่งไปในขณะที่มองไนเรลที่วิ่งไปหาซอมบี้สติปัญญาด้วยความอาฆาตแค้น

ตอนนี้ซอมบี้สติปัญญาที่ถูกล่ามด้วยโซ่นั้นกำลังจะถูกช่วยโดยซอมบี้ปีกอีกตัวที่มันอาศัยจังหวะที่เขาปะทะกับไอแซคเมื่อกี้นี้ ดึงร่างของซอมบี้สติปัญญาไป

เขาจะปล่อยให้มันรอดไปทั้งแบบนี้ไม่ได้ มันต้องไม่จบแบบนี้ ไนเรลมองไปที่ซอมบี้สติปัญญาที่อยู่บนท้องฟ้า “มันยังไม่จบ”

ไนเรลเอาดาบคู่เขางูออกมาและต่อด้ามจับมันเข้าด้วยกันตอนนี้มันกลายเป็นดาบเล่มเดียว เขาวิ่งตามไปและเหวี่ยงดาบไปด้านหลังหมุนตัวด้วยแรงทั้งหมดเล็งไปที่หัวของซอมบี้สติปัญญา

“ตาย!!!” ดาบที่ถูกปล่อยออกไปจากหมุนด้วยความรวดเร็วดังบูมเมอแรงตรงเข้าสู่ซอมบี้สติปัญญาทันทีที่มีซอมบี้ปีกพาหนีไปบนท้องฟ้า

“ไม่!!!” จีซัสที่พึ่งหันมาเห็นว่าตอนนี้ไอแซคนอนคว่ำหน้าล้มลงตายไปขณะที่ ซอมบี้ปีกตอนนี้กำลังพาซอมบี้สติปัญญาหนีไป

ในขณะที่ดาบคู่เขางูกำลังตัดหัวของซอมบี้สติปัญญา

“หยุด!!!!” แต่ถึงเขาจะบอกไปมันก็ไม่ทันแล้ว ฉึบ! คมดาบตัดผ่ายลำคอของซอมบี้สติปัญญาไป ตัวดาบยังคงตัดไปที่ซอมบี้ปีกขั้น 2 ตายลงไปอีกด้วย

ไนเรลกระโดดออกไปรับหัวของซอมบี้สติปัญญาที่ตกลงมา และรับดาบคู่เขางูที่บินวนกลับมา

การโจมตีเมื่อสักครู่เขาใช้พลังงานไปเป็นอย่างมากจนแทบจะยืนไม่ไหว แต่มันก็ไม่สำคัญแล้วเพราะหัวของซอมบี้สติปัญญาโดนเขาฆ่าตายไปแล้ว

เขามองดูไปที่หัวซอมบี้สติปัญญาในดวงตาของมันเต็มไปด้วยความหวาดกลัว อีกเพียงแค่ไม่เท่าไหร่มันก็จะสามารถหนีออกไปได้แล้ว แต่กลับต้องมาตายในที่นี้

“ไม่ ไม่ แกทำอะไรลงไป!!!”

“รู้ไหมว่ามันมีค่าแค่ไหน แม้แต่ชีวิตของแกก็ไม่สามารถชดใช้ได้” จีซัสโมโหเป็นอย่างมาก ซอมบี้สติปัญญานั้นมีค่าเป็นอย่างมากมันคือตัวทดลอง หมายเลข 0 ที่สามารถควบคุมซอมบี้ได้

บริษัทพาราซัสต้องการตัวมันกลับไปเป็นพวกเขาถึงกับยืนข้อเสนอจำนวนมากให้กับกองทัพเพื่อตามล่าตัวมัน แต่เขาพึ่งจับมันได้ยังไม่ทันที่จะได้ทำอะไร ซอมบี้สติปัญญาก็ถูกตัดหัวตายไปต่อหน้าต่อตาเขา

มันจะไม่ให้เขาโกรธได้อย่างไร

“จับมัน จับตัวมันไว้” จีซัสสั่งหน่วยดาบและทหารให้ล้อมไนเรลไว้ในทันที

“ยอมจำนนซะ!!!”

“อย่าขัดขืนไม่งั้นเราจะไม่ออมมือ”

“คุกเขาลงไป”

ทหารเล็กปืนมาที่เขาและหน่วยดาบก็ล้อมเขาไว้

ในขณะที่ซอมบี้ปีกที่ยังเหลอรอดอีก3 ตัวก็กรีดร้องออกมามันมองไปที่ซอมบี้สติปัญญาที่ตายไปจากนั้นก็โจมตีไปที่ไนเรลเช่นกัน

“จัดการซอมบี้ปีกซะ”

“บัดซบไปตายให้หมดซะ”

จีซีสยิงหอกน้ำแข็งใส่ซอมบี้ปีกอย่างบ้างคลั่ง พวกมันได้แต่ถอยหนีออกไปเท่านั้น

“แก……..”

จีซัสเดินเข้ามาหาไนเรลด้วยท่าทีดุดัน แต่ไนเรลกลับไม่ได้กลัวเลยแม้แต่น้อย ในความคิดของเขารู้ดีถึงพลังของระดับสีน้ำตาล ถ้าเป็นมนุษย์ชั้นสูงสีเทาคนอื่นสู้กับจีซัสคงจะถูกจัดการไม่ยาก

แต่เขาเชื่อว่าถ้าใช้ความสามารถทั้งหมดของตนเอง ถึงเขาจะไม่สามารถฆ่าจีซัสได้แต่จีซีสก็ไม่สามารถฆ่าเขาได้เช่นกัน

“อยากตายก็เข้ามา” ไนเรลท้าทายจีซัสโดยตรง เสียงที่พูดออกมานั้นไม่มีความกลัวเลย เขายืนอยู่ตรงนั้นโดยไม่หวั่นไหวแม้แต่น้อย พร้อมกับมือขวาที่ถือดาบเขางูไว้ ในขณะที่มือซ้ายถือหัวของซอมบี้สติปัญญาไว้

เพียงแค่ออร่าที่ปล่อยออกมาของไนเรล ทหารธรรมดาก็ไม่กล้าเขาไปใกล้เขาแล้ว ถึงอย่างไรบวกเขาก็เป็นทหารดังนั้นจึงรู้ว่าออร่าที่ไนเรลปล่อยออกมานั้นจะต้องเป็นคนที่ฆ่าคนมาจำนวนมาก

ชายหนุ่มคนนี้เป็นใครทำไมถึงมีออร่าแบบนี้ได้

จีซัสเองก็ลังเลเช่นกัน เขาที่เลื่อนขึ้นมาเป็นระดับสีน้ำตาลได้นั้นสามารถสัมผัสได้เช่นกัน มันคือความรู้สึกได้เช่นกัน

ในตอนนั้นที่เอวาและนักล่าคนอื่น ๆ ก็มาถึงเช่นกัน เมื่อพวกเขาเห็นว่าไนเรลกำลังเผชิญหน้ากับจีซัสและพวกทหารอยู่ ในมือมีหัวของซอมบี้ที่เลือดสีดำกำลังหยดลงมาอย่างช้า ๆ

พวกเขาก็รีบเข้าไปยืนข้างไนเรลทันที ถึงอย่างไรพวกนักล่าแบบเขาก็ไม่ชอบหน่วยดาบและทหารพวกนี้ พวกมันพึ่งจะกลาดกระสุนยิงถล่มโดยไม่สนใจว่าพวกเขาจะเป็นหรือตายแค่นี้ก็เพียงพอที่จะยืนข้างในเรลแล้ว

อีกอย่างไนเรลก็แข็งแกร่งและเป็นคนของนักล่าเช่นกัน อย่างไรพวกเขาก็ต้องช่วยพวกของตัวเอง

ไนเรลเห็นว่าเอวาและพวกนักล่าเลือกที่จะอยู่ข้างเขา ไนเรลก็พยักหน้าให้เป็นการตอบรับเช่นกัน

ตอนนี้ทั้งสองฝ่ายกำลังเผชิญหน้ากันโดยไม่มีใครกล้าขยับไปไหน ทั้งสองฝั่งกำลังรอสัญญาณจากไนเรลและจีซัส

ในขณะที่ซอมบี้จำนวนมากที่เริ่มออกมาจากแนวป่าอย่างต่อเนื่อง

ไนเรลมองไปที่จีซีส เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าจีซัสจะกล้าเสี่ยงสู้ตายกับเขาที่นี่หรือไม่

ตอนที่ 29 เสียงร้องที่ดังทั่วป่า

การต่อสู้เป็นไปอย่างดุเดือด ไนเรลพยายามโจมตีไปที่จุดอ่อนของซอมบี้ไททันบริเวณดวงตา แต่ในทุกครั้งมันก็สามารถป้องกันได้

เขาจำเป็นที่จะต้องกำจัดการเคลื่อนไหวของมันก่อน

“เจค ถ้านายจัดการซอมบี้สติปัญญาไม่ได้ก็มาช่วยจัดการซอมบี้ไททันก่อน”

ไนเรลเปลี่ยนแผนกะทันหัน เพราะเขาไม่คิดว่าซอมบี้สติปัญญามันไม่ได้ทำทั้งหมดเพื่อที่จะหนีแต่มันกับใช้วิธีการถ่วงเวลาแทน คล้ายกับมันกำลังรอบางสิ่งอยู่

ซึ่งเขาไม่ต้องเดาก็รู้ว่าสิ่งที่มันกำลังรออยู่นั้นฝูงซอมบี้ แต่ที่ไม่รู้คือ มันเป็นฝูงที่ใหญ่แค่ไหน ถึงทำให้มันมั่นใจว่าจะสามารถต่อกรกับพวกเขาและจีซัสที่หน่วยดาบพร้อมด้วยพวกทหารที่มาหนุนเสริมได้

เจคได้ยินก็ไม่ได้อยากจะทำตามที่ไนเรลบอก เขาอยากจัดการกับซอมบี้สติปัญญาเพื่อรางวัลที่รัฐบาลและกองทัพเสนอให้แต่ทุกครั้งที่เขาเคลื่อนไหวเข้าไปใกล้มัน ซอมบี้สติปัญญาก็จะทำตัวขี้ขลาดหลบอยู่หลังโล่เนื้อซอมบี้

เขาก็ได้แต่จัดการกับซอมบี้รอบ ๆ นอกเท่านั้น

ซึ่งเจคต้องยอมรับว่าจะจัดการกับซอมบี้สติปัญญาได้นั้น ก็ต้องฆ่าซอมบี้ไททันก่อน แล้วค่อยช่วยกันจัดการกับมันทีหลัง

เมื่อเจคเข้ามาช่วยไนเรลโจมตีซ้ำ ๆ ไปที่ขาของซอมบี้ไททันเพื่อตัดเส้นเอ็นและกำจัดการเคลื่อนไหวของซอมบี้ไททัน

ถึงอย่างไรซอมบี้พวกนี้ก็กำเนิดมาจากศพของมนุษย์ สรีระร่างกายก็มีส่วนที่คล้ายกับมนุษย์ไม่มากก็น้อย

“ย้าาา!!!”

ไนเรลกลิ้งหลบการโจมตีผ่านใต้ขาของซอมบี้ไททันและฟันกระหน่ำโจมตีด้วยดาบคู่เขางูไปที่เส้นเอ็นหลังข้อเท้า แต่แม้เขาจะใช้ดาบคู่เขางูก็ยังฟันไปแทบจะไม่ผ่านผิวหนังของมัน ถึงแบบนั้นไนเรลก็ยังคงโจมตีซ้ำ ๆ มันลงไป ดาบที่ 2 ดาบที่ 4 ดาบที่ 8

เขาเชื่อว่าถ้าฟันไปเรื่อย ๆ ยังไงเขาก็ต้องตัดเส้นเอ็นที่ขาและทำให้มันล้มลงได้

แต่แน่นอนว่าซอมบี้ไททันไม่ยอมอยู่เฉย ๆ ให้ไนเรลโจมตีมันไปเรื่อย ๆ ถึงแม้มันไม่เข้าใจว่าทำไมเนื้อสด ๆ ตัวนี้ถึงโจมตีไปที่ขาของมัน

“โฮกกก!!!”

ซอมบี้ไททันคำรามด้วยความลำคานที่โจมตีไม่โดนไนเรลสักที มันโกรธมากใช้แขนท่อนใหญ่ของมันฟาดไปที่ไนเรล ถึงมันจะดูช้าแต่ด้วยตัวที่ใหญ่ของมันการโจมตีก็มาถึงตัวของเขาอย่างรวดเร็ว

เขาไม่มีทางเลือกได้แต่ยกดาบคู่เขางูขึ้นมาและใช้ความสามารถ [พละกำลัง 50 เท่า] อย่างสุดกำลังรับการโจมตีนี้

ตูม!!! พื้นดินที่เขายืนอยู่แตกร้าวขยายเป็นวงกว้าง ฝุ่นกระจายออกไปเป็นวงกลม ซอมบี้ที่อยู่รอบ ๆ กระเด็นออกไปโดยมีการปะทะระหว่างไนเรลและซอมบี้ไททันเป็นจุดศูนย์กลาง

ไนเรลอาศัยจังหวะที่ซอมบี้ไทมันกำลังงงอยู่ จับล็อคไปที่แขนของมัน จนมันเสียหลักเปิดช่องโหว่ให้เจคโจมตีไปที่หัวของมันได้

“ตอนนี้ เอาเลย!!!” เจคที่ใช้ความสามารถของเขาหยุดอยู่เหนือหัวของซอมบี้ไททัน และใช้กริชแทงไปที่ลูกกระตาข้างขวาของซอมบี้ไททัน

“อ๊ากกก!!!” ซอมบี้ไททันร้องด้วยความเจ็บและโกรธแค้น

เจคกำลังจะแทงซ้ำลงไปอีกครั้งให้ลึกกว่าเดิม มืออีกข้างของซอมบี้ไททันอีกข้างก็โจมตีเข้ามาที่เจค ทำให้เขาต้องถอยออกมา

ส่วนไนเรลก็อาศัยจังหวะนี้ฟันไปที่ข้อเท้าของมันจนเส้นเอ็นขาด ซอมบี้ไททันเสียการทรงตัวคุกเข่าล้มลงในทันที

เขาหลบการโจมตีจากท่อนแขนของมันกระโดดขึ้นไปที่คอ ใช้ขาล๊อคไว้และใช้ดาบคู่เขางูโจมตีซ้ำไปที่ตาของมัน ไนเรลคิดว่าอย่างไรการโจมตีนี้ก็ถึงสมองและต้องฆ่ามันได้อย่างแน่นอน

แต่แล้วสิ่งที่ไม่คาดคิดก็เกิดขึ้น เมื่อมีกระสุนปืนกลหนักสาดยิงมาที่ซอมบี้ไททัน โดยไม่สนใจว่าจะโดนพวกเขาเลย

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

กระสุนปืนกล สาดยิงมาไม่ต่ำกว่า 100 นัด คนที่อยู่ใกล้สุดก็คือไนเรล ตามด้วยเจค ห่างออกก็เป็นเอวากับนักล่าที่รอดชีวิตอีกจำนวนหนึ่ง

ทุกคนรีบหาที่หลบกระสุนกันอย่างชุลมุน ไนเรลอยู่ใกล้ที่สุดโดนกระสุนปืนกลเข้าไปที่ไหลและหน้าอกอย่างละนัด ถึงเขาจะมีผิวหนังของร่างกิ้งก่าเป็นเกาะป้องกันทำให้กระสุนเจาะเข้าไม่ลึก แต่แรงกระแทกจากความเร็วของกระสุน มันก็ทำให้เขาจุกและมีเลือดไหลออกมาจากปากเล็กน้อยเพราะอาการช้ำในทันที

“บัดซบเอ๊ย ใครมันยิงวะ”

ไนเรลมองไปรอบข้างและก็เห็นตัวการนั้นก็คือ ไอแซคที่พร้อมกับเฮลิคอปเตอร์โดยมีจีซัสที่สั่งการอยู่ด้านข้างพร้อมหน่วยดาบและทหารจำนวนหนึ่ง

แสงไฟจากเฮลิคอปเตอร์ส่องมาที่ซอมบี้ไททัน พร้อมกับปากกระบอกปืนกลหนักที่มีไอแซคคุมอยู่ เตรียมที่จะยิงมาอีกรอบ

ไอแซคยิ้มออกมาให้ไนเรลอย่างสะใจ

ไนเรลไม่ต้องเดาก็รู้ว่านี่คือการแก้แค้นจากบัดซบไอแซคมันต้องการยิงทั้งซอมบี้ไททันและเขาให้แตกตายไปพร้อมกัน เขามองไปที่ไอแซคและตัดสินใจว่าถ้ามีโอกาสมันจะต้องตาย

แต่ก่อนนั้นเขาต้องหาที่หลบกระสุนที่จะต้องเข้ามาอีกชุดก่อน และในตอนนั้นเองที่เขาพึ่งจะสังเกตเห็นเจคที่มีท่าทีแปลก ๆ เจคหันมามองไนเรล พูดออกมาพร้อมกับเลือดที่เต็มปาก

“ช่วยด้วย…อั้ก ๆ”

เจคล้มลงไปเพราะกระสุนในรอบแรกที่ยิงมา มันยิงทะลุไปที่อกของเขา

เจคไม่ได้มีผิวหนังที่เป็นเกาะป้องกันกระสุนแบบไนเรลและกระสุนที่พุ่งเข้ามานั้นมันมีความเร็วเกิน 900 เมตรต่อวินาทีซะอีก ซึ่งเป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะหลบในช่วงที่กำลังต่อสู้กับซอมบี้ไททัน และกระสุน 1 ในร้อยนัดที่ไอแซคยิงมาก็ได้ปลิดชีพเจค มนุษย์ชั้นสูงผู้มีความสามารถประเภทสนับสนุน ความสามารถ [เร่งความเร็วระยะสั้น B] ให้ตายไปทั้งอย่างนี้

ไนเรลกัดฟันแน่นมองไปที่ศพของเจค ถึงเขาจะไม่สนใจว่าใครจะเป็นจะตายนอกจากคนในครอบครัว แต่การที่มนุษย์ชั้นสูงต้องมาตายแบบนี้ ตายด้วยน้ำมือของมนุษย์ด้วยกันเอง

มันทำให้เขารู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

กระสุนรอบที่สองยิงเข้ามา แต่ครั้งนี้ซอมบี้ไททันได้รับคำสั่งจากซอมบี้สติปัญญา ให้ขว้างสิ่งของใส่เจ้านกเหล็กบินได้ให้ร่วงลงมา

ซอมบี้สติปัญญามองไปที่จีซัสมนุษย์ที่ทำให้มันต้องหลบหนีหัวชุกหัวซุนด้วยความเครียดแค้นชิงชัง

มันสั่งให้ซอมบี้ทุกตัวฆ่าจีซัสให้ได้ ซอมบี้จำนวนหลายร้อยตัวเริ่มรวมตัวและก่อตัวเหมือนกับมดพยายามที่จะคว้าจับเฮลิคอปเตอร์ให้ได้

ในขณะที่ซอมบี้ไททันก็ไม่ได้สนใจความเจ็บจากกระสุนที่ยิงมามันจับซอมบี้ที่อยู่ในระยะขว้างใส่เฮลิคอปเตอร์อย่างไม่หยุดยั้ง

เฮลิคอปเตอร์หลบการโจมตีจากซอมบี้ไททันด้วยความยากลำบาก จีซัสต้องคอยยิงหอกน้ำแข็งเพื่อสกัดกั้นซอมบี้ที่จะลอยมาใส่เฮลิคอปเตอร์ นักบินได้แต่แจ้งให้พันตรีวัยกลางคนเพื่อที่จะถอยออกไปจากบริเวณนี้

พันตรีไวกลางคนสั่งการทันที แต่จีซัสบอกให้พาเขาลงไปข้างล่าง เดี๋ยวหน่วยดาบพวกเขาจะจัดการเอง

ไนเรลหลบออกมาพักด้านข้างด้วยความเหนื่อยหอบ ตอนนี้ซอมบี้สติปัญญามุ่งความสนใจไปที่จีซัสทั้งหมดแล้ว

แต่เขาก็ลากศพของเจคมาด้วยไนเรลไม่สามารถให้ซอมบี้สติปัญญาได้ศพของเจคไปไม่งั้นเจ้าตัวที่เขาเห็นในตอนนี้ไม่อยากเจอด้วยมากที่สุดก็คงจะถูกสร้างขึ้นมาอย่างแน่นอน

เขามองไปที่ศพของเจคและคิดว่าจะกินมันดีหรือไม่ แต่ก็รีบหักห้ามใจทันทีเขาไม่ยอมกลายเป็นปีศาจตายด้านที่ไม่มีความรู้สึกอีกแล้ว

มันจะต้องมีวิธีการอื่นที่จะสามารถฆ่าซอมบี้สติปัญญานั้นได้ เขาได้แต่คิดเข้าข้างตัวเอง

ในตอนนี้เอวาและนักล่าที่เหลือรอดก็มารวมตัวกับเขา นักล่าในกลุ่มของเจคที่เห็นว่าเจคนั้นได้โดนยิงตายก็เศร้ามาทันที ถึงอย่างไรเจคก็เป็นมนุษย์ชั้นสูงที่เป็นหัวหน้ากลุ่มของเขา ต่อไปพวกเขาต้องใช้ชีวิตที่ลำบากมากขึ้นอย่างแน่นอน

เอวามองไปศพเจคเช่นกันแต่เธอก็ไม่ได้อะไรมากนักแค่รู้สึกโกรธไอแซคแค่นั้น เพราะถึงอย่างไรทุกคนก็รู้ว่าการเป็นนักล่านั้นเป็นงานที่เสี่ยงอยู่แล้ว

“นายยังไหวไหม” เอวาถามไนเรลที่ตอนนี้คืนสภาพกลับมาอยู่ในร่างมนุษย์ธรรมดาแล้ว แต่หน้าอกและไหล่ของเขายังเหลือรอยช้ำจากกระสุนอยู่จนแม้เสื้อผ้าที่ฉีกขาดของเขาก็ไม่สามารถปกปิดได้

“ยังไหว” ไนเรลลุกขึ้นมาเดินเข้าไปหาศพของเจคและใช้มีดแทงไปที่ศีรษะของเขาเพื่อทำลายสมอง

“นายจะทำอะไร?”

“หยุดนะ”

นักล่าในกลุ่มของเจค พยายามที่จะห้ามเขาแต่ไนเรลก็ไม่สนใจตอนนี้เขากำลังอารมณ์ไม่ดีสุด ๆ เลย

ไนเรลหันไปมองพวกนั้น เพียงแค่หนึ่งการมองก็ทำให้พวกนั้นขนลุกขึ้นมาทันทีพากันปิดปาก เขาอธิบายไปแบบไม่ใยดี “ถ้าไม่จัดการสมองคนที่ตาย พวกมันจะลุกขึ้นมาเป็นซอมบี้”

จากนั้นเขาก็เดินกลับเข้าไปในสนามรบอีกรอบเพื่อจัดการกับซอมบี้สติปัญญาให้ได้

จีซัส ไอแซคและหน่วยดาบอีก 3 คนกำลังจัดการซอมบี้ไททันอย่างดุเดือด ในขณะที่ทหารก็กระหน่ำยิงซอมบี้ที่คุ้มกันซอมบี้สติปัญญาอยู่

ตอนนี้ซอมบี้ไททันร่างของมันเละไปจนไม่มีที่จะให้เละได้อีก แต่ด้วยพลังชีวิตที่อึดขอมันก็ยังสู้กับหน่วยดาบได้อยู่ มันไม่สนใจความตายเลยแม้แต่น้อยนอกจากความตายคำสั่งที่ได้รับมอบหมายมา

แต่ก็เท่านั้นเมื่อจีซัสได้ลงมือ ซอมบี้ธรรมดาที่อยู่ในอาณาเขตพลังของเขานั้นแข็งตายในทันที ระดับพลังมันต่างกันเกินไป แม้แต่ซอมบี้ไททันก็เคลื่อนไหวช้าจนดูเหมือนมันจะหยุดการเคลื่อนไหว

มนุษย์ชั้นสูงขั้น สีเทา หนึ่งในหน่วยดาบที่มีความสามารถประเภทลึกลับ เพิ่มน้ำหนักของวัตถุได้

เขาสัมผัสตัวของซอมบี้ไททันทันที มันไม่สามารถรับน้ำหนักตัวที่เพิ่มเข้ามาถึง 10 เท่าของตัวเองได้และล้มลงไปกับพื้นอย่างน่าสมเพช

ในขณะที่อีกผู้มีความสามารถในการเสริมความร้อนให้กับอาวุธก็ขวักดาบออกมาจัดการฝันซอมบี้รอบข้างอย่างเมามัน

ไอแซคเองก็ต่อยไปที่ซอมบี้รอบ ๆ เพื่อเข้าไปหาซอมบี้สติปัญญา ตอนนี้ซอมบี้สติปัญญามันตกอยู่ในสถานการณ์อันตรายแล้วมันต้องการที่จะถอยกลับแต่ก็สายไปแล้ว

จีซัสได้โจมตีอย่างสุดกำลัง หอกน้ำแข็งที่ยิงออกมานั้นเข้าใส่ซอมบี้จนซอมบี้สติปัญญาไม่มีที่หลบ

“กรีดร้องงงงง!!!”

ซอมบี้สติปัญญากรีดร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง ราวกับมันกำลังให้ใครมาช่วย ซอมบี้รอบ ๆ ก็พยายามเขามาช่วยแต่ตัวพวกมันก็ยังไม่สามารถเอาตัวเองรอดได้เลย โดนเฉพาะซอมบี้ไททันที่ โดนหน่วยดาบสามคนลุมฆ่าอยู่

“ไม่มีใครช่วยแกได้แล้ว ยอมแพ้ซะ”

จีซัสพูดออกมาอย่างดุดัน ไอแซคเดินเข้าไปที่มันพร้อมกับเอาโซ่เหล็กออกมา เขาใช้แรงฟาดมันไปอย่างแรง

“เสียงกรีดร้อง!!!” ซอมบี้สติปัญญาร้องขึ้นมาด้วยความเจ็บปวด เสียงร้องของมันเหมือนกับเสียงของนกและเด็กทารก

ร่างกายของซอมบี้สติปัญญานั้นมันไม่ได้ต่างจากมนุษย์ธรรมดาเลยแม้แต่น้อย ดังนั้นมันจึงไม่สามารถต้านทานการโจมตีจากมนุษย์ชั้นสูงอย่างไอแซคได้เลย

และแล้วในที่สุดมันก็ถูกล่ามโซ่โดยไอแซค แต่ในตอนนั้นเองที่มีเสียงร้อง ที่เหมือนกับเสียงของเด็กน้อยร้องดังไปทั่วป่า

ฝูงแมลงและสัตว์เล็ก ๆ จำนวนมากบินหนีแตกลังทันที ซอมบี้ทั้งหมดก็หยุดอยู่กับที่แน่นิ่งไป

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือมันเหมือนกับมีการโจมตีทางจิตมาอยู่ด้วย แม้แต่จีซัสเองก็ยังคงได้รับผลกระทบอย่างหนัก

ทั้งไนเรล เอวา และนักล่าเอามืออุดหูทันที

หลังจากสิ้นสุดเสียงนั้นพวกเขาก็มองไปรอบ ๆ ด้วยความงุนงงและหวาดกลัวกับสิ่งที่ไม่รู้จักนี้

แต่คนที่มีสีหน้าไม่สู้ดีมากที่สุดกับเป็นไนเรล เขาจำมันได้เสียงแบบนี้ คือ ซอมบี้สติปัญญาซึ่งไม่ต่ำกว่าขั้นที่ 3 แน่นอน

“รีบหนี…!!!”

 

ตอนที่ 28 ซอมบี้ไททันขั้น 2

ซอมบี้หลายตัวเริ่มกรูกันเข้าไปภายในโรงงานฆ่าสัตว์ของพวกไฮยีน่าในขณะที่พวกโจรที่อยู่ด้านในทั้งหมดนั้นมัวแต่สนใจซอมบี้ที่พยายามพังรั้วเข้ามา กว่าจะรู้ตัวซอมบี้ก็ล้อมพวกเขาไว้แล้ว

“ซอมบี้เข้ามาได้ไง?”

“มันเข้ามาทางประตู ใครไปเปิดประตูให้ซอมบี้เข้ามา อ้ากกก!!!”

“เร็วรีบไปช่วยกันปิดประตูให้ได้ก่อน”

พวกโจร เกือบ 20 คน หันไปจัดการกับซอมบี้ที่ทางประตู แต่ซอมบี้มีมากเกินไป หัวหน้ากลุ่มโจรเดินออกมาและสั่งทันที

“ใช้เหยื่อล่อซะ!”

“หัวหน้าแต่เรามีนักโทษชายไม่พอ”

“งั้นก็ใช้ผู้หญิงพวกนั้น” หัวหน้ากลุ่มโจรชี้ไปที่หญิงสาวที่ถูกจับมา

“เออ…แต่ผู้หญิงพวกนั้น”

“ไม่ได้ยินที่ข้าสั่งหรือไง หรือพวกมึงอยากจะไปเป็นเหยื่อล่อซะเอง”

โจรที่ได้ยินทั้งหมดก็รีบรับคำสั่งและจัดการลากผู้หญิงและนักโทษชายที่ถูกจับมาบำเรอและความบันเทิง โยนพวกมันออกไปเป็นเหยื่อล่อทันที

“อย่า ขอร้องละไว้ชีวิตพวกเราด้วย”

“ได้โปรดได้โปรด!!!”

“อ้าาา…!!!”

หญิงสาวและนักโทษชายเหล่านั้นร้องออกมาด้วยความสิ้นหวัง พยายามดิ้นรนอย่างสุดชีวิตแต่ด้วยความที่พวกเขาไม่ได้กินอะไรมาหลายวันทำให้ไม่มีแรงที่สามารถสู้กับพวกโจรไฮยีน่าได้เลย

โจรเหล่านี้ได้ยิงไปที่ขาของแต่ละคนจากนั้นก็โยนพวกเขาไปอีกทาง พวกโจรทำอย่างชำนาญเพราะพวกเขาใช้วิธีนี้ในการออกไปหาอาหารตามเมืองก็จะใช้เหยื่อล่อแล้วให้เหยื่อลากซอมบี้ออกไป

ซอมบี้กว่าครึ่งได้กลิ่นเลือดจากพวกนักโทษและหญิงสาว บางส่วนก็แยกกันออกไป แต่ก็ยังมีพวกที่ไม่สนในเยื่อเหล่านั้น

หัวหน้ากลุ่มโจรวิ่งไปจัดการซอมบี้ที่เหลือ ด้วยความสามารถ [พละกำลังควายป่า E] ของเขาก็วิ่งเข้าชนพวกซอมบี้จนกระเด็นไปคนระทาง เขาไม่กลัวพวกมันจะกัดเพราะตอนที่วิวัฒนาการเป็นมนุษย์ชั้นสูงใหม่ ๆ นั้นเขาเคยโดนซอมบี้กัดและคิดว่าต้องตายแน่ ๆ แต่เขาไม่ตายและรู้ว่าตนเองมีความสามารถต้านทานเชื้อซอมบี้

นั้นก็เป็นเหตุผลที่เขาชอบทำอะไรแบบบ้าระหำและไม่กลัวพวกซอมบี้หน้าโง่เลยแม้แต่น้อย

“แปลกมากซอมบี้พวกนี้มันมีบางอย่างแปลก ๆ”

“ช่างมันเถอะ อย่างไรพวกมันก็เป็นซอมบี้โง่ ๆ เหมือนกันหมด”

“พวกเรารีบไปปิดประตูดีกว่า”

พวกลูกน้องที่ฉลาดหน่อยก็สงสัยในพฤติกรรมของซอมบี้เหล่านี้แต่ก็รีบตามหัวหน้ากลุ่มผู้โง่เขลาของตนไป

ซอมบี้ถูกชนและกระทืบจนหัวสมองเละอย่างง่ายดาย บางตัวก็ถูกฟันด้วยมีดฆ่าสัตว์ตาย

ส่วนลูกน้องโจรก็ใช้พวกปืนลูกซอง ปืนที่ปล้นมาได้ยิงไปที่ซอมบี้พวกนั้นได้อย่างง่ายดาย

พวกเขาเดินลุยเข้าไปจัดการกับฝูงซอมบี้ที่เคลื่อนที่กันอย่างเชื่องช้าราวกับเต่าคลานเพื่อปิดประตู

แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่าตอนนี้ได้เข้ามาติดกับดักแล้วนั้นก็เป็นเพราะว่าตอนนี้ซอมบี้สติปัญญาที่แอบอยู่ในฝูงกำลังรอจังหวะจัดการกับหัวหน้ากลุ่มโจรอยู่

เพราะหัวหน้ากลุ่มโจรคือเป้าหมายสำคัญของซอมบี้สติปัญญาในครั้งนี้

ซอม บี้สติปัญญาค่อย ๆ เข้ามาใกล้หัวหน้ากลุ่มโจรช้า ๆ โดยที่ไม่มีใครสั่งเกตเห็น

หัวหน้ากลุ่มโจรกำลังต่อยไปที่ซอมบี้อย่างเมามันจนในที่สุดทั้งกลุ่มก็ไปที่ประตูและสามารถปิดประตูลงได้สำเร็จ

“เยี่ยมในที่สุดก็ปิดประตูได้”

“ไปจัดการกับพวกซอมบี้ที่เหลือต่อ”

กลุ่มโจรตอบรับเสียงแข็งโดยไม่สนใจพวกเหยื่อล่อที่ตายไป แต่ด้วยความประมาทจังหวะนั้นเองซอมบี้ก็เข้ามารุมมากัดพวกเขา ซึ่งในนั้นก็มีซอมบี้สติปัญญาอยู่ด้วย

มันใช้ซอมบี้ตัวอื่น ๆ เป็นที่บังกระสุนจากกลุ่มโจร และสั่งให้ซอมบี้ที่เหลือพุ่งตรงไปหาที่หัวหน้ากลุ่มโจรที่ตอนนี้เริ่มรู้สึกแปลก ๆ กับกลุ่มซอมบี้นี้แล้ว

กลุ่มโจรที่ตอนนี้มีเหลืออยู่ประมาณ 17 คนหลังชนเข้ากับประตูเพราะอยู่ ๆ ซอมบี้ที่เหลืออยู่ประมาณอีก 40 กว่าตัวและมีซอมบี้จากตรงเหยื่อล่อได้เลิกสนใจเหยื่อพวกนั้น และตรงมาที่พวกเขาด้วยความรวดเร็วแทน

“ไปตายซะซอมบี้หน้าโง่” หัวหน้ากลุ่มโจรใช้ความสามารถของตัวเองเต็มที่ชนไปที่ซอมบี้ ซอมบี้หลายตัวพยายามกัดและข่วนใส่หัวหน้ากลุ่มโจรแต่ก็ไม่สามารถหยุดเขาได้

และในตอนนั้นเองที่ซอมบี้สติปัญญาอาศัยโอกาสกัดเข้าไปที่หัวหน้ากลุ่มโจร

“อ้าา!”

หัวหน้ากลุ่มรู้สึกได้ในทันทีที่โดนกัดว่าแผลนี้มันไม่เหมือนกับที่โดนซอมบี้ตัวอื่น ๆ กัด

ที่ผ่านมาเขาไม่เคยเจอกับซอมบี้ขั้น 2 มาก่อน ดังนั้นเขาจึงไม่รู้ว่ามนุษย์ชั้นสูงอย่างเขาที่เป็นแค่ระดับสีขาวนั้นจะสามารถต้านทานได้แค่ซอมบี้ขั้น 1 เท่านั้น

หัวหน้ากลุ่มโจรพยายามที่จะใช้มีดฆ่าสัตว์ฟันไปที่ซอมบี้สติปัญญาแต่มันก็มีซอมบี้ตัวอื่นเข้ามารับมีดแทนทำให้มันสามารถหนีออกมาได้อย่างง่ายดาย

ซอมบี้ที่เหลือก็พากันกระจายออกไปสร้างความวุ่นวายและจัดการกับคนธรรมดาที่เหลืออยู่ทันที

ในขณะที่หัวหน้ากลุ่มอยู่ ๆ ก็เริ่มอาเจียนออกมาเป็นเลือดคุกเข่าลงไป

“หัวหน้าเป็นอะไรไป”

“หัวหน้าไหวหรือไม่”

กลุ่มลูกน้องที่เหลือพยายามจัดการกับซอมบี้ ในขณะที่สองสามคนพยายามเข้ามาดูอาการของหัวหน้า

แต่แล้วอยู่ ๆ หัวหน้ากลุ่มโจรก็พุ่งเข้ามากัดและฉีกกระชากคอหอยของลูกน้องคนที่อยู่ใกล้ที่สุดตายในทันที

“หัว….หัวทำอะไร อ๊าก!!! …หนีเร็ว”

“หัวหน้าบ้าไปแล้ว!!!”

“หนีเร็วหัวหน้ากลายเป็นซอมบี้ไปแล้ว…”

“ไม่…!!!”

โจรที่อยู่ใกล้เริ่มถูกซอมบี้หัวหน้าฆ่าตายอย่างรวดเร็ว ตอนนี้ทั้งโรงงานฆ่าสัตว์เริ่มพังทลายลงมาอย่างรวดเร็ว ผู้คนและกลุ่มโจรตายมากขึ้นเรื่อย ๆ ไม่มีใครสนใจช่วยใครอีก เนื่องจากไม่มีคนคอยจัดการกับซอมบี้ที่อยู่ในโรงงานฆ่าสัตว์ กลุ่มโจรที่จัดการกับซอมบี้ด้านรั้วเหล็กก็โดนซอมบี้จู่โจมจากทางด้านหลังอย่างกะทันหัน

รั้วเหล็กเริ่มพังลงมาและซอมบี้ก็เข้ามาอย่างต่อเนื่อง น่าแปลกที่เมื่อซอมบี้ฆ่าคนเสร็จก็ลากล่างศพไปให้ซอมบี้หัวหน้าโจรกิน

โดยมีซอมบี้สติปัญญาสั่งการซอมบี้นับร้อย ๆ ตัว

ไนเรลที่ตอนนี้จัดการกับซอมบี้ทางข้างหลังโรงงานฆ่าสัตว์และพังรั้วเข้ามาในโรงงานฆ่าสัตว์ เขาก็รู้ว่ามันสายไปแล้วเพราะซอมบี้สติปัญญานั้นเริ่มรวมซอมบี้รอบ ๆ แล้ว

ซอมบี้ 300-400 ตัวเริ่มรวมฝูงกันแล้ว และสิ่งที่เขาเห็นก็คือซอมบี้ที่กำลังกินซากศพอยู่นั้นไม่ต้องเดาก็รู้ว่ามันคือหัวหน้ากลุ่มโจรที่เป็นมนุษย์ชั้นสูงก่อนที่เขาจะตายกลายเป็นซอมบี้ เพราะมองจากคริสตัลรูปทรงข้าวหลามตัดที่หม่นลงไปแล้วที่หน้าผากของมัน

มันกำลังกินเนื้อมนุษย์เท่าที่ปากที่ฉีกกว้างของมันจะยัดลงไปได้ ในขณะที่ร่างกายขยายใหญ่อย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ในระยะเวลาสั้น ๆ มันสูงถึง 2.5 เมตรแล้ว

“บ้าเอ้ย…” ไนเรลรู้ว่าเขามาไม่ทันแล้วซอมบี้สติปัญญามันได้สร้างองครักษ์ซอมบี้ไททัน (ซอมบี้ยักษ์) ขึ้นมาอีกตัวจนได้นอกจากตัวซอมบี้ปีกที่ตายไป

ซอมบี้สติปัญญา ขั้น 2 จะคุมซอมบี้ได้ประมาณ 10000 ตัว และจะสร้างซอมบี้กลายพันธุ์ชนิดอื่น ๆ ได้มากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่กับอาหารและร่างของซอมบี้ที่อยู่ในฝูง

อย่างเช่นซอมบี้ไททันตัวนี้มันมีพื้นฐานมาจากมนุษย์ชั้นสูงที่มีความสามารถประเภทสนับสนุนร่างกายให้มีพละกำลังที่มากขึ้น

มันจึงพัฒนาเป็นซอมบี้ไททันได้อย่างรวดเร็วกว่าปกติ

“ไม่ตอนนี้มันยังทันอยู่” เขามองไปที่ซอมบี้ไททันตอนนี้มันยังไม่ถึงขั้น 2 แต่ถ้าให้เวลามันกินเนื้อมนุษย์ไปเรื่อมไม่นานมันก็จะถึงขั้นที่สองแน่นอน สิ่งที่น่าปวดหัวที่สุดสำหรับซอมบี้ไททันคือ มันมีพลังชีวิตที่มหาศาล มันถึกและทนทานมาก เขาจะต้องรีบฆ่ามันให้ได้

และที่เขาจะฆ่าคือซอมบี้สติปัญญาเพราะถ้าซอมบี้สติปัญญาตายซอมบี้พวกนี้มันก็ไม่นับเป็นอะไรได้

แต่ตอนนี้เขาต้องฝ่าเข้าไปที่ใจกลางฝูงซอมบี้จำนวนหลายร้อยตัวให้ได้ซะก่อน

“ย้าาา…!!!” ไนเรลใช้ดาบฟันไปที่หัวของซอมบี้แต่ละตัวในทันที หนึ่งการฟันร่างของซอมบี้ล้มลงไม่ต่ำกว่า 2 ตัว

ซอมบี้สติปัญญาเห็นเข้า มันก็จำได้ทันทีว่านี่คือมนุษย์ที่มันให้ซอมบี้ปีกโจมตีภายในตึก มันเห็นว่าไนเรลพยายามฝ่าฝูงซอมบี้เข้ามาฆ่ามัน

“ตัวอันตราย ตาย!!!” ซอมบี้สติปัญญาพูดออกมา พร้อมกับเสียงกรีดร้องของมันที่สั่งการซอมบี้ ซึ่งสิ่งเหล่านี้คือคลื่นเสียงความสามารถเพราะที่ใช้ในการสั่งการซอมบี้ ภายหลังมนุษย์พยายามที่จะสร้างลอกเลียนเสียงเหล่านี้แต่ก็ไม่สำเร็จ

ซอมบี้ทั้งหมดตอบสนองต่อเสียงนี้และเข้ามาจัดการกับไนเรลอย่างไม่กลัวตาย

เขาฆ่าไปหนึ่งก็จะมีอีกสองที่เขามาแทนที่

ที่ในโรงฆ่าสัตว์นั้นส่วนใหญ่เป็นพื้นที่โล่งกว้างมีแค่ราวเหล็กเท่านั้น ทำให้พวกซอมบี้ได้เปรียบเป็นอย่างมาก

ไนเรลพยายามมองหาพื้นที่ในการเข้าไปให้ถึงตัวของซอมบี้สติปัญญาเพราะเขาไม่จำเป็นต้องฆ่าซอมบี้พวกนี้ทุกตัว

และแล้วเขาก็เจอเส้นทางมันคือราวเหล็กที่ใช้เกี่ยวตัวของสัตว์ที่ลากส่งไปอีกที่ของโรงงาน

ไนเรลกระโดดขึ้นไปด้านบนอย่างง่ายดาย และวิ่งไปตามราวเหล็กแต่ก็มีซอมบี้ปืนขึ้นมาขวางเขาไว้ ขณะที่เขากำลังจะฟันมันนั้น

อยู่ ๆ ก็มีใบมีดสายลมตัดไปที่คอของมันจนขาดกระเด็นร่างของมันตกลงทันที

คนที่โจมตีมานั้นก็คือเอวา พร้อมกับกลุ่มนักล่าอีกไม่กี่10 คนที่พยายามฆ่าซอมบี้บริเวณด้านนอกรั้วที่กระจายอยู่

ในขณะที่เจคก็ใช้ความสามารถของเขากระโดดเคลื่อนเข้าหาซอมบี้สติปัญญาตรง ๆ โดยไม่สนใจไนเรลเลยแม้แต่น้อย

“มาให้ข้าจับซะดี ๆ เจ้าซอมบี้”

“รางวัลต้องเป็นของข้า”

เจคตะโกนออกมาด้วยความมั่นใจ และเขาก็เข้าไปถึงซอมบี้สติปัญญาได้อย่างรวดเร็วด้วยระยะห่างแค่ไม่ถึง 2 เมตร แต่แล้วเขาก็โดนต่อยสวนมาจากซอมบี้ไททันที่ตอนนี้มันเปลี่ยนเป็นขั้น 2 แล้ว

ตูม! การต่อยไปครั้งนี้ได้พลาดเป้าไปโดนเสาของอาคารจนมันถล่มลงมา ซึ่งเจคก็ใช้ความสามารถหนีออกมาได้อย่างหวุดหวิด

“บัดซบนั้นมันตัวบ้าอะไร?” เจคมองไปที่ร่างสูงถึง 3.5 เมตรที่ถือเนื้อของมนุษย์ฉีกกินอย่างต่อเนื่องอยู่ เขาถึงกับหน้าซีดเล็กน้อย เพราะเกือบตายด้วยหมัดนั้นแล้ว

“ซอมบี้ไททัน มันเคลื่อนที่ช้า แต่พละกำลังและความอึดมหาศาลมาก ฉันจะล่อมันเอาไว้ส่วนพวกนายพยายามลอบโจมตีและฆ่าซอมบี้สติปัญญาตัวนั้นให้ได้”

ไนเรลบอกกับเจคและเอวา เอวาที่ตอนนี้ได้มาถึงด้านข้างแล้วก็พยักหน้าตอบ เธอไม่ได้คิดที่จะจับซอมบี้สติปัญญาไปแบบเป็นเพื่อรางวัลอีกแล้ว เพราะถ้ามันเป็นแบบที่ไนเรลเล่ามามันก็คือตัวอันตรายที่ควรกำจัดในทันที

ส่วนเจคแค่พยักหน้าเท่านั้นแต่ใครจะไปรู้ว่าเขามีแผนการบางอย่างอยู่ในใจ

พอทั้งสามคนวางแผนกันเสร็จไนเรลก็ทำหน้าที่เป็นตัวล่อและสู้กับซอมบี้ไททันในทันทีโดยการเข้าไปปะทะมันตรง ๆ

“ย้าาา!!!”

“ซอมบี้คำราม!!!!”

ไนเรลกระโดดลงมาจากราวเหล็กพุ่งเป้าโจมตีไปที่หัวของซอมบี้ไททันเป็นหลัก ซอมบี้ไททันที่เห็นว่ามีเนื้อสดน่ากินมาหามันถึงที่มันก็คำรามและโจมตีไปที่ไนเรล

ในขณะที่เจคขึ้นไปบนหลังคาของโรงงานฆ่าสัตว์ โดยมีเอวาโจมตีจัดการซอมบี้ที่ขวางทางเจคและไนเรล

บางครั้งเธอก็จะลอบโจมตีซอมบี้สติปัญญาแต่มันฉลาดเป็นอย่างมากโดยการใช้ซอมบี้ตัวอื่น ๆ มาเป็นโล่เนื้อในขณะที่มันหลบอยู่ด้านในโล่เนื้อซอมบี้

ตอนที่ 27 ความตายเริ่มต้นขึ้น

ไอแซคหยุดการกระทำของตนเองทันที ถึงแบบนั้นสายตาของเขาก็ยังคงมองไปที่ไนเรลอย่างโกรธแค้น “แกโชคดีมากที่ท่านจีซัสห้ามไว้”

เขาเดินไปรายงานปัญหากับจีซัสทันทีโดยแต่งเติมบางส่วนในตอนที่เขาสู้กับไนเรล แต่ไม่ได้บอกว่าเขาโดนไนเรลต่อยจนกระเด็นไป

เพราะเขารู้ว่าจีซัสนั้นไม่ชอบคนขี้แพ้ โดยเฉพาะแพ้ให้กับพวกมนุษย์ชั้นสูงที่เป็นนักล่าพวกนี้

จีซัสได้ยินเรื่องทั้งหมดก็หัวเสีย เขามองไปที่ไนเรลชายที่กล้าขัดคำสั่งเขา “เจ้ากล้ามาก! ที่กล้าขัดคำสั่ง!!!”

“นายมีสิทธิ์อะไรมาสั่ง?” ไนเรลถามออกไปอย่างไม่เกรงกลัว

นักล่าส่วนใหญ่ก็รีบเสริมทันทีพวกเขาก็รู้สึกไม่พอใจเช่นกันที่อยู่ ๆ จีซัสก็ให้คนมากักตัวพวกเขา

“ใช่ พวกนายมีสิทธิ์อะไร?”

“ถึงจะเป็นหน่วยดาบแต่ก็ไม่สามารถอยู่เหนือกฎหมายของรัฐบาลได้”

“ตอนนี้พวกเราก็มีสถานะเป็นนักล่าเช่นกัน”

จีซัสมองไปที่ทุกคนอย่างเหนือกว่า คนพวกนี้ต้องการเหตุผลงั้นเหรอได้ เขาจะให้มัน

“ข้า พันตรีพิเศษจีซัส ได้รับคำสั่งจากกองทัพและได้รับอนุญาตจากรัฐบาลของค่ายลี้ภัย 101”

“ให้มีหน้าที่จัดการเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในครั้งนี้ ใครที่ไม่ให้ความร่วมมือจะถูกจับเข้าคุกทหารในข้อหาขัดคำสั่งจนถึงก่อความไม่สงบ”

“แต่ที่สำคัญไปกว่านั้นคือเพราะข้านั้นแข็งแกร่งกว่า ส่วนพวกแกนั้นมันอ่อนแอ……..”

จีซัสก้าวออกมาข้างหน้าหนึ่งก้าว ทันทีที่เท้าของเขาแตะโดนพื้นน้ำแข็งก็แพร่ออกมาจากปลายเท้า อากาศรอบข้างเริ่มหนาวเย็นจับตัวเป็นน้ำแข็ง

“หืม ระดับสีน้ำตาล” ไนเรลรีบถอยหลบออกมาจากเขตของน้ำแข็งที่อยู่ตามพื้น เขารู้สึกแปลกใจมากที่จีซัสนั้นเลื่อนไปเป็นระดับ สีน้ำตาลได้ไวขนาดนี้ทั้งที่เวลามันยังผ่านไปไม่นานด้วยซ้ำ

มีอยู่เหตุผลเดี่ยวนั้นคือได้รับแก่นพลังงานจำนวนมาก กองทัพต้องมีพวกแก่นพลังงานเยอะแน่แต่ก็ไม่มีทางที่จะให้กับจีซัสหมด แต่ก็มีอีกพวกที่ทำได้นั้นก็คือบริษัทพาราซัส

ยิ่งเขาคิดก็ยิ่งสมเหตุสมผล สิ่งที่เกิดมาจากห้องทดลองลับของบริษัทพาราซัส คงต้องการจะรู้สาเหตุที่เกิดกับห้องทดลองและต้องการตรวจสอบว่ามีนักล่าคนไหนบ้างที่รู้เรื่องห้องทดลองหรือพูดง่าย ๆ คือปิดปากนั้นเอง

ส่วนตัวห้องทดลองก็โดนตึกด้านบนถล่มทับลงไปแล้ว มันคงจะต้องใช้เวลาอีกนานถ้าต้องการขุดซากตึกออก พวกบริษัทพาราซัสคงจะมีวิธีจัดการปกปิดข่าวได้ไม่ยากเย็น

ในขณะที่จีซัสกำลังแสดงพลังอยู่นั้น ทหารของหน่วยสื่อสารเดินเข้ามาและส่งสายของพลตรีให้กับเขา

“รับทราบครับ” จีซัสตอบรับคำสั่งภารกิจทันที ถึงเขาจะหยิ่งทะนงแต่อย่างไรก็เป็นคนของกองทัพ

“ถ่ายทอดคำสั่งลงไปให้หน่วยดาบทุกคนตามล่า ซอมบี้ทั้งสองตัวที่หนีไปและจับมันกับมาอย่างเป็น ๆ ” จีซัสมองไปที่ทุกคนรอบข้างรวมถึงไนเรลด้วย

“ส่วนพวกนักล่าใครที่อยากเข้าร่วมภารกิจด้วยให้แบ่งทีมและตามมา” จีซัสพูดออกมาด้วยความไม่สบอารมณ์เล็กน้อย

ไนเรลไม่ได้มีขอโต้แย้งอะไรตอนนี้ไม่ใช่เวลาในการสร้างปัญหา สิ่งที่สำคัญที่สุดคือตามล่าซอมบี้สติปัญญาตัวนั้น

ถ้าเกิดมันไปรวมกับฝูงซอมบี้ที่ออกมาจากเมืองซานติเกียได้ละก็เขาไม่อยากจะคิดเลย ค่ายแห่งนี้จะต้องเผชิญกับฝูงซอมบี้จำนวนมหาศาล

การตามล่าครั้งนี้เป็นหน่วยทหารเคลื่อนที่เร็วจำนวน 1 กองร้อย พร้อมด้วยหน่วยดาบอีก 10 คน

ส่วนมนุษย์ชั้นสูงที่เป็นนักล่านั้นคนที่อาสาร่วมภารกิจนี้ก็มีแค่ 15 กลุ่มเท่านั้น ซึ่งมีจำนวนคนไม่ได้มากกว่า 80 คน

พวกเขามาถึงที่ซอมบี้ปีกตกแต่กับไม่พบศพของมันอยู่เลย ยกเว้นก็แต่รอยเลือดสีดำที่ลากยาวไปตามพื้น

“กระจายกันออกค้นหามันน่าจะไปได้ไม่ไกล ใครเจอตัวแจ้งเข้ามาทันที ขอย้ำว่าให้จับเป็น รับทราบ” พันตรีวัยกลางคนที่ควบคุมกองกำลังทหารสั่งการออกมา

“รับทราบ” ทหารทั้งกองร้อยรับคำสั่งและเริ่มกระจายการค้นหาทันที

จีซัสก็สั่งคนในหน่วยดาบเช่นกัน แต่พวกเขามุ่งเป้าไปทิศทางหลักที่คิดว่ามันหนีไปแทนที่จะกระจายกำลังการแบบทหาร

ทิศทางที่เขาไปนั้นคือป่าลึกซึ้งทหารส่วนใหญ่ไม่ได้ไปในเส้นทางนี้เพราะป่าในตอนกลางคืนนั้นมันอันตรายเป็นอย่างมาก

ทีมนักล่าก็กระจายตัวกันออกไปเช่นกัน

ไนเรลไม่รอช้ารีบมุ่งออกไปทันที เขามีเส้นทางอยู่ในใจแล้ว นั้นก็คือเส้นทางที่หน่วยดาบไปนั้นเอง แต่เขาไปได้หาแบบสุ่ม ๆ เพราะเส้นทางนั้นมันก็คือเส้นทางที่ตรงไปสู่เมืองซานติเกีย

ซึ่งมีซอมบี้จำนวนมหาศาลกำลังมุ่งหน้ามาทางนี้

ซอมบี้สติปัญญานั้นจะไม่มีพละกำลัง ความเร็วหรือความอึดมากนักแต่สิ่งที่มันมีคือ ความฉลาด

ความฉลาดในแบบที่คล้ายมนุษย์ พวกมันสามารถสั่งการซอมบี้ได้ ในชีวิตที่แล้วซอมบี้สติปัญญาพวกมันจะมีองครักษ์อยู่ข้างกายเสมอทำให้จัดการมันได้ยากมาก

ทำให้พวกมันสั่งการบุกฆ่าเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปมากมาย ในผู้คนกล่าวขานกันว่า หนึ่งซอมบี้สติปัญญาถือกำเนิด หนึ่งล้านชีวิตสังเวย

เขาจะต้องฆ่ามันให้ได้

ในขณะที่เขาวิ่งไปด้วยความเร็วอยู่นั้น ก็มีกลุ่มของนักล่าตามมา 2 กลุ่มมันคือกลุ่มของเอวาและเจค

“นายรู้ใช่ไหมว่าตัวที่หนีไปมันคืออะไร?” เอวาถามไนเรล เธอสังเกตท่าทีของเขาตั้งแต่ตอนที่ปะทะกับไอแซคแล้วดูเหมือนเขาร้อนใจจะไปจัดการกับซอมบี้ตัวนี้เป็นอย่างมาก

เขาเล่าข้อมูลของซอมบี้สติปัญญาให้ทั้งสองกลุ่มฟังอย่างรวบรัด เมื่อนักล่าพวกนี้ได้ยินก็ถึงกับหน้าซีดทันที ถ้าเป็นแบบที่เขาบอกมันก็อันตรายเป็นอย่างมาก

ทุกคนเริ่มมีสีหน้าจริงจังกันขึ้นมาทันที

ระยะทางที่พวกเขาวิ่งมาได้ประมาณ 3 กิโลเมตรก็เจอเข้ากับรอยเลือดสีดำ

ไนเรลรีบใช้ความสามารถตรวจจับความร้อนทันที เขามองไปรอบและเจอกับบางอย่างห่างออกไป 150 เมตร

มันคือซอมบี้ปีกไม่มีผิดแน่นอนจากรูปร่างของความร้อนที่เขามองเห็น

“ทางนั้นเหรอ” เจคที่ตามมาอย่างเงียบก็รีบพุ่งออกไปทางทิศทางที่ไนเรลบอก นั้นก็เป็นเพราะว่าเขาอยากจะไปถึงและจับมันเป็นคนแรกเพราะรางวัลที่ทางกองทัพได้ตั้งไว้

นั้นก็คือแก่นพลังงาน ระดับ 2 จำนวน 2 ชิ้นนั้นเอง

เอวาเองก็รีบวิ่งไปที่นั่นส่วนนักล่าคนอื่น ๆ ก็แจ้งไปยังทหาร

ไนเรลรีบวิ่งตามหลังไปแต่ดูเหมือนเขาจะช้ากว่าทั้งสองคน

คนที่มาถึงคนแรกคือ เจคด้วยความสามารถ [เร่งความเร็วระยะสั้น B] ส่วนเอวาเธอใช้ใบมีดสายลมเป็นฐานเหยียบและพุ่งไป ถ้าจะเปลี่ยนทิศทางก็แค่สร้างใบมีดสายลมเล่มใหม่

การนำความสามารถมาใช้ได้สูงสุดแค่ไหนนั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวของผู้ใช้เองทั้งนั้น

ไนเรลเองก็ไม่รอช้าเขาใช้ร่างของกิ้งก่าและวิ่งไปอย่างรวดเร็วผ่านต้นไม้ต่าง ๆ

แต่เมื่อมาถึงเขาก็เห็นเอวาและเจคยืนรออยู่ก่อนแล้ว ทั้งสองคนกำลังมองไปที่ซากของซอมบี้ปีกที่ตอนนี้นอนตายอยู่

“มันตายแล้ว” เจคใช้ดาบเขี่ยมันดู มันพึ่งจะตายตอนที่เขาถึงพอดี

“เอาไงต่อ”

“พวกเรามาถูกทางแล้วมันน่าจะยังไปไม่ไกล” ไนเรลใช้มือจับไปที่เลือดของมันที่ยังคงไหลออกมาอยู่

“เอาไงกับซากของมัน” เอวามองไปที่ซากซอมบี้ปีก

“เนื้อของมันนั้นไม่สามารถกินได้เพราะมีเชื้อซอมบี้ ส่วนแก่นพลังงานพวกมันก็ไม่มีซึ่งต่างจากสัตว์กลายพันธุ์ทั่ว ๆ ไป ถ้าอยากได้ก็เอาไปฉันจะไปตามล่าซอมบี้สติปัญญาต่อ” ไนเรลพูดเสร็จก็รีบวิ่งไปต่อ

เอวาและเจค ทั้งสองคนมองหน้ากันไปมา แต่พวกเขาก็ยังตัดสินใจผ่าหัวของซอมบี้ปีกขั้นที่ 3 และก็ดูเหมือนจะเป็นอย่างที่ไนเรลว่ามันไม่มีอะไรอยู่ด้านใน ส่วนเนื้อนั้นพวกเขาไม่มีทางลองกินมันแน่นอน

ในตอนนั้นคนในกลุ่มของทั้งสองคนก็ตามมาถึง เอวาและเจคจึงทิ้งคนให้เฝ้าซากของมันไว้ส่วนที่เหลือก็ตามไนเรลไป

ผ่านไปไม่นานทหารและหน่วยดาบก็มาถึงเช่นกัน

พันตรีวัยกลางคนเรียกให้เฮลิคอปเตอร์มาเอาซากของซอมบี้ปีกไปเพราะมันยังมีคุณค่าด้านการวิจัยอยู่

ในขณะที่พวกเขาขึ้นเฮลิคอปเตอร์อีกลำไปเพื่อที่จะตามให้ทันกลุ่มนักล่าที่มุ่งหน้าไปก่อน โดยในนั้นก็มีจีซัส และไอแซค พร้อมด้วยสมาชิกหน่วยดาบอีก 3 คนตามไปด้วย

ไนเรลวิ่งตามซอมบี้สติปัญญามาเขารู้ว่าเข้าใกล้มันมากแล้ว แต่ในขณะเดียวกันรางสังหรณ์ของเขาก็เตือนอยู่ตลอดเวลาว่าข้างหน้านั้นอันตราย

“นายนี่เร็วจริง ๆ”

เอวาและเจคตามเขาทันในที่สุด แต่ก่อนที่ไนเรลจะตอบกลับไป เขาก็เจอเข้ากับกลุ่มความร้อนที่อยู่ด้านหน้าจำนวนมาก

เมื่อเขาไปถึงก็เจอกับโรงงาน มันคือโรงงานฆ่าสัตว์

“พวกไฮยีน่า”

ด้านหน้าของเขาเต็มไปด้วยคนกว่า 100 คนที่ตอนนี้กำลังเลี้ยงฉลองกันอยู่ รอบด้านของรั้วที่ล้อมรอบอยู่กับเต็มไปด้วยซอมบี้กระจายตัวอยู่รอบ ๆ

มีซอมบี้บางส่วนที่ถูกจับไว้ในหลุม และล่ามโซ่เป็นเหมือนกับแนวกั้นตรงกลางของวงล้อมซอมบี้มีนักสู้สองคนกำลังต่อสู้กันอย่างสิ้นหวัง

ในขณะที่พวกมันมองดูการต่อสู้อย่างสนุกสนานก็ทำการกอดรัดฟัดกับหญิงสาวที่กำลังดิ้นรนจากการขืนใจอยู่

หนึ่งในนั้นมีชายร่างสูงใหญ่ที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าถ้าสังเกตจากคริสตัลบนหน้าผากเขาก็คือมนุษย์ชั้นสูงระดับขาวนั้นเอง

 

“พวกป่าเถื่อน” เอวาที่แอบอยู่ข้าง ๆ เขาด่าออกมาด้วยความโกรธ เธอเป็นผู้หญิงจึงรู้สึกเกลียดการกระทำของคนพวกนี้เป็นอย่างมาก

ในขณะที่เธอจะออกไปจัดการกับคนพวกนี้ ไนเรลก็ยืนมือออกมาขวางเธอไว้เพราะว่าเขาสังเกตเห็นบางอย่าง

มันคือเด็กตัวเล็กที่เดินรอบ ๆ ค่ายคอยรวบรวมซอมบี้อย่างช้า ๆ โดยที่คนในนั้นไม่ทันได้สังเกตว่าพฤติกรรมของซอมบี้เริ่มเปลี่ยนไป

ซอมบี้จากรอบ ๆ เริ่มมารวมตัวกันมากขึ้นเรื่อย ๆ

“นั่นมัน ซอมบี้ที่หนี” เอวาและเจคพูดออกมาพร้อมกัน

“มันกำลังทำอะไร?”

ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้ทำอะไรซอมบี้จำนวนมากก็เริ่มจู่โจมรั้วเหล็กอย่างรุนแรง

“เสียงคำราม!!!”

พวกมันเริ่มร้องคำรามและยั่วยุ บางตัวก็ชนรั้วไม่หยุด

“เฮ้ยทำให้พวกมันงียบ ๆ กันสิวะ ข้ากำลังมีความสุขกับสาวน้อยอยู่นะโว้ย”

“ใช่ไอ้พวกยามไม่ได้เรื่อง มานี่ข้าจัดการเอง”

“ไปช่วยมันหน่อยไป”

พวกไฮยีน่าที่กำลังเมาก็ตะโกนด่ากันอย่างสนุกสนาน บางคนก็เดินมาพร้อมกับขวดเหล้าปาไปที่รั้ว

ซอมบี้ยิ่งร้องคำรามและบ้าครั้งมากยิ่งขึ้นเมื่อคนเดินมาที่รั้วมากขึ้น

และทันใดนั้นเองก็มีซอมบี้วิ่งมารวมทางจุดเดียวกันเขย่ารั้วอย่างต่อเนื่องบางตัวเริ่มหยิบท่อนไม้มาฟาดไปที่รั่ว บางตัวก็ปีนไปบนรั่ว ด้วยน้ำหนักที่ถ่ายเทไปรั้วเริ่มที่จะทนไม่ไหวและสั่นคลอนลง

“ซวยแล้วพวกเรา!!! ซอมบี้มันเป็นบ้าอะไรไม่รู้?”

“เดี๋ยวรีบเอาปืนมายิงมันก่อนที่มันจะพังรั้วเข้ามาได้”

“ยิงซอมบี้บัดซบนั้นให้หมด!!!”

ปัง! ปัง! ปัง!

ด้วยความเมาพวกไฮยีน่ากลุ่มนี้ก็ยิงปืนใส่ซอมบี้ไม่ยั้ง

“พวกโง่เง่า” ไนเรลด่าออกไป

เพราะพวกนี้ไม่ใช่ยิงแค่ซอมบี้แต่กระสุนบางส่วนไปโดนรั้วและทำให้มันพังลงเร็วกว่าปกติ

ซอมบี้ยังคงเดินหน้าอย่างไม่สนใจพวกมันเริ่มมารวมตัวกันมากขึ้นจากเสียงปืน และสิ่งที่สำคัญกว่านั้นคือไม่มีใครสังเกตเห็นเด็กน้อยที่ปันรั้วเข้าไปอย่างเงียบและปลดล๊อคประตูเปิดให้ซอมบี้เข้ามาเลย

“ต้องรีบไปจัดการมัน” ไนเรลกล่าวเสร็จ ผิวหนังตามตัวของเขาก็เริ่มกลืนเข้ากับแสงและสีรอบข้าง จนดูเหมือนเขาหายตัวได้

“พวกนายหาจังหวะโดยรอบโจมตีมันก็แล้วกัน” และเขาก็เดินหายไปในความมืด

ทั้งเจคและเอวา ไม่ค่อยพอใจที่ไนเรลออกคำสั่งแก่พวกเขา แต่พวกเขาก็สั่งให้คนของกลุ่มตัวเองจัดการซอมบี้รอบ ๆ ส่วนตัวเองก็หาทางเข้าไปจัดการกับซอมบี้สติปัญญาเช่นกัน

ตอนที่ 26 ห้องทดลองในตึก

เขามองไปที่ไฟสีแดงจากระเบิดและเสียงกรีดร้องของผู้คน พร้อมกับสัญญาณเตือนดังไปทั่ว

ไนเรลรีบวิ่งไปโดยที่หยิบดาบคู่เขางูไปด้วย ส่วนเมสันก็เข้าไปหลบอยู่ในร้านของตนเอง เพราะคิดว่าเขาไปก็ไม่มีประโยชน์อะไร

เขาวิ่งไปตามทางที่มีแสงไฟจากหลอดไฟที่กะพริบไปมา เนื่องจากแรงระเบิดบางส่วนทำให้ไฟช๊อต

ต้นเหตุดูเหมือนจะมาจากตัวอาคาร ผู้คนหนีตายกันอย่างวุ่นวาย ที่เกิดเหตุห่างจากเขาแค่ไม่กี่ร้อยเมตร

ซอมบี้สองตัวกำลังวิ่งตามผู้คนมาด้วยความหิวกระหาย ไนเรลใช้ดาบตัดหัวของซอมบี้ คมดาบตัดผ่านคอหอยทะลุท้ายทอย หัวของพวกมันขาดลง

คนที่อยู่บริเวณรอบที่เห็นเขาก็เหมือนมองเห็นความหวังรีบเขามาขอความช่วยเหลือ

นั้นทำให้มีซอมบี้อีกหลายตัววิ่งตามมา แต่มันก็ถูกเขาฆ่าตายอย่างรวดเร็ว หนึ่งการฟันต่อซอมบี้ 1 ตัว

ในระหว่างนั้นเองก็มีมนุษย์ชั้นสูงอีกหลายคนเขามาจัดการกับซอมบี้เช่นกัน และในนั้นก็เอวา มนุษย์ชั้นสูง ผู้มีความสามารถ [มีดสายลม B] และเจค ผู้มีความสามารถ [เร่งความเร็วระยะสั้น B]

เอวา เคยวาดแขนของเธอ ก็สามารถผ่าร่างของซอมบี้ออกเป็นสองส่วน ที่ไกลออกไปเจคเคลื่อนที่ด้วยความรวดเร็วใช้ปืนยิงจ่อไปที่เบ้าตาของซอมบี้ กระสุนระเบิดสมองพวกซอมบี้อย่างง่ายดาย

หลังจากเกิดเรื่องแค่ 3 นาที ตำรวจและกำลังทหารก็เข้ามาปิดล้อมพื้นที่ 300 เมตรจากปตึกศูนย์กลางการระบาด

“ประกาศให้ทุกคนที่อยู่ในพื้นที่กลับเขาไปหลบอยู่ในบ้าน” ข้อความนี้ประกาศออกมาหลายครั้ง เหตุเพราะพวกทหารต้องการแยกซอมบี้จากคนธรรมดา เพื่อที่จะลดการติดเชื้อและกำจัดพวกมัน

ในตอนนี้ไฟได้ดับลงไปอย่างสมบูรณ์เหลือแค่ไฟสปอตไลต์จากกองกำลังทหารและ เฮลิคอปเตอร์ที่ส่องลงมาจากบนท้องฟ้า

ปัง! ปัง! ปัง!

เสียงปืนของพวกทหารและตำรวจดังมาอย่างต่อเนื่อง

เขาเป็นมนุษย์ชั้นสูงคนแรกที่เข้ามาถึงตัวอาคาร ไนเรลจัดการซอมบี้ที่แต่งชุดยาม 2 สองตัว และเข้าไปด้านใน

ภายในเป็นห้องสำนักงานธรรมดา แต่มันไม่ธรรมดาตรงที่เป็นของบริษัทพาราซัส ตึกนี้มี 5 ชั้น ด้านในมีซอมบี้อยู่ไม่กี่ตัว ไนเรลสามารถจัดการมันอย่างไม่ยากเย็น แต่ตึกทั้งชั้นก็ดูไม่มีอะไรผิดปกติ

“หรือว่าเราจะผลาดยางอย่างไร” ไนเรลรีบวิ่งลงมาที่ชั้นล่างและเริ่มค้นหาโดยรอบอย่างระเอียดจนเจอเข้ากับประตูลับที่พาไปสู่ชั้นใต้ดิน

มันอยู่ด้านหลังของชั้นภายในห้องเก็บของ ประตูมันไม่ได้ล๊อคเขาจึงเปิดออกเดินเข้าไป ด้านในเต็มไปด้วยเลือด มีซอมบี้อยู่บ้างส่วนใหญ่เป็นพวกนักวิจัย

“ที่นี่เป็นห้องทดลอง…” ไนเรลจัดการซอมบี้ที่ข้างทางสองสามตัวเท่านั้น เพราะตัวที่เหลือส่วนใหญ่ถูกขังอยู่ในห้องปฏิบัติการ

เขาเข้าไปในห้องปฏิบัติการหนึ่งเนื่องจากของที่อยู่ในห้องทดลอมันคือ แก่นพลังงาน ATP สามชิ้น

“แก่นพลังงานระดับ 2” เขาเก็บมันทันที

ไนเรลคำนวณดูแก่นพลังงานทั้ง 3 นั้นน่าจะเพิ่มพลังงานในเซลล์ให้เขาได้ 200 หน่วยเลยทีเดียว

เขาเดินลึกเข้าไปเรื่อย จนเจอห้องปฏิบัติการที่ใหญ่ที่สุดภายในมีหลอดทดลองขนาดใหญ่ตั้งอยู่จำนวนมาก ในหลอดมีซอมบี้ที่ยังมีชีวิตอยู่

บางตัวพวกมันดูเหมือนจะมีสติปัญญาบ้างเล็กน้อย

ด้านข้างมีเตียงที่มีร่างของมนุษย์อยู่แต่ดูเหมือนพวกเขาจะถูกมัดและเฉือนเนื้อให้กับซอมบี้ที่อยู่ในหลอดทดลองพวกนั้นกินทั้งเป็น

“บัดซบ พวกพาราซัสโง่เง่า” ไนเรลด่าออกไปทัน เมื่อเขาเห็นห้องนี้ก็เดาได้ว่าพวกมันทดลองซอมบี้และมนุษย์

การทดลองเกี่ยวกับมนุษย์นั้นผิดกฎหมาย พวกนี้ใช้โอกาสในช่วงเวลานี้ในการทดลอง แต่นี้ไม่สิ่งที่เขาโกรธที่สุด สิ่งที่โกรธที่สุดคือพวกนี้มันโง่ถึงขนาดสร้างและเลี้ยงดูซอมบี้ที่มีสติปัญญา

และดูเหมือนว่าจะมีตัวที่หลุดออกไปได้ เขามองดูไปที่หลอดที่เขียนว่า ตัวทดลอง หมายเลขศูนย์

“ดูเหมือนมันจะหนีไปได้…แต่ก็คงจะยังอยู่ในตึกนี้”

ดาบคู่เขางูแทงไปที่หัวของซอมบี้ที่อยู่ในหลอดทดลอง จากนั้นเขาก็จัดการเผาเอกสารและของทั้งหมด เพื่อที่จะไม่ให้มีใครนำพวกมันไปใช้

แม้แต่กับรัฐบาลเองก็ตาม

ในขณะนั้นเองเขาก็รู้สึกได้ถึงบางอย่างที่ยืนอยู่ด้านหลังจากความสามารถ [ตรวจจับความร้อน C] มันคือเด็กชายตัวน้อยอายุประมาณ 7 ขวบใส่เสื้อสีขาวชุดที่เหมือนกับซอมบี้ในหลอดทดลอง มีเลขศูนย์ปักอยู่ที่เสื้อตรงหน้าอก

“ซอมบี้สติปัญญาขั้น 2”

ไม่รอช้าไนเรลใช้ดาบฟันไปที่มันในทันที

บูม !

แต่ในตอนนั้นเองที่ผนังด้านบนก็พังลงมา มันคือซอมบี้ปีก ขั้น 3 มาขวางเขาและซอมบี้สติปัญญาไว้

“ย้าาา!” เขาใช้ดาบฟันไปที่มันในทันที แต่แค่แรงกระพือปีกของมันก็ทำให้ตัวเขากระเด็นออกมา แขนที่เหมือนปีกของมันสะบัดฟาดไปที่เขาอย่างแรง

“ซวยละ” เขารีบใช่ร่างของกิ้งก่าในทันที ความแรงของมันทำให้ร่างของเขากระเด็นออกไปกว่า 10 เมตรชนผนังห้อง

มันไม่ได้จัดการเขาต่อเพราะซอมบี้สติปัญญาเรียกมันกลับไป

ซอมบี้ปีกพาซอมบี้สติปัญญา หรือตัวทดลองหมายเลขศูนย์ ชนกับกำแพงด้านบนบินขึ้นไปบนท้องฟ้า

เขารีบลุกขึ้นมาเสื้อผ้าส่วนใหญ่ขาดแต่เพราะเขากลายร่างทันจึงไม่เป็นอะไรมานัก

ตัวตึกเริ่มสั่นไหว ไนเรลวิ่งออกไปที่ด้านนอกในทันทีก่อนที่ตึกมันจะถล่ม เมื่อออกมาพ้นระยะตึกก็ถล่มลงมา ถ้าเขาหนีออกมาไม่ทันมีหวังไว้ถูกฝังทั้งเป็นแน่นอน

บนท้องฟ้า เฮลิคอปเตอร์ที่พยายามจะยิงมันด้วยปืนกล แต่ด้วยความคล่องแคล่วของมันจึงสามารถหลบหลีกได้อย่างง่ายๆ

ในตอนนั้นเองที่เขาเห็นกลุ่มของมนุษย์ชั้นสูงที่แต่งตัวคล้ายๆ กัน

เนื่องด้วยหน่วยโล่ถูกส่งออกไปที่ภารกิจเส้นทางรถไฟ ดังนั้นหน่วยนี้ก็คงจะเป็นหน่วยดาบ

ในตอนนั้นเองชายที่เป็นหนึ่งได้เดินออกมาจากในกลุ่ม เขาคือ จีซัส ลำดับ 1 ของหน่วยดาบค่ายลี้ภัย 101 ยกมือขึ้น ทันใดนั้นละอองน้ำ และความชื้อโดยรอบ ที่อยู่ในอากาศรวมตัวกันเป็นหอกน้ำเเข็งยิงไปที่ปีกของซอมบี้ปีก

ฮ๊ากกกก!!! ปีกของมันเกือบขาด แต่มันก็ร่อนหนีออกไปได้

ดูเหมือนว่าปีกของซอมบี้จะบาดเจ็บมาก

“ตามมันไปเร็ว!!!” ไนเรลรีบบอกกับคนอื่น ๆ แต่ดูเหมือนว่าทุกคนจะถูกหน่วยดาบล้อมไว้และไนเรลก็เช่นกัน

“จัดการปิดพื้นที่ จัดการซอมบี้ทุกตัวและควบคุมทุกคน ฉันต้องการที่จะสอบปากคำทุกคนถึงเรื่องที่เกิดขึ้น” จีซัสพูดออกมาอย่างวางอำนาจ

คนในหน่วยดาบทำตามที่เขาบอกทันทีพวกเขากระจายตัวกันไปจัดการกับซอมบี้และปิดล้อมพื้นที่โดยมีตำรวจและทหารที่เข้ามาช่วย

ส่วนพวกที่เหลือก็เข้ามาล้อมมนุษย์ชั้นสูงไว้

“เดี่ยวพวกเราเป็นนักล่านะ”

“พวกนายจะทำอะไร”

“ปล่อยนะพวกฉันก็แค่มาช่วยจัดการกับซอมบี้ก็แค่นั้นเอง”

“หลบไป” ไนเรลพยายามที่จะออกไปเพื่อตามล่าซอมบี้สติปัญญาตัวนั้นไป เพราะเขารู้ว่าถ้ามันไปรวมกับฝูงซอมบี้ได้ละก็ค่ายนี้จะต้องจบสิ้นแน่

เขายังไม่อยากมีปัญหากับพวกหน่วยดาบดังนั้นจึงต้องบอกดี ๆ

แต่หนึ่งในสมาชิกของหน่วยดาบเดินออกมาด้วยท่าทีที่เหนือกว่า เขาก็คือไอแซค มนุษย์ชั้นสูง ระดับ สีเทา ผู้มีความสามารถด้านสนับสนุน [กล้ามเนื้อเหล็กกล้า A]

ไอแซคเดินมาทางกลุ่มของมนุษย์ชั้นสูงที่ไนเรลยืนอยู่ด้วยท่าทีลำคาน

“ไอ้พวกสวะของมนุษย์ชั้นสูง นี่เป็นคำสั่งของท่านจีซัส พวกแกกลับกล้าขัดงั้นหรือ” ไอแซคพูดออกมาโดยที่ไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย สำหรับเขาแล้วมนุษย์ชั้นสูงพวกเหล่านี้ก็เป็นแค่พวกสามัญชนที่โชคดีที่มีพลังก็เท่านั้น

และที่สำคัญพวกมันยังเป็นพวกชั้นต่ำต่างจากเขาที่เป็นชนชั้นสูงซึ่งเป็นคนของหน่วยดาบ คนพวกนี้ควรที่จะมารับใช้พวกเขามากกว่าแทนที่จะไปเป็นพวกนักล่าอะไรนั้น

สำหรับความคิดของไอแซคนั้นก็ไม่แปลกมากนักที่ชนชั้นสูงอย่างเขาจะมีความคิดแบบนี้ เพราะในรอบแรกของการกลายพพันธุ์นั้น ส่วนใหญ่เป็นคนของตระกูลชนชั้นสูงทั้งสิ้น

ทำให้ชนชั้นสูงส่วนใหญ่คิดว่าการที่ตนได้พลังนี้มาเพื่อปกครองคนธรรมดาพวกนี้

นักล่าหลายคนได้ยินชื่อของจีซัสก็กลัวขึ้นมาโดยเฉพาะพวกที่เป็นมนุษย์ชั้นสูงระดับสีขาว

“หลบไปซะ พวกเราต้องรีบไล่ตามซอมบี้สติปัญญานั้น จะปล่อยให้หนีไปไม่ได้เด็ดขาด” ไนเรลกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด และพยายามผลักหนึ่งในหน่วยดาบที่ขวางทางเขาอยู่

“แกกล้ามาก…สำหรับคนที่เข้าใจยากมันต้องโดนสั่งสอนแบบนี้” ไอแซคไม่รอช้าต่อยเข้าไปไนเรล

ด้วยหมัดที่เสริมด้วยความสามารถ [กล้ามเนื้อเหล็กกล้า A] มันทรงพลังเป็นอย่างมาก จนเกิดเสียงขณะที่หมัดปล่อยออกมา

“ถอยออกมาเร็ว”

“หมัดนั้นทรงพลังเกินไป”

“หยุดนะ…หน่วยดาบทำเกินไปแล้ว”

นักล่าโดยรอบถึงกับตกใจกลัว ในนั้นยังมีพวกตำรวจและทหารที่เป็นคนธรรมดาอยู่ด้วย พวกเขาถึงกลับสงสารเด็กหนุ่มคนนนี้ที่ไปยั่วยุไอแซค

ทั้งเอวาและเจคก็เห็นเช่นกันเขาพยายามเข้าไปช่วย เพราะถึงอย่างไรไนเรลก็เป็นนักล่าเช่นพวกเขา แต่ก็มีคนที่รู้สึกสะใจเช่นกันนั้นก็คือบิลชายหน้าหมี ที่โดนไนเรลแตะจนสลบไปนั้นเอง

ไนเรลเห็นหมัดที่ไอแซคต่อยมา เขาก็ใช้ความสามารถ [กิ้งก่ายักษ์ B] เปลี่ยนแขนเป็นอมุษย์ร่างกิ้งก่าร่วมกับความสามารถ [พละกำลัง 50 เท่า B] เพื่อรับหมัดนั้น

“โง่เง่าต้องการวัดพละกำลังกับข้างั้นเหรอ” ไอแซคใส่กำลังออกไปเต็มแรงในทันที

ตูม ! หมัดของไอแซคและไนเรลปะทะกันอย่างแรง ลมและฝุ่นกระจายออกมาโดยมีทั้งสองเป็นจุดศูนย์กลาง

จากแรงปะทะกันก็มีร่างของคนหนึ่งที่กระเด็นถอยไปชนเข้ากับกองของซากตึกที่ถล่มลงมา

ทุกคนในที่นี้คิดว่าไนเรลไม่ตายก็ต้องพิการแต่พวกเขาคิดผิดคนที่กระเด็นไปนั้นกลับเป็นไอแซค

ส่วนไนเรลนั้นเขายังยืนปกติดีไร้รอยขีดข่วน

“นั้นมันความสามารถประเภทกลายร่าง” ทั้งเอวาและเจคไม่คิดว่าไนเรลจะมีความสามารถประเภทกลายร่างตอนแรกที่เขาเห็นไนเรลที่สำนักงานนักล่าจัดการกับบิลชายหน้าหมีจะเป็นประเภทลึกลับหรือไม่ก็ประเภทสนับสนุน เช่นพวกพละกำลังมากกว่า

“มันคือร่างอะไรกันแน่ถึงมีพละกำลังมากขนาดนั้น”

“มันต้องเป็นร่างมังกรแน่ ๆ ไม่งั้นพละกำลังมันไม่มีทางเหลือกว่าความสามารถของไอแซคผู้ที่มีความสามารถ [กล้ามเนื้อเหล็กกล้า A] ”

“ไม่รู้ว่าใช่มังกรหรือไม่แต่เชื่อว่าต้องเป็นความสามารถไม่ต่ำกว่าระดับ A”

มนุษย์ชั้นสูงที่อยู่โดยรอบเริ่มพูดคุยกันในทันทีโดยลืมไปแล้วว่าพวกเขากำลังอยู่ในสถานการณ์อะไร

พวกเขาหารู้ไม่ว่าความสามารถที่ไนเรลใช้เป็นแค่ระดับ B เท่านั้นแต่มันคือผลของสองความสามารถที่เข้ากัน จนสามารถข้ามขีดจำกัดของความสามารถได้

“ไอ้ลูกสุนัข แก…” ไอแซคที่ตอนนี้รีบลุกขึ้นมาพร้อมกับถุยดินที่อยู่ในปากออก

เขาไม่อาจยอมรับได้ว่าจะโดนไนเรลต่อยจนกระเด็นด้วยหมัดเดี่ยวทั้งเขายังแพ้ให้กับในสิ่งที่เขาถนัดอีกนั้นคือ ด้านพลังกำลัง

ไอแซคกำหมัดด้วยความโมโหปล่อยจิตสังหารและวิ่งเข้าไปหมายจะฆ่าไนเรลทิ้ง ไนเรลเองก็ตั้งท่าเตรียมสู้เช่นกัน ถึงเขาไม่อยากจะฆ่าคนแต่ก็ใช่ว่าจะฆ่าไม่ได้

แต่ในตอนนั้นเองก็มีเสียงดังขึ้นมา

“หยุด!!! ไอแซค นายกำลังทำอะไร!” จีซัสก็เดินเขามามองไปที่ไอแซคและถามออกมา

ตอนที่ 25 ซอมบี้กลางค่าย

เขามองไปที่หญิงสาวเธอแต่งตัวด้วยเสื้อผ้าน้อยชิ้น แต่ถึงแบบนั้นสภาพของเธอก็ดูจะหิวโซเป็นอย่างมาก ไกลออกไปมีเด็กสาวตัวน้อยยืนเกาะอยู่ข้างกำแพงด้วยความหิว

เธอมองไปที่แม่ของเธอด้วยความหวังว่าจะกินได้ตั๋วอาหารสักเล็กน้อยเพื่อไปซื้อข้าวกิน

“น้องชายสนใจไปกับพี่สาวคนนี้สักคืนมั้ย แค่ 300 ตั๋วอาหาร” เธอพยายามที่จะยั่วยวนเขาด้วยเสียงที่มีเสน่ห์อันเย้ายวนแบบผู้ใหญ่

ราคาที่เธอขอนั้นเป็นแค่ครึ่งหนึ่งของค่าแรงต่ำสุดของคนใช้แรงงาน

ไนเรลชี้ไปที่เด็กสาวที่อยู่ด้านหลังและกล่าวออกมา “นั้นลูกคุณหรือ?”

“ไม่ใช่!” หญิงสาวรีบปฏิเสธทันที ด้วยความกลัวที่ว่าถ้าไนเรลรู้ว่าเธอ มีลูกแล้วเขาจะปฏิเสธ

ทันทีที่สาวน้อยได้ยินแบบนั้นก็ร้องไห้และวิ่งออกมาจากที่ซ่อนมากอดแม่ของเธอเพราะกลัวว่าจะโดนทิ้ง

หญิงสาวที่เห็นแบบนั้นก็ทนไม่ได้กอดเด็กน้อยไว้อย่างอ่อนโยน เธอรักลูกของเธอมาก

ในเวลาปกติเธอเป็นแม่บ้านที่คอยดูแลลูกอยู่บ้านเท่านั้น ส่วนสามีเป็นคนทำงานเลี้ยงครอบครัว แต่ตอนนี้สามีของเธอกลายเป็นซอมบี้และตายไปแล้ว

ช่วงหลายวันที่ผ่านมาตอนมาถึงค่ายเธอยังพอมีของติดตัวบ้าง แต่ในวันนี้ทั้งตั๋วอาหารและอาหารหมดแล้ว เธอจึงไปหางานแต่ก็ไม่มีที่ไหนรับผู้หญิงแบบเธอที่ทำงานบ้านเป็นอย่างเดี่ยว

อีกทั้งข้าวต้มที่รัฐบาลแจกมันก็ไม่ได้ทั่วถึง ด้วยความที่ทนดูลูกสาวหิวไม่ได้ เธอจึงได้แต่เลือกกัดฟันและมาขายบริการแลกกับตั๋วอาหาร

และลูกค้าคนแรกที่เธอเลือกก็คือไนเรล เธอพอรู้จักคริสตัสบนหน้าผากของเขาว่ามันคือเครื่องหมายของมนุษย์ชั้นสูง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่ชอบเธอซะแล้ว

ไนเรลมองไปที่สองแม่ลูกจากนั้นเขาก็กล่าวกับเธอ “เอาเงินนี่ไป ถ้ายังหางานไม่ได้ก็ไปหาฉันที่นี่”

เขาหยิบตั๋วอาหารออกมา 500 และบอกที่อยู่กับเธอ ตอนนี้เขามีบ้านแล้ว ดังนั้นมันก็ควรที่จะมีคนดูแล เพราะทั้งบ้านก็มีแต่ผู้ชายอยู่ส่วนนิเรีย น้องสาวของเขาคนที่ทำงานบ้านเป็นคนเดียวก็พักอยู่กับหน่วยโล่

ตอนนี้เขาก็คิดว่าหญิงสาวคนนี้น่าจะเหมาะสม แต่เขาก็ทำได้แค่ยื่นโอกาสให้เธอเท่านั้น ซึ่งทางเลือกก็ยังเป็นของเธอ

ไนเรลหันหลังและเดินไปต่อ

ใช้เวลาไม่นานเขาก็มาถึงร้านที่เมสันเปิดอยู่ มันเป็นร้านที่อยู่ซอยที่ลึกมาก แต่น่าแปลกใจกลับมีคนต่อคิวเยอะพอสมควร

คนส่วนใหญ่ดูเหมือนจะเป็นพวกใต้ดินจากท่าทางและการแต่งตัว

ไนเรลไม่ได้สนใจที่จะต่อคิวเขาเดินเข้าไปโดยตรงจนหลายคนไม่พอใจ

“เฮ้ยไม่เห็นหรือไงวะว่ามีคนยืนต่อเเถวอยู่” นักเลงหนึ่งในนั้นยื่นมือไปจับที่ไหล่ของเขาและพยามยามกระชากตัวเขาถอยมาอย่างหาเรื่อง

“ถ้าไม่อยากเจ็บตัวก็ปล่อยมือซะ” ทันทีที่เขาพูดออกมาก็เหมือนกับไปเหยียบหางหมาของจ่าฝูงเข้า คนในกลุ่มของชายคนนั้น เดินมาล้อมเขาทันที

ชายฉกรรจ์ 5 คนล้อมเขาไว้ตรงกลางอยู่คนเดียว

“ฉันขอเตือนว่าให้พวกนายหลบไปซะ ถ้าไม่อยากเจ็บตัว” ไนเรลยังคงพูดอย่างใจเย็น

“มึงตาบอดหรือไงวะพวกกูมี 5 คนนะเว้ย” หนึ่งในนั้นพูดออกมาพร้อมกับเปิดให้เห็นคริสตัลบนหน้าผากที่เป็นสีขาว

เขามีความสามารถ สนับสนุน

[ผิวหนังเพลิง] ทำให้ผิวหนังร้อนได้เหมือนไฟ

“ผิดแล้วแค่ 1 ต่อ 1 เท่านั้น” ไนเรลพูดด้วยความมั่นใจ

เขาไม่รอช้าใช้ขาถีบเข้าไปที่ข้อพับของชายคนหนึ่งจนขาหักผิดรูป ล้มตัวลงไปร้องอยู่น่าสมเพช

และเขาก็หันไปต่อยที่ท้องชายคนนั้นจนกระเด็นไปชนกับกำแพง สลบไปทันที

ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ทั้ง3 คนก็รีบเข้าไปช่วยแต่ว่าก็โดนเตะสลบไปอีกคน ตอนนี้เหลือแค่สองคน

“บัดซบ ลองเอาหมัดนี่ไปกิน” ชายที่มีพลัง ต่อยไปที่เขา แค่มันผ่านหน้าก็รู้สึกได้ถึงความร้อนบางส่วน หมัดเสื้อผ้าเขาเล็กน้อยมันถึงกับเป็นรอยไหม้

“ฮ่า ๆ เสร็จละ” ชายคนนั้นหัวเราะอย่างสะใจ เขาไม่คิดว่าไนเรลเลือกที่จะรับหมัดนี้ ทันทีที่หมัดเขาโดนกับมือไนเรลจะต้องกลายเป็นเนื้อสุกอย่างแน่นอน

แต่มันก็ทำได้แค่นั้น เพราะหมัดที่สองที่ชายคนนั้นปล่อยมา ไนเรลก็แค่เปลี่ยนผิวหนังตรงบริเวณมือเป็นเกล็ดกิ้งก่า เขาจับไปที่หมัดที่พุ่งเข้ามา และใช้เท้าแทงไปที่กล่องดวงใจอย่างแรง

ตุบ! เสียงของชายคนนี้ล้มลงไปกองกับพื้น พร้อมกับน้ำลายฟูมปาก

ส่วนอีกคนด้วยความกลัวจึงถอยหลังวิ่งหนี

โป๊ง! …

แต่ก็โดนเมสันที่ไม่รู้โผล่มากจากไหนใช้กระทะตีไปที่หัวอย่างแรงจนชายคนนั้นสลบไป

“เอาใครสั่งกระทะไว้ มาเอาไป มันตีขึ้นมาด้วยเล็กกล้าตามที่ขอไว้” เมสันยังหยิบปืนประดิษฐ์ขึ้นมาอีก 2 กระบอกออกมาให้ลูกค้าที่ยืนรอ ส่วนคนอื่น ๆ ก็ได้แต่กลับไปเพราะของที่สั่งเมสันยังทำไม่เสร็จ

เขารู้สึกแปลกใจที่เมสันกล้าสร้างปืนขึ้นมา

หลังจากนั้นไนเรลและเมสันก็เข้าไปด้านใน มันมีเครื่องมือช่างหลาย ๆ อย่างที่เขาก็ใช้ไม่เป็นว่างอยู่ด้านใน

ห้องนี้ใหญ่มากพอสมควร แต่มันก็เต็มไปด้วยของจำนวนมาก จนทำให้มันดูแคบ

“คุณไม่กลัวว่าพวกตำรวจของค่ายจะมาจับเอาเหรอ” เขาพูดออกมาขณะที่เดินดูรอบ ๆ

“ไอ้หนู นายจะไปรู้อะไร ที่นี่มันกินกันตั้งแต่หางยันหัว ฉันก็แค่แบ่งเปอร์เซนต์ให้หัว แค่นี้หางมันก็ไม่มายุ่งแล้ว” เมสันอธิบาย พร้อมกับเดินไปนั่งที่โซฟา เขาก็ไปนั่งด้วยเช่นกัน

“ว่าแต่นายมาทำอะไรที่นี่?”

“ผมจะให้คุณช่วยสร้างของให้หน่อย”

“ไม่ฟรี”

“แน่นอน”

หลังจากนั้นทั้งเขาก็บอกถึงของที่จะให้เมสันทำ ซึ่งเขาก็ดูจะมีแรงทำงานขึ้นมาทันที แต่ว่าด้วยความที่ไนเรลไม่ได้เอาของพวกนั้นมา ดังนั้นเขาและเมสันก็กลับไปที่บ้านไนเรลทันที

เมสันเห็น เขากับเขี้ยว และหนังของงูยักษ์รีบเอาพวกมันกลับไปทันที สำหรับนักสร้างอาวุธอย่างเขานั้น การที่เห็นของแปลกใหม่แบบนี้คือสิ่งที่เขาตามหามานาน

หลังจากนั้นไนเรลและเมสันก็ตกลงกันโดย เขาจะทำอาวุธกับชุดจากหนังงูให้เขาจำนวนเท่ากับทุกคนในกลุ่มของเขา ส่วนหนังงูที่เหลือจะเป็นค่าตอบแทนเมสัน

 

“แค่สามวันก็สร็จแล้ว” เมสันพูดพร้อมกับเอาของทั้งหมดไป

เช้าวันต่อมาสองแม่ลูกก็มาหาเขาที่หน้าบ้าน ไนเรลก็ให้เธอเข้าไปในบ้านและเเนะนำกับทุกคน

เธอมีชื่อว่า ลูน่า และลูกของเธอชื่อ โคลอี้

หลังจากนั้นดามินก็ออกไปที่สำนักงานกลางของค่าย เขาได้งานเป็นคนดูแลเอกสารจ้างงานอยู่ที่นั่น เจคอบก็ไปที่ค่ายทหารเพื่อขอสมัครอีกครั้ง แต่เด็กแค่ 10 ขวบอย่างเขานั้นโอกาสในการที่ทางนั้นจะรับก็น้อยมาก

แต่มันก็ไม่แน่ในช่วงวิกฤตแบบนี้ เพราะดูเหมือนกำลังทหารจะขาดแคลนอยู่เสมอ ไนเรลก็ไม่ได้รู้สึกเป็นห่วงมากนักเพราะเจคอบดูจะเป็นเด็กที่โตกว่าปกติอยู่แล้ว

ส่วนไนเรลก็ตรงไปที่สำนักงานนักล่าเพื่อลงทะเบียนออกไปนอกเมืองอีกครั้ง

แต่ครั้งนี้เจ้าแมวน้อยไม่ได้ตามมาด้วยเพราะมันบอกว่าง่วงนอน แต่เขาดูแล้วเหมือนมันจะได้ของเล่นใหม่มากกว่านั้นก็คือเด็กสาวตัวน้อยที่พึ่งมาอยู่บ้าน

ไนเรลออกไปไม่ไกลมากนักในครั้งนี้เขาแค่จะไปสำรวจดูพวกไฮยีน่าที่มาดักปล้นเขา แต่ออกไปไม่นาน เขาก็เจอเข้ากับซอมบี้จำนวนมาก พวกมันเดินกันอยู่ใน ป่า และตามถนนเต็มไปหมดทุกที่

เขาจึงจัดการและล่า ถอยออกมาในระหว่างทางก็เจอกับรถทหารที่ออกไปจัดการกับซอมบี้ฝูงนั้น

“ดูเหมือนว่าอีกไม่นานซอมบี้จะมารวมตัวกันมากขึ้น” ไนเรลคาดการสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างแม่นยำตอนนี้มีซอมบี้จำนวนมหาศาลกำลังมุ่งหน้าออกจากเมืองตรงไปยังพวกเขา

หลังจากจัดการกับ พังพอนขนเหล็กกลายพันธุ์ขั้น 1 ลงอย่างง่ายดาย เขาก็กลับเข้าค่ายไป

………………………………………

นิเรียตอนนี้อยู่ในหน่วยของโล่ที่มีสมาชิก 50 คน ทั้งหมดเป็นมนุษย์ชั้นสูงเธอถูกจัดให้ไปคุ้มกันทหารที่ออกไปเคลียเส้นทางรถไฟ ซึ่งในตอนเย็นเธอก็กลับไปหาพี่ชายของเธอแต่ก็ไม่เจอกัน

“พี่ชายไปไหน?” นิเรียถาม เจคอบที่กำลังเซ็ง ๆ อยู่ แต่ก่อนที่เจคอบจะตอบเธอก็เหลือบไปเห็น ลูน่าและโคลอี้ที่พึ่งเข้ามาอยู่ใหม่

นิเรียถึงกับสตั้นไปในทันที ในหัวของเธอคิดว่า ‘แค่ไม่อยู่กับพี่ชาย ไม่กี่วัน พี่ชายถึงกลับแอบไปมีกิ๊ก แล้วยังมีลูกด้วยกันอีก 1 คน’

นิเรียชี้ไปที่พวกเธอแต่ก็ไม่ได้พูดอะไรออกมา

เธอรีบเข้าไปหาเจ้าแมวน้อยและโวยวายว่าทำไมไม่ยอมดูพี่ชายไม่ให้ผู้หญิงคนอื่นเข้ามาอ่อยพี่ของเธอ

แต่เจ้าแมวน้อยก็ขี้เกียจเถียงและคิดว่า ‘นิเรียเป็นอะไร ที่มะลิชอบคุยและอยู่ใกล้ไนเรลก็เพราะว่าเขาหาอาหารเก่ง ไม่ได้คิดไปถึงเรื่องนั้นสักหน่อย’

ในตอนนั้นเองในที่สุดไนเรลก็กลับถึงที่พัก เขาก็เห็นน้องสาวที่น่ารักของเขา จึงเข้าทักทายแต่เธอก็ทำท่าโกรธใส่

“น้องสาวพี่เป็นอะไร ใครทำให้โกรธ?”

แค่เธอไม่ยอมคุยกับเขา เขาก็เลยไปถามเจ้าแมวน้อยและแน่นอนมันก็ขอเนื้อพังพอนขนเหล็กกลายพันธุ์ขั้นที่ 1 เป็นค่าตอบแทน

แมวน้อยก็เลยบอกเรื่องที่นิเรียมาบ่นให้ฟัง ไนเรลก็อดขำออกมาไม่ได้

ตอนเย็น ดามินก็กลับมาจากทำงานทุกคนก็ได้กินข้าวกันพร้อมหน้า

นิเรียจะยังดูโกรธเขาอยู่แต่เมื่อไนเรลอธิบายว่าเขาแค่ช่วยสองคนนี้มาก็เท่านั้นและไม่ได้เป็นอะไรกัน

“พี่ให้ ลูน่ามาเป็นแม่บ้านคอยดูแลบ้านก็แค่นั้นไม่ได้เป็นอะไรกัน”

“แล้วเด็กคนนี้ลูกใคร หรือว่าไม่ใช่ลูก….”

ไนเรลถึงกับบีบจมูกเธอไปหนึ่งที “จะบ้าเหรอเด็กนี่ตั่ง 5 – 6 ขวบแล้วนะ อีกอย่างพี่ก็พึ่งรู้จักเธอ”

นิเรียได้ยินดังนั้นก็คิดขึ้นได้ว่าพี่เธอจะเอาเวลาไหนไปทำลูก แต่แล้วเธอก็หน้าแดงและรีบเปลี่ยนหัวข้อทันที

“พี่พรุ่งนี้หนูต้องเดินทางโดยรถไฟไปคุ้มกันทหารที่เคลียร์เส้นทางรถไป 5 วัน”

ไนเรลที่ฟังดังนั้นก็รู้สึกเป็นห่วงขึ้นมาทันที “ปฏิเสธไป”

“หนูตัดสินใจลงชื่อไปแล้วอีกอย่างเส้นทางที่เคลียร์ก็คือเส้นทางหลักที่ตรงไปสู่เมืองใหม่ ที่พ่อกลับแม่ซึ่งหนูทำเรื่องว่าจบภารกิจนี้แล้วจะไปหาพ่อกับแม่”

หลังจากนั้นนิเรียก็เล่าให้ฟังว่าเธอใช้ช่องทางของกองทัพเพื่อติดต่อพ่อกับแม่ได้แล้ว

หลังจากนั้นนิเรียก็กลับไปเตรียมตัว ไนเรลกำลังคิดว่าเขาจะทำอย่างไรต่อดีจะไปเป็นพวกทหารในกองทัพหรือไม่เพราะเขาเป็นห่วงนิเรีย

สุดท้ายเขาก็ยังคงแผนเดิมอยู่นั้นก็คือการเป็นนักล่าและยกระดับพลังให้ได้มากที่สุด

สามวันต่อมา….

เย็นวันนี้เป็นวันที่ไนเรลนัดกับเมสันไว้ เขาก็เดินไปตามเส้นทางเดิม เมื่อมาถึงที่ร้านตอนนี้ก็มีผู้คนอยู่เป็นจำนวนมากเช่นเคย

“ฮ่า ๆ ฮ่า มาดูนี่สิเขาสัตว์ที่นายเอากลับมามันมีความคงทนและเเข็งแรงเป็นอย่างมาก” เมสันส่งดาบยาวสองเล่มมาให้เขา

“นี่มัน” ไนเรลถึงกับเหลือเชื่อมองไปที่ดาบยาวที่เมสันทำขึ้นมาทันที ใบดาบโค้งตามลักษณะของเขาเล็กน้อย ตัวด้ามของมันสามารถต่อกันเป็นดาบเล่มเดี่ยวได้ ทำให้เหมือนกับรูปตัว S ไม่มีผิดเขารู้สึกชอบเป็นอย่างมาก

“ส่วนตัวหนังงูเมสันได้ใช้คนรู้จักให้ช่วยตัดเย็บมันจนเป็นเสื้อเกาะอ่อนและทำเป็นเสื้อคลุมที่กันกระสุนได้ แต่ถึงอย่างไรแรงกระแทกก็ยังมีอยู่” เมสันอธิบาย

คลื่น ๆ ตูม

แต่ทันใดนั้นก็เกิดแรงระเบิดครั้งใหญ่ขึ้น ทั้งไนเรลและเมสันรีบหยุดสิ่งที่ทำวิ่งออกมาดูด้านนอกทันที

เหตุระเบิดเกิดห่างจากพวกเขาไปไม่ไกลมากนัก ผู้คนวิ่งหนีกันวุ่นวาย ตามหลังมาด้วยซอมบี้

เสียงเตือนภัยดังไปทั่วทั้งค่ายทันที

“เกิดอะไรขึ้น?” ทั้งไนเรลและเมสันถามออกมาพร้อมกัน ที่นี่มันอยู่ในค่ายที่มีกำแพงล้อมรอบแล้วซอมบี้มาจากไหน

ตอนที่ 24 พวกไฮยีน่าและกลุ่มอิทธิพล

“นายเป็นใคร มาจากค่ายไหน และมาทำอะไรแถวนี้” เขาถามออกไปด้วยเสียงที่เยือกเย็นยิ่งกว่าอากาศรอบข้างเสียอีก

ชายคนนั้นสั่นไปด้วยความกลัวมันพยายามร้องขอชีวิตกับเขาราวกับคนเสียสติ ไม่สนใจตอบคำถามของเขา

ไนเรลจึงเรียกสติผู้ชายคนนั้นด้วยการเหยียบไปที่ขาอย่างแรง

“อ๊าคคค!!!” ชายคนนั้นแหกปากร้องด้วยความเจ็บปวดและกอดไปที่ขาดิ้นไปมาอย่างทุรนทุราย

“นายเป็นใคร มาจากค่ายไหน และมาทำอะไรแถวนี้” เขาถามออกไปด้วยเสียงที่เยือกเย็นอีกครั้ง

ในครั้งนี้ดูเหมือนชายคนนั้นจะได้สติความเจ็บปวดที่ขา เขากลัวว่าปีศาจตนนี้จะหักขาเขาอีกจึงตอบคำถามทุกคำถามที่ไนเรลถามออกมา

กลุ่มของชายคนนั้นมาจากโรงงานฆ่าสัตว์นอกเมืองแห่งหนึ่ง ปกครองโดยชายผู้เคยเป็นคนฆ่าสัตว์ ที่มีพละกำลังมหาศาล เขาฆ่าทุกคนที่พยายามจะหนี หรือไม่ยอมเป็นลูกน้อง แต่ตอนนี้กลุ่มของเขายึดหมู่บ้านแห่งหนึ่งไว้ ห่างจากที่นี่ไป 80 กิโลเมตร

กลุ่มของเขาเป็นพวกที่ออกมา ดักปล้นคนที่ผ่านไปมา บางครั้งก็จะจับตัวผู้หญิงและฆ่าผู้ชายทิ้ง

เหตุผลที่กลุ่มพวกเขาไม่เข้าร่วมกับค่ายก็เพราะว่ามันไม่สามารถทำแบบที่ใจอยากได้ ต้องทำงานแรกตั๋วอาหาร เพื่ออะไรในเมื่อโลกใบนี้แค่มีความแข็งแกร่งก็สามารถครองได้ทุกสิ่ง ทั้งผู้หญิง เงินทอง ผู้คน

ไนเรลไม่ปฏิเสธความคิดนี้ แต่ดูเหมือนพวกมันจะลืมไปว่าโลกใบนี้ยังมีกฎระเบียบที่เรียกว่า ผู้แข็งแกร่งกว่าอยู่

ในที่นี้ก็คือรัฐบาล

“พวกไฮยีน่าสินะ” เขาพึมพำออกมา

หลังจากที่เค้นความจริงได้แล้ว ไนเรลจับไปที่คอของชายคนนั้นอย่างรังเกียจและหักคอทิ้งทันทีโดยไม่สนใจเสียงร้องของมันเลยแม้แต่น้อย

ไฮยีน่าเป็นการเรียกกลุ่มที่ออกปล้นกลุ่มอื่น ๆ หรือโจรที่ปล้นฆ่าคนเป็นหลัก พวกนี้ไม่ได้มีแค่กลุ่มหรือสองกลุ่มแต่มีเยอะมาก พวกมันจะยึดและปล้นไปเรื่อย ๆ

กลุ่มของชายคนนี้เริ่มมีพฤติกรรมแบบพวกไฮยีน่าแล้ว ไนเรลคิดว่าคงต้องไปแจ้งทางค่ายให้รับรู้ไว้

แต่ทางนั้นจะจัดการหรือไม่ก็ไม่ใช่เรื่องของเขาที่จะต้องไปสนใจอีก

ไนเรลจัดการศพทั้งหมดเพื่อไม่ให้มันกลายเป็นซอมบี้ ในขณะที่แมวน้อยเดินสำรวจไปรอบ ๆ เเละร้องออกมาเป็นบ้างครั้งเหมือนกับบอกเขาว่า “เหมียววว มี้ ง่าววว (จัดการได้ดีมากทาส) ”

ตอนนี้เริ่มมีซอมบี้ที่ตามเสียงปืนมาในบริเวณนี้มากขึ้น ดังนั้นเขาคงต้องออกจากที่นี่ในคืนนี้แล้ว

ไนเรลขับรถออกมาได้สักพักรถก็น้ำมันหมดลง เขาถึงกับแปลกใจและลงไปดูปรากฏว่าถังน้ำมันโดนยิง น้ำมันไหลออกเป็นทางจนหมด

“เอาดี” เขามองไปที่ซากกิ้งก่ายักษ์และแมวน้อยสลับไปมา

แมวน้อยรีบส่ายหัวและบอก “แม้ววว มี้ เหมียววว มี้ ม้าววว… (ตัวมะลิแค่นี้ลากไม่ไหวหรอก) ”

เขาก็ไม่ได้คิดจะให้มันลากอยู่แล้วแค่ขอความคิดเห็นเฉย ๆ

สุดท้ายเขาก็หาเถาวัลย์เส้นใหญ่เท่าท่อนแขนผูกกับตัวรถและซากกิ้งก่ายักษ์ แล้วออกเเรงลากมันต่อขณะที่แมวน้อยนั่งอยู่บนหัวกิ้งก่าส่งเสียงอารมณ์ดี เชียร์ให้เขาลากไปเร็ว ๆ โดยเจ้าคาปิบารานั่งกินหญ้าที่เก็บมาอยู่ด้านข้าง

“ไม่ได้ช่วยแล้วยังขึ้นไปถ่วงน้ำหนักอีก” ไนเรลบ่นไปก็ลากไป แต่แมวน้อยก็เถียงกลับมา “ม้าวว เหมียววว มี้ ง่าววว (ตัวใหญ่แค่กำปั้นจะไปหนักอะไร?) ”

……………………………………

ที่หน้าค่ายลี้ภัย 101 เช้าวันใหม่ แสงของดวงอาทิตย์ที่โผล่ขึ้นมากระทบกับน้ำค้างบนใบไม้

หน้าประตูค่ายทิศเหนือยังคงมีคนทยอยเดินทางเข้ามาเพื่อเข้ารับการตรวจและเข้าไปในค่ายอย่างต่อเนื่อง

ทันใดนั้นอยู่ ๆ ก็มีสัญญาณเตือนภัยดังขึ้นมา ผู้คนโดยรอบร้องด้วยความตกใจรีบหาที่หลบกันอย่างวุ่นวาย

กำลังทหารรับออกมาจากค่าย ปืนใหญ่บนกำแพงเล็กไปที่กิ้งก่ายักษ์ที่กำลังใกล้เข้ามา

เฮลิคอปเตอร์บินขึ้นไปด้านบนเพื่อสังเกตการณ์

“ยกเลิก! ยกเลิก! มันคือซากกิ้งก่ามีนักล่าลากมันมา”

เสียงทางวิทยุดังออกมาทุกคนก็คลายกังวลได้ เนื่องจากตัวของกิ้งก่าใหญ่ขนาดนั้นไม่รู้ว่าต้องยิงมันกี่นัดถึงจะตาย และหน่วยมนุษย์ชั้นสูงที่ทางกองทัพบอกก็ยังฝึกฝนกันอยู่ จึงยังไม่พร้อมที่จะปฏิบัติการได้แน่นอน

ไนเรลลากมันมาทั้งคืนและในที่สุดก็มาถึงค่าย

ไม่นานที่มาถึงทหารและเจ้าหน้าที่รัฐก็ออกมาหาเขาทันที

“หยุด!!!”

“ผมเป็นนักล่าที่ลงทะเบียนออกไปเมื่อวานนี้” ไนเรลก็บอกไปว่าเขาเป็นนักล่าที่ออกไปเมื่อวาน หลังจากที่พวกเขาเช็คเจอชื่อของไนเรล

พวกนั้นจึงให้เขาเข้าไปได้

ส่วนซากกิ้งก่าตามข้อตกลงเขาต้องแบ่งพวกมันให้ทางค่ายครึ่งหนึ่ง พวกทหารได้ใช้รถมาลากมันเข้าไป

เขาก็ไม่ได้มีข้อคัดค้านอะไร แต่แค่บอกไปว่ามันมีพิษ แต่ดูเหมือนทางรัฐบาลจะมีวิธีจัดการกับพิษ ดังนั้นเขาจึงให้ทางค่ายไปจัดการทั้งหมด ของเนื้อ 200 กิโลกรัม ส่วนที่เหลือแลกเป็นตั๋วอาหาร

เขายังคงเก็บหนังงู เขางู 1 คู่ เขี้ยวของงูยักษ์ไว้กับตนเอง โดยเขาคิดว่าจะให้เมสันจัดการ

หลังจากเขากลับออกไปภายในค่ายโดยเฉพาะบริเวณของสำนักงานนักล่าที่ทางรัฐบาลจัดขึ้น เกิดการโต้เถียงในหมู่ของนักล่าและมนุษย์ชั้นสูงจำนวนมากกว่า ‘มนุษย์ชั้นสูง 1 คนจัดการฆ่ากิ้งก่ายักษ์ ขั้น 2 ได้อย่างไร?’

แต่นั้นก็เป็นแค่การถกเถียงกันของพวกคนธรรมดา ส่วนพวกมนุษย์ชั้นสูงก็แบ่งออกเป็นสองพวกคือคนที่คิดว่าไนเรลทำได้ดีมากที่แสดงให้เห็นว่ามนุษย์ชั้นสูงคือ ผู้ที่เหนือกว่ามนุษย์ธรรมดา ส่วนอีกพวกก็อิจฉาหรือไม่สนใจและคิดว่าเขาก็แค่โชคดีในการจัดการมันได้

สุดท้ายหลังจากผ่านไปครึ่งวันทางรัฐบาลก็ยืนยันว่ากิ้งก่ายักษ์ที่เขาฆ่านั้นมันมีร่องรอยของการต่อสู้กับสัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่น ๆ

ดังนั้นจึงสันนิฐานว่าไนเรลได้เจอซากของมันและนำกลับมา ส่วนเอามันขึ้นรถกลับมานั้นพวกเขายังไม่รู้

ภายในสำนักงานกลางประจำค่ายลี้ภัย 101

“เขาเป็นใคร?” รัฐมนตรีพาลเมอร์ถามออกมาขณะที่จัดการกับงานเอกสารบนโต๊ะ

รัฐมนตรีพาลเมอร์ ชายวัยอายุ 41 ปี ผู้ที่ได้รับมอบหมายให้จัดการกับค่ายลี้ภัย 101 แห่งนี้

เลขาสาวของเขากล่าวออกมาในทันที “เขาเป็นมนุษย์ชั้นสูงที่เข้ามาเมื่อสองวันก่อน และลงทะเบียนเป็นนักล่าออกจากค่ายไปเมื่อวานและกลับมาพร้อมกับซากของกิ้งก่ายักษ์ในตอนเช้าวันนี้”

 

เธออธิบายบอกประวัติของไนเรลแบบสั้น ๆ รวมถึงตระกูลและครอบครัวในนั้นซึ่งรวมถึงนิเรีย น้องสาวของเขาที่พึ่งเข้าไปในหน่วยของโล่ด้วย

“ตระกูลอาโรเดีย…อืม” รัฐมนตรีพาลเมอร์ก็ดูเหมือนจะคิดบางอย่างอยู่สักพักเขาก็กล่าวออกมา “แจ้งเรื่องของคนตระกูลอาโรเดียไปที่สำนักงานรัฐบาลกลางที่เมืองใหม่ด้วย และส่งคนไปคอยจับตาดูสองพี่น้องไว้ โดยเฉพาะเด็กสาวที่ชื่อนิเรียที่มีความสามารถระดับ S เธออันตรายเกินไป”

พาลเมอร์อ่านแฟ้มประวัติของนิเรีย นี่มันคือความสามารถของนักฆ่า เขากลัวว่าเธอจะเดินตามรอยปู่ของเธอ ถึงแม้เธอจะเป็นเด็กสาว 14 แต่เขาก็ไม่ยอมที่จะให้ทุกสิ่งที่เป็นภัยต่อประเทศหลุดรอดสายตาไปได้เด็ดขาด

“ส่วนเรื่องหนังของสัตว์กลายพันธุ์ที่เขาเอากลับมาด้วยลองไปสอบถามดูว่าเขาตกลงที่จะขายมันทั้งหมดให้กับทางค่ายไหม ถ้าเขามีข้อเสนอไม่มากก็ยอมรับไป”

หลังจากพูดจบพาลเมอร์ก็จัดการงานต่อโดยเฉพาะเรื่องของฝูงซอมบี้ที่กำลังเคลื่อนที่มาจากเมือง และทางรถไฟที่ทางรัฐบาลกลางเร่งให้เขาจัดการเคลียร์เส้นทางเพื่อใช้ในการติดต่อกับค่ายอื่น ๆ

…………………………………..

ไนเรลกลับมาที่ห้องเขาก็เห็นดามินและเจคอบที่รออยู่เพราะไนเรลไม่กลับมาทั้งคืนพวกเขาจึงเป็นห่วง แต่ก็ยังไม่ได้แจ้งนิเรียว่าไนเรลหายตัวไป เขาอธิบายให้ทั้งสองคนเข้าใจแบบง่าย ๆ

จากนั้นก็จัดการกับสภาพของตัวเองที่เต็มไปด้วยเลือดของกิ้งก่าและคนที่เขาฆ่าไป 12 คนทันที

หลังจากอาบน้ำเสร็จเขาก็หาที่งีบหลับ แต่ไม่นานทางสำนักงานกลางของค่าย 101 ก็ส่งคนมาหาเขา

ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง! ติ๊งต่อง!

เขาเปิดประตูออกไป ก็เจอกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลกลางที่มาพร้อมกับตำรวจ 2 นาย “สวัสดีครับ ผมพีทเจ้าหน้าที่จากส่วนรัฐ”

ไนเรลมองไปที่พีทจากนั้นก็เชิญเขาเข้าไปด้านใน

“นี่คือตั๋วอาหารมูลค่า 200,000 ของคุณ ส่วนเนื้อกลายพันธุ์ในส่วนของคุณเราได้จัดเก็บมันไว้ในโกดังให้แล้ว แต่ตรงส่วนนี้คุณจะต้องเสียค่าเช่าเพื่อแช่เย็นเนื้อเหล่านั้น” พีทอธิบายและส่งลูกกุญแจมาให้มันคือกุญแจของโกดังนั้นเอง

เขาแค่พยักหน้าตอบและหยิบกุญแจมา แต่เมื่อมองไปที่พีทดูเหมือนเขาจะต้องการพูดบางอย่าง

“คุณยังมีเรื่องอะไรอีกหรือไม่?” ไนเรลถามออกมา

พีทรีบพูดทันที “ผมได้รับคำสั่งให้มาถามคุณว่าต้องการจะขายหนังงูกลายพันธุ์หรือไม่ ทางเรายินดีรับซื้อในราคาที่คุณพอใจอย่างแน่นอน ถ้าคุณสนใจก็ติดต่อมาตามที่อยู่นี้ได้เลย” เขาส่งนามบัตรสีขาวให้กับไนเรล

หลังจากนั้นพีทก็ขอตัวกลับไป ไนเรลหยิบนามบัตรขึ้นมาดูมันเป็นของบริษัทยักษ์ใหญ่เอกชนแห่งหนึ่ง

บริษัทพาราซัส เป็นบริษัทและกลุ่มนายทุนข้ามชาติขนาดใหญ่ ควบคุมการวิจัยด้านยา พันธุ์พืชและสัตว์ อีกทั้งยังมีบริษัทลูกที่จัดการด้านอาวุธและอื่น ๆ อีก

“ดูเหมือนว่าในครั้งนี้คนของรัฐบาลบางส่วนก็ยังถูกซื้อตัวไปเช่นเคย” ไนเรลพึมพำออกมา มันไม่ได้มีแค่บริษัทเอกชนที่ต้องการเข้ามาควบคุม ตอนนี้แม้แต่พวกผู้มีอิทธิพลต่าง ๆ ก็ทำการดึงตัวและเข้ามาหาผลประโยชน์ บางกลุ่มถึงกับแอบตั้งกลุ่มและกองกำลังของตัวเองอย่างลับ ๆ เพื่อรอโอกาส

ถึงรัฐบาลรู้แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะพวกเขาก็ยังต้องการ คนเหล่านี้ในการสนับสนุนในด้านทรัพยากรและกำลังคน

ตอนนี้มันกลายเป็นเกมการเมือง ระหว่างราชาและพ่อค้า ถ้าทหารราชาอ่อนแอเมื่อไหร่ พอค้าก็จะใช้เงินจัดการสังหารราชาและกลายเป็นราชาซะเอง

ในช่วงบ่ายยังคงมีคนจากกลุ่มต่าง ๆ มาหาเขาแม้แต่นักเลงที่มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงหนุนหลังก็ยังมาข่มขู่เขา แต่มันก็โดนจัดการซะอยู่หมัด

ด้วยความลำคานเขาจึงออกไปข้างนอก โดยที่ดามินเจคอบ1และแมวน้อยกับเจ้าคาปิบาราตามมาด้วยพวกเขาจะไปหาที่อยู่ใหม่กัน

ที่นี่เป็นเขตที่พักของเจ้าหน้าที่ รัฐสามารถเช่าได้เท่านั้น และคนที่อยู่ที่นี่ก็เป็นครอบครัวหรือญาติของเจ้าหน้าที่รัฐ

มันต่างกันกับส่วนอื่น ๆ ของค่ายมาก ที่นี่มีตำรวจคอยดูแลอยู่ตลอด ไม่มีคนเร่ร่อนหรือขอทานเลยแม้แต่น้อย

เขาสามารถซื้อบ้านหลังนี้ได้โดยใช้ชื่อน้องสาวแต่ดูเหมือนเธอกำลังอยู่ในหน่วยฝึกเขาจึงจัดการทุกอย่างแทน

ตกเย็นเขาก็ออกไปข้างนอกคนเดียวเพื่อไปหาเมสัน

โดยเดินผ่านส่วนที่เป็นโรงงานอุตสาหกรรม และเขตก่อสร้าง ซึ่งตอนนี้ยังมีคนงานกะดึกทำงานกันอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะส่วนของกำแพงที่ยังสร้างอยู่ และโรงงานทำเหล็กรางรถไฟ

เขาผ่านเขตที่คนธรรมดาอยู่ มันดูแออัดและสกปรกเป็นอย่างมาก แต่ในขณะเดียวกันมันก็เป็นย่านที่คึกคักและมีสีสันที่สุดในค่ายเพราะมันมีผับบาร์ ร้านเหล้า และบ่อนการพนันที่ถูกควบคุมโดยพวกใต้ดิน

“คนพวกนี้ช่างฟุ่มเฟือย” ไนเรลมองไปที่เหล่านี้ และในตอนนั้นเองสาวขายบริการคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหาเขา

ตอนที่ 23 ฆ่าคน

ตอนนี้ตัวไนเรลเต็มไปด้วยเลือดและเมือกจากสมองของกิ้งก่ายักษ์กลายพันธุ์ เขาดึงดาบออกมาอย่างช้า ๆ แล้วใช้มือล้วงเข้าไปในรูบนหัวของกิ้งก่ายักษ์

หลังจากใช้มือควานหาอยู่สักพัก เขาก็เจอกับก้อนกลม ๆ ขนาดเท่ากำปั้นกับเด็กทารก มีเนื้อเยื่อบางส่วนติดอยู่ที่ผิวของมัน เขาใช้เสื้อเช็คจนสะอาด

“เจอแล้วแก่นพลังงาน ATP” โดยไม่รอช้าเขารีบกินมันทันที หลังจากที่พยายามกลืนมันลงไปอยู่สักพัก กรมพลังงานก็เริ่มละลาย กลายเป็นเหมือนกับของเหลว พลังงานที่อยู่ภายในจำนวนมหาศาลถูกเซลล์ในร่างกายของเขาดูดซับอย่างต่อเนื่อง

เซลล์ของเขาดูดซับพลังงานและปลดปล่อยออกไปในทุกส่วนของร่างกาย กระบวนการนี้เกิดขึ้นซ้ำ ๆ บ่อยครั้ง

เครื่องวัดระดับพลังงานเซลล์ที่ข้อมือของเขาตัวเลขมันก็เริ่มเปลี่ยนไปจนหยุดลงและคงที่ 160 หน่วย

พลังงานภายในเซลล์ของงานเขาเพิ่มมาประมาณ 50 กว่าหน่วย พลังงานภายในเซลล์มากกว่า 500 ถึงจะเลื่อนไปอีกระดับหนึ่งได้

“คงต้องกินแก่นพลังงาน ขั้น 2 อีกสัก 7 ชิ้น ถึงจะเลื่อนไประดับสีน้ำตาล” ถึงเขาจะพูดแบบนั้นแต่การที่จะได้แก่นพลังงานอีก 7 ชิ้นคงไม่ใช่เรื่องง่าย ไนเรลเดาว่าคงต้องฆ่าสัตว์กลายพันธุ์ ขั้น 2 ไม่ต่ำกว่า 100 ตัว

แต่ถึงอย่างไรเขาก็มีวิธีที่ดีกว่านั้นก็คือการกินเนื้อกลายพันธุ์ไปเรื่อย ๆ

แล้วตอนนี้เขาก็ไม่ต้องกังวลเพราะว่าภูเขามีเนื้อกิ้งก่ายักษ์กลายพันธุ์อยู่ข้างหน้าเขาแล้ว

ไนเรลใช้เวลาปรับตัวอยู่สักพักกับพลังที่เพิ่มขึ้นมา

และก็ลองกินเนื้อกิ้งก่ายักษ์ในทันที โดยที่ไม่ได้สนใจพิษเลยแม้แต่น้อย ด้วยความสามารถ [ดูดซับความสามารถ ???] ทุกอย่างที่กินลงไปจะถูกความสามารถนี้จัดการดังนั้นจึงไม่น่าจะเป็นอันตรายต่อเขาแล้วมันก็เป็นอย่างที่คิด

คำแรกที่เขากัดเข้าไป น้ำลายของไนเรลก็ไหลออกมา ความสามารถ [ดูดซับความสามารถ ???] ได้กระตุ้นต่อมความหิวของเขาจนไม่สามารถควบคุมได้ ในหัวของไนเรลมีแต่คำว่ากิน ต้องกินมันเท่านั้น

เขาชี้จะชอบเนื้อดิบ ๆ ของกิ้งก่ากลายพันธุ์ ขั้น 2 กินอย่างเอร็ดอร่อย

แมวน้อยเองก็ไม่รอช้า กินเนื้อของกิ้งก่ากลายพันธุ์เช่นกัน ไม่รู้ว่าเป็นเพราะความสามารถหรือร่างกายที่พิเศษของอสูรกันแน่มันจึงสามารถต้านทานพิษที่อยู่ในเนื้อได้

ไนเรลกินแล้วก็กินหลังจากที่ [ดูดซับความสามารถ ???] จัดการย่อยสลายเนื้อที่อยู่ในกระเพาะของเขาจะหมด เขาก็จะกินต่อทันที

รอยสักรูปใบไม้ที่งอกออกมาจากคริสตัลที่อยู่บริเวณหน้าอกของเขาค่อยๆกลายเป็นใบไม้เต็มใบเล็กทีละน้อย

เขากินต่อไปโดยไม่หยุด ตรงส่วนไหนที่เหนียวจนกัดไม่เข้า เขาใช้ความสามารถ [กัดแทะ (หนูกลายพันธุ์) F] ช่วยซึ่งมันก็จัดการส่วนที่เหนียวและเเข็งได้เป็นอย่างดี

มันแสดงให้เห็นว่าทุกความสามารถมันมีข้อดีของตนเอง

“ในที่สุด…!!!” ความรู้สึกของความสามารถใหม่ที่เพิ่มเข้ามาเด่นชัดมาก ไนเรลเปิดเสื้อออก เผยให้เห็นรอยสักใบไม้ที่เพิ่มขึ้นมาจนเต็มใบแล้วในบริเวณหน้าอกของเขา

โดยไม่รอช้าขอทดสอบความสามารถใหม่นี้ทันที ผิวหนังของเขาเริ่มเปลี่ยนกลายเป็นเกล็ดแข็ง ตามข้อศอก หัวเข่า ส้นเท้า เล็บ หัวไหล่ไหล่ทั้งสองข้างและบริเวณแผ่นหลัง มีหนามแหลมงอกออกมาคล้ายใบมีด ส่วนสูงเพิ่มเป็น 2 เมตรกว่า

ตอนนี้เขากลายเป็นมนุษย์กิ้งก่าไปแล้ว ไม่สิมนุษย์มังกรมากกว่า ทำไมสีผิวของเกล็ดก็เริ่มเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อม

“สุดยอด นี่สินะคือความสามารถประเภทกลายร่าง” เขารู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก

[กิ้งก่ายักษ์ B] เปลี่ยนร่างเป็นกิ้งก่ายักษ์ ผิวหนังกลายเป็นเกาะป้องกัน มีหนามแหลมและกรงเล็บงอกออกมาตามข้อต่อของร่างกาย

เขายังไม่ได้ใช้ความสามารถในการกลายร่างอย่างเต็มที่แต่ในสภาพนี้มันถูกเรียกว่า ‘อมนุษย์’

ถึงอย่างไรสรีระของมนุษย์ก็เหมาะสมกับการต่อสู้และเขาก็ถนัดในการควบคุมร่างกายแบบนี้มากกว่า

“ถ้าใช้ความสามารถ [กิ้งก่ายักษ์ B] พร้อมกับ ความสามารถ [พละกำลัง 50 เท่า (มดกินเหล็ก) B] แล้วละก็……”

ไนเรลไม่รอช้าเขาใช้ความสามารถทั้งสองอย่างพร้อมกัน ลองเปิดเข้าไปที่ต้นไม้ใหญ่อย่างแรก

ตูม!

หมัดของเขาทะลุเข้าไปในเนื้อไม้จนสุดแขน ต้องไม่ลืมว่าต้นไม้เหล่านี้ถูกวิวัฒนาการ กลายพันธุ์จนผิวและเนื้อไม้มีความแข็งแรงเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก

แต่หมัดของเขาก็ยังต่อยมันทะลุ ถ้าเปลี่ยนเป็นร่างกายของมนุษย์ละก็มันคงจะเหมือนกับเอาหินไปทุบไข่อย่างแน่นอน

“เราคงจะกลายเป็นตัวประหลาดในอีกไม่ช้า” ไนเรลพูดพร้อมกับที่ร่างกายของเขากลับมาเป็นเหมือนเดิม

เขามองไปที่ร่างของกิ้งก่ายักษ์ค่าของงูยักษ์เช่นกันว่าจะทำอย่างสุดท้ายไนเรลก็ตัดสินใจเอาไปแต่ร่างของกิ้งก่ายักษ์กลับไปด้วยเท่านั้น ส่วนงูยักษ์เขาก็เอาไปแค่บางชิ้นส่วนหลังจากที่กินเนื้อของมันและได้ความสามารถ [ตรวจจับความร้อน C]

โดยตัดเอาเขาสองคู่ เขี้ยวของมันอีกสองชิ้น และหนังของมันที่ยาวและใหญ่เป็นอย่างมาก ส่วนแก่นพลังงานนั้นเขาลองหาดูแล้วแต่ไม่มี ถึงยังไงเขาก็ไม่ได้คาดหวังกับมันมากอยู่แล้ว

การที่จะเจอแก่นพลังงานสักชิ้นในสัตว์กลายพันธุ์ขั้นที่ 2 ก็ถือว่าโชคดีมากแล้ว

กว่าจะจัดการพวกนี้เสร็จดาบยาวทังสแตนเขาก็เสียหาย บิดงอไปเยอะพอสมควร จนเขาต้องกลายร่างเป็นร่างไม่ใช่กรงเล็บในการจัดการกับหนังของงูยักษ์ต่อ

“เสร็จสักที” ไนเรลปาดเหงื่อบนใบหน้า ที่ต้องลากซากยิ่งห่างจากพื้นที่ ที่หนักเกือบ 2 ตันออกมาจากป่านั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย

เขาใช้พละกำลังไปเกือบ 10 เท่าและใช้ท่อนไม้เป็นหมอนรองลากมันออกมาจากป่าและเอาขึ้นรถ

“หวังว่ามันจะทนได้จนถึงค่ายลี้ภัยนะ” เขามองไปที่รถยนต์ซึ่งตอนนี้ แหนบมันโค้งงอจนดูน่ากลัว

“ไปกันเถอะ” ไนเรลเรียกแมวน้อยและเจ้าคาปิบาราที่พยายามแบกกระต่ายแดงแล้วเนื้องูยักษ์อย่างทุลักทุเล

เขาพยายามบอกกับมันแล้วว่าไม่ต้องเอากลับไปก็ได้แต่มันก็ตอบกลับมาว่า “แม้ว ๆ ๆ มิ้ววว ง่าวว (มันคือส่วนแบ่งของมะลิ) ”

ไนเรลได้แต่ส่ายหัวและคิดว่ามันไปเอานิสัยขี้งกแบบนี้มาจากใคร

ท้องฟ้าเริ่มมืดลงในขณะที่เขาขับรถออกไปช้าๆ อย่างกับเต่าคลาน ขับออกมาได้ประมาณ 100 กิโลเมตร เขาก็ไม่มีทางเลือก ได้แต่จอดพักกลางคืนข้างทาง

เขาก็ยังเอาเนื้อของกระต่ายแดงเป็นมื้อเย็น และเจ้าแมวน้อยก็บ่นออกมาว่าไนเรลแย่งส่วนแบ่งของมัน เขาจึงบอกมันไปว่าแลกกับเนื้อกิ้งก่ายักษ์ก็แล้วกัน มันจึงได้หยุดบ่นและมากินเนื้อกระต่ายแดงย่างกับเขา

หลังจากจัดการมื้อเย็นเสร็จแล้ว

ในค่ำคืนนี้เขาก็เลือกที่จะนอนพักที่ด้านข้างของรถโดยมีกองไฟที่ก่อไว้อีก 1 กอง ส่วนเจ้าแมวน้อยและคาปิบารามันก็นอนอยู่ในตัวรถที่ดูเหมือนว่าจะโดนกิ้งก่ายักษ์นอนทับไว้ไม่มีผิด

ดวงจันทร์ลอยอยู่กลางท้องฟ้าแสงของมันส่องผ่านเมฆสีแดงที่มืดครึ้ม เมฆเหล่านี้เกิดมาจากควันไฟ ระเบิด และสารเคมีต่างที่ออกมาจากเมืองที่ถูกทิ้งร้างไปแล้ว

ในขณะที่กองไฟเริ่มมอดดับลง ไนเรลก็ลืมตาขึ้นมาทันที แต่ไนเรลก็ยังไม่ได้ขยับตัวและแกล้งนอนต่อ

ในสายตาของเขาด้วยความสามารถ [ตรวจจับความร้อน C] ทำให้ตรวจจับความร้อนของร่างกายมนุษย์ ได้ 12 คน และซอมบี้อีกสองตัวที่เดินหลงฝูงตามมาด้วย

คนทั้ง12 เหมือนกับหิ่งห้อยในกลางคืน แมวน้อยเองก็ดูเหมือนจะรู้สึกตัวแล้วด้วย แต่มันเชื่อว่าไนเรลจัดการได้สบายจึงนอนต่อ

กองไฟที่เริ่มมอดดับลงอย่างช้า ๆ ก็ทำให้แสงสว่างบริเวณโดยรอบมืดลงไปอีก

คนพวกนั้นค่อยๆ ขยับเข้ามาใกล้ตรงที่เขานอนอย่างช้า ๆ มันค่อยหันกระบองปืนจ่อไปที่เขา

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

กระสุนปืนถูกยิงรัวออกมา ควันที่ลอยออกจากปากกระบอกปืน ชายคนที่ยิงร้องออกมาด้วยความดีใจ

“เสร็จละ ฮ่า ๆ ๆ!!!”

“ก็บอกแล้วไงว่างานง่าย ๆ”

“ดูเนื้อกิ้งก่ายักษ์ตัวนี้สิ มันต้องมีน้ำหนักไม่ต่ำกว่า 2000 แน่ ๆ”

คนที่เหลือเดินออกมาจากความมืด พากันมามุงดูซากกิ้งก่ายักษ์โดยไม่สนใจไนเรลที่พวกเขายิงตายไป

ด้วยความที่กองไฟเริ่มดับลงแล้วบริเวณนั้นจึงมืดเหลือแค่แสงจันทร์ที่พอจะมองเห็นเท่านั้น

หนึ่งในคนที่อยู่ในกลุ่มจึงเดินไปหยิบฟืนใส่ กองไฟและเขาก็หันไปมองที่ที่ไนเรลตาย

แต่ปรากฏว่าร่างของเขาหายไป

“เฮ้ย!! แล้วศพของคนที่นายยิงตายอยู่ไหนวะ?”

“ก็อยู่ตรงนั้นไง ไอ้โง่!” ชายคนนั้นด่าออกมาด้วยความหงุดหงิด ที่ถูกขัดจังหวะในขณะที่กำลังอารมณ์ดี

แต่เมื่อเขาเดินมาดูก็ต้องตกใจเพราะตอนนี้ศพของชายที่เขาคิดว่ายิงตายไปแล้วมันกับหายไป “ซวยละสิมันยังไม่ตาย”

“ทุกคนระวัง มันยังไม่ตาย!!!”

ทั้งกลุ่มหันหลังเข้าหาตัวรถและจ่อปืนออกไปบริเวณรอบ ๆ ทันที

พวกเขาพากันนิ่งเงียบรอให้ไนเรลออกมา

แต่ดูเหมือนยิ่งรอมันก็ยิ่งมีแต่ความเงียบและสายลมที่พัดไปมา

และทันใดนั้นเองก็มีร่างที่พุ่งเข้ามาใส่ชายหนึ่งในคนในกลุ่ม

“ตาย!!!”

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ

ร่างของคนที่พุ่งเข้ามาถูกกระสุนยิงตายทันที แต่เมื่อพวกเขาออกมาดูใกล้ ๆ ปรากฏว่า มันเป็นซอมบี้

“อ้าคคค” ซอมบี้อีกตัวร้องด้วยความหิวกระหาย เดินออกมาจากป่าอย่างช้า ๆ

“เชี่ยเอ๊ย มันคือซอมบี้” ชายคนหนึ่งเดินออกจากกลุ่ม ใช้ปืนยิงไปที่หัวซอมบี้จนตายและเขาก็หันมากล่าวว่า “มันคงกลายเป็นซอมบี้เดินหายไปแล้วมั้ง”

แต่ยังไม่ทันที่เขาจะพูดขาดคำก็สังเกตเห็นความผิดปกติ เพราะคนในกลุ่มของเขามันน้อยลงไป

“เฮ้ย คนหายไปไหนอีกสองวะ!!!” ทุกคนรีบหันไปมองพวกของตัวเองและเพื่อนด้านข้าง

“1 2 3 4 5 6 7 8 9 เชี่ย…หายไปสาม”

“หาดูเร็ว!!!”

เมื่อพวกเขาเดินไปอีกฝั่งของตัวรถก็เจอกับรอยเลือดที่ลากร่างทั้ง3 เข้าไปในป่าข้างทาง

ทันใดนั้นก็มีร่างของหนึ่งในกลุ่มพวกเขาเดินออกมาด้วยสถาพที่เต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์

ปัง! ปัง! ปัง! แต่ด้วยความที่มันมืดเขาจึงถูกคนในกลุ่มตัวเองยิงไม่เลี้ยงในทันที

“หยุดยิงนั้นมันวิล ฉิบหายแล้วเขาตายแล้ว” คนในกลุ่มรีบไปช่วยเขา แต่ไม่ทัน ถึงแบบนั้นก่อนตายวิลก็พยายามชี้ไปที่ บนซากของกิ้งก่ายักษ์ทุกคนมองและเห็นร่างของอมนุษย์สูงสองเมตรกว่า ๆ ยืนอยู่

“ด้านบนยิงมัน!!!”

กระสุนจำนวนมากยิงมาที่เขา ไนเรลไม่ได้สนใจ เขากล้มลงไปใช้กรงเล็บแทงไปที่ปลายคางของอีกคนที่ตอบสนองช้าสุดกระชากหัวและกระดูกสันหลังออกมาพร้อมกัน จากนั้นเขาก็กระโดดลงมาใช้ปลายเท้าที่มีหนามแหลมเตะไปที่หัวของชายอีกคน หนามแหลมทะลุหัวชายคนนั้นตายคาที่ทันที

“สี่ ห้า” เสียงของไนเรลดังออกมา มันเหมือนกับเป็นการบอกว่าจะมีศพที่หก

เขาจะไม่มีความเมตตากับพวกหรือใครที่พยายามฆ่าเขาเด็ดขาด

ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก พวกที่เหลือถึงกับกลัวเป็นอย่างมากและคิดว่าพวกเขาไปยั่วโมโหสัตว์ประหลาดอะไรกัน

ที่เหลืออีกเจ็ดคนยิงไปที่ไนเรลไม่ยั้งจนกระสุนหมดแม็กแต่ว่าไนเรลก็จัดการอีกสองคนได้อย่างง่ายดายโดยการใช้กรงเล็บแทงไปที่ท้อง ไส้ของพวกมันไหลออกมา ร่างของสองคนล้มลงตายไปอย่างง่ายดาย

ไนเรลโยนศพทั้งสองใส่กองไฟจนมันดับลง

ทุกอย่างเข้าสู่ความมืดมิด แต่สำหรับเขาที่มีความสามารถ [ตรวจจับความร้อน C] จึงมองเห็นพวกมันได้อย่างชัดเจน

“อ๊าค ๆ ๆ”

“อย่า ๆ!!”

“ไม่ ๆ!! ไว้ชีวิตฉันด้วย”

แสงของปืนที่ถูกยิงสว่างเป็นจังหวะตามเสียงของปืน และเสียงร้องที่ดังออกมาเป็นระยะพร้อมกับเสียงพูดของไนเรลที่นับตัวเลขไปเรื่อย ๆ

จนในที่สุดก็ถึงเลข 11 ….

ชายที่เป็นคนถามหาศพของไนเรลในตอนแรก ตอนนี้เขาสั่นไปด้วยความกลัว เขาทิ้งปืนและนั่งกอดเข่าหลังพิงรถด้วยความกลัวตาย ตั้งแต่ที่ไนเรลนับไปเลขทั้ง 8 แล้ว

“ผมขอโทษ ๆ อย่าฆ่าผมเลย ผมยังไม่อยากตาย” เสียงของเขาพูดและร้องไห้ด้วยความสั่นกลัว ของเหลวที่ไหลออกมาจากหว่างขาส่งกลิ่นเหม็นเป็นอย่างมาก

ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงที่หยุดยืนอยู่ตรงหน้า มันคือไนเรลที่ตัวเต็มไปด้วยเลือดนั้นเอง

ตามตัวของเขามีรอยแดงเล็ก ๆ จากกระสุนที่ยิงโดนเกล็ดซึ่งเป็นกระอย่างดี ไนเรลกล้มหน้ามองไปที่ชายคนนั้นและถามออกมา

“นายเป็นใคร มาจากค่ายไหน และมาทำอะไรแถวนี้” เขาถามออกไปด้วยเสียงที่เยือกเย็นยิ่งกว่าอากาศรอบข้างเสียอีก

ตอนที่ 22 ศึกสองมังกร

เจ้าแมวน้อยเตรียมตัวไปเป็นเหยื่อล่อของกระต่ายแดงกลายพันธุ์ แต่มันก็คิดว่าควรที่จะแสดงให้เหมือนมากที่สุด ให้สมกับที่ท่านแมวน้อยออกโรง

ดังนั้นมันจึงเปิดกระเป๋าข้างหลังของธีโอ และหยิบซอสมะเขือเทศออก

ไนเรลถึงกลับงง? เมื่อเห็นเจ้าแมวน้อยหยิบซอสมะเขือเทศทาไปตามตัวให้เหมือนกลับเลือด และที่งงกว่าคือมันมีซอสมะเขือเทศในกระเป๋าธีโอ?

“แม้วๆๆ เมี้ยว มี้ ม้าว แม้ววววว! ม้าว มิ้วววว… (คุณยายชอบดูละคร มะลิก็จำมาจากในละคร เห็นใช้ได้ผลทุกครั้ง) ” แมวน้อยอธิบายเมื่อเห็นสีหน้าของไนเรล

“เมี้ยวๆๆๆ มี้ ง้าวว มี้ ม้าวววว (ส่วนซอสนี้เจ้าธีโอมันชอบกิน) ”

หลังจากฟังแมวน้อยอธิบายเขาก็ได้แต่พยักหน้า

ทำไม่เจ้าสองตัวนี้มันมีพฤติกรรมแปลก ๆ ปกติอสูรจะไม่ค่อยชอบมนุษย์เป็นอย่างมากและบางพวกก็จะชอบออกล่ามนุษย์เป็นหลักด้วย

‘อาจจะเป็นเพราะว่าทั้งสองตัวถูกเลี้ยงโดยมนุษย์ก็ได้’ ไนเรลกำลังคิดอยู่เจ้าคาปิบาราก็ใช้หัวของมันสะกิดเขาเพื่อเป็นสัญญาณว่าแมวน้อยออกไปแล้ว

เขาก็รีบหาที่แอบและคอยจังหวะตามแผนที่ตกลงไว้ทันที

แมวน้อยเริ่มแสดงละครตามความคิดของมันทันที มันค่อย ๆ เดินเจ็บขา ออกไปหาเจ้ากระต่ายแดงกลายพันธุ์

ด้วยขนาดตัวที่เล็ก แมวน้อยจึงต้องใช้ความพยายามสักเล็กน้อยให้กระต่ายแดงกลายพันธุ์สังเกตเห็น

“แมววววว !!!” เสียงของมันดูเสแสร้งเป็นอย่างมาก เขาถึงกับคิดว่ากระต่ายแดงมันจะหลงกลหรือ แต่เหลือเชื่อมันได้ผล

เมื่อกระต่ายแดสังเกตเห็นแมวน้อย มันก็ติดกับอย่างง่ายดาย และรีบกระโดดพุ่งมาหาแมวน้อยทันที สัตว์ตัวเล็กที่ล่าได้ง่ายแบบนี้จะหลุดมือไป

แมวน้อยถึงกับตกใจวิ่งไปตามทางที่ตกลงไว้ด้วยขาที่สั่นทั้ง4 แต่ความเร็วของมันช้าอย่างกับคานเมื่อเทียบกับความเร็วในการกระโดดของกระต่ายแดงกลายพันธุ์

ถึงแบบนั้นมันก็ยังลากเจ้ากระต่ายแดงกลายพันธุ์มายังจุดที่ไนเรลซุ่มอยู่ได้

ในจังหวะที่มันกำลังจะกระโดดกับเจ้าหนูน้อย ไนเรลก็โผล่ออกมาตวัดดาบฟันไปกลางลำตัวของมันยังกับลูกเบสบอล

ร่างของมันขาดครึ่งทันทีเมื่อโดนกับดาบ เหตุผลก็มาจากพละกำลังในการเหวี่ยงดาบนี้ของเขาที่มากเกินไป

“สงสัยต้องใช้แรงให้น้อยลง” เขาพูดและมองไปที่ร่างของกระต่าย ไส้ของมันไหลออกมากระจายไปทั่ว

หลังจากนั้นไนเรลและแมวน้อยก็จัดการล่ากระต่ายแดงกลายพันธุ์พวกนี้ต่อ ดูเหมือนว่าที่นี่จะเป็นที่อยู่ของพวกมันเพราะเขาหาไม่นานก็เจออีกตัวและอีกตัว

แต่ในตอนนั้นเองที่เขาเจอกลับรอยลากแปลก ๆ บนพื้นใบไม้

เมื่อตามไปจนเจอมันคืองูขนาด 5 เมตรที่นอนพักผ่อนอยู่หลังจากที่กินมา แต่ทันทีที่มันได้กลิ่นของไนเรลมันก็ลืมตาขึ้นมาด้วยความกระหายที่จะกินเขา

บางครั้งสัตว์นักล่าพวกมันก็อยากจะล่าและกินมากขึ้นเพื่อวิวัฒนาการไม่ต้องพูดถึงไนเรลที่มีกลิ่นหอมน่าเย้ายวนในสายตาของงูเห่ากลายพันธุ์ขั้น 1 นี้

มันเริ่มแผ่แม่เบี้ยออกมา และส่ายไปมา

“ระวังอย่าไปมอง!!!” ไนเรลพูดยังไม่ทันจบก็ถึงกับเวียนหัวเล็กน้อยเขาพยายามดึงสติของตัวเองโดยการกัดไปที่ลิ้น

นั้นจึงทำให้เขาได้สติ เขารีบมองไปที่อื่นเพื่อไม่ให้โดนสะกดจิดอีก

ส่วนเจ้าแมวน้อยมันมีความสามารถพลังจิตอยู่แล้วดังนั้นจึงต้านทานได้ ส่วนเจ้าหนูคาปิบารามันก็กินพืชแถวนั้นไม่สนใจอะไร

ไนเรลถึงกับหมดคำพูด นี่เขาอ่อนกว่าเจ้าสองตัวนี้อีก

งูเห่ากลายพันธุ์เห็นว่าการสะกดจิตของมันไม่ได้ผลมันก็เลื้อยเข้ามาทันทีหมายจะฉกเขาให้ได้

แต่มันก็พลาดไปเพราะไนเรลกระโดดหลบไปด้านข้างทันทีพร้อมกับใช้ดาบฟันลงไปกลางหลังของมัน แต่เกล็ดของมันหนาเกินไปดาบกระเด้งออกมาทันที

ถึงแบบนั้นแรงที่ฟันไปก็ยังอยู่ ร่างของมันขดไปมาด้วยความเจ็บ เมือเห็นว่าดาบทังสแตนยังฟันมันไม่เข้าเขาจึงได้แต่ใช้

[นิ้วเหล็กในพิษ (ต่อหัวเสือกลายพันธุ์) A]

นิ้วชี้ของเขาเปลี่ยนเป็นเหล็กในแหลม จากนั้นเขาก็ต่อยไปที่เกล็ดของมันแบบย้อนศร

เหล็กในแทงเข้าไปอย่างง่ายดายพร้อมกับฉีดพิษเข้าไปเขาสามารถรู้สึกถึงมันได้

ทันทีที่พิษเข้าไปมันก็ดิ้นไปมา เนื้อบริเวณนั้นเริ่มไหม้อย่างช้า ๆ

“ยังไม่ตายเหรอ” เขาขึ้นไปค่อมและล็อคหัวของมันไว้ ใช้ดาบทุบไปที่หัวของมันอย่างแรงอีกหลายทีเกล็ดของมันเริ่มที่หลุดออก เข้าใชตาบแทงไปที่ลูกกระตาของมัน

ร่างของงูเห่าบิดไปมาและก็แน่นิ่งลงไป

เฮ้อ! ไนเรลถอนหายใจ ในที่สุดมันก็ตายแต่เขารู้สึกแปลก ๆ เพราะเจ้าสองตัวมันหมุนตัวไปมาขู่ ไปรอบ ๆ

“เกิดอะไรขั้น?” เขาหาเจ้าแมวน้อย

“เมี้ยวๆ (บางอย่างอันตรายมาก) ” แมวน้อยตั้งท่าสู้เต็มที่

รอบ ๆ ต้นไม้ใหญ่เริ่มสั่นไหว ร่างสีดำยาวเหยียดเลื้อยไปมาอย่างน่าสยดสยอง มันคืองูเห่ากลายพันธุ์ ขั้น 2 ตัวมันใหญ่มาก ยาวกว่า 20 เมตร

“ถอยเร็ว” เขารีบถอยหลังไปชนกับต้นไม้ทันที

มันพยายามบีบพวกเขาให้เข้ามุมแต่ไนเรลก็ไม่มีทางเลือกต้องถอยเข้าไป

“เมี้ยว (ด้านบน) !!!”

ตูม!!!

แต่ทันในนั้นหัวของมันก็โผล่ออกมาจากด้านบน

มันเป็นงูเห่ายักษ์กลายพันธุ์ที่บนหัวของมันมีเขาสีดำยาวงอกออกมาสองข้าง เกล็ดของมันดำทมิฬดังความมืด

ด้วยการเตือนของแมวน้อยเขาจึงหลบการโจมตีของมันทันที ถึงงูเห่ายักษ์จะโจมตีพลาดแต่หัวของมันก็เปลี่ยนทิศทางและโจมตีมาทางเขา

ไนเรลหลบไปที่โพรงไม้ด้านข้าง คลานตามแมวน้อยไป งูเห่ายักษ์กลายพันธุ์ก็ยังไม่ลดความพยายามมันเลื้อยตามเข้ามา

เขารีบออกมาจากท่อนไม้ส่วนหัวของงูเห่ายักษ์กลายพันธุ์มันติดอยู่แบบนั้น

มันใช้ร่างกายท่อนห่างเป็นตัวถ่วงน้ำหนักยกท่อนหัวที่ติดอยู่ในท่อนไม้ฟาดกับต้นไม้ขนาดใหญ่เพื่อให้ไม้ที่ครอบหัวมันอยู่แตกออก

แต่ด้วยความซวยของเขาหรือความโชคร้ายของเจ้างูเห่ายักษ์กันแน่ มันดันมีกิ้งก่ายักษ์กลายพันธุ์ขั้นที่ 2 โผล่ออกมาจากไหนไม่รู้จับเขาไปที่ข้างลำตัวของงูยักษ์กลายพันธุ์

กิ่งก่ายักษ์กลายพันธุ์เกล็ดสีน้ำตาลแดงดังเปลวเพลิง หนามแหลมตามตัวที่งอกออกมาดังมังกร มันเข้าสู้กับงูยักษ์อย่างโหดเหี้ยม

ไนเรล แมวน้อย และรีบหลบหลังของต้นไม้ใหญ่ที่ล้มลงจากแรงต่อสู้ของทั้งสองตัวทันที

“บ้าเอ๊ย!!!” ตอนนี้พวกเขาติดอยู่ในการต่อสู้ของสองยักษ์ใหญ่แล้ว ถึงแม้ระดับพวกเขาและสัตว์กลายพันธุ์ทั้งสองจะเท่ากันแต่ขนาดตัวไม่ได้เท่ากันเลย

ถ้าเกิดพลาดถูกโจมตีเข้ามาสักทีมีหวังได้นอนหยอดน้ำข้าวต้มแน่

งูเห่ายักษ์ซึ่งได้รับบาดเจ็บอยู่จากการกัดของกิ้งก่ายักษ์ ฟันของมันวิวัฒนาการจนมีลักษณะของใบเลื่อย

แต่ในขณะเดียวกันกิ้งก่าก็ถูกงูเห่ายักษ์ใช้ลำตัวของมันรัดจนแน่น

“เหมี้ยววว! มี้ เเม้ววว…” แมวน้อยชี้ใช้เขาดูที่งูเห่ายักษ์และกิ้งก่ายักษ์กลายพันธุ์ มันทำท่าทางต่าง ๆ เป็นการบอกแผนที่มันคิดได้

นั้นก็คือมันจะรอให้ทั้งสองตัวสู้กันจนหมดแรงฆ่ากันตายไปข้าง และก็ให้ไนเรลจัดการใช้ความสามารถ [นิ้วเหล็กในพิษ (ต่อหัวเสือกลายพันธุ์) A] จัดการกับตัวที่ชนะ

ไนเรลเองก็คิดในแบบเดียวกัน แต่ต้องให้พวกมันบาดเจ็บหนักทั้งคู่ ไม่ว่าตัวไหนจะชนะหรือแพ้เพื่อที่ฆ่ามันได้ง่าย ๆ

ตูม!!! ตูม!!! ตูม!!!

การต่อสู้นั้นเกิดขึ้นมาได้ครึ่งชั่วโมงแล้ว แต่ยังไม่มีตัวไหนตัดสินแพ้ชนะได้

ในจังหวะนั้นเอง กิ้งก่ายักษ์กลายพันธุ์ก็ดูเหมือนจะเสียท่าให้กับท่าสะกดจิตของงูเห่ายักษ์ มันจึงถูกงูยักษ์ฉวยโอกาส ใช้ลำตัวรัดปากและตัวกิ้งก่ายักษ์ไว้แน่น

“แบบนี้ไม่ได้แล้ว ต้องทำอะไรสักอย่าง” งูยักษ์มันยังไม่ได้รับบาดเจ็บที่มาก ถ้าขืนมันชนะได้คนต่อไปที่สู้กับมันก็คงจะเป็นเขาต่อ

เขาต้องลงมือแล้ว

โดยไม่รอช้าเขาอาศัยจังหวะที่งูยักษ์เผลอกระโดดออกไปและใช้นิ้วที่เปลี่ยนเป็นเหล็กในต่อหัวเสือกลายพันธุ์ต่อยเข้าไปที่บาดแผลของงูเห่ายักษ์กลายพันธุ์ 3 ครั้งติดต่อกัน

ฟู่ กรีด ๆ ๆ ๆ!!!!!!!

งูยักษ์ถึงกับร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดคลายรัดเจ้ากิ้งก่ายักษ์ออกทันที

ด้วยความโมโหงูยักษ์หันมามองไนเรลด้วยดวงตาที่อาฆาตแค้น มันเกือบจะจัดการกับกิ้งก่านี้ได้แล้ว แต่สิ่งมีชีวิตร่างเล็กนั้นกลับลอบโจมตีมัน

แต่ขณะที่มันกำลังจะโจมตีเขา งูยักษ์ก็ถูกตบด้วยกรงเล็บของกิ้งก่าเข้าอย่างแรง ตาของมันโดนกรงเล็บจิกเข้าไปจนเลือดไหลออกมา

งูยักษ์ตกอยู่ใต้เท้าของกิ้งก่าอย่างสมบูรณ์

กิ้งก่ายักษ์เหยียบหัวของงูยักษ์และร้องคำรามออกมา ที่ประกาศถึงชัยชนะ เล็บของมันจิกผ่านเกล็ดของงูเข้าไป ส่วนกรงเล็บที่อยู่ในดวงตาของงูก็ยังแทงลึกเข้าไปเรื่อย ๆ

งูยักษ์เริ่มอ่อนแรงจากพิษของไนเรล ร่างของมันเริ่มชา เลือดไหลเวียนติดขัด ดังนั้นสภาพของมันจึงกลายเป็นเป้านิ่งให้กับกิ้งก่าจัดการอยู่ฝ่ายเดียว

“ซวยละสิ ไม่คิดว่าพิษมันจะร้ายแรงขนาดนี้” ไนเรลมองลงไปที่นิ้วที่เป็นเหล็กใน มันค่อย ๆ เปลี่ยนกลับเป็นปกติอย่างช้า ๆ

กรรร แกร่ ๆ!!! (เสียงกิ้งก่า)

มันร้องและกัดไปที่หัวของงูยักษ์กระชากตั้งแต่หัวไปจนถึงกระดูกสันหลังและแผลที่ถูกพิษของไนเรล ร่างของงูขาดครึ่งตาย ปิดฉากการต่อสู้นี้ลง

กิ้งก่ายักษ์มองมาที่ไนเรล ด้วยดวงตาที่ดุดัน มันไม่ได้สนใจเลยว่าเขาพึ่งจะช่วยชีวิตของมัน มันกลืนหัวของงูลงไปทั้งหัวและพุ่งตรงมาที่ไนเรล

“วิ่งเร็ว…” เขาหันไปบอกเจ้าแมวน้อยและคู่หูมันแต่เมื่อหันกลับไปมองปรากฏว่าพวกมันวิ่งไปไกลแล้ว

แมวน้อยหันมาบอกกับไนเรลด้วยเสียงเล็ก ๆ ของมัน “แม้วววว มี้ แม้ววว มิ้ววว เหมียว… (จะยืนงงทำอะไร? วิ่งสิเร็ว) ”

ไนเรลวิ่งสุดชีวิตพร้อมกับด่าเจ้าแมวน้อยไปด้วยที่ไม่ยอมเรียกเขา

หนึ่งคน สองอสูรวิ่งกันไปที่ผาหิน มันมีรอยแตกขนาดใหญ่พอให้คนสองคนเบียดตัวเข้าไปหลบได้อยู่

แมวน้อยและเจ้าคาปิบารามุดเข้าไปหลบทันที ส่วนไนเรลก็ไม่รอช้าเข้าไปหลบตามแมวน้อยไปติด ๆ

ตูม! ตุบ!

กิ้งก่ายักษ์ชนเข้าไปอย่างแรง มันถึงกลับส่ายหัวไปมาด้วยความมึนงง มันมองไนเรล เหยื่อของมันที่หลบไปในซอกหิน

แต่ดูเหมือนมันจะยังไม่ยอมแพ้ใช้กรงเล็บข่วนไปที่หินอย่างต่อเนื่อง

กรงเล็บตรงกลางของมันเข้าไปในซอกหินได้ ตบลงไปเฉี่ยวขาของไนเรลไปเล็กน้อย

เขารีบใช้ดาบทังสแตนยันกรงเล็บไว้ จากนั้นก็ใช้มีดสั้นทังสแตนแทงไปที่เนื้อบริเวณกรงเล็บอย่างไม่ยั้ง

“บัดซบเอ๊ย ฉันพึ่งช่วยแกนะ ตาย ๆ”

ดูเหมือนมันจะเจ็บจึงดังกรงเล็บออกมา

และทันใดนั้นกิ่งกายักษ์ก็ตัวเเข็งท่อ และเซไปเซมา ร่างมันแข็งค้างและล้มลง

“เกิดอะไรขึ้น?” ทั้งไนเรลและแมวน้อยโผล่หัวออกมาดูมันอย่างงง ๆ ในขณะที่เจ้าคาปิบาราก็หาพืชตามซอกหินกินไม่ได้สนใจอะไร

และทันใดนั้นกิ้งก่ายักษ์มันก็พยายามสำรอกหัวของงูยักษ์ที่กินเข้าไปออกมา และเขาก็คิดได้ มันกินเนื้องูยักษ์ส่วนที่มีพิษไป

ไนเรลไม่รอช้าใช้โอกาสที่ฟ้าประทานมาให้ กระโดดไปที่หัวของมันและแทงไปทันที

เขากระหน่ำแทงไม่ยังจนเกล็ดของมันหลุด จากนั้นก็ใช้ปืนลูกโม่ข้างเอวยิ่งซ้ำไปที่กะโหลกของมัน

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

หลังจากยิงรัวๆ ไป 5 นัดเขาก็แทงซ้ำไปอีก

ตอนนี้กิ้งก่าดูจะหมดสภาพ พร้อมกับหัวงูยักษ์ที่คายออกมาได้แล้ว มันพยายยามที่จะสะบัดไนเรลออกจากหัวของมัน แต่ก็สายไปแล้ว

ฉึก!!!!!

ดาบยาวทังสแตนในที่สุดก็แทงผ่านกะโหลกศีรษะของมันได้ ใบดาบแทงทะลุเข้าสู่สมองอันน้อยนิดของมัน

และดวงตาของมันก็หม่นแสงตายลงไปทั้งอย่างนั้น

ปิดฉากการต่อสู้ของสองสัตว์กลายพันธุ์ที่มีโอกาสวิวัฒนาการไปเป็นมังกร พวกมันได้ตายลงไปอย่างน่าเสียดาย ส่วนคนที่ยิ้มทีหลังก็กับกลายเป็นไนเรล

ตอนที่ 21 นักล่า

ไนเรลพวกมาถึงห้องที่เช่าไว้พร้อมกับของที่ซื้อมาเพื่อทำกับข้าวมื้อใหญ่ในวันนี้ กับข้าวมื้อใหญ่ถูกจัดเรียงวางไว้บนโต๊ะ ทุกคนเริ่มลงมือกินอาหารร้อนๆ ที่เพิ่งทำเสร็จใหม่ๆ โดยไม่พูดอะไรกันเลยแม้แต่คำเดียว

นี่อาจเป็นอาหารที่ถูกปรุงเสร็จใหม่ ๆ มื้อแรกตั้งแต่เกิดเรื่อง

คำแรกที่ทุกคนกินเข้าไปมันทำให้นึกถึงวันที่สงบสุขก่อนที่จะเกิดเรื่องบ้า ๆ พวกนี้ขึ้นมา

ข้าวสวยร้อนๆ หมูทอดและผัดผัก ถึงจะเป็นแค่อาหารง่าย ๆ แต่มันคือสิ่งที่ดีที่สุดที่หาได้ในโลกที่เป็นอย่างนี้ ณ ตอนนี้แล้ว

เจคอบกินไปก็ร้องไห้ไป เมื่อก่อนเขาไม่ชอบกินผัก แม่ของเขาก็พยายามให้กินผักให้ได้โดยการทำอาหารที่มีเมนูผักทุกมื้อ เขาก็จะเขี่ยมันออกแล้วกินแต่เนื้อสัตว์ในทุก ๆ ครั้ง

แต่ในครั้งนี้เขากลับเอาแต่ผักและพยายามที่จะกินมัน ถึงแม้เขาจะไม่ชอบก็ตามแต่อย่างน้อยเขาก็อยากให้ ‘พ่อกับแม่ที่อยู่บนสวรรค์รู้ว่าเขากินผักได้แล้ว พ่อกับแม่ไม่ต้องเป็นห่วง’

ทุกคนจัดการอาหารมื้อใหญ่บนโต๊ะจนหมดไม่มีเหลือแม้แต่น้อย แล้วพวกเขาก็แยกย้ายกันไปจัดการธุระของตัวเอง ไนเรลตรงเข้าไปอาบน้ำทันทีถึงแม้มันจะไม่ใช่น้ำอุ่นแต่แค่นี้ก็ดีมากแล้ว

ตกกลางคืนทุกคนก็พากันพักผ่อนกันทันที บางครั้งคนเราเมื่อเจอที่ปลอดภัยก็จะความรู้สึกเหนื่อยล้าที่สะสมไว้ภายในก็จะถาโถมออกมาโดยไม่รู้ตัว

สองพี่น้องไนเรลและนิเรียนอนอยู่ในห้องเดียวกัน โดยนิเรียนอนอยู่บนเตียงส่วนเขาเสียสละนอนที่พื้นแทน เจ้าแมวน้อยและคาปิบาร่าคู่ของมันก็นอนอยู่ที่ปลายเตียงของนิเรีย

ส่วนคนอื่น ๆ นอนอยู่อีกห้องหนึ่ง

ในขณะที่เขากำลังจะหลับนั้นอยู่ ๆ นิเรีย ก็พูดในสิ่งที่เธอตัดสินใจขึ้นมา “พี่ชายหนูจะไปเข้าร่วมกับกองทัพนะ”

เขาได้ยินอย่างนั้นก็ไม่รู้สึกแปลกใจเลยสักนิด เพราะในชีวิตก่อนน้องสาวของเขาเธอก็เข้าร่วมกับกองทัพเช่นกัน

เพียงแต่เห็นผลในครั้งก่อนก็คือพวกเขาแทบจะไม่มีกินและที่สำคัญคือต้องการไปพบพ่อกับแม่ที่ตอนนี้น่าจะอยู่ภายในเมืองใหม่

ซึ่งการที่จะไปที่เมืองแห่งใหม่ได้นั้นก็มี 2 วิธีคือ เป็นคนที่มีความสามารถที่รัฐบาลต้องการ เช่นพวกหมอ วิศวกร ช่อง โปรแกรมเมอร์หรืออาชีพอื่นที่จำเป็นในการสร้างเมืองขึ้นใหม่

และวิธีที่สองก็คือการเป็นคนของกองทัพหรือรัฐบาล

ส่วนสถานะมนุษย์ชั้นสูงนั้น ในช่วงแรกมันไม่ได้มีความหมาย หรือมีอภิสิทธิ์มากครับ เพราะอาวุธปืน ที่ทางกองทัพและรัฐบาลมีอยู่ยังคงสามารถจัดการกับซอมบี้และสัตว์กลายพันธุ์ได้อยู่

พวกเขาจึงไม่ต้องพึ่งพามนุษย์ชั้นสูง

แต่ทางรัฐบาลก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ พวกเขาไม่รู้ว่าขีดจำกัดในการเติบโตของซอมบี้หรือสัตว์กลายพันธุ์จะไปถึงขั้นไหนจึงได้จัดตั้งหน่วยมนุษย์ชั้นสูงขึ้น

เมื่อมนุษย์ชั้นสูงมันมีหลายแผนก แต่ที่เด่นจริงๆ ก็เหมือนเป็น หน่วยดาบ หน่วยโล่ และหน่วยสนับสนุน

ซึ่งนิเรียก็จะไปเข้ากับหน่วยโล่นี้นั้นเอง

“อืม ระวังตัวด้วย” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เป็นห่วง

ไนเรลคิดว่าถ้าเขาไม่มีพลัง [ดูดซับความสามารถ ???] เขาเองก็คงไปเข้าร่วมหน่วยสนับสนุนจากความสามารถ [เร่งการเจริญเติบโตของพืช F] เช่นกันเหมือนกับในชีวิตที่แล้ว

แต่ในครั้งนี้มันต้องออกไปเขามีแผนใหม่นั้นก็คือการไปเป็น นักล่า

“นอนกันเถอะ…”

ทั้งนิเรียและไนเรลต่างก็นอนหลับกันอย่างเต็มที่ผิดกับแมวน้อยที่วิ่งเล่นในห้องทั้งคืน โดยไม่รู้ว่าไปเอาแรงมาจากไหน แต่ถึงอย่างไรแมวน้อยมะลิก็ยังเป็นแมว

เช้าวันต่อมานิเรียก็ตรงไปที่กองทัพเพื่อสมัครเข้าร่วมกับหน่วยโล่ ส่วนดามอนและเจคอบก็ตามเธอไปด้วย

ไนเรลวันนี้ก่อนที่เขาจะไปลงทะเบียนเป็นนักล่าเขาก็ไปหาให้เมสันที่ตอนนี้เปิดร้านอาวุธเถื่อนโดยไม่รู้ว่าเขาชอบขึ้นสายอะไรเหมือนกัน แต่แน่นอนว่าไนเรลก็ไม่ได้สนใจเพราะทุกคนก็มีความลับผิดชอบของตัวเอง

เหตุผลพี่เขามาหาเมสันก็เพราะว่าต้องการให้จัดการกับเครื่องติดตามที่อยู่ในอุปกรณ์ตรวจวัดพลังงาน เขาก็อยากจะถอดทิ้งไปเหมือนกัน แต่เขาจำเป็นต้องใช้มันในการวัดระดับพลังงานในเซลล์เช่นกัน

สองคู่หูมะลิกับธีโอก็ตามเขาไปด้วย

หลังจากนั้นไนเรลก็ตรงไปที่แผนกลงทะเบียนนักล่า เพราะว่าตอนที่เข้ามาในค่ายลี้ภัยจำเป็นต้องมีการตรวจสอบ ในการจะออกไปก็เช่นเดียวกันจะต้องมีการลงทะเบียน

นักล่านั้นมีทั้งคนธรรมดา แล้วมนุษย์ชั้นสูงที่ไม่ต้องการอยู่ในกฎระเบียบของรัฐบาล แต่พวกเขาก็หยิ่งเกินไปที่จะไปเป็นคนใช้แรงงาน

เขามองไปรอบ ๆ ที่นี่มีคนธรรมดาอยู่เป็นจำนวนมาก บางคนก็แต่งตัวดูดีแต่บางคนก็สภาพยิ่งกว่าขอทานซะอีก คนส่วนใหญ่ในพวกนี้ไม่ได้ไปล่าพวกสัตว์กลายพันธุ์ซอมบี้อะไร แต่พวกเขาไปหาของ ของที่ใช้ได้และไม่มีเจ้าของ เช่นพวกอาหารกระป๋อง เชื้อเพลิง ยา หรือบางครั้งก็อุปกรณ์ที่ทางรัฐบาลระบุไว้

อะไรก็ได้ที่สามารถแลกเป็นตั๋วอาหาร

เพราะว่าทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครที่อยากกลายเป็นพวกหิวโซเร่ร่อน รอข้าวต้มหนึ่งถ้วยต่อวันจากรัฐบาลหรือหิวตายในตอนกลางคืน

ไนเรลมองไปที่พวกเขา พวกคนที่เคยคิดว่ามาที่ค่ายแห่งนี้เพื่อพึ่งรัฐบาล แต่ตอนนี้สายตาพวกเขาเต็มไปด้วยความผิดหวังและต้องออกไปสู้ดิ้นรนของนอกกับฝูงซอมบี้และสัตว์กลายพันธุ์ที่กระหายเลือด

ในทุก ๆ วันนักล่าพวกนี้จะรอดกลับมาไม่ถึงครึ่ง แต่ในวันต่อมาจะมีนักล่าออกไปมากกว่าเดิม

ขณะที่ไนเรลเดินเข้ามาหลายคนก็เริ่มสังเกตเห็นเขา คนพวกนี้มองไปที่ คริสตัลบนหน้าผากไนเรลและพากันซุบซิบ

บางคนมองไปด้วยความกลัวและยำเกรง บางคนมองเขาเป็นตัวประหลาด แต่ส่วนใหญ่แล้วมองด้วยสายตาที่อิจฉา

“ลงทะเบียนเป็นนักล่า” เขาไม่ได้สนใจคนเหล่านี้และเดินไปลงทะเบียนเพื่อเป็นนักล่า

หลังจากนั้นก็รับจี้แท็กที่เหมือนกับทหารมา มันไม่ใช้ยืนยันตัวตนตอนที่กลับเข้ามาภายในค่ายลี้ภัย

ซึ่งของเขาก็ต่างจากปกติที่นักล่าธรรมดาจะเป็นที่แดง แต่ของเขาเป็นสีทองเพราะเป็นพวกมนุษย์ชั้นสูง

พร้อมกับที่เจ้าหน้าที่ชี้ไปที่กฎข้อบังคับของพวกนักล่า ที่มีแค่ 4 อย่างคือ

อาวุธทุกอย่างที่หาได้จะตกเป็นของกองทัพ

เชื้อเพลิงและพลังงานที่หาได้กองทัพจะรับซื้อไว้ทั้งหมด

ของทุกอย่างที่หาได้จะถูกแบ่งให้รัฐบาล 50 %

ห้ามฆ่ากันเองโดยเด็ดขาด

ขณะที่เขาเดินออกไปเพื่อที่จะตรงไปยังประตูค่ายนั้น ก็มีกลุ่มคนเดินมาขวางเขาไว้

หัวหน้าของกลุ่มคือมนุษย์ชั้นสูง ร่างกายของเขากำยำและมีใบหน้าที่คล้ายกับหมี

ไนเรลมองไปที่คริสตัลสักษณะสามเหลี่ยม สีขาวบนหน้าผากซึ่งคริสตัลแบบนี้จะเป็นพวกที่มีพลังประเภทกลายร่าง

“เฮ้ยไอ้น้อง มาเข้าร่วมกับกลุ่มของข้าดีกว่าไหม?” บิลชายหน้าหมีถามชายหนุ่มด้วยท่าทีข่มขู่ ประมาณว่าถ้าเอ็งไม่เข้ากลุ่มข้า ข้าจะทำให้ตัวเองลำบาก

บางครั้งแม้แต่เรื่องพวกนี้ก็ยังต้องมีการแบ่งพักแบ่งพวกเช่นกัน เพราะในแต่ละพื้นที่มีของจำกัด แต่นักล่านั้นมีมาก

ไนเรลไม่ต้องการเข้ากลุ่มแล้วไปเป็นลูกน้องของใคร ที่สำคัญวิธีการจัดการกับคนแบบนี้

ไนเรลไม่รอช้าจัดการโจมตีด้วยหมัดใส่ที่ปลายคางของบิลชายหน้าหมีทันที

บิลชายหน้าหมีรีบใช้ความสามารถกลายร่างของเขา

[หมีภูเขา D] กลายร่างเป็นหมียักษ์ ความเข็งแกร่งขึ้นอยู่กับพลังงานในเซลล์

ตูม!

แต่มันช้าไปหมัดของไนเรลที่มีพละกำลัง 6 เท่าพุ่งตรงไปที่ปลายคาง ร่างของเขากระเด็นไป 5 เมตรชนกับผนังห้องสลบไปทันที

เจ้าหน้าที่ทหารในบริเวณนั้นได้ยินเสียงดังจากการต่อสู้ก็รีบวิ่งเข้ามา แต่พวกเขาก็เห็นแค่บิลชายหน้าเหล็กนอนสลบอยู่

กลุ่มของมนุษย์ชั้นสูงและในหมู่พวกนั้นก็มีระดับ เทาด้วย พวกเขาพากันหยุดความคิดที่จะดึงไนเรลมาเป็นพวก

ตอนแรกพวกเขาต้องการให้บิลชายหน้าหมี เข้าไปหยั่งเชิงไนเรลดู ถ้าเขาถูกบิลกดดันจน จนมุมพวกเขาก็จะไปช่วยไนเรลและยื่นข้อเสนอที่ไม่อาจปฏิเสธได้

“ความสามารถประเภทพละกำลัง?” หญิงสาวมนุษย์ชั้นสูงขึ้นมาเธอมีชื่อว่า เอวา มีความสามารถประเภทพลังธาตุ

[มีดสายลม B] สร้างใบมีดสายลมยิงออกไปในอากาศ ความแข็งแกร่งขึ้นอยู่กับพลังงานในเซลล์

“ไม่น่าใช่คริสตัลที่หน้าผากของเขาเป็นพวกประเภทลึกลับตามการแบ่งแยกประเภทพลังของรัฐบาล” ชายมนุษย์ชั้นสูงระดับสีเทาอีกคนกล่าวออกมา เขาชื่อว่า เจค มีพลังประเภทสนับสนุน

[เร่งความเร็วระยะสั้น B] เคลื่อนที่พริบตาในระยะ ขอบเขตของระยะขึ้นอยู่กับพลังงานภายในเซลล์

พวกเขาทั้งสองคนกำลังหารือเรื่องที่จะไปจัดการกับสัตว์กลายพันธุ์ขั้นที่ 3 ที่พวกเขาเจอ

“เรื่องของเขาเอาไว้ก่อนก็แล้วกัน ค่อยส่งคนไปจับตาดูทีหลัง เรามาคุยเรื่องของสัตว์กลายพันธุ์ขั้นที่ 3 กันดีกว่า” เจคกล่าวออกมา

“เมื่อวันก่อนฉันได้ข่าวจากเจ้าหน้าที่รัฐคนหนึ่ง พวกนั้นบอกว่าหนุ่มในค่ายลี้ภัยของรัฐบาลบังเอิญมีสัตว์กลายพันธุ์ขั้นที่ 3 โจมตี ความเสียหายคนตายไปหลายร้อยคน แต่มันก็ถูกฆ่าตายโดยการลุมยิงของรถถัง แต่หลังจากนั้นพวกเขาก็ผ่าศพของมันและพบกับแก่นพลังงาน ATP ตามที่พวกนั้นเรียกกันหละนะ” เอวาอธิบายดูเหมือนเธอจะไม่ใช่คนธรรมดาสามัญทั่วไป

“จริงใช่ไหมที่ แก่นพลังงาน ATP ช่วยให้มนุษย์ชั้นสูงวิวัฒนาการได้เร็วขึ้น”

“จริง แต่สิ่งที่ฉันสนจริง ๆ คือ สิ่งที่พวกนั้นบอกมากกว่า มนุษย์ชั้นสูงยิ่งมีระดับสูงมากเท่าไหน อายุขัยก็จะมากขึ้นตามทฤษฎีความเป็นอมตะของเซลล์” เอวาพูดพร้อมกับจับไปตามร่างกายของเธอ ถึงอย่างไรผู้หญิงก็ต้องการเป็นสาวสวยไปนาน ๆ เป็นเรื่องปกติ

หลังจากนั้นพวกเขาก็วางแผนกันในการจัดการกับสัตว์กลายพันธุ์ขั้นที่ 3 ในขณะที่ไนเรลได้ออกไปที่ข้างนอกแล้วพร้อบกับน้ำมันที่เขาใช้ตั๋วอาหารแลกมันมาจากเจ้าหน้าที่รัฐ

สิ่งที่เขาจะออกไปล่าในครั้งนี้คือพวกสัตว์กลายพันธุ์ขั้น 2 ถึงแม้มันจะมีโอกาสเจอแก่นพลังงาน ATP หรือ อะดีโนซีน ไตรฟอสเฟต ซึ่งเป็นหนึ่งใน 2 จากแหล่งพลังงานในสิ่งมีชีวิตแค่ 5 % ส่วนอีกอย่างก็เป็นพลังงานไกลโคเจนที่สะสมไว้ในร่างกายของสิ่งมีชีวิต

แก่นพลังงาน ATP นั้นจะพบใน สัตว์กลายพันธุ์ขั้น 2 แค่ 5 % ขั้น 3 อยู่ที่ 10 % ขั้น 4 อยู่ที่ 20 % ขั้น 5 อยู่ที่ 30 % ไปเรื่อย ๆ

ซึ่งสถิติเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่รัฐบาลเก็บรวบรวมมาและก็ไม่ได้ต่างกันมากนักในความเป็นจริง

ไนเรลหารถที่ยังใช้ได้แถวนั้นและก็เติมน้ำมันขับออกมาพร้อมกับที่เจ้าแมวน้อยและคาปิบารานั่งมาด้วย

แต่ก่อนจะออกไปเขาได้แวะไปเอาปืนลูกโม่ทั้ง3 กระบอกและปืนสไนเปอร์มาแล้ว ซึ่งเขาก็ต้องขอบคุณที่มันยังไม่ถูกใครเอาไป

ไนเรลมุ่งหน้าไปที่ป่าที่ห่างจากตัวค่ายไปทางตะวันตกประมาณ 70 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางอยู่ราว ๆ 1 ชั่วโมง

หลังจากนั้นเขาก็จอดรถไว้ข้างทาง ที่มันยังพอจะเรียกว่าทางได้

คลื่น!!!! คลื่น!!!! (แผ่นดินไหว)

ในขณะนั้นเองอยู่ ๆ แผ่นดินก็ไหวและสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง ไนเรลก็รีบหาที่จับ มันสั่นไหวไม่นานก็หยุดลง

“การเปลี่ยนแปลงทางภูมิประเทศ” ไนเรลพึมพำออกมาแต่เขาก็เลิกสนใจมัน เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีพลังในการไปหยุดมันอยู่แล้ว อีกอย่างมันจะเกิดขึ้นบ่อยมากขึ้นในอนาคต

“ไปล่ากันเถอะ” เขาหันไปบอกเจ้าแมวน้อยมะลิที่มันกำลังนั่งหาวอยู่บนหัวของคาปิบารา

“แม้ววววว! เมี้ยว มี้ ม้าว (จะตื่นเช้าไปไหน มะลิยังง่วงอยู่เลย) ” แมวน้อยได้แต่บ่นออกมาขณะที่ตามไนเรลเข้าไปในป่า

ส่วนไนเรลก็ได้แต่บ่นในใจ ว่า’ 10 โมงอยู่แล้วเช้าที่ไหน’

และแล้วไม่นานพวกเขาก็พบกับเป้าหมายแรกมันคือ กระต่ายแดงกลายพันธุ์

ที่เขาเรียกมันว่ากระต่ายแดงเพราะสีขนของมัน มันกลายพันธุ์และเริ่มเปลี่ยนแปลงจากสัตว์กินพืชไปล่าพวกแมลงและกินซากแทน

ดวงตาที่แดงราวกับพวกบ้าเลือด ฟันที่แหลมคม และขาที่ทรงพลังของมัน

ถ้าขืนประมาทละก็คนธรรมดาจะถูกมันฆ่าและตกเป็นอาหารค่ำของมันได้ง่าย ๆ เลย

โลกใบนี้ไม่สามารถเอาบรรทัดฐานของโลกใบเดิมมาใช้ได้อีกแล้ว

ไนเรลคิดหาวิธีอยู่ว่าจะจัดการมันอย่างไรและเขาก็คิดออก โดยใช้เจ้าสองตัวที่ตามมาเป็นเหยื่อล่อ

แมวน้อยมะลิรู้สึกได้ถึงสายตาของไนเรลและมันก็รู้ว่ายังไงก็คงต้องไปเป็นเหยื่อล่อเจ้ากระต่ายแดงกลายพันธุ์ ขั้น 1 โดยไม่มีทางเลือกแล้ว

“เมี้ยวๆๆๆ มี้ ง้าวว” แมวน้อยยกอุ้งเท้าทั้งสองข้างน้อย ๆ ของมันเพื่อต่อรองส่วนแบ่งเป็นขากระต่าย 2 ข้าง สีหน้าของมันนั้นดุจริงจังเป็นอย่างมาก

ไนเรลก็ตกลงทันที

แมวน้อยมะลิที่เห็นไนเรลตอบตกลงอย่างง่ายเกินไป มันก็ได้แต่คิดว่าขอน้อย ไปหรือไม่ ขณะที่ออกไปทำการแสดงเป็นลูกแมวน้อยหลงทาง

ตอนที่ 20 ค่ายลี้ภัยตะวันออก 101

เช้าของแสงแดดวันใหม่ส่องลงสู่ถนน ต้นไม้ขนาดหลายร้อยเมตรจำนวนมากพากันออกมารับแสงแดด ผีเสื้อกางปีกขนาด 10 เมตรของมันเพื่อบินไปที่ดอกไม้

ทันทีที่มันสัมผัสกับดอกไม้ก็โดนเกสรของดอกไม้รัดพันยังกับหนวดของปลาหมึก

นกเพลิงบินออกล่ากวางขนาดยักษ์ หมูป่ากินซากซอมบี้ในขณะที่แร้งหัวแดงกำลังยื้อแย่งซากศพ

ในท้องทะเลเหล่าปลานักล่าเริ่มรวมตัวออกล่า สัตว์น้ำขนาดเท่าภูเขาเคลื่อนตัวไปมา จนเกิดเป็นคลื่นยักษ์พัดเข้าชายฝั่ง สัตว์ยิ่งกินพวกมันก็ยิ่งตัวใหญ่ บางพวกเมื่อในน้ำอันตรายพวกมันจึงพากันขึ้นมาล่าบนบก

ชายฝั่งกลายเป็นที่อันตรายของเผ่าพันธุ์มนุษย์ไปแล้ว ในขณะที่ป่าทึบชื้นก็ไม่ต่างกัน

ตอนนี้โลกใบนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสมบูรณ์แล้ว

“ประกาศจากทางรัฐบาลไทกีล่า เรามีค่ายลี้ภัยที่ปลอดภัย มีอาหารและน้ำให้ ทางรัฐบาลไทกีล่ายังไม่ทอดทิ้งคุณ เราได้จัดสร้างค่ายลี้ภัย ชั่วคราวไว้ 200 แห่งทั่วประเทศ ประชาชนทุกคนสามารถเดินทางไปที่ค่ายลี้ภัย ที่ใกล้ท่านได้ ที่สำคัญโปรดหลีกเลี่ยงการถูกกัดจากผู้ติดเชื้อ ขอให้ทุกคนโชคดี”

ดามินยื่นมือออกไปเปลี่ยนช่องสัญญาณ ข้อความนี้ถูกประกาศออกมาซ้ำ ๆ ในทุกช่วงสัญญาณ

ตอนนี้โทรศัพท์ของทุกคนแบตเตอรี่หมดไปแล้ว แต่วิทยุจากรถบรรทุกรุ่นเก่ายังใช้ได้อยู่

ตอนนี้เมสันเปลี่ยนมาขับรถและให้หมอแฮรี่ไปพัก และแล้วแสงแดดของวันใหม่ก็มาถึง

ไนเรลลืมตาขึ้นมา เขารู้สึกสดชื่นเป็นอย่างมากเมื่อมองไปรอบ ๆ ทุกคนก็ดูเหมือนจะยังหลับกันอยู่ รวมถึงแมวน้อยมะลิและนิเรียด้วยที่หลับอยู่บนตักเขาคนละข้าง

ไนเรลค่อยขยับขาที่เป็นตะคิวของเขาอย่างช้า ๆ และเขาก็แจกแจงให้แมวน้อยมะลิและนิเรียนอนอยู่ด้วยกัน

และในตอนนั้นเองเขาก็พึ่งสังเกตดูตัวเอง เขาเลือนระดับแล้ว เป็นระดับสีเทา คริสตัลที่อยู่บนหน้าผากของเขาก็เปลี่ยนเป็นสีเทา

พลังที่เอ่อล้นอยู่ในร่างกายมันทำให้เขารู้สึกดีเป็นอย่างมาก เขารู้สึกว่าสามารถใช้ความสามารถต่าง ๆ ได้มากขึ้น

ด้วยตอนนี้ [พละกำลัง 50 เท่า (มดกินเหล็ก) B] เขาสามารถใช้ พละกำลังได้ถึง 10 เท่าและใช้แบบไม่มีผลกระทบได้ตลอดเวลาถึง 5 เท่า

“ถึงไหนแล้ว?” ไนเรลชะโงกหัวไปถามเมสันที่ขับรถอยู่

“น่าจะอีก 2-3 ชั่วโมงก็ถึงค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 แต่ว่าต้นไม้ขนาดใหญ่พวกนี้มันทำให้เส้นทางเสียหาย และดูยากมาก ฉันขับไปก็กลัวจะหลงไปอยู่เหมือนกัน”

“เดี๋ยวด้านหน้ามีกลุ่มคน” ทันใดนั้นเมสันก็ชะลอรถลง เมื่อเห็นว่าด้านหน้ามีคนยืนโบกมืออยู่

พวกเขามีกันประมาณ 10 กว่า ดูเหมือนจะเป็นพวกมีเงินถ้าจากรถและการแต่งตัวของพวกเขา

“หยุดก่อน ๆ! พวกเราขอติดรถไปด้วย” หญิงสาวในกลุ่มของพวกนั้นพยายามเรียกให้รถของกลุ่มไนเรลจอดรับพวกเขา

หมอแฮรี่ที่ตื่นขึ้นมาก็พยายามบอกให้ไนเรลจอดรับพวกเขาไปด้วย

ไนเรลเห็นแบบนั้นก็ให้เมสันหยุดรถและรับพวกเขาไปด้วย ทันทีที่รถเบรกกะทันหันทุกคนในกลุ่มของไนเรลก็ตื่นกันหมด เพราะคิดว่า ‘ถึงแล้วเหรอ’ แต่กลับเห็นว่าไนเรลให้จอดรับคนอื่น ๆ

ในกลุ่มนั้นมีบอดี้การ์ด เด็ก 2 คน ผู้ชายและภรรยาวัยกลางคน พร้อมกับสาวรับใช้คนที่เรียกพวกเขาให้จอดรถ รวมเป็น 7 คน

พวกนั้นดูจะขนของไปเยอะ แต่พื้นที่มันไม่พอไนเรลจึงให้พวกเขาทิ้งเสื้อผ้าบางส่วนไป แต่ภรรยาของชายคนนั้นดูจะไม่พอใจเป็นอย่างมาก

“คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้เสื้อผ้าพวกนี้มันเป็นของแบรนด์เนมทั้งนั้นจะทิ้งไปง่ายแบบนี้ได้อย่างไร คนอย่างคุณมีปัญญาซื้อหรือ ดูจากการแต่งตัวแล้วคุณคงเป็นพวกบ้านนอกสินะ” เธอก็ต่อว่าไนเรลอย่างเสีย ๆ หาย ๆ ทันที

ชายวัยกลางคนเดินเข้ามาหาไนเรลพร้อมกับเสนอเงินให้ว่า “ผมจะขอเอาของไปด้วยทั้งหมดแรกกับเงินนี่เป็นไง”

“ไม่!” ไนเรลปฏิเสธไม่รับทันที เพราะถ้าทำแบบนั้นไม่ต้องให้พวกเขาลงไปจากรถเหรอ

ผลสุดท้ายพวกเขาก็ได้แต่ยอมทิ้งบางส่วนไปอย่างไม่เต็มใจและขึ้นรถไปกับไนเรล

ในระหว่างทางเด็กน้อยสองคนที่เห็นแมวและก็เจ้าคาปิบารา พยายามจะจับมันแต่ดูเหมือนแมวน้อยมะลิจะไม่ยอมให้ใครแตะต้องตัวได้เธอจึงข่วนไปที่เด็กทั้งสองคนทันที

“แง่ ๆ ฮือ ๆ แม่มันทำหนูแม่ต้องจัดการมันนะ” เด็กทั้งสองคนพยายามฟ้องพ่อและแม่ของตัวเองแต่ดูเหมือนพ่อของเด็กจะไม่สนใจ

ภรรยาเห็นดังนั้นก็สั่งให้บอดี้การ์ดไปเอาแมวตัวนั้นมา แต่ก่อนที่พวกเขาจะเข้าไปเอาแมวก็ถูกไนเรลหยุดไว้ก่อน

“ถ้าพวกนายอยากตายก็เชิญ” เขาเริ่มรู้สึกไม่ชอบคนพวกนี้แล้ว ที่คิดว่าโลกนี้ยังคงเป็นเหมือนเดิม

ทุกคนมองไปที่พวกเขาอย่างไม่เป็นมิตร ส่วนหมอแฮรี่ก็เริ่มกระอักกระอวนเพราะเขาเป็นคนที่ขอให้ไนเรลรับพวกนี้มา

และบรรยากาศก็เป็นแบบนี้ไปจนกระทั่งพวกเขาได้มาถึงเขตค่ายลี้ภัยตะวันออก 101

สองข้างทางซากรถที่ปักไม้แหลมกันพวกซอมบี้ไว้ ตามทางเขาเห็นคนเดินมากมายกำลังต่อแถวเพื่อรับการตรวจจากทหาร

กำแพงที่นี่ถูกสร้างจากเหล็กสูง 5 เมตร กินพื้นที่กว่า 40 กิโลเมตร ตัวค่ายด่านในมีตึกสูงอยู่จำนวนมาก

ที่นี่เคยเป็นเมืองขนาดเล็กมีประชากรไม่เยอะดังนั้นตอนเกิดเรื่องพวกทหารจึงมายึดที่นี่ไว้

บนกำแพงมีทหารจำนวนมากถือปืนเต็มรูปแบบ ประจำอยู่ตามจุดต่าง ๆ เครื่องบินและเฮลิคอปเตอร์บินเข้าออกอยู่ตลอดเวลา ด้านข้างมีประตูใหญ่เปิดอยู่ทั้งรถฮัมวี เครื่องยิงจรวดรถถัง เดินเข้าออกอยู่ตลอดเวลา

รถบรรทุกขนร่างของสัตว์กลายพันธุ์ ขั้น 1 เข้าไปด้านใน

“หยุด! ที่ค่ายไม่อนุญาตให้นำรถเข้ามา หยุดที่นี่ไม่อนุญาตให้นำรถเข้ามา ลงจากรถเเล้วเอาของที่จำเป็นติดตัวมาด้วยเท่านั้น” ทหารที่ดูเหมือนจะพึ่งเข้ามาประจำการตะโกนออกมาเสียงดัง

“ลงจากรถและไปต่อแแถวกันเถอะ” ไนเรลพากลุ่มของเขาลงจากรถและไปต่อแถวโดยไม่สนใจพวกที่ติดรถมาด้วยเลยแม้แต่น้อย แต่ก่อนนั้นเขาซ่อนอาวุธปืนทุกอย่างไว้ในรถเพราะเขารู้ว่าพวกทหารจะต้องยึดมันอย่างแน่นอน ส่วนพวกดาบและมีดนั้นทหารเหล่านี้ไม่ได้สนใจ

“พวกนายไปต่อแถวด้านนั้น แล้วค่อยไปเจอกันด้านใน” เขาหันไปกล่าวกับทุกคนก่อนที่จะพานิเรียแยกไปอีกแถว ส่วนแมวน้อยและคาปิบาราก็ตามพวกเขาไปเช่นกัน

แถวที่ไนเรลแยกไปนี้มันเป็นแถวสำหรับมนุษย์ชั้นสูง ในแถวมีคนยืนต่อไม่ถึงสิบ

ทหารที่เห็นไนเรลและนิเรียเดินมาที่แถวนี้ก็รีบหยุดพวกเขา “แถวนี้สำหรับคนที่มีเป็นมนุษย์ชั้นสูงเท่านั้น รบกวนพวกคุณทั้งสองแสดงหลักฐานด้วย”

ไนเรลและนิเรียถอดหมกออกเผยให้เห็นคริสตัลวิวัฒนาการบนหน้าผาก ทหารที่เห็นแบบนั้นก็ให้ทั้งสองคนผ่านไปได้อย่างง่ายดาย

กลุ่มที่พวกเขาจอดรับมาด้วยเห็นว่าไนเรลสามารถเข้ามาในแถวที่สั้นนี้ได้พวกเขาจึงรีบลากกระเป๋าตามเข้ามาทันที

ทหารถามพวกเขาเหมือนกับที่ถามไนเรล “แถวนี้สำหรับคนที่เป็นมนุษย์ชั้นสูงเท่านั้น รบกวนพวกคุณทั้งสองแสดงหลักฐานด้วย”

ทั้ง7 คนงง อยู่สักพัก และแล้วภรรยาสาวคิดอะไรได้เธอจึงหยิบเครื่องเพรชออกมาโช “นี่ไง พวกเราเข้าไปได้แล้วหรือยัง”

ทหารคนนั้นถึงกับอารมณ์เสียที่คิดว่าคนโง่พวกนี้กำลังแกล้งเขาเล่นอยู่

หลังจากที่ไนเรลเดินเข้ามาเขาก็ได้ยินเสียงคนที่ถูกลากออกไป

เขาและนิเรียเดินไปด้านใน ไนเรลรู้อยู่แล้วว่าเเถวนี้คือแถวสำหรับพวกมนุษย์ชั้นสูง ที่นี่มีเจ้าหน้าที่คอยตรวจสอบพวกเขา

“สวัสดีค่ะ ฉันรับหน้าที่ตรวจสอบพวกคุณ โปรดระบุชื่อและความสามารถด้วยค่ะ” ไนเรลได้เข้ามาตรวจอีกห้องส่วนนิเรียก็แยกไปตรวจอีกห้อง

“ไนเรล อาโรเดีย มาจากเมืองซานติเกีย”

“พลังช่วยเร่งการเจริญเติบโตของพืช”

“กรุณาสวมมันด้วย พวกเราจะตรวจสอบระดับพลังงานภายในเซลล์” เจ้าหน้าที่สาวก็ส่งของที่เหมือนกับนาฬิกาให้เขา

ไนเรลรับไปใส่อย่างไม่ลังเล นี่เครื่องที่ใช้วัดระดับพลังในเซลล์ มนุษย์ชั้นสูงทุกคนจะได้รับมันมาคนละ 1 เครื่อง พวกทางรัฐบาลอ้างว่ามันเป็นเครื่องที่ใช้แค่วัดพลังงานต้นแบบเพื่อการวิจัย แต่อันที่จริงมันคือการเฝ้าระวังและติดตามตัวมนุษย์ชั้นสูงทุกคน

ตัวเครื่องระบุตัวเลขออกมาทันที

[พลังงานต่อเซลล์อยู่ที่ 105 หน่วย]

[จัดเป็นระดับสีเทา]

“ระดับสีเทา” เจ้าหน้าที่สาวดูจะแปลกใจมาก คนที่เลื่อนเป็นสีเทาได้นั้นส่วนใหญ่ถูกดึงไปอยู่ในกองทัพมียศเป็นร้อยตรีทั้งนั้น แต่น่าเสียดายที่ความสามารถของไนเรลไม่ใช่ความสามารถที่ใช้ในการต่อสู้

“ผมแค่โชคดี” ไนเรลกล่าวออกไป

“ถ้าคุณต้องการเข้าร่วมกับกองทัพก็สามารถติดต่อพวกเรามาได้เลยนะคะ” เจ้าหน้าที่สาวหยิบบัตรประจำตัวที่ออกใหม่ให้กับเขา มันคือบัตรที่ใช้แทนบัตรประชาชน

แต่ของไนเรลจะต่างจากทั่วไป เพราะมันเป็นสีทองนั้นหมายถึงมนุษย์ชั้นสูง

หลังจากที่ออกมาแล้วเขาก็ไปยืนรอทุกคน พร้อมกับนิเรีย และแมวน้อยกับคาปิบาราที่ไม่มีใครสนใจพวกมันเลยแม้แต่น้อย

ที่นี่จะใช้ตั๋วอาหารในการแลกเปลี่ยนทุกสิ่งเงินสกุลเก่าไม่มีค่าอีกแล้ว ยกเว้นก็แต่ทองคำที่ยังมีค่า

เขาเดินเข้าไปแลกทองคำและตั๋วอาหารบางส่วน จากนั้นก็เดินเข้าไปที่ด้านใน

ค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 ถึงยังไงก็ยังเป็นแค่ค่ายลี้ภัยที่ค่อยรับผู้คน และส่งไปที่เมืองใหม่ ซึ่งคนที่มีความสามารถจะถูกส่งไปที่นั่น

“พวกเราคงต้องแยกกันตรงนี้ เพราะผมต้องไปเป็นหมอประจำที่เมืองใหม่พวกเขาขาดแคลนหมอมาก” หมอแฮรี่กล่าวออกมา

ไนเรลพยักหน้าและไม่ได้กล่าวอะไร เขาหันไปหาเมสัน “แล้วคุณละ”

“ข้าเป็นแค่นักโทษหลบหนี ขืนไปบอกพวกนั้นก็มีหวังโดนจับเข้าคุกสิ” เมสันพูดออกมาและพยายามหาอะไรมาบังหน้า แต่เขาก็พูดออกมา “แต่เดี่ยวข้าจะไปหางาน”

หลังจากนั้น พวกเขาก็แยกย้ายกันไป ไนเรลเองก็เห็นด้วยเพราะเขาไม่ได้มีหน้าที่มาดูแลทุกคนที่นี่สักหน่อย

ตอนนี้เหลือแค่ ไนเรล นิเรีย เจคอบ ดามิน และสัตว์อีกสองตัว

“ไปหาที่พักกันเถอะ”

ที่พักแห่งนี้ถูกจับจองไปหมดแล้วบางส่วนก็ถูกเช่าไป เพราะถึงอย่างไรที่นี่จะถูกยึดเป็นค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 แต่มันก็ยังถูกปกครองโดยรัฐบาล

ในแต่ละค่ายจะมีคนของทั้งทางกองทัพและรัฐบาลเข้าควบคุมดูแล กองทัพจะดูแลในการจัดการกับซอมบี้และสัตว์กลายพันธุ์ ส่วนรัฐบาลก็จะจัดระเบียบ ทรัพยากรส่งให้กับกองทัพ

รัฐบาลพยายามที่จะไม่ให้ระบบเศรษฐกิจล่ม พวกเขาจึงจัดการแบ่งพื้นที่โดยจัดให้คนไปทำงานและแลกกับตัวอาหาร เพื่อใช้จ่ายในการแลกเปลี่ยนกับอาหารในค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 ที่พักก็ต้องเช่าเอาเช่นกัน

คนธรรมดานั้นไม่มีทางเลือก พวกเขาต้องทำงานวันละ 10 -12 ชั่วโมงเพื่อแลกกับตัวอาหาร 500-600 ตั๋วอาหาร

และงานที่ทำก็เป็นแบบไม่ประจำใครมาก่อนก็ได้ทำก่อน ส่วนบางคนที่ดีหน่อยมีเส้นสายก็ได้งานสบายไป

ข้าวสาร 1 กิโลกรัมนั้นราคาถึง 1000 ตั๋วอาหาร ส่วนเนื้อสัตว์นั้นราคา 3000 ตั๋วอาหารต่อ 1 กิโลกรัม

แต่จะโทษทางรัฐบาลก็ไม่ได้เพราะตอนนี้อาหารเริ่มขาดแคลนและไม่เพียงพอต่อจำนวนคนเป็นอย่างมาก

ที่สำคัญไปกว่านั้นคือ ธัญพืชและพืชเกือบทุกชนิดกลายพันธุ์ไปหมดแล้ว พวกมันบางส่วนกินแล้วเป็นพิษ บางชนิดก็ถึงตาย

ตอนนี้ที่ค่ายลี้ภัยตะวันออก 101มีแค่อาหารที่สำรองไว้ในคลังเท่านั้น

ไนเรลถือตั๋วอาหารที่มีอยู่ 40,000 ตั๋วอาหารไปที่เจ้าหน้าที่จัดการที่อยู่ และเขาก็เช่าห้องขนาดใหญ่ มันมีห้องนอน 2 ห้อง 1 ห้องน้ำและ 1 ห้องครัว

ราคามันตกวันละ 1000 ตั๋วอาหารเลยทีเดียว แต่เขาก็ยังจ่ายมันไป 1 เดือน

ตอนนี้โลกภายนอกไม่ปลอดภัยอีกแล้วตั้งแต่ ซอมบี้ ขั้น 2 ปรากฏออกมา พวกมันจะไล่ฆ่ากลุ่มเล็กไปเรื่อย ๆ จนมาถึค่ายลี้ภัยตะวันออก 101 แต่กว่าจะถึงตอนนั้นไนเรลก็คงมีพลังที่จะเอาตัวรอดแล้ว

อีกอย่างเขาต้องการที่ปลอดภัยในการพักผ่อน ซึ่งไม่ใช่แค่กับเขาแต่หมายถึงทุกคน

พวกเขาก็ใช้อีก 10,000 ตั๋วอาหาร ในการซื้อข้าวสาร เนื้อสัตว์และผักกลับไปที่ห้องเช่าที่อยู่บนตึก

ในระหว่างทางเขาเห็นพวกขอทานและผู้หญิงที่พยายามขายตัวเป็นจำนวนมาก ซึ่งคนเหล่านี้คือพวกที่ไม่มีสมบัติติดตัวมาด้วยตอนที่เข้ามาในค่ายแห่งนี้

ทางค่ายจะให้ข้าวต้มพวกเขาแค่วันละ 1 ถ้วยเท่านั้นเพื่อให้มีแรงทำงาน แต่ด้วยงานตำแหน่งงานที่มีจำกัดพวกเขาจึงไม่ได้งานทำและต้องมานั่งขอทานอยู่อย่างนี้

ตอนที่ 19 ลูกแมวสีขาวบนหลังคาปิบารา

หลังจากที่เข้ามาในตึกห้องเช่า ก็เจอกับประตูกรงเหล็กที่ล๊อคไว้อยู่ ไนเรลแค่ออกแรงกระชากเบา ๆ ล๊อคของมันก็หลุด

หลังจากที่ทุกคนเข้าไปหมดแล้วเขาก็หาเหล็กเส้นแถวนั้นมาขัดล๊อคไว้เหมือนเดิม “หวังว่ามันจะกันพวกมันได้”

“ไปรีบไปหลบข้างบนก่อน” เมื่อเข้ามาในตึกห้องเช่าทุกคนก็รีบวิ่งขึ้นไปที่ชั้นที่เขาเห็นแมวอยู่ทันที แต่ประตูมันถูกล๊อคไว้

ไนเรลมองไปที่หน้าต่างบานเกรดก็เห็นแมวน้อยยืนสองขาอยู่บนหัวเจ้าคาปิบารา มันทำท่าแบมือให้กับเขา และก็เป็นที่น่าแปลกใจอีกครั้งที่เขาเข้าใจมัน

ไนเรลหันไปบอกกับทุกคน “มันบอกให้ทิ้งอาหารทั้งหมดแล้วมันจะยอมให้เข้าไป” แต่ดูเหมือนเขาจะแปลผิดแมวน้อยจึงเคาะกระจก

“แม้วววว แมะ มิววว”

ไนเรลหันไปมองมันใหม่ และหันมาบอกกับทุกคนอีกครั้ง “มันบอกว่าอาหารที่เอามาทั้งหมดเป็นของมัน”

แต่เมื่อเขาพูดมาถึงตรงนี้ก็หันไปเถียงมันทันที “เดี่ยวสิ แกจะเอาไปทั้งหมดแล้วพวกเราจะกินอะไร?”

นิเรียมองที่พี่ชายของเธอและแมวน้อยต่อราคากันอย่างดุเดือด ผลสุดท้ายพี่ชายเธอและแมวน้อยก็ตกลงกันได้

“ครึ่งนึง! ตกลง” ไนเรลรีบตอบตกลงทันที

ทันใดนั้นประตูก็เปิดมันเป็นเจ้าคาปิบาราที่กัดเชือกที่ผูกไว้กับลูกบิดประตู

ประตูเปิดออกพวกเขาก็เข้าไปด้านในทันที และทุกคนก็ได้แต่เงียบจนได้ยินแค่เสียงลมหายใจของคนรอบข้าง

ไนเรลและแมวน้อยสีขาวโผ่ลหัวมองออกไปที่หน้าต่างบานเกรด แต่ด้วยขาที่สั้นของแมวน้อยที่ยืนอยู่บนหัวคาปิบาราไม่สะดวกนักมันจึงกระโดดไปนั่งบนไหล่ของไนเรลแทน

เหตุการณ์นี้กินเวลาถึง 1 ชั่วโมง ทันทีที่ไนเรลให้สัญญาณว่าพวกฝูงซอมบี้มันไปแล้ว ทุกคนก็ถอนหายใจโล่งอกทันที

ในหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมาความรู้สึกของทุกคนเหมือนกับเล่นกู้ระเบิด ไนเรลเองก็ปาดเหงื่อบนหน้าผากในขณะที่แมวน้อยก็ทำท่าปาดเหงื่อเช่นกัน

แต่แล้วมันก็หันมามองที่ไนเรลแล้วใช้อุ้งเท้าตบไปที่ไหล่ของเขาเพื่อเป็นการเตือนว่า “แม้ว ๆ ๆ (ข้อตกลง) ”

“รู้แล้วน่า” ไนเรลหยิบเนื้อต่อหัวเสือกลายพันธุ์รมควันแบ่งให้กับแมวน้อย ส่วนคนอื่น ๆ ก็ทำตามเขาแบบงง นิเรียหยิบผลไม้กระป๋องที่เธอเอามาด้วยออกมาเช่นกัน

เมื่อแมวน้อยเห็นเนื้อต่อหัวเสือกลายพันธุ์ลมควันก็รีบกินทันที ส่วนเจ้าคาปิบาราก็เดินไปที่ผลไม้กระป๋องมันใช้ฟันกัดไปทีเดียวกระป๋องก็ขาดออกเผยให้เห็นผลไม้เเสนอร่อย มันก็ลงมือกินเช่นกัน

ระหว่างที่ทั้งสองคน ไม่สิบสองตัวกำลังกินอยู่นั้น นิเรียก็ถามไนเรลแบบงง ๆ “พี่ชายฟังที่มันพูดรู้เรื่องด้วยเหรอ?”

“รู้สิ! ทุกคนไม่รู้เหรอ?” ไนเรลถามออกไป แต่พอเห็นว่าทุกคนส่ายหัวเขาก็พอจะรับรู้บางอย่างได้หรือว่ามันจะเป็นพวกอสูร

อสูรในที่นี้ คือ สัตว์ที่พัฒนาจนมีสติปัญญา บางจำพวก มันฉลาดกว่ามนุษย์ก็มี บางพวกก็วิวัฒนาการจนเปลี่ยนรูปร่างเป็นลักษณะของมนุษย์ อสูรที่ถือกำเนิดมานั้นถือว่าพิเศษมาก

ส่วนอีกพวกที่เรียกว่าเผ่าพันธุ์ยักษ์เถื่อนนั้นมันมาจากอีกที่หนึ่ง

ในชีวิตที่แล้ว สามเผ่าพันธุ์ทรงภูมิปัญญามนุษย์ อสุรกาย ยักษ์เถื่อน ต่างแย่งชิงทรัพยากรและการอยู่รอด

แต่ถึงแม้มนุษย์จะมีเทคโนโลยีเข้าช่วยพวกเขาก็ยังจัดเป็นเผ่าพันธุ์ที่อ่อนแอที่สุด

ตอนนี้มีอสูรน้อยอยู่ข้างหน้าเขาแล้ว ‘ฆ่ามันทิ้งเลยดีไหม’

แมวน้อยรู้สึกได้ถึงสายตาและความคิดของไนเรลมันก็ตั้งท่าสู้ทันที ขนที่ฟูฟ่องกรงเล็บที่กางออกจากอุ้งเท้าเล็กนั้นมันทำให้ไนเรลคิดถึงตัวเขาในอดีต

สองมือที่สู้กับซอมบี้ ปากและฟันที่กัดกินซากคน กินเพื่อเอาชีวิตรอด มันเหมือนกับเขาเลย ทั้งแมวน้อยและไนเรลจ้องกันอยู่สักพัก ทั้งคู่ก็หัวเราะออกมา

ไนเรลถามไปที่แมวน้อย “นายชื่ออะไร?”

“เหมียว มี้ๆ”

ทันทีที่มันได้ยินคำถามของไนเรลก็ประท้วงทันที

“เป็นตัวเมีย”

“แม้วๆๆๆ”

“ชื่อมะลิ”

“ม้าว เหมียว ม้าว”

“ส่วนเจ้านั้นชื่อ ธีโอ”

ไนเรลพูดทุกสิ่งที่แมวน้อยบอกออกมา ส่วนคนอื่น ๆ ก็ได้แต่ฟังที่ไนเรลพูด หนึ่งคน หนึ่งแมว นั่งคุยกัน

บางครั้งแมวน้อยก็จะโบกมือไปมาเป็นการปฏิเสธบางครั้งมันก็พยักหน้า

“แม้ว มี้ แม้ววววววววว…”

“อย่างนี้นี่เอง” ไนเรลพยักหน้าตอบและทั้งสองคน ไม่สิและทั้งคนและแมวก็ยื่นมือจับกับอุ้งเท้า ดูเหมือนว่าพวกเขาจะทำข้อตกลงกันได้แล้ว

“เอาละ! มะลิและธีโอจะไปกับพวกเรา” ไนเรลหันมาบอกกับทุก

“พี่ไนเรลไม่ตกใจเหรอ? ที่เข้าใจที่แมวพูด” ดามินที่เงียบมาตลอดก็ถามขึ้นมาด้วยความที่เขาเป็นคนอ่านหนังสือ ดูข่าว สื่อออนไลน์มาเยอะ เขาก็พอจะรู้มาบ้างว่ามักมีพวกที่เรียกตัวเองว่าทาศแมวและบอกว่าคุยกับแมวรู้เรื่อง

แต่ที่เขาเห็นพวกนั้นคุยกับแมว แมวมันก็ไม่สนใจอะไร เขาเลยคิดว่าทาสแมวตัวจริงต้องคุยกับแมวรู้เรื่อง ‘หรือว่าพี่ไนเรลจะเป็นทาสแมวตัวจริง สมแล้วกับที่เป็นพี่ชาย ของลูกพี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ’

ไนเรลมองดามินที่พยักหน้าไปมาอยู่คนเดียวและพูดขัดขาก่อนที่จะไปไกลกว่านี้

“มันมีความสามารถพิเศษในการสื่อสารทางจิตนะ” ไนเรลอธิบาย

แมวน้อยพยักหน้าเป็นการบอกว่า “เมี้ยว ๆ (แม่นแล้ว) ” แต่เหมือนมันจะพูดบางอย่างอีก ไนเรลก็รีบแปลทันที

“เมี้ยวๆๆๆ มี้ ง้าวว มี้ ม้าวววว”

“มันบอกว่ายังมีความสามารถอื่น ๆ อีกนะ แต่ไม่บอกหรอก….” เมื่อฟังจบเขาก็หันไปเถียงกับมันทันที “ไม่บอก! แล้วจะพูดหาอะไร?”

ทุกคนมองไปที่ไนเรลปกติเขาจะเป็นพวกเย็นชาสนใจแต่น้องสาวเท่านั้น แต่ในตอนนี้เขากับสนุกในการพูดคุยกับแมวน้อยมะลิซะงั้น

“พี่ชาย…” นิเรียที่นั่งอยู่ด้านข้างก็เรียกเขา ไนเรลจึงปรับอารมณ์และเลิกเถียงกับแมวน้อย

“เดี๋ยวพี่จะออกไปดูด้านนอกก่อนนะ” ไนเรลเดินออกไปอย่างเงียบ ๆ เพื่อดูว่าซอมบี้ไปหมดหรือยัง

ส่วนนิเรียและแมวน้อยก็ดูจะไม่ลงรอยกันสายตาทั้งคู่จ้องมองกันราวกับจะมีประกายไฟขึ้นมา

ดามินได้แต่ส่ายหน้าและเดินไปสำรวจดูรอบ ๆ ห้อง เขาพบกับศพหญิงชราและเขาก็กลับมาพร้อมหนังสือที่ด้านในมีรูปถ่ายของมะลิ ธีโอ และหญิงชราอยู่

ในขณะที่หมอแฮรี่และเมสันก็จ้องไปที่เจ้าคาปิบารา และคุยกันว่า จะผ่าทดลองร่างกายมันอย่างไร สร้างอาวุธแบบเจ้าคาปิบาราดีหรือไม่

ผ่านไปสักพักไนเรลก็กลับเข้ามาและบอกให้พวกเขาพักผ่อนสักสามชั่วโมงพวกเขาจะออกเดินทางต่อ

การค้างคืนอยู่ที่นี่ไม่ปลอดภัย มันเหมือนกับอยู่ในกรงขังรอให้ซอมบี้หาเจอเท่านั้น พวกเขาต้องออกไปจากเมืองโดยด่วน

และในตอนนั้นมะลิก็ได้มาขอให้ไนเรลช่วยฝังศพคุณยายของเธอ ซึ่งไนเรลก็ช่วยอย่างเต็มที่เช่นกัน

ไนเรลเองก็ใช้เวลา 3 ชั่วโมงนี้อย่างคุ้มค่าโดยการนอนหลับทันที แต่ก่อนนอนเขาก็เปลี่ยนชุดและทิ้งชุดเก่าที่เต็มไปด้วยเลือดของซอมบี้

และแล้วเวลา 3 ชั่วโมงก็ผ่านไปอย่างรวดเร็วมันเริ่มที่จะมืดแล้วเพราะตอนนี้มันเป็นเวลา 6 โมงเย็น

“ไปกันเถอะ” ไนเรลหันไปบอกกับทุกคน

พวกเขารีบวิ่งออกมาจากตึกห้องเช่าและตรงไปที่สะพาน โดยมีเจ้าคาปิบาราที่สะพายกระเป๋าน้อย ๆ วิ่งนำและมีแมวน้อยอยู่บนหัวของมันเพื่อบอกเส้นทาง

ในที่มีเเสงน้อยแบบนี้แมวน้อยกับเห็นเส้นทางได้อย่างชัดเจน แต่นิเรียเองก็เห็นได้ชัดเจนเช่นเดียวกับแมวน้อยเช่นกันเพราะความสามารถของเธอ [ดวงตาเทพ S]

นั้นทำให้ทั้งทีมปลอดภัยขึ้นเป็นอย่างมาก

ด้วยสะพานที่เล็กและแคบพวกเขาจึงต้องเบียดตัวผ่านรถยนต์ที่จอดเรียงรายกันอยู่บนสะพานไปอย่างทุลักทุเลพอสมควร

พวกเขาข้ามสะพานมาได้ครึ่งทางแล้วอยู่ ๆ มะลิก็ร้องออกมาด้วยความตกใจ

“เมี้ยวๆ!!!”

“แย่แล้วมีบางอย่างกำลังตรงมาทางนี้” นิเรียเองก็เห็นเช่นกัน เธอชี้ไปที่ด้านหลังทางที่พวกเขามา

ตูม! ปัง!

มันคือซอมบี้ยักษ์ ขั้น 2 ที่เดินนำฝูงซ้อมบี้มา ด้วยตัวที่มีขนาดใหญ่ มันจึงชนและพักดันรถยนต์ที่ขวางทางเดินออก ทำให้ซอมบี้ที่ตามมาด้านหลังเดินมาได้อย่างง่ายดาย

“เร็ววิ่งเลย”

ทุกคนพากันวิ่งหนีอย่างสุดกำลัง มะลิที่นั่งอยู่บนหัวธีโอก็พากันกระโดดไปบนหลังคารถอย่างรวดเร็ว ส่วนซอมบี้ยักษ์ ขั้น 2 ก็เริ่มเร่งความเร็วตามพวกเขาแต่มันก็ยังช้าเป็นอย่างมาก

เมื่อออกมาพ้นสะพาน พวกเขาก็หันกลับไปมองดูพวกซอมบี้ก็ยังตามมาอยู่

“เอาไงดี?” หมอแฮรี่พูดออกมา

ไนเรลเหมือนจะมีความคิดบางอย่าง “เมสันคุณทำแบบนี้ได้ไหม?”

ไนเรลและเมสันซุบซิบกันอยู่สักพัก ก็เริ่มลงมือกัน

เขาเอาระเบิดมือทั้ง4 ลูกให้เมสันจัดการส่วนทุกคนช่วยกันเปิดฝาถังน้ำมัน ไนเรลใช้แรงของเขาผลักรถจนน้ำมันในรถไหลไปตามสะพาน

หลังจากนั้นทุกคนก็รีบถอยออกมาจากสะพานไปไกลเหลือเเค่เมสันและไนเรลที่ทำบางอย่างอยู่

“ฮ้าา” ไนเรลออกเเรงปาถังที่มีระเบิดอยู่ไปกลางสะพาน

“วิ่งเร็ว” เมสันและไนเรลวิ่งกันสุดกำลัง หนึ่งคนแก่ หนึ่งคนหนุ่ม วิ่งกันหน้าตั้ง

5…

4…

3…

2…

ตูม!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

ระเบิดลูกนั้นรุนแรงมาก สะพานสั่นสะเทือนเล็กน้อยทันที ซอมบี้ยักษ์ขั้นสอง ถึงกลับกระเด็นหน้าอกของมันเละไปเป็นเนื้อบดทันที

แต่ด้วยพลังชีวิตที่อึดของมันก็ลุกขึ้นเดินต่อ

แต่มันไม่ได้หมดแค่นั้น ประกายไฟจากระเบิดทำให้น้ำมันที่พื้นลุกเป็นทะเลเพลิงย่างสดพวกซอมบี้ทั้งหมด และแล้วสิ่งที่พวกเขาหวังผลก็มาถึงนั้นก็คือ

ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม! ตูม!

รถยนต์ที่อยู่บนสะพานเริ่มระเบิดกันอย่างต่อเนื่อง จากกลางสะพานไล่ออกมาส่องฝั่งทาง

แขนขาของซอมบี้กระจัดกระจายกระเด็นไปตามแรงระเบิด

ไนเรลและเมสันวิ่งกลับมารวมกลุ่มกับทุกคน พวกเขามองดูรถยนต์ระเบิดจากบนเนิน ส่วนแมวน้อยมะลินั้นก็ล้วงไปหยิบเนื้อแห้งจากในกระเป๋าหลังเจ้าคาปิบาราออกมากันพร้อมชมวิวดอกไม้ไฟระเบิดอย่างสบายใจ

หลังจากแรงระเบิดสะพานก็ถล่มลงมา ซอมบี้ที่ยังไม่ตายทั้งหมดก็หล่นลงไปในแม่น้ำแล้วก็กลายเป็นงานเลี้ยงให้กับปลาและสัตว์น้ำกลายพันธุ์จำนวนมาก

“กรรรรร!! ว๊าก…..!!!” ซอมบี้ยักษ์ ขั้น 2 ดูจะเนื้อหอมเป็นพิเศษ มันถูกลุมฉีกร่างแยกไปคนละทาง

ทุกคนมองไปที่แม่น้ำแล้วก็ขนลุกขึ้นมา มันมีสัตว์กลายพันธุ์จำนวนมาก มากจนในน้ำไม่มีพื้นที่ให้พวกมันว่ายไปมา

พวกเขาไม่อยากคิดเลย ถ้าตนเองตกลงไปในน้ำจะเกิดอะไรขึ้น?

“ไปกันต่อเถอะ” ทุกคนออกเดินทางกันต่อเพื่อออกห่างจากเมืองซานติเกียให้เร็วที่สุด

กลุ่มของไนเรลเดินกันอีก 3 ชั่วโมงและแล้วก็เจอกับรถบรรทุก 6 ล้อขนผักที่จอดทิ้งไว้ข้างทาง แต่รถมันสตาร์ทไม่ติด ไนเรลจึงให้เมสันจัดการ ซึ่งเมสันก็ถึงกับบ่นว่า ‘เขาเป็นช่างทำอาวุธ ไม่ใช่ช่างซ่อมรถ’ แต่เขาก็ได้แต่ก้มหน้าซอมรถบรรทุก 6 ล้ออยู่ดี

ใช้เวลาไม่นานรถบรรทุกคันเก่าก็ออกวิ่งอีกครั้ง โดยที่มีหมอแฮรี่เป็นผู้ขับและดามินนั่งอยู่ด้านข้างเพื่อเรียนรู้วิธีการขับรถกับเขา

นิเรียเองก็นั่งอยู่ด้านข้างเพื่อคอยเตือนเวลาเจอซอมบี้ไกล ๆ

ส่วนไนเรลและแมวน้อยมะลินั่งอยู่ข้างหลังกระบะทั้งคู่หลับไปทันที ไนเรลจะพยายามหลับในทุกครั้งที่เขามีโอกาส เพื่อให้ตัวเองพร้อมที่สุดอยู่ตลอดเวลา

ส่วนเจ้าธีโอก็ถูกเจคอบหลอกล่อด้วยหญ้าที่เก็บมาจากข้างทาง มันก็กินโดยไม่สนว่าเจคอบจะกอดมันอยู่เลยแม้แต่น้อย

และแล้วรถบรรทุก 6 ล้อก็วิ่งตรงสู่ค่ายลี้ภัยของเขตตะวันออกไป ในยามค่ำคืนที่เงียบสงบ

……………………………….

ตอนที่ 18 จดหมายจากปู่

ไนเรลวางตู้เหล็กลงและมองไปที่เอส เหมือนกับจะบอกว่าข้าก็มีพลังเช่นกัน ตอนนี้เขายังใส่หมวกปิดคริสตัลที่หน้าผากไว้เอสจึงยังไม่เห็นในตอนแรก

อีกอย่างเอสคิดว่าตัวเองเป็นเพียงผู้เดียวที่พิเศษ ทุกอย่างที่เกิดขึ้นนี้ก็เพื่อให้เขากลายเป็นพระเอกและปกครองโลกนี้ ซึ่งในตอนนี้เขารู้แล้วว่าไม่ได้มีแค่เขาคนเดี่ยวที่มีพลังเหนือธรรมชาติ แต่เขาก็ยังคงหลงตัวเองคิดว่าคือคนที่เก่งที่สุด

“เจ้าจงมาเป็นผู้ติดตามข้าซะ เมื่อข้าปกครองโลกใบนี้เจ้าจะได้ทุกสิ่งที่ต้องการ” เอสยังคงแสดงบทเทพพระเจ้าของเขาต่อไป

แต่ไนเรลไม่อยากที่จะเล่นด้วย เขาคิดว่าทำไมพวกนี้ถึงให้ไอตัวปัญญาอ่อนนี่มาควบคุมคุกกัน

“เจ้ารู้จักคนที่ชื่อ เนโค อาโรเดีย ไหม?” เขาหันไปถามนักโทษและผู้คุมที่ยืนอ้าปากค้างอยู่ด้านข้าง

ผู้คุมชี้ไปที่เอกสารอย่างลืมตัว ซึ่งในนั้นมีรายละเอียดของนักโทษและห้องขัง

ไนเรลเดินไปดูมันทันทีโดยไม่สนใจเทพเอส เขาค้นหาในตู้ตามหมวดตัวอักษรก็พบเอกสารข้อมูลปู่ของเขา

“เจ้าบังอาจมาก!” เอสรู้สึกโกรธมากที่ไนเรลบังอาจเมินเขา ด้วยความโมโหเอสจึงยิงลูกไฟใส่ไนเรลทันที

ตูม!

ไนเรลรีบหลบลูกไฟที่ยิงมาอย่างรวดเร็ว แต่ลูกไฟกลับไปโดนเอกสารที่เขากำลังดูอยู่ เขาได้ทันอ่านแค่เลขห้องขังเท่านั้น

“บัดซบ!” ไนเรลถึงกับด่าออกมาด้วยความโกรธมองไปที่เอสด้วยสายตาที่น่ากลัว

บรรยากาศภายในห้องถึงหนาวเย็นขึ้นมาทันใด

“นั่นละคือโทษของการเมินข้า…” เอสยังคงพูดออกมาโดยไม่รู้ตัวเลยว่าได้ทำอะไรลงไป

เขาไม่ให้เอสพูดจบด้วยซ้ำก็เตะเข้าไปที่ท้องของมันจนถึงกับที่

เอสอ้วกเอาอาหารกลางวันออกมาทั้งหมด

“อั๊ก! อ้วก!”

ตัวของเอสงอเป็นกุ้งโดนน้ำร้อนทันที สีหน้าของเขาเขียวคล้ำแสดงถึงความจุกราวกับจะตาย

ไนเรลกระซิปไปที่ข้างหูของเอสว่า “มึงรู้ไหม คนที่เขาแข็งแกร่งจริง ๆ เขาไม่พูดมากกันหรอก”

จากคำพูดนี้ของไนเรล เอสก็เอาไปตีความหมายผิด ๆ ในอนาคต

ตอนนี้เอกสารก็ไหม้ไปหมดแล้วแต่เขายังรู้เลขห้องของปู่ ดังนั้นเขาจึงลองไปหาปู่ที่นั่นดู “หวังว่าปู่จะยังอยู่แถวห้องขังนะ”

ที่นี่ขังนักโทษได้นับหมื่นคนดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่ตัวคุกแห่งนี้จะใหญ่มาก ในตอนที่เกิดเรื่องมีนักโทษไม่ 1 ใน 3 เท่านั้นที่ตายและกลายเป็นซอมบี้

และส่วนใหญ่จะถูกขังอยู่ในห้องขังดังนั้นเชื้อซอมบี้จึงถูกจำกัดในการแพร่กระจายได้ง่าย

ที่นี่จึงมีนักโทษเหลืออีกหลายพันคน นั่นจึงทำให้ซอมบี้จำนวนมหาศาลมารวมตัวกันล้อมรอบที่แห่งนี้

ที่ไหนมีมนุษย์และชีวิต พวกซอมบี้ก็จะตามไปที่นั่น

เขาเดินลงตามบันไดไปตึกของคุกแห่งนี้แบ่งออกเป็น 4 แดนคือ A B C และ 0 (ศูนย์)

แดน A B และ C ไว้ขังนักโทษที่ไม่ได้มีคดีร้ายแรงอะไร แต่แดน 0 (ศูนย์) นั้นต่างกันมากมันถูกควบคุมอย่างเเน่นหนา

และที่สำคัญตอนนี้พวกเขาก็ยังถูกขังอยู่ เพราะแม้แต่ผู้คุมและเอส ก็ยังกลัวพวกนี้เช่นกัน

กรงขังพวกนี้เเข็งแรงมากเพราะดังนั้นก่อนออกมาจากห้องพัศดี เขาจึงเอากุญแจมาด้วย

เขาไขประตูและเข้าไปทีละด่าน ด้านในมีนักโทษอยู่บ้างนักโทษในนี้ถ้าไม่เป็นพวกบ้า หรือ โรคจิต ก็เป็นพวกที่เก่งและแข็งแกร่งไปเลย

เมื่อเดินมาถึงห้องของปู่ ปรากฏว่าประตูมันถูกเปิดทิ้งไว้แล้ว ไนเรลที่เห็นแบบนั้นก็รีบวิ่งไปดู และก็พบว่าไม่มีใครอยู่ในนั้น

“ในห้องไม่มีร่องรอยของการต่อสู้หรือว่ามีคนพาตัวปู่ไป?” มองไปที่ห้องขังและพยายามนึกเรื่องราวในชีวิตก่อน แต่ต่อให้นึกถึงมันไปก็แค่นั้นเพราะเขาไม่เคยมาที่นี่ในชีวิตที่แล้ว

“เฮ้ไอ้หนู เจ้าเป็นใคร? ทำไมถึงเรียกเนโคว่าปู่”

ทันใดนั้นก็มีเสียงดังมาจากห้องขังข้าง ๆ เป็นเสียงของชายแก่หน้ารำคาญคนหนึ่ง

“เนโคคือปูของผม ผมมาที่นี่เพื่อช่วยท่าน” ไนเรลพูดออกไป

“เจ้าคงเป็นหลานของเนโค เสียใจด้วยเจ้ามาช้าไป พวกนั้นพาเนโคไปตั้งแต่วันแรกที่เกิดเรื่องแล้ว มานี่สิข้ามีจดหมายจากเจ้านั่นที่ฝากไว้” ชายแก่พูดออกมาและโยนก้อนกระดาษออกมาด้านหน้าห้องขัง

ไนเรลที่ได้ยินก็เชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่งแต่เขาก็ยังหยิบก้อนกระดาษขึ้นมา เมื่อเเกะออกอ่านก็ต้องแปลกใจเพราะนี่คือลายมือปู่เนโคอย่างแน่นอน

[ถึงทุกคนตระกูลอาโรเดีย ลูกสาวของฉัน ลูกเขย และหลาน ๆ ทั้งสองคนปู่ต้องขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เชื่อเถอะว่าสิ่งที่ปู่ทำลงไปนั้นคือสิ่งที่ดีสำหรับครอบครัวพวกเรา

จดหมายฉบับนี้ถูกฝากไปกับเพื่อนสนิทของปู่ที่ชื่อ เมสัน ไรต์ นักสร้างอาวุธ แต่ก็อย่าไว้ใจเขามาก

ปู่หวังว่าทุกคนจะได้รับการคุ้มครองในฐานะชนชั้นสูงของประเทศ

และที่สำคัญ อย่าเชื่อรัฐบาลไทกีล่ามากนักเพราะพวดเขาปกปิดความจริงในหลาย ๆ อย่างรวมถึงกล่องใบนั้นด้วย…………]

แต่เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้มันก็หยุดลงเพราะจดหมายถูกฉีกออก ในส่วนที่เขาอยากรู้มากที่สุดแต่มันดันถูกฉีกออกไปซะได้

“ส่วนที่เหลืออยู่ไหน?” ไนเรลถามเมสัน

เมสันแบมืออกในนั้นมีจดหมายอยู่ เขาไม่ได้โง่และรู้ว่าเมสันต้องการสิ่งแรกเปลี่ยน

“ต้องการอะไร?” เขาถามออกไปตรง ๆ อีกครึ่งซองจดหมายเขาต้องการจะอ่านมัน

“อิสระภาพและการคุ้มกันด้วย” เมสันพูดออกมาและลุกขึ้นเดินยืนที่ประตูห้องขัง เขามองไนเรลอย่างคาดหวังซึ่งท่าทางนั้นไม่สามารถรอดพ้นไปจากสายตาของไนเรลได้

เมสันพยายามทำตัวให้เข้มขึงที่สุดเพื่อขู่ไนเรล

แต่แล้วเมื่อจ้องกันไปมาสักพัก เมสันก็ดูเหมือนจะทนไม่ไหว เขาจึงพูดออกมาอีก “พาฉันหนีไปด้วย ฉันแก่แล้วไม่อยากตายอยู่ในคุก”

ไนเรลคิดไปคิดมาสักพักก็ตอบตกลง ถึงยังไงเมสันก็เป็นเพื่อนกับปู่ของเขาแต่เมื่อเขาปล่อยเมสันออกมาและกำลังจะอ่านจดหมายต่อ อยู่ก็มีเสียงดังโวยวายมาจาก แดนอื่น ๆ

เมื่อออกไปก็ต้องตกใจซอมบี้ มีซอมบี้เต็มไปหมด

“เร็วรีบตามมา” เขาหันไปบอกกับเมสัน

ไนเรลรีบตรงไปที่ห้องใต้ดินทางออกไปที่ท่อน้ำทิ้ง แต่ว่ายังไปไม่ถึงกับมีหนูจำนวนมากวิ่งออกมาจากประตู

เขาและเมสันรีบหลบไปที่ห้องข้าง ๆ

หนูกลายพันธุ์จำนวนมากกว่า 500 ตัว พวกมันมีมากกว่าตอนที่ไนเรลมาซะอีก

“หรือว่าเอสมันจะออกไปทางท่อน้ำทิ้งแล้วเผลอปล่อยหนู่พวกนี้เข้ามา” ยิ่งเขาคิดก็ยิ่งมีความเป็นไปได้

คนที่รู้ว่าไนเรลเข้ามาทางท่อน้ำทิ่งมีแค่ 3 คนนั้น เอสจะต้องรู้ว่าสถานะการของเขาไม่ดีแล้ว ขืนอยู่ที่นี่ต่อก็มีแต่ตายเท่านั้น

สู้หนีออกไปดีกว่า

ไนเรลไม่รู้ว่าเอสพาหนีกันไปกี่คนแต่ก็ต้องมีพวกไปเป็นจำนวนมากแน่นอน และนั้นจะทำให้ดึงดูดซอมบี้จำนวนมหาศาลไปที่ท่อถ้าเขาไม่รีบออกไปอาจจะตกอยู่ในวงล้อมของซอมบี้ได้

“เราจะฝ่าพวกหนูออกไป” เขาพูดออกมา เมสันก็พยักหน้าการที่เขาเป็นนักสร้างอาวุธได้นั้นแสดงว่าเขาฉลาดมากและรู้ว่าถ้าไปตอนนี้โอกาสตายสูงมาก

ทั้งสองคนวิ่งตรงไปที่ท่อน้ำผ่านศพของซอมบี้ที่เขาฆ่าตายไปตอนเข้ามาแต่มันก็มีศพของนักโทษหลายคนที่ยังใหม่อยู่

ที่นี่ไม่มีซอมบี้อยู่มันน่าจะถูกหนูจัดการไปแล้ว

ทั้งสองคนออกมาจนมาถึงท่อหลัก ก็เห็นว่ามีร่องรอยของไฟซึ่งเป็นความสามารถของเอสอย่างแน่นอน

ในขณะเดียวกันที่ห้องควบคุม

มีหนูกลายพันธุ์บางส่วนเข้าไปลุมขย่ำคนควบคุม และเขาก็เผลอไปกดโดนปุ่มเปิดประตูของตึกคุกทำให้ซอมบี้จำนวนมหาศาลเข้ามาในคุก

ตอนนี้คุกแห่งนี้กลายบุฟเฟ่ต์เนื้อของเหล่าซอมบี้ไปแล้ว

พวกหนูกลายพันธุ์หลังจากที่ได้อาหารเพียงพอพวกมันก็ถอยกลับเข้าไปทางที่มา เนื่องจากมีซอมบี้อยู่จำนวนมหาศาลไล่ฆ่าตามหลังพวกมันไป

…………………………

นิเรียที่ส่องกล้องจากปืนสไนเปอร์ M-21 อยู่ก็เห็นว่าพวกซอมบี้บุกไปในคุกได้แล้ว จะต้องเกิดเรื่องขึ้นอย่างแน่นอน เธอก็กระวนกระวายใจทันที

“ฉันจะไปช่วยพี่ชาย” นิเรียลุกและหยิบปืนขึ้น แต่ก็ถูกห้ามโดยดามินก่อน

“พี่ไนเรลให้รอที่นี่ ถ้าลูกพี่ไปแล้วพี่ไนเรลกลับมาไม่เจอจะทำไง?” ดามินพยายามไม่ให้นิเรียไปเพราะมันอันตรายเกินไป อีกอย่างเขาเชื่อว่าไนเรลเอาตัวรอดได้

นิเรียลังเลอยู่สักพักแต่เธอก็เลือกที่จะยอมเชื่อในความสามารถพี่ชายของเธอ

และนั้นก็ไม่ทำให้เธอผิดหวังไนเรลกลับออกมาหลังจากนั้นไม่นานด้วยสภาพที่อนาถเล็กน้อย ตัวเขาเต็มไปด้วยเลือดของซอมบี้สีดำเน่าเหม็น

ตอนกลับออกมาทางเข้าท่อหลักกับมีซอมบี้จำนวนมากปิดทางไว้อยู่เขาจึงต้องฆ่าพวกมันทั้งหมด ตอนนี้เขาสูญเสียกำลังไปมากแต่มันยังไม่ใช่เวลาที่จะหยุดพัก

“เก็บของ เราต้องออกจากที่นี่ด่วน” ไนเรลบอกกับทุกคนและหอบหายใจไปด้วยจากนั้นเขาก็แนะนำเมสันแบบง่าย ๆ ให้ทุกคนฟังในระหว่างที่เก็บของ

พวกเขายังไม่ทันได้ลงมาจากตึกซอมบี้จำนวนมหาศาลก็เริ่มแตกออกจากฝูงขนาดใหญ่ที่คุกและตรงมาหาพวกเขา

ไม่สิ! ตรงมาหาพวกนักโทษที่วิ่งหนีไปที่สะพาน และหนึ่งในนั้นก็มีบักเอส อยู่ด้วย

เอสพยายามที่จะปล่อยไฟออกมาทั้งสองมือใส่พวกซอมบี้ เขายิ่งใส่ซอมบี้ไปหลายครั้งจนกระทั่งหัวของซอมบี้ไหม้และมันล้มลง

เมื่อซอมบี้ตาย ลูกสมุนในกลุ่มของพวกมันก็สรรเสริญทันที

ไนเรลที่แอบมองอยู่นั้นก็คิดว่า ‘มันบ้าหรือสมองมีปัญหาหรือไง’ ลูกไฟที่ยิงออกไปก็เหมือนกับพุสัญญาณล่อให้ซอมบี้ตามฆ่าพวกมันชัด ๆ

เขายังไม่อยากตายไปพร้อมกับพวกสมองมีปัญหานี้ ตอนนี้เขาต้องหาทางออกไปแต่ทางไปสะพานคงไม่ได้แล้ว

เพราะเอส ล่อซอมบี้ไปที่นั้นจำนวนมากตอนนี้ มีซอมบี้ที่เข้ามาในตึกบ้างแล้ว

พวกเขารีบลงและออกจากตึก วิ่งไปตามซอยทางด้านหลัง

ไนเรลจะเป็นคนจัดการซอมบี้ที่อยู่ข้างหน้า

นิเรียตามหลังแต่เธอไม่ได้ใช้ปืนแต่ใช้มีดสั้นทังแสตนของไนเรลที่เขาส่งให้ ตรงกลางตามมาด้วย เจคอบ หมอแฮรี่ เมสัน และตนสุดท้ายคือ ดามิน

ยังโชคดีที่บริเวณที่เขาอยู่นั้นเป็นรอบนอกแถวย่านการค้าของเมือง ออกไปไม่กี่กิโลเมตรก็เจอพื้นที่กว้าง ใช้เวลาประมาณครึ่งชั่วโมงพวกเขาก็มาถึงอีกพื้นที่ และมันก็มีสะพานอีกเเห่งที่เต็มไปด้วยรถที่จอดทิ้งไว้

“สะพาน! ไปเร็ว!”

สะพานที่พวกเขาเห็นนี้เป็นสะพานข้ามแม่น้ำเก่า อยู่ห่างจากสะพานเดิมมากพอสมควร

แต่ก่อนที่เขาจะข้ามที่สะพาน มันกับมีซอมบี้จำนวนมาก ซอมบี้อีกฝูงขวางเส้นทางพวกเขาอยู่ หลายตัวติดอยู่ในรถขณะที่บางส่วนที่ไม่ติดอยู่ในรถ ก็กำลังจะเดินไปตามเสียงระเบิดและเสียงปืนของพวกเอส

“ซวยละสิ” ตอนนี้พวกเขาซวยจริง ๆ แล้วเมื่อตกอยู่ระหว่างกลางซอมบี้สองฝูง ไนเรลอยากจะไปตบกระบาลเอสอีกสักทีจริง

ในขณะที่เขาคิดหาทางอยู่นั้น ไม่รู้เพราะอะไรเมื่อมองไปที่ตึกห้องเช่าด้านข้างปรากฏว่ามีแมวกำลังกวักมือเรียกพวกเขาอยู่

แล้วไม่รู้เพราะอะไรเขาดันเข้าใจมันซะงั้นว่า ‘มาหลบทางนี้เหมียว มันปลอดภัยนะเหมียว’

แต่ไนเรลก็ตามแมวไปจริง ๆ ตึกแห่งนี้ก็เป็นที่ให้พวกเขาหลบที่เดี่ยวจริง เพราะที่เหลือก็เป็นบ้าน ชั้นเดี่ยวไปก็ที่โล่งกว้าง

“ไปเร็วตามแมวไป” ไนเรลพูดออกมา

ทุกคนถึงกับมองไปที่เขาแบบแปลก ๆ ‘ไนเรลพูดว่าให้ตามแมวไป จะบ้าเหรอหรือว่าเขาเป็นบ้าไปแล้ว’

ถ้าเขารู้ความคิดทุกคนในตอนนี้จะต้องรู้สึกกระอักกระอวนแน่นอนเพราะเขาพึ่งจะว่า เอสในใจไปด้วยคำนี้เช่นกัน

แต่มันจะไม่ให้เขาพูดอย่างนั้นได้อย่างไร ในเมื่อมีแมวกวักมือเรียกเขาจริง ๆ

“มีแมวกวักมือจริง ๆ ด้วย” นิเรียที่ใช้ความสามารถของเธอจึงเห็นได้ชัดกว่าไนเรลมากในระยะที่ไกลเช่นนี้

มันคือลูกแมวสีขาวขี่หนูยักษ์คาปิบาราอยู่

ตอนที่ 17 เทพเอส

ไนเรลคิดถึงท่อน้ำขนาดใหญ่ที่เชื่อมไปถึงอาคารชั้นใต้ดินของคุก แต่ว่ายังไงเขาก็ต้องลองเสี่ยงดูเพราะมีเวลาไม่มากแล้ว

“พี่จะไปช่วยปู่ออกมา ส่วนน้องรออยู่นี่นะ ค่อยดูเส้นทางที่จะถอยให้พี่ด้วย” ไนเรลหันไปกล่าวกับนิเรียน้องสาวของเขา

“พี่ชาย…” นิเรียพูดออกมาและกำลังจะขอตามไปด้วยความเป็นห่วง

“พี่ตัดสินใจแล้ว” ไนเรลพูดขัดขึ้นมาทันที และก็บอกกับดามินที่อยู่ด้านข้าง “ฝากดูเเลทุกคนช่วงที่ฉันไม่อยู่ด้วย”

“ครับ ระวังตัวด้วยพี่ไนเรล” ดามินรับปากอย่างเข้มแข็ง เขาสัญญาในใจว่าจะทำให้ดีที่สุดเหมือนกับที่ไนเรลได้ไว้ใจเขา

นิเรียเมื่อเห็นว่าพี่ชายของเธอ ได้ตัดสินใจแล้วและดูจะไม่ยอมเปลี่ยนใจง่าย ๆ เธอจึงได้แต่บอกให้เขาระวังตัว “พี่ชายระวังตัวด้วยนะ”

เขาพยักหน้าตอบและเดินออกมาแต่นิเรียก็ยังพูดขึ้น “พี่ชายต้องกลับมานะ”

“พี่ต้องกลับมาอยู่แล้ว น้องนับหนึ่งถึงสิบพี่ก็กลับมาแล้ว ถ้าไม่กลับมาใครจะคอยดูแลน้องสาวที่น่ารักคนนี้กัน” ไนเรลลูบไปที่หัวของเธออย่างอ่อนโยนและเดินออกไปจากตัวตึกทันที

ในขณะที่นิเรียนับหนึ่งถึงสิบในใจและพึมพำว่า ‘ไม่เห็นพี่ชายจะกลับมาเลย’ บางครั้งเธอก็ชอบทำตัวเป็นเด็กต่อหน้าพี่ชายและมันก็จะเป็นเช่นนี้ไปตลอดไม่ว่าพวกเขาจะอายุเท่าไหร่

นิเรียรีบปรับอารมณ์ของเธอแล้วเอาสไนเปอร์ M-21 จากดามินมาส่องไปที่คุก

……………………………..

ไนเรลออกมาได้สักพักเขาก็เจอกับท่อของโรงบำบัดน้ำ เขาเดินหาทางเข้าท่อน้ำทิ้งท่อหลักที่เชื่อมต่อไปยังคุก และที่โชคดีไปกว่านั้นคือเขาเจอแผนที่ด้วยมันวางอยู่บนกองเอกสาร ดูเหมือนว่าพวกเขาจะมีการตรวจเช็คซ่อมบำรุงประจำปี แต่ทุกคนก็ตายและเกิดเรื่องซะก่อน ของพวกนี้จึงยังไม่ได้เก็บไป

ภายในนั้นมืดมาก ด้านในท่อหลักมีเสียงลมพัดผ่านดังออกมาอยู่ตลอด เขาเปิดไฟฉายที่อยู่บนหัวที่ได้มาจากของที่พวกช่างซอมบำรุงทิ้งไว้ เขายังเอาเสื้อกั๊กของช่างมาด้วย เนื่องจากภายในมันมีน้ำจำนวนมากอากาศจึงเย็นเหมือนกับอยู่ในถ้ำ

ทันทีที่แสงส่องเข้าไปแมลงเล็ก ๆ ทั้งหลายต่างก็พากันหลบแสงกันอย่างรวดเร็ว

ไนเรลเดินเข้าไปอย่างระมัดระวัง ภายในต่อมาขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 10 เมตร มันใหญ่พอสมควร

กลิ่นที่นี่เน่าเหม็นพอสมควร แต่มันไม่ควรที่จะแรงแบบนี้ เพราะว่าปกติน้ำที่ปล่อยออกมาจะต้องได้รับการบำบัดเสียก่อน

‘ดูเหมือนว่าจะมีตัวอะไรตายอยู่ในนี้เป็นจำนวนมาก’

เขาหยิบแผนที่ออกมาดู เส้นทางแค่ 2 กิโลมันใช้เวลาแค่ 30 นาทีก็ไปถึงแล้ว ท่อหลักระยะทางประมาณ 1.5 กิโลเมตรและท่อย่อยอีก 0.5 กิโลเมตร

เมื่อเดินเข้ามาได้สักพักเขาก็เจอกับตะขาบตัวเท่าแขนยาวกว่า 2 เมตร มันพยายามจะเข้ามากัดเขาจึงโดนดาบยาวทังสแตนฟันจนขาดครึ่งอย่างง่ายดาย แต่มันก็ยังไม่ตายท่อนหัวและห่างของมันต่างพากันคลานหนีหายไปอย่างรวดเร็ว ‘ตะขาบสองหัว’

ไนเรลยังคงเดินทางต่อ แต่ว่าพอเดินมาได้สักพักเขาก็รู้แล้วว่ากลิ่นเหม็นมันมาจากไหน ที่นี่มีพวกศพคนตายจำนวนมากมันเป็นฝีมือของหนูยักษ์กลายพันธุ์เเละตอนนี้มันก็ขวางทางที่ไปสู้ท่อย่อยตรงไปคุกของเขาอยู่

เขารีบหลบไปที่ช่องของท่อด้านข้าง

เมื่อลองนับมันมีอยู่ราว ๆ 70-80 ตัวได้กำลังกินซากศพกันอย่างเมามัน ในนั้นไม่ได้มีแค่หนูแต่ยังมีพวกแมลลงสาป หนอน ตะขาบอยู่ด้วย

แต่พวกมันกินไม่นานก็ถูกหนูเจ้าถิ่นจับกินอยู่ดี

เขาต้องหาทางเข้าไปและก็กล้มลงไปเห็นก้อนอิฐที่เท้า ไนเรลจึงคิดบางอย่างออก

เขาหยิบก้อนอิฐขึ้นมาและใช้เนื้อแห้งของต่อกลายพันธุ์ที่เขาพกติดตัวมาด้วย ใช้เศษผ้าที่ฉีกออกมาผูกเนื้อและก้อนอิฐเข้าด้วยกัน

และใช้แรงทั้งถึง 3 เท่าป่ามันออกไปด้วยท่าควงสวิง ด้วยพลังที่ป่าออกไปมันเป็นเหมือนกับกระสุนปืนใหญ่แต่ด้วยข้อจำกัดของขนาดท่อ ก้อนอิฐก็ไปชนกับเพดานเสียงดัง ตึ๋ง!! ดึงดูดหนูทุกตัว

พอพวกมันได้กลิ่นเนื้อต่อกลายพันธุ์กรูวิ่งพากันไปตามกลิ่นของเนื้อต่อหัวเสือกลายพันธุ์ทันที

หนูทั้งหมดหายไปแล้วแต่เวลาของเขาไม่มากนัก เพราะเนื้อที่อยู่กับอิฐไม่พอให้พวกมันแย่งกันด้วยซ้ำ

ไนเรลรีบวิ่งไปทันทีพร้อมกับหลบแมลงเล็ก ๆ ไปด้วย ตอนนี้เขามาถึงหน้าท่อย่อยแล้วแต่มันมีกรงเหล็กขวางอยู่

จี๊ด ๆ!

เขามีเวลาไม่มากแล้ว เพราะหนูกลายพันธุ์พวกนั้นกลับมาแล้ว

โดยไม่รอช้าไนเรลรีบใช้แรงกระชากกรงเหล็กออก

แคร๊ง ๆ!!!

“ซวยละ” เขาออกแรงมากไปหน่อยโครงเหล็กถูกดึงออกมาจนหลุดมือเพราะแรงเหวี่ยงไปชนกับผนัง

เสียงจี๊ด ๆ! หนูกลายพันธุ์จำนวนมากก็พากันกรูเข้ามาหาเขา ไนเรลรีบวิ่งหนีสุดชีวิต

แต่ดูเหมือนจะมีหนูกลายพันธุ์บางตัวตามเขามาทันมันกระโดดเข้าใส่จากด้านหลังทันที

ไนเรลไม่รอช้าม้วนตัวใช้ดาบฟันมันจนขาดครึ่ง จากนั้นเขาก็ใช้ดาบแทงไปอีกตัวจนตาย

ไนเรลถุยน้ำที่กระเด็นเข้าปากเขาออกและเริ่มวิ่งต่อ…

300 เมตร…

200 เมตร…

100 เมตร…

50 เมตร..

10 9 8 7 6 5 4 3 2 1 เมตร…

“เจอแล้วประตูบานนั้น” ไนเรลรีบวิ่งไปที่ประตูเหล็กมันอยู่สูงจากพื้นประมาณ 1 เมตรเพื่อป้องกันน้ำ

เมื่อไปถึงประตูดูเหมือนจะถูกล๊อคไว้แต่แน่นอนว่าด้วยความสามารถ [พละกำลัง 50 เท่า (มดกินเหล็ก) B] ของเขามันก็ถูกเปิดออกอย่างง่ายดาย

แต่ในตอนนั้น หนูกลายพันธุ์ก็วิ่งตามมาถึงเขาแล้ว ไนเรลรีบเข้าไปด้านในทันทีและผลักประตูไว้

ตุบ! ปัง! ตุบ! ปัง!

หนูกลายพันธุ์หลาย ๆ ตัวที่หยุดไม่ทันหน้าจึงพุ่งชนเข้ากับประตูเหล็กเสียงดังลั่นสนั่นหวั่นไหว

“โชคยังดีที่ประตูเหล็กบ้านนี้มันหนาพอไม่งั้นประตูได้พังแน่” ไนเรลมองหาอะไรที่พอจะมาใช้ล๊อคหรือขัดประตูได้บ้างเพราะตอนนี้ตัวล๊อคของประตูมันพังไปตอนที่เขาพังมันเข้ามาแล้ว

และเขาก็เจอเหล็กราวบันได เขาจึงเอื้อมมือไปดึงมันมา

ปึก!

และก็แทงมันเข้าไปในพื้นปูนขัดกับประตูไว้เพื่อไม่ให้ประตูเปิดออก “น่าจะพอต้านได้สักพัก”

ไนเรลมุ่งหน้าต่อทันที

ห้องที่เขาอยู่ตอนนี้เป็นห้องของชั้นใต้ดินมันมีน้ำขังอยู่พอสมควร น้ำพวกนี้ท่วมมาจากชั้นใต้ดินข้างล่างลงไปอีก

ตั้งแต่ไฟฟ้าดับไป เครื่องสูบน้ำชั้นใต้ดินก็หยุดทำงานน้ำจึงท่วมขังแบบนี้

ที่นี่มืดมาก เขาใช้ไฟฉายที่หัวส่องดูรอบ ๆ อย่างระมัดระวังและเดินขึ้นบันไดไปอย่างช้า ๆ

ว๊าก ๆ!!!

ทันใดนั้นก็มีซอมบี้ ขั้น 1 ตัวหนึ่งกระโดดออกมาจากไหนไม่รู้มาหาเขา แต่ด้วยความที่ไนเรลระวังตัวอยู่ตลอด มันจึงถูกมีดสั้นทังสแตนปักเข้าที่ศีรษะอย่างรวดเร็ว

ตึง!

ร่างของมันล้มลงกับพื้นกรงเหล็กเสียงดังไปทั้งชั้น เพราะด้วยความที่มันเป็นห้องปิด

ฮื่อออ ฮึ่ม!!!

หลังเสียงล้มลงหายไปเสียงของซอมบี้ที่ออกมาจากลำคอก็ดังไปทั่วมันดังส่งต่อกันเป็นทอด ๆ

เมื่อเขาเห็นพวกมันน่าจะมีซอมบี้ ประมาณ 20 กว่าตัวก็รีบไปจัดการมันทันทีก่อนที่พวกมันจะเรียกพวกมามากกว่านี้

“ย้า!” ไนเรลใช้ดาบยาวมือขวา และมีดสั้นมือซ้ายเพื่อความรวดเร็ว เขาเน้นแทงไปที่ส่วนหัวของมัน

จากอีกตัวไปอีกตัว บางครั้งก็ต้องฟันไปที่ขาของมันเพื่อจำกัดการเคลื่อนไหวของมันและค่อยหันกลับมาฆ่ามันอีกที

แค่ 5 นาทีเขาก็จัดการซอมบี้ 24 ตัวจนหมด แต่ก็มีแผลจากรอยข่วนที่แขนเล็กน้อย

มันทะลุเสื้อผ้าลงไปแต่ก็ไม่ลึกมากนัก

และรีบวิ่งไปที่ชั้นบนต่อทันที เมื่อมาถึงประตูมันก็ถูกดันขวางไว้ด้วยเก้าอี้และโต๊ะจำนวนมาก ที่หน้าประตูมีคนที่ใส่ชุดนักโทษและผู้คุมสองคนนั่งเฝ้าอยู่

“เฮ้ย! เองได้ยินเสียงดังจากห้องข้างล่างไหมวะ” ผู้คุมสกิตนักโทษที่หลับอยู่ข้าง ๆ

“หืม อะไร! มีอะไร!” นักโทษคนนั้นสะดุ้งตกใจตื่นทันที เขามองซ้ายมองขวาเมื่อไม่มีอะไรเขาก็หันไปทางผู้คุม “เองจะบ้าเหรอกูตกใจหมด”

เขาทำท่าถอนหายใจ และทั้งสองคนก็นั่งคุยกันถึงเรื่องวันเก่า ๆ

ดูเหมือนว่าตอนนี้นักโทษและผู้คุมจะกลายเป็นเพื่อนกันไปแล้ว

แต่ในตอนนี้ เวลานี้พวกเขาก็เหมือนลงเรือลำเดียวกันต้องมาติดอยู่ในวงล้อมฝูงซอมบี้จำนวนมหาศาล จะไปไหนก็ไม่ได้

กำลังคนแค่ผู้คุมก็น้อยไม่มีทางจัดการคุ้มกันรอบ ๆ คุกขนาดใหญ่ที่นี่ได้หมดแน่นอน ดังนั้นพวกผู้คุมจึงปล่อยตัวนักโทษที่ไว้ใจได้ให้มาช่วยกัน และแน่นอนเมื่อนักโทษเหล่านี้เห็นสถานการณ์ด้านนอกก็ไม่ปฏิเสธ

ปึง! ปึง! ปึง!

และในตอนนั้นเองเสียงทุบประตูก็ดังขึ้นจากประด้านหลังของพวกเขา

“เฮ้ เปิดประตูให้หน่อย” ไนเรลพยายามบอกกับทั้งสองคนที่เฝ้าประตูอยู่

“ซอมบี้!” นักโทษคนนั้นถึงกลับตกใจร้องออกมา

“ซอมบี้ บ้านเองสิพูดได้” ผู้คุมรีบท้วงทันที และเขาก็รีบไปยกโต๊ะออกทันที “เร็วมาช่วยกันหน่อย”

หลังจากนั้นสักพักพวกเขาก็เปิดประตูให้ไนเรลได้ แต่ในที่เขาเข้ามาได้แล้วปรากฏว่ามีซอมบี้วิ่งตามไนเรลมา

“ซวยละ เร็วรีบช่วยกันปิดประตูก่อน” ผู้คุมและนักโทษรีบช่วยกันยกโต๊ะเก้าอีกกลับไปขวางไว้อย่างเดิม แต่ดูเหมือนจะช้าไป

ในตอนนั้นเองเขาก็เห็นว่าอยู่ ๆ ตู้ล็อกเกอร์ตรงทางเดินก็ถูกยกมา และ คนที่ยกก็คือไนเรลนั้นเองมันถูกยกมาวางปิดประตูได้อย่างง่ายดาย

ทั้งสองคนมองไปที่ไนเรลและคิดว่า ‘พวกเราไปเปิดประตูให้ตัวประหลาดอะไรเข้ามา’

“ส..สวัสดี” ทั้งสองคนทักทายไนเรลแบบกล้า ๆ กลัว ๆ

“สวัสดี ที่นี่ใครควบคุมอยู่ พาผมไปหาเขาได้หรือไม่?” ไนเรลตรงเข้าประเด็นทันที ตอนนี้มันเสียเวลามามากแล้ว เขาต้องรีบไม่งั้นตอนกลับออกไปมันจะมืดซะก่อน

ทั้งสองคนพาไนเรลไปพบกับคนที่คุมที่นี่

เมื่อเข้าไปในห้องก็พบกับชายอายุราว ๆ 25 ปี นั่งอยู่ที่เก้าอี้ในห้องของพัศดี

“นายไม่ใช่พัศดี” ไนเรลพูดออกมาและมองไปที่คริสตัลวงกลมขนาดเล็กที่หน้าผากของเขา ‘ประเภทพลังธาตุ’

“ก่อนอื่นนายควรที่จะแนะนำตัวเองก่อนไม่ใช่หรือ ว่าเป็นใคร? มาทำอะไร? แล้วเข้ามาในนี้ได้อย่างไร?” ชายหนุ่มคนนั้นพูดออกมาราวกับว่าตนเองสูงส่งเหนือกว่า

ไนเรลที่ได้ยินน้ำเสียงแบบนั้นก็รู้สึกหมั่นไส้อยากจะกระโดดเตะสองขาคู่สักที แต่เขาก็ยังต้องแนะนำตัวเอง เพราะถึงอย่างไรที่นี่ยังถือว่าเป็นบ้านของชายหนุ่มคนนี้

ในฐานะคนมาเยือนเขาก็ควรแนะนำตัวเองอย่างเป็นทางการ “ฉันไนเรล เข้ามาทางใต้ดินทางท่อน้ำทิ้ง แค่เข้ามาหาคน คนหนึ่งเท่านั้น”

ไนเรลพูดออกไปแบบห้วน ๆ เพราะเขาไม่ชอบท่าทีของหมอนี่เลยแม้แต่น้อย

“โอ้ ท่อน้ำทิ้ง ชั้นที่เชื่อมกับส่วนนั้นมันเต็มไปด้วยซอมบี้ นายผ่านมันมาได้อย่างไร” ชายคนนั้นยังถามต่อแต่ไนเรลไม่ตอบ

เมื่อมองกันอยู่สักพักชายคนนั้นจึงแนะนำตัวเอง

“ข้าคือ เอส เรียกว่าเทพเอสก็ได้” เอสแนะนำตัวเองราวกับว่าเป็นเทพผู้สูงส่ง จากนั้นเขาก็ยกมือขึ้นยิงลูกไฟขนาดเล็กออกมาจากมือของเขายิงใส่ผนังห้องจนเป็นรอยไหม้

ดูเหมือนว่าเขาพยายามโชพลังของตัวเองที่เหมือนกับเป็นเทพพระเจ้าลงมาช่วยผู้คนในวันสิ้นโลก

ผู้คุมและนักโทษ ทั้งสองคนรีบคุกเข่าลงทันที ด้วยความเคารพ

เอสหวังว่าจะเห็นไนเรลคุกเขาสรรเสริญและขอร้องเป็นคนรับใช้ของเขาแต่ท่าทีที่เห็นนั้นมันกับมีแค่รอยยิ้มที่เหยียด เห็นเขาเป็นตัวตลกกับมาทั้งนั้น

ไนเรลมองไปที่เอส และคิดว่าชื่อเอสก็คงจะเปลี่ยนและตั้งให้กับตัวเองเท่านั้นตามการ์ตูนดังเท่านั้น

เขาจึงลุกขึ้นและเดินไปที่ตู้เหล็กขนาดไหญ่ที่ใส่เอกสารไว้ด้านข้างมันใหญ่และหนักราว ๆ 300 กิโลกรัม

เอสมองไปที่ไนเรลแบบงง ๆ ว่าเขาจะทำอะไรและทันใดนั้นเขาก็เห็นไนเรลใช้มือเดี่ยวยกตู้เหล็กขึ้นมาอย่างง่ายดาย

ทั้งสามคนที่อยู่ในห้องถึงกับตกใจ

แต่คนที่ตกใจมากสุดคือ เอส เขาถึงกลับคิดในใจ ‘พระเจ้า! ยังมีคนที่เหมือนกับข้าอีก ข้าจะต้องให้มันมาเป็นผู้ติดตามให้ได้’

ตอนที่ 16 ฝูงปลาบึกยักษ์กลายพันธุ์

พวกเขาออกเดินทางต่อไปตามเส้นทางที่เจคอบบอก มันใช้เวลาสักพักพวกเขาก็มาถึงทางแยกและมุ่งหน้าสู่เมืองเล็ก ๆ ข้างแม่น้ำ เส้นทางนี้เจคอบบอกว่าพ่อของเขาที่เป็นคนขับรถส่งสินค้าจะมาบ่อย ๆ เพราะมันตรงไปที่เมืองซานติเกียได้โดยตรง ส่วนทางที่ไนเรลไปนั้นมันเป็นทางที่รถไฟใช้กัน

เขาสงสัยว่าทำไม เจคอบเด็กน้อยหัวขโมยถึงรู้เส้นและจำทางพวกนี้ดีนะทั้งที่อายุยังน้อย แต่เจคอบก็ตอบกลับมาประโยคหนึ่งว่า “เขาอยากเป็นคนขับรถบรรทุกแบบพ่อที่เป็นฮีโร่ของเขา”

เมื่อได้ยินประโยคนั้น เขาก็คิดถึงคำพูดหนึ่งที่ว่า ‘คนเราถ้าทำในสิ่งที่รักและชื่นชอบ เขาจะเก่งในด้านนั้น ๆ และอายุก็ไม่ใช่ข้อจำกัด’

ใช้เวลาเดินทางไม่นานพวกเขาก็มาถึงสะพานแต่มีรถจอดไว้อยู่เต็มไปหมด

ตามที่เจคอบบอกแค่ข้ามสะพานนี้ไปแค่ไม่กี่กิโลก็ถึงเมืองแล้ว ไนเรลใช้กล้องส่องทางไกลที่ไปขอยืมมาจากเจ้าของรถบ้าน

“ที่สะพานมีรถที่จอดขวางทางเต็มไปหมดแต่มันไม่มีซอมบี้ น่าจะยังพอเดินข้ามไปได้” เขาพูดแล้วส่งกล้องให้นิเรียและคนอื่นเพื่อใช้ส่องดูที่สะพาน

“เราจะทิ้งรถไว้ที่นี่ แล้วข้ามไปพรุ่งนี้” เขาบอกกับทุกคน

แต่ว่าในตอนนั้นเองก็มีคนเปิดวิทยุของรถบ้านขึ้นมา

“ทุกคนมาฟังนี่เร็ว มีช่องสัญญาณฉุกเฉินของทางรัฐบาล พวกเขาว่ามีค่ายลี้ภัยของเขตตะวันออก” คนที่อยู่บนรถบ้านพูดขึ้น

“จริงด้วยพวกเขายังบอกอีกว่าจะเริ่มสร้างเมืองใหม่ พวกเราไปที่นั้นกันเถอะ”

ตอนนี้เสียงในกลุ่มเริ่มแตกออกเป็นสองทางแล้ว คนที่อยู่ในรถบ้านต้องการจะเดินทางไปที่ค่ายลี้ภัยและหวังว่าจะมีโอกาสเดินทางไปที่เมืองใหม่ที่ทางรัฐบาลสร้าง

ขณะที่ทุกคนเถียงกันอยู่นั้น ไนเรลก็กล่าวออกมา “ใครจะไปก็ไป ฉันไม่ได้บังคับใครให้อยู่ แต่แฮรี่จะต้องอยู่ที่นี่”

หมอแฮรี่เหมือนจะพูดอะไรแต่เมื่อเห็นสายตาไนเรลเขาก็เงียบ ตอนที่จะออกมาเขาก็ขอให้ไนเรลช่วยคนพวกนี้แล้ว ตอนนี้เขาก็ต้องอยู่กับกลุ่มของไนเรลตามที่เขาเคยพูดเอาไว้

หลังจากตกลงกันเขาก็แบ่งอาหารกระป๋องให้พวกนี้บางส่วน เขาไม่ได้รู้สึกเสียดายอาหารกระป๋องเหล่านี้ เพราะเขาคงขนไปไม่หมด

เนื่องจากเขาจะทิ้งรถไว้และเดินข้ามสะพานไปแทน ดังนั้นของที่เอาไปด้วยได้จึงมีจำกัด

หลังจากที่แยกกลุ่มออกมา เขาตัดสินใจหาที่พักกันก่อนและพรุ่งนี้เช้าค่อยข้ามสะพานมันจะปลอดภัยกว่า

ไนเรลและพวกเจอบ้านหลังเล็ก ห่างจากสะพานแค่ไม่ถึง 100 เมตร บ้านหลังนี้ดูเหมือนจะเป็นบ้านของชาวประมงริมแม่น้ำ

มันมี 2 ห้องนอน 1 ห้อง นั้งเล่นและห้องน้ำอีกหนึ่ง ด้านหลังมีบ่อน้ำบาดาลขนาดเล็กอยู่

“พี่ชายพอมีน้ำบาดาลอยู่” นิเรียพูดด้วยความดีใจเธออยากอาบน้ำมากหลังจากเจอเรื่องแย่ ๆ มา

แต่เมื่อเปิดดูก็มีซอมบี้สามีภรรยาอยู่ในบ่อ

เมื่อพวกมันเห็นไนเรลก็ร้องคำรามด้วยความหิวกระหาย เขาจึงช่วยให้มันพ้นทุกข์

และทุกคนก็ได้แต่หาผ้าชุดน้ำเพื่อเช็ดตัวและใบหน้าสักเล็กน้อยเท่านั้น จากนั้นก็ไปรวมกันที่ห้องโถงเพื่อพักผ่อน

วันนี้มันหนักมากสำหรับพวกเขา ทุกคนกินอาหารกระป๋องกันที่ข้างเตาผิง

ส่วนไนเรลก็อาศัยความชำนาญของตนในการจัดการกับร่างของต่อหัวเสือกลายพันธุ์ทั้ง5 ตัว เนื้อของพวกกลายพันธุ์มันเน่ายาก สามารถเก็บไว้ได้หลายวัน แต่เขาก็ยังเอาพวกมันมาย่างแบบรมควันที่เตาผิงให้แห้ง เวลาจะหยิบกินจะได้สะดวก

“พี่ชายจะกินมันจริง ๆ เหรอ” นิเรียไม่ค่อยรู้สึกดีกับพวกต่อหัวเสือกลายพันธุ์มากนักเนื่องจากพวกมันฆ่าเพื่อนของเธอ

“แน่นอน” หลังจากที่พูด เขาก็หยิบเนื้อชินที่ดีที่สุดขึ้นมากินอย่างหน้าตาเฉย เนื้อมีความมัน และนุ่มมาก “อืม…อร่อยดีหนิ”

ไนเรลส่งเนื้อให้น้องสาวของเขา นิเรียก็เป็นมนุษย์ชั้นสูงเช่นกัน ดังนั้นเธอก็ควรที่จะกินพวกเนื้อกลายพันธุ์ให้มาก เพื่อที่จะได้พัฒนาเป็นขั้นต่อไป “น้องต้องกินมาก ๆ เนื้อพวกนี้มีประโยชน์กับคนแบบพวกเรา”

จากนั้นเขาก็บอกว่าบางส่วนให้กับทุกคน แต่เขาก็เตือนว่าอย่ากินเนื้อกลายพันธุ์นี้เยอะเกินไป มันจะให้โทษมากกว่าประโยชน์

หลังจากนั้นเขาก็กลับมานั่งกินเนื้อต่อหัวเสือกลายพันธุ์ของตัวเองต่อ

ถึงแม้ต่อทั้ง5 ตัวจะมีเนื้อไม่เยอะ ส่งเมื่อรวมกันแล้วก็ได้ประมาณ 90 กิโล

กินข้าวกินก็ยิ่งรู้สึกว่ามีพลังบางอย่างกำลังก่อตัวขึ้นอย่างช้า ๆ เขากินเนื้อไปถึง 4 กิโลแล้วก็เริ่มโครงรู้สึกอิ่ม ๆ จึงหยุดเพื่อรอให้ความสามารถ [ดูดซับความสามารถ???] จัดการเนื้อกินลงไปเสร็จซะก่อน

เขาก็ไปหาอะไรทำค่าเวลาโดยการจัดการเช็ดทำความสะอาดดาบ และปืนของตัวเอง

ส่วนนิเรียและดามินก็ช่วยกันจัดการกับปืนสไนเปอร์ M-21 ปืนลูกโม่และของบางส่วนของเขา

“พี่ไนเรลระเบิดพวกนี้จะทำอย่างไร” ดามินถามขณะที่ชี้ไปที่ระเบิดมือ 4 ลูกที่ได้มาพร้อมกับปืนสไนเปอร์

“อืม…แบ่งไปคนละลูกก็แล้วกัน” ไนเรลกล่าว

ทุกคนได้มาคนละหนึ่งลูกเว้นเจคอบ โดยไนเรลให้เหตุผลว่าเขายังเด็กเกินไป เจคอบดูจะไม่พอใจเล็กน้อย แต่เขาก็รู้สึกกลัวไนเรล พี่ชายผู้น่ากลัวของลูกพี่นิเรียเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นสักพัก ไนเรลก็กลับมา และกินเนื้อต่อหัวเสือกลายพันธุ์อีกหลายครั้ง เนื้อถูกกินไปถึง 30 กิโลกลัม

ถ้าเป็นคนปกติคงไม่สามารถกินเนื้อสัตว์ที่มากถึง 30 กิโลกรัมได้ภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง แต่เขากลับทำมันได้ น่าจะเป็นเพราะว่าความสามารถในการดูดซับของเขา

เมื่อทดลองใช้ดูปลายนิ้วทั้ง10 ของเขาก็เปลี่ยนเป็นเหล็กในของต่อหัวเสือ

[นิ้วเหล็กในพิษ (ต่อหัวเสือกลายพันธุ์) A]

เปลี่ยนนิ้วให้เป็นเหล็กในต่อหัวเสือ แต่ทุกอย่างก็มีข้อจำกัด เมื่อใช้ครบ 10 นิ้วต้องรอ 24 ชั่วโมงเพื่อใช้ใหม่

เขาคิดว่าความสามารถนี้น่าจะอยู่ในระดับ A จากประสบการณ์ของเขา

ตอนนี้เขามีความสามารถที่ถึงตายเพิ่มขึ้นมาอีกอย่างแล้ว ด้วยความสามารถทั้งหมดของเขาที่มีอยู่ตอนนี้ มันน่าจะพอจัดการกับซอมบี้ขั้นที่ 2 ได้แล้ว

และอีกอย่างตอนนี้เขาก็เริ่มรู้สึกว่าการเปลี่ยนแปลงในร่างกายแล้ว เขาใกล้ที่จะวิวัฒนาการ เลื่อนไปเป็นระดับ สีเทาแล้ว

ที่ผ่านมาเขากินเนื้อกลายพันธุ์จำนวนมากพอสมควรมันจึงไม่แปลกเท่าไหร่ที่เขาจะเลื่อนระดับได้เร็ว

และส่วนหนึ่งก็น่าจะมาจากความสามารถ [ดูดซับความสามารถ ???] ของเขาที่ช่วยให้กินได้เยอะขึ้นและดูดซับสิ่งที่กินเข้าไปทั้งหมด

ส่วนนิเรียที่คอยเป็นห่วงพี่ของเธออยู่ด้านข้าง เพราะพี่ชายของเธอกินเยอะเกินไปแล้ว เธอกลัวว่าเขาจะไม่สบาย

และที่เธอเป็นเช่นนั้นก็เพราะยังไม่รู้ว่าพี่ของเธอมีถึงสองคริสตัลวิวัฒนาการ 2 ความสามารถหลัก

เช้าวันต่อมาพวกเขาก็เก็บของและเตรียมตัวไปที่สะพานแต่วันนี้มันมีหมอกหนามากปกคลุมสะพาน

“หมอกหนาอีกแล้ว” ดามินเริ่มไม่ชอบหมอกแล้วเพราะพวกมันมักพาความซวยมาเสมอเหมือนบนถนน เมื่อสองวันก่อน

“ยังไงเราก็ต้องไป” ไนเรลเดินน้ำหน้าออกไปก่อน โดยมีนิเรียตามหลัง เจคอบ หมอแฮรี่และคนสุดท้าย ดามินที่แบกปืนสไนเปอร์คอยดูข้างหลัง

เขาแบกกระเป๋าเป้ที่ใหญ่พอสมควรแต่น้ำหนักของมันก็ไม่ได้เป็นปัญหาเพราะเขามีความสามารถ [พละกำลัง 50 เท่า (มดกินเหล็ก) B]

แบกของที่หนักกว่าน้ำหนักตนเองได้ถึง 2.5 เท่าได้สบาย หรือจะ 5 เท่าถ้าเขาใช้ความสามารถจนสุด นั้นคือ 375 กิโลกรัมเขาก็ทำได้

เมื่อเดินเขามาในสะพานข้ามแม่น้ำที่มีทางเดินให้คนเดินสองฝั่งตรงกลางเป็นถนน 2 เลนให้รถข้าม ตัวสะพานยาวประมาณ 500 เมตร

พวกเขาเดินข้ามสะพานไปอย่างระมัดระวัง ในระหว่างทางก็สังเกตรถที่จอดทิ้งไว้อยู่ในสะพานไปด้วย มีศพที่ตายอยู่ในรถไม่ได้ไปหลายคัน น่าแปลกกับที่ไม่มีซอมบี้อยู่ในบริเวณนี้เลย

ถ้ากะจากปริมาณรถหน้าจะมีซอมบี้อยู่ราว ๆ 1000 – 2000 ตัว แต่พวกมันไปไหนหมดเขาก็ไม่สามารถรู้ได้

ไนเรลที่เห็นสถานการณ์แบบนี้ก็ระวังตัวเป็นอย่างมาก เขาได้แต่คิดในใจ ‘พวกมันน่าจะไปรวมตัวกันอยู่ที่ไหนสักพัก’

และในตอนนั้นเองเจคอบก็สะกิดเรียกนิเรียให้ดูบางอย่างในแม่น้ำ “ลูกพี่วาฬ”

ทุกคนหันไปมองทางที่เจคอบพูด มันจะมีวาฬอยู่ที่นี่ได้อย่างไรในเมื่อแม่น้ำสายนี้เป็นน้ำจืดทุกคนก็คิดเช่นนั้นแต่เมื่อมองไปก็ต้องตกใจ ประมาณ 100 กว่าเมตร แหวกว่ายอยู่ในน้ำเป็นฝูงขนาดยักษ์

“สุดยอดฝูงวาฬ” ดามินและนิเรียดูจะตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากที่ได้เห็นอะไรแบบนี้

“มันไม่ใช่วาฬแต่เป็น ปลาบึก ปลาน้ำจืดที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในโลก พวกมันน่าจะกลายพันธุ์จึงทำให้มีขนาดตัวใหญ่ขนาดนี้” ไนเรลอธิบายพร้อมกับนึกถึงข้อมูลของพวกมัน

ปลาบึกกลายพันธุ์ มันมีความยาวประมาณ 100-150 เมตร มีปากที่ขนาดใหญ่มาก ซึ่งมันชอบกินสาหร่ายที่ขึ้นอยู่ตามก้อนหินใต้น้ำเป็นอาหาร มันรักสงบ ตื่นตกใจง่าย

เหตุผลที่เขาจะรู้ข้อมูลจำนวนมากก็เพราะว่า พวกมันมักจะถูกล่าไปเป็นอาหารแจกจ่ายในเมืองต่าง ๆ อยู่บ่อยครั้ง

เนื่องจากขนาดตัวที่ไหน ทำให้มันเคลื่อนที่ช้า แล้วมันเป็นสัตว์กินพืชทำให้มันไม่ค่อยมีนิสัยดุร้าย จึงตกเป็นอาหารที่ล่าได้ง่ายและให้ปริมาณเนื้อที่เยอะ ในเวลาต่อมามนุษย์นิยมล่าพวกมันเป็นอย่างมาก

หลังจากที่พวกเขามองฝูงของปลาบึกยักษ์กลายพันธุ์ว่ายผ่านไปจนสุดสายตา ก็ออกเดินกันอีกครั้ง

ใช้เวลาไม่นานก็ข้ามสะพานนี้ไปได้ แต่ว่าบนเส้นทางก็ยังเต็มไปด้วยรถจำนวนมหาศาล พวกเขายังต้องเดินกันอีกไกล แต่ก็ยังไม่มีวี่แววของซอมบี้แม้สักตัว

ส่วนสัตว์เลี้ยง สัตว์กลายพันธุ์ในบริเวณนี้เขาคิดว่าพวกมันคงถูกซอมบี้จับกินไปหมดแล้ว

พวกเขาใช้เวลาตลอดช่วงเช้าในการเดินเข้าไปทางเมือง และแล้วก็เริ่มมีตึกอาคารและบ้านที่เพิ่มขึ้นมาจำนวนมาก

“ระวังตัวไว้ด้วย” เมื่อเข้าบริเวณย่านการค้า ไนเรลก็บอกกับทุกคน

คุกที่เข้าจะเป็นคุกใหญ่ของเมืองแห่งนี้ ตามที่เขาเคยทราบมาตอนที่ปู่โดนจำคุกแห่งนี้มีนักโทษประมาณ 10,000 คน และผู้คุมอีก 300 คน นั้นหมายความว่าผู้คุม 1 คนต่อนักโทษ 34 คน

ในช่วงที่เกิดเรื่อง เขาหวังว่าสถานการณ์ภายในคุกจะไม่เลวร้ายนัก

ส่วนเขารู้ได้อย่างไรว่าปู่ของเขายังไม่ตายนั้นก็เป็นเพราะว่าเขาเคยเจอเอกสารในชีวิตที่แล้ว ว่าปู่ของเขาส่วนในงานวิจัยที่เมืองใหม่ที่ถูกสร้างขึ้น ส่วนเขาได้เอกสารมาได้ไงงั้นก็คงจะบอกว่ามันเกี่ยวกับ ผู้หญิงที่เป็นฝันร้ายของเขา สเตล่า

ตอนนี้พวกเขาอยู่ห่างจากคุกไปแค่ 2 กิโลเมตรแล้ว

“ทำไมที่นี่มันเงียบอย่างนี้?” หมอแฮรี่พูดออกมาเพราะเขารู้สึกว่ามันเริ่มแปลก ๆ แล้ว

ทันใดนั้นไนเรลก็รีบยกมือทำเป็นสัญญาณให้ทุกคนเงียบลงก่อน

พวกเขาพยายามเอียงหูฟังเสียงที่ลอยมาตามอากาศ มันมีเสียงเหมือนกับเสียงคนจำนวนมากดังมาไกล ๆ เหมือนแมลงวันฝูงใหญ่ที่บินไปมา

เมื่อทั้งกลุ่มเดินหลุดออกจากตึกที่บังพวกเขาจากเสียงพวกนั้นก็ต้องตกใจ ซอมบี้ ซอมบี้จำนวนมหาศาลกินพื้นที่กว่า 1 กิโลเมตร พวกมันล้อมรอบ คุกไว้อยู่ตรงกลาง

“ถอยเร็ว” ไนเรลพูดด้วยเสียงที่เบาที่สุดรีบพาทุกคนออกจากบริเวณนั้นทันที

พวกเขารีบหาตึกสูงและเข้าไปในนั้น “เข้าไปหลบในนั้นก่อน”

เเกก ๆ!

เมื่อเข้าไปในตึก 4 ชั้นมันเป็นภัตตาคารอาหารหรู พวกเขาก็ได้ยินเสียงดังมาจากในห้องครัวมันคือซอมบี้พ่อครัว 3 ตัว

พวกเขารีบจัดการมันอย่างง่ายได้โดยใช้แค่ดาบสั้นและมีดสั้นทังสแตน เพื่อที่จะไม่ให้เกิดเสียงดังดึงดูดซอมบี้ที่อยู่ด้านนอก

หลังจากนั้นพวกเขาก็ขึ้นไปบนดาดฟ้า

มองจากชั้น 4 ลงไปในเมืองด้านล่างมันเป็นภาพที่น่าเหลือเชื่อมาก เมืองที่ถูกทำลาย ตึกถล่มถนนที่พัง กลุ่มควันที่ลอยมาจากอาคารที่ถูกไฟไหม้ มันผ่านเพียงไม่กี่วันต้องรอพรุ่งนี้ก็ยังมีอยู่จำนวนมหาศาล

ตอนนี้ขณะเดียวกันก็มี ต้นไม้ ใบหญ้า ตะไคร่น้ำขนาดใหญ่ปกคลุมตามตัวอาคารบ้างแล้ว

ตูม! ปัง! ตูม! ปัง!

ในตอนนั้นเองเขาก็ได้ยินเสียงดังออกมาจากคุก ที่มีกำแพงล้อมรอบสูงถึง 10 เมตร เสียงปืนดังออกมาเป็นระยะดูเหมือนว่าจะมีคนรอดอยู่

พวกเขาน่าจะยึดคุกและใช้มันเป็นป้อมปราการต้านพวกซอมบี้

“พวกเขาจะทนได้อีกไม่นาน ถ้ามีซอมบี้ขั้น 2 หรือ ขั้น 3 ปรากฏตัวขึ้น” ไนเรลพูดพึมพำออกมา

ตอนนี้เขาต้องหาทางเข้าไปช่วยปู่ให้ได้ก่อนที่พวกซอมบี้จำนวนมหาศาลนี้จะฝ่าเข้าไปในคุกได้

หลังจากคิดอยู่สักพักก็เกิดไอเดียขึ้นมา ‘ท่อน้ำทิ้งขนาดใหญ่ ยังไงมันก็ต้องเชื่อมไปถึงทางอาคารชั้นใต้ดินของคุก’

ตอนที่ 15 เมื่อถึงคราว…(ปวดตับ)

หลังจากที่ไนเรลหนีลงมาจากชั้นสองเขาก็ไปร่วมกับทุกคนที่นอกรั้วบ้าน เมื่อหันกลับไปมองคนที่ชั้น 2 เขาก็เห็นร่างของหนึ่งในลูกน้องของโจ ถูกฝูงต่อหัวเสือลากขึ้นไปบนท้องฟ้าในขณะที่โจนั้นร้องด้วยความเจ็บปวดอยู่ภายในห้อง

“ไปรีบกลับไปที่บ้านพักไปเอารถก่อน” ไนเรลพูดกับกลุ่มของเขา และหันไปบอกคนที่เหลือ “ส่วนพวกคุณ ใครที่ต้องการไปพร้อมกับผม ก็ไปหารถที่ยังใช้ได้อยู่แล้วไปเจอกันที่หน้ารีสอร์ต”

หลังจากที่กล่าวเสร็จเขา นิเรีย ดาลิธและดามินก็ไปที่บ้านพัก แต่ก็มีหัวขโมยตัวน้อยตามมาด้วย “เขาตามมาทำไม”

“เขารู้ทางอ้อมหลุมลึกที่ถนนนั้น” นิเรียกล่าว

“งั้นให้เขาตามมาได้” ไนเรลวิ่งไปที่บ้านพักเพื่อไปเอารถตอนนี้พวกเขาต้องออกไปที่นี่ให้เร็วที่สุด ฝูงต่อที่ฆ่าคนอื่น ๆ หมดแล้วเริ่มที่จะมารวมตัวกันมากขึ้นแล้ว

แต่ในระหว่างทางเขากลับเห็นซากของต่อหัวเสือหลายตัว ‘ถ้ากินมันจะได้ความสามารถแบบไหน? ต้องลอง’

เขาไม่รอช้ารีบวิ่งไปด้านข้างเพื่อเก็บซากของต่อหัวเสือ 2 ตัวใส่บ่าวิ่งแบกมันไปทั้งอย่างนั้น

นิเรียที่เห็นแบบนั้นก็ถามออกมา “พี่ชายจะเอามันไปทำอะไร?”

“พี่อยากลองกินมันดู” ไนเรลตอบหน้าตาย

นิเรียได้แต่พูดด้วยเสียงเล็กของเธอว่า “พี่ชายจะกินทุกอย่างมั่ว ๆ ไม่ได้นะ”

หลังจากที่พวกเขาใช้เวลาไม่นานก็มาถึงรถไนเรลก็โยนร่างต่อหัวเสือกลายพันธุ์ไปบนหลังคาตอนนี้มันมี 5 ตัวแล้วเพราะเขาเจอมันในระหว่างทางอีก 3 ตัว ร่างขนาด 1 เมตร 5 ตัวถูกผูกติดด้วยเชือกอย่างเเน่นหน้า

พวกเขาขับรถออกมาทันทีเพราะไม่ได้มีของอะไรที่เอาลงจากรถ

และเขาก็ขี่ออกมาจนถึงหน้าประตูรั้วปากทางเข้าบ้านพักรีสอร์ต ในระหว่างนั้นก็มีคนที่ยังรอดชีวิตอยู่หลายคนพยายามวิ่งออกมาตามนัดกับเขา ส่วนใหญ่ก็ถูกพวกหัวเสือรุมต่อยกันตาย

ด้านหลังเขามีรถอีก 2 คันตามมา

1 คันเป็นรถตู้ และอีกคันเป็นรถบ้าน เมื่อออกมาจากรั้วประตูบ้านพักรีสอร์ตที่ไนเรลพังไปในตอนแรก

อยู่ ๆ ก็มีต่อหัวเสือกลายพันธุ์ตัวหนึ่งบินไปทางรถตู้มันใช้เหล็กในแทงทะลุกระจกฝั่งคนขับ เหล็กในทะลุเข้าที่หน้าอกของคนขับ เสียชีวิตคาที่ในทันที

รถตู้เสียหลักลงข้างทาง ชนเข้ากับป้อมยามที่อยู่ด้านหน้า

“บ้าเอ๊ย” ไนเรลอุทานออกมา เพราะในรถคันนั้นมีหมอแฮรี่อยู่ คนที่อยู่ในรถตู้เริ่มวิ่งลงมา หนีตายกันจ้าละหวั่น

หมอแฮรี่ก็เป็นหนึ่งในนั้น หมอแฮรี่มีความสำคัญมากเกินไป เขาได้แต่ต้องกลับไปช่วย ไนเรลหักพวงมาลัยเลี้ยวรถกลับทันที

“ช่วยหมอแฮรี่มาให้ได้! คนอื่นค่อยว่ากัน!!” ทั้งสามคน พยักหน้าตอบไนเรล

เมื่อรถหยุดลงนิเรียก็หยิบปืนลูกโม่ของตัวเองเริ่มยิงไปที่ต่อพวกนั้นทันที ส่วนดามินและดาลิธก็รีบวิ่งไปรับหมอ ในขณะที่ไนเรลพยายามยิงต่อหัวเสือกลายพันธุ์ที่จะเข้ามาโจมตีรถของพวกเขา

รถบ้านอีกคันที่เห็นว่าไนเรลกลับไปช่วยพวกรถตู้ คนขับก็เลี้ยวรถกลับไปช่วยเช่นกัน

คนที่อยู่ในรถตู้ 4 คน วิ่งไปขึ้นทางรถบ้านทันที แล้วก็มีป้าคนหนึ่งที่นั่งอยู่ข้างเบาะคนขับด้านหน้า ดูเหมือนว่าเข็มขัดนิรภัยของเธอจะติด

“ช่วยด้วย!!!”

ดาลิธที่เห็นแบบนั้นก็วิ่งไปช่วยทันที

“ดาลิธ! เธอจะทำอะไร?” ดามินถาม ขณะที่ช่วยพยุงตัวของหมอแฮรี่อยู่

“พาหมอกลับไปที่รถก่อนเลย เดี่ยวฉันตามไป” ดาลิธวิ่งไปไม่สนใจเสียงของดามิน แต่คิดว่าน่าจะยังช่วยคุณป้าคนนั้นได้อยู่

ไนเรลที่เห็นดามินพยุงหมอแฮรี่มาคนเดียวแล้วหันไปมองเขาก็เห็นดาลิธที่กำลังช่วยป้าอีกคนอยู่

เธอพยายามดึงเข็มขัดนิรภัยออก เมื่อเข็มขัดนิรภัยหลุดดาลิธก็ช่วยพยุงร่างของป้าคนนั้น และพากันวิ่งกลับมาที่รถ

“คุณป้าเร็วค่ะ” เธอพยายามพยุงตัวของป้าคนนั้นด้วยตัวที่เล็กของเธออย่างสุดความสามารถ

แต่ในจังหวะนั้นเองก็มีต่อหัวเสือกลายพันธุ์ 5 ตัว เคลื่อนที่เข้ามาหาทั้งสองคนด้วยความรวดเร็ว

มนุษย์ป้าคนนั้นด้วยความขี้ตกใจ เธอกลัวว่าต่อหัวเสือกลายพันธุ์พวกนี้จะต่อยเธอเหมือนกับที่คนขับรถตาย

เธอจึงตัดสินใจผลักตัวของดาลิธเพื่อให้รับการโจมตีจาก ต่อหัวเสือกลายพันธุ์แทนเธอ

“อ้า!!!” ทุกอย่างมันเกิดขึ้นเร็วมาก ดาลิธเธอแค่รู้สึกเจ็บที่กลางหลังเท่านั้นและเธอก็เห็นว่าดามินกำลังวิ่งเข้ามาช่วยเธอ ภาพทุกอย่างก็มืดลง

“ไม่นะ!!!” นิเรียที่เห็นว่าเพื่อนอีกคนของเธอ ดาลิธโดนต่อหัวเสือกลายพันธุ์ต่อยต่อหน้าต่อตาก็รู้สึกโกรธขึ้นมา เธอใช้ความสามารถของเธอจนถึงขีดสุดและพยายามยิงไปที่ต่อหัวเสือตัวนั้น

“นิเรีย! ยิงไปที่ข้อต่อปีกของมัน” ไนเรลพูดออกมาพร้อมกลับวิ่งเขาไปจัดการต่อที่เหลือ

ดามินก็วิ่งตามหลังไปด้วย

นิเรียรีบใส่กระสุนปืนใหม่ เธอคาดการเคลื่อนไหวของมันล่วงหน้าและยิงไปที่ข้อต่อของปีกตามที่พี่ชายแนะนำ

ต่อหัวเสือกลายพันธุ์ที่ต่อยดาลิธถูกยิงที่ข้อต่อของปีกเสียหลักล้มลงกับพื้น มันพยายามที่จะพลิกตัวขึ้นมาแต่ก็ไม่มีโอกาสนั้นเพราะไนเรลที่ตามมาข้างหลังใช้ดาบยาวทังสแตนตัดคอ

ดามินรีบเข้าไปพยุงร่างของดาลิธ ที่หมดสติลงไปแล้ว

“ดาลิธ! ดาลิธ!!” ดามินพยายามเรียกเธอ แต่ก็ไม่มีการตอบสนอง

“พาเธอกลับไปที่รถก่อนเร็ว!” ไนเรลพูดพร้อมกับหันกลับมาจัดการต่อหัวเสือกลายพันธุ์ ที่เหลือที่ถูกยิงโดยนิเรียจนปีกของพวกมันหลุดร่วงลงมา

ดามินรีบอุ้มดาลิธกลับไปที่รถ โดยมีไนเรลวิ่งตามหลังขณะที่นิเรียยิงคุ้มกัน

ส่วนมนุษย์ป้าคนนั้นถึงเธอจะผลักตัวของดาลิธบังต่อพวกนั้นแต่ก็ไม่รอดโดนต่อหัวเสือกลายพันธุ์ ฆ่าตายอยู่ดี

พวกเขาขับรถออกมาจากบริเวณนั้นอย่างรวดเร็ว ไนเรลมองไปที่กระจกข้าง เขาเห็นบนท้องฟ้าเหนือบ้านพักรีสอร์ต ฝูงต่อหัวเสือกลายพันธุ์จำนวนหลายร้อยตัว ถึงพันตัว บินวนไปมาพร้อมกับยกร่างของศพทั้งคนที่ตาย และยังไม่ตาย ขึ้นไปบนท้องฟ้า

บางตัวพวกมันก็นำอาหารกลับไปที่หลัง ขณะพวกที่เหลือก็บินค้นหาเหยื่อบริเวณรอบๆต่อ แม้แต่พวกซอมบี้ที่เดินตามเสียงปืนและความวุ่นวายเข้ามาก็ยังถูกจับกินจนหมด

พวกเขาขับรถออกมาอย่างรวดเร็ว มันก็มองทางก็มีซอมบี้ยืนขวางบ้างเป็นบางครั้งแต่ก็ถูกนิเรียยิงเก็บไป และบางตัวเขาก็ขับหลบมัน

นี่ไม่ใช่ในหนังที่เขาจะชนพวกมันแล้วรถไม่เป็นอะไร ถ้าเกิดเขาขับชนก็อาจจะทำให้รถเสียหลัก หรือถ้าร่างซอมบี้ที่ถูกชนหมุดไปใต้ท้องรถ รถอาจจะพลิกคว่ำได้

“หมอ ดาลิธเป็นอย่างไรบ้าง” ดามินถามหมอที่นั่งอยู่ ร่างของดาลิธนอนอยู่บนหน้าตักของดามินทอดยาวเต็มเบาะหลัง

“ไม่ดีนักเธอเริ่มหายใจไม่ออกแล้ว เราต้องรีบหาที่จอดรถแล้วรักษาเธอโดยด่วน” หมอแฮรี่กล่าว

“หมอรักษาเธอเหมือนกับต่อขนาดเล็กไปก่อน” ไนเรลพูดพร้อมกับขับรถ ในชีวิตก่อนหน้านั้นมีบางคนที่โดนพวกมันต่อยเช่นกันและใช้วิธีนี้ก็รอดมาได้แต่นั่นคือ มนุษย์ชั้นสูงเขาไม่รู้ว่า ดาลิธเธอจะทนไหวไหม

หมอแฮรี่ที่ได้ยินแบบนั้นก็ตั้งสติ พยายามพลิกตัวเธอไป หงายหลังของเธอแล้วก็หาแผลจากพิษของเหล็กใน

แผลเหล็กในมีขนาดใหญ่มากเหมือนกับโดนปากกาเจาะทะลุ ด้านในมีพิษสีขาวคลั่งอยู่จำนวนมาก

หมอแฮรี่พยายามหาของที่สามารถกดบาดแผลเพื่อรีดพิษออกให้ได้มากที่สุด แล้วในตอนนั้นไนเรลก็ใช้มืออีกข้างส่งมีดสั้นทังสแตนให้

หมอแฮรี่รีบรับมาและกดไปที่แผล พิษต่อหัวเสือกลายพันธุ์จำนวนมากไหลออกมาจากบาดแผลอย่างต่อเนื่อง

หลังจากที่กดพิษออก อยู่ ๆ ดาลิธก็อ้วกออกมาแต่ไม่มีใครสนใจ ตอนนี้ชีวิตคนสำคัญกว่า

ไนเรลขี่ออกมาทะลุถนนใหญ่ฝูงต่อก็เลิกไล่ล่าแต่ก็มีซ้อมบี้ขวางทางแทน

“ทางไหน?” เขาถามเจคอบ เด็กน้อยหัวขโมยตัวเล็กที่นั่งอยู่ข้างนิเรียตรงเบาะหน้า

เจคอบบอกทางโดยย้อนกลับไปทางที่ไนเรลเคยใช้มาจากเมือง แต่เมื่อขี่มาสักพักเขาก็เห็นว่าดาลิธน่าจะไม่ไหวจึงจอดลงข้างทางที่มีซอมบี้อยู่ไม่กี่ตัว

รถทั้ง 2 คันจอดลง ไนเรลและนิเรียก็รีบจัดการซอมบี้สองสามตัว

ในขณะที่ดามินและหมอแฮรี่ช่วยกันพยุงร่างดาลิธลงมา แผลเล็กน้อยบนหลังของเธอเริ่มที่จะไหม้เป็นรอย ดาลิธดิ้นไปมาด้วยความเจ็บ

“ใครมีน้ำแข็งบ้าง?” หมอแฮรี่ถาม ทุกคนได้แต่มองหน้ากัน ที่แบบนี้จะหาน้ำแข็งมาจากไหน

เมื่อรู้ว่าตนเองพูดอะไรออกไป เขาก็เปลี่ยนใหม่ “เอาน้ำเปล่ามาก็ได้ หวังว่าจะช่วยเธอได้”

แต่เมื่อใช้น้ำเปล่ามันก็ไม่มีผลอะไรมากนัก มันไม่เย็นพอที่จะช่วยบรรเทาอาการแสบ และความปวดของเธอได้

“ดาลิธเป็นไงบ้าง?” นิเรียเดินเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วงพร้อมกับมือที่สั่นไปมาเล็กน้อยจากการที่เธอยิงปืนจะนวนมาก

“เธอจะตายในอีกครึ่งชั่วโมง ถ้ายังไม่ได้รับยาแก้แพ้ ประเภทแอนตี้ฮิสตามีน” หมอแฮรี่บอก

“ในรถมียาอยู่” ไนเรลกล่าวและเดินไปหยิบมันมา

หลังจากที่พยายามป้อนยาให้กับดาลิธอยู่สักพัก พวกเขาก็ได้แต่ดูอาการของเธอเท่านั้นแล้วภาวนาให้เธอรอด

นิเรียจับมือของดาลิธอยู่ตลอดเวลา เธอกลัวว่าจะปล่อยมือแล้วดาลิธจะจากเธอไป

ไนเรลเดินไปดูที่รถอีกคันว่ามีกี่คนที่รอดมาบ้าง ตอนนี้มีอยู่ 5 คนจากรถบ้านและ 6 คนจากรถเขารวมถึง ดาลิธที่อาการร่อแร่ด้วย

และในตอนนั้นเองนิเรียก็ร้องออกมา “หมอ หมอดาลิธ เธอ นิ่ง ๆ ไป”

หมอแฮรี่รีบเข้ามาดูเธอทันที “แย่แล้วหัวใจของเธอหยุดเต้น”

หมอแฮรี่พยายามที่จะปั๊มหัวใจของดาลิธอย่างสุดความสามารถ โดยมีนิเรียและดามินอยู่ด้านข้าง

นิเรียใช้มือปิดปากของเธอที่ร้องไห้เพื่อพยายามไม่รบกวนหมอแฮรี่ในการช่วยเพื่อนของเธอ

ไนเรลเดินเข้าไปดูและเขาก็รู้ว่ายังไงดาลิธก็ไม่รอดแล้ว

ผ่านไปทุกวินาที ความหวังในการช่วยเธอก็น้อยลงไปทุกที จนกระทั่งผ่านไป 7 นาทีหมอแฮรี่ก็หยุดปั๊มหัวใจ

นิเรียที่เห็นแบบนั้นก็ร้องไห้ออกมาทันที ไนเรลได้แต่ทำหน้าที่พี่ชายโดยไม่ได้พูดอะไร ถึงแม้ว่าเรื่องที่เกิดขึ้น จะเป็นเพราะว่าความมีน้ำใจของตัวดาลิธเองที่นำเธอไปสู่ความตาย

เขาไม่ได้ว่าความที่มีน้ำใจนั้นไม่ใช่สิ่งที่ไม่ดี แต่ต้องไม่ลืมว่าต้องอยู่ในพื้นฐานที่ตนเองสามารถเอาตัวรอดได้ด้วย

ไนเรลยืนเป็นที่ซับน้ำตาให้น้องสาวของตัวเอง

ในขณะที่ดามินที่ตอนนี้ร้องไห้ออกมาและพยายามทำตามที่หมอแฮรี่ปั๊มหัวใจดาลิธ เอาทำอยู่แบบนั้นพร้อมกับเรียกชื่อเธอ

น้ำตาลูกผู้ชายของดามินไหลออกมาไม่หยุด ถึงเขาจะรู้ว่าเธอตายแล้วก็ตาม แต่มันไหลออกมาเอง

หมอแฮรี่จับไปที่ไหล่ของเขาพร้อมกับส่ายหัว ดามินได้แต่คิดถึงเรื่องที่ผ่านมาเกี่ยวกับเธอ

สมัยเรียนเขาเป็นแค่เด็กหนุ่มขี้อายผู้หลงไหลในการอ่านหนังสือ แต่ก็มีเด็กสาวที่มีความกล้าหาญเดินเข้ามาและให้เขาสอนการบ้านให้ เธอไม่เคยตอบคำถามหน้าชั้นถูกแต่เธอก็มีความกล้ามากกว่าตัวเขาที่แม้จะมีคำตอบที่ถูกแต่ก็ไม่กล้ายกมือตอบ

ด้วยความที่เขาอยากมีความกล้าแบบเธอเขาจึงเปลี่ยนชื่อของตัวเองจากจัสมินเป็นดามิน

และจากนั้นทั้งสองคนก็เข้ามาเจอกับนิเรียและเรียกเธอว่าลูกพี่

เขาไม่เคยขอบคุณเธอเลยแม้แต่ครั้งเดียว

“ขอบคุณ” ดามินได้แต่กล้มลงไปจูบที่หน้าผากของเธออย่างช้า ๆ

บรรยากาศตอนนี้เต็มไปด้วยความเศร้าเสียใจกับการสูญเสียเพื่อน แต่ตอนนี้มีใครบ้างที่ไม่สูญเสียคนอันเป็นที่รักไป

“จัดการศพเธอเถอะ” ไนเรลกล่าวพร้อมกับเดินไปที่ร่างของดาลิธ

แต่ดามินก็ยื่นมือมาและพูด “พี่ไนเรลผมขอจัดการเอง”

ไนเรลมองไปที่ดามินในแววตานั้น เขาจึงพยักหน้าตกลง ดามินดึงมีดสั้นทังสแตนของตนออกมาจากนั้นก็ค่อย ๆ แทงไปที่กกหูไปสู่สมองของเธอเพื่อให้มีรอยแผลน้อยที่สุด

ที่ต้องทำแบบนี้ก็เพื่อไม่ให้เธอกลายร่างเป็นซอมบี้

หลังจากนั้นพวกเขาก็จัดการศพของเธอแบบง่ายๆ ตามความเชื่อและศาสนาของเธอ

โดยการฝังร่างของเธอไว้ที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ ทุกคนวางดอกไม้ลงไปบนหลุมศพ ไม่ว่าจะเป็นใครในที่นี้ พวกเขาก็หวังว่าเมื่อถึงคิวของตัวเองจะมีคนทำพิธีและฝังร่างของพวกเขาให้แบบนี้บ้าง

แม้แต่ตัวของไนเรลเองก็ตาม ในชาติที่แล้วตัวเขาเองก็ยังไม่มีโอกาสแบบนี้ ได้แต่หวังให้ผืนดินและขุนเขาให้หน้าผา กลบฝังร่างของเขาตอนที่กระโดดลงไปที่หน้าผา

“ไปกันเถอะ” และพวกเขาก็เดินทางต่อไปยังทางที่เด็กน้อยหัวขโมย เจคอบบอก

ตอนที่ 14 ซอมบี้ฝาแฝด

ทั้ง4 คนค่อย ๆ หลบต่อหัวเสือ โดยเดินชิดริมรั้วกันไปอย่างรวดเร็วมุ่งหน้าไปที่บ้านของโจ

ในระหว่างทางพวกเขาเห็นคนหลายคนที่ถูกโจมตีโดยต่อหัวเสือ พวกเขาพยายามวิ่งหลบในบ้าน

บางคนก็ถูกต่อยตายร่างชักกระตุกอยู่กลางถนน มีศพของต่อหัวเสือที่ถูกยิงจนเละก็มีบ้างเล็กน้อย

หลังจากที่มาถึงบ้านพักของโจมันเป็นบ้านพักขนาดใหญ่สองชั้นไม่รวมชั้นใต้ดิน

คนของโจ 10 กว่าคนที่อาวุธครบมือกำลังช่วยกันยิงต่อที่บินไปบินมาอย่างวุ่นวาย

“ยิงพวกมันให้ตายห่าให้หมด” โจตระโกนออกมาอย่างดิบเถื่อนผิดกับตอนยิ้มแย้มเมื่อวานที่เจอกับไนเรล

ทุกคนยิงพวกต่ออย่างเมามัน แต่แล้วก็มีต่อ 10 กว่าตัวพุ่งลงมาจู่โจม ทำให้สถานะการณ์กลายเป็นวุ่นวายทันที

“ไปเราจะเข้าไปที่ด้านหลังกัน”

ทั้ง 4 คนค่อย ๆ แอบเขาไปในบ้านของโจ

ประตูหลังที่ล๊อคอยู่ถูกไนเรลใช้ความสามารถบิดออกอย่างง่ายดาย

หลังจากที่เขาหาสักพักก็เจอกับประตูห้องใต้ดิน มันถูกดัดแปลงเป็นชั้นใต้ดินขนาดใหญ่

หลังจากที่เปิดประตูเข้าไปสิ่งแรกที่พวกเขาเจอก็คือความอับชื้น เดินลงไปสุดบันไดก็มีประตูเหล็กอีกชั้น

“ดูเหมือนว่าจะมีคนเฝ้าอยู่”

ก๊อก ๆ ๆ

ไนเรลองเคาะประตูดูช่องเล็ก ๆ ก็เปิดออก ไม่ใช่คนหนึ่งมองออกมาจากช่องเล็ก ๆ นั้น

แต่ก่อนที่มันจะได้พูดอะไรก็ถูกปากกระบอกปืนลูกโม่จ่อไปที่ดวงตาของมัน

“เลือกเอาว่าจะลองเสี่ยงหลบ หรือจะเปิดประตู” ไนเรลพูดข่มขู่ด้วยเสียงที่เย็นชาไปถึงกระดูก

คนเฝ้าประตูถึงกับยืนแข็งทื่อไม่กล้าหลบ เพื่อนคนที่นั่งเล่นไปอยู่อีก 3 คนก็ถามขึ้นมา “เห้ย ใครมา ถ้าไม่มีก็มาเล่นไพ่ต่อ”

แต่คนเฝ้าประตูไม่ได้ตอบ แต่ค่อย ๆ ขยับมือของตัวเองไปเปิดประตูอย่างช้า ๆ

เมื่อเปิดประตูแล้ว เขาก็ยืนหลบข้างนึง เพื่อนที่เป็นคนถามก็ดูงงกับท่าทางของคนเฝ้าประตู

แต่ทันทีที่ประตูเปิดออก ทั้ง 3 คนที่เล่นไพ่อยู่ก็ตกใจเพราะว่าคนที่มากับเป็นใครก็ไม่รู้

ไนเรลชักปืนออกมาและยิงทั้งสามคนที่ยังไม่ทันได้ตอบสนองทันที

ปัง! ปัง! ปัง!

ร่างของทั้ง3 คนถูกยิงตายคาเก้าอี้โดยที่ไม่ได้ตอบสนองอะไร

ไนเรลหันปืนไปที่อีกคนที่กำลังสั่นกลัว

“อย่า ๆ ฆ่าผม ผมแค่ถูกพวกมันบังคับ” คนเฝ้าประตูพยายามขอร้องอย่างสุดชีวิต

“พี่…” นิเรียยื่นมือออกไปจับที่มือของไนเรล

“เดินไป” ไนเรลให้คนเฝ้าประตูเดินนำไปในห้องที่ขังดาลิธไว้ แต่เมื่อพวกเขาเข้าไปด้านในกลับไม่มีดาลิธอยู่ในห้องขัง

“เธอไม่อยู่ที่นี่” ดามินพูดออกมาขณะที่มองหาดาลิธ

คนที่อยู่ภายในห้องขังก็รีบตะโกนให้ไนเรลช่วยปล่อยพวกเขาทันที

“ช่วยด้วย”

“ปล่อยพวกเราไปด้วย”

“ขอร้องละ”

ไนเรลที่เห็นแบบนั้นก็รีบตะโกน “เงียบ! ใครที่ยังตะโกนอีกฉันจะยิงทิ้งทันที”

คนในกรงขังเงียบลงด้วยความกลัว

“มีใครเห็นเด็กผู้หญิง อายุ 14 บ้างที่ถูกจับมาขังเมื่อวาน” คนในกรงขังมองหน้ากันไปมา

ทันใดนั้นก็มีชายคนหนึ่งพูออกมา “ผมเห็น”

ชายกลางคนเดินออกมาด้านหน้า “เธอถูกพาตัวไปที่ชั้นสองของบ้านเมื่อเช้านี้”

“คุณชื่อ?”

“ผมแฮร์รี่ เป็นหมอศัลยแพทย์”

“คุณเป็นหมอ?” ไนเรลถามย้ำอีกครั้ง

“ใช่”

“เปิดประตูให้เขา” ไนเรลหันไปบอกดามินที่ตอนนี้ถือกุญแจอยู่

“คุณไปกับเราได้” ไนเรลกล่าวการที่ได้หมอไปอยู่ในกลุ่มด้วยนั้นถือว่าโชคดีมาก หมอส่วนใหญ่จำนวนมากตายไปในวันแรก เพราะว่าพอมีคนป่วยหรือบาดเจ็บ ก็จะไปรวมกันที่โรงพยาบาล ทำให้โรงพยาบาลคือที่แรก ๆ ที่ถูกซอมบี้ฆ่าล้าง

“ผมต้องการให้คนพวกนี้ไปด้วย” แฮร์รี่กล่าวออกมาด้วยสายตาแน่วแน่ เขาเป็นหมอต้องช่วยคน และเขารู้ว่าไนเรลจะช่วยคนพวกนี้ได้

“ไม่ พวกนี้เป็นตัวถ่วง” ไนเรลปฏิเสธเสียงแข็ง

“ผมเป็นหมอสถานการณ์แบบนี้ คุณต้องใช้หมอผมจะไม่ไปถ้าคุณไม่ช่วยพวกเขาด้วย” แฮร์รี่พูดเพื่อกดดันไนเรล

มันคือความจริงหมอมีค่าเกินไปยิ่งในยุคแบบนี้

“ตามมาให้ทันก็แล้วกัน”

ไนเรลรีบกลับออกมาจากห้องใต้ดินพวกเขาอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว พวกคนของโจอาจจะมาพบเมื่อไหร่ก็ได้ และเสียงปืนที่เขายิงไปตอนแรกก็ดังพอสมควรด้วย

แต่ก่อนออกมาเขาก็จับชายคนเฝ้าประตูไปด้วย

“พากันออกไปที่ด้านหลังก่อน และกลับไปที่บ้าน” เขาหันไปบอกกับทุกคนนั้นรวมนิเรียและกลุ่มของเขาด้วย

“พี่ชายระวังตัวด้วย” นิเรียพูดออกมาด้วยความเป็นห่วง

เขาพยักหน้าตอบและเดินขึ้นไปที่ชั้นสอง บ้านหลังนี้ใหญ่มากพอสมควร ชั้นสองมีห้องหลายห้อง “คงได้แต่หาไปทีละห้อง”

ไนเรลเปิดดูทีละห้องแต่เขาก็ไม่เจอ

พวกโจที่ยิงกลับฝูงต่ออยู่ด้านหน้าก็กำลังถอยกลับเข้ามาในบ้านแล้ว

“เร็วกลับไปตั้งหลักในบ้านก่อน” เสียงที่ตะโกนดังเข้ามาพร้อมกับเสียงปืนทำให้เขามีเวลาไม่มากแล้ว

ตึ๊ก ๆ!

แต่แล้วเขาก็เหลือบไปเห็นห้องหนึ่งมันเป็นห้องริมสุดของบ้าน มีเสียงที่ดังออกมา

เขาค่อย ๆ เดินไปที่ห้องนั้นอย่างช้า ๆ และเมื่อเปิดเข้าไปก็ต้องตกใจมันมีกลิ่นคาวเลือดลอยออกมาโดนจมูกของเขา

ภายในมีซอมบี้ ฝาแฝดสองตัวที่ถูกล่ามโซ่อยู่และในห้องยังมีกรงอีกสองกรง

กรงแรกมีซากศพที่ถูกกินโดยซอมบี้ทั้งสองตัวอีกกรงยังมีคนอยู่และนั้นก็คือดาลิธที่หลบอยู่ด้วยความกลัว

ทันใดนั้นซอมบี้ทั้งสองตัวก็เดินเข้ามาหาเขาอย่างช้า ๆ

ท่าทางของมันแปลกมาก

“ขั้นสอง ไม่ใช่กำลังเปลี่ยนเป็นขั้นสอง” ไนเรลรีบดึงดาบออกมาอย่างรวดเร็วเขาไม่ประมาทพวกมัน

แต่เขาไม่รู้ว่าพวกมันวิวัฒนาการด้านไหน ความเร็วหรือพละกำลัง

“พี่ชาย มาเล่นกันเถอะ” เมื่อมันพูดออกมาไนเรลก็ขนลุกทันทีมันคือประเภทที่เขาไม่อยากเจอมากที่สุด

พวกมีสติปัญญา ตัวที่อันตรายมาก เขาต้องฆ่ามันก่อนที่จะวิวัฒนาเป็นขั้น 2 ได้สำเร็จ

เมื่อพวกมันพูดจบ ซอมบี้ฝาแฝดก็พุ่งตรงมาหาเขาทันที หมายจะฉีกร่างเขา

“ตาย ๆ” ถึงมันจะมีสติปัญญาแต่ว่าพวกมันก็ยังคงเป็นแค่ขั้นที่ 1 ความเร็วก็ยังเท่าคนปกติ เหรออาจจะช้ากว่าด้วยซ้ำ

ปัง!

แต่ก่อนที่เขาจะฟันไปที่ซอมบี้ทั้งสองตัวก็มีคนยิงเขา ถูกกระสุนนัดแรกยิงเฉี่ยวไปที่ไหล่ขวา

ทำให้เขาฟันพลาดไปโดนโซ่ที่ล่ามทั้งซอมบี้แฝดขาด

ไนเรลกลิ้งหลบกระสุนที่เหลือปล่อยให้ซอมบี้ทั้งสองตัวถูกยิงจนล้มลง ตอนนี้เขาไม่รู้ว่าพวกมันตายหรือไม่ แต่สิ่งที่เขาต้องทำตอนนี้คือไปช่วยดาลิธที่ถูกขังอยู่ในกรง

“ดาลิธ…ดาลิธ” ไนเรลเรียกเธอ ดาลิธที่กล้มหน้าอยู่ด้วยความกลัวก็เงยหน้ามองเขา

“พี่ไนเรล พี่มาที่นี่ได้อย่างไร”

เขาใช้แรงกระชากแม่กุญแจที่ล๊อคกรงออก “รีบออกมา”

หลังจากที่ดาลิธออกมา เสียงของกลุ่มคนก็วิ่งเข้ามาในห้อง

ปัง! ไนเรลยิงปืนสวนไป 1 นัดจนลูกน้องของโจตาย

“บัตซบ แกเป็นใคร! ลูกสาวของฉัน!!!!! มึงฆ่าเจนีน เจนน่า ตาย ๆ!!!” โจตะโกนมาด้วยความโกรธ

จังหวะเมื่อสักครู่เขาและลูกน้องต้องการจะยิงไนเรล เขาไม่เห็นลูกสาวสองคนที่ยืนอยู่จนพลาดไปโดนเธอตาย

‘ลูกสาวของเขาแค่ป่วยเท่านั้น’ นี่คือความคิดของโจและไนเรลคือคนที่ทำให้ลูกสาวเขาตาย

ตอนนี้ลูกน้องของเขาก็โดนยิงตายอีกคน

“ลูกสาวแกเป็นซอมบี้! มันใช่คนอีกแล้ว!!” ไนเรลตะโกนออกไปพร้อมกับหาทางหนี

“บัดซบ!! ฆ่าลูกสาวกูแล้วยังมาพูด….แบบนี้อีก ยิงถล่มมันเลย!” โจโมโหเป็นอย่างมาก

เขาสั่งให้ลูกน้องบุกเข้าไปในห้องทันที

ตอนนี้พวกเขาและดาลิธจนมุมอยู่บนห้องทันใดนั้นก็มีเสียงของ ดามินดังขึ้นมาจากทางหน้าต่าง

“พี่ไนเรล ดาลิธ ปีนลงมาทางนี้”

ดามินใช้ท่อนไม้ผูกกับเชือกปาขึ้นมาที่หน้าต่าง ไนเรลรีบจับเชือกไว้แล้วผูกกับกรงเหล็ก

เขาให้ดาลิธปีนลงไปก่อนทันที

และในขณะเดียวกันที่พวกของโจกำลังบุกเข้ามา ฝูงต่อหัวเสือ 10 กว่าตัวก็เข้ามาในบ้าน พวกโจจึงต้องหันกลับไปยิงพวกมัน

อ๊าค ๆ!!!

โจมองคนของเขาที่ตอนนี้โดนเหล็กในต่อต่อยและล้มลงที่ละคน “บ้าเอ๊ย หลบเข้าไปในห้องเร็ว”

โจและพวกอีก 2 คนที่รอดหลบเข้ามาในห้องที่ตอนนี้ไนเรลหนีออกไปข้างล่างแล้ว

“มึงอยู่ไหน!” โจพยายามหาไนเรลเมื่อมองลงไปที่ทางหน้าต่างเขาก็เห็นคนที่ทำให้ลูกสาวของเขาตายกำลังวิ่งหนี โจจึงยิงไปที่ข้างล่างอย่างบ้าคลั่ง

แต่ในตอนนั้นเขาก็ถูกนิเรียใช้ปืนลูกโม่ยิงสวนมาจากทางฝั่งกำแพงบ้าน

ดูเหมือนว่าพวกนิเรียจะยังรอไนเรลและไม่ได้กลับไปที่บ้านพักทันทีเลย

“หัวหน้าเอาไงดีพวกเราจะต้านมันไม่ไหวแล้ว” ลูกน้องคนสนิทอีก 2 คนพยายามผลักประตูไว้

โจที่ตอนนี้กำลังเศร้าแต่เขาก็ยังรักชีวิต “ปีนลงไปทางหน้าต่าง” แต่เขาก็ถูกนิเรียยิงดักไว้จนไม่สามารถลงไปได้ ถึงแบบนั้นก็มีคนใจเด็ดไม่ปีนลงแต่กระโดดลงไปทั้งอย่างนั้นเลย

ลูกน้องเขาที่กระโดดลงไปดัง อั๊ก ลุกขึ้นยืนด้วยความจุก มันรีบแอบและยิงสวนไปทางนิเรีย

“รีบลงมาเร็ว” ลูกน้องที่ยิงอยู่ตะโกนบอก โดยไม่รอโจอีกคนก็รีบปีนลงมา

ปัง ประตูที่ถูกพังโดยฝูงต่อก็กรูกันเข้ามา โจที่เห็นแบบนั้นก็หมอบลงและหลบไปที่ใต้เตียง

ฝูงต่อ 10 กว่าตัวลุมต่อยลูกน้องที่ปีนลงไปอยู่บนเชือก

“อ๊ากก ๆ ๆ ” ยังไม่ทันที่เขาจะตายเพราะพิษจากเหล็กในก็ถูกลุมกระชากตัวไปบนท้องฟ้า ต่อหัวเสือ 10 ตัวดูเหมือนจะบ้าคลั่งไปแล้ว เลือด แขนขาและกระดูกสันหลังที่กระจายหล่นไปทั่วยิ่งเรียกต่อหัวเสือเข้ามาอีก

โจที่แอบอยู่ก็รู้สึกราวกับปาฏิหาริย์ที่เขารอดมาได้

แต่ทันในนั้นก็มีซอมบี้สองตัวคลานมาหาเขา มัน คือซอมบี้ฝาแฝด เจนีนและเจนน่า ลูกสาวของเขา ดูเหมือนมันจะยังไม่ตาย

“ป๊ะป๋า มาเล่นกันเถอะ” และเสียงร้องของโจก็ดังไปทั้งห้อง มันคือเสียงร้องแบบเดียวกับเหยื่อที่เขาจับมาขังไว้ในห้องเพื่อเป็นอาหารให้กับลูกสาวของตนเอง

ตอนที่ 13 ต่อหัวเสือกลายพันธุ์

“เฮ้ย ไอเวร แกจะทำอะไรวะ!!! พวกเราอุสาช่วยแกตามหาเพื่อนนะ” ชายหัวร้อนตะโกนจับปืนแน่นเขามองซ้ายมองขวาเพื่อที่จะหาว่าไนเรลอยู่ตรงไหน

ปัง! ชายหัวร้อนถึงตกใจ เขานึกว่าตัวเองโดนยิง

เขาพยายามหาแผลว่าตัวเองโดนยิงตอนไหน แต่ก็ไม่เจอ และในตอนนั้นเองที่เสียงร้องของเก็นก็ดังขึ้นด้วยความโอดโอย

เมื่อหันไปดูก็เห็นว่าเก็นโดนยิงที่ขา

“บัดซบ ออกมาซิวะ!!!” ชายหัวร้อนด่าออกมาด้วยความโกรธ ที่ไนเรลเล่นเป็นแมวหยอกหนูอยู่แบบนี้

ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงกิ่งไม้หักจากด้านข้าง

ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง! ปัง!

ชายหัวร้อนยิงปืนสาดกระสุนจนหมดเเม็กไปที่ตำแหน่งนั้นทันที และรีบลากเก็นที่ร้องด้วยความเจ็บปวด ไม่รู้ว่าเขาเจ็บเพราะแผลที่ถูกยิงหรือเจ็บเพราะปรสิตแต่แน่นอนว่าชายหัวร้อนไม่รู้

หลังจากที่ลากเก็นมาหลบอยู่ข้าง ๆ และรอสักพักก็ยังไม่มีการตอบสนองจากไนเรล

ดังนั้นเขาจึงคิดว่าที่ยิงไปตอนแรกคงจะเป็นไนเรล จึงรีบใส่ลูกกระสุนใหม่และค่อย ๆ เดินไปทางที่เขาสาดกระสุนไปเมื่อสักครู่

เขาค่อย ๆ ใช้ปลายปืนแหวกหญ้าออกอย่างช้า ๆ แต่ทันใดนั้นก็มีซอมบี้พุ่งออกมาหาเขา ด้วยความตกใจชายหัวร้อนกดยิงจนร่างของซอมบี้พรุนไปหมด

“บัดซบเอ้ย! ถุย!” เขาด่าและถุยไปที่ศพของซอมบี้

แต่ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีคนอยู่ด้านหลังเมื่อหันกลับไปยังไม่ทันที่จะได้เห็นตัวก็โดนตบด้วยปืนลูกโม่ที่อยู่ในมือของไนเรล

และภาพก็ตัดไปทันที

ไนเรลแบกชายหัวร้อนและเก็นออกจากบริเวณนี้ ได้อย่างง่ายดายด้วยความสามารถ [พละกำลัง 50 เท่า (มดกินเหล็ก) B]

เขามัดชายหัวร้อนและเก็นไว้ที่ต้นไม้ต้นเดียวกัน

เพี๊ยะ!

ชายหัวร้อนตกใจตื่นเพราะความความเจ็บที่ใบหน้า เขาเห็นไนเรลที่ตอนนี้ยืนอยู่ด้านหน้า

“แกต้องการอะไรวะ! พวกเราช่วยมึงตามหาเพื่อนแต่กับตอบแทนแบบนี้เหรอวะ!” ชายหัวร้อนยังด่าไนเรลด้วยความโกรธ

ไนเรลไม่ได้ตอบคำถามของชายหัวร้อน เพราะเขาคิดว่ามันตลก พวกมันต้องการจะฆ่าเขาแต่ตอนนี้มันกับมาบอกว่าช่วยเขา

“พวกแกเอามีดเล่มนี้มาจากไหน?” ไนเรลหยิบมีดสั้นทังสเเตนออกมา

“มีดอะไร? ไม่รู้โวย!!!”

“ไม่รู้งั้นเหรอ” ไนเรลใช้มีดปักลงไปที่หัวไหล่ของชายหัวร้อนทันที

“อ๊ากก ๆ ” ชายหัวร้อนร้องและยิ่งร้องมากขึ้นเมื่อไนเรลบิดมีดไปมา

“ในเมื่อแกไม่รู้งั้นฉันจะถามคนที่รู้แล้วกัน”

เขาหันไปหาเก็นที่สภาพดูจะมึน ๆ “รู้จักมีดเล่มนี้ไหม”

“นั้นมันมีดของฉัน” ตอนนี้เก็นตอบด้วยเสียงที่แหบเพราะเขาเสียเลือดไปมาก

“ได้มันมาจากไหน?” เขาถามเก็นแต่ดูเหมือนมันจะรู้ว่าถ้าตอบจะต้องตายแน่

แต่แล้วอยู่ ๆ เก็นก็อ้วกออกมา

อ้วก!

“เก็นเป็นอะไรวะ!” ชายหัวร้อนถามแต่เมื่อมองไปที่อ้วกที่เต็มไปด้วยชิ้นเนื้อและหนอนเขาก็รู้สึกขนลุก

“มึงทำอะไรเก็นวะ ปล่อย…นะเว้ย! ปล่อยสิวะ!” ชายหัวร้อนตอนแรกยังเป็นห่วงเก็นอยู่เพราะเขาเป็นน้องชายของโจ แต่แล้วเมื่อเห็นหนอนหรือที่ดอนเรียกว่าปรสิตกำลังกระดึ๊บมาทางเขา มันก็กลัวทันที

แต่ไนเรลก็ไม่ปล่อยมัน

“ปล่อย…ผมเถอะ…ขอละ ข้อร้องละ” เขาพูดขอร้องไนเรลด้วยความสุภาพ

ชายหัวร้องถึงกับเยี่ยวเล็ดทันทีเมื่อเห็นเก็นชักกระตุกมีหนอนออกจากปาก หู จมูกและตาจำนวนมาก

ไนเรลดึงมีดออกจากไหล่ของชายหัวร้อนและถามอีกครั้ง “มีดนี่มาจากไหน ผู้หญิงเจ้าของมีดอยู่ไหน”

คราวนี้ชายหัวร้อนตอบทุกคำถามของเขาแต่โดยดี

“มีดนี่มาจากเพื่อของแกที่คนของเราพามาเธอถูกขังอยู่ห้องใต้ดิน ที่บ้านหัวหน้า….”

หลังจากที่ถามอีกหลายคำถามเขาก็รู้ว่าที่จริงแล้วพวกเขาเป็นพวกฟอกเงินและบ่อนการพนันขนาดใหญ่ โดยใช้การเปิดรีสอร์ตบ้านพักบังหน้าแต่เบื้องหลังนั้นก็พวกมาเฟีย

ตอนแรกมีหลายคนที่หนีมาจากที่ถนนเพื่อมาหลบในนี้แต่ก็ถูกปล้นเงิน ฆ่า และสาวสวยก็จะถูกข่มขืน

บางส่วนถูกขังไว้ในห้องใต้ดินเพราะเห็นว่ายังมีประโยชน์อยู่ ส่วนคนรวยที่ไม่ได้ถูกขังพวกเขาเป็นลูกค้าในบ่อนและยังมีประโยชน์อยู่เพราะพวกเขาคิดว่าเมื่อมีทหารหรือคนของรัฐบาลมาช่วยก็ยังอาศัยคนพวกนี้ได้

เมื่อฟังที่ชายหัวร้อนเล่าด้วยท่าทีปกติไม่รู้สึกผิดอะไรกับสิ่งที่ทำ ราวกับว่านี่มันเป็นสิ่งที่พวกมันชอบ โลกที่ไร้กฎหมาย กฎเกณฑ์

“ปล่อยกูได้แล้ว! กูเล่าไปหมดแล้ว!!!” ชายหัวร้อนบอกไนเรลด้วยเสียงที่ดังเพราะมีหนอนปรสิตบางตัวคลานจะถึงตัวมันอยู่แล้ว

“ฉันบอกตอนไหนว่าจะปล่อยแก” หลังจากที่ได้ฟังเขาก็ไม่คิดที่จะปล่อยชายหัวร้อนไปแต่อย่างไร แต่เขาจะให้มันโดนกินโดยหนอนประสิทธิ์พวกนั้นจนตาย เพื่อชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไป

ไนเรลเดินออกมาพร้อมกับเสียงร้องโวยวายของชายหัวร้อน

หลังจากที่ไนเรลเดินออกไปไม่นานเก็นก็ตายลง แมลงปรสิตและหนอนจำนวนมากออกมาจากตัวของเขา

แมลงพวกนั้นก็เริ่มวางไข่ใส่ชายหัวร้อนอย่างต่อเนื่องโดยที่เขาไม่สามารถทำอะไรได้เลย ต้องมองดูร่างกายของตัวเองถูกกินไปทีละน้อยด้วยความเจ็บปวด หลังจากนี้จะมีโครงกระดูกที่ถูกกินโดยตัวอ่อนแมลงปรสิตถูกติดอยู่ กับต้นไม้นี้ไปอีกนาน

ไนเรลออกมาจากป่า กลับไปทางเดิม แต่เขากำลังจะวางแผนเข้าไปช่วยนิเรียโดยที่ไม่ใช้โจรู้ได้อย่างไร

“หรือข้าจะบุกเข้าไปซึ่งหน้าดี” เขาเดินไปด้วยคิดไปด้วย แต่แล้วก็มีซอมบี้เดินไปมาขวางเขาอยู่ 1 ตัว

ไนเรลอ้อมไปข้างหลังและจัดการมันอย่างง่ายได้

ขณะที่ดึงมีดสั่นออกมาจากหัวของมันและกลืนน้ำลายไปด้วยเพราะความหิวที่คริสตัลตรงหน้าอก

เขาก็ได้ยินเสียงบางอย่าง มันเหมือนกับเสียงของเฮลิคอปเตอร์ ไนเรลรีบวิ่งออกไปทันทีเพราะเสียงนี้ดังมาจากทางบ้านพักรีสอร์ท

เขาวิ่งมาสุดกำลังเห็นฝูงบางอย่างอยู่บนท้องฟ้าเหนือรีสอร์ท

“ต่อหัวเสือกลายพันธุ์ บ้าเอ๊ยนิเรียอยู่ด้านใน” ไนเรลรีบวิ่งสุดชีวิต

ต่อหัวเสือกลายพันธุ์แต่ละตัวมีขนาด 1 เมตรพวกมันล่ากันเป็นฝูงชอบกินเนื้อสด ๆ ที่สำคัญคือมันมีพิษที่ร้ายแรงมาก แม้แต่มนุษย์ชั้นสูงในระดับเดียวกันถ้าถูกต่อยก็ถึงตายได้จากพิษของมัน

มันคือหนึ่งในแมลงที่อันตรายมาก และจัดการยากเพราะมันบินอยู่บนท้องฟ้า จะยิงหรือทำอันตรายมันนั้นยากมา

เขาวิ่งมาถึงประตูตอนนี้มันวุ่นวายไปหมดเสียงของปืนที่ยิงอย่างต่อเนื่องเสียงของคนที่ร้องด้วยความหวาดกลัว

“เปิดประตู” ไนเรลตะโกนบอกให้คนข้างในเปิดประตูออกแต่ก็ไม่มีใครสนใจเปิดประตูให้เขา

“ฮ้า!!!” ไนเรลใช้แรง 5 เท่าจนถึงขีดจำกัดของความสามารถ [พละกำลัง 50 เท่า (มดกินเหล็ก) B] กระชากประตูเหล็กออกทันที

และเขาก็วิ่งตรงไปที่บ้านพักหลังสุดท้าย

แต่แล้วก็มีต่อหัวเสือตัวหนึ่งที่สนใจเขา เพราะมันคิดว่าเนื้อของไนเรลที่เป็นพวกวิวัฒนาการจะต้องอร่ายกว่าพวกชั้นต่ำพวกนี้แน่

มันบินออกจากศพคนและตรงไปหาเขาทันที

ฮื่อ ๆ เสียงบินต่อหัวเสือเสียงตรงมาหาเขาด้วยความเร็ว “บ้าเอ๊ย”

ไนเรลรีบชักปืนออกมายิงมันแต่มันกับหลบไปอย่างง่ายดายเขาจึงรัวยิงไปอีก 4 นัดจนกระสุนหมด

ถึงจะโดนมันแต่เปลือกที่เป็นปลอกของมันก็เหมือนกับเกาะกันกระสุนทำให้มันไม่เป็นอะไรมากนัก

ทันใดนั้นมันก็พุ่งและใช้เหล็กในต่อย ๆ ไปที่เขา ไนเรลกระโดดหลบไปด้านข้าง

ปัก!

เสียงของเหล็กในที่เป็นเหมือนกับมีดสั้นแทงลงไปในพื้นปูน ไนเรลที่เห็นแบบนั้นก็กระโดดขึ้นคร่อมไปที่หลังของมันและใช้ดาบตัดไปที่ปีกตรงข้อต่อของมัน

“เสร็จละ” เมื่อตัดปีกมันได้ต่อหัวเสือก็เหมือนฉลามเกยตื้น แค่ต้องระวังเหล็กในของมันเท่านั้น

ต่อหัวเสือเป็นนักสู้ที่จะสู้กันจนตายไปข้างหนึ่ง

มันพยายามงอตัวเพื่อใช้เหล็กในแทงเขา ไนเรลใช้ดาบยาวทังสแตนแทงไปตามข้อต่อตรงช่วงลำตัวของมันซ้ำหลายครั้ง

“ตาย ๆ!!!” เขาแทงมันจนเลือดและเมือกเละตามตัว ร่างของมันก็หยุดนิ่ง

ไนเรลเลียปากด้วยความอยากกินมันแต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา

เขารีบวิ่งไปที่บ้านพักและเมื่อมาถึงก็มีรอยของกระจกแตกตรงหน้าต่างดูเหมือนว่ามันจะมีต่อเข้ามาในบ้าน

เมื่อเข้าไปในบ้านก็ได้ยินเสียงดังมาจากห้องใต้ดินมีต่อบางตัวพยายามจะพังประตูเข้าไป

ย้า!!! ไนเรลใช้จังหวะที่มันกำลังพังประตูจับปีกหลังของมันและลากออกมา ต่อหัวเสือที่ตอนนี้โดนไนเรลจับปีกไว้แน่นก็พยายามม้วนตัวดิ้นออกจากเขาและใช้เหล็กในอาวุธเดิม ๆ ของมัน

แต่ยังไม่ทันจะใช้ก็โดนไนเรลใช้แรงยกมันและฟาดไปบนพื้นบันไดที่เป็นปูนอย่างแรง จนมันถึงกับแน่นิ่งร่างและเปลือกแตก

เมื่อเห็นว่ามันนิ่งไปไนเรลก็ยังไม่ประมาณเขาเอาดาบยาวตัดไปที่หัวของมันบริเวณรอยต่อของข้อ

“นิเรีย!!! นิเรีย!!!” ไนเรลพยายามเรียกหาเขาและทันใดนั้นประตูก็เปิดออก

“พี่…พี่ชาย” นิเรียเปิดประตูออกมาพร้อมกับถือปืนไว้ด้วย

ไนเรลรีบดึงตัวเธอมาพร้อมกับจับตามตัวเธอทันทีด้วยความเป็นห่วงกลัวว่าเธอจะเป็นอะไร

แต่นิเรียกลับรีบดิ้นให้หลุดจากเขาและพูดว่า “พี่หนูโตเป็นสาวแล้วนะ”

ดูเหมือนเธอจะโกรธเล็กน้อย เขาก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเพราะอะไรปกติพี่น้องกัน เขาก็ไม่ได้คิดอะไร

“โตแล้วเหรอ เมื่อก่อนยังให้พี่ช่วยอาบน้ำอยู่เลย” ไนเรลบีบจมูกของเธอไปมาอย่างหยอกเย้าและเอ็นดู

แต่นิเรียตอนนี้ก็หน้าแดงทันทีและพยายามเอาจมูกเล็กของเธอออกจากมือพี่ชาย “หนูออกอี่ออั่งแอ้ว….ว่าอย่าบีบจมูก”

“เดี่ยวไม่สวยขึ้นมาจะทำอย่างไร? อีกอย่างตอนนั้นหนู่ยังเด็กอยู่แต่ตอนนี้หนูเป็นสาวแล้ว” นิเรียเชิ่ดหน้าขึ้นและทำท่าแบบผู้ใหญ่

เมื่อก่อนเธอกลัวผีอย่างมากจึงชอบอ้อนให้พี่ชายอาบน้ำให้เธอตอนเด็ก ๆ

“ใช่พี่สาวโตแล้ว” ทันใดนั้นก็มีเสียงขัดทั้งสองคน เมื่อเขามองไปที่ด้านหลังนิเรียก็เจอเด็ก 8 ขวบที่หลบอยู่ข้างหลังเธอ

“เด็กหัวขโมย…มาอยู่นี่ได้อย่างไร” ไนเรลถามด้วยความแปลกใจ

“เขาชื่อ เจคอบ หนูเจอก็เลยแรกมากินข้าวและบังเอิญเกิดเรื่อง ต่อพวกนั้นบุกก็เลยมาหลบและติดกันอยู่ที่ห้องใต้ดิน” นิเรียอธิบาย

“พี่ไนเรล เจอกับดาลิธไหม?” ดามินที่ยืนอยู่ด้านหลังก็ถามขึ้นมา

“เจอ เธอถูกจับอยู่ที่บ้านโจ พวกเราจะไปช่วยเธอหลังจากนี้” ไนเรลเล่าเรื่องพวกนี้ให้กับทุกคนฟังแต่แล้ว พวกเขาก็ดูจะไม่แปลกใจเรื่องที่คนพวกนี้คือพวกมาเฟีย เพราะว่านิเรียได้หลอกถามเจคอบไปช่วงกินข้าวแล้ว

ตอนที่ 12 หลอกมาฆ่า

หลังจากที่หนีเข้าไปในกำแพงบ้านพัก ทั้งสามคนก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก ไนเรลหันไปดูแผลของนิเรียที่นั่งอยู่ด้านข้างทันที

“ขอพี่ดูแผลหน่อย”

ไนเรลจับไปที่ขาของนิเรีย แผลของเธอลึกพอสมควร แต่เลือดมันหยุดไหลแล้ว ถึงแบบนั้นรอบบาดแผลก็ยังเขียวและคล้ำเป็นอย่างมากจากเชื้อซอมบี้ที่ได้รับมา

ร่างกายของเธอกำลังต่อสู้กับมันอย่างหนัก

ไนเรลรู้ว่าน้องสาวของเขาก็มีภูมิต้านทานต่อเชื้อซอมบี้ ขั้น 1 เพราะเธอเป็นมนุษย์ชั้นสูง ระดับสีขาว

“อ้า!” นิเรียร้องออกมาเบา ๆ และกัดฟันแน่น

เขาบีบไปที่แผลเพื่อให้เลือดบริเวณปากแผลไหลออกมา เลือดสีดำที่ค่อย ๆ ไหลออกและสักพักก็เปลี่ยนเป็นสีแดง เมื่อเห็นแบบนั้นเขาก็หยุด

จากนั้นเขาก็หากล่องประถมพยาบาลที่อยู่ในรถเอาผ้าพันแผลพันไว้ “อย่าพึ่งให้พวกนั้นเห็นแผล”

พวกนั้นที่ไนเรลกล่าวก็คือคนในรีสอร์ตบ้านพักแห่งนี้

เนื่องจากเขากังวลว่าคนพวกนี้จะคิดว่านิเรียโดนกัดแล้วจะกลายเป็นซอมบี้

ก๊อก ๆ

และในตอนนั้นเองก็มีคนเดินมาเคาะกระจกรถ ไนเรลหันไปบอกกับสองคนว่า “อยู่บนรถก่อน”

ทั้งสองคนพยักหน้าให้กับไนเรล และเขาก็เปิดประตูลงจากรถไป

“คุณเป็นใคร?” ยามถามออกมาด้วยความระวัง

แต่ก่อนที่ไนเรลจะตอบ คนหลายคนก็เข้ามารุมล้อมถามคำถามกับเขา “คุณมาที่นี่ มาช่วยพวกเราใช่หรือไม่?”

“ที่เมืองเป็นอย่างไรบ้าง?”

“ทหาร คุณเป็นทหารที่มาช่วยเราใช่ไหม?”

“พี่ชายมีอาหารหรือไม่?”

“โลกภายนอกเป็นอย่างไรบ้าง เมืองหลวงยังดีอยู่ไหม?”

ดูเหมือนว่าพวกเขาจะไม่ได้รับข่าวสารจากโลกภายนอกเลย ขณะที่เขาถูกยิงคำถามใส่อย่างต่อเนื่อง คนที่เหมือนจะเป็นผู้นำร่างผอมสูงก็เดินเข้ามาหาเขา

“สวัสดดี ผมโจ คุณเป็นคนที่ยิงปืนที่ถนนใช่หรือไม่” เขาถามออกมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

ทุกคนที่เห็นว่าโจพูดก็เงียบเสียงลง

“ใช่พวกเราเอง ผมจะขอหลบที่นี่สักพักได้หรือไม่ถ้าผมหาเพื่อนเจอแล้วจะรีบออกไปทันที” ไนเรลเริ่มเข้าประเด็นทันที

“ได้แต่ผมต้องการเก็บค่าที่พัก เอาเป็นอาหาร 50 เปอร์เซ็นต์ที่พวกคุณมีและกระสุนกับปืน 1 กระบอก”

“10 เปอร์เซ็นต์กับกระสุน 30 นัด” ไนเรลกล่าวด้วยท่าทีเเข็งกร้าว

“15 เปอร์เซ็นต์กระสุน 40 นัด” บ๊อบต่อรองอีกรอบ

ไนเรลคิดสักพักก็ตกลง ทั้งสองยื่นมือออกมาจับกันทันที โจยิ้มออกมาอย่างเจ้าเลห์และกล่าว “คุณจะไปพักที่บ้านด้านหลังก็ได้ แต่ก่อนหน้านั้นเราจะขอตรวจร่างกายพวกคุณก่อนเพื่อที่จะดูว่าพวกคุณไม่ได้โดนกัด”

ในระหว่างที่คนเดินไปตรวจนั้นนิเรียก็พยายามซ่อนแผลของเธอ ขณะที่คนตรวจจะดูที่ขาของเธอ ไนเรลก็เข้ามาขวางไว้และหยิบอาหารกระป๋อง 2 ลังส่งให้กับเขาทันที

เมื่อคนที่ตรวจเห็นอาหารพวกนั้นเขาก็รับไปทันที ด้วยความโลภ ดูเหมือนว่าที่นี่จะขาดแคลนอาหารพอสมควร

โจที่คิดว่าลูกน้องของตนตรวจเสร็จและยกอาหารเดินมา เขาเปิดกล่องดูก็ถึงกลับดีใจ ที่เห็นอาหารกระป๋องพวกนั้น

เนื่องจากในรีสอร์ตแห่งนี้จะซื้ออาหารมาเก็บไว้สัปดาห์ละครั้งแต่วันที่เกิดเรื่องก็เป็นวันที่ต้องไปซื้ออาหารพอดี ทำให้พวกเขา ไม่สามารถเข้าไปซื้ออาหารในเมืองมาได้

ตอนนี้อาหารที่มีก็เริ่มน้อยลงไปเรื่อย ๆ แล้ว

“นี่กระสุนที่พวกคุณต้องการ” ไนเรลส่งกล่องกระสุนปืนให้โจ ตอนนี้ทำให้พวกเขาเหลือกระสุนปืน มันคือกระสุนปืนลูกโม่ของเขาที่มีอยู่ 300 นัด ตอนนี้มันเหลือแค่ 200 กว่านัดแล้ว

“พวกคุณทำตัวตามสบายเลย ผมขอตัวก่อน” โจยิ้มและกล่าวพร้อมกับยกอาหารกระป๋องและกล่องกระสุนไป

แต่ก่อนที่โจจะเดินไป ไนเรลก็ถามออกมา “แถวนี้มีใครอีกไหม? นอกจากกลุ่มพวกคุณ”

“ทำไมเหรอ?” แจสเปอร์ถาม

ไนเรลอธิบายว่าคนในกลุ่มของเขาได้หนีจากซอมบี้ไปกับพวกนั้น ตอนที่ปะทะกับฝูงซอมบี้ที่ถนน

โจมองไปที่ไนเรลอยู่สักพักก็กล่าวออกมา “มีอยู่อีกกลุ่มพวกมันฆ่าคนที่รีสอร์ตแห่งนี้ ขโมยอาวุธ อาหารและหนีเข้าไปในป่า ตอนนี้ผมก็ตามล่าพวกมันอยู่เหมือนกัน”

ไนเรลฟังแบบนั้นก็คิดอยู่ในใจ แต่เขาก็ไม่ได้เชื่อคำพูดโจทั้งหมด ไม่รู้เป็นเพราะอะไรเขากับคิดว่าโจนั้นโกหกบางอย่างอยู่

อาจจะเป็นเพราะเขาอาจจะเจอคนที่เป็นแบบโจมาเยอะ คนที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อตอบสนองความต้องการของตัวเองโดยไม่สนใจใคร และอีกอย่างถ้าพวกนั้นขโมยอาวุธไปจริง ๆ ทำไมตอนที่พวกมันช่วยดาลิธถึงไม่ยอมใช้

เขามองไปที่ยามที่อยู่รอบ ๆ ปืนพวกนี้มันเป็นอาวุธสงครามทั้งนั้น รีสอร์ตที่ไหนกันถึงมีอาวุธเยอะขนาดนี้

เมื่อไปรอบข้างคนที่นี่ก็ดูจะมีท่าทางแปลก ๆ ราวกับว่าต้องการจะพูดอะไรสักอย่าง

………………………………

ไนเรล นิเรียและดามินไปพักบ้านที่อยู่ท้ายสุดของรีสอร์ตแห่งนี้ ภายในบ้านนั้นดูหรูหราเป็นอย่างมาก แต่มันก็สมแล้วที่เป็นที่พักของพวกคนรวย

เขาไม่ได้ขนของอะไรลงจากรถเพราะแค่จะค้างอยู่ที่นี่สัก 3 วันเพื่อหาดาลิธและเส้นทางอ้อมหลุมที่ถนนไปเท่านั้นและถ้าไม่เจอเธอใน 3 วันเขาก็จะเดินทางต่อทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลา

คืนนี้พวกเขาไปพักในบ้าน ก็มีคนปืนรัวบ้านเข้ามา คนที่เห็นก็คือนิเรียมันยากมากที่ใครจะหลบรอดจากสายตาของเธอ ถ้าเธอใช้ความสามารถ [ดวงตาเทพ S] อยู่

ทั้งสามคนแอบมองดูหัวขโมยว่าจะทำอะไร

หัวขโมยที่ดูไม่เป็นมืออาชีพผู้นี้กำลังแอบขโมยอาหาร แต่ด้วยความที่อาหารอยู่ในรถ ดังนั้นหัวขโมยจึงพยายามงัดหน้าต่างเขาไป แต่มันล๊อคหมดทุกบาน

นิเรียที่เห็นแบบนั้นก็สงสารหัวขโมยตัวน้อย เธอจึงหยิบอาหารแอบเดินไปที่ด้านหลังส่งอาหารให้กับเด็กชายที่เป็นหัวขโมย

“เอ้านี่เนื้อกระป๋อง” เธอยืนเนื้อกระป๋องให้กับเด็กชายอายุ 9 ขวบ

เด็กคนนั้นถึงกลับสดุ้งด้วยความตกใจ แต่ก็ไม่ลืมที่จะหยิบเนื้อกระป๋องที่อยู่ในมือของนิเรียพร้อมกับวิ่งออกไปด้วยความเร็ว แต่แล้วเขาก็ต้องสะดุดล้มลง กระป๋องเนื้อหลุดมือกลิ้งไปชนกับรั้วประตู

เด็กชายรีบลุกขึ้นมาด้วยความทุลักทุเลหยิบเนื้อกระป๋องวิ่งออกไป

ไนเรลเดินออกมาเขาไม่ได้ว่านิเรียเพียงแค่ลูบหัวเธอเท่านั้นและก็เดินกลับเข้าไปนอน

เช้าวันต่อมา ไนเรลก็ออกไปตามหาดาลิธโดยให้นิเรียเพื่อพักถึงแม้ว่าแผลที่ขาของเธอเริ่มปิดแล้วก็ตามและดามินอยู่ที่บ้านพักเพื่อเฝ้าของเพราะเขาไม่ได้เอารถไป

ขณะที่เขากำลังจะออกมาโจก็เสนอให้ว่าให้น้องชายของเขา ที่ชื่อเก็นและคนของเขาอีก 2 คนไปช่วยตามหาด้วยเพราะถ้าเจอพวกคนที่ขโมยของไปก็จะได้จับตัวกลับมาด้วย

ไนเรลก็ไม่ปฏิเสธเพราะการที่มีคนรู้จักพื้นที่แถวนี้ไปด้วยก็ดี

พวกเขาเดินออกไปอย่างเงียบเพื่อไม่ให้เป็นที่สนใจต่อซอมบี้ ตอนนี้เส้นทางต่าง ๆ เริ่มที่จะถูกธรรมชาติยึดครองไปแล้ว มันเริ่มรกและดูน่ากลัวราวกับป่าดงดิบมากขึ้น

คนที่นำทางก็ใช้มีดถางป่าอย่างต่อเนื่อง ถึงจะบอกว่าเป็นการคุ้มกันแต่เขารู้สึกว่ามันเหมือนการคุมตัวออกไปฆ่าซะมากกว่า เพราะเขาถูกล้อมหน้าล้อมหลังไว้หมด

“พวกคุณรู้ไหมว่าคนพวกนั้นอยู่แถวไหน?” ไนเรลถามออกมาขณะที่เดินตามพวกนั้นไป เขาก็สั่งเกตุมีดสั้นทังสแตนที่เหน็บอยู่ข้างเอวของเก็นไปด้วย

“พวกนั้นน่าจะอยู่อีกฝั่งของถนนแถวนั้นมีหมู่บ้านเล็ก ๆ อยู่แต่ว่ามันก็มีฝูงซอมบี้เยอะอยู่เหมือนกัน พวกเราไปไม่ได้ไม่งั้นคงตามไปจัดการพวกนั้นแล้ว”

“พาฉันไปที่นั่นได้ไหม?” เขาถามเพราะว่าอยากจะไปเห็นด้วยตาของตนเอง

ทั้งสามคนมองหน้าไปมาและตกลงที่จะพาเขาไป

เมื่อข้ามออกมาถนนก็มีซอมบี้บางส่วนที่ดูเหมือนจะเดินไปมาทางที่เขาอยู่ แต่เมื่อมองดี ๆ พวกมันก็ไม่ได้เดินมาหาทั้ง 4 คนแต่เดินไปที่รีสอร์ตแทน

พวกเขารอมันเดินผ่านไปจากนั้นก็ค่อย ๆ แอบไปที่ถนนและข้ามฝั่งไป แต่หมอกที่หน้าก็ทำให้พวกเขาค่อย ๆ เดินไปอย่างช้า ๆ

ขณะที่เดินไนเรลก็สังเกตต้นไม้รอบ ๆ ไปด้วย ‘พวกมันกลายพันธุ์จนเกือบจะหมดแล้ว’ เขาคิดในใจ

หลังจากที่เดินมาได้ 5 กิโลเมตร เขาก็เข้ามาในป่าลึกเรื่อย ๆ

เพื่อนของหนึ่งในสามคนนั้นถามคนที่นำทางว่า “นายมาถูกใช่ไหมเก็น”

“ถูกสิฉันจะเข้ามาซื้อเนื้อสัตว์จากหมูบ้านทุกอาทิตย์หลับตาเดินยังถูกเลย” เก็นที่เพื่อนเรียกพูดออกมาด้วยความมั่นใจ

“ทำไมหญ้ามันขึ้นสูงขนาดนี้เนี่ย อาทิตย์ที่แล้วมันยังไม่มีหญ้าพวกนี้เลย” ชายอีกคนบ่นด้วยความหงุดหงิดออกมา

“เอาน่าเดี่ยวมันก็จบ” เก็นกล่าวออกมาขณะมองไปที่ไนเรล

ไนเรลได้ยินแต่เขาก็แกล้งทำเป็นไม่สนใจ เขามองไปที่ท้ายทอยของเก็น ช่วงที่เก็นนำทางอยู่และฝันไปที่ต้นหญ้าเพื่อถางทาง เขาก็สังเกตเห็นแมลงที่มันบินออกมาเกาะที่คอของเก็น

มันเหมือนกับแมลงวันตัวใหญ่ แต่ไม่ใช่มันคือแมลงปรสิต ไนเรลรีบสำรวจตัวเองทันทีว่ามีเกาะไหมและเขาก็เจออยู่ตัวหนึ่งจึงบี้มันทิ้งทันที

แมลงปรสิตที่อยู่ที่คอของเก็นค่อย ๆ ไต่ขึ้นไปจนไปถึงหูของเขาจากนั้นมันก็ไข่ออกมาเป็นตัวอย่างช้า ๆ โดยที่เหยื่อของมันคือเก็นไม่รู้สึกตัวแม้แต่น้อย

และไนเรลก็ไม่เตือนเขาเพราะเขารู้สึกว่าทั้งสามคนไม่ได้หวังดีต่อเขา เจตนาฆ่าของทั้งสามนั้นดูเด่นชัดเป็นอย่างมาก

หลังจากที่มันไข่ออกมาแล้วก็บินหนีไปทันที แต่ก็ถูกเก็นตบได้ก่อน

เพี๊ยะ!

“หึ เจ้าแมลงวันเกาะอยู่ได้” เก็นบี้มันอย่างสะใจ

“ใกล้ถึงหรือยัง?” เขาถามออกมา

“ถึงแล้วข้างหน้านี่เอง” เก็นเปิดใบไม้ขนาดใหญ่ออกมาเผยให้เห็นหมู่บ้านชนบทขนาดเล็กที่ดำรงชีพด้วยการล่าสัตว์และการตัดไม้

ด้านในของหมูบ้านเต็มไปด้วยซอมบี้จำนวนมหาศาล ไนเรลรู้สึกแปลกใจเป็นอย่างมากทำไมที่นี่ถึงมีซอมบี้เยอะขนาดนี้และบางตัวก็ยังมีตำรวจรวมอยู่ด้วย

เพื่อนของเก็นที่คุยกับเขาตอนแรกก็ยกปืนขึ้นมาและเล็งไปที่พวกมันอย่างช้า

“จะทำอะไร?” เก็นถามออกมา

“ก็จะยิงพวกมันไง! มีอะไร?” ชายหัวร้อนกล่าว

“เดี่ยวพวกมันก็แห่กันออกมาหรอก เอาแบบนี้ดีกว่าให้ใครไปล่อพวกมันออกมาเป็นไงแล้วเราค่อยแอบเข้าไป” ถึงจะพูดแบบนั้นแต่ทั้งสามคนก็มองไปที่ไนเรล

“เดี่ยวฉันไปเอง” ไนเรลอาสาทันที เขาก็อยากรู้เช่นกันว่าพวกมันจะทำอะไร

ซอมบี้พวกนี้มันมีเยอะพอสมควร เขาก็อยากจะรู้ว่าพวกนี้จะเข้าหมู่บ้านยังไง และพวกคนที่ช่วยดาลิธทั้ง 2 คนใช้ทางไหนและหนีเข้าไปในหมู่บ้านได้อย่างไร

พวกนั้นน่าจะมีทางเขาอื่นที่พวกนี้ไม่รู้แน่ ๆ

ทั้งสามคนมองไปที่ไนเรลพวกเขาไม่ได้หวังว่าเขาจะสามารถล่อพวกมันออกมาได้อยู่แล้วเพราะพวกมันก็เคยลองเมื่อสองวันก่อน

ขณะที่ไนเรลลงไปที่ด้านล่างทางหมู่บ้านอย่างช้า เขาก็สั่งเกตุเห็นท่อระบายน้ำมันใหญ่น่าจะพอให้คนมุดลงไปได้

เก็นและพวกที่แอบอยู่ข้างทางหยิบโทรศัพท์ออกมาและเปิดเพลงโยนไปทางในเรล

“พวกนายทำอะไร” เขาที่แทบจะยืนอยู่กลางถนนแล้วจึงดูเด่นเป็นอย่างมาก แต่เขาก็ยังแกล้งถามด้วยความกลัว

“ก็มึงช้า พวกเราก็เลยช่วยให้ไง ฮ่า ๆ ” ทั้งสามคนเล็งปืนไปที่ไนเรลและพูด “เร็วรีบวิ่งล่อพวกมันออกไปไม่งั้นจะโดนกินก่อนนะ”

ดูเหมือนพวกมันจะสนุกกันที่เห็นคนถูกซอมบี้กิน

ซอมบี้ที่ได้ยินเสียงเพลงจากโทรศัพท์ก็เดินตามเสียงออกมาพวกมันมีเป็น 100 ตัว

ไนเรลแกล้งทำเป็นกลัวจากนั้นก็วิ่งไปทางทั้งสามคน

“ไอ้เวรนี่วิ่งไปอีกทางสิวะ” ชายหัวร้อนด่าไนเรลให้วิ่งออกไปอีกทางและยิงใส่ไนเรล แต่ด้วยฝีมือในควาแม่นยำอันต่ำต่อยของมันจึงยิงไม่ถูก ไนเรลรีบหลบหลังต้นไม้ทันที

ซอมบี้ที่ได้ยินเสียงปืนก็ร้องคำรามวิ่งมาตามเสียง ราวกับมันได้กลิ่นเลือด แต่ก็ไม่แปลกเพราะกินเลือดนั้นมาจากหูของเก็นที่ตอนนี้เลือดค่อย ๆ ไหลออกมา

“เก็นหูนายเลือดไหล” อีกสองคนที่อยู่ด้านข้างทักเก็นแต่ดูเหมือนเก็นจะมึน ๆ หัวและเริ่มชักกระตุกล้มลงและกระอักเลือดออกมามันเป็นเศษเนื้อ

“เฮ้ยเป็นอะไรวะ” ทั้งสองคนที่ตกใจรีบลากเก็นหนีจากซอมบี้ที่กำลังใกล้เข้ามาเพราะเสียงปืน

แต่ไนเรลที่อาศัยจังหวันนั้นวิ่งออกหน้าทั้งสามคนไป เพื่อนของเก็นทั้งสองที่เห็นว่าท่าไม่ดีแล้วก็รีบพากันหิ้วปีกเก็นวิ่งตามไนเรลไป

หลังจากที่พวกเขาวิ่งหนีตายกันมาพ้นก็พยายามมองหาไนเรล

“ไอ้เด็กบ้านั้นไปไหนแล้ววะ” ชายหัวร้อนพูดออกมาพร้อมหอบหายใจ

เก็นที่ตอนนี้เลือดออกสองข้างหูก็เริ่มได้สติมองไปทั้งสองคน “ช่วยด้วย ๆ ปวด ปวดหัว…”

แต่ก่อนที่พวกเขาจะเดินกันต่อไนเรลที่ไม่รู้โผล่ออกมาจากไหนก็ยิงไปที่ชายอีกคน

ปัง!

เสียงปืนดังพร้อมกับร่างที่ล้มลง ชายหัวร้อนถึงกับหน้าซีดตกใจ ที่เห็นเพื่อนอีกคนตายไปต่อหน้า เขาก็รีบหลบหลังต้นไม้ด้วยความกลัวทันที

ตอนนี้ด้านหน้ามีไนเรลด้านหลังก็มีซอมบี้ที่ไม่รู้จะตามมาตอนไหนแต่เสียงของพวกมันก็ดังใกล้เข้ามาทุกที

“เฮ้ย ไอเวร แกจะทำอะไรวะ!!! พวกเราอุตส่าห์ช่วยแกตามหาเพื่อนนะ” ชายหัวร้อนตะโกนจับปืนแน่นเขามองซ้ายมองขวาเพื่อที่จะหาว่าไนเรลอยู่ตรงไหน

ตอนที่ 11 นิเรียโดนกัด

การเดินทางในช่วงเช้าเป็นไปอย่างราบรื่น ๆ แต่ก็มีหลายครั้งที่จะมีคนขอติดรถพวกเขาไปด้วย แต่ไนเรลก็ปฏิเสธแล้วบอกกับพวกนั้นไปว่าเขาจะเดินทางไปทางตะวันออก ไม่ได้ไปที่ค่ายลี้ภัย

แต่บางครั้งคนพวกนั้นก็ไม่เชื่อ ดังนั้นเขาจึงใช้ปืนขู่พวกนั้นไปบ้างเป็นบางครั้งบางครั้ง และสำหรับใครที่พยายามจะปล้นพวกเขา ไนเรลก็ยิงพวกนั้นโดยไม่สนใจว่าจะเป็นจะตาย ทันที

“พี่ชายพวกเราจะไปหาปู่ใช่หรือไม่?” นิเรียถามด้วยความตื่นเต้น

ตอนที่เธอเล็ก ๆ เธอสนิทกับปู่มากแต่เมื่อ 4 ปีก่อนปู่ของเธอก็ถูกจับตัวไป และขังอยู่ที่คุกเอลมิน่าในเมืองซานติเกียทำให้เธอไม่เคยไปเจอกับปู่อีกเลย

“เราจะไปช่วยปู่กัน” ไนเรลหันมายิ้ม

ช่วงเย็นเขาขับรถจนมาถึงถนนหลวงอีกเส้นที่มุ่งหน้าสู่ซานติเกีย มันเป็นถนน 4 เลนที่คู่ไปกับทางรถไฟสองสาย

ตอนนี้เย็นแล้วพวกเขาจึงจอดพักกันที่ใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ดูเหมือนมันจะกลายพันธุ์จนมีขนาดใหญ่เหมือนตึกหลังหนึ่งเลยทีเดียว

ไนเรลสำรวจรอบข้างอย่างละเอียดเพื่อความปลอดภัย

ในชีวิตที่แล้ว เขามุ่งหน้าไปที่ค่ายลี้ภัยทันทีหลังจากที่พากันหนีออกมาจากเมืองหลวง จึงทำให้เขายังไม่เคยมาเส้นทางนี้ และเขาก็ไม่ได้จดจำได้ทุกรายละเอียด

โดยเฉพาะการเดินทางไปช่วยปู่ของเขาในครั้งนี้มันไม่เคยเกิดขึ้นในชีวิตที่แล้ว เขาไม่รู้ว่าอะไรจะเกิดขึ้นบ้าง แต่ถ้าเขาเลือกที่จะทำแต่สิ่งที่รู้เช่นนั้นทุกอย่างมันก็คงจะเหมือนเดิม

ทั้งสี่คนก่อกองไฟเพื่อบรรเทาความหนาวเย็นในตอนกลางคืน เขาใช้รถจอดชิดกับต้นไม้เป็นกำแพงป้องกันไว้สองด้านและนั่นทำให้เขาแค่ต้องระวังในอีกสองด้านของที่พักเท่านั้น

เขาให้นิเรียและดาลิธพักในรถ

ส่วนเขาและดามินก็นั่งและนอนข้างกองไฟโดยใช้ถุงนอนที่ไนเรลได้เตรียมไว้อยู่ก่อนแล้ว เพื่อที่จะได้ผลัดกันเฝ้าเวรยามในตอนกลางคืน

พอผ่านไปสักพักไนเรลก็ขอตัวนอนก่อนเพราะเขาเหนื่อยกับการขับรถมาทั้งวัน

ดังนั้นคืนนี้ดามินจึงต้องเฝ้ายามกลางคืนคนเดียว เเต่ผ่านไปสักพักนิเรียก็ลงมาจากรถและมานั่งข้างที่นอนพี่ชายของเธอ เนื่องจากเธอนอนไม่หลับ

เธอมองไปที่พี่ชายของเธอที่หลับอยู่อย่างเงียบ ๆ

ดามินเองก็ไม่ได้พูดอะไรเขาเพียงแค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเพื่อดูว่ามันมีสัญญาณไหม เขาแค่จะหาอะไรอ่านค่าเวลา แต่แล้วโทรศัพท์ของเขาก็แบตเตอรี่หมดซะก่อน

นิเรียจึงหันไปพูดกับดามิน “พี่ชายเก็บหนังสือไว้ในลิ้นชักในรถลองไปหาดูสิ”

ดามินจึงลุกขึ้นไปหาหนังสือตามที่นิเรียบอก

แต่ในระหว่างที่ดามินลุกออกไปหาหนังสืออยู่  ไนเรลที่นอนหลับอยู่ก็ฝันร้ายขึ้นมา เขาเหมือนกับกำลังจะจมลงไปในน้ำและละเมอพูดออกมาด้วยความกลัว “สเตล่า…ทำไม! ทำไม! เธอถึงทำแบบนี้!!!”

นิเรียรีบจับไปที่มือพี่ชายของเธอด้วยความเป็นห่วง เมื่อมือของนิเรียสัมผัสไปที่มือพี่ชายของเธอ

เขาก็ดึงมือของเธอเข้ามากอดทันทีราวกับว่ากลัวมันจะหายไปอย่างไรอย่างนั้น

ดามินที่ตกใจกับเสียงละเมอของไนเรลเขาก็รีบมาดู แต่เมื่อเห็นว่าทุกอย่างยังคงปกติดีอยู่เขาก็กลับไปเอาหนังสือที่อยู่ในลิ้นชัก ในรถที่ซึ่งตอนนี้ดามินกำลังหลับและเขาก็หยิบหนังสือออกมาจากลิ้นชักหน้ารถ

ระหว่างที่อ่านอยู่เขาก็มองไปที่สองพี่น้องที่ดูจะรักกันมาก โดยเฉพาะไนเรลที่จะเป็นห่วงนิเรียมาก

ถึงขนาดที่ว่าแค่ไมน่าว่านิเรีย ไนเรลก็ถึงกลับไล่เธอไปทันที เขาเชื่อว่าถ้าใครทำร้ายนิเรียละก็ไนเรลก็คงจะฆ่าทิ้งโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย

เช้าวันต่อมาหมอกลงหนามากเป็นพิเศษ ไนเรลตื่นขึ้นมาก็พบว่านิเรียนอนหลับอยู่ข้างเขา ดังนั้นเขาจึงเอาผ้าห่มของเขาไปห่มให้เธอ

ไนเรลมองไปรอบ ๆ ก็เจอดามินที่นั่งหลับไปพร้อมกับหนังสือการทำกับดักสัตว์ป่า เขาจึงเดินเข้าไปปลุก

“ดามิน ตื่นได้แล้ว!”

ดามินที่ตกใจตื่นจนทำหนังสือหล่น เขาขยี้ตาตัวเองเล็กน้อยและมองไปที่รอบด้านก็เห็นว่าไนเรลเป็นคนที่ปลุกเขา

“ผมขอโทษ…” ดามินกล่าวขอโทษที่เขาดันเผลอหลับไปซะได้ ไนเรลเดินไปหยิบฝืนมาใส่กองไฟที่กำลังมอดดับลง

หลังจากนั้นเขาก็สำรวจรอบด้านตอนนี้แค่คืนเดียวรอบด้านก็มีต้นไม้ใบหญ้างอกออกมากระจายเต็มไปหมด

ต้นไม้ใบหญ้านั้นมีขนาดใหญ่และแปลกตาเป็นอย่างมากโดยเฉพาะสีของใบไม้ที่ไม่ใช่แค่สีเขียวอีกต่อไป

ดา มินเองก็พึ่งจสังเกตและตกใจพอสมควรและเขาก็คิด ‘นี่ฉันหลับไปแค่แปปเดี่ยวเองหรือว่าหลับไปเป็นปีกันแน่’

หลังจากเวลา 8 โมงกว่า ๆ หมอกก็จางลงบ้างแล้วแต่ก็ไม่มากนัก พวกเขาก็ออกเดินทางต่อ

ในระห่างทางที่ขับรถอยู่ดี ๆ ไนเรลก็เหยียบเบรกและดับเครื่องทันที

ด้วยความเร็วของรถ ดามินที่หลับจากการที่อดนอนเฝ้าเวรยามเมื่อคืน หน้าก็กระแทกกับกระจกหน้าต่างรถด้านข้างอย่างแรง ถึงกับสดุ้งตื่นขึ้นมาเพราะการเบรกรถของไนเรลทันที

“โอ๊ย…เกิดอะไรขึ้น?” เขาถามออกมา แต่ก็ไม่มีใครตอบ มีแค่ไนเรลที่ส่งสัญญาณ! ให้เขาเงียบ

ดามินมองไปที่ข้างหน้า มันมีท่อขนาดใหญ่ที่พาดผ่านถนนอยู่ เขาจึงหยิบแว่นขึ้นมาใส่และมองดูอีกที

แต่เมื่อมองดูดี ๆ มันกลับไม่ใช่ท่อ แต่เป็นงูเหลือมขนาดใหญ่ ยาวกว่า 30 เมตร กำลังเลื้อยผ่านถนนที่เต็มไปด้วยรอยแตกจากรากของต้นไม้

หลังจากรอให้มันเลื้อยผ่านไปแล้วสักพักไนเรลก็ขับรถต่ออย่างระมัดระวัง และเขาก็ต้องหยุดรถอีกรอบ

ตอนนี้ทางข้างหน้านั้นกลับเต็มไปด้วยรถยนต์ที่ขวางทางอยู่ ถ้าเป็นแค่รถเขาก็คงจะพอหลบทางออกไปได้บ้างแต่มันมีหลุมขนาดใหญ่ที่เกิดจากการทรุดตัวของแผ่นดินจนตัดถนนทั้งสองข้างออกจากกัน

“ลงไปดูกัน”

พวกเขาลงจากรถเพื่อไปดูว่าจะพอมีเส้นทางให้ข้ามไปได้ไหม แต่ดามินง่วงเป็นอย่างมาก เขาจึงไม่ได้ลงไปและนอนในรถต่อ

ทั้ง3 คนเดินผ่านรถที่จอดทิ้งไว้ในถนนอย่างระมัดระวัง

ทันใดนั้นบริเวณที่ดาลิธเดินผ่าน ก็มีซอมบี้ที่อยู่ในรถตรงเบาะคนขับพยายามจะกัดเธอ แต่ด้วยความที่มันถูกหลังด้วยสายเข็มขัดนิรภัยจึงไม่สามารถกัดเธอได้

ดาลิธจึงใช้มีดสั้นทังสแตนที่เคยเป็นของคารอนแทงไปที่กกหูของซอมบี้ แต่ด้วยความซวยจังหวะที่เธอดึงมีดออกศีรษะของซอมบี้หล่นไปโดนแตรรถยนต์จนเสียงดังกังวานไปทั่วบริเวณ

แตร!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

“รีบหยุดเสียงนั่นเร็ว!” ไนเรลรีบบอกเธอด้วยความรีบร้อนแต่มันก็ไม่ทันซะแล้ว

เพราะต่างมีซอมบี้เดินออกมาจากสายหมอกด้านข้าง พวกมันเดินตามเสียงของแตรรถที่ดังอยู่

ดาลิธรีบขยับศพของซอมบี้ออกจากแตรรถเสียงที่ดังจึงหยุดลง

“รีบกลับไปที่รถก่อน” ไนเรลและนิเรียรีบวิ่งกลับไปที่รถ

“ดาลิธละ!” ดามินตื่นเพราะเสียงแตร เห็นไนเรลและนิเรียวิ่งมาหนีมาเขาก็ถามหาดาลิธเพราะไม่เห็นเธอ

ไนเรลหันไปด้านหลังที่ตอนนี้ดาลิธยังคงติดอยู่ท่ามกลางเสียงของซอมบี้

“นิเรีย น้องเอาสไนเปอร์ขึ้นไปบนหลังคา ส่วนการใช้ก็แบบที่ทหารพวกนั้นสอน”

“ส่วนดามินไปหลบอยู่ในรถคอบดูรอบ ๆ ไว้ ถ้าซอมบี้เขามาก็บอกนิเรีย”

จากนั้นเขาก็หยิบดาบยาวทังสแตนและปืนวิ่งกลับไปช่วยดามิน

มันมีซอมบี้ราว ๆ 50 ตัวที่กระจายกันอยู่รอบ ๆ

มันเริ่มที่จะได้กลิ่นเนื้อสด ๆ ของดาลิธที่เเอบหลบอยู่ใต้รถยนต์คันที่เธอใช้มีดฆ่าซอมบี้ไป

ไนเรลค่อย ๆ หลบและจัดการซอมบี้ที่ขวางทางอย่างรวดเร็ว เขาใช้ความสามารถ [พละกำลัง 50 เท่า (มดกินเหล็ก) B] ตำแหน่งดาบทังสแตนแต่ละครั้ง

พลังของมันนั้นน่ากลัวเป็นอย่างมาก เขาไม่คิดว่ามันจะทรงพลังได้ถึงขนาดนี้

มดนั้นสามารถยกของที่หนักกว่าน้ำหนักตัวของตนเองได้ถึง 50 เท่า ตอนนี้มันถูกใช้โดยไนเรลที่มีน้ำหนักตัว 75 กิโลกรัม นั้นหมายความว่าเขาสามารถใช้พลังยกของหนักได้ถึง 3.75 ตัน

แต่ก็ใช่ว่าเขาจะสามารถใช้มันได้อย่างอิสระ เพราะพลังงานในเซลล์ของเขาที่ผลิตได้นั้นมีจำกัด

เขาสามารถใช้มันได้สูงสุดก็แค่ 5 เท่า เท่านั้น และสามารถใช้ได้อย่างต่อเนื่องไม่กินแรงคือ 2.5 เท่า แต่มันก็เพียงพอในการตัดหัวของซอมบี้ ขั้น 1 ได้อย่างง่ายดาย

ด้วยแรงที่เขาคุมไม่อยู่ จึงฟันพลาดดาบตัดหัวของซอมบี้ไปติดเข้ากับเหล็กประตูของรถ

ทันใดนั้นก็มีซอมบี้อีกตัวที่ได้ยินเสียง วิ่งเข้ามาจะกัดเขาจากด้านหลัง

ปัง! มันถูกยิงโดยนิเรีย แต่ด้วยความที่เธอยิงปืน M-21 เป็นครั้งแรกมันพลาดเป้าไปโดนแค่หน้าอกของซอมบี้เท่านั้น

ซอมบี้ตัวนั้นลุกขึ้นมายืนอีกครั้ง และร้องคำรามด้วยความโกรธ

อ๊าคคค!!!

ไนเรลจึงใช้ปืนลูกโม่ ขนาด 500 แม็กนั่ม ที่อยู่ข้างเอวชักออกมายิงที่หัวของมัน

ปัง!!! ….

ด้วยระยะที่ใกล้แค่เมตรกว่า ๆ มันจึงแรงถึงขนาดสมองซอมบี้ระเบิดกระจายไปทั่ว

ร่างของมันหงายล้มลงแต่ซอมบี้ที่ตอนแรกลุมร้อมดาลิธอยู่มันก็หันความสนใจมาที่ไนเรล

ค๊าก!!! อ๊าคค!!!

พวกมันร้องคำรามและวิ่งมาที่ไนเรลจำนวนมาก ซอมบี้ที่อยู่ข้างทางก็วิ่งออกมาจากหมอกมากขึ้น

“ซวยแล้ว!”

ไนเรลรีบดึงดาบที่ติดกับประตูรถออก และฟันไปที่พวกมันอย่างต่อเนื่อง ส่วนนิเรียก็ยิงไปที่ซอมบี้เพื่อเคลียเส้นทางให้กับพี่ชายของเธอ

ทันใดนั้นที่ด้านหลังก็มีซอมบี้ตัวหนึ่งปีนขึ้นมาบนหลังรถและกัดไปที่ขาข้างซ้ายของเธอ

“อ้าา” นิเรียร้องด้วยความเจ็บ ดามินที่ตอนนี้กำลังใช้มีดปักไปที่หัวของซอมบี้อยู่ก็รีบวิ่งมาช่วยเธอทันที

เขาดึงขาของมันลงมาแต่มันก็กัดไม่ยอมปล่อยจนเนื้อของนิเรียแทบจะหลุดออกมา

นิเรียกัดฟันพร้อมน้ำตาดึงปืนลูกโม่ออกมายิงไปที่หัวของมัน

ปัง!

หัวของมันระเบิดออกกระเด็นเลอะไปทั้งตัวของดามิน

ไนเรลที่ได้ยินเสียงของนิเรียร้องก็ถึงกับตกใจเขารีบวิ่งกลับไปที่รถออฟโรดทันที

โดยไม่สนใจช่วยดาลิธอีก แต่ถึงแบบนั้นซอมบี้ ในบริเวณที่เธออยู่ก็ถูกดึงดูดไปหาพวกไนเรลจนเกือบจะหมดแล้ว

และในตอนนั้นเองเธอก็เห็นว่าที่ข้างทางมีคนสองคนเรียกเธอให้หนีไปทางนั้น พวกเขากำลังจัดการซอมบี้ 2 ตัวด้วยความยากลำบากเพื่อให้เธอหนีมาทางนี้ได้

ดาลิธที่ตอนนี้ลังเลอยู่ว่าจะวิ่งไปทางไหน แต่เธอก็ตัดสินใจวิ่งไปทางที่ผู้ชายสองคนนั้น เพราะทางไนเรลนั้นเต็มไปด้วยซอมบี้

เมื่อไนเรลกับมาถึงที่รถเขาก็รีบจัดการซอมบี้ที่อยู่รอบด้านทิ้งทันที เขาฆ่าพวกมันอย่างบ้าคลั่ง

ในจังหวะนั้นเอง ดามินก็เห็นว่าดาลิธวิ่งหนีออกไปข้างทางกับชายสองคนที่ช่วยเธอไว้

“ดาลิธทางนี้!!! ๆ” แต่ดาลิธก็ดูเหมือนว่าจะไม่ได้ยินเขา และตอนนั้นซอมบี้ก็เขามาจะพยายามลุมกันเขาดามินจึงต้องจัดการพวกมันก่อน

ไนเรลก็หันมาพูดกับดามินว่า “เอาตัวเองให้รอด รีบไปพานิเรียลงมา”

แต่ดูเหมือนว่านิเรียจะแข็งแรงและฟื้นตัวได้เร็วกว่าคนธรรมดาเล็กน้อย เธอกระโดดลงมาจากรถและลงมาช่วยไนเรลฆ่าซอมบี้ที่อยู่รอบ ๆ

‘เป็นแบบนี้ไม่ดีแน่’ เขามองไปรอบ ๆ เพื่อพยายามหาทางฝ่าออกไปและในตอนนั้นเขาก็หันไปเห็นว่าข้างทางมันมีเส้นทางที่แยกออกไปอีก ดูเหมือนมันจะเป็นถนนที่ไปรีสอร์ตบ้านพักตากอากาศนอกเมือง

“รีบกลับไปขึ้นรถเร็ว” ไนเรลสั่งจากนั้นเขาก็จัดการซอมบี้รอบ ๆ อีก 4 ตัว ทุกตัวถูกฟันหัวขาด

จากนั้นเขาก็กลับไปขึ้นรถและรีบขับรถออกไปทันที ชนซอมบี้จนกระเด็นไปอีกสองสามตัวรถก็เสียหลักเล็กน้อยแต่เขาก็พอขับประคองไปต่อได้

เขาขับไปได้ประมาณ 300 เมตรก็เห็นรั้วประตูที่ปิดไว้อยู่ ดังนั้นเขาจึงจะขับพุ่งชนมัน

แต่เขาก็เห็นคนสองคนที่ตอนนี้ เล็งปืนมาที่รถของพวกเขา

“หยุด!!!” พวกนั้นบอกให้เขาหยุด

“เปิดประตู ผมขอเข้าไปหลบในนั้นหน่อย ผมมีอาหารให้แลกกับการเข้าไปในนั้น” ไนเรลพูดขอดี ๆ เพราะเขาเองก็ไม่อยากจะมีปัญหาเช่นเดียวกัน

ทั้งสองคนที่เฝ้าประตูอยู่หันซ้ายมองขวากันไปมาและก็ยอมเปิดประตูให้เขาเข้ามา

ไนเรลไม่รอช้าขับรถเขาไปทันที

ซอมบี้ที่อยู่ด้านหลังพวกมันก็กระจายตัวออกไปเมื่อไม่เห็นพวกไนเรลแต่ก็มีบางส่วนเดินตามไปทางที่ไนเรลขับรถหนีมา

ตอนที่ 10 มุ่งหน้าสู่ซานติเกีย

บรรยากาศในห้องตอนนี้มันดูน่าอึดอัดมาก ไม่มีใครกล้าขยับแม้แต่น้อยด้วยความกลัวว่าตนเองจะเป็นคนที่ก่อให้เกิดสัญญาณแห่งการต่อสู้ขึ้น

ไนเรลยังคงเล็งปืนไปที่หัวของผู้กองอีธานและถามเขา “ยังอยากได้อยู่ไหม?”

ผู้กองอีธานไม่ตอบแต่ไม่ใช่เพราะเขาไม่อยากตอบ แต่เป็นเพราะเขาไม่กล้าพูดออกมา ถ้าเขาบอกว่าต้องการอยู่ก็ไม่รู้ว่าไนเรลจะยิงเขาทิ้งทันทีเลยหรือไม่ แต่ถ้าเขาบอกไม่ไปศักดิ์ศรีการเป็นผู้กองและผู้นำทีมของเขาก็หมดลงอย่างแน่นอน

แต่ไม่ว่าจะอย่างไรคนแบบเขาก็ยังรักชีวิตมากกว่าอยู่

เขากำลังจะอ้าปากพูดก็มีเสียงดังมาจากบันไดชั้นที่สอง เป็นเสียงของชายวัยกลางคนที่กล่าวออกมา

“หยุดทะเลาะกันได้แล้ว!” เขาเดินลงมาพร้อมกับเด็กสาวอายุ 10 ขวบ มัดผมเปียสองข้าง

ผู้กองอีธานเห็นแบบนั้นก็รีบลุกขึ้นยืนทักทายทันที ด้วยความเคารพ ราวกับว่าไม่มีปืนจ่อหัวเขาอยู่ “ท่านประธานซา”

ประธานซามองไปที่ไนเรลที่ยังคงไม่ลดปืนลง เขานั่งลงและเด็กหญิงก็นั่งลงที่ด้านข้างเขา

และเขาก็หันไปกล่าวกับผู้กองอีธาน “ผู้กองพาคนของคุณออกไปก่อนเดี๋ยวผมจะคุยกับเขาเอง”

“แต่…” ผู้กองอีธานพยายามพูดห้ามไม่ให้พวกเขาอยู่คุยกัน 2 คนเพราะไม่รู้ว่าถ้าไอ้เด็กนี่เกิดบ้าอะไรประธานซาขึ้นมา ชีวิตเขาจบแน่

แต่เขาก็ต้องกลืนคำพูดนั้นไปเพราะสายตาที่มองมาของประธานซา

ผู้กองอีธานถอนหายใจและหันไปสั่งจ่าลุคและลูกน้องให้ออกจากห้อง ไนเรลเองก็สั่งให้ดามินและดาลิธออกไปแต่เขาให้นิเรียนั่งข้าง ๆ แทน

ส่วนคารอนและไมน่าที่ยืนงงอยู่ไม่รู้จะทำอย่างไร ทั้งสองจึงเดินออกมา

“เอาละ ฉันจะแนะนำตัวเองก่อนก็แล้วกันตามมารยาทชนชั้นสูง ฉันคือประธานซา”

“ผมรู้ว่าคุณเป็นใคร ผมไนเรล อาโรเดีย และด้านข้างน้องสาวของผม นิเรีย อาโรเดีย” ไนเรลเก็บปืนเข้าซองข้างเอวและกล่าวด้วยความเคารพ

ถ้าจะพูดถึงประธานซาก็ต้องเป็นราชายักษ์ซามูเอล มนุษย์ชั้นสูงผู้มีความสามารถด้านกลายร่าง [การขยายร่าง s]

ร่างกายเขาสามารถขยายใหญ่ได้ราวกับยักษ์ ทั้งน้ำหนักและมวลของร่างกายจะมากขึ้นอีกทั้งยังมีพละกำลังที่มหาศาลมาก

ราชายักษ์ซามูเอล ผู้เป็นหนึ่งในเสาหลักของค่ายลี้ภัยที่เขาบอกกับแม็ค และก็เป็นอีกเหตุผลที่ค่ายแห่งนี้ ภายหลังจะถูกเรียกว่าค่ายของยักษ์ ซึ่งมาจากการที่ราชายักษ์ซามูเอลค่อยปกป้องค่ายแห่งนี้

ซึ่งนอกจากที่เขามีพลังที่แข็งแกร่งแล้ว สิ่งที่สำคัญอีกอย่างคือเขารวยมาก

เขาไม่คิดเลยว่าคนพวกนี้คุ้มกันจะเป็นประธานซา

“เจ้ามาจากตระกูลอาโรเดียสินะ”

ไนเรลพยักหน้าตอบถึงอย่างไร เรื่องที่ตระกูลของเขาเป็นตัวตลกในหมู่ชนชั้นสูง ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรที่ประธานซาจะเคยได้ยินผ่านมาบ้าง

แต่เขาก็ไม่ได้โกรธปู่ของเขาที่ทำแบบนั้น จนเป็นเหตุให้ตระกูลตกอับ

“ตระกูลอาโรเดียโชคดีที่มีพวกเจ้าสองพี่น้อง อีกไม่นานความรุ่งโรจน์ก็จะกลับมา สงครามและการล่มสลายจะสร้างราชาขึ้นมา…” ดูเหมือนประธานซาจะรำลึกอดีตอยู่

หลังจากนั้นเขาก็กล่าวออกมา “ข้าจะขอพักที่นี่สักคืนเจ้าคงไม่ว่าสินะ”

“ผมไม่มีปัญหา” เมื่อไนเรลกล่าวประธานซาก็ยิ้มออกมาแต่เมื่อได้ฟังคำพูดต่อมาของไนเรลปากเขาก็กระตุกเล็กน้อย

“แต่ขอระเบิดมือ 4 ลูกกับปืนสไนเปอร์ 1 กระบอกและกระสุนอีก 100 นัดเป็นการแลกเปลี่ยน”

“ข้าไม่มีไม่มีปืนพวกนั้นหรอก” ประธานซากล่าว

“แต่พวกทหารด้านนอกมี”

ประธานซาเงียบไปเล็กน้อย ไนเรลเองก็ไม่รอช้ารีบพูดบางอย่างออกมา “ไม่ต้องห่วงผมรู้ว่าปืนมันสำคัญและการแลกที่พักแค่ 1 คืนมันไม่คุ้มค่าแต่ผมมีข้อมูลอีกอย่างใช้ในการแลกเปลี่ยนได้”

“หืม ข้อมูลอะไร?” ประธานซาสงสัยข่าวอะไรที่ไนเรลคิดว่ามันคุ้มค่า

ไนเรลยิ้มและกระซิบให้แค่ในห้องนี้ได้ยินเท่านั้น เพราะเขารู้ว่าผู้กองอีธานและจ่าลุคจะต้องแอบฟังอยู่ เพื่อคอยช่วยเหลือประธานซาถ้ามีอะไรเกิดขึ้น

ประธานซาที่ได้ฟังก็ถึงกับตกใจ และรีบถามไนเรล “เรื่องจริง!”

“จริงทุกคำพูด” ไนเรลตอบอย่างมั่นใจ

“ข้าจะลองเชื่อดู” ประธานซากล่าวออกมาด้วยรอยยิ้ม และเขาก็หันไปเรียกผู้กองอีธานให้เอาของที่ไนเรลต้องการมาให้

ผู้กองอีธานรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างมาก เขากะว่าจะปล้นของไนเรลเพราะอาวุธและกระสุนถูกใช้ไปเกือบจะหมดแล้วตอนเข้าไปช่วยประธานซาออกมาจากในเมือง

ถึงแบบนั้นเขาก็ยังทำตามที่ประธานซาบอกเพราะประธานซาสัญญาว่าจะตอบแทนคืนที่หลัง แต่เขาก็ยังมองมาที่ไนเรลด้วยความปฏิปักษ์

และแล้วพอ 6 โมงเย็นก็มีสัญญาณฉุกเฉินประกาศซ้ำถึงค่ายลี้ภัยที่ห่าง 100 กิโลเมตรเพื่อรวบรวมคน

“ประกาศจากทางรัฐบาลเรามีค่ายลี้ภัยที่ปลอดภัย มีอาหารและน้ำให้ เส้นทางคือ 100 กิโลเมตรมุ่งลงใต้ ถนนหลวง 105”

“ประกาศจากทางรัฐบาลเรามีค่ายลี้ภัยที่ปลอดภัย มีอาหารและน้ำให้ เส้นทางคือ 100 กิโลเมตรมุ่งลงใต้ ถนนหลวง 105”

ประกาศแบบนี้ถูกประกาศซ้ำออกมาไนเรลสามาารถได้ยินอย่างชัดเจนจากวิทยุของทหาร

นิเรียที่ใช้โทรศัพท์ของเธอรับสัญญาณประกาศฉุกเฉินนี้เช่นกัน เมื่อฟังไปสักพักนิเรียก็ปิดมันลง

ขณะที่ไมน่าและคารอนยืนอยู่ ไนเรลก็กล่าวออกไป “ใครเป็นคนให้พวกเขาเข้ามา”

ทั้งสองคนเงียบไม่ตอบอะไร

แต่สักพัก อยู่ ๆ ไมน่าเธอชี้ไปที่ไนเรลและพูดขึ้นมา “นายมันเห็นแก่ตัว”

จากนั้นก็ชี้ไปที่นิเรียและด่าเธออย่างแรง “เธอด้วย เธอฆ่าซินน่า ทั้งสองคนฆ่าซินน่า พวกนายด้วยคารอนและดามิน ส่วนเธอก็ด้วยดาลิธ”

ไมน่าซุดลงนั่งกับพื้นร้องไห้ทั้งน้ำตาราวกับคนเสียสติ “ทั้งที่ซินน่าเป็นเพื่อนเเละเรียกเธอว่าลูกพี่มาตลอด ฮือ ๆ ฮื้อ ๆ ฉัน…ฉันจะไปหาพ่อกับแม่”

ดูเหมือนว่าไมน่าจะรู้ว่าพ่อแม่ของเธออยู่ที่ไหน ส่วนนิเรียที่ได้ยินไมน่าพูดกับเธอแบบนั้นก็ถึงกับมือสั่นทันที

ไนเรลลุกขึ้นยืนจากนั้นก็เดินไปหาไมน่า เขามองไปที่เธอจากนั้นก็กล่าวออกมาด้วยความเย็นชา “พรุ่งนี้เธอไม่ต้องมาให้ฉันเห็นหน้าอีก”

จากนั้นเขาก็เดินออกไปทันที

เขารู้ว่าคนให้ทหารพวกนี้เข้ามาในบ้านคงจะเป็นไมน่า ขณะที่คารอนก็คงจะพยายามห้ามแล้วแต่ก็ถูกต่อยโดยพวกนั้น

คารอนเป็นแค่เด็ก 14 จะไปสู้อะไรพวกนั้นได้

หลังจากไนเรลเดินออกไปแล้วตอนนี้ทุกคนไม่มีใครพูดอะไร นิเรียเดินออกมาเช่นกันเหลือทิ้งไว้แค่ พวกเพื่อนเธอทั้งสี่คน

และค่ำคืนนี้ก็ผ่านไปทั้งแบบนี้

ไนเรลและนิเรียขึ้นไปนั่งกันอยู่ที่หลังคาของบ้าน เขาไม่ได้พูดอะไรจนกระทั้งนิเรียปรับอารมณ์ของตัวเอง

นิเรียหันไปถามไนเรล “พี่ชาย ที่พี่พูดกับคนที่ชื่อประธานซา…”

“อืม มันมีน้ำมันเถื่อนที่พวกนอกกฏหมายได้ซ่อนไว้อยู่”

สิ่งที่เขาบอกกับประธานซานั้นคือน้ำมันจำนวนมหาศาลอยู่แถวป่านอกเมืองไปไปประมาน 50 กิโลเมตรจากทางค่ายของยักษ์ ภายหลังมันจะระเบิดอย่างรุนแรง จนเกิดเป็นไฟป่าขนาดใหญ่

ในอีกไม่นานเชื้อเพลิง พลังงาน อาหารจะมีค่าเป็นอย่างมากแต่เขาก็ไม่เสียดาย ยังไงเขาก็ไม่สามารถเอามันมาได้อยู่แล้ว สู้เอามันมาบอกกับประธานซาดีกว่า

ไนเรลและนิเรียมองไปที่ทหารกำลังตั้งเต็นท์และก่อกองไฟทำอาหารกันอยู่หน้าบ้าน

ตอนนี้พระอาทิตย์เริ่มตก แสงมันเริ่มน้อยลงทุกทีไฟรอบบ้านก็สว่างขึ้นมา

“ไปนอนกันเถอะ เดี่ยวไฟก็ดับแล้ว” ไนเรลและนิเรียกลับเข้าไปนอนและก็เป็นแบบที่ไนเรลกล่าวทั้งไฟและน้ำถูกตัดไปในคืนนี้

……………………………………………………………………

เช้าวันต่อมากองทหารก็เตรียมตัวที่จะออกไปแต่เช้า เพื่อไปให้ถึงค่ายของยักษ์ทางตอนใต้ให้ได้ก่อนเย็น

ไนเรลก็มายืนส่งประธานซาด้วยเช่นกัน

ประธานซาชวนให้ไนเรลไปพร้อมกันกับพวกเขาแต่ไนเรลไม่ไปเพราะ เขามีบางอย่างที่ต้องทำก่อน

อีกอย่างไม่มีใครรับประกันได้ว่ามันจะปลอดภัย เพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้ประธานซาจะวิวัฒนาการ และกลายเป็นคนชั้นสูงในเหตุการครั้งนี้

ดาลิธที่อยู่ด้านข้างก็พยายามห้ามไมน่าแต่เธอก็ไม่ฟัง คารอนที่ยืนเงียบ ๆ ก็ตัดสินใจจะไปเป็นเพื่อนไมน่า

ไนเรลไม่ได้มองไปที่ไมน่าเลยแม้แต่น้อยและก่อนที่ประธานซาจะไปเขาก็ได้ให้นามบัติของตัวเองไว้กับไนเรล และขอบคุณเรื่องที่ไนเรลบอกเขาเกี่ยวกับน้ำมันเถื่อนพวกนั้น

และนี่คือสิ่งที่เขาหวังไว้จริง ๆ นั้นก็คือการสานสัมพันธ์กับประธานซา

หลังจากที่มองขบวนรถฮัมวีเคลื่อนตัวออกไป ไนเรลก็สั่งให้ทุกคนเตรียมเก็บข้าวของ เพราะเขาจะออกจากที่บ้านหลังนี้และไปที่เมืองซานติเกีย เพื่อไปช่วยปู่ของเขาที่ถูกขังอยู่ในเมือง

ตอนนี้เกิดเรื่องมาได้ 4 วันภายในเมืองนั้นอันตรายเป็นอย่างมาก มันอาจจะมีซอมบี้ที่วิวัฒนาการเป็นขั้น 2 แล้วก็ได้

พวกเข้าเก็บเอาอาหารกระป๋องและน้ำขึ้นรถออฟโรด อาหารที่ขนไปนั้นน่าจะเพียงพอให้ทุกคนกินกันได้ 1 เดือนเลยทีเดียว

ตอนนี้ในกลุ่มเหลือแค่ ไนเรล นิเรีย ดามินและดาลิธ 4 คนเท่านั้น พวกเขามองไปที่บ้านหลังนี้และมองไปที่นอกรั้วแบบกังวล

การที่พวกเขาออกจากบ้านที่ปลอดภัยไปยังที่อันตรายนั้น มันทำให้พวกเขากลัว

แต่พวกเขาก็ต้องตามไนเรลไปเพราะถ้าที่นี่ไม่มีไนเรลแล้วเด็กแบบพวกเขาก็คงจะต้องตายในไม่กี่วันแน่

“ไปกันเถอะ!” เขาขึ้นรถทันทีเพื่อไม่ให้เสียเวลาทั้งสามคนก็ขึ้นไปบนรถ

รถขับออกมาจากบ้านพวกเขามองไปรอบ ๆ ที่นี่ยังคงมีคนที่รอดชีวิตอยู่หลายคน

บางคนก็กำลังเก็บของและออกเดินทางไปที่ค่ายลี้ภัย ในระหว่างทางนั้น พวกเขาก็เห็นคนที่พยายามวิ่งหนีซอมบี้ บางคนก็กำลังจะโดนรุมโดยซอมบี้

เมื่อรถออฟโรดมาถึงถนนใหญ่ ที่เต็มไปด้วยศพซอมบี้และปอกกระสุนปืนของพวกทหาร อยู่ ๆ ก็มีเด็กสาวคนหนึ่งเดินมาขวางหน้ารถเขาไว้และพยายามร้องขอความช่วยเหลือ

“ช่วยหนูด้วย ๆ ช่วยหนูด้วย ๆ” ใบหน้าของเธอเต็มไปด้วยตะไคร่น้ำ มันดูเหมือนกับมีชีวิตที่กำลังกินเนื้อและผิวหนังของเธออย่างช้า ๆ ทั้งชุดของเธอเต็มไปด้วยเมือกเหนียว ๆ

ดาลิธที่เห็นแบบเด็กสาวคนนั้นก็กำลังจะลงไปช่วยเธอแต่ ไนเรลก็ห้ามไว้ก่อน “ถ้าไม่อยากตายก็อย่าลงไป”

นิเรียที่ตอนนี้ใช้ความสามารถของเธอ [ดวงตาเทพ S] มองไปที่ตะไคล่น้ำนั้นอย่างกลัวและถามไนเรลขึ้นมา “มันคืออะไรคะพี่ชาย?”

“มันคือตะไคร่พิษที่จะเติบโตโดยการกินเซลล์ของสิ่งมีชีวิต”

เมื่อกล่าวเสร็จก็ขับรถอ้อมเด็กคนนั้นไป เด็กสาวเห็นว่าคนบนรถไม่ยอมช่วยเธอ เธอจึงพยายามวิ่งตามรถแต่ก็ไม่ทัน

จนเธอหมดแรงล้มลงกลางถนน ร่างกายของเธอค่อย ๆ ถูกตะไคร่พิษกินอย่างช้า ๆ และเธอพยายามนึกถึงเรื่องเมื่อเช้าด้วยความหิวเธอจึงกินน้ำที่อยู่ในแม่น้ำไปมันมีตะไคร่สีเขียว ๆ ลอยอยู่ และเมื่อเธอดื่มน้ำพอผ่านไปสักพักก็กลายเป็นแบบนี้

น้ำตาเธอค่อย ๆ ไหลออกมา

“แม่คะ…” เธอพูดออกมาด้วยแรงเฮือกสุดท้ายจากนั้นหลับไปชั่วนิรันดร์

แต่แล้วในอีกหลายวันต่อจากนี้ร่างกายของเธอก็จะมีดอกไม้และพืชอีกหลายชนิดจะงอกและแผ่ขยายจากร่างของเธอ พืชพวกนี้จะเติบใหญ่รากจะทำรายพื้นผิวถนนที่มนุษย์สร้างขึ้น

สัตว์กินพืชกลายพันธุ์ต่าง ๆ ก็จะกินพืชเหล่านี้เกิดเป็นวงจรชีวิตขึ้นมา

ทุกชีวิตมีหน้าที่และวัฏจักรที่ต้องกลับคืนสู่ธรรมชาติของผืนดินและสายน้ำ

ตอนที่ 9 ทหาร

ก๊อก ๆ ๆ!

ขณะที่ไนเรลกำลังรับรู้ถึงความสามารถใหม่ของเขาอยู่ ก็มีคนมาเคาะประตูหน้าบ้าน

“มีใครอยู่ไหม?” เสียงของหญิงสาวดังขึ้นมา

ไนเรลลุกขึ้นและมองจากหน้าต่างเห็นหญฺงสาวอายุราว ๆ 30 ปียืนอยู่หน้าประตูด้านหลังมีกลุ่มคน 5 คนยืนอยู่ดูเหมือนพวกเขาจะบาดเจ็บและเหนื่อยล้าเป็นอย่างมาก

“ต้องการอะไร?” ไนเรลถามออกไป

“มีคนอยู่ พวกเรามีคนอยู่!” เธอดูดีใจเป็นอย่างมากจึงหันไปบอกกับกลุ่มคนที่อยู่ด้านหลังจนลืมตอบคำถามของเขา

ไนเรลหันไปกระซิบกับดามิน “ไปดูประตูหลังไว้”

ดามินพยักหน้าและเดินไปดูประตู เขาสายหัวเป็นสัญญาณว่าไม่มีใคร

“คุณต้องการอะไร?” เขาทำซ้ำอีกครั้ง

คราวนี้ผู้หญิงคนนั้นรีบตอบทันที “พวกเราต้องการอาหารกับน้ำสะอาด คุณพอที่จะแบ่งให้ได้หรือไม่? ไม่ต้องเยอะก็ได้?”

“เปิดประตู” เขาหันไปบอกกับดาลิธ

หลังจากที่ทั้ง6 คนเข้ามาในบ้านและนั่งตรงข้ามกลับไนเรลและคนอื่น ๆ จากนั้นหญิงสาวคนนั้นก็เล่าว่า เธอชื่อ เอ็มมิเลีย พวกเธอหนีออกมาจากเมืองตอนนี้ เมืองทั้งหมดแทบจะปิดตายไปแล้วเธอให้อุโมงค์รถไฟเก่าที่ไม่มีทหารเฝ้าหนีออกมา

เขาจึงถามเธอถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในเมือง

เอ็มมิเลียก็ร้องไห้ออกมาทันที เเม็คที่อยู่ด้านข้างก็พูดออกมา “ในวันแรกจู่ ๆ ก็มีคนป่วยไล่ฆ่าคนอื่น เชื้อมันแพร่ระบาดเร็วมาก มันเหมือนกับนรกทุกคนฆ่ากันเอง แม้แต่ตำรวจก็ยิงทุกคนที่ไม่ทำตามคำสั่ง พวกเขาบังคับให้พวกเรากลับเข้าไปในของตัวเอง”

“พอวันที่สอง แม้แต่ตำรวจก็ควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ มันมีระเบิดเกิดขึ้นหลายแห่งทหารก็เข้ามาแต่พวกเขาช่วยเฉพาะบุคคลที่สำคัญออกไปเท่านั้น ทิ้งให้พวกเราคนธรรมดาตาย”

เอ็มมิเลียร้องไห้หนักกว่าเดิม

“คุณเป็นตำรวจ?” ไนเรลถามออกไปและมองไปที่ปืนที่อยู่ข้างเอวและตรา ถึงเขาจะไม่ใส่ชุดตำรวจแต่เขาก็พอจะเดาได้

แม็คพยักหน้า

“แขนคุณไปโดนอะไรมา ผมขอดูหน่อยได้หรือไม่?”

“ไปคุยข้างนอกกันเถอะ” แม็คกล่าวออกมา

ไนเรลพยักหน้าและบอกให้พวกนิเรียรออยู่ข้างใน

เมื่อออกมาข้างนอกแล้วแม็คก็หยิบบุหรี่ออกมาสูบ “เอาหน่อยไหม?”

แต่เมื่อเห็นว่าไนเรลไม่ตอบ แม็คก็เก็บบุหรี่แล้วก็พูดออกมา “คุณคงเป็นมนุษย์ชั้นสูงสินะ”

“คุณรู้อะไรอีก?” ไนเรลจ้องตาแม็คและถามเสียงเย็น ๆ

“ก็ไม่มาก เพียงแต่วันแรกที่ฝนหยุดตก ก็มีคำสั่งลงมาให้พวกตำรวจตามหาและรวบรวมคนที่มีคริสตัลอยู่บนหน้าผาก และพวกทหารก็คุ้มกันพาพวกเขาไปพร้อมกับพวกตระกูลชั้นสูง”

“พวกนั้นปล่อยให้คนบริสุทธิ์ต้องตายเป็นจำนวนมาก!” แม็คทิ้งบุหรี่และก็เหยียบมัน “ผมรู้ว่าคุณน่าจะมีที่พักอื่นอยู่อีก พาพวกเข้าไปด้วยได้หรือไม่” แม็คพูดออกมาและเเกะผ้าพันแผลออกมาให้ไนเรลดู

“นี่มัน…โดนกันมานานแค่ไหนแล้ว?”

“สักสองชั่วโมงตอนพาพวกเขาหนีออกมาจากเมือง” แม็คตอบและพันแผลกลับไป

“นั้นคงไม่ได้ ผมไม่สามารถดูแลพวกเขาได้” ไนเรลรีบปฏิเสธทันที ถึงเขาจะชื่นชมแม็คที่เสียสละตนเองเพื่อช่วยคนอื่น แต่ตัวเขาคงทำไม่ได้

คนพวกนี้จะต้องเป็นตัวปัญหาอย่างแน่นอน พวกที่เป็นภาระ ทำไมเขาต้องหาปัญหามาใส่ตัวเองทั้งที่ตัวเขาเองก็ยังเอาตัวไม่รอด

อีกอย่างไนเรลเชื่อว่าไม่ได้มีแค่พวกแม็คและเอ็มมิเลียที่หนีรอดออกมาได้ เขาต้องรับดูแลทุกคนได้

แม็คกำลังจะขอร้องแต่ก็ถูกไนเรลขัดก่อน “แต่ผมสามารถแนะนำได้ว่าต้องไปที่ไหน”

“ที่ไหน” แม็ครีบถามทันที

“ค่ายลี้ภัยห่างไป 100 กิโลเมตร ทางใต้” ไนเรลกล่าวค่ายลี้ภัยที่จริงแล้วมันมีอยู่จำนวนมาก เมื่อรัฐบาลไม่สามารถควบคุมอะไรได้เขาก็สั่งอพยพคนสำคัญไปที่นั่นทันที

“แต่มันจะถูกประกาศทางในช่องสัญญาณฉุกเฉินใน 3 วันหลังเกิดเหตุการณ์ซอมบี้ก็คือวันนี้ แต่คุณคงไม่ได้อยู่เห็นมัน” ไนเรลกล่าวเสร็จก็เดินไปเรียกพวกนิเรียที่กำลังสอบถามเหตุการณ์ต่างๆรวมถึงเรื่องโรงเรียนและครอบครัวของพวกเขาเผื่อจะมีใครรู้จัก แต่ก็ได้แต่ความผิดหวังออกมา

“ไปกันเถอะ” ไนเรลกล่าว เขายังไม่ได้บอกอีกสิ่งกลับแม็คนนั้นก็คือที่ไหนมีคนมากที่นั่นก็จะดึงดูดซอมบี้จำนวนมหาศาลเข้าไปก็เหมือนกับที่พวกมันชอบเดินมาที่บ้านพักของเขาในช่วงสามวันมานี้

เขาหันไปบอกกับแม็ค “ลาก่อน”

ไนเรลรู้สึกเคารพแม็ค แต่เคารพก็ส่วนเคารพ เขาไม่ได้สนใจว่าใครจะอยู่หรือใครจะตาย

เขาสนอย่างเดียว คือจะพาน้องสาวและครอบครัวของตัวเองให้มีชีวิตรอดและไม่ซ้ำรอยกลับอดีตต่อไปได้อย่างไร

“โชคดีคะพี่สาวเอ็มมิเลีย” นิเรียและดาลิธกล่าวลาเอ็มมิเลียและเดินตามไนเรลไป

แม็คมองไนเรลเด็กหนุ่มอายุ 20 ปี ที่เป็นมนุษย์ชั้นสูงและรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก เขาไม่รู้ว่าตัวเองโกรธไนเรลที่ไม่ยอมช่วยคนพวกนี้หรือโกรธที่ตัวเขาที่ไม่ได้เป็นมนุษย์ชั้นสูงกันแน่ บางทีอาจจะเป็นทั้งสองอย่าง

เมื่อนึงถึงคําปฏิญาณที่จะป้องและพิทักษ์ประชาชน นั้นจึงำให้เขาขัดคำสั่งและช่วยคนพวกนี้หนีออกมา

“ดูเหมือนว่าหน้าที่ข้าจะจบลงแล้ว” แม็คได้แต่พูดพึมพำจากนั้นก็บอกกับคนในกลุ่มของเขาว่าให้มุ่งหน้าไปทางใต้ที่นั้นมีที่ลี้ภัยอยู่และเขาก็สอนวิธีใช้ปืนให้กลับเอ็มมิเลียจากนั้นก็เดินขึ้นไปชั้นสองของบ้าน

……………………………………

ปัง!

ไนเรลเดินออกมาได้สักพักก็ได้ยินเสียงปืนดังขึ้นมาจากด้านหลังเขาส่ายหัวและเดินต่อไป “กลับกันเถอะก่อนที่จะเย็น”

“คะ” นิเรียเดินมาจับมือของไนเรลไว้ เธอเห็นที่พี่ชายและแม็คพูดกัน ด้วยความสามารถของเธอ เธอสามารถเดาได้ว่าพวกเขาพูดอะไรกันจากการอ่านปากและท่าทีการขอร้องของแม็ค

การที่ต้องรับผิดชอบชีวิตใครนั้นมันคือภาระที่หนักหนามาก

ทั้ง4 คนเดินกลับมาที่บ้านพักใช้เวลาถึง 2 ชั่วโมงมันเริ่มเย็นแล้ว เมื่อเข้าใกล้บ้านพัก เขาเห็นรอยรถหลายคันบนทาง

“มีคนมาที่นี่” ไนเรลกล่าวและรีบวิ่งไปที่บ้านพักด้วยความกังวล ทั้งอาหารและของอยู่ที่บ้านพักหลังนั้นทั้งหมด

เมื่อไปถึงเขาก็เห็นรถฮัมวีเกือบ 10 คันจอดอยู่หน้าบ้าน มันมีร่องรอยการต่อสู้มาอย่างโชกเลือด ด้านหน้ามีทหารสองคนยืนเฝ้าประตู

“หยุด!” ทหารยามทั้งสองคนบอกให้พวกเขาหยุดพร้อมกับยกปืนขึ้นมาจ่อไว้ที่ไนเรลและทั้ง 3 คน

“ที่นี่คือบ้านของผม” ไนเรลกล่าวอย่างสุภาพ เขายังไม่อยากให้เกิดเหตุการณ์นองเลือด ถ้าเจรจาได้เขาก็อยากจะเจรจา

ทหารทั้งสองคนดูเหมือนจะปรึกษากันสักพักทหารยามก็เดินไปตามหัวหน้าของเขา

ทหารที่ดูน่ากลัวเดินออกมา

“สวัสดีผมจ่าสิบเอกลุค เรียกผมว่าจ่าลุคก็ได้ พวกคุณคือเจ้าของบ้างั้นก็เชิญเข้ามาคุยกันด้านในก่อน แต่ว่าผมต้องขอปลดอาวุธของพวกคุณเพื่อความปลอดภัย” จ่าลุคกล่าวออกมาสีหน้าของเขายังคงดุดัน มองกดดันไปที่ไนเรล ราวกลับจากข่มเขาเพื่อให้ตัวเองดูเหนือกว่า

แต่ดูเหมือนว่าจ่าลุคจะตัดสินใจผิดพลาดที่กล้ามาข่มไนเรล

ไนเรลมองไปในตาของลุค สายตาที่เย็นชา จ่าลุคแค่สบตาของไนเรลก็เหมือนกับได้มองเห็นปีศาจที่ฆ่าสิ่งมีชีวตมามากมาย ฆ่ามนุษย์มานับไม่ถ้วน

สัญชาตญาณของจ่าลุคบอกว่าให้หนีไป ทันใดนั้นจ่าลุคก็ถึงกลับถอยหลัง

“จ่าเป็นอะไรไป?” ทันใดนั้นเสียงของทหารที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ดังขึ้น เขาจึงหลุดออกมาจากความกลัวในจิตใจนั้นได้

เขาได้แต่คิดในใจ ‘เด็กนี่เป็นใคร ความรู้สึกเมื่อกี้ไม่ได้คิดไปเองแน่ ใช่พวกหน่วยรบพิเศษที่ทางรัฐบาลส่งมาหรือไม่ ไม่น่าใช่ เด็กนี่แค่ 20 กว่า ๆ เท่านั้น สัตว์ประหลาด’

“ไม่มีอะไร” จ่าลุคหันไปกล่าวกับทหารคนนั้น

ถึงเขาจะเกิดควากลัวต่อไนเรลเมื่อครู่แต่ก็ไม่ได้แสดงความอ่อนน้อมมากนัก เพราะในนี้ยังมีกำลังทหารกว่า 30 นาย ที่สำคัญยังมีพวกนั้นอยู่ มนุษย์ชั้นสูง

“เข้าไปคุยกันข้างในก่อน” จ่าลุคกล่าวออกมา เขาไม่ได้เรียกร้องให้ไนเรลปลดอาวุธอีก

ประตูเปิดออกไนเรลและพวกก็เดินเข้าไป นิเรียดูตื่นตัวตลอดเธอจับไปที่ปืนลูกโม่ข้าวเอวทั้งสองกระบอกของเธอ

ดามินก็จับไปที่มีดสั้น เช่นกันแต่เขาจับเพราะความกลัว ถึงอย่างไรทหารกับประชาชนธรรมดาก็ต่างกันเกินไป

ส่วนดาลิธเธอก็ดูกลัวๆ เล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ขนาดนั้นเนื่องจากพี่ชายและพ่อของเธอก็เป็นทหารเช่นกัน เธอจึงรู้สึกไม่กลัวมากนักสิ่งที่เธอกลัวไม่สิเคารพคงเป็นไนเรลมากกว่า

เมื่อเดินมาถึงในห้องนั่งเล่นก็มีคนจำนวน 10 กว่าคนอยู่ ทุกคนนั้นมองไปที่ไนเรลและพวกที่เดินเข้ามาราวกับว่าเหนือกว่า

ไมน่าและคารอนยืนอยู่ด้านข้าง คารอนมีรอยช้ำที่ปากคลายกลับโดนต่อย ไนเรลมองไปที่มันและรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ถึงอย่างไรคารอนก็เป็นคนของเขา

“ผู้กอง นี่คือคนที่บอกว่าเป็นเจ้าของบ้าน” จ่าลุคทำความเคารพ และแนะนำไนเรล

“เจ้าคือเจ้าของบ้านนี้เหรอ” ผู้กองอีธานมองไปไนเรล

“ใช่!” ไนเรลนั่งลงอย่างไม่สนใจใครเพราะอย่างไรที่นี่ก็เป็นที่พักของเขา

ผู้กองอีธานมองไปดูก็รู้ว่าเด็กนี่ไม่ง่ายอย่างที่เห็น เขาเป็นผู้กองที่อายุ 40 ปีแล้ว แต่ท่าทีที่ไนเรลแสดงออกมันราวกับว่าเขาไม่ใช่เด็กหนุ่มอายุ 20 แต่เป็นคนรุ่นราวคราวเดียวกันกับเขา

“เอาละ”

แต่ยังไม่ทันที่ผู้กองอีธานจะพูดไนเรลก็พูดตัดบทเข้ามาทันที “พวกคุณต้องการอะไร? พักกี่วัน?”

เป็นการเปลี่ยนสถานะจากผู้ถูกถามเป็นผู้ถามทันที มันคือกลยุทธ์พื้นฐานในการควบคุมการเจรจา

ผู้กองอีธานได้แต่ประหลาดใจแต่เขาก็ยังตอบ

“พวกเราแค่ผ่านมาและจะขอพักสัก 1 คืน แล้วเดินทางต่อแต่เราจะเอา…”

แต่ดอนก็พูดขัดขึ้นมาอีก “พวกคุณพักหนึ่งคืนได้ แต่ผมอยากรู้ว่าใครเป็นคนเปิดประตูให้เข้ามา”

“คือ…” ผู้กองอีธานเริ่มรู้สึกโกรธที่ถูกปั่นประสาทและไนเรลก็ไม่ไว้หน้าเขาเลยแม้แต่น้อย

ปัง!

ผู้กองอีธานทุบไปที่โต๊ะอย่างแรง “นั้นไม่สำคัญที่ ข้าจะบอกเจ้านะเด็กน้อย! เราขอยึดบ้านหลังนี้ตามคำสั่งของกฎอัยการศึกที่ประกาศใช้!”

“และจะเอาเสบียงและอาหารไป! ส่วนอาวุธที่ผิดกฎหมายเช่นกระสุนและปืนพวกนั้นก็จะถูกยึด! โปรดส่งมาด้วยเพื่อความปลอดภัยของทรัพย์สินและชีวิตของประชาชน!”

“ฮ่าๆ ๆ” ไนเรลได้ยินดังนั้นก็ถึงกลับหัวเราะลั่นออกมาทันที

เขาล้วงปืนลูกโม่ทังสแตนออกมาและจ่อไปที่หัวของผู้กองอีธาน

“หยุด!”

“หยุด! แกจะทำอะไร?”

“ว่างอาวุธลงเดี่ยวนี้!”

ทหารที่อยู่ในห้องตะโกนออกมาและกำลังจะยกปืนขึ้นมาเล็งไปที่ไนเรล

แต่พวกเขาช้าไป นิเรียที่ยืนอยู่ด้านข้างก็ชักปืนด้วยความชำนาญออกมาและจ่อไปหาทหารและจ่าลุคอย่างเร็ว ก่อนที่พวกนั้นจะได้ทันยกปืนขึ้นมา

“อย่าขยับ” นิเรียกล่าว

ทหารภายในห้องมองไปที่เด็กสาวน้อยอายุ 14 พวกเขาลังเลทันทีไม่รู้ว่าสาวน้อยจะยิงพวกเขาจริง ๆ หรือไม่ถ้าพวกเขาขยับ ไม่มีใครกล้าเสี่ยง เมื่อมองไปที่ลูกโม่ทังสแตน ขนาด 500 แม็กนั่ม 2 กระบอกคู่นั้น

บรรยากาศภายในห้องกลายเป็นตึงเครียดทันที

ไนเรลมองไปที่ผู้กองอีธานและกล่าว “ถ้าผมยิงคุณ คุณจะตายไหม?”

ตอนที่ 8 ขโมยไข่

เดินตามรอยเลือดมาสักพักก็เจอกลับโกดังเก็บของขนาดใหญ่ ด้านหน้าประตูเขียนไว้ว่าเป็นโกดังเก็บเหล็กของบริษัทผลิตเหล็กรายย่อย

ไนเรลหาทางเข้าอยู่สักพักก็เจอกำแพงด้านข้างที่ดูเหมือนจะถูกชนจนแตกด้วยบางอย่าง “รอยเลือดหายไปในนี้ เข้าไปกันเถอะ”

ด้านในมีเนื้อที่ประมาณ 1,000 เมตร มีโกดังเล็ก ๆ อยู่ 3 แห่ง ดังนั้นมันจึงไม่น่าจะหาตัวยาก

เมื่อเดินเข้ามาภายในมีซากของยามที่เฝ้าโกดังถูกตัวขาดครึ่งตายอยู่ เมื่อเดินเข้าไปดูก็เห็นแผล มันคือรอยกัดคล้ายกับกรรไกร ร่องรอยของมันทำให้เขานึกถึงบางอย่าง มดกลายพันธุ์

มดกลายพันธุ์เคยเป็นปัญหาที่น่ากลัวเป็นอย่างมาก เพราะมันมีจำนวนมาก เป็นล้าน ๆ ตัวในแต่ละรัง

ไนเรลลังเลอยู่สักพักว่าจะเอาไงต่อ

ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงร้องที่ดังออกมาจากในโกดัง เขารีบไปดูทันทีพร้อมกับนิเรีย ดาลิธและดามินดูจะกลัวเล็กน้อยแต่ด้วยความอยากรู้อยากเห็นมีมากกว่า ทำให้ทั้งสองคนวิ่งตามไป

เขามองลอดช่องที่ดูเหมือนจะถูกกัดจนเป็นช่องทิ้งไว้แค่ตัวพอมุดเข้าไปได้ ด้านในมีมดตัวใหญ่เท่าสุนัข ประมาณ 10 กว่าตัวกำลังช่วยกันกัดร่างของชายวัยกลางคนอีกคนที่เขาตามหาอยู่ทั้งแขนขาโดนหนีบด้วยกรามขนาดใหญ่และกระชากไปมากเพื่อให้หลุด

“อ๊าก ๆ ปล่อย…ปล่อยสิวะ! ไอ้มดบ้า!” ชายคนนั้นพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อดิ้นให้หลุดจากฝูงหมด แต่เขาไม่มีทางที่จะสู้กำลังของมดได้เลย

มดสามารถยกของที่หนักกว่าตัวเองได้ถึง 50 เท่า และเมื่อมันมีขนาดเท่ากับสุนัขก็ไม่ต้องคิดเลยว่ากำลังของคนธรรมดาจะสามารถสู้มันได้

ทั้งนิเรียและดาลิธเอามือปิดปากไว้กลัวจะกรีดออกมา ชายวัยกลางคนถูกแยกร่างออกเป็นชิ้น ๆ ร้องด้วยความเจ็บปวดและทันใดนั้นก็มีมดอีกตัวงับไปที่คอของเขากัดจนขาดออกและตายไปทั้งอย่างนั้น

จากนั้นพวกมันก็ลากชิ้นส่วนของชายคนนั้นลงไปในหลุมขนาดใหญ่ ทุกคนถึงกลับกลืนน้ำลายทันที

“พี่ชายเอาไงดี?” นิเรียถามพร้อมกับมองภาพข้างหน้าตาไม่กะพริบ

หลังจากที่มดเอาชิ้นส่วนของชายคนนั้นลงไปในหลุมมันก็กลับออกมา และไปกินเหล็กต่ออย่างไม่สนใจใคร

“ไปดูโกดังอื่นกันก่อน” ไนเรลกล่าวตอนนี้ชายวัยกลางคนที่เขาตามฆ่าก็โดนมดฆ่าไปเป็นอาหารแล้ว

มีโกดังอีกสองแห่งมันห่างกันเล็กน้อยเมื่อมองไปด้านในก็เต็มไปด้วยเหล็ก

ก็มีรองรอยกัดอยู่เป็นช่องเล็กพอตัวมุดเข้าไปได้เช่นกัน เมื่อมองเข้าไปก็เต็มไปด้วยตัวอ่อนของมดที่กินเหล็ก เขาไม่รู้ว่ามันมีกี่ตัวเนื่องจากภายในมันมืดพอสมควร

แต่ก็สามารถกะปริมานคร่าวๆ ได้ไม่ต่ำกว่า 10,000 ราวกับมันใช้ที่นี่เป็นห้องอนุบาลตัวอ่อน

ตอนนี้เขาเริ่มแน่ใจแล้วว่ามันคือมดกินเหล็กกลายพันธุ์ ที่เรียกแบบนั้น เพราะว่าพวกมันชอบกินเหล็กบริสุทธิ์เป็นอาหาร

มันถือเป็นฝันร้ายสำหรับมนุษย์อย่างพวกเขาพอสมควร เพราะเมืองส่วนใหญ่ก็สร้างมาจากเหล็ก มันคือตัวหายนะโดยเฉพาะช่วงที่มีการฟื้นฟูการขนส่งทางรถไฟขึ้นมาใหม่ รางเหล็กพวกนั้นก็ถูกกินโดยมันไปจนเสียหายมากมาย จนกระทั้งพวกเขาใช้วัสดุประเภทอื่นมาแทน

ไนเรลไปดูที่โกดังสุดท้ายมันมีไข่พวกมดกินเหล็กกลายพันธุ์ขนาดเท่ากำปั่นวางไว้อยู่หลายพันฟอง มีมดตัวที่เต็มไวคอยทำความสะอาดไข่ที่เขาขึ้นมาจากหลุม “ดูเหมือนว่ามันจะมีนางพญาค่อยไข่อยู่ในหลุม นี่คงเป็นรังใหม่”

ทันใดนั้นเขาก็มีความคิดแปลก ๆ ออกมา ‘ถ้าข้ากินไข่ของมันจะได้รับพลังของมันหรือไม่ ต้องลองดูไม่ลองก็ไม่รู้’ เขารู้สึกตื่นเต้นทันที และเลียลิมฝีปากด้วยความหิว

“น้องพี่ อยากกินไข่มดไหม?” ไนเรลถาม

เขามองไปที่ไข่และกำลังว่างแผนในหัว

ทุกคนมองไปที่ไนเรลแบบแปลก รวมถึงนิเรียด้วยเธอคิดในใจ ‘หรือว่าพี่ชายของฉันจะเป็นจอมตะกละไปแล้ว’ เธอคิดไปถึงตอนที่ก่อนจะเกิดเรื่อง พี่ชายของเธอพาไปกินหมูกระทะและชาบูทุกวันจนเธอเริ่มกังวลว่าน้ำหนักตัวจะเพิ่มขึ้นมามาก

“กิน!” ถึงแบบนั้นทุกคนก็ตอบตกลงพร้อมกัน เพราะอาหารที่ไนเรลอยากกินมันจะต้องอร่อยอย่างแน่นอน

พวกเขาคิดถึงหนูและปลาตะเพียนกลายพันธุ์ย่างเมื่อวานนี้ ก็ถึงกลับกลืนน้ำลายดัง “เอื้อก” ทันที

หลังจากวางแผนอยู่สักพัก เขาให้นิเรียและพวกไปแอบที่ป้อมยาม ส่วนเขาก็ไปล่อซอมบี้ โดยใช้ซากของยามที่ถูกมดฆ่าตาย

ด้วยความที่มันเพิ่งเป็นซอมบี้ขั้นที่ 1 จึงเคลื่อนไหวช้าพอสมควร เขาก็แค่วางชากเป็นทางล่อไปหามดกินเหล็กในโกดังที่มีไข่อยู่

ตอนแรกเขาคิดว่าแค่ 10 กว่าตัวก็คงพอ แต่ดูเหมือนซากยามจะได้ผลที่เดินมันมาถึง 30 กว่าตัวทันทีที่มันเดินไปถึงโกดังพร้อมกับชื้นเนื้อในปาก

มดกินเหล็กกลายพันธุ์ก็เหมือนจะรู้ตัว รีบกรูกันออกมาจากโพรงในโกดังอย่างต่อเนื่อง

ไนเรลรีบกระโดดหลบไปในป้อมยามทันที

“รอพวกมันชุลมุนกันก่อนแล้วก็เข้าไปขนไข่มดเท่าที่จะทำได้” เขากระซิบบอก ทุกคนก็พยักหน้า

หลังจากนั้นมด 10 กว่าตัวก็เขามาล้อมซอมบี้ไว้ พวกมันพยายามขูเพื่อให้พวกซอมบี้ถอยออกไปจากอาณาเขตของมัน

แต่ด้วยสติปัญญาของซอมบี้ระดับต่ำ มันเอาแต่ร้องคำรามและเดินเข้าไปเพื่อที่จะฉีกกระชากกินมดกินเหล็กกลายพันธุ์ทั้ง 10 ตัวนั้น

พวกมันไม่สนว่าจะเป็นเนื้ออะไรขอแค่ยังสดใหม่ก็พอแต่ถ้าเป็นเนื้อของมนุษย์ได้ก็ดี

เมื่อมดกินเหล็กกลายพันธุ์เห็นว่าพวกซอมบี้ไม่ยอมถอยไป มันจึงเลือกพวกที่อยู่ภายในโกดัง และในหลุมที่ดูแลนางพญาออกมาช่วย

ทั้งมดกินเหล็กกลายพันธุ์และซอมบี้สู้กันอย่างชุลมุน ถึงแม้ว่าซอมบี้จะมีเยอะกว่าแต่มันก็ไม่มากพอ และที่สำคัญพละกำลังของมดก็มากกว่าซอมบี้อยู่มากพอสมควร

มดกินเหล็กกลายพันธุ์งับไปที่ตัวของซอมบี้อย่างแรงจนร่างของมันขาด ถึงแบบนั้นพวกมันก็ยังต้องใช้เวลาในการจัดการกับซอมบี้อยู่อีกสักพัก

“ลงมือ” เขารีบแอบพวกมันและเข้าไปที่โกดัง ทุกคนตามหลังเข้ามาก็ต้องตกใจ ไข่ มันเต็มไปด้วยไข่มดกินเหล็กกลายพันธุ์

“อย่ายืนงงอยู่รีบขนเร็ว” ไนเรลรีบกล่าวออกมาเมื่อเห็นทุกคนยืนงงอยู่

พวกเขาไม่ได้เอาถุงหรือตระกล้าใส่ของมา ดังนั้นจึงใช้เสื้อชั้นนอกมาทำเป็นถุงห่อไข่มดกันอย่างรวดเร็ว

ถึงแบบนั้นไข่มดก็มีมากเกินไป พวกเขาไม่ได้โลภมากแค่ขนเท่าที่ไหวแล้วก็รีบวิ่งออกไปทันที

ทั้ง4 คนเรากับหัวขโมย ทันใดนั้น ดาลิธที่หอบไข่มาอย่างไม่ระวังก็ทำไข่มดหล่นแตกหนึ่งฟอง

มดกินเหล็กที่สู้อยู่นั้นก็เหมือนสัมผัสได้ถึงไข่ที่แตก มันกระดิกหนวดไปมากรามขบกันอย่างแรง

ดาลิธมองไปที่ดวงตาของมด ถึงแม้มดพวกนี้จะไม่ใช้การมองเห็นเป็นหลักแต่ดวงตาของมันก็ยังน่ากลัวเป็นอย่างมาก เธอรู้สึกขนลุกขึ้นมารีบวิ่งตามคนอื่น ๆ ไปทันที

ไนเรลหันไปมองขณะที่ข้ามกำแพงที่พังออกมา ก็ต้องตกใจ ดาลิธประมาทจนไปล่อมดบางส่วนไล่ตามเธอมา

“วิ่ง!” เขาหันไปบอกทุกคนทันที

ทุกคนใส่เกียสุนัข นิเรียวิ่งนำหน้าไปทันที ตามมาด้วยไนเรล ดามินและคนสุดท้ายคือ ดาลิธ

“รอ ๆ ด้วย!” ดาลิธตะโกนออกมา

มดที่เห็นรีบส่งสัญญาณบอกตัวอื่น ๆ ทันที

ฝูงมดวิ่งตามดาลิธมาแต่นั่นก็เปิดโอกาศให้ซอมบี้ มันเดินเข้าไปและกัดกินตัวอ่อนของมดอย่างเมามัน

ทำให้ฝูงมดที่ตามพวกเขาต้องรีบกลับมาจัดการกับซอมบี้อย่างจำใจ

…………………………………

หลังจากวิ่งมาจนรู้สึกว่าพ้นแล้วพวกเขาก็หยุดวิ่งและหอบหายใจอย่างเหนื่อยโดยเฉพาะดามิน ปกติเขาเอาแต่อ่านหนังสือไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย จึงรู้สึกเหนื่อยเป็นอย่างมาก

“ขอโทษ” ดาลิธกล้มหัวขอโทษ

ไนเรลได้แต่ส่ายหัวเขาเองก็ไม่ได้พูดอะไร เพราะอุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้ ถ้าเมื่อกี้ไม่เป็นเพราะซอมบี้ที่ล่อมามันมีเยอะจนเข้าไปกัดกินตัวอ่อนของมดกลายพันละก็ ดาลิธก็คงตายไปแล้ว

“ช่างเถอะไปหาที่ย่างพวกมันกินกัน” ตอนนี้เขารู้สึกหิวแล้ว

พวกเขาหาบ้านที่อยู่แถวนั้น เมื่อส่องดูในบ้านผ่านหน้าต่างก็เจอกลับซอมบี้หญิงชรานั่งรถเข็นตัวหนึ่ง

เขาจึงหันไปสั่งดาลิธ “เข้าไปฆ่ามัน”

ดาลิธรู้ว่านี่คือการไถ่โทษของเธอ เธอเอามีดทำครัวออกมาแต่ดามินก็ยื่นมีดพกทังสแตนให้

“ขอบคุณ” เธอรับมีดมาจากมือของดามินและเดินเข้าไปหาซอมบี้หญิงชรา

ซอมบี้หญิงชราไม่เห็นว่า มีเนื้อสดๆ เข้ามาใกล้เธอก็พยายามที่จะใช้มือเอื้อมไปจับ ฟันของซอมบี้กดขึ้นลงกระทบไปมาเสียงดังกึกๆ

ดามิธท่าทางลังเลพยายามแทงไปที่ซอมบี้

“อ้อมไปข้างหลัง” ไนเรลบอก

ดาลิธหันไปมองที่ไนเรล เธอทำตามที่เขาบอกเดินอ้อมไปที่ด้านหลัง

“”

ซอมบี้พยายามหันไปกัดเธอ

“แทงเข้าไปที่หูของมัน”

ดาลิธทำตามที่ไนเรลบอก มีดปักเข้าไปที่หูแทงเข้าไปอย่างง่าย ดายอย่างไม่น่าเชื่อ ซอมบี้หยุดดิ้นไปมามันตายลงทันที

“ขอบคุณ” ดาลิธหันมาขอบคุณไนเรล ความกล้าของเธอดูจะกลับมาเล็กน้อยแล้ว

หลังจากนั้นพวกเขาก็เอาศพของซอมบี้ออกมาทิ้งข้างนอก พวกเขาไม่มีเวลามาขุดหลุมฝัง จึงเอาผ้าคลุมไว้

ในครัวยังพอมีน้ำไหลอยู่ เขาจึงหาขวดบางส่วนเพื่อกอกน้ำไว้กิน

นิเรียอาสาที่จะจัดการไข่ 200 กว่าฟองพวกนี้และดาลิธก็เข้าไปช่วย

เขาจึงออกมาและเดินสำรวจดูภายในบ้านกับดามิน

“พี่ไนเรล พวกเราจะกลับเลยไหมหลังจากกินเสร็จ” ดามินถามขึ้นขณะที่ทั้งสองคนเดินขึ้นมาบนบันชั้นสอง

“ยังก่อน ฉันว่าจะไปดูพวกทหารที่ถนนใหญ่ก่อน” ไนเรลตอนนี้เขาก็อยากรู้เหมือนกันว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร

ในชีวิตที่แล้วของเขา เขาและน้องสาวหนีออกมาจากเมืองหลังจากที่มันผ่านไป 1 อาทิตย์แล้วแล้วก็มาเจอบ้านพักที่ตอนนี้พวกเขาอยู่ว่ามีคนอยู่ไปแล้วพวกเขาจึงเดินทางไปที่ค่ายผู้ลี้ภัยและก็บังเอิญไปเจอกับพวกทหารคุ้มกันที่ตามหาตัวพวกเขาอยู่ เพราะครอบครัวของเขา ตระกูลอาโดเรียเป็นตระกูลชนชั้นสูง ถึงแม้จะตกอัพลงมามากแต่ก็พอมีเส้นสายอยู่บ้าง

อีกอย่างรัฐบาลก็ดูจะให้ความสำคัญกับตระกูลชั้นสูงเป็นพิเศษนั้นก็เป็นเพราะเงินทุนในการสร้างค่ายลี้ภัย ทรัพยากร และที่สำคัญสุดคือสายเลือดเพราะชนชั้นสูงนั้นจะมีอัตราการวิวัฒนาการอยู่ที่ 80 เปอร์เซ็นต์

รัฐบาลต้องการมนุษย์ชั้นสูงจำนวนมากเพื่อต่อสู้กับสัตว ์กลายพันธุ์และซอมบี้

ไนเรลไม่รู้ว่าก่อนหน้านั้น 1 อาทิตย์เกิดอะไรขึ้นที่นี่บ้างนอกจากทหารที่ฝ่าเข้าไปในเมืองจากจุดนี้

มันยังมีสถานีรถไฟอีกที่อยู่ในเขตนี้

เขาและดามินสำรวจชั้นสอง ค้นจนทั่วก็ไม่พบอะไรเป็นพิเศษนอกจากเงินสดและสร้อยคอทองคำที่เก็บไว้ในลิ้นชัก

ไนเรลเก็บแค่ทองคำมาเท่านั้นที่ยังพอมีค่าอยู่ แต่เงินนั้นเขามองมันอย่างไม่ไยดี

“พี่ไนเรลไม่เอาเงินไปหรือ?” ดามินถามพร้อมกับหยิบเงินขึ้นมา

“ไม่ มันไร้ค่า” เขาเดินลงไปข้างล่างทันทีที่ตอบ

ดามินลังเลอยู่สักครู่จากนั้นเขาก็เก็บมันใส่กระเป๋าตัวเองและเดินตามไนเรลไป

ทั้ง4 คนนั่งลงบนโต๊ะที่มีไข่มดกลายพันธุ์ต้มไว้จำนวนมาก เปลือกของมันหนาราวกับเหล็กแต่พอเอาไปต้มแล้วเคราะห์ด้วยด้ามช้อน มันก็ราวแตกออกราวกับกระจก

เผยให้เห็นเนื้อไข่สีดำอยู่ด้านใน กินหอมที่ยั่วยวนถึงขนาดทำให้น้ำลายหกได้เลยที่เดี่ยว ไม่ต้องปรุงอะไรมันก็อร่อยอยู่แล้ว

หลังจากนั้นเขาก็กินไข่มดกินเหล็กกลายพันเข้าไป รอยสักที่คริสตัลที่หน้าอกของเขาก็งอกใบไม้ออกมา

เขากินมันต่อไปเรื่อยๆ โดยไม่รู้สึกตัวความเร็วของเขานั้นน่ากลัวจนกระทั่ง 100 ฟองเขาก็รู้สึกได้ถึงพลังที่เพิ่มเข้ามา

“สำเร็จ” ไนเรลว่างไข่ที่อยู่ในมือลงทันทีที่ใบไม้งอกออกมาเต็มใบ

 

ตอนที่ 7 ฆ่ามนุษย์ชั้นสูง(รีไรท์)

เขาหาเสื้อมาใส่ทับไปอีกชั้นด้วยกลัวว่าจะมีใครเห็นคริสตัลที่หน้าอก และก็ออกมารวมกลับทุกคนที่ห้องนั่งเล่น

แต่เมื่อเข้ามาเขาก็รู้สึกได้ถึงบรรยากาศที่หดหู่เป็นอย่างมาก จึงหันไปถามน้องสาวของเขา

“น้องสาว ทุกคนเป็นอะไร?”

นิเรียที่ตอนนี้สีหน้าแสดงความกังวลและหันมาพูด “พี่ชาย…พ่อกับแม่จะเป็นอะไรไหม”

เธอชี้ไปที่ทีวีที่ตอนนี้กำลังนำเสนอข่าว ถึงเหตุการณ์ซอมบี้ฆ่าล้างมนุษย์อยู่โดยภาพนี้เป็นภาพสดที่ถูกถ่ายทอดสดทางเฮลิคอปเตอร์ของเมืองหลวงแห่งนี้

ซึ่งแม้กำลังทหารจะเข้ามาควบคุมสถานการณ์แล้วแต่ก็ยังไม่สามารถควบคุมอะไรได้เลย

การระบาดของซอมบี้ก็เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามมาด้วยความโกลาหลในการแย่งอาหาร การปล้นและการก่อจลาจลเกิดขึ้นไปทั่วทุกแห่งของเมืองหลวง และเมืองต่าง ๆ ที่อยู่ภายในประเทศไทกีล่า

ดังนั้นนิเรียเธอจึงกังวลมากเกี่ยวกับพ่อและแม่

ไนเรลยิ้มพร้อมกับบีบไปที่จมูกของเธอพร้อมกับพูดออกมา “ไม่ต้องกังวล! เราอย่าลืมสิว่า! พี่ได้โทรบอกให้พ่อกับแม่ซื้ออาหารและอาวุธเก็บไว้แล้วบ้างแล้ว พ่อกับแม่จะต้องไม่เป็นอะไร อีกอย่างพ่อกับแม่ก็เป็นชนชั้นสูงพวกเขาต้องมีคนมาคุ้มครองพาออกไปอย่างแน่นอน”

นิเรียรีบใช้มือปัดมือของไนเรลที่บีบจมูกของเธอออกจากนั้น “พี่หนูเชื่อพี่”

ภายในสถานการณ์เช่นนี้ ถ้าเธอไม่เชื่อพี่ชายของเธอแล้วเธอจะไปเชื่อใคร ถึงแม้ว่าเมื่อก่อนเขาจะพึ่งพาไม่ค่อยได้ แต่ตอนนี้ดูเหมือนพี่ชายของเธอจะเปลี่ยนไปในช่วงล่างหลัง ถึงขนาดที่ว่าตอนนี้เธอเชื่อฟังเขาทุกคำพูด

“อืมไปนอนเถอะ เดี่ยวพี่ออกไปจัดการพวกข้างนอกก่อน” ไนเรลกล่าวและหยิบดาบยาวทังสเตนเดินออกไป

ตอนนี้มันเป็นเวลา 2 ทุ่มกว่า ๆ แล้วดังนั้นจึงมืดเล็กน้อยแต่ก็ยังมีแสงจากหลอดไฟอยู่บ้าง

เขาเดาว่าไม่นานไฟ ก็คงจะดับและการสื่อสารก็จะถูกตัดขาด ตอนนี้สัญญาณโทรศัพท์ไม่สามารถใช้ได้แล้ว ต่อไปก็คงจะเป็นสัญญาณโทรทัศน์

แล้วจากนั้นที่เหลืออยู่ก็จะเป็นแค่สัญญาณวิทยุที่ยังออกอากาศฉุกเฉินอยู่

ไนเรลมองขึ้นไปบนท้องฟ้าและคิดว่า ‘ในค่ำคืนนี้จะมีอีกสักกี่คนที่ต้องจบลง แต่เขาเดาว่ามันจะไม่น้อยอย่างแน่นอน’

หลังจากเดินมาถึงหน้าบ้านเขาก็หยิบดาบมาและแทงใส่ซอมบี้ที่กำลังกระแทกประตูลูกกรงเหล็กและพยายามเข้ามาในบ้าน

เขาใช้ดาบยาวทังสแตนแทงมันทีละตัวจนตายหมด

ซากศพของซอมบี้ 10 กว่าตัวกองกันอยู่หน้าบ้าน เขาทิ้งมันไว้แบบนั้นเพราะตอนนี้มันมืดแล้วจึงไม่เหมาะที่จะออกไปเก็บซากซอมบี้ไปทิ้ง

“ไว้รอเช้าก็แล้วกัน ค่อยให้คารอนและดามินมาเก็บ” ไนเรลสะบัดดาบยาวเพื่อให้เลือดและเศษเนื้อที่เกาะอยู่หลุดออก แล้วเดินกลับเข้าไปในบ้าน

ไนเรลกลับมาแล้ว เขาก็เข้าไปนอนในห้องของตัวเองทันที ความเงียบก็ปกคลุมบ้านทั้งหลัง

เช้าวันต่อมาเมื่อเขาตื่นก็ได้ยินเสียงซอมบี้ที่อยู่หน้าบ้านมันกำลังร้องด้วยความหิวกระหาย เมื่อเขาเลิกผ้าม่านห้องของตัวเองที่อยู่บนชั้น 2 ออกเพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เห็นว่าทุกคนกำลังผลัดกันใช้มีดพกทังสแตนเเทงซอมบี้ทีละตัวทีละตัวอยู่

นิเรียยืนอยู่ด้านข้างใช้ปืนลูกโม่จ่อไปที่ซอมบี้ เพื่อระวังเผื่อเกิดเหตุการณ์ในกรณีฉุกเฉินขึ้นเธอจะได้ฆ่าซอมบี้ได้ทันที

ดาลิธดูจะตั้งใจอย่างมาก ส่วนไมน่านั้นก็กล้า ๆ กลัว ๆ อยู่ตลอดเวลาคนสุดท้ายเธอก็ไม่สามารถฆ่าซอมบี้ได้แม้แต่ตัวเดียว

พวกผู้ชายที่เห็นอย่างนั้นก็จัดการปิดงานซอมบี้ที่อยู่หน้าประตู

หลังจากนั้นทุกคนก็มารวมตัวกันที่ห้องครัวเพื่อรับกินอาหารเช้ากัน ขอถามก็ได้รู้สาเหตุว่าที่ทุกคนนั้น ทำไมถึงดูกระตือรือร้นมากเป็นพิเศษ มันก็เป็นเพราะว่าตอนนี้การสื่อสารทั้งหมดถูกตัดขาดไปแล้วตั้งแต่เมื่อคืน ตอนที่เขาหลับไปแล้ว

ไนเรลมองไปที่ตาของพวกเขา พี่ไม่ได้นอนทั้งคืนเพื่อติดตามสถานการณ์จากรัฐบาล

“วันนี้พี่จะออกไปข้างนอกอีกไหม?” นิเรียถาม

ทันทีที่เธอถามทุกคนก็หันมามองไนเรลดูสายตาเดียวกัน ดูเหมือนว่าพวกเขาจะออกไปข้างนอกเพื่อดูว่าสถานการณ์เป็นอย่างไร

“วันนี้เหรอ คงจะไปตอนสาย ๆ” เขาคิดสักพักและตอบ

วันนี้เขาอยากจะรอออกไปล่าสัตว์กลายพันธุ์ตัวอื่นดู เผื่อเขาจะสามารถกินมันและได้ความสามารถใหม่ ๆ มา

“งั้นหนูไปด้วยได้ไหม?” นิเรียกล่าวด้วยสายตาขอร้อง แต่ทันใดนั้น คารอนและดามินก็จะขอไปด้วย

ดูเหมือนว่าทุกคนก็อยากจะออกไปดูว่าข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง ยกเว้นก็แต่ไมน่าที่ตอนนี้นิ่งเงียบอยู่

“จะไปก็ได้อยู่ แต่ต้องมีคนอยู่เฝ้าที่นี่” เขาพูดพร้อมกับรอฟังว่าใครจะอาสาอยู่เฝ้าบ้าน

ทุกคนมองหน้ากันเองไปมา ทันใดนั้นไมน่าก็พูดออกมา “ฉันจะอยู่เฝ้าให้เอง”

“งั้นเดี่ยวผมอยู่เป็นเพื่อนเธอเอง” คารอนรีบอาสาออกมา เขารู้สึกเป็นห่วงไมน่าเป็นอย่างมาก เพราะเพิ่งจะเสียเพื่อนรักอย่างซินน่าไป จึงกลัวว่าเธอจะคิดอะไรไม่เข้าท่าก็ได้

“อืม” ไมน่าพยักหน้าอย่างเงียบ ๆ แล้วก็น่ากินอาหารของเธอต่อ

“งั้นเป็นอันตกลงตามนี้รีบกันแล้วก็ไปเตรียมตัว” แต่ยังไม่ทันที่ไนเรลจะพูดจบดีนัก อยู่ ๆ ไฟก็ดับลง

“เกิดอะไรขึ้น” คารอนถามออกไป

“น่าจะไฟดับนะ” ไนเรลตอบขณะที่ตักอาหารในจานใส่ปาก ตอนนี้พวกเขายังมีอาหารสดที่แช่แข็งไว้อยู่บ้าง จึงทำให้ทำอาหารกินได้อยู่

“เป็นไปไม่ได้ โรงงานไฟฟ้าน่าจะถูกควบคุมโดยทหารแล้วนี่ ตามที่ข่าวออก เพราะฉะนั้นไม่น่าจะเกิดเหตุการณ์ไฟดับได้” ดามินรีบท้วงทันที

“แล้วถ้าโรงงานไฟ้ฟ้าหายไปแล้วละ” ไนเรลกล่าวและลุกออกไป

ทุกคนฟังแล้วก็รู้สึกตกใจเล็กน้อย และคิดว่าพวกเขาคงไม่มีไฟฟ้าใช้อีกแล้วนับจากนี้

เมื่อถึง 9:00 โมงเช้า ทุกคนก็ออกมาจากบ้านและเคลียซอมบี้ระหว่างทางต้องเป็นบางครั้งเพื่อไม่ให้มันไปรวมตัวกันอยู่ที่หน้าบ้านของพวกเขา

ตอนนี้แสงแดดส่งมาบ้างเล็กน้อยเนื่องจากบนท้องฟ้าเต็มไปด้วยฝุ่นควัน ที่ลอยออกมาจากในตัวเมือง พวกเขาได้ยินเสียงระเบิดที่ดังออกมาอย่างต่อเนื่องจากไปไกล

ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าดังมาจากการระเบิดของแก๊ส ถังน้ำมัน หรือว่าระเบิดของกำลังทหารที่ฝ่าเข้าไปเมื่อวาน

ไนเรลเดินอ้อมและหลีกเลี่ยงถนนใหญ่เนื่องจากว่าตอนนี้มีซอมบี้มารวมตัวกันอยู่หลายร้อยตัว เหตุการณ์ทหารยิงกับซอมบี้เมื่อวานที่ถนนใหญ่

“พี่ชาย เราจะไปกันที่ไหน?” นิเรียถามขึ้นมา

“เราจะไปล่าสัตว์กลายพันธุ์กัน พวกเรามนุษย์ชั้นสูงต้องการเนื้อกลายพันธุ์เพื่อเป็นพลังงานให้กับร่างกายที่ต้องการพลังงานที่สูง” ไนเรลอธิบาย

แต่ทันใดนั้นก็มีชายสองคนออกมาขว้างทางพวกเขาไว้ พร้อม กับซอมบี้ที่ถูกล่ามโซ่รถติดกับปลายไม้ไว้ 2 ตัว

ชายวัยกลางคนที่ดูเหมือนจะเป็นหัวหน้าโจรมีผ้าคาดหัวอยู่ก็กล่าว “หยุด พวกเจ้าจะไปไหนเด็ก ๆ?”

ไนเรลมองไปที่ชายคนนั้นแล้ว อยู่ก็รู้สึกอยากกินขึ้นมา มันมาจากคริสตัลกลางหน้าอกอีกแล้ว นั้นทำให้ความรู้สึกแปลกใจอย่างมากทำไมเขารู้สึกอยากกินชายคนนี้

“มีอะไรตาลุงหัวงู?” ยังไม่ทันทีไนเรลจะตอบ ดาลิธก็ชิงพูดขึ้นมาซะก่อน

ดาลิธดูจะกล้าไม่กลัวใคร เนื่องจากเธอฆ่าซอมบี้ได้เมื่อเช้านี้ จึงดูมั่นใจเป็นอย่างมากและไม่กลัวซอมบี้ทั้ง2 ตัว ที่ถูกต้องอยู่กับล่ามอยู่กับโซ่เหล็กเลยแม้แต่น้อย

“ใจกล้าดีนะ แม่หนูน้อยมานี่มะ” ดวงตาของตาลุงเปลี่ยนเป็นสีเขียวอ่อน ๆ และมองไปที่ดาลิธ เมื่อเธอมองเข้าไปที่ตาคู่นั้น

ทันใดนั้นร่างกายของดาลิธก็เหมือนจะขยับไปเอง และเดินเข้าไปหาตาลุงอย่างช้า ๆ ดวงตาของเธอว่างเปล่า

“แย่แล้ว! มนุษย์ชั้นสูงที่มีพลังประเภทจิตใจ” ไนเรลรีบตะโกนออกมา

ดูเหมือนว่าตาลุงคนนี้จะเป็นมนุษย์ชั้นสูงเช่นเดียวกัน ผ้าที่คาดอยู่บนหัวนั้น ก็เหมือนจะไว้ปกปิดคริสตัลที่อยู่บนหน้าผาก

ก็ไม่แปลกเพราะตัวของเขาและนิเรียเองก็หาอะไรมาปิดไว้อยู่

ไนเรลใส่หมวกเพื่อบังมันไว้ส่วนนิเรียใช้เส่นผมของเธอบังไว้ เหตุที่ต้องทำเช่นนี้ก็เพราะ

พึ่งจะเกิดเหตุการณ์ซอมบี้และการกลายพันธุ์เพียงไม่กี่วันเท่านั้น ดังนั้นสิ่งที่เรียกว่ามนุษย์ชั้นสูง จึงยังไม่เป็นที่รู้จักและการที่อยู่ ๆ มีคริสตัล ปรากฏขึ้นมาบนหัว พวกที่มีพลังจึงกลัวว่าจะดูเข้าใจผิดคิดว่าเป็นพวกกลายพันธุ์ไม่ต่างจากซอมบี้

“โอ้ ไอ้หนุ่ม แกก็เป็นแบบเดี่ยวกับฉันงั้นหรือ? มาติดตามฉันดีกว่ามา ฉันจะขึ้นเป็นราชาของประเทศนี้และฆ่าซอมบี้ทั้งหมดแกว่าไง ฉันคือพระเจ้า แล้วสาว ๆ สวย ๆ จะเป็นของแกตามที่ต้องการ” ตาลุงพูดออกมาเสียงที่ดังมากจนน้ำลายกระเด็นไปทั่วพร้อมกับดึงผ้าที่คาดหัวออก

เผยให้เห็นเห็นคริสตัลรูปหยดน้ำที่อยู่บนศีรษะ ซึ่งก็ตรงกับความคิดของเขาที่ว่าคือมนุษย์ชั้นสูงที่มีพลังประเภทจิตใจ

“ปัญญาอ่อน” ไนเรลพูดออกไปและสั่งน้องสาวของเขาทันที “น้องสาวจัดการ”

นิเรียไม่ได้ยินสัญญาณเธอก็หยิบปืนลูกโม่ที่อยู่ข้างๆ เอวทั้งสองข้างออกมาแล้วยิงทันทีด้วยความเร็ว

ปัง!

ตาลุงมนุษย์ชั้นสูงรีบใช้ตัวของซอมบี้เข้ามาขวางลูกกระสุนไว้ทันทีแต่เขาคงคิดไม่ถึงว่าไม่ได้มีเพียงแค่ไนเรลที่เป็นมนุษย์มนุษย์ชั้นสูงเหมือนกันกับเขาแต่ยังมีนิเรียที่มีความสามารถ [ดวงตาเทพ S] อยู่อีก 1 คน

แต่ดูเหมือนเธอจะไม่ได้ยิงไปที่จุดตายของตาลุง กระสุนยิงไปที่ไหล่ขวา แต่นั่นก็มากพอที่จะทำให้เขาเสียสมาธิในการควบคุมดาลิธ

“อ้าา” ดาลิธได้สติก็ตกใจเพราะเธอเกือบเดินไปให้ซอมบี้กัดซะแล้ว เธอรีบถอยหลังออกมาด้วยความกลัวทันที

“อ้าก ๆ ” ตาลุงอีกคนตอนนี้ก็พึ่งรู้สึกตัวว่าถูกยิงที่ไหล่ เลือกไหลออกราวกับน้ำ เขาจับไปที่หัวไหล่ของตัวเองด้วยความเจ็บปวด ตาลุงมนุษย์ชั้นสูงรีบปล่อยมือจากที่จับโซ่ที่ล่ามซอมบี้อยู่และวิ่งหนีทันที

ขณะนั้น ตาลุงมนุษย์ชนสูงก็ใช้โอกาสนี้หันไปมองนิเรีย ทันใดนั้นนิเรียก็ ขยับตัวไม่ได้ซอมบี้รีบวิ่งเขาไปกัดเธอทันที

แต่ในจังหวะนั้น ไนเรลก็ใช้ดาบยาวเหวี่ยงตัดหัวซอมบี้ ขาดไป 1 ตัวและใช้ปืนยิงไปอีก 1 นัด ซอมบี้ทั้ง 2 ตัวล้มลงทันที

ไม่เห็นดังนั้นตาลุงมนุษย์ชั้นสูง ก็เปลี่ยนเป้าหมายการควบคุมมาที่ไนเรล ดวงตาสีเขียวของเขามองไปที่ไนเรลทันที

แต่แน่นอนว่าไนเรลเคยเผชิญกับมนุษย์ชั้นสูงที่มีพลังประเภทจิตใจมามากมายในชีวิตที่แล้ว

เขาจึงหลับตาลงที เพื่อไม่ให้ถูกควบคุมจากนั้นก็ยิงไปทางตำแหน่งที่ตาลุงอยู่ กระสุนยิงเข้าไปที่ท้องน้อยอย่างรุนแรงจนทะลุออกไปด้านหลังเป็นรูโหว่

“อั๊ก ๆ” ร่างของตาลุงล้มลงพร้อมกับกระอักเลือดออกมา

ไนเรลเดินไปโดยมองแค่ที่พื้นเท่านั้นเพื่อไม่ให้โดนควบคุม จากนั้นก็ใช้ปืนจ่อไปที่หัวของตาลุง

“ปล่อย ๆ ข้าไปเถอะ เราแค่เข้าใจผิดก็แค่นั้นไม่เห็นต้องฆ่ากันเลย”

ทันใดนั้นดาลิธก็พูดออกมา “พี่ไนเรลเขาเป็นคนนะ? ถ้าพี่ฆ่าจะกลายเป็นฆาตกร…”

ก็ยังพูดไม่ทันขาดคำ เธอก็วิ่งเขามาหาไนเรลทันทีพร้อมกับมีดทำครัวขนาดเล็กที่เธอเอามาด้วย

“ดาลิธทำอะไรนะ?” ดามินที่ยืนด้านข้างก็พยายามจะดึงเธอ

ปัง! ปัง!

ทันใดนั้นเสียงปืนก็ดังขึ้น และดาลิธก็หยุดวิ่งใส่ไนเรลพร้อมกับสิ้นเสียงปืน

เสียงปืนที่เกิดขึ้นมาจากการที่ไนเรลยิงไปที่หัวของตาลุงมนุษย์ชั้นสูงจนเป็นรูถึง 2 นัด

ไนเรลส่ายหัวพน้อมกับเก็บปืนลงและพูดออกมาว่า “พลังประเภทจิตใจอยู่กับแกช่างเสียของจริง ๆ”

ดาลิธ เธอดูจะงงๆ อย่างมาก เธอทำอะไรลงไป ไม่ใช่ว่าเธอแค่จะพยายามห้ามไม่ให้ไนเรลฆ่าคนไม่ใช่หรือ

เธอทิ้งมีดที่อยู่ในมือทันทีด้วยความตกใจ มันคือมีดที่ดาลิธแอบหยิบออกมาไว้ใช้ในการป้องกันตัว

“พี่ไนเรล ฉัน…ฉันไม่ได้…”

เพี๊ยะ!

ไนเรลไปตบหน้าดาลิธในทันที “จำไว้เป็นบทเรียน”

ที่จริงไนเรลรู้สึกโกรธเป็นอย่างมาก ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมาเขาพยายามบอกกับทุกคนว่าโลกใบนี้ได้เปลี่ยนไปแล้ว ให้ยอมรับความจริง แต่ดาลิธก็ยังใช้วิธีการคิดแบบเดิม ๆ ตัดสินและก็เกือบที่จะฆ่าเขาเพราะความเห็นใจที่มีต่อศัตรู

“คนที่ไม่อยู่กับความเป็นจริง ก็จะตายในที่สุด” ไนเรลกล่าวพร้อมกับก้าวข้ามศพของตาลุงไม่ต้องส่งไปอย่างเย็นชา “ซอมบี้ทั้ง 2 ตัวนั้น คือคนที่พวกมันจับมาและบังคับให้กลายเป็นซอมบี้”

เขาชี้ไปที่ศพของซอมบี้ เขาเดาว่าพวกมันน่าจะพึ่งเป็นซอมบี้ได้ไม่ถึงวันด้วยซ้ำ พวกมันน่าจะถูกควบคุมร่างกายโดยมนุษย์ชั้นสูงคนนั้น แล้วเดินไปให้ซอมบี้กัดเองเลยด้วยซ้ำ

เขาทิ้งศพของมนุษย์ชั้นสูงคนนั้นไว้อย่างนั้น คริสตัลที่อยู่บนหน้าผาเมื่อเจ้าของร่างกายไปมันก็ค่อย ๆ สีซีดจางลงไป

ถึงแม้ว่าพลังประเภทจิตใจจะล่อลวงเขาอย่างมาก อีกทั้งดูเหมือน คริสตัลกลางหน้าอกมันก็อยากให้เขากินแต่ไนเรลก็ไม่คิดที่จะกินเนื้อพวกเดียวกันอีก

เขาพยายามห้ามตัวเอง และเดินออกมา แล้วพอจะสรุปได้ว่ามันไม่ใช่เขาอยากกินแต่มันเป็นเพราะว่าในสายตาของเขาทุกสิ่งที่พัฒนาการคืออาหาร

มันเหมือนกับว่าเขาคือนักล่าที่อยู่บนจุดสูงสุดของห่วงโซ่อาหาร แต่ทำไมเขาถึงไม่อยากกินนิเรียที่เป็นมนุษย์ชั้นสูง ที่วิวัฒนาการเช่นเดียวกัน

‘หรือมันอาจจะเป็นเพราะว่าสัญชาตญาณบอกว่าเธอคือน้องสาวของเรา’ ไนเรลคิดขณะที่เดินอยู่

“พี่ชายเราจะไปที่ไหนต่อ?” นิเรียที่ยืนอยู่ ด้านข้างถามออกมา

“เราจะไปตามฆ่าอีกคน เพื่อตัดปัญหาในอนาคต” เขาตอบพร้อมกับเดินตามรอยเลือดไป

ดามินและดาลิธ เดินห่างออกจากไนเรลเล็กน้อยด้วยความกลัว เพราะถึงอย่างไรไนเรลก็พึ่งฆ่าคน ฆ่าคนจริง ๆ โดยเฉพาะดาลิธ ถึงเธอจะเป็นคนกล้า แต่เมื่อเห็นว่ามีคนถูกฆ่าตายต่อหน้าก็ถึงกลับท้องไส้ปันป่วนทันทีเมื่อนึกถึงภาพนั้น

แต่กลับต่างจากนิเรียทำก็ทำตัวเหมือนปกติ เพราะคิดว่าที่ไนเรลทำก็เพื่อปกป้องเธอก็เท่านั้น

ตอนที่ 6 ดูดซับความสามารถ(รีไรท์)

ไนเรลรีบใส่เสื้อทันทีด้วยกลัวว่าจะมีใครเห็น

“พี่ชายเป็นอะไรหรือปล่าว?” นิเรียเดินเข้ามาดูพี่ชายของเธออย่างสงสัย

“ไม่มีอะไรหรอก เรามาฝึกกันต่อดีกว่า” ไนเรลลูบไปที่หัวของน้องสาวจากนั้นก็เดินไปเปิดประตูปล่อยซอมบี้เข้ามาอีก 10 ตัว

หลังจากทำแบบนี้อยู่ 3 ครั้งซอมบี้ที่อยู่หน้าบ้านก็ถูกฆ่าตายทั้งหมด พวกเขาเก็บศพออกไปกองทิ้งไว้อยู่ที่ด้านข้าง แต่ไมน่าเสนอว่าให้ฝังศพพวกเขาเพราะอย่างน้อยก็เป็นการให้เกียรติคนตาย

ไนเรลก็ไม่ได้ขัดอะไร แต่เขาให้พวกเขาขุมหลุมกันเองที่หลังบ้าน ตอนนี้ไนเรลรู้สึกกังวลว่าถ้าเขาอยู่กับซากซอมบี้นาน ๆ จะเผลอกินเนื้อซอมบี้ต่อหน้าทุกคนจริง ๆ แน่

หลังจากแยกตัวออกมา ไนเรลก็เข้าไปที่ห้องแช่อาหารทันที เนื่องจากว่าเขารู้สึกหิวมากจึงจัดการกินทุกอย่างที่ขวางหน้า แต่มันก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เพราะเขายังหิวอยู่

“หรือว่าเราต้องกินเนื้อที่วิวัฒนาการถึงจะลดความหิวลงไปได้” ไนเรลคิดถึงความเป็นไปได้เรื่องนี้ เนื่องจากคริสตัลวิวัฒนาการที่อยู่ตรงหน้าอกเขามาจากเมล็ดพันธุ์แห่งวิวัฒนาการ ก็ต้องการสิ่งที่มีวิวัฒนาการแล้วเช่นกัน และดูเหมือนว่ามันจะไม่เลือกกินขอแค่เป็นสิ่งที่วิวัฒนาการแล้วเท่านั้นก็พอ

โชคยังดีที่บ้านหลังนี้อยู่เขตนอกเมืองมันน่าจะพอมีสัตว์วิวัฒนาการขนาดเล็กอยู่บ้าง

ระหว่างที่รอพวกเขาฝังศพซอมบี้อยู่ ไนเรลจึงออกไปข้างนอกแต่ก็สั่งกำชับให้ทุกคนอยู่แต่ในบ้านและระวังตัวไว้ตลอดเวลา

ไนเรลออกมาจากบ้านและตรงไปที่ท่อน้ำทิ้งทันที สัตว์เล็ก ๆ ที่วิวัฒนาการที่เขาหมายถึงก็คือ หนู

หนูแบบพวกมันจะขยายพันธุ์กันได้อย่างรวดเร็ว วงจรวิวัฒนาการจึงไปเร็วอย่างมากกว่าสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมชนิดอื่น ๆ อยู่พอสมควรที่สำคัญพวกมันล่าได้ง่ายมากถ้าอยู่ตัวเดียว แต่ถ้ามีพวกมันเป็นฝูงคงต้องตัวใครตัวมัน

เขาเดินเข้ามาในเขตหมู่บ้าน ตอนนี้มันดูเงียบเป็นอย่างมาก ราวกับเป็นหมู่บ้านร้างไปแล้ว

ในระหว่างทางเขาก็เจอซอมบี้สองตัวอยู่ในซอยเล็ก ๆ แห่งหนึ่งมันคือซอมบี้เด็กน้อย

ตัวหนึ่งเป็นแค่เด็กอายุ 3 ขวบ อีกตัวเป็นซอมบี้พี่สาวอายุประมาณ 8 ขวบ ทั้งสองกำลังกินกินบางอย่างอยู่

เมื่อเดินเข้าไปใกล้ ๆ ไนเรลก็มองเห็นได้อย่างชัดเจนมันคือ ศพของผู้หญิงคนหนึ่ง เขาไม่ต้องเดาก็พอจะรู้ว่า ผู้หญิงคนนี้คือแม่ของซอมบี้เด็กทั้งสองตัว เพราะเสื้อผ้าที่ทั้งสามใส่นั้นคือเสื้อแม่ลูก

ดูเหมือนว่ามันจะได้ยินเสียงคนที่เดินมาด้านหลัง จึงหันกลับมาจ้องมองพร้อมกับเศษเนื้อที่ติดอยู่ในปากและเลือดที่ท่วมไปทั้งตัว

อ๊าค! กึด ๆ ๆ

ซอมบี้ผู้พี่ร้องออกมาแล้วก็กัดฟันกระทบกันไปมาราวกับมันต้องการจะงับไนเรล

“ฉันจะช่วยให้พวกเธอพ้นทุกเอง” เขาเดินเข้าไปใช้ดาบตัวหัวทั้งสองตัวออก จากนั้นก็ยกร่างของทั้งสองตัวไปวางที่ข้าง ๆ ศพของแม่พวกเขา

ไนเรลอยากจะสวดขอให้พวกเขาไปสู่สุคติ แต่เขากลับไปสามารถทำได้เพราะตอนนี้เขาไม่นับถือพระเจ้าหรือเทพตนไหนแล้วนอกจากตัวเอง

หลังจากจัดการเสร็จเขาก็รีบเดินออกมาทันที เนื่องจากเมล็ดพันธุ์แห่งวิวัฒนาการส่งความรู้สึกมาให้เขากินมัน กินมันอยู่ตลอดเวลา เขาตัดสินใจเดินหลบออกห่างจากบริเวณถนนหลักที่ตอนนี้เต็มไปด้วยซอมบี้ที่กำลังไปรวมตัวกันอยู่ตรงนั้น

ในระหว่างทางไนเรลเห็นคนที่ยังรอดชีวิตหลบอยู่ในบ้าน แต่เมื่อพวกเขาเห็นไนเรลก็แสดงสีหน้าไม่เป็นมิตรบางคนรีบปิดประตูและหน้าต่างราวกับกลัวว่าไนเรลจะเข้าไปวุ่นวายกับพวกเขา

เมื่อเดินไปสักพักตามแม่น้ำสายเล็ก ๆ เขาก็เจอกลับอุโมงค์ระบายน้ำที่ออกมาจากตัวเมือง มันกว้างแค่ 3 คูณ 3 เมตรเท่านั้น

เขากำลังตัดสินใจอยู่ว่าจะเข้าไปดีหรือไม่ “มันก็อันตรายพอสมควรแต่ก็ดีกว่าหาจากข้างนอก”

และใช้เวลาเพียงไม่นานเขาก็เจอหนูตัวเท่าสุนัขกำลังกัดกินร่างของมนุษย์อยู่ ดูเหมือนว่าจะมีคนหนีแล้วหลงมาที่อุโมงค์ระบายน้ำ

ร่างของมนุษย์ตอนนี้เหลือแต่โครงกระดูกแล้ว แต่ก็ยังมีหนูอีกสองสามตัวกัดแทะกระดูกกันอย่างเมามัน

เขาเอามีดพกทังสแตนที่ยึดคืนมาจากคารอนออกมาจากนั้นก็ค่อย ๆ เดินเข้าไปหามันอย่าช้า ๆ

จี๊ด ๆ!

ดูเหมือนมันจะได้กลิ่นบางอย่างแต่ก็ช้าไปเสียแล้ว ไนเรลแทงไปที่หลังของมันอย่างแรง

มีดพกทังสแตนแทงเขาตัวของมันเลือดไหลออกตามร่องเลือดที่ใบมีดทันที

จี๊ดๆ! จี๊ดๆ!

มันร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด ไนเรลจึงแทงซ้ำไปที่หนูกลายพันธุ์อีกรอบที่หัวใจ หนูกลายพันธุ์ดิ้นไปมาอยู่สักพักมันก็นอนแน่นิ่งไป

ส่วนอีกสองตัวที่เหลือมันก็หนีออกไปนานแล้วตั้งแต่ที่เขาแทงหนูตัวแรกตายไป

“คงจะต้องเร็วขึ้นหน่อย” เขารีบแบกร่างของหนูกลายพันธุ์ออกมาทันที หลังจากที่เขาออกไปไม่นานก็มีกองทัพหนูกลายพันธุ์เกือบร้อยตัวออกมาหยุดอยู่ที่เขาฆ่าหนูตัวแรก แต่เมื่อมันไม่พบก็แยกย้ายกันกลับไป

ไนเรลเอาหนูกลายพันธุ์ออกมาที่ริมแม่น้ำแล้วก็ล้างทำความสะอาดจากนั้นก็จัดการแล่เอาขนออกอย่างชำนาญ

“น่าจะพอทำเป็นเสื้อคลุมให้นิเรียได้” เขามองไปที่หนังของหนูกลายพันธุ์ สภาพอากาศหลังจากนี้จะเปลี่ยนแปลงบ่อยเป็นอย่างมาก

เมื่อก่อนประเทศไทกีล่านั้นจะมีสภาพอากาศอยู่ 3 ฤดู คือ ร้อน ฝน หนาว แต่ทุกอย่างจะมีความรุนแรงขึ้นอีกหลายเท่าตัว เช่น ร้อนปกติก็จะเป็น ร้อนมาก ๆ ฝนตกก็จะตกหนักมาก ๆ หนาวก็จะหนาวมาก ๆ

ที่สำคัญบางสภาพอากาศก็จะเปลี่ยนทุกวันก็ยังมี ซึ่งไม่สามารถคาดเดาช่วงสภาพอากาศนั้นยากพอสมควร

เนื่องจากตอนนี้บนชั้นบรรยากาศมันเเถบจะถูกปกคุมไปด้วยพลังงานที่ออกมาจากกล่องแพนโดร่าอยู่ตลอดเวลา

และมันก็จะหนาแน่นขึ้นเรื่อย ๆ อีกไม่นานการสื่อสารก็คงจะถูกตัดขาด สิ่งที่ให้ได้คงมีแต่วิทยุ แต่เขาก็ไม่ได้ห่วงเพราะหลังจากนี้ เดียวทางทั้ง 7 ประเทศก็จะพัฒนาเครือข่ายขึ้นมาใหม่

นี่คงเป็นสิ่งเดียวของมนุษย์ที่สามารถไปสู้กับเผ่าพันธุ์อื่นนั้นก็คือ การพัฒนาอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะเรื่องสติปัญญาที่เหนือกว่าสิ่งมีชีวิตทั้งหลาย การก่อตั้งระบบสังคมที่ชัดเจนก็เช่นกัน

ไนเรลล้างทำความสะอาดเนื้อหนูกลายพันธุ์เสร็จก็โยนซากของเครื่องในลงไปที่ข้าง ๆ ตลิ่งแม่น้ำเขารออยู่สักพักก็มีปลาขนาดใหญ่ยาว เมตรกว่า ๆ กระโดดงับไปที่เครื่องในหนูกลายพันธุ์

“ตอนนี้ละ! ฮ้า!” ไนเรลใช้ดาบยาวทังสแตนแทงไปที่ปลาตะเพียนกลายพันธุ์ ที่ตอนนี้กำลังนอนเกยตื้นหายใจพะงาบ ๆ ขณะที่พยายามกลืนกินไส้หนูกลายพันธุ์

มันดิ้นสุดความสามารถแต่ไม่นานมันก็ตาย

จากนั้นเขาก็ยกมันขึ้นมาบนริมฝั่งแม่น้ำ แต่ทันใดนั้นเขาก็เห็นเงาขนาดใหญ่ใต้น้ำว่ายเข้ามาอย่างช้า ๆ ไนเรลรีบลากปลาตะเพียนกลายพันธุ์ออกห่างจากฝั่งทันที

ตูม!

แต่ดูเหมือนจะช้าไป หัวของมันโผล่ออกมาจากใต้น้ำอย่างรวดเร็วกัดเขาไปที่ตัวปลาหายไปในปากมันครึ่งหนึ่ง

“บัดซบ! เต่ายักษ์กลายพันธุ์” ไนเรลรีบดึงปลาตะเพียนกลายพันธุ์ที่เหลืออีกครึ่งหนีออกมาพร้อบกับเนื้อหนูกลายพันธุ์

เนื้อของปลาตะเพียนกลายพันธุ์ที่หายไปครึ่งหนึ่งและเนื้อหนูกลายพันธุ์ นั้นเมื่อรวมกันก็ไม่หนักมากเท่าไหร่เขาจึงแบกมันหนีออกมาจากริมฝั่งแม่น้ำได้อย่างไม่มีปัญหา

เมื่อหันไปมองเต่ายักษ์กลายพันธุ์ ดูเหมือนมันจะไม่ได้ไล่ตามไนเรลมา

เต่ายักษ์กลายพันธุ์นั้นน่ากลัวเป็นอย่างมาก เพราะมันมีพลังชีวิตที่มหาศาลความอึดและกระดองที่เป็นเครื่องป้องกันที่แข็งแกร่ง

ถ้าจะให้ไปเทียบมันคงจะเป็นรถถังดี ๆ นี่เอง

ไนเรลรีบตรงกลับไปที่บ้านทันที เนื่องจากเขาต้องการที่จะกินมันแล้ว

หลังจากกลับมาถึงบ้าน ทั้ง 5 คนก็ยังคงขุดหลุมฝังร่างของซอมบี้กันไม่เสร็จยังเหลือศพของซอมบี้อีกประมาณ 20 ตัว

ไนเรลที่เห็นหลุมที่ขุดไปจำนวนมากก็หมดคำพูด เขาเดินเข้าหาคนทั้ง5 จากนั้นก็พูด “ทำไม! ไม่ขุดหลุมใหญ่ ๆ เพียงหลุมเดียวแล้วฝังรวมกัน?”

ทั้ง5 คนก็หันมามองหน้ากันอยู่สักพัก เขาสามารถอ่านสีหน้าทุกคนได้เลยว่า ‘ทำไมพวกเราไม่ทำแบบนี้ตั้งแต่เเรก’

“พี่ชายแบกอะไรมาด้วย?” นิเรียรีบเปลี่ยนเรื่องและหันไปถามสิ่งที่ไนเรลแบกมาข้างหลัง

“หนูกลายพันธุ์” เขาวางมันลงเมื่อให้ทุกคนได้ดูจากนั้นก็หันไปกล่าวกับทั้ง 5 คน “รีบจัดการให้เสร็จแล้วมากินหนูกลายพันธุ์กัน”

ดามินรู้สึกตกใจมาก “หนูมันตัวใหญ่ขนาดนี้แล้วเหรอ”

“นี่เล็กสุดแล้ว” ไนเรลกล่าวพร้อมกับเดินเอาเนื้อหนูกลายพันธุ์และปลากลายพันธุ์ เข้าไปในครัว

……………………………….

ใช้เวลาไม่นานมากพวกเขาก็มารวมตัวกัน ตอนนี้บนเตามีเนื้อหนูกลายพันธุ์ย่างอยู่และปลาตะเพียนกลายพันธุ์เผ่าเกลือวางอยู่ด้วย

กลิ่นของเนื้อทั้งสองนั้นหอมเป็นอย่างมาก จนทุกคนนั้นน้ำลายไหลออกมาทันที

ไนเรลไม่รอช้าลงมือกินเนื้อกลายพันธุ์ในทันที เขากินมันเท่าที่จะสามารถกินได้ ในแต่ละคำที่กัดลงไป ไนเรลดื่มด่ำกลับรสชาติที่ดูเหมือนว่าพึ่งเคยได้ลิ้มลองของที่อร่อยขนาดนี้เป็นครั้งแรกทั้งที่เขาก็กินมันมาตลอด

นิเรียและทั้ง 4 คนมองไปที่ไนเรลอย่างเหลือเชื่อ ที่เขากินมันอย่างตะกละขนาดนี้แต่ที่น่าแปลกกว่านั้นคือแม้แต่กระดูกเขาก็เคี้ยวมันอย่างง่ายดาย

อันที่จริงแล้วพฤติกรรมที่ไนเรลแสดงมาทั้งหมดนี้มาจากความหิวของเมล็ดพันธุ์แห่งวิวัฒนาการ มันส่งผลต่อความรู้สึกของเขา

เมื่อกินไปได้สักพักเขาก็เพิ่งสังเกตว่าตัวเองสามารถเคี้ยวกระดูกที่แข็งๆ ของหนูกลายพันธุ์ได้อย่างง่ายดาย

เขาได้แต่คิดในใจ ‘หรือว่ามันจะเป็นความสามารถตะกละ’

หลังจากผ่านไปสักพักเนื้อหนูและปลาก็ถูกเขากินไปเกือบหมดคนอื่นได้กินแค่เพียงเล็กน้อย เพียงแค่ไม่กี่ขีดเท่านั้น

“ทำไมจมูกนายถึงเลือดไหล” ดาลิธมองไปที่คารอนซึ่งเขาก็เป็นอีกคนที่กินมันไปเยอะ

“จริงด้วย” ดามินที่อยู่ด้านข้างพูดออกมา แต่ทันใดนั้นเขาก็รู้ว่าจมูกของตัวเองเลือดไหลเช่นกัน

ทั้งสองคนรีบเงยหน้าทันที

“มันเพราะพวกนายกินเนื้อกลายพันธุ์เยอะเกินไป คราวหลังกินแค่ครึ่งกิโลกรัมพอไม่ควรเกินจากนี้ คนอื่น ๆ ก็ด้วยยกเว้นคนที่วิวัฒนาการแล้ว”

“คนที่เลือดกำดาวไหลให้หาอะไรอุดจมูกแทน อย่าเงยหน้า เดี่ยวเลือดไหลย้อนไปแข็งตัวทางเดินหายใจ” ไนเรลยังคงกินไปด้วยพร้อมกับบอกทั้งสองคน อันที่จริงแล้วคนธรรมดานั้นไม่ควรกินเนื้อกลายพันธุ์มากไปโดยเฉพาะระดับที่สูงกว่านี้

เพราะพลังงานที่อยู่ในเนื้อกลายพันธุ์มันมีมากกว่าที่ร่างกายคนธรรมดาจะรับไหวแต่มันกลับเป็นขุมทรัพย์ของมนุษย์ชั้นสูงในการวิวัฒนาการต่อ ๆ ไป

หลังจากที่กินเสร็จไนเรลก็รู้สึกได้ถึงการย่อยของเนื้อในกระเพาะที่รวดเร็วของร่างกาย

“การเผาผานที่หน้าเหลือเชื่อ” ทันในนั้นเขาก็รู้สึกถึงการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเขาจึงขอตัวออกมาก่อนทันทีและเข้าไปในห้องของตัวเองยืนอยู่หน้ากระจก

“มีบางอย่างเปลี่ยนไปอย่างแน่นอน” หลังจากมองหาอยู่สักพักเขาก็เจอมันคือหนึ่งในกิ่งของรอยสักที่ออกมาจากคริสตัลตรงหน้าอกของเขา

มันมีใบไม้งอกออกมา!

ไนเรลเอามือไปลูบที่มัน ก็เหมือนกับผิวหนังปกติ ใบไม้งอกออกมา สองใบ ใบหนึ่งเต็มใบบนใบไม้มีรูปของหนูกลายพันธุ์อยู่ ส่วนอีกใบเป็นรูปปลาตะเพียนกลายพันธุ์มันงอกออกมาแค่ 1 ใน 100 เท่านั้น

ทันในนั้นเขาก็สัมผัสได้ถึงพลังอีกอย่างมันคือพลังพิเศษนอกเหนือจาก [การเร่งการเจริญเติบโตของพืช ระดับ F]

“ใบไม้ 1 ใบแทน 1 ความสามารถอย่างนั้นก็หมายความว่าที่เรากัดกระดูกได้ก็เป็นเพราะความสามารถ [การกัดแทะ] ของหนูยักษ์” ไนเรลจับไปที่ฟันของเขามันดูเหมือนจะเเข็งแรงเป็นอย่างมากเมื่อเขาใช้พลัง แต่ถ้าไม่ใช้มันก็จะกลับมาเป็นปกติ

หลังจากที่ทดลองดูความสามารถอย่างอื่นดูว่ามีอีกหรือไม่ แต่เขาก็ต้องผิดหวังดูเหมือนมันจะสังเคราะห์ความสามารถมาได้เฉพาะแค่ความสามารถที่โดดเด่นของสิ่งที่กินไปเท่านั้น

“มันคงจัดอยู่ในประเภทลึกลับได้หรือไม่ แต่ก็คงไม่ได้เพราะคริสตัลมันไม่เหมือนกัน เรื่องนั้นช่างมันก่อน ข้าจะเรียกความสามารถนี้ว่า…”

“ [ดูดซับความสามารถ ???] ก็แล้วกัน แต่ว่าระดับของมันได้ถึงแค่ไหนก็ต้องลองดู” เขาลองมองดูอีกหลายอย่างจากนั้นก็ดูใบไม่ที่มีรูปปลาตะเพียนอยู่เขาคงต้องไปล่ามันเพิ่มเพื่อที่จะได้ดูดซับความสามารถของมัน ‘แล้วถ้าข้ากินสิ่งที่วิวัฒนาการระดับสูงกว่านี้หรือคนเขาไปข้าจะได้พลังนั้นมาไหม’

นั้นเท่ากับว่าเขามีความสามารถ สามอย่างแล้วนั้นก็คือ [การเร่งการเจริญเติบโตของพืช ระดับ F] [การกัดแทะ] [ดูดซับความสามารถ ???]

แค่คิดเขาก็รู้สึกตื่นเต้นแล้ว ในขณะเดียวกันก็กลัวด้วยเช่นกัน ความสามารถแบบนี้จะต้องเป็นที่อิจฉาอย่างแน่นอนและอาจจะถูกจับไปเป็นหนูทดลองก็ได้ ซึ่งเคยมีกรณีของมนุษย์ชั้นสูงถูกจับไปทดลองในช่วงแรกอยู่เหมือนกัน ‘เขาคงให้ใครรู้ไม่ได้’

ตอนที่ 5 มีถึงสองคริสตัลวิวัฒนาการ (รีไรท์)

“สเตล่า…ทำไม! ทำไม!” ไนเรลผวาตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เขาฝันถึงสิ่งที่เคยเกิดขึ้นในอดีต มันคือฝันร้ายที่ตามหลอกหลอนเขาในทุกคืน

แต่เมื่อมองไปรอบ ๆ ไนเรลบอกตัวเองว่านั้นเป็นแค่ความฝันเท่านั้น

เขาไม่รู้ว่าตัวเองเผลอหลับไปเมื่อไหร่ แสงของอาทิตย์ส่องเข้ามาหมายความว่ามันเป็นเวลาเช้า ตอนนี้ฝนหยุดตกแล้ว เสียงของทีวีที่อยู่ในห้องยังดังต่อเนื่องทั้ง 4 คนนั่งดูอย่างเคร่งเครียด ที่โต๊ะมีโทรศัพท์วางอยู่ดูเหมือนพวกเขาพยายามที่จะโทรหาครอบครัวโดยเฉพาะดาลิธที่ดูจะกังวลเป็นอย่างมาก

ไนเรลมองลงไปที่ตักนิเรียยังคงหลับอยู่แต่ที่หน้าผากของเธอมีบางอย่างที่แตกต่างออกไป มีคริสตัลสีขาว ทรงข้าวหลามตัด ขนาดเท่าเมล็ดถั่วเขียวติดอยู่ นี่คือสิ่งที่ถือกำเนิดขึ้นมาพร้อมกับตอนวิวัฒนาการ เป็นมนุษย์ชั้นสูง รูปทรงของคริสตัลจะต่างกันออกไปตามประเภทของพลัง

พลังประเภทที่สามารถควบคุมธาตุ จะมีรูปทรงวงกลม

พลังประเภทกลายร่างเป็นสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ ก็จะมีลักษณ์คริสตัลสามเหลี่ยม

พลังประเภทพลังจิตใจ ซึ่งเป็นพลังที่ถูกจัดว่าเป็นพวกมีความเสี่ยงสูงต้องถูกเฝ้าระวังอย่างเข้มงวด จะมีคริสตัลเป็นรูปหยดน้ำ

พลังประเภทสนับสนุน ซึ่งเป็นพลังประเภทเสริมความสามารถต่าง ๆ ให้กับร่างกาย จะมีคริสตัลลักษณะสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัด ซึ่งพลังของนิเรียก็จัดอยู่ในประเภทนี้เช่นกัน

และสุดท้ายนั้น พลังประเภทลึกลับจะมีคริสตัลลักษณะเป็นวงรีและตัวเขาก็มีพลังที่จัดอยู่ในประเภทนี้

ไนเรลเลื่อนมือไปจับที่หน้าผากเหนือระหว่างคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย มันมีคริสตัลอยู่ เขารู้สึกโล่งใจตอนแรกเขานึกว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับการวิวัฒนาการของเขาหรือไม่ แต่ดูแล้วมันไม่มีปัญหาอะไร

นิเรียที่ตอนนี้ตื่นขึ้นมาเธอขยี้ตาเล็กน้อยราวกับว่าตาของเธอมีปัญหาแต่แล้วเมื่อเธอมองไปที่ไนเรลก็ถามด้วยความแปลกใจ

“พี่ตื่นแล้วเหรอ มีอะไรติดอยู่ที่หน้าผากนะ?” เธอเอามือปิดปากขณะที่หาวออกมา

“ของน้องก็มี” ไนเรลชี้ไปที่หน้าผากของนิเรีย

เธอจึงใช้มือจับที่หน้าผากของเธอแล้วก็ต้องตกใจ เธอจำได้ว่าก่อนนอนไม่ได้เอาอะไรมาติดไว้

‘หรือว่าพี่จะเป็นคนทำ?’ นิเรียคิดในใจจากนั้นก็หันไปมองไนเรลแล้วถาม “พี่เป็นคนทำใช่ไหม? ทำไมมันแกะไม่ออก?”

“ใช่ซะที่ไหนละ! ปล่อยมันไว้อย่างนั้นแหละเดี๋ยวพี่อธิบายให้ฟัง”

หลังจากนั้นเขาก็อธิบายเรื่องของการวิวัฒนาการ การกลายเป็นมนุษย์ชั้นสูงให้กับเธอฟัง

นิเรียฟังไปก็อ้าปากค้างไป ไม่ใช่เพียงแค่เธอแต่ทั้ง4 คนที่ไม่รู้ว่ามานั่งฟังตั้งแต่ตอนไหน ก็อ้าปากค้างเช่นกันแต่ที่มากไปกว่านั้นก็คือความอิจฉา การที่มีพลังพิเศษนั้นมันเหมือนกับฝันของทุกคนเลยไม่ใช่เหรอโดยเฉพาะในเวลาแบบนี้ พลังคือทุกสิ่ง

คารอนรีบถามทันที “ลูกพี่ไนเรล ทำอย่างไรถึงจะได้พลังแบบนั้นมา”

ไม่รู้ว่าคารอนเปลี่ยนสรรพนามในการเรียกเขาตั้งแต่ตอนไหน จากพี่ เป็นลูกพี่แทน

ไนเรลหันไปมองทั้ง4 คนที่ตั้งใจฟังอย่างเต็มที่ “ขึ้นอยู่กับโชคและวาสนา”

ทั้ง4 คนได้ฟังก็รู้สึกมีความหวังขึ้นมา อย่าคิดว่าบางทีตนอาจจะเป็นคนที่โชคดีงั้นก็ได้

แต่เมื่อได้ฟังสิ่งที่ไนเรลพูดต่อมาก็ต้องรู้สึกหมดหวังเพราะมันขึ้นอยู่กับร่างกายของแต่ละคน และคนที่จะกลายเป็นมนุษย์ชั้นสูงมีแค่ 1 ใน 1,000 เท่านั้น โดยเฉพาะช่วงแรกที่เกิดเองตามธรรมชาติมีแค่ 1 ใน 10,000 หรืออาจจะ 100,000 เลยก็ได้

และหลังจากผ่านไปสักพักก็จะมีมนุษย์ชั้นสูงเกิดขึ้นตามมา เนื่องจากสภาพแวดล้อมและการกลายพันธุ์ที่เกิดขึ้น รวมถึงมนุษย์ค้นพบบางสิ่งที่ช่วยในการวิวัฒนาการเป็นมนุษย์ชั้นสูง จะถึงแบบนั้นอัตราส่วนระหว่างมนุษย์ชั้นสูงก็ยังมีน้อยกว่าคนธรรมดาอยู่มาก

ตอนนี้ตัวเขาและนิเรียเป็นมนุษย์ชั้นสูง ระดับ ขาว ถ้าดูจากสีของคริสตัลที่อยู่บนหน้าผาก

ซึ่งจะมีระดับพลังที่ภายหลังได้ถูกแบ่งและใช้กันอย่างกว้างขวางตามระดับการปลดปล่อยพลังงานต่อเซลล์ที่เซลล์สร้างขึ้นได้ คือ ขาว เทา น้ำตาล เขียว น้ำเงิน และม่วง ที่เป็นระดับพลังที่มนุษย์เคยไปถึง ซึ่งพวกเขาเหล่านั้นเเทบจะเรียกได้ว่าเป็นตัวตนที่สามารถบินและกลายเป็นสิ่งที่ไม่ใช่มนุษย์ไปแล้ว

ไนเรลมองไปที่นาฬิกาตอนนี้มันก็ 6:00 กว่าแล้ว

ทันใดนั้นเขาก็ถามเรื่องที่ให้ทั้ง4 คนไปทำเมื่อวาน “พวกนายจัดการซอมบี้ที่หน้าประตูหรือยัง?”

“เรียบร้อยแล้วครับ พี่ไนเรลแต่พวกมันดูเหมือนจะมาเพิ่มอีก” ดามินกล่าว แต่แล้วก็มีเสียงบางอย่างระเบิดขึ้น

ตูม! ตูม! ตูม!

“เกิดอะไรขึ้น?” ทุกคนถามออกมาเป็นเสียงเดียวกัน

ไนเรลไม่รอช้ารีบออกมาข้างนอกและมองไปทิศทางที่มีกลุ่มควันเมฆดอกเห็ดขนาดใหญ่พวยพุ่งขึ้นสู่ท้องฟ้า

ระเบิดยังคงเกิดขึ้นอีกหลาย ๆ จุด มันส่งคลื่นแรงสั่นสะเทือนมาตามผิวดิน จนสามารถรู้สึกได้อย่างชัดเจน

“นั้นมันทางเมืองหลวงไม่ใช่เหรอ?”

“ดูทางนั้นเครื่องบินทิ้งระเบิด”

เสียงสัญญาณเตือนภัย และไซเรนดังขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ไปทุกพื้นที่พร้อมกับเสียงประกาศที่ดังใกล้เข้ามา

“โปรดอยู่แต่ในบ้าน! หลีกให้ห่างจากผู้ติดเชื้อ! อย่าได้ตื่นตระหนก! ตอนนี้ทางรัฐบาลกำลังควบคุมสถานการณ์!”

“โปรดอยู่แต่ในบ้าน! หลีกให้ห่างจากผู้ติดเชื้อ! อย่าได้ตื่นตระหนก! ตอนนี้ทางรัฐบาลกำลังควบคุมสถานการณ์!”

ปัง! ปัง! ปัง! อ๊าก ๆ!

มันเป็นเสียงปืนและเสียงกรีดร้องของคนในหมู่บ้านนี้ดังมาอย่างต่อเนื่อง บ้านของพวกเขาอยู่บนเนินเขาที่ใกล้กับถนนหลัก ดังนั้นจึงสามารถเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นบนถนนได้อยู่ราง ๆ

บนถนนเต็มไปด้วยกำลังทหารทั้งรถถังและรถหุ้มเกาะที่ตอนนี้ รถได้ออกมาจากในตัวเมืองกันอย่างหนาแน่น เพื่อที่จะเปิดทางเข้าไปในตัวเมืองหลวงให้ได้ แต่ถึงแบบนั้นก็ยังมีซอมบี้จำนวนมากอาละวาด คลุ้มคลั่งไล่กินผู้คนอย่างต่อเนื่อง

เสียงของเฮลิคอปเตอร์บินเข้าออกอย่างต่อเนื่อง

‘สถานการณ์ตอนนี้ดูจะแล้วร้ายยิ่งกว่าที่คิด’ ไนเรลมองไปตอนนี้มีซอมบี้จำนวนมากออกมาจากทางเมืองอย่างต่อเนื่องเพราะพวกมันได้ยินเสียงปืนที่ดังมาจากกองกำลังทหาร

นั้นทำให้มีซอมบี้บางตัวหลุดหลงฝูงแล้วเข้ามาในหมูบ้านและ หน้าบ้านของไนเรลอย่างต่อเนื่อง

“นิเรีย น้องไปหยิบปืนที่พี่ให้ไว้มา” ไนเรลกล่าวก็หันไปบอกกับคนอื่น ๆ “ส่วนพวกนายถ้าอยากอยู่ที่นี่ก็ไปหาของที่พอจะเป็นอาวุธมาแล้วมารวมตัวกันตรงนี้ หาอะไรป้องกันแบนมาด้วย”

ทุกคนแยกย้ายกันไปทันที เขาก็ไปหยิบดาบออกมาเช่นกันและคาดไว้ที่ข้างเอวด้านซ้าย ส่วนข้างขวามีปืนลูกโม่อยู่

ไนเรลกลัวว่ามันยังไม่พ่อเขาจึงไปเอาหนังสือเล่มหนามา 4 เล่มและใช้เทปพันติดกับที่แขนและขาจนพวกมันดูคล้ายกับเกาะหนังสือดี ๆ นี่เอง “แค่นี้น่าจะพอแล้ว”

คนอื่นที่เห็นเขาทำแบบนี้ก็ทำตามทันที

มนุษย์ชั้นสูงแล้วพวกเขามีภูมิต้านทานและการฟื้นตัวที่สูงกว่าคนปกติ เชื้อที่ได้รับจากซอมบี้ ระดับ 1 ไม่สามารถที่จะตามทำอะไรได้

แต่คนธรรมดาไม่สามารถต้านเชื้อซอมบี้ ระดับ 1 พวกนี้ได้เลยแม้แต่น้อย เพียงแค่รอยข่วน รอยกัดเพียงเล็กน้อย ก็สามารถทำให้ตายและกลายร่างเป็นซอมบี้ได้แล้ว

แต่ที่ไนเรลเอาหนังสือมาติดกับแขนแบบนี้ ก็เพราะว่าถึงแม้จะโดนกัดแล้วไม่ถึงกับตายแต่มันยังเจ็บและการเป็นแผลในตอนที่โลกเป็นแบบนี้ถือว่าอันตรายมาก เช่นแผลอักเสพ ป่วย หรือแม้แต่ติดเชื้อในกระแสเลือด

และการเสียเลือด มีแผลจำนวนมาก ระหว่างต่อสู้ก็ทำให้ความสามารถในการต่อสู้ลดลงเช่นกัน

เขาพยายามใส่ใจในสิ่งเหล่านี้เพราะมันสามารถช่วยให้เขามีชีวิตรอดมาได้นักต่อนักแล้ว

ในอดีตเคยมีมนุษย์ชั้นสูง ระดับเทา ตายโดยความโง่เขลาเพราะออกไปต่อสู้โดยไม่ใส่อุปกรณ์ป้องกันอะไรเลย ผลสุดท้ายเขาเสียเลือดมากจนตายด้วยแผลเล็ก ๆ น้อย ๆ ตามร่างกาย

ไนเรลไม่ยอมมาตายเพราะเรื่องพวกนี้อย่างแน่นอน

หลังจากเตรียมตัวเสร็จแล้ว ทั้ง6 คนก็มายืนอยู่ที่หน้าประตูมองไปที่ซอมบี้จำนวนเกือบ 40 ตัวที่ตอนนี้กระแทกกรงเหล็กอย่างต่อเนื่อง

“น้องจำที่พี่บอกได้ใช่ไหม เกี่ยวกับพลังของน้อง”

“อืม” นิเรียพยักหน้าตอบและคิดถึงสิ่งที่ไนเรลพูด

พลังของเธอนั้นคือ [ดวงตาเทพ ระดับ s] มันทำให้เธอมองเห็นได้ไกล เเม่นยำแม้ในกลางคืน และการรับรู้ที่รวดเร็ว

“น้องแค่เริ่มกระตุ้นพลัง มันก็เหมือนกับควบคุมการหายใจและการขยับแขนขา ซึ่งคือความรู้สึกเดียวกัน”

นิเรียทำตามที่ไนเรลอธิบาย อย่างช้า ๆ

ทันใดนั้นม่านตาเริ่มเปิดกว้าง ดวงตาของเธอก็เริ่มขยับอย่างรวดเร็ว จนแทบจะกลายเป็นว่าในลูกกระตาของเธอมีดวงตาหลายดวง

“เป็นอย่างไร?” ไนเรลถามน้องสาวของเขา

ดาลิธ ไมน่า คารอน และ ดามินที่ยืนอยู่ด้านข้างก็รู้สึกสนใจเป็นอย่างมาก นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นคนที่มีพลังเหนือธรรมชาติแบบยอดมนุษย์ในการ์ตูน

แต่ตอนนี้พลังเหนือธรรมชาติในการ์ตูนหรือนิยายมันจะไม่ใช่แค่ความเพ้อฝันอีกต่อไปแล้วในโลกใบนี้

นิเรียอธิบายด้วยความตื่นเต้น “หนูรู้สึกว่าไปยืนต่อหน้ามันและพวกมันก็เคลื่อนไหวช้ามาก”

“ดี! แต่อย่าหลงใหลในความรู้สึกนั้น ถึงแม้จะมองพวกซอมบี้มันจะเคลื่อนที่ช้าแต่ความจริงแล้วการรับรู้ของน้องสูงเกินไปแต่ร่างกายยังตอบสนองไม่ทัน ให้ใช้ปืนเป็นหลักในการฆ่าพวกมัน เข้าใจนะ” ไนเรลอธิบายอย่างละเอียดและมองไปที่นิเรีย

“หนูเข้าใจแล้ว”

“ดีมาก เรามาเริ่มฝึกกันเถอะ”

“เริ่มฝึกอะไร?” คารอนที่ถือมีดสั่นของไนเรลอยู่ถามด้วยความสงสัย

แต่ยังไม่ทันที่จะได้คำตอบ ไนเรลก็เปิดประตูบ้านที่ให้ซอมบี้เข้ามา เพื่อฝึกให้พวกเขารับมือและเชิญหน้ากับซอมบี้ได้โดยที่ไม่กลัวพวกมันจนทำอะไรไม่ถูก

“เดี่ยว ลูกพี่ไนเรลจะทำอะไรนะ?” คารอนถามด้วยความตกใจ

ซอมบี้วิ่งเข้ามาหาทั้งกลุ่มทันทีด้วยความกระหาย ปากที่กว้างจนถึงหูพร้อมกับเสียงคำรามเสมอว่าพวกมันดีใจที่เข้าไม่ได้ รีบวิ่งตรงไปหาอาหารสดที่อยู่ด้านหน้าทันที

ปัง!

นิเรียยิงไปที่ซอมบี้ตัวแรกทันที แต่ดูเหมือนเธอจะ ยิงพลาดไปเล็กน้อยไปโดนไหลของมันแทน ด้วยปืนลูกโม่ทังสแตนที่ยิงออกไป แรงของลูกปืนทำให้ร่างมันหนุนล้มลง ไหลของซอมบี้ถึงกับแหลกทันที

มันลุกขึ้นมาทั้งที่แขนห้อยเกือบหลุดขาดออกจากไหล เลือกสีดำเหม็นคาวไหลออกมา

ปัง! ปัง!

ยิงไปอีก 2 นัดก็เข้าที่หัวของซอมบี้จนสมองกระจายกระสุนทะลุไปโดนหัวซอมบี้ที่ด้านหลัง ทำให้มันล้มลงไปทันที

‘ตอนนี้มีซอมบี้เข้ามาประมาณ 10 ตัวแล้ว ซึ่งน่าจะพอให้พวกนี้ฝึกกันแล้ว’

ไนเรลจึงปิดประตู แต่มันก็ไม่ได้ง่ายแบบนั้น เมื่อพวกมันพยายามดันกันเข้ามา เขาจึงใช้ดาบแทงเข้าไปที่เบ้าตาของซอมบี้ด้วยความที่ดาบมันยาวจึงทะลุออกจากหัวไปโดนซอมบี้อีกตัว

จากนั้นเขาก็ใช้เท้าถีบไปที่ซอมบี้จนกระเด็นออกไป จึงสามารถปิดประตูได้ แต่ดูเหมือนว่าซอมบี้ตัวที่ 10 ที่พึ่งเข้ามาจะหันกลับมาและพุ่งเข้ามากัดเขา

ไนเรลรีบยกเเขนขึ้นกันทันที ซอมบี้เข้าไปกัดที่หลังสือที่ถูกพันอยู่บนแขนไม่ปล่อย พวกมันไม่มีสติปัญญาที่สูงนักจึงคิดว่าที่กัดคือแขนของเขา

ไนเรลค่อย ๆ ใช้มืออีกข้างหยิบปืนลูกโม่ออกมา จากนั้นก็จอไปที่หัวซอมบี้และเหนี่ยวไกปืน

ปัง!

ซอมบี้หงายล้มลงไปตายคาที่ ตอนนี้ซอมบี้ตัวอื่น ๆ กำลังเข้าไปหาคนอื่น ๆ โดยเฉพาะพวกผู้หญิงที่ตอนนี้หลบอยู่หลัง นิเรีย

ขณะที่ คารอนและดามินกำลังใช้วิธีเดียวกับไนเรลคือให้พวกมันกัดไปที่หนังสือจากนั้นก็ใช้มีดสั้นทังสแตนแทงไปที่ดวงตา

ซอมบี้ ระดับ 1 พวกนี้มันมีพลังกำลังที่มากกว่ามนุษย์ไม่มากนัก

“ย้า…”

ทั้งสองคนจึงพอที่จะสู้มันได้

แต่ดูเหมือนทางนิเรียจะแย่พอสมควร มือเธอเริ่มสั่นเล็กน้อย เธอพึงจะอายุ 14 เท่านั้น แต่ต้องมายิงปืนลูกโม่ทังสแตนที่มีแรงถีบสูงก็ไม่แปลกที่จะมีอาการแบบนั้น

“ย้าาา!!!” ตอนนี้เหลือซอมบี้อีก 3 ตัวเขาจึงเดินไปที่ข้างหลังมันจากนั้นก็เหวี่ยงดาบยาวทังสแตน ตัดหัวมันอย่างชำนาญ

เขาเชื่อว่าแม้แต่หลับตาก็ยังสามารถตัดหัวซอมบี้ ระดับ 1 ทั้งสามได้ เพราะเข้าสู้กับพวกมันมาเป็นเกือบ 20 กว่าปีแล้ว ถึงแม้ระดับพลังจะไม่เท่าเดิมก็ตาม แต่เทคนิคและวิธีการสู้เขายังจะมันได้อยู่โดยไม่มีทางลืมมันลงไปได้อย่างแน่นอน

หลังจากฆ่าซอมบี้ทั้ง10 ตัวแล้ว เขาก็ให้ทั้งกลุ่มพักสักเล็กน้อยและเตรียมที่จะให้สู้กับซอมบี้อีก 10 ตัว

เขาเดินไปเผื่อที่จะยกร่างซอมบี้ที่ขว้างทางประตูออก

แต่ก็รู้สึกบางอย่างขึ้นมา มันเป็นความรู้สึกหิว เขาเริ่มที่จะหิวมาก ๆ ไนเรลมองไปตามสัญชาตญาณไปที่ซากของซอมบี้ที่โดนปืนยังจนหัวมีรูขนาดใหญ่

“อึก…น่าอร่อย” เขาถึงกับกลืนน้ำลายทันที และเอื้อมมือไปจับที่แขนของซากซอมบี้และกำลังจะกัดลงไป

“พี่ไนเรล! ทำอะไรนะ?” ดาลิธที่เป็นคนช่วยไนเรลกำลังจะยกซากซอมบี้ไปแอบก็ตกใจกลัวมองไปที่ไนเรลที่กำลังจะกินเนื้อซอมบี้ถึงอย่างไร พวกมันก็เคยเป็นมนุษย์มาก่อน

‘ไนเรลกำลังกินเนื้อมนุษย์’ ดาลิธถึงกลับหน้าซีดถอยหลังและอาเจียนออกมาทันที คนอื่น ๆ ก็มองไปที่เขาเช่นกันด้วยความตกใจ

ไนเรลรู้สึกตัวแล้วถึงกับแปลกใจ ‘เราเป็นอะไร ถึงได้คิดจะกินเนื้อซอมบี้’

ไนเรลรีบตั้งสติมองไปที่พวกซอมบี้และคนรอบข้าง แบบงง ๆ เขาพยายามหาที่มาของความรู้สึกแล้วก็เจอมัน มันมาจากที่หน้าอกของเขา

ไนเรลรีบวิ่งไปที่ประตูบ้านที่เป็นกระตกทันที เขาถอดเสื้อของตัวเองออกด้วยความรีบร้อนแล้วก็ต้องตกใจ

ที่หน้าอกของเขามีคริสตัลขนาดใหญ่เท่ากำปั้นอยู่มันเป็นสีขาวรูปทรงที่แปลกมากเป็นเหมือนกับ…เหมือนกับเมล็ดพันธุ์แห่งวิวัฒนาการ รอบข้างมีรอยสีทองคล้ายรอยสักของกิ่งไม้ที่ไร้ซึ่งใบแผ่ขยายออกมารอบหน้าอกของเขา

“ไม่ผิดแน่มันคือคริสตัลแบบเดี่ยวกับที่อยู่บนหน้าผากเรา และความรู้สึกอยากกินก็มาจากมัน” ไนเรลมองไปที่เงาในกระจกด้วยความงง

ตอนที่ 4 กระสุนนัดแรกฆ่าเพื่อน(รีไรท์)

สายฝนยังตกลงมาอย่างต่อเนื่อง ทั้ง 7 คนกำลังนอนอยู่ในห้องนั่งเล่น ตอนนี้มีเงาร่างคนมายืนเกาะอยู่ที่กรงเหล็กหน้าประตูบ้าน 4 คนแล้วพวกมันเอาหัวโขกประตูส่งเสียง “แคร๊ง ๆ” อยู่ตลอดเวลา

ทำให้ทั้งทุกคนนั้นนอนไม่หลับด้วยความกลัวที่ไม่รู้ว่าคนพวกนี้เป็นอะไร ส่วนนิเรียมานอนหนุนตักไนเรลขณะที่เขากำลังบรรจุกระสุนใส่ปืนลูกโม่

“พี่รู้ใช่ไหมว่ามันคืออะไร?” นิเรียที่นอนหนุนตักเขาถามออกมา

“แน่นอน” เขาตอบพร้อมกับลูปไปที่หัวของเธอ “ถ้าพี่บอกให้น้องทำอะไร อย่างเช่นฆ่าคนน้องจะทำใหม่”

นิเรียไม่ตอบแต่เธอมองไปที่ปืนที่อยู่ในมือของไนเรล และกล่องไม้สองสามกล่องที่อยู่ด้านข้าง

“นอนเถอะ” เมื่อเห็นว่าน้องสาวไม่ยอมตอบไนเรลก็ไม่ได้บังคับอะไร

ตอนนี้สายฝนยังคงตกแรงขึ้นเรื่อย ๆ ราวกับพายุเข้าไม่มีผิด ลมกระชากบานหน้าต่างตีกันไปมาอย่างน่ากลัว ไนเรลลุกขึ้นเดินไปปิดหน้าต่างเพื่อไม่ให้พวกมันตีกันไปมาเสียงดัง และทันใดนั้นนาฬิกาแบบลูกตุ้มในบ้านก็ดังขึ้นมาบ่งบอกว่ามันเที่ยงคืนแล้ว

เต้ง ๆ ๆ ๆ!

หลังจากเสียงนาฬิกาหยุดลงเขาก็เดินไปเช็ครอบ ๆ บ้าน เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีพวกมันหลงเข้ามาได้และกลับเข้ามาในห้อง มองดูทุกคนโดยอาศัยแค่แสงจากฟ้าที่ผ่าลงมาเป็นบางครั้งเท่านั้น

ทุกคนกำลังหลับฝันดี แต่มีหนึ่งคนที่ตอนนี้ ทั้งตัวเต็มไปด้วยเหงื่อ ปากซีด ตาขาวขุ่นและมีอาการเกร็งตามกล้ามเนื้อ

ไนเรลจึงเดินไปปลุกนิเรีย “ตื่นเถอะใกล้เวลาแล้ว”

“อื้อ ๆ เวลาอะไรเหรอพี่ หาว ๆ ง่วงจังขอนอนต่ออีกนิดนะ” นิเรียกล่าวพร้อมกับบิดขี้เกียจและขยี้ตาเธอ

เมื่อเห็นว่านิเรียกำลังจะไปนอนต่อ ไนเรลจึงเดินไปเอาน้ำเเข็งในตู้เย็นมาหนึ่งก้อนจากนั้นก็ใส่ไปที่แผ่นหลังของเธอ

“อ้า!” ด้วยความเย็นของน้ำแข็งนิเรียถึงกลับสะดุ้งตกใจ ลุกดีดออกมาจากที่นอนทันที ทั้ง 4 คนที่ตอนนี้ดูเหมือนจะตื่นเพราะเสียงของนิเรียก็พากันพูดอย่างงัวเงียมองไปที่นิเรีย

“ลูกพี่เป็นอะไร?” คารอนมองไปที่นิเรียแล้วถาม

“กี่โมงเนี่ย” ดาลิธลุกขึ้นมาหาวขณะที่มองหานาฬิกา

ส่วนดามินคลำหาเเว่นตาที่ถอดไว้ด้านข้างในความมืด

ขณะที่ไมน่าเธอหันไปปลุก ซินน่า แต่ทันทีที่เธอแตะโดนตัวของซินน่าก็ต้องตกใจเพราะตัวของซินน่าเย็นเฉียบเป็นน้ำแข็งไม่มีผิด

“อ้า! ซินน่าตื่น…ตื่นสิ” ไมน่าพยายามเขย่าตัวเธอไปมาแต่มันก็ไม่มีประโยชน์ เธอหันไปขอความช่วยเหลือจากดาลิธ “ดาลิธๆ ซินน่าเธอเป็นอะไรไม่รู้”

ดาลิธที่เห็นไมน่าเรียกเธอไปดูซินน่า เธอจึงลุกขึ้นแล้วเดินไปพลิกตัวซินน่า เธอเห็นซินน่าแน่นิ่งไปจึงเอามือไปอังที่จมูกก็รู้ว่าเธอไม่หายใจอีกแล้ว “แย่แล้วเธอไม่หายใจ รีบเรียกรถพยาบาลเร็ว”

เธอพยายามที่จะจัดท่าของซินเดียเพื่อปั๊มหัวใจในแบบที่เธอเรียนมาในคาบเรียนวิชาพลศึกษา ส่วนคนอื่น ๆ ก็หยิบโทรศัพท์และโทรไปที่เบื่อสายด่วนเรียกรถพยาบาล

“บ้าเอ๊ย! สายไม่ว่างเลย!” คารอนพยายามโทรหาอย่างไม่หยุดมือ

“เราจะทำอย่างไรดี?” ไมน่ากล่าวด้วยความกลัว ซินน่าเป็นเพื่อนรักของเธอ ถ้าเกิดมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นกลับซินน่าเธอจะไปพบหน้าพ่อแม่ของซินน่าได้อย่างไร

“พอแล้ว เธอตายแล้ว” ไนเรลเดินเข้ามาหยุดเหตุการณ์ที่วุ่นวายของทุกคนทันที

“เดียว ตาเธอขยับ” ขณะนั้นดามินก็สังเกตเห็นบางอย่าง ตาของซินน่าจะขยับหมุนกลิ้งไปมา

“เฮ้ย” ดามินถึงกับตกใจทันที อยู่ ๆ เธอก็ลืมตาขึ้นมา แต่ดูเหมือนซินน่าจะไม่ได้สนใจการตกใจของดามินเธอหันไปมองไมน่าจากนั้นก็ทำจมูก “ฟืด ๆ”

“ซินน่าเธอเป็นอะไรไหม?” ดาลิธยืนมือออกไปเพื่อที่จะวัดไข้เธอแต่ทันใดนั้น ไนเรลก็ยืนมือมาจับมือดาลิธไว้ “อยู่ให้ห่างจากเธอ”

จากนั้นเขาก็เอาผ้ามามัดแขนทั้งสองข้างของซินน่าในทันที ซินน่าพึ่งจะกลายร่างดังนั้นการตอบสนองเธอจะหยุดนิ่งไปสัก 2-3 นาที

“พี่ไนเรลทำอะไรนะ เธอก็แค่ไม่สบาย” ดาลิธหันไปว่าไนเรลด้วยท่าทางไม่พอใจเล็กน้อย ที่ทำกับเพื่อนเธอแบบนั้น

“ไม่สบาย งั้นมาดูกัน” ไนเรลหันไปหาดามินจากนั้นก็กล่าว “เปิดไฟในห้อง”

ดามินได้ยินก็งง ๆ สิ่งอยู่ที่ตอนนี้ห้องมืดแต่มันเกี่ยวอะไรกับเปิดไฟเพื่อจะดูว่าซินน่าไม่สบาย

“กรีด!!!” ทันทีที่ไฟในห้องสว่างขึ้น ไมน่า และดาลิธก็กรีดร้องออกมาทันที

“นั้นคืออะไร?” นิเรียและดามินถามออกมาส่วนคารอนตอนนี้ยืนอึ้งเป็นหุ่นไล่กาไปแล้ว

“ซอมบี้” ไนเรลกล่าวพร้อมกับหยิบปืนลูกโม่ออกมาจ่อไปที่หน้าผากซอมบี้ซินน่า

“เดี่ยว พี่ไนเรลจะทำอะไรนะ เธออาจจะแค่ป่วยอยู่ก็ได้” ไมน่าเข้ามาขวางระหว่างซินน่ากับไนเรลไว้

“หลบไป!” ไนเรลกล่าวด้วยเสียงเย็นชา เธอถึงกลับถอยหลังด้วยความกลัวแต่ในจังหวะที่เธอถอยหลังไปนั้นเอง

“คำราม!!!!” ซอมบี้ซินน่าก็อ้าปากที่กว้างของมัน มันกว้างจนฉีกแกล้มออกจากกันจนถึงใบหู ฟันที่แหลมคม และเลือดสีดำเข้าไหลออกมาส่งกลิ่นเหม็นทันที

แต่ด้วยร่างที่มันถูกผูกไว้ด้วยผ้า จึงล้มไปทันที แต่ถึงแบบนั้นมันก็ไม่ยอมแพ้พยายามอ้าปากงับขาของไมน่า

ไมน่า เธอถึงกลับกลัว แหกปากร้องและถอยออกมาราวกับคนเสียสติ

ดาลิธที่ปกติเป็นคนห้าว ๆ นั้นถึงกับอ้วกออกมา ส่วนผู้ชายทั้งสองคนก็ทำหน้าอะไรไม่ถูก พวกเขาทั้งกลัวและรับไม่ได้กับสิ่งที่เกิดขึ้นแต่นี่คือความจริง โลกความจริงได้เปลี่ยนไปแล้ว

ไนเรลมองไปที่ทุกคนแล้วส่ายหัวสิ่งที่เขาต้องการทดสอบและบอกกับน้องสาวเขามากที่สุดก็คือความจริง ให้เธอสามารถเข้าใจและยอมรับความจริงให้เร็วที่สุด

คนส่วนใหญ่ที่ตายไปในช่วงแรก ๆ ก็เป็นเพราะว่าไม่อาจจะยอมรับได้และยังมองพวกซอมบี้เป็นแค่คนธรรมดา คนป่วยเท่านั้น โดยหวังว่าจะมียารักษา แต่อดีตของไนเรลได้พิสูจน์มาแล้ว ไม่สิอนาคตนับจากนี้ได้พิสูจน์มาแล้วว่ามันไม่มีทางรักษา

เพราะคนที่กลายเป็นซอมบี้คือคนที่เกิดจากเส้นทางวิวัฒนาการของยีนที่ไม่สมบูรณ์ มันคือการย้อนกลับและทำลายสติ สำนึกคิด หรืออะไรก็แล้วแต่ที่จะทำให้เหลือแต่สัญชาตญาณในการกินและเอาชีวิตรอดเท่านั้น

อีกทั้งพวกมันยิ่งกินก็ยิ่งพัฒนาและหนึ่งในสัญชาตญาณของพวกมันก็คือการฆ่ามนุษย์ ซึ่งภายหลังได้มีนักวิจัยบงชี้ว่ามันคือการต่อสู้ระหว่างสองเส้นทางการพัฒนาเผ่าพันธุ์

แต่เขารู้ว่ามีเหตุผลอยู่อีกข้อหนึ่ง ก็คือซอมบี้เมื่อกินมนุษย์แล้วมันจะฉลาดขึ้น

ซึ่งเขาก็ไม่ได้สนมัน เพียงแค่ฆ่าพวกซอมบี้ให้หมดก็พอ จะไปสนทำไมเพราะยังไง พวกมันก็ต้องการที่จะฆ่าล้างเผ่าพันธุ์มนุษย์อยู่แล้ว

ไนเรลหยิบปืนขึ้นมา ครั้งนี้ไม่มีใครห้ามเขา แต่ไนเรลกลับส่งปืนให้กับนิเรียแล้วถาม “เพื่อนของน้อง จะให้พี่จัดการหรือว่าน้องจะจัดการเอง”

นิเรียลังเลทันที ดังนั้นไนเรลจึงบอก “ถ้าพี่เป็นแบบนี้ก็อยากที่จะให้คนรู้จักเป็นคนจัดการ”

เมื่อได้ยินดังนั้นความลังเลในสายตาของนิเรียก็หายไป เธอคว้าปืนมาจากมือของไนเรลและจ่อไปที่หน้าผากของซอมบี้ซินน่า

แต่ขณะที่จะยิง ไมน่าก็ดูเหมือนจะพูดบางอย่างแต่ถูกสายตาของไนเรลจ้องมองไป เธอจึงหุบปากทันที

“ถ้าพร้อมแล้วก็เหนี่ยวไก” ไนเรลบอกกับนิเรีย

ปัง!

เสียงปืนลูกโม่ดังมากจนถึงกลับที่หลายคนปิดหู ไนเรลยืนมือไปจับปืนที่อยู่ในมือของนิเรียที่กำลังสั่นอยู่

เธอหันไปหาเขาแล้วกล่าว “พี่หนู….”

แต่ยังไม่ทันที่เธอจะพูดจบไนเรลก็ดึงตัวเธอเข้ามากอดทันที ทั้งสองคนไม่พูดอะไรอยู่สักพัก คนอื่น ๆ ในห้องก็ได้แต่เงียบ ส่วนไมน่าเธอเอาผ้าห่มมาคุมที่ซินน่าแล้วร้องไห้ออกมา คารอนจึงเข้าไปปลอบเธอ

หลังจากนั้นไนเรลก็เช็ดน้ำตาของนิเรีย สายตาของเธอดูเหมือนว่าจะกล่าวผ่านบางสิ่ง ไนเรลไม่อยากให้นิเรีย น้องสาวของเขาตายเพราะความใจอ่อนต่อเพื่อนเหมือนในชีวิตที่แล้วของเขาอีก

ตอนนี้ทุกคนรอฟังว่ามันเกิดอะไรขึ้นจากเขาแล้ว

“ทุกคนคงได้ยินข่าวที่ฝนตกหนักทั่วทั้ง 7 ประเทศ แล้วก็ข่าวลือเรื่องคนกินคนแล้วใช่ไหม”

ทุกในห้องพยักหน้าจะมีก็แต่ไมน่าที่ตอนนี้ดูจะโกรธนิเรียอยู่

“ทั้งหมดคือความจริง แต่มันจะร้ายแรงกว่านั้นสัตว์ พืช สภาพอากาศ ภูมิประเทศ ทุกอย่างจะเปลี่ยนแปลงไป” ไนเรลพูดด้วยสีหน้าที่จริงจัง

“มันคือวันสิ้นโลก” ดามินพึมพำออกมา

แต่ก็ถูกไนเรลพูดสวน “ไม่ใช่วันสิ้นโลก แต่เป็นการเริ่มต้น แต่ถ้าจะบอกคือวันสิ้นเผ่าพันธุ์มนุษย์เราก็ใช่”

ทุกคนที่ได้ยินแบบนั้นก็หน้าซีดทันที ชีวิตแบบเดิมของพวกเขาจะไม่มีอยู่ต่อไปอีกแล้วใช่ไหม

“ไม่ ๆ พวกเราอย่าพึ่งทำหน้าแบบนั้นยังไงรัฐบาลก็ต้องจัดการปัญหาพวกนี้ได้” คารอนพูดแต่ไม่มีใครตอบสนองอะไร

“ใช่ไหม” คารอนจึงถามซ้ำอีกครั้ง

“ไม่หรอกถ้ารัฐบาลจัดการได้คงจัดการไปแล้วไม่มีทางที่ข่าวลือจะมาถึงพวกเรา นายอย่าลืมคิดว่าแค่ในประเทศเรามีคน 450 ล้านแล้ว ไม่มีทางที่จะไล่ฆ่าพวกมันหมด” ดามินกล่าวพร้อมกับขยับแว่นขึ้นแล้วเขาก็หันไปมองไนเรล

“พี่ไนเรล ผมไม่รู้ว่าพี่รู้เรื่องนี้ได้ยังไง แต่ผมเชื่อว่าพี่ได้เตรียมรับมือเรื่องนี้ไว้นานแล้วใช่ไหม” ดามินพูดออกมาทุกคนก็หันไปมองไนเรลทันทีด้วยสายตาเดียวกัน ที่พึ่ง

“หึ นายฉลาดดีนี่ ใช้ฉันเตรียมพร้อมไว้แล้ว”

“ถ้างั้น…” ดามินรีบพูดออกมาแต่ถูกขัดจังหวะโดยไนเรล

“อยากได้บางอย่างก็ต้องพิสูจน์คุณค่าในตัวเองซะก่อน”

“ยังไง?” ดามินถามออกมาราวกับว่าตอนนี้เขามีสิทธิ์พูดกับไนเรลแค่คนเดียว

ไนเรลหยิบมีดสั้น ออกมาสองเล่มจากนั้นก็โยนมันไปที่หน้าทุกคน “ไปฆ่าตัวที่อยู่หน้าประตู อีกอย่างอย่าให้โดนกัดหรือข่วนไม่งั้นจะตายในไม่กี่ชั่วโมงและกลายร่างเป็นซอมบี้ แต่ไม่ต้องให้บอกนะว่าฉันคงไม่รอให้ถึงตอนนั้น”

ทั้ง4 คนได้ยินดังนั้นก็เกิดกลัวขึ้นมาทันที

“แล้วถ้าเรา พวกเราทำไม่ได้” ดาลิธกล่าวออกมา

“คนที่ทำไม่ได้ต่อไปนี้ก็จงพึ่งตัวเองซะ”

หลังจากกล่าวจบไนเรลก็เดินกลับไปนั่งที่โซฟาตอนนี้เขารู้สึกตัวร้อนเป็นอย่างมาก ‘มันเริ่มขึ้นแล้วสินะ พรุ่งนี้พอฝนหยุดตกข้าก็จะกลายเป็นมนุษย์ชั้นสูงและนิเรียเองก็ด้วย’

ไนเรลหันไปเรียกนิเรียให้มานั่งที่โซฟากับเขาจากนั้นก็ส่งปืนและกระสุนสอนวิธีใช้ให้กลับเธอ

ทั้ง4 คน มองกันไปมองกันมาสักพัก เมื่อเห็นว่าไนเรลดูจะไม่ล้อเล่น คารอนก็เดินไปหาทั้งคู่แล้วกล่าว “ลูกพี่ผมขอยืมปืนได้หรือไม่?”

นิเรียมองไปที่ไนเรลเป็นสัญญาณว่าให้ถามเขา

“เออ…เออ…คือ..ผม” คารอนรู้สึกกลัวไนเรลเป็นอย่างมากตั้งแต่ที่เขาพูดเรื่องซอมบี้และโลกที่กำลังจะเปลี่ยนไป

พี่ชายของลูกพี่พูดออกมาแบบไร้ความรู้สึก ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องกับไนเรล ตัวเขาสามารถอยู่รอดได้อย่างสบาย และไม่สะทกสะท้านแม้แต่น้อย

‘ถ้าจะเรียกให้ถูกต้องคือเลือดเย็นไร้ความรู้สึก’ คารอนได้แต่ให้คำนิยามของไนเรลอยู่ในใจ

ไนเรลเงยหน้ามองไปที่คารอน ด้วยตอนนี้การเปลี่ยนแปลงของเขาดูจะรุนแรงกว่าเก่า ทำให้ได้แต่กัดฟันทนมันเท่านั้น

คารอนที่ตอนนี้เห็นสายตาที่ดุดันของไนเรลราวกับว่ามันมีแสงออกมาจากดวงตาคู่นั้น

เขารีบกลืนน้ำลายหุบปากและเดินกลับไปหยิบมีดทันที ดามินที่เห็นแบบนั้นก็หยิบมีดอีกเล่มแล้วเดินตาม

“รอฉันด้วย” ดาลิธรีบวิ่งตามทั้ง 2 คนไป เหลือแต่ไมน่าที่ลังเลอยู่สักพักก็วิ่งตามคนทั้ง 3 ไป

ไม่รู้ว่าเธอกลัวไนเรลกับนิเรียหรือเพราะไม่อยากถูกทิ้งออกจากกลุ่มของดาลิธ ดามิน และคารอนเพียงคนเดียว แต่น่าจะเป็นทั้งสองอย่าง

ไนเรลได้แต่ส่ายหัว…อีกไม่นานเธออาจจะตายถ้ายังเป็นแบบนี้ เขาได้แต่ลืมเรื่องไร้สาระนี้ไป จากนั้นก็หันไปถามนิเรีย “น้องเป็นอย่างไรบ้างรู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือเปล่า”

“นอกจากตัวร้อนก็รู้สึกเจ็บที่ตาและข้อมือ หนูอาจจะร้องไห้หนักและ เจ็บเพราะแรงของปืนที่ถีบตอนยิง…” เธอมองไปที่ร่างของซินน่าที่ถูกคุมด้วยผ้า

“นอนเถอะ” ไนเรลลูปหัวนิเรียขณะที่เธอนอนหนุนตักเขา

“ตัวของพี่ชายอุ่นมาก” นิเรียพร้อมหลับไป

ไนเรลนึกถึงพลังของนิเรียคือประเภทพลังสนับสนุน [ดวงตาเทพ ระดับ s] มันทำให้เธอมองเห็นได้ไกล และเเม่นยำแม้ในกลางคืน ที่สำคัญคือการตอบสนองของเธอจะเร็วมากจนแม้ร่างกายก็แทบตามไม่ทัน ทำให้เธอต้องฝึกควบคุมมันอยู่นาน

ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกเจ็บปวดมาก มันเจ็บถึงขนาดที่เขาไม่สามารถหลับได้ลง ไนเรลรีบหยิบผ้าขึ้นมากัดทันทีเพื่อหวังจะบรรเทาความเจ็บปวด แต่ดูเหมือนมันก็จะไม่ได้ผลมากนัก

“ฉันจะต้องทนให้ได้” เขาไม่รู้ว่าทำไมในชีวิตนี้การวิวัฒนาการถึงได้รุนแรงมากนัก ถึงแม้อาการแต่ละคนจะไม่เหมือนกันแต่เขาเคยผ่านมันมาในชีวิตที่แล้วมันไม่รุนแรงขนาดนี้มาก่อน ‘ทำไมถึงเป็นแบบนี้’

เขาได้แต่มองไปที่น้องสาวที่นอนหลับอยู่ที่ตักของเขาและทั้งคืนก็ได้ผ่านไปทั้งแบบนี้

ตอนที่ 3 ซอมบี้(รีไรท์)

เช้าวันนี้นิเรียก็เข้ามาปลุกไนเรลเหมือนเดิม แต่กลับไม่เจอไนเรล เธอเห็นแต่โน๊ตกระดาษที่ถูกทิ้งไว้ “พี่ออกไปวิ่งแต่เช้าฝากน้องสาวผู้น่ารัก ทำอาหารไว้ให้เผื่อพี่ด้วย”

นิเรียรู้สึกแปลกใจพักนี้ไนเรลของเธอทำตัวแปลกไป พี่ชายเอาแต่ซื้ออาหารกระป๋องมาเก็บไว้ในบ้านเป็นจำนวนมาก แล้วก็ออกไปวิ่งทุกวัน นี่ก็ 2 อาทิตย์ผ่านมาแล้ว

เมื่อวานนี้พี่ชายก็โทรไปบอกพ่อกับแม่ให้มาเที่ยวที่เมืองหลวงในช่วงวันหยุดสัปดาห์ แต่พ่อกับแม่ไม่มาเนื่องจากติดธุระ พี่ชายจึงบอกให้ซื้ออาหารกระป๋องเก็บไว้ให้เยอะที่สุด และให้หาอาวุธไว้ป้องกันตัวเองด้วย แต่เขาไม่ได้บอกว่าจะเกิดอะไรขึ้น พี่ชายของเธอทำราวกับว่าจะเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นอย่างนั้น

หลังจากที่ทำอาหารเช้าเสร็จแล้วเธอก็ยกทุกอย่างออกมาจัดวางไว้ที่โต๊ะอาหารและหันไปเปิดทีวีฟังเพื่อรอไนเรลกลับมา

“ข่าววันนี้เราจะมารายงานเกี่ยวกับเมฆฝนที่ปกคลุมทางทวีปเหนือ ที่ดูเหมือนว่าจะขยายตัวออกเป็นวงกว้าง คาดว่ามันจะเคลื่อนตัวผ่านประเทศไทกีล่าในอีกอีก 3 วัน เมฆฝนดังกล่าวดูเหมือนจะเป็นตัวการที่ทำให้เราไม่สามารถติดต่อกับประเทศมิสทราลได้ ขออย่าให้ประชาชนตื่นตระหนกและอย่าเชื่อข่าวลือใด ๆ ทั้งสิ้นเกี่ยวกับ…”

ไนเรลที่ตอนนี้ยืนอยู่ด้านหลังกำลังมองข่าวแล้วคุ่นคิดอยู่ “ดูเหมือนว่าทางรัฐบาลไทกีล่าก็ยังคงใช้มุขเดิมหลอกว่าไม่สามารถติดต่อกับประเทศทางตอนเหนือได้เพราะพายุฝน”

“พี่กลับมาแล้วเหรอคะ รีบมากินข้าวกันดีกว่า เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมดซะก่อน” นิเรียพูด

ทั้งสองคนนั่งกินข้าวอยู่ วันนี้ไนเรลก็ยังชมกับข้าวฝีมือของนิเรียอร่อยเหมือนเดิม แต่อยู่ ๆ เขาก็พูดขึ้นมา “น้องสามรถลาหยุดโรงเรียนสัก 1 สัปดาห์ได้หรือไม่ พอดีพี่จะพาเราไปเที่ยวแถวชานเมือง”

เธอก็รู้สึกแปลกในแค่เที่ยวแถวชานเมืองทำไมต้องหยุดตั้ง 7 วัน แต่เธอก็ยังตอบตกลง “น่าจะได้นะคะ หยุดสัก 1 อาทิตย์ผลการเรียนของหนูก็ไม่น่าจะมีปัญหา แต่ว่าหนูขอพาเพื่อนไปด้วยได้ไหม?”

“อืม ได้สิ…แค่ก ๆ” ไนเรลตอบพร้อมกับเกี่ยวข้าวในปากคำโตทำให้เขาสำลักข้าวเล็กน้อย

“แล้วเราจะไปกันวันไหนคะ?”

“พรุ่งนี้เลยก็แล้วกัน”

“น่าจะได้คะ เดี่ยวหนูชวนเพื่อนก่อน” นิเรียหยิบอุปกร์สื่อสารของเธอขึ้นมา มันเป็นแผ่นกระจกใส จากนั้นเธอก็โทรไปหาเพื่อนของเธอ

“สวัสดีค่ะลูกพี่”

“พวกเธอวางไหม? ไปเที่ยวนอกเมืองกันพรุ่งนี้”

“ลูกพี่ผมไป”

“ผมไปด้วยลูกพี่”

“ไป ๆ”

“พวกนายหยุดพุดสักที…เงียบเลย!!!…ลูกพี่ชวนไปแต่ผู้หญิงยะ”

ไนเรลที่นังกินข้าวก็รู้สึกแปลกใจ ‘ทำไมเพื่อนของน้องสาวถึงเรียกเธอว่าลูกพี่ คงไม่ใช่ว่าน้องสาวของเราเป็นหัวหน้ามาเฟียอะไรแบบนั้นหรอกนะ’

“พี่หนูชวนพวกเพื่อน ๆ มาทั้งหมดเลยได้ไหมคะ?”

“เออ…อืม” ไนเรลตอบไปแบบงง ๆ “แต่พวกเขาคงต้องเดินทางไปเองนะพอดีพี่เช่ารถออฟโรดไว้นะสิ ที่นั่งคงไม่พอ”

“ได้คะ”

หลังจากที่ทั้งคู่จัดการธุระต่าง ๆ เสร็จแล้วก็เตรียมเก็บของออกไปเที่ยวชานเมือง เพื่อใส่ไปในรถออฟโรดที่เช่าไว้ตั้งแต่เมื่อวานแล้ว

………………………………………..

 

เช้าวันต่อมาทั้งสองคนก็ช่วยกันขนของขึ้นรถอย่างรวดเร็ว

“พี่เราจะเอาไปหมดเลยเหรอ?” นิเรียถามพร้อมกับชี้ไปที่ลังที่บรรจุอาหารกระป๋องไว้จำนวนมาก

“ใช่” เขาพยักหน้า

อันที่จริง สิ่งของเหล่านี้คือของที่เขาไม่อยากทิ้งไว้จึงได้แต่เอาไปด้วย เขาได้ซื้ออาหารกระป๋องไว้ที่บ้านชานเมืองไว้บางส่วนแล้วเช่นกัน ซึ่งมันเยอะกว่าของที่เอาไปหลายเท่าตัว

“แล้วกล่องพวกนี้ละ?” เธอเรียชี้ไปที่กล่องไม้ขนาดใหญ่ 2 กล่องและเล็กอีก 3 กล่องที่อยู่บนรถ

“กล่องนี้เป็นของขวัญของน้องสาวพี่ยังไงละ ที่เหลือเป็นของพี่”

“หนูเปิดดูเลยได้ไหม?” นิเรียถามด้วยความตื่นเต้นราวกับว่าเธอไม่เคยได้ของขวัญจากเขามาก่อน

ไนเรลลองนึกดูดี ๆ ก็ดูเหมือนว่านาน ๆ ที่เขาจะให้ของขวัญน้องสาวดังนั้นจึงไม่แปลกที่เธอจะตื่นเต้น

“เดี่ยวค่อยเปิด รีบไปกันดีกว่า” ไนเรลโยนกระเป๋าหนังขนาดใหญ่ขึ้นไปบนรถ และขับรถออกไปในทันที

ประมาน 3 ชั่วโมงเขาก็มาถึงบ้านชานเมือง เมื่อเข้ามาใกล้ทั้งสองก็เห็นว่า หน้าบ้านมีกลุ่มคนรอพวกเขาอยู่

“สวัสดีค่ะ พี่คงเป็นพี่ชายของลูกพี่ หนู ชื่อ ดาลิธคะ”

“หนูชื่อ ซินน่าคะ”

“ส่วนหนู ไมน่าคะ”

“ผม ชื่อ คารอน และนี่ ดามิน ครับ”

“สวัสดีครับผมดามิน”

ทั้ง5 คนทักทายเขา ด้วยท่าทีสุภาพจนน่าแปลกใจ

เขาสังเกตทั้ง 5 คนอย่างละเอียดโดยเฉพาะ ‘คารอนและดามินที่ เป็นผู้ชาย คารอนดูจะเป็นพวกกล้าหาญ ส่วนดามินเด็กหนุ่มที่ใส่แว่นดูจะเป็นคนใจเย็นเหมือนพวกหนอนหนังสือ ดาลิธเองก็คงเป็นพวกห้าว ๆ สินะ ซินน่าและไมน่าดูจะสนิทกันและเรียบร้อยกว่ามาก’

“อืม เดี๋ยวเอาของไปเก็บข้างในกันก่อนก็แล้วกัน”

พวกเขาทั้ง 5 คนตามไนเรลเอาของเข้าไปเก็บไว้ในบ้านพัก และกลับมาช่วยนิเรียยกของกันอย่างกระตือลือล้น

หลังจากนั้นเวลาเย็นทั้ง 7 คนก็จัดปาร์ตี้หมูย่างที่ลานกว้างหน้าบ้าน ซึ่งของทั้งหมดก็เป็นไนเรลที่ซื้อมาแช่เเข็งไว้ที่ห้องใต้ดิน และในคำคืนแรกก็ผ่านไปอย่างรวดเร็ว

สองวันต่อมา…

ไนเรลก็ออกไปวิ่งที่นี่บริเวณรอบเขตบ้านพัก ๆ เหมือนกับวันก่อน ๆ ที่นี่มีบ้านของผู้คนอยู่ไม่เยอะมากนักส่วนใหญ่จะเป็นป่าเขามากกว่า ทำให้มีอากาศนั้นสดชื่นเป็นอย่างมาก

ถ้ามีใครที่เห็นไนเรลวิ่งก็ต้องตกใจเป็นอย่างมากแน่นอน เพราะเขาวิ่งถึง 20 กิโลและแบกดาบยาวทังสแตนไว้ด้วย เพื่อให้เขาเกิดความชิน

ในชีวิตก่อนหน้าไนเรลก็ใช้ดาบแบบนี้เหมือนกัน แต่มันเป็นดาบที่ดีกว่านี้มากนัก

แต่ดูเหมือนฟ้าฝนจะไม่เป็นใจนัก เนื่องจากในตอนบ่ายฝนเริ่มที่จะตกลงมาแล้ว

……………………………..

ตอนนี้ฝนตกมาเป็นเวลา 5 วันแล้ว ทั้งนิเรียและเพื่อน ๆ ก็เล่นเกมกระดานกันอยู่ภายในบ้านทั้งวัน และบ้างก็เปิดดูทีวี ซึ่งทุกคนก็ดูจะรู้สึกเบื่อเป็นอย่างมากโดยเฉพาะนิเรีย

ไนเรลจึงให้เธอไปเอากล่องที่บอกว่าเป็นของขวัญมาเปิดดู

ทันทีที่เปิดออกก็มีปืนลูกโม่ทังสแตน โมเดล 500 ขนาด 500 แม็กนั่ม ที่เขาซื้อมาในราคา 15,000 เหรียญ มันมีทั้งหมดสองกระบอก

“สุดยอด!” คารอนถึงกับอุทานออกมา แต่เมื่อคิดว่านี่คือพี่ชายของลูกพี่แล้วของที่ขวัญให้จะธรรมดาได้อย่างไร

“ราคาของมันไม่ใช่ถูก ๆ เลย น่าจะเป็นตัวใหม่ล่าสุดด้วย ปืนลูกโม่ทังสแตน โมเดล 500 ขนาด 500 แม็กนั่ม จัดเป็นอาวุธผิดกฎหมายที่ทางประเทศไทกีล่าประกาศไว้ในกฎหมายอาวุธปืน” ดามินขยับแว่น ขณะที่พูดออกมา

เมื่อเห็นว่าไนเรลมองมาเขา ดามินก็รีบแก้ตัวทันที “พอดีผม สนใจอาวุธปืนนะครับ พอจะได้อ่านเกี่ยวกับอาวุธแบบนี้มาบ้าง ปืนลูกโม่นี้อาจจะเป็นรุ่นอื่นก็ได้ครับ”

“ไม่ผิดหรอก” ไนเรลตอบตามตรงออกมา

ดามินที่ได้ยินดังนั้นก็เสียวสันหลังแวบและคิดในใจ ‘ดูเหมือนว่าพี่ชายของลุกพี่จะไม่ธรรมดาจริง ๆ ด้วย’

“เล่นปืนไปก่อนนะ ระวังด้วยละ” ไนเรลเดินออกมา ถึงอย่างไรการที่เขาอยู่ด้วยก็รังแต่จะทำให้ทุกคนหมดสนุก อีกอย่างมันคงใกล้แล้วเช่นกัน

เขาเดินมาเปิดทีวีดูก็เห็นข่าวว่ามีคนป่วยเป็นจำนวนมากคนพวกนี้ที่ป่วยจะเป็นชุดแรกจะมีบางส่วนที่เริ่มกลายเป็นซอมบี้ในอีก 6 ชั่วโมงจากนั้นคนที่โดนกัดก็จะเริ่มกลายล่างในอีก 3 ชั่วโมงเวลาในการกลายบ่างจะค่อย ๆ น้อยลงไปเรื่อย ๆ จนเหลือแค่ 10 นาที

ส่วนพวกมีพลังพิเศษจะเกิดการวิวัฒนาการหลังจากที่ฝน 7 วันหยุดตก และกลายเป็นหนึ่งในพวกมนุษย์ที่วิวัฒนาการหรือที่ต่อมาถูกเรียกว่ามนุษย์ชั้นสูง

การที่จะเป็นซอมบี้หรือมนุษย์ชั้นสูงได้ มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะโดนฝนที่ตกลงมาหรือไม่ แต่เกี่ยวกับร่างกายของแต่ละคนที่แตกต่างกันออกไป

ส่วนอีกวิธีที่จะเป็นมนุษย์ชั้นสูง ก็คือการกินเนื้อสัตว์กลายพันธุ์หรือพืชกลายพันธุ์แต่มันก็มีเงือนไขอีกหลาย ๆ อย่าง นั้นรวมถึงสภาพจิตใจ  และยีนของแต่ละคนด้วย

ส่วนความสามารถของเขาในชาติที่แล้วมันคือ [การเร่งการเจริญเติบโตของพืช F] ซึ่งเป็นประเภทลึกลับที่ไม่มีความสามมารถต่อสู้อะไร เพราะมันทำได้แค่เร่งการเจริญเติบโตได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถควบคุมพืชการกระทำชองพืชได้

แต่แล้วมันอย่างไร เพราะในชีวิตที่แล้วเขาก็ยังสามารถขึ้นไปจนถึงระดับที่หลาย ๆ คนยังไม่สามารถแม้แต่จะไปถึง

ในชีวิตนี้ไนเรลมันใจว่าจะไปได้ไกลกว่าชีวิตที่แล้วแน่นอน เพราะเขามีทั้งความทรงจำและประสบการณ์ต่อสู้จากชีวิตที่แล้ว และเขาจะไม่ไปตัวคนเดียวอีกต่อไป เพราะเขาจะไปพร้อมกับทุกคน

ขณะที่เขานั้งดูทีวีอยู่นั้น ไมน่าเดินเข้ามาด้วยความกล้า ๆ กลัว ๆ “พี่ไนเรล คือว่าที่หน้าบ้านมีคนแปลก ๆ ยืนเกาะรั้วประตูอยู่”

ทุกคนที่อยู่ในห้องนั่งเล่นมองไปตามทิศทางที่ไมน่าชี้ไป มีชายรูปร่างผอม ใส่เสื้อผ้าที่ดูจะขาดรุ่งริ่งราวกับขอทานเอาหัวโขกรั่วประตูอยู่

“ให้ผมไปไล่ให้หรือไม่พี่ไนเรล?” คารอนอาสาออกไปจัดการให้ ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ค่อยกลัวอะไร ขณะที่ถือปืนลูกโม่เล่นอยู่ ซึ่งนิเรียเป็นคนอนุญาติให้เขาจับปืนเล่น

“ไม่ต้องปล่อยไปก่อน” ไนเรลไม่ได้สนใจคนแปลกหน้านั้น เพราะเขารู้ว่ามันคืออะไร และเขาเชื่อว่าพวกมันจะไม่สามารถผ่านเข้ามาได้

สิ่งเขารอจริง ๆ คือ เพื่อนทั้ง5 คนของนิเรียเขากำลังรออยู่ว่าจะมีคนป่วยหรือไม่? ต่างหากตอนนี้เวลาใกล้เย็นแล้ว

หลังจากที่ทุกคนเห็นแบบนั้นก็ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะทำอย่างอื่นต่อ ได้แต่มองดูชายคนนั้นและรอว่าเมื่อไหร่ไนเรลจะให้ออกไปไล่

หลังจากตกเย็นบริเวณรอบบ้านก็มืดลงไนเรลจึงให้ดามินไปเปิดไฟ เขารู้สึกถูกชะตากับดามินเป็นพิเศษอาจจะเป็นเพราะดามินเหมือนกับตัวเขาในโลกในนั้น ก่อนที่จะถูกรถชนจนพิการ

“เดี่ยว…ก่อนทำไมมีคนแปลก ๆ มาเพิ่มอีกละ” ดาลิธตระโกนออกมาพร้อมกับเอามือปิดปากเพราะว่าคนที่มาใหม่ ดันแขนขาดไปข้างและที่มือก็ถือแขนและกัดกินแขนตัวเองอยู่

แต่แล้วจู่ ๆ มันก็โยนแขนทิ้งและพุ่งชนรั้วประตูเหล็กทันที

“อ๊ากก ๆ” มันร้องออกมาเสียงดังเป็นอย่างมาก

หลังจากนั้นหัวของมันก็ติดกับรั่วเอาออกไม่ได้ รั้วเหล็กหนีบเข้าที่คอของมันทำให้มันร้องไม่ได้ ได้แต่คางและเสียงของเล็บที่ข่วนพื้นปูน อยู่แบบนั้น

“คาก ๆ คะ คาก”

“พี่มันคืออะไร?” นิเรียถามออกมาด้วยความสงบ

ไนเรลมองไปที่น้องสาวของตัวเองเขารู้ว่าเธอกำลังกลัวอยู่ แต่ เธอก็ควบคุมมันได้

ทุกคนนั้นมีความกลัวเพราะพวกเขายังมีชีวิต ถ้าไร้ซึ่งความกลัวก็ถือว่าคนคนนั้นได้ตายไปแล้ว ก็เหมือนกับเขาที่ครั้งหนึ่ง เคยไร้ซึ่งความกลัว จิตใจตายไปและออกเดินทางสู่มิสทราล เขาได้ความกลัวกลับมา และได้มาอยู่ตรงนี้

“นอนกันเถอะ วันนี้ทุกคนนอนรวมกันที่นี้แหละ” ไนเรลกล่าว เขาไม่ได้ตอบคำถามของนิเรีย

ตอนที่ 2 มันคือสัญญาณแห่งการเริ่มต้นได้มาถึงแล้ว(รีไรท์)

เมื่อมาถึงธนาคาร ไนเรลก็เบิกเงินที่มีอยู่ในบัญชีทั้งหมด 10,000 เหรียญ นี่คือเงินเก็บของเขาที่ได้จากการทำงานพิเศษในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยและบางส่วนก็มาจากเงินที่พ่อแม่ของเขาส่งมาให้

หลังจากนั้นเขาก็นั่งรถไฟและลงที่สถานีแห่งหนึ่ง ต่อด้วยรถแท็กซี่ไปที่บริษัทจัดหาบ้านเช่า ไนเรลใช้เงินทั้งหมด 10,000 เหรียญในการเช่าบ้านที่อยู่ในความทรงจำ

บ้านหลังนี้อยู่ที่เนินเขาเขตชานเมือง เป็นบ้าน 2 ชั้น มีห้องใต้ดินและหลุมหลบภัยขนาดใหญ่ รอบบ้านล้อมรอบไปด้วยกำแพงเหล็กสูง 3 เมตร

เขามีเหตุผลที่เลือกบ้านหลังนี้ เพราะหลังจากนี้อีก 1 เดือนให้หลัง เหตุการณ์ทุกอย่างจะเริ่มต้นขึ้น ฝนจะเริ่มตกหนัก ผู้คนจะเริ่มป่วยเเละคลุ้มคลั่ง

ไนเรลคิดว่าในตอนเย็นของวันนี้ ก็คงจะมีข่าวที่ว่าขาดการติดต่อกับประเทศมิสทราลที่อยู่ทางตอนเหนือ ออกมาให้เห็นอย่างแน่นอน ถ้าความทรงจำของเขาไม่ผิดพลาดละก็นะ

บ้านหลังนี้จะถูกปล่อยให้เช่าโดยเจ้าของบ้าน แต่กลับไม่มีคนเช่าไป ภายหลังเขาได้พาน้องสาวของเขาหนีมาที่นี่ แต่บ้านหลังนี้ถูกยึดครองไปแล้วโดยกลุ่มอื่น

บ้านหลังนี้มันสามารถป้องกันพวกซอมบี้ในช่วงเริ่มต้นของเหตุการณ์ได้เป็นอย่างดี อีกครั้งมันก็ยังอยู่ในเส้นทางที่สามารถหนีออกจากเมืองได้อย่างง่ายดาย

ตอนแรกไนเรลต้องการที่จะย้ายออกไปอยู่ด้านนอกเลย แต่ก็คิดว่าพวกเขายังคงไม่มีพลังมากพอ

เพราะในช่วงเริ่มแรกซอมบี้ยังไม่ใช่สิ่งที่เลวร้ายที่สุด แต่สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือสัตว์ป่าที่กลายพันธุ์เกินกว่าจะควบคุม พวกมันจะกินทุกอย่างเท่าที่หาได้

นั้นรวมถึงเขาแล้วน้องสาวด้วย

“เซ็นเอกสารช่องนี้ด้วยค่ะ” พนักงานสาวยื่นเอกสารให้เขาเซ็น

ไนเรลเซ็นเอกสารทั้งหมดทันที

หลังจากที่ทำสัญญาเช่าบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้ว พนักงานก็ส่งกุญแจบ้านให้กับเขา “เอกสารเรียบร้อยแล้วค่ะ หลังจากนี้อีกสองเดือนให้นำกุญแจมาส่งคืนที่สำนักงานนะคะ และทางเราจะเข้าไปตรวจสอบว่าของในบ้านมีอะไรเสียหาย ชำรุดหรือไม่ ถ้ามีทางเราจะหักจากเงินประกันค่ะ ขอให้ลูกค้ามีความสุขกับบ้านที่เช่านะคะ”

“ครับ” ไนเรลตอบกลับอย่างสุภาพแต่เข้าไม่ได้สนใจเรื่องคืนบ้าน เพราะอีก 1 เดือนนับจากนี้ ทุกอย่างจะเปลี่ยนไป จะไม่มีใครมาสนใจตามทวงบ้านเช่าพวกนี้อีกแล้ว

ไนเรลก็กลับไปที่บ้านและเปิดคอมเข้าไปในเว็บไซต์ซื้อขายอาวุธในทันที

เขาไม่แน่ใจว่าตอนนี้เว็บไซต์มีแล้วหรือยัง เพราะจากความทรงจำของเขา หลังจากเกิดเหตุการณ์ซอมบี้บุก เว็บไซต์แห่งนี้ก็ปรากฏออกมา มันซื้อขายเกี่ยวกับอาวุธสงครามโดยเฉพาะ

“เจอแล้ว” ไนเรลไม่รอช้ารีบกดเข้าไปในเว็บไซต์ซื้อขายอาวุธทันที

อาวุธที่ขายในนี้ถือว่าเป็นสิ่งของผิดกฎหมาย ถ้าถูกตำรวจพบเจอเข้าคงถูกจับแน่นอน แต่ใครมันจะไปสนใจในเมื่ออีกไม่นานกฎหมายก็จะไร้ค่า

ไนเรลพิมพ์ไปในช่องค้นหาของเว็บไซต์ทันที “อาวุธโลหะทังสแตน”

เมื่อกดค้นหาก็มีลิสต์รายการแสดงขึ้นมา มันมีของหลายอย่างแต่ที่เขาสนใจก็คือ ของ สามสิ่ง

[ดาบยาวทังสแตน ราคา 75,000 เหรียญ]

[มีดพกทังสแตน ราคา 10,000 เหรียญ]

[ปืนลูกโม่ทังสแตน โมเดล 500 ขนาด 500 แม็กนั่ม ราคา 15,00 เหรียญ]

ไนเรลต้องการพวกมันทั้งหมด แต่ตอนนี้ไม่มีเงินเหลืออีก

“เราต้องการเงินอีก 160,000 เหรียญจากที่ไหนดีนะ เฮ้อ” ไนเรลถอนหายใจพร้อมกับคิดวิธีหาเงิน

เขาต้องการดาบยาวทังสแตน 1 เล่ม มีดพกอีก 2 ปืนลูกโม่อีก 3 กระบอกและกระสุนอีก 400 นัด ซึ่งอาวุธพวกนี้มีราคาแพงมากเพราะว่ามันถูกสร้างขึ้นมาจากโลหะทังสเเตน

ทังสแตนเป็นแร่โลหะสีขาวเทาที่แข็งแรงที่สุดในโลก เป็นโลหะที่มีน้ำหนักมาก มีความหนาและคงทน แต่ในขณะเดียวกันมันก็หายากเป็นอย่างมาก

ขณะที่ไนเรลแหงนหน้ามองเพดานก็คิดบางอย่างขึ้นได้ทำไมเขาถึงไม่ขายบ้านเพราะในเมื่ออีกไม่กี่เดือนมันก็จะกลายเป็นบ้านที่ไร้ค่าแล้ว

บ้านของเขาและน้องสาวที่อยู่ตอนนี้ถูกซื้อในช่วงที่ย้ายมาอยู่ที่นี่ มันถือว่าอยู่ในทำเลที่ดีพอสมควร น่าจะขายได้ราคาไม่ต่ำกว่า 250,000 เหรียญแน่นอน

“แต่การที่จะขายบ้านมันน่าจะใช้เวลาอยู่อีกสักพักกว่าจะขายออกงั้นก็เอาไปค้ำประเงินกู้แล้วกัน”

ไนเรลรีบไปที่บริษัทปล่อยเงินกู้ทันที เขาใช้บ้านค้ำประกันจึงทำให้สามารถกู้เงินออกมาได้ 210,000 เหรียญ ถึงแม้ดอกเบี้ยมันจะโหดแต่ ไนเรลก็ไม่สนใจอยู่แล้ว เพราะอีกไม่นานเงินจะไร้ค่า และสิ่งที่มีค่าจริง ๆ ก็คืออาหาร

เมื่อได้เงินมาเขาก็สั่งซื้ออาวุธที่ต้องการในทันที

[ท่านชำระเงินเรียบร้อยแล้ว สินค้าจะจัดส่งภายใน 3 วัน]

“เฮ้อ! ในที่สุดก็สั่งซื้อสำเร็จ” เขาถอนหายใจด้วยความโล่งอกเพราะอีก 2 สัปดาห์ข้างหน้าของทุกอย่างจะมีราคาแพงขึ้นมากกว่าเดิม 2-3 เท่าโดยเฉพาะอาวุธ

“น่าจะได้เวลาที่นิเรียกลับมาแล้ว เราจะอธิบายยังไงดีนะ”

ไนเรลกำลังคิดหาวิธีอธิบายเรื่องที่เขาเอาบ้านไปค้ำเงินกู้ แต่คิดอยู่สักพักเขาก็ตัดสินใจที่จะไม่บอก

“กลับมาแล้วค่ะ”

ทันใดนั้นเสียงของนิเรียก็ดังขึ้นมา นิเรียน้องสาวตัวน้อยของเขาวิ่งเข้ามาในบ้านและเห็นไนเรลนั่งอยู่หน้าคอมพิวเตอร์ก็รีบวิ่งเข้าไปถามทันที “พี่ชายเย็นนี้กินอะไรกันดี? หนูจะได้ไปเตรียมทำให้”

“ไม่ดีกว่า…วันนี้เราจะไปเที่ยวและกินข้าวนอกบ้านกัน”

“เย้ ๆ แต่ว่าเนื่องในโอกาสอะไร?” นิเรียถึงกับดีใจออกมาแต่เธอก็ถามด้วยความสงสัย วันนี้พี่ชายของเธอทำตัวแปลก ๆ ไปเพราะปกติแล้วเมื่อเขากลับมาจากมหาลัยก็จะเล่นแต่เกม กินข้าวแต่ที่บ้านเท่านั้นไม่เคยออกไปไหน

เธอใช้มือเล็ก ๆ ของเธอจับไปที่ปลายคางราวกำลังลูปเคราในจินตนาการของเธอ และเดินเข้าไปหาพี่ชายของเธอและเอามือวางไปบนศีรษะของไนเรลเพื่อดูว่าเขาเป็นไข้หรือไม่ “ก็ไม่มีไข้ แปลกจัง”

“เดี๋ยวเถอะน่า พี่ชายที่หล่อเหล่าคนนี้แค่จะเลี้ยงชาบูน้องสาวของตัวเอง จะต้องมีวันพิเศษด้วยหรือไง” ไนเรลบีบไปที่แก้มทั้งสองข้างของเธอและยืดเข้าออก

“ออ่อย-อู-อ่อน(ปล่อยหนูก่อน)” นิเรียพยายามพูดให้เขาปล่อยมือออกจากแก้มน้อย ๆ ของเธอพูดไม่ชัดมันจึงดูตลกเป็นอย่างมาก

“รีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าได้แล้วไปเดี่ยวร้านจะเต็มก่อน” ไนเรลปล่อยมือออกจากหน้าน้องสาวของเขา

“ค่าาา” นิเรียพูดพร้อมกลับวิ่งออกไปเปลี่ยนเสื้อผ้าด้วยความดีใจ

หลังจากนั้นผ่านไปกว่า 2 ชั่วโมง นิเรียก็แต่งตัวเสร็จ ไนเรลที่ตอนนี้นั่งรอจนหลับไปหลายตื่นแล้วก็ถูกปลุกโดยเธอ

“พี่ชายอย่ามัวแต่นอนอยู่ รีบไปกันเถอะ เดี่ยวร้านเต็มก่อน” นิเรียพยายามปลุกพี่ชายของเธอ

ไนเรลขยี้ตามองไปที่นิเรียด้วยท่าทางงัวเงีย แต่ทันใดนั้นสายตาของเขาก็ตกตะลึงกับความน่ารักของเธอ

“หนูสวยไหม?” นิเรียถาม เธอใช้เวลาเลือกชุดนี้อยู่นานและก็ตัดสินใจแต่งชุดนี้ในวันนี้

ชุดนี้เธอได้รับมาจากรุ่นพี่สาวที่โรงเรียน มันเป็นชุดธีมฤดูใบไม้ร่วง ด้านในเป็นเสื้อไหมพรมสีขาวคอหยัก กางเกงยีนขาสั้นเลยหัวเข่า ด้านนอกเป็นเสื้อฮู้ดแขนยาวสีเหลืองอีกชั้นหนึ่ง

ทุกอย่างลงตัวและเข้ากับทรงผมที่ถูกมัดเป็นลอนทั้งสองข้างอยู่ของนิเรีย ด้านบนมีหมวกเบเร่ต์สีเขียว ใส่รองเท้าบูตหนังสีดำด้านในมีถุงเท้ายาวสูงมีลายดวงดาวติดอยู่

“น่ารักมาก!” ไนเรลพูดออกมาด้วยความเหม่อลอย

“ขอบคุณค่ะ” นิเรียกล่าวด้วยความดีใจเป็นอย่างมาก

หลังจากที่ทั้งสองคนออกจากบ้านมา นิเรียก็เดินกอดแขนของไนเรลอยู่ตลอดเวลา

ทำให้ตาลุงหลายคนมองมาด้วยความอิจฉา ถ้าสายตาฆ่าคนได้ไนเรลคงตายไปหลายรอบแล้ว

“ไอ้หน้าจืดนี่มันเป็นใคร”

“คนที่แต่งตัวทั้งชุดไม่ได้เข้ากันเลยแม้แต่น้อย”

“ดูสิเสื้อยืดสีดำและกางเกงขาสั้นสีขาวรองเท้าแตะ แต่กลับมีสาวน้อยน่ารักเดินควงแขนมาด้วย โลกนี้ช่างไม่ยุติธรรมจริง ๆ เลย”

ไนเรลได้ยินคำพูดแบบนี้มาตลอดทั้งทางเดินไปที่ร้านชาบูเขาก็ได้แต่แก้ตัวไปว่า “นี่คือน้องสาวของผมคร้าบ”

เมื่อแก้ตัวไปแบบนั้น ตอนแรกไนเรลคิดว่าทุกคนจะเลิกนินทาแต่กลับกลายเป็นว่ามีคนพูดว่า “น่าสงสารน้องสาวจังเลยที่ต้องมีพี่ชายแบบนี้”

ไนเรลได้แต่ร้องไห้ในใจ “แล้วแต่พวกเองเลยแล้วกัน”

“ฮือ หือ ฮื้อ ฮะ อือ ฮื้อ” ส่วนนิเรียที่ตอนนี้ไม่ได้สนใจเลยว่าพี่ชายของเธอจะลำบากขนาดไหน เธอฮัมเพลงด้วยความสนุกสนานตลอดทาง

ทั้งสองคนมาถึงร้านชาบูและจัดการกินเมื้อสุดพิเศษนี้ด้วยความสุข และหลังจากกินเสร็จเขาก็พาน้องสาวตัวน้อย ไปเดินเที่ยวต่อด้วยกันอย่างสนุกสนาน

ในระหว่างที่เดินอยู่นั้นไนเรลก็มองไปที่ใบหน้าน้องสาว เขาได้แต่คิด ในช่วงชีวิตที่แล้วของเขา หลังจากเกิดเหตุการณ์ซอมบี้ล้างโลก และสูญเสียน้องสาวกับพ่อแม่ไป เขาก็ได้แต่คิดย้อน ถ้าเขารู้ว่าจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้ขึ้น เขาจะใช้ชีวิตและเก็บเกี่ยวทุกช่วงเวลากับครอบครัวให้ได้มากที่สุด เท่าที่จะทำได้

ดังนั้นวันนี้ เขาจึงคิดว่าไหนวันสิ้นโลกก็จะใกล้มาถึงแล้ว ทั้งซอมบี้ที่จะบุกมาทั้งที ก็ขอกินชาบูและหมูกระทะกับน้องสาวทุกวันเลยก็แล้วกันเพราะเขาก็ไม่รู้ว่าจะได้ไม่มีโอกาสได้กินอีกวันไหนในอนาคต

“พี่ กลับกันเถอะหนูง่วงแล้ว” นิเรียกำลังขยี้ตาและหาวออกมา

ไนเรลคิดในใจ ‘ถึงยังไงเธอก็ยังเป็นเด็กอยู่นินะ’

ตอนนี้เป็นเวลา 4 ทุ่มแล้ว ไนเรลแบกนิเรียที่หลับไปไว้ที่บนหลังพร้อมกับเดินกลับบ้าน

เขาพยายามที่จะเดินให้ช้าที่สุดเพื่อให้ช่วงเวลานี้ยาวนานที่สุด

แต่ทุกอย่างก็ต้องมีจุดสิ้นสุด เมื่อมีคนชายหญิงกลุ่มหนึ่งเดินผ่านเขาและกำลังพูดถึงเรื่องบางอย่าง มันคือสัญญาณแห่งการเริ่มต้นได้มาถึงแล้ว

“นี่ได้ยินคุณข่าวเกี่ยวกับมิสทราลไหม จู่ ๆ ก็ดูเหมือนจะติดต่อคนที่อยู่ภายในประเทศไม่ได้เลย”

“ได้ยินสิ ข่าวออกจะใหญ่โต ตอนนี้ทางรัฐบาลของเราก็กำลังส่งคนไปดูอยู่”

“ฉันขออย่าได้มีอะไรเกิดขึ้นเลย เพื่อนฉันก็พึ่งเดินทางไปเที่ยวที่มิสทราลเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาแล้วยังไม่เดินทางกลับเลย ฉันละเป็นห่วงจริง ๆ”

“ใช่เมราด้า หรือเปล่าเห็นอัพรูปลงอยู่”

“ใช่เธอนั้นและ”

ไนเรลรีบเดินกลับไปที่บ้านทันที ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง เขาพานิเรียไปนอนที่ห้อง

เขาก็กลับมาที่ของตัวเองและนั่งลงที่เตียง

สายตาของเขาก็เปลี่ยนกลับมาเย็นชาและน่ากลัวทันทีเหมือนชีวิตที่แล้ว นี่คือสายตาของคนที่เคยฆ่าคนและสิ่งมีชีวิตมาเป็นจำนวนมาก

บรรยากาศภายในห้องเริ่มหนาวเย็น “เราคงจะทำตัวเฉื่อยชาแบบวันนี้ไม่ได้อีกแล้วสินะ”

และนี่ก็คือวันที่ทุกคนจะได้เห็นไนเรลที่ฆ่าคนโดยไม่แม้แต่จะกระพริบตา ผู้ที่ทุกคนเห็นก็ต้องกลัว

แต่ยกเว้นน้องสาวของเขาเท่านั้น ที่ยังคงเห็นไนเรลเป็นพี่ชายที่แสนจะธรรมดาและเป็นคนไม่ได้เรื่องคนเดิมของเธออยู่เหมือนเดิมไม่เปลี่ยน

ตอนที่ 1 เริ่มใหม่อีกครั้ง(รีไรท์)

ใต้ต้นไม้ริมหน้าผา ชายวัยกลางคนร่างกายเต็มไปด้วยบาดแผล แขนข้างซ้ายหายไป เลือดที่ไหลออกมาไม่หยุด หลังของเขานั่งพิงอยู่กับต้นไม้ใหญ่ เขาค่อย ๆ ยกแขนขวาขึ้นมาและเปิดเครื่องบันทึกเสียงที่อยู่ในอุปกรณ์บนข้อมือ

“ผมมาจากโลกใบอื่น ไม่รู้ว่าเพราะอะไร? เท่าที่จำได้เมื่อนานมากแล้ว ผมเป็นแค่เด็กหนุ่มธรรมดาจบมหาลัย ทำงานหาเช้ากินค่ำไปวัน ๆ ถึงแบบนั้นชีวิตก็ดูจะมีความสุขดี แต่แล้วบางสิ่งก็เกิดขึ้น ผมถูกรถชนแล้วหนี เป็นอัมพาตไปทั้งตัวได้ มีชีวิตอยู่ไม่สู้ตกตายดีกว่า

ทุกวันผมเฝ้าอธิษฐานขอให้โลกใบนี้เปลี่ยนไป แต่ไม่เคยมีปาฏิหาริย์นั้นเกิดขึ้นเลยแม้สักครั้งเดียว จนกระทั่ง 10 ปี ผ่านไปผมก็ตายจากโลกใบนั้นไป แต่แล้วผมก็ได้รับโอกาสได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งในโลกใบใหม่

โลกที่แบ่งออกเป็น 8 ประเทศ มีเทคโนโลยีที่ใกล้เคียงกับดาวโลก ครอบครัวของผมเป็นตระกูลชั้นสูงที่ตกอับ แต่ถึงแบบนั้นก็ยังมีบ้านและเงินทองให้ใช้จ่ายได้อย่างสบาย ผมและน้องสาว ได้มาอยู่ที่เมืองหลวงของประเทศไทกีล่าเพื่อเรียนมหาลัย

อันที่จริงแล้วน้องสาวของผมได้ทุนเรียนโรงเรียนของรัฐบาลผมจึงต้องมาเรียนมหาลัยในเมืองหลวงเพื่อดูแลน้องสาวซะมากกว่า ส่วนพ่อแม่ของผมทำงานอยู่อีกเมืองหนึ่ง

วันหนึ่งอยู่ ๆ ประเทศมิสทาลที่อยู่ทางตอนเหนือสุดก็ขาดการติดต่อไป หลังจากนั้น 1 เดือน ก็เกิดฝนตกหนักติดต่อกันเป็นเวลา 1 สัปดาห์ ฝนตกทั่วทั้ง 7 ประเทศพร้อม ๆ กัน

ผู้คนกว่า 20 % ก็เกิดอาการป่วยและจากนั้นไม่นาน พวกเขาก็คลุ้มคลั่งเริ่มกัดกินผู้คน ภายหลังรัฐบาลกลางประกาศว่าพวกเขากลายเป็น “ซอมบี้”

ค่ำคืนแรกภายในประเทศไทกีล่า มีผู้เสียไปกว่า 10 ล้านคน และวันต่อ ๆ มา จำนวนของผู้เสียชีวิตก็เพิ่มมากขึ้น รวมทั้งผู้ติดเชื้อและซอมบี้ด้วยเช่นกัน

ถึงจะมีผู้คนตายจำนวนมาก แต่ก็มีผู้รอดชีวิตจำนวนมากเช่นกัน และบางคนยังเกิดการวิวัฒนาการในระดับพันธุกรรมขั้นสูงปรากฏขึ้นมา คนเหล่านี้ถูกเรียกว่า มนุษย์ชั้นสูง พวกเขามีพลังและความสามารถพิเศษ

เนื่องจากธรรมชาติและสิ่งมีชีวิตบนโลกเริ่มกลายพันธุ์ รวมถึงเมล็ดพันธุ์พืชทั้งหมดที่เก็บไว้ปลูกด้วย จนมนุษย์เริ่มไม่รู้จักพวกมันอีกต่อไป สัตว์ป่าที่แม้แต่อาวุธปืนก็ไม่สามารถทำอะไรมันได้ พวกมันคือ “สัตว์กลายพันธุ์”

สัตว์กลายพันธุ์ออกอาละวาดฆ่ามนุษย์เป็นว่าเล่น ภายในไม่ถึง 2 สัปดาห์ ประเทศทั้ง 7 และเมืองหลาย ๆ เริ่มล่มสลาย ผู้คนเริ่มต่อสู้แย่งชิงมาซึ่งทรัพยากรและโดยมีมนุษย์ชั้นสูงเป็นผู้นำ

แต่ถึงแบบนั้นทั้ง 7 ประเทศก็ไม่ได้ล่มสลายไปจริง ด้วยรากฐานที่แข็งแกรงพวกเขาจึงสร้างเมืองของตัวเองขึ้นมาใหม่ ด้วยกองทัพทหารที่แข็งแกร่งและอาวุธที่ถูกพัฒนาอย่างก้าวกระโดด

ร่วมกับมนุษย์ชั้นสูงที่แข็งแกร่ง ทำให้มนุษย์ได้เริ่มมีความหวังต่อโลกใบนี้ขึ้นมาอีกครั้ง แต่แค่ความหวังเท่านั้น

เพราะโลกนี้ไม่ได้เป็นของพวกเขา เผ่าพันธุ์ที่ทรงสติปัญญาแต่เพียงเผ่าพันธุ์เดียวอีกต่อไป

เมื่อ “เผ่าพันธุ์ยักษ์เถื่อน”และ “อสุร” ปรากฏขึ้นมา

ผมสู้มาถึง 10 ปี เพื่อครอบครัวของผมที่โลกใบนี้ แต่ทุกอย่างก็ถึงจุดจบ ผมจึงออกเดินทางตัวคนเดียวไปที่ต้นต่อของปัญหา

“มิสทราล” ประเทศทางเหนือต้นเหตุของทุกสิ่ง ผมใช้เวลา10 ปี 9 เดือน 8 วัน เมื่อไปถึงผมจึงรู้ว่ามันเริ่มมาจากกล่องใบหนึ่ง

กล่องใบนั้นก็คือ “แพนโดร่า” ภายในบรรจุ “เมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการ” ที่ถูกทิ้งไว้โดยอารยธรรมชั้นสูงโบราณโฮโม เพื่อกระตุ้นให้เกิดการวิวัฒนาการในระดับอารยธรรม ดูเหมือนว่าประเทศมิสทราลทางตอนเหนือจะไปเจอมัน และได้ทำการทำการทดลองกับกล่องแพนโดร่ามานานหลายปี

สุดท้ายจึงสามารถเปิดมันออกได้ แต่ทันทีที่เปิดพลังงานที่อยู่ในกล่องก็แพร่กระจายออกราวกับโรคระบาดมันทำให้ผู้คนในประเทศมิสทราลตายทั้งหมด จนนำมาซึ่งผลลัพธ์นี้

ผมจึงนำกล่องติดตัวมาด้วยเพื่อไม่ให้มันตกอยู่ในมือของเผ่าพันธุ์ยักษ์เถื่อน หรืออสูร

แต่แล้วผมก็ถูกตามล่าอยู่ดี โดยผู้ที่ต้องการมัน

ก่อนตายผมจะกินเมล็ดพันธุ์แห่งวิวัฒนาการเพื่อไม่ให้พวกมันได้ครอบครองและกระโดดลงหน้าผาที่ลึกสุดหยั่งถึงไม่ให้ใครหาเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการพบอีก”

“ผมหวังว่าคนที่มาเจอบันทึกนี้จะรับรู้และจดจำตัวตนของผม ไนเรล อาโรเดีย คนนี้ไว้”

[บันทึกเสร็จสิ้น]

ไนเรลดึงไดรฟ์บันทึกข้อมูลออกจากเครื่องที่อยู่บนข้อมือของเขาจากนั้นก็วางมันไว้ที่ในโพรงไม้ที่เจาะไว้และหยิบเมล็ดพันแห่งการวิวัฒนาการออกมาและกลืนมันลงไปในทันที

เขาเดินมาหยุดที่หน้าผาและหันหน้าไปมองต้นไม้ ผืนดินและท้องฟ้า ค่อย ๆ หลับตาลงบอกลาทุกสิ่งทุกอย่างบนโลกใบนี้

ไนเรลทิ้งตัวลงหน้าผาเข้าสู้ความมืดที่ลึกสุดหยั่งถึงไปตลอดกาล แต่ดูเหมือนตลอดกาลจะไม่ยาวนานอย่างที่เขาคิด

‘ความรู้สึกที่ได้รับการปลดปล่อย มันรู้สึกแบบนี้นี่เอง เหมือนกับมันคือความฝันช่างนุ่มสบายเหรอเกิน เหมือนกับเรานอนอยู่บนเตียงที่บ้านยังไงยังงั้นเลยและเสียงของน้องสาวอันเป็นที่รักก็ช่างน่าคิดถึงเหลือเกิน เดี่ยวก่อน เรานอนบนเตียงนี่และเสียงนี่ก็เป็นเสียงของน้องสาวจริง ๆ ไม่ใช่ว่าเราตายไปแล้วไม่ใช่เหรอ หรือว่าเราตายแล้วขึ้นสวรรค์ไม่น่าใช้ตัวเราฆ่าคนมาขนาดนั้นน่าจะลงนรกสิถึงจะถูก’

“พี่ชาย…ตื่นได้แล้วจะนอนไปถึงเมื่อไหร่…อื่ออออ…ลุกขึ้นเร็วหนูหิวข้าวแล้ว” เด็กสาวตัวเล็กอายุราว ๆ 14 ปี มีที่คาดผมสีชมพูอยู่บนศีรษะ กำลังดึงมือของพี่ชายเธออย่างสุดกำลังเพื่อปลุกเขาให้ตื่นขึ้นมา

“ถ้าพี่ชายไม่รีบลุกขึ้นมา เดี่ยวพวกเราไปสายอีก คุณครูยิ่งบ่นหนูอยู่ด้วยนะ”

ไนเรลที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบลุกขึ้นทันที

“นี่เรายังไม่ตายหรือเป็นไปได้อย่างไร ก็เรา…ก็เรา…” เขาไม่สามารถพูดอะไรออกมาได้เมื่อมองดูมือน้อย ๆ ของน้องสาวเขาที่กำลังดึงเขาให้ลุกออกจากที่นอน

น้ำตาแห่งความคิดถึงเริ่มไหลออกมา ไนเรลดึงนิเรีย น้องสาวตัวน้อยเข้ามากอดทันที

“อ้า ๆ พี่ทำอะไรปล่อยนะ” นิเรียตกใจเป็นอย่างมาก อยู่ ๆ พี่ชายของเธอก็ลุกขึ้นมาและมากอดเธอแบบนี้

แต่แล้วเธอก็เห็นว่าพี่ชายผู้ขี้เกียจของเธอร้องไห้ออกมา ‘หรือว่าพี่ชายจะสำนึกผิดที่ทำให้น้องสาวตัวน้อยที่น่ารักและแสนดีผู้นี้ต้องถูกคุณครูดุจึงร้องไห้เพื่อขอโทษ ไม่ได้น้องสาวคนนี้จะโอ๋พี่ชายเอง’

“โอ๋ ๆ พี่ชายอย่าร้องไห้ นะน้องสาวที่น่ารักคนนี้ให้อภัยพี่ชายแล้วนะ โอ๋ ๆ อย่าร้องไห้นะ” เธอใช้มือลูปหัวไนเรลขณะที่พูดปลอบไปด้วย

ไนเรลที่เห็นน้องสาวแสดงท่าทีแบบนั้นก็ยิ้มออกมาก เขาจึงเอื้อมมือไปบีบจมูกเธออย่างเบามือ “ยัยเด็กคนนี้นี่”

“อี้อายอำอะไออะ?(พี่ชายทำอะไรอะ)” นิเรีย เด็กสาวตัวน้อยพยายามดิ้นให้หลุดออกจากมือของไนเรล “พี่ชาย หนูบอกกี่ครั้งแล้วว่าอย่าบีบจมูกแบบนี้ เดี่ยวถ้าจมูกหนูเบี้ยวไม่สวยขึ้นมา จนหาแฟนไม่ได้จะทำยังไง”

“งั้นพี่ชายที่แสนดีคนนี้จะคอยดูแลหนูไปตลอดชีวิตเอง” ไนเรลยกมือขึ้นมาจัดผมที่ยุ่งเหยิงของเธอ

“พี่ชาย-พูด-พูดจริงนะ” นิเรียถึงกลับหน้าแดงออกมาทันที

ไนเรลมองไปทีตาของลูกแมวน้อยนิเรียที่รอคำตอบของเขาอย่างคาดหวัง “แน่นอนถ้าน้องสาวตัวน้อยของพี่ ไม่สวยจนหาแฟนไม่ได้พี่สัญญาว่าจะดูแลเอง”

“พี่สัญญาแล้วนะ” นิเรียรีบวิ่งออกจากห้องไปและปิดประตูห้องของเขา

ปัง!

แต่ยังไม่ถึง 2 วิ น้องสาวตัวน้อยก็เปิดประตูเข้ามาใหม่

“ใครบอกว่าหนูไม่สวย! หนูสวยที่สุดในโรงเรียนเลยตั้งหาก”

ปัง!

นิเรียออกจากห้องเขาอีกรอบ แต่ยังไม่ถึง 2 วิ เธอก็เข้ามาอีกครั้ง “หนูจะมาบอกว่าพี่รีบแต่งตัวนะเดียวสาย” และเธอก็ออกจากห้องไป

ไนเรลนั่งยิ้มออกมาและสัญญากลับตัวเองว่าจะไม่ยอมให้โอกาสที่เขาได้รับในรอบที่สองนี้ต้องสูญเสียไปอย่างแน่นอน

หลังจากที่ไนเรลจัดการธุระส่วนตัวและแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว เขาก็มาที่โต๊ะอาหารในห้องนั่งเล่นทันที

“ว้าว หอมจัง ฝีมือการทำอาหารของน้องสาวยังอร่อยที่สุด ไม่เปลี่ยนไปเลย อร่อยเหมือนเดิม” ไนเรลกินอาหารที่อยู่บนโต๊ะด้วยท่าทีมูมมาม ราวกับเขาไม่ได้กินมันมาเป็นเวลานานแล้ว แต่เขาก็ไม่ได้กินมันมานานแล้วถึง 20 ปี

“พี่ชายกินช้า ๆ หน่อย กินยังกลับคนอดข้าวมาหลายวัน หนูรู้นะว่าเมื่อวานพี่บ่นว่าเบื่อที่กิน แต่ไข่เจียวหมูสับกับต้มจืดเต้าหู้” ถึงเธอจะบ่นแบบนั้นแต่นิเรียก็ยิ้มกรุ้มกริ่มออกมา

นิเรียอดนึกคิดถึงเรื่องที่ผ่านมาไม่ได้ เธอสมัครเข้าชมรมทำอาหารเพื่อที่จะฝึกการทำอาหารให้พี่ชายของเธอ ซึ่งเธอทำเป็นแค่สองอย่างและทุก ๆ วันพี่ชายของเธอก็จะบ่นว่าเบื่อตลอด

แต่วันนี้ในที่สุดพี่ชายก็ชมว่าอาหารที่เธอทำอร่อย

นิเรียแอบรู้สึกถึงชัยชนะอยู่ข้างใน ‘สาวในมหาลัยพวกนั้นเหรอ? จะสู้หนูได้?’

หลังจากนั้นทั้งสองพี่น้องก็ออกจากบ้านและเดินไปที่สถานีรถไฟ ที่อยู่ไม่ไกลจากบ้านมากนัก โลกใบนี้การเดินทางหลักคือรถไฟความเร็วสูงที่เดินทางด้วยความเร็ว 800 กิโลเมตร/ชั่วโมง มันใช้เวลาไม่นานก็มาถึงมหาลัยไทกีล่า มหาลัยประจำชาติไทกีล่า และที่ติดกลับมหาวิทยาลัยไทกีล่า คือโรงเรียนมัธยมไทกีล่า ที่รวมของเหล่าหัวกะทิของประเทศไทกีล่าไว้ตั้งแต่เด็ก

เด็กที่จะเข้าเรียนที่นี่ได้ต้องได้รับทุนหรือได้รับคำเชิญจากทางรัฐบาลไทกีล่าเท่านั้นถึงจะเข้าเรียนที่นี่ได้

“เฮ้อ…” เขาได้แต่ถอนหายใจกับความยอดเยี่ยมของน้องสาวของตัวเองเท่านั้น และรู้สึกเสียใจอยู่เล็กน้อยที่น้องสาวของเขาต้องมีพี่ชายที่ไม่ได้เรื่องแบบเขา

“พี่ชายถอนหายใจทำไมเหรอคะ?” นิเรียถาม ขณะ เดินไปด้วยความอารมณ์ดี

“ไม่มีอะไรหรอก ก็แค่น้องสาวของพี่น่ารักเกินไป กลัวจะมีเด็กผู้ชายมารังแกเอาได้นะ”

“หึ! ใครกล้ารังแกหนูจะต้องเจอกำปั้นหนูแน่ ๆ ” นิเรียยกกำปั่นเล็ก ๆ ของเธอขึ้นมาและทำท่าเป่าไปที่กำปั่นน้อย ๆ นั้น

“อืม คนเก่งพี่เชื่อแล้ว รีบไปได้แล้วเดี่ยวสายเอานะ” ไนเรลบีบจมูกเล็กของจนแดงเหมือนกับผลเชอร์รี่

“หนูไปแล้ว ๆ เลิกบีบสักที” นิเรียทำหน้ามุ้ยและรีบวิ่งเข้าไปในโรงเรียนแต่เธอก็ไม่ลืมที่จะหันมาโบกมือให้กับเขา

ไนเรลยิ้มและโบกมือตอบกลับไปจากนั้นเขาก็เดินทางไปที่ธนาคารทันทีโดยไม่เข้าไปในมหาวิทยาลัย

หลังจากที่นิเรียเข้ามาภายในโรงเรียนแล้ว ก็มีคนตั้งแถวต้อนรับเธอทันที

“สวัสดีครับ/คะ ลูกพี่!!!” นักเรียนชายและหญิงเกือบ 50 คนกล่าวพร้อมกัน ถ้าไนเรลอยู่ที่นี่เขาจะต้องตกใจอย่างแน่นอน น้องสาวขี้อ้อนและแสนจะน่ารักของเขา ได้หายไปเหลือแต่ลูกพี่สาวมาดเย็นชาและเข้มแข็ง มองไปที่ทุกคนอย่างยังกับหัวหน้ามาเฟีย

“ใครบอกให้พวกนาย มาตั้งแถวแบบนี้คนอื่นเขากลัวกันหมดแล้วนะ รีบแยกย้ายกันได้แล้ว อ้อแล้วก็แต่งตัวให้มันเรียบร้อยหน่อย” เธอพูดพร้อมทั้งสั่งสอนไปคนละทีสองที

“ครับ/คะ ลูกพี่” ทุกคนรับคำสั่งและเดินตามเธอไป

นักเรียนและคุณครูที่อยู่บริเวณนั้นรีบหลบทันทีด้วยความกลัว

re zombie world โลกซอมบี้อีกครั้ง

re zombie world โลกซอมบี้อีกครั้ง

Score 10
Status: Completed

 

ณ ช่วงชีวิตหนึ่งผมเสียทุกอย่างไป แต่ก็ได้รับโอกาสในอีกโลกหนึ่ง

ไนเรลชายหนุ่มที่สูญเสียทุกอย่างให้กับวันสิ้นโลกและซอมบี้ แต่แล้วโชคชะตาก็พาเขาไปพบกับกล่องแพนโดร่าที่ซึ่งมีเมล็ดพันธุ์วิวัฒนาการ ตัวต้นเหตุของเรื่องทั้งหมด และนั้นจึงทำให้เขาได้รับโอกาสในการเปลี่ยนแปลงโลกซอมบี้ใบนี้อีกครั้ง

Options

not work with dark mode
Reset