วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์ 9-1

ตอนที่ 9-1

“พระชายา ทรงพระกรรสะหรือเพคะ” 

 

เสียงของมินอาที่กลับมาตอนเช้ามืดปลุกรยูฮาที่อยู่ระหว่างโลกของความฝันกับความเป็นจริง 

 

“เข้ามาสิ” 

 

รยูฮาหาวอย่างอ่อนเพลียแล้วค่อยๆ ลุกขึ้น แต่ตอนก้าวลงมาจากเตียงสายตาเฉียบแหลมเหมือนตอนปกติก็กลับมา นางลูบลงบนหัวของมินอาที่นั่งพิงอยู่ตรงเก้าอี้ราวกับจะชมเชย  

 

“เหนื่อยแย่เลยสินะ ดื่มชาสักแก้วดีหรือไม่” 

 

“หม่อมฉันจะดื่มน้ำเพคะ” 

 

มินอาเอียงขวดน้ำที่วางอยู่บนโต๊ะแล้วดื่มรวดเดียวหนึ่งแก้ว ก่อนจะเลื่อนเก้าอี้เข้าไปนั่งใกล้รยูฮา 

 

“ส่งของให้ท่านมหาเสนาบดีเรียบร้อยแล้วเพคะ ท่านฝากมาบอกว่าจะเฝ้าระวังคนนั้นไม่ให้คลาดสายตาเพคะ” 

 

“ดีมาก ท่านแม่ว่าอย่างไรบ้าง”  

 

“ท่านบอกว่าสิ่งที่องค์รัชทายาทครอบครองอยู่นั้น พระราชาทรงทราบอยู่แล้วเพคะ แต่ว่าไม่เคยเห็นของจริง บอกว่าพระองค์คงคิดไม่ถึงว่าองค์รัชทายาทจะมีเพคะ” 

 

รยูฮาถอนหายใจอย่างโล่งอก นางเป็นห่วงว่าถ้าหากเรื่องที่มีอาวุธร้ายแรงอยู่ถูกฟื้นฝอยขึ้นมา ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็คงถูกจับได้ แต่พอว่าบอกว่าพระราชาทรงทราบอยู่แล้วเรื่องราวก็ต่างออกไป 

 

“อืม กลับเข้าไปพักเถอะ แล้วมาให้ทันงานเลี้ยงตอนเย็นด้วยล่ะ” 

 

มินอาพยักหน้าแล้วหายไปนอกประตู รยูฮากลับมาที่เตียงอีกครั้งแล้วจมอยู่ในห้วงความคิด การซักไซ้ถามถึงเบื้องหลังของจูเยฮึงถูกส่งต่อให้ท่านพ่อไปแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ผู้ที่อยู่เบื้องหลังการโจมตีฮอน 

 

ตอนนี้ฝั่งที่จะได้ประโยชน์จากการที่ฮอนเป็นอันตรายมีแค่เพียงพระสนมมุนเท่านั้น แต่ว่าไม่ใช่พระสนมมุน พิจารณาตามสถานการณ์ในมุมนั้นมุมนี้ดูแล้วปรากฎเป็นรอยแยกอย่างประหลาด เรื่องตามสืบอย่างลับๆ นั้นไม่มีใครตามโฮจินทัน รยูฮารู้สึกเสียดายอย่างไม่เคยเป็นมาก่อนแล้วลุกขึ้นจากที่นั่ง 

 

“ข้างนอกมีใครอยู่หรือไม่” 

 

“มีเพคะ พระชายา” 

 

“เตรียมพร้อม ไปวังชังชุนกัน ฝ่าบาทเองก็น่าจะเสด็จไปเช่นกัน” 

 

หลังจากนั้นไม่นานเหล่านางในที่จัดเตรียมเสื้อผ้า เครื่องประดับและเครื่องชำระล้างใบหน้าก็ทยอยกันเข้ามาข้างใน รยูฮานั่งอยู่ตรงโต๊ะเครื่องแป้งและทักทายทีละคนจนเห็นสีหน้าของลูกเจี๊ยบตัวที่ห้าที่อยู่ท้ายสุดดูแปลกๆ นางจึงส่งสัญญาณมือออกไป 

 

“ยอนฮวา เจ้าไม่สบายหรือ” 

 

“ไม่…ไม่เพคะ” 

 

“ไม่อะไรกัน” 

 

รยูฮายกมือขึ้นแตะตรงหน้าผากของยอนฮวา 

 

“ไม่มีไข้ หรือว่าปวดท้อง” 

 

“นอนน้อยเลยเหนื่อยเพคะ ไม่เป็นไรจริงๆ เพคะ พระชายา” 

 

“งั้นหรือ งั้นพอกลับมาแล้วเจ้าก็กลับไปพักที่ที่พักเสีย” 

 

“ขอบพระทัยเพคะ พระชายา” 

 

ในขณะที่เหล่านางในอยากจะแต่งตัวให้รยูฮาเพิ่มอีกนิด แต่รยูฮากลับอยากประดับเครื่องประดับให้น้อยลง สองฝ่ายจึงยื้อยุดกัน แล้วยอนฮวาก็ถูกลืมไปในไม่ช้า ในที่สุดก็ได้ข้อตกลงร่วมกันว่าจะใช้เป็นหมวกบังลมหนาวแทนการปักปิ่นปักผมรูปดอกไม้ รยูฮายกกระจกขึ้นส่องก่อนออกไปข้างนอกแล้วยิ้มอย่างสดใสบนใบหน้าที่ฉายความยินดี 

 

“ฝ่าบาท!” 

 

“ทำไมออกมาช้าเช่นนี้ ข้ารอตั้งนาน” 

 

ฮอนสวมชุดมังกรสีน้ำเงินซึ่งเป็นสัญลักษณ์ขององค์รัชทายาทอย่างสง่างาม เขาเดินไปมาตรงลานด้านหน้าแล้วเข้าไปจับมือของรยูฮาเอาไว้แน่น อุณหภูมิที่สัมผัสตรงปลายนิ้วร้อนขึ้น รยูฮารู้สึกได้จึงยกยิ้มขึ้นพลางจับผิด 

 

“ทรงรอหม่อมฉันตั้งนาน แต่มือยังอุ่นอยู่เลยนะเพคะ” 

 

“โทษที ข้าเพิ่งมาถึง” 

 

เขาหวังว่ารยูฮาจะเป่ามือให้เหมือนตอนที่ออกมารอพระราชาตรงลานด้านหน้าเหมือนครั้งที่แล้ว ฮอนคิดว่าคราวหน้าต้องทำมือให้เย็นก่อนแล้วค่อยมาเสียแล้ว ก่อนจะชื่นชมหมวกที่มีขนติดอยู่บนผ้าลำสีของรยูฮา 

 

“สวมหมวกนี่เอง น่ารักเชียว” 

 

“พวกนางจะติดนั่นติดนี่ให้ หม่อมฉันก็ต้องเอาตัวรอดเพคะ” 

 

“ปักที่ปักผมรูปดอกไม้ก็สวย สวมหมวกก็สวย แต่ว่า…” 

 

ฮอนรั้งเอวของรยูฮาเข้ามาแล้วกระซิบเบาๆ ข้างหู 

 

“ตอนไม่ใส่อะไรสวยที่สุ…โอ๊ย!” 

 

บทลงโทษที่กวนใจนางแต่เช้าคือถูกหยิกสีข้างอย่างแรง ชนิดที่ว่าเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวดทีเดียว แต่เพราะด้านหลังมีนางในยืนเรียงกันอยู่จึงหยุดแค่นี้ ถ้าอยู่กันสองคนคงได้จุมพิตลงบนแก้มหรือไม่ก็งับลงตรงหู ในระหว่างที่นางในพากันหัวเราะ การหยอกล้อที่กวนใจก็ดำเนินต่อไป จนเท้าของทั้งคู่ที่เดินเคียงคู่กันมาหยุดอยู่ตรงแถววังชังชุน 

 

“ถวายบังคมองค์รัชทายาทและพระชายาพ่ะย่ะค่ะ” 

 

“ทำไมเป็นทางการขนาดนั้นเสด็จพี่ จะเสด็จไปวังชังชุนหรือ ไปด้วยกันเถอะ” 

 

ร่างของฮอนที่ยิ้มร่าและเดินนำไปหนึ่งก้าวบังรยูฮาจากสายตาของชานพอดีโดยบังเอิญ ชานรู้สึกได้ถึงรสขมที่ตีตื้นเข้ามาในปาก แล้วก้มหน้าลงอีกครั้ง 

 

“กระหม่อมเพิ่งออกมา ฝ่าบาทเข้าไปเถอะพ่ะย่ะค่ะ” 

 

พระชายามาที่วังชังชุนบ่อย พออากาศหนาวเย็นขึ้นการมาเยี่ยมก็ยิ่งบ่อยขึ้น เหล่านางในพากันชื่นชม ฮอนรู้เพราะแม้แต่ในพระราชวัง กำแพงก็ยังมีหูและประตูก็มีตา เมื่อทั้งคู่เดินผ่านไป เงาของพระชายาก็เข้ามาในสายตาของชานที่ยังคงก้มมองพื้นอยู่  

 

เงานั่นผ่านข้อเท้าของเขาแล้วจู่ๆ ก็หยุดชะงัก ชานได้แต่ยืนกุมมือของตัวเองที่เย็นเฉียบเนื่องจากอยู่ข้างนอกมาเป็นเวลานาน แต่เขากลับไม่รู้สึกถึงความหนาวเย็นนั้นเลย เมื่อเงยหน้าขึ้นเงานั้นก็หายไปแล้ว มีแค่ภาพเบื้องหลังอันอ่อนโยนของทั้งคู่ที่เดินห่างไกลออกไปที่เข้ามาในสายตาเย็นชาของชาน ฮอนและรยูฮาที่ไม่แม้แต่จะหันหลังกลับมาสักครั้งเดินเข้าไปข้างในโดยที่ไม่รู้ว่าชานเป็นเช่นนั้น 

 

 

 

“เสด็จย่า รยูฮามาแล้วเพคะ” 

 

“โธ่ อากาศหนาวเช่นนี้ยังมาที่นี่อีก นั่งลงก่อน พระชายา” 

 

รยูฮาผู้ซึ่งกลายเป็นเด็กสิบขวบและทำตัวเหมือนเด็กเลื่อนเก้าอี้ออกมาตรงเตาผิงไฟด้วยตัวเองกับภาพของพระพันปีที่กำลังจุดไฟตรงเตาผิงไฟดูเหมาะอย่างน่าประหลาด ฮอนเฝ้ามองทั้งคู่อยู่ข้างๆ เขายกยิ้มเล็กน้อยแล้วนั่งลงข้างพระพันปี ข้างนอกมีพายุหิมะ พายุนั้นพัดมาถึงจุดที่ลึกที่สุดของพระราชวัง แต่ว่าภายในวังชังชุนที่เหลือเครื่องประดับตกแต่งไม่กี่ชิ้นกลับเต็มไปด้วยความอบอุ่น 

 

“ระหว่างมาเจอกับเสด็จพี่ด้วยพ่ะย่ะค่ะ เสด็จมาเร็วเหมือนกัน” 

 

“องค์ชายสองหรือ อ้าว มาแล้วทำไมถึงไม่เข้ามา” 

 

รยูฮาที่กำลังเอามืออังไฟตรงเตาผิงขมวดคิ้วเล็กน้อย ฮอนสังเกตเห็น สายตาของฮอนที่สบกันพอดีในชั่วพริบตาเปี่ยมไปด้วยความหมายเดียวกัน ชานบอกว่าเข้ามาแล้ว งั้นที่เขาเดินเตร่ไปมารอบวังชังชุนหมายความว่า… 

 

“ดูเหมือนว่าคงทรงหลีกทางให้พวกหม่อมฉันได้ใช้เวลาร่วมกันเสด็จย่านานๆ เพคะ” 

 

ฮอนยกยิ้มให้กับคำพูดของรยูฮาที่หันกลับไปแสร้งทำเป็นนิ่งเฉย 

 

“องค์ชายสองก็เป็นแบบนั้น พระสนมมุนโหดร้ายกับโอรสมากตั้งแต่เด็ก แต่พระสนมยอน…” 

 

พระพันปีพูดถึงตรงนี้แล้วเม้มปากเงียบอีกครั้ง เรื่องราวแม่บังเกิดเกล้าของฮอนถูกหยิบยกขึ้นมาพูดอย่างไม่รู้ตัว ฮอนยิ้มแห้งแล้วค้นหาเกาลัดที่สุกดีแล้วในเตาออกมาหนึ่งลูก 

 

“ไม่เป็นไรพ่ะย่ะค่ะ ไม่มีใครพูดเรื่องเสด็จแม่ของกระหม่อมให้ฟังเลย พระพันปีช่วยเล่าให้ฟังหน่อยพ่ะย่ะค่ะ” 

 

ตอนนี้เองพระพันปีผู้ซึ่งเฝ้ามองภาพของหลานชายที่กลิ้งเกาลัดไปมาแล้วเป่าราวกับได้ย้อนไปยังสมัยเป็นเด็ก จึงยิ้มออกมาเงียบๆ แล้วเปิดปากอีกครั้ง 

 

“เป็นผู้หญิงที่อบอุ่นแล้วก็น่ารักมาก องค์ชายสองถ้าอยู่กับพระสนมยอนคงหลุดจากนิสัยเด็กที่ทำตัวเหมือนผู้ใหญ่และเป็นเหมือนเด็กทั่วไป” 

 

“เสด็จพี่เป็นเด็กที่ทำตัวเหมือนผู้ใหญ่หรือพ่ะย่ะค่ะ” 

 

“องค์ชายสองจะดูเป็นเด็กก็ต่อเมื่ออยู่ต่อหน้าพระสนมยอนเท่านั้น พระสนมมุนเองก็คงรู้ดี นางดูไม่พอใจแต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ว่าองค์ชายสองแอบไปหาพระสนมยอน ความจริงแล้วก็เหมือนเลี้ยงลูกชายสองคน ก็เท่ากับว่ามีพี่น้องสองคนที่สามารถพึ่งพากันได้เกิดขึ้นในพระราชวังที่เงียบเหงานี้ไม่ใช่หรือ” 

 

“แต่ความสัมพันธ์คู่พี่น้องไม่ได้เป็นไปตามนั้น ปัญหาคือตำแหน่งที่มีเพียงหนึ่งเดียวและความโลภของเหล่าบริวารที่ห้อมล้อมพวกเขาก็ยิ่งเป็นปัญหา แย่แล้ว คนแก่พูดมากไปแล้ว” 

 

พระพันปีผ่าเกาลัดออกครึ่งหนึ่งแล้วเอาเข้าปาก ส่วนที่เหลือป้อนเข้าปากหลานสะใภ้ที่นั่งอยู่ข้างๆ รยูฮาไม่ปฏิเสธเพราะเกรงใจและรับเอาสิ่งนั้นมากิน นางขยับปากและยิ้มหวาน แต่ในหัวกลับวุ่นวายไปหมด 

วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์

วุ่นรักบุปผาร้อยเล่ห์

Score 10
Status: Completed

ตอนที่ 1 – 4 อ่านนิยาย

(อ่านตอนต่อไปด้านล่าง)


มิใช่เพียงเพราะสัญญาองค์ชายรัชทายาทฮอน จำเป็นต้องอภิเษกสมรสกับซอรยูฮา ให้นางอยู่ในฐานะพระชายาเอก เพราะต้องการพาหญิงสาวชาวบ้านผู้เป็นคนรักเข้ามาเป็นพระสนม แต่ซอรยูฮา หญิงสาวที่องค์ชายรัชทายาทเข้าพิธีอภิเษกสมรสด้วยนั้น แทนที่จะเป็นคนเรียบร้อย อ่อนหวานดั่งที่ใครต่อใครคิด แต่เมื่อเจอตัวจริงพระองค์ถึงกับให้คำจำกัดความนางว่า ‘ไร้สติ ละเอียดรอบคอบ ฉลาดหลักแหลม เก่งกาจ และไม่มีผู้ใดเหมือน’

ซอรยูฮาคอยคลี่คลายเรื่องราวต่างๆ ภายในพระราชวังให้เป็นไปในทางที่ดี เวลาผ่านไปองค์ชายรัชทายาทฮอนในฐานะพระสวามีที่ไม่เคยเหลียวแลและมอบความรักให้แก่พระชายาของตนเองเลยนั้น กลับค่อยๆ ให้ความสนใจนางมากขึ้นเรื่อยๆ

เมื่อถึงเวลาเขาต้องเลือกว่าแท้จริงแล้ว คนที่ตนเองมีใจให้นั้นคือชายาที่ตนเคยตั้งแง่รังเกียจหรือพระสนม คนรักของตนกันแน่!

Options

not work with dark mode
Reset