ลำนำสตรียอดเซียน 60

ตอนที่ 60

การกวาดล้าง

 

โม่เทียนเกอไม่ต้องใช้เวลานานในการหาสวีจิ้งจือ เมื่อนางเข้าใกล้เขา ก็พบว่าสีหน้าเขาดูไม่ค่อยดีเช่นกัน นางต้องดึงแขนเสื้อเขาซ้ำๆ เพื่อดึงความสนใจ

“ศิษย์น้องเยี่ย…” สวีจิ้งจือตัวสั่นเล็กน้อยในขณะที่พูด “มัน… มันเกิดขึ้นได้อย่างไร”

โม่เทียนเกอไม่อาจตอบคำถามของเขาได้และทำได้เพียงแค่ปลอบเขา “ศิษย์พี่สวี อย่ากังวลไปเลย ข้าเชื่อว่าพวกเขาแค่อยากรวมอีกสองกลุ่มเข้าไป เขาคงไม่ฆ่าคนหรอกนอกเสียจากว่ามันจำเป็น”

ถึงอย่างนั้น สวีจิ้งจือกลับส่ายหน้า “การควบรวมสองกลุ่มการฝึกตนจะง่ายขนาดนั้นได้อย่างไร ทั้งสามกลุ่มอยู่ร่วมกันมาหลายพันปีแล้ว และที่จริงก็เคยมีเหตุการณ์ที่กลุ่มหนึ่งแข็งแกร่งมากกว่ากลุ่มอื่นๆ อย่างไรก็ตาม พวกเขาอยู่กันมาอย่างปรองดองเสมอ… ความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละกลุ่มนั้นซับซ้อน และการใช้กำลังอย่างเหี้ยมโหดเพื่อบังคับกลุ่มอื่นช่างง่ายดาย แต่การจะควบคุมกลุ่มอื่นได้โดยสิ้นเชิงนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายนะ ข้าคิดว่า… การกระทำของสำนักจื่อซย่าเช่นนี้จะก่อให้เกิดการนองเลือดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้”

โม่เทียนเกอนิ่งเงียบ นางไม่ค่อยเข้าใจเรื่องของกลุ่มและเผ่าพวกนี้เท่าไหร่นัก แต่สิ่งที่สวีจิ้งจือพูดฟังดูสมเหตุสมผล

เมื่อโม่เทียนเกอหันกลับไปเพื่อมองสภาพรอบตัว นางเห็นว่าฉินซีกำลังเดินเข้ามาหา “ศิษย์น้อง” แม้ว่าสีหน้าของเขายังดูสงบ แต่ก็ดูเคร่งเครียดมากกว่าก่อนหน้านี้

“ศิษย์พี่ฉิน” โม่เทียนเกอหันไปอีกครั้งและมองรอบๆ “เจอศิษย์พี่หลิ่วบ้างหรือไม่”

ฉินซีส่ายหน้าและพูดว่า “ข้าไม่รู้ว่าศิษย์พี่หลิ่วอยู่ที่ไหน ข้าเจอแต่พวกเจ้าทั้งสองคน” หลังจากหยุดไปครู่หนึ่ง เขาจึงพูดต่อ “แต่ข้าเห็นศิษย์พี่เจียง สีหน้าเขาดูแย่มาก”

สวีจิ้งจือแค่นหัวเราะอย่างรังเกียจ “แน่นอนล่ะว่าเขาต้องดูแย่ เป็นเพราะกลุ่มเจียงของเขาที่หักหลังสำนักอวิ๋นอู้!”

ทั้งโม่เทียนเกอและฉินซีต่างอึ้งไป “กลุ่มเจียงรึ” ผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังคนทรยศตอนนั้นก็ถูกเรียกชื่อว่า “สหายเจียง” จริงๆ เสียด้วย

“ปรากฏว่าคนนั้นคือปรมาจารย์ระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังจากลุ่มเจียง!” ฉินซีพูดพร้อมกับพยักหน้าไปด้วย “ดูเหมือนว่าศิษย์พี่เจียงก็ยอมรับเรื่องนี้ได้ยากเหมือนกัน”

“เขาจะยอมรับได้ยากอะไรกัน” สวีจิ้งจือพูดถากถาง “ครั้งนี้กลุ่มเจียงของเขาได้ในสิ่งที่พวกเขาปรารถนาแล้วนี่ การเอาชนะผู้มีอำนาจของสำนักทั้งๆ ที่กลายเป็นขี้ข้าของอีกกลุ่มอย่างไร้ยางอาย!”

โม่เทียนเกอและฉินซีต่างเหลือบมองกันแต่ไม่ได้พูดตอบอะไร ทุกคนรู้ว่าเจียงซั่งหังไม่มีความสัมพันธ์อันดีกับกลุ่มเจียง ยิ่งไปกว่านั้น ศิษย์ระดับการหลอมรวมพลังวิญญาณคงจะไม่ได้ตระหนักถึงเรื่องพวกนี้ บางทีพอเจียงซั่งหังรู้เรื่องนี้เข้า ความคิดของเขาอาจจะยิ่งซับซ้อนมากกว่าก็เป็นได้

ฉินซีไตร่ตรองถึงสถานการณ์และกล่าวว่า “ตอนนี้เราทำอะไรไม่ได้นอกจากต้องรอ ศิษย์น้องสวี จงทำใจกล้าเข้าไว้ กับความเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ เราแค่ต้องทำตามน้ำไป”

สวีจิ้งจือเข้าใจแต่โดยดี เขาแค่รู้สึกกังวลเมื่อคิดถึงครอบครัวของเขาในสำนักอวิ๋นอู้เท่านั้น

ทั้งสามคนเจอมุมสงบมุมหนึ่งจึงอดทนรอคอยอยู่ตรงนั้น

หนึ่งคืนผ่านไป ลำแสงที่เคลื่อนที่อย่างเร็วปรากฏขึ้นบนเส้นขอบฟ้าในที่สุดและพาดผ่านไปทั่วทั้งท้องฟ้า ก่อนจะร่อนลงมาที่ใจกลางลานจัตุรัส นั่นคือผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลัง เขากำลังพูดคุยอยู่กับผู้ฝึกตนที่คอยคุมอยู่ จากนั้นเขาจึงเดินตรงไปยังศิษย์ของสำนักอวิ๋นอู้ เขากล่าว “ตามข้ากลับไปยังสำนักอวิ๋นอู้ ห้ามขัดคำสั่งเด็ดขาด!”

เมื่อได้ยินคำสั่งของเขา ความลังเลปรากฏขึ้นบนใบหน้าของโม่เทียนเกอ ฉินซี และสวีจิ้งจือ

สวีจิ้งจือกระซิบ “อย่าบอกนะว่าพวกเขา…”

ทั้งสองคนสามารถเดาได้ว่าเขาตั้งใจจะพูดอะไร การบอกให้พวกเขากลับไปหมายความได้อย่างเดียวว่าคนพวกนั้นได้จัดการกับผู้ฝึกตนที่เหลือในสำนักอวิ๋นอู้เรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่าคนพวกนั้นทำอะไรเพื่อยึดอำนาจเหนือสำนักได้ก็ตาม”

ฉินซีกล่าวอย่างใจเย็น “เดี๋ยวเราก็รู้หลังจากเรากลับไป”

โม่เทียนเกอพยักหน้า “จริงด้วย ศิษย์พี่สวี เรากลับไปกันก่อนเถอะ”

สวีจิ้งจือพยักหน้า ใบหน้าเขาซีดเผือดอย่างมาก

ศิษย์หลายร้อยคนจากสำนักอวิ๋นอู้ปีนขึ้นไปบนอาวุธวิเศษบินได้ของผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังคนนั้น เมื่อพวกเขามาถึงในตอนแรก ความประหม่าของทุกคนมาจากความตื่นเต้น แต่ตอนนี้ พวกเขายังรู้สึกประหม่าอยู่แต่เป็นเพราะความหวาดกลัวมากกว่า

แม้ว่าโม่เทียนเกอจะไม่เป็นกังวลเท่าสวีจิ้งจือ แต่นางก็ยังกลัว กลัวว่าอาจมีศึกการต่อสู้เกิดขึ้นและทำให้คนบริสุทธิ์ต้องบาดเจ็บ ถ้าการต่อสู้ด้วยพลังเวทระหว่างผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังทำลายตลาดนัดในเขาอวิ๋นอู้ ท่านอารองจะตกอยู่ในอันตรายได้!

ด้วยว่าจิตใจพวกเขานั้นเต็มไปด้วยความกังวล การเดินทางหลายชั่วโมงนี้จึงรู้สึกยาวนานเป็นพิเศษ หลังจากผ่านไปนาน ในที่สุดประตูหน้าแห่งเขาอวิ๋นอู้ก็ปรากฏขึ้นต่อสายตาทุกคน

หลังจากลงจอดที่จัตุรัสของสำนักอวิ๋นอู้ ผู้ฝึกตนระดับการก่อเกิดแก่นขุมพลังตะโกนบอก “เหล่าศิษย์จะต้องกลับไปยังถ้ำเซียนของตัวเอง ห้ามออกมาเดินเพ่นพ่านตามใจชอบเด็ดขาด!”

เห็นได้ชัดว่าไม่มีใครกล้าจะสงสัยกับคำสั่งของเขา ศิษย์สำนักอวิ๋นอู้ทีละคนค่อยๆ เดินก้มหัวออกจากจัตุรัสไป แม้ว่าพวกเขาจะเป็นห่วงครอบครัว แต่ก็ไม่มีใครกล้าพูดอะไรออกมา

โม่เทียนเกอเหลือบมองไปยังทางตีนเขา บริเวณนั้นดูสงบเงียบและไม่มีร่องรอยของการต่อสู้ ท่านอารองคงจะปลอดภัย ใช่หรือไม่

เมื่อกลับไปถึงบ้านพัก พวกเขาไม่มีแม้แต่อารมณ์จะสนทนากันถึงเหตุการณ์นี้ ทุกคนนั่งเหม่อลอยอยู่ในห้องนั่งเล่น แม้แต่เจียงซั่งหังก็ไม่ได้กลับเข้าห้องของเขา เหมือนเช่นทุกคน เขานั่งจ้องไปที่ประตู จมอยู่ในภวังค์ความคิด ส่วนหลิ่วอีเตานั้น ไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน จนกระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีใครพบเห็นเขา

สวีจิ้งจือที่ยิ่งรอนานก็ชักจะเป็นกังวลมากขึ้นเรื่อยๆ เขายืนขึ้นและเริ่มเดินไปมาในห้องนั่งเล่น ท้ายที่สุด เจียงซั่งหังก็วางแก้วน้ำชากระแทกลงบนโต๊ะด้วยเสียง “ปัง!” และพูดออกมาตรงๆ ว่า “หยุดเดินไปเดินมาได้แล้ว!”

เพราะการระเบิดอารมณ์เขา อารมณ์ที่เก็บกดของสวีจิ้งจือก็ระเบิดออกมาในที่สุด เขายืนนิ่งทันทีและดวงตาของเขาราวกับจะลุกเป็นไฟ หลังจากผ่านไปนาน เขาก็ถามขึ้นมาด้วยท่าทีแข็งกร้าวว่า “เจ้าว่าอะไรนะ”

เจียงซั่งหังคำราม “ข้าเวียนหัวเพราะเจ้าเดินวนไปวนมาอยู่นั่น!”

สวีจิ้งจือนิ่งไปพักหนึ่ง จากนั้นจู่ๆ เขาก็เดินเข้าไปหาเจียงซั่งหัง กัดฟันพูดด้วยความโมโห “เจ้ายังกล้าพูดอีกรึ! ทั้งหมดนี่ก็เป็นเพราะกลุ่มเจียงของเจ้าไปช่วยสำนักอื่นโดยไม่สำนึกบุญคุณ! ในฐานะผู้อาวุโสของสำนักอวิ๋นอู้ พวกเขากลับไปสมรู้ร่วมคิดกับคนอื่น! เจ้ายังมีหน้ามาพูดอะไรอีกเรอะ!”

แม้ว่าใบหน้าเจียงซั่งหังจะซีดขาว แต่ในวินาทีต่อมา เขาก็ลุกออกจากที่นั่ง ใบหน้าของเขาแดงก่ำในขณะที่พูดว่า “การกระทำของพวกเขามันเกี่ยวกับข้าตรงไหน! เจ้าคิดจริงๆ หรือว่าทุกคนเป็นคนดี ก็เพียงเพราะเผ่าสวีของเจ้าไม่มีความสามารถพอที่จะหักหลังสำนักของเราต่างหาก ไม่เช่นนั้น ไม่ต้องบอกหรอกว่าคนทรยศจะเป็นใคร!”

“แก!!!” สีหน้าสวีจิ้งจือเปลี่ยนไปทันควัน เขาพุ่งเข้าไปคว้าคอเสื้อของเจียงซั่งหัง พยายามที่จะเหวี่ยงหมัดเข้าใส่หน้าเขา

ปกติเจียงซั่งหังก็ไม่ยอมใครง่ายๆ อยู่แล้ว เพราะอย่างนั้น โดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ทั้งสองคนจึงพุ่งเข้าปะทะกัน

โม่เทียนเกอก็รู้สึกกังวล แต่เมื่อนางเห็นพวกเขาเป็นเช่นนี้ ทั้งที่ยังไม่แน่ใจและยังกลัวว่าจะต้องยุ่งกับพวกเขามากเกินไป แต่นางก็อดไม่ได้ที่จะก้าวเข้าไปช่วยห้ามปรามพวกเขา

หลังจากไม่สามารถจะแยกพวกเขาได้อยู่พักหนึ่ง นางหันไปมองทางฉินซีซึ่งนั่งนิ่งอยู่ด้านข้าง พยายามที่จะขอความช่วยเหลือจากเขา

แต่ช่างแตกต่างกับที่นางคิด ฉินซีส่ายหน้า โม่เทียนเกอรู้สึกงุนงง เขาหมายความว่าอย่างไร เขาไม่อยากเข้าไปยุ่งเช่นนั้นหรือ

ฉินซีถอนหายใจและชี้ไปตรงที่นั่งข้างๆ เขา หลังจากนางนั่งลงอย่างงงๆ เขาก็พูดขึ้นมาว่า “ตอนนี้อารมณ์ของพวกเขายังไม่นิ่ง ดังนั้นการระบายอารมณ์ด้วยการทะเลาะกันก็ดีเหมือนกัน วางใจเถอะ… ดูสิ พวกเขาไม่ได้ใช้พลังวิญญาณแม้แต่น้อย พวกเขาไม่ทำให้เกิดบาดแผลจริงหรอก”

“จริงรึ” จากนั้นนางจึงเหลือบมองไปยังพวกเขาและเห็นว่าในที่สุดพวกเขากลิ้งไปอยู่ตรงที่หนึ่ง ต่างชกต่อยและเตะกันไปมา ต่อสู้กันนัวเหมือนอย่างที่มนุษย์ทั่วไปทำกันในโลกมนุษย์

หลังจากผ่านไปนาน ในที่สุดทั้งสองก็รู้สึกเหนื่อยจึงหยุด ทั้งคู่มีบาดแผลฟกช้ำและสะบักสะบอมพอกันและต่างหอบหายใจ โม่เทียนเกอพยุงสวีจิ้งจือขึ้นพร้อมถอนหายใจ “ศิษย์พี่สวี ข้าจะไม่ช่วยทำแผลให้นะ พี่ดูสภาพตัวเองในกระจกได้เลย”

สวีจิ้งจือนั่งลงบนเก้าอี้และฝืนยิ้มให้ “ศิษย์น้องเยี่ยรู้จักพูดล้อเล่นตั้งแต่เมื่อไหร่กัน”

“เราจะทำอะไรได้อีกนอกจากพูดล้อเล่นกันล่ะ โม่เทียนเกอมองไปยังภาพความเงียบสงบภายนอกบ้าน “เราทำอะไรไม่ได้เลย”

ขณะนั้นเอง ใครบางคนเดินอย่างรีบเร่งมาทางพวกเขาจากภายนอกสนาม สวีจิ้งจือร้องเรียกออกมาด้วยความตกใจและตื่นเต้น “นั่นมันศิษย์พี่หลิ่ว!”

ทุกคนก้าวไปข้างหน้า ทำให้หลิ่วอีเตาที่เพิ่งเข้ามาในบริเวณนั้นตกใจกลัว

สวีจิ้งจือไม่สามารถจะห้ามตัวเองได้ ก็ถามว่า “ศิษย์พี่หลิ่ว เกิดอะไรขึ้น ศิษย์พี่หายไปไหนมา”

พอเห็นพวกเขาทุกคน หลิ่วอีเตายิ้มอย่างขมขื่นให้ “ข้าถูกทิ้งไว้ในสำนักจื่อซย่าและเพิ่งกลับออกมา เจ้า…” เขาจ้องมองไปยังรอยช้ำบนใบหน้าของสวีจิ้งจือและเจียงซั่งหัง แล้วจึงถามว่า “ศิษย์น้อง เกิดอะไรขึ้น”

ฉินซีพูดว่า “ศิษย์พี่หลิ่วไม่จำเป็นต้องไปสนใจพวกเขาหรอก พวกเขาแค่ทะเลาะกันน่ะ ศิษย์พี่ เห็นอะไรตอนขากลับมาไหม สถานการณ์ข้างนอกเป็นอย่างไรบ้าง”

หลิ่วอีเตามองทั้งสองคนที่สภาพฟกช้ำด้วยความสงสัยก่อนจะตอบว่า “ศิษย์น้องทั้งหลายไม่ต้องกังวลไปหรอก ไม่มีการเปลี่ยนแปลงใหญ่โตอะไรในสำนัก แต่จะเป็นการดีกว่าถ้าเราไม่ออกไปข้างนอกในอีกสองสามวันข้างหน้า ข้าได้ยินมาว่าพวกเขากำลังจะทำการกวาดล้างผู้มีอำนาจจากทุกกลุ่มในสำนักอวิ๋นอู้ เราไม่ควรจะเข้าไปยุ่งเกี่ยว”

“จริงหรือ” เมื่อได้ยินคำพูดนั้น สวีจิ้งจือยิ้มขมขื่นอีกครั้ง “ข้าสงสัยว่าเผ่าของข้าจะเป็นอย่างไร ถ้าพวกเขาสบายดี อย่างน้อยพวกเขาน่าจะส่งข้อความมาบ้าง…”

หลิ่วอีเตาพูดปลอบใจ “ศิษย์น้องสวีอย่าได้กังวลไป เผ่าผู้ฝึกตนเป็นรากฐานของกลุ่มการฝึกตน ตราบใดที่เผ่าของเจ้าไม่ขัดขืน ก็จะไม่มีอะไรเกิดขึ้นกับพวกเขา”

แม้กระนั้นก็ตาม สวีจิ้งจือยังคงเป็นห่วงอยู่ดี ส่วนเจียงซั่งหัง แม้ว่าเขาจะไม่ได้กังวลกับความเป็นอยู่ของกลุ่มตัวเอง แต่การได้ฟังข่าวนี้ก็ยิ่งทำให้เขารู้สึกแย่กว่าเดิม เขากลับไปที่ห้องโดยไม่พูดอะไรและปิดประตูกระแทกเสียงดัง

โม่เทียนเกอมองออกไปยังทิวทัศน์ด้านนอกบ้าน รู้สึกหดหู่เป็นอย่างมาก พวกเขาจะกวาดล้างสำนักจริงๆ หรือ ดูเหมือนว่า… ภายใต้ความเงียบสงบนี้ การนองเลือดกำลังจะเกิดขึ้นจริงในสำนักอวิ๋นอู้

ลำนำสตรียอดเซียน

ลำนำสตรียอดเซียน

Score 10
Status: Completed

ตอนที่ 1 – 59 อ่านนิยาย

(อ่านตอนต่อไปด้านล่าง)


โม่เทียนเกอ สาวน้อยผู้อาภัพ มารดาตายจากไปแต่ยังเยาว์ บิดาหายตัวไปแต่ก่อนที่นางจะลืมตาดูโลก วันหนึ่งพบว่าตนได้รับสืบทอดพลังปราณหยินจากบรรพบุรุษอันจะช่วยให้ฝึกตนจนบรรลุเป็นเซียนได้ ด้วยความกำพร้าแต่ยังเยาว์สอนให้นางมีจิตใจมุ่งมั่นหาญกล้า ทุกเมื่อเชื่อวันนางจึงไม่เคยปล่อยผ่านไปเปล่า เพียรฝึกตนอย่างไม่หยุดหย่อน

ทว่าอุปสรรคที่ผู้ฝึกตนหญิงต้องฝ่าฟันข้ามไปนั้นมีมากมายเหลือคณานับ ต้องมิขาดซึ่งพรสวรรค์วิชาฝึกตน ต้องมียาและศาสตราวิเศษ หาไม่แล้วก็จะฝึกตนให้สำเร็จได้อย่างล่าช้า อนึ่ง ต้องปราศจากซึ่งอารมณ์อ่อนไหว ใจเมตตา ความโลภโมโทสัน หากมีสิ่งเหล่านี้อยู่มากแล้วก็จะพบกับความตาย เหนืออื่นใดคือห้ามงามเกินไป ห้ามอัปลักษณ์เกินไป อย่าโง่งมเกินไป อย่าฉลาดเกินไป

โม่เทียนเกอเป็นหญิง ไหนเลยจะไม่ประสบปัญหาเหล่านี้ แม้หนทางจะโหดเหี้ยมไร้ปรานี แต่นางเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดเหนือไปกว่าความเพียรพยายาม

Options

not work with dark mode
Reset