กำเนิดนางร้าย The Birth of a Villainess 29 หงเป่ยโหลว 2

ตอนที่ 29 หงเป่ยโหลว 2

ฉู่เซียวซู สังเกตเห็นใบหน้าของหญิงสาวที่นั่งตรงข้ามเขา

 

ใบหน้าที่เรียวเล็กและสวยงามของเธอช่างดูมีเสน่ห์จริงๆ  ภายในห้องที่มีความมืดเล็กน้อย มีเเค่โคมไฟบนผนัง ที่ส่องสว่างไปทั่วทั้งห้อง กลับทำให้ใบหน้าของเธอช่างดูสวยงามเเละน่าหลงใหลมากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม ชายหนุ่มแบบฉู่เซียวซู เขาพบเห็นหญิงสาวที่มีหน้าตาที่งดงามมามากมาย และเขาจะไม่ปล่อยให้รูปลักษณ์ภายนอกเหล่านั้น มาหลอกลวงเขา

 

เขามักจะพบหญิงสาวในลักษณะเดียวกัน บ้างก็มีใบหน้าที่สวยงาม บางคนดูเย้ายวน ไร้เดียงสา

ขี้เล่น ฉลาด และอันตรายถึงตายก็มี  อย่างไรก็ตาม ไม่มีหญิงสาวคนใดที่เข้าตาเขา เพียงเพราะรูปลักษณ์ภายนอก เขาคิดว่าสิ่งเหล่านั้น มันดูไร้ประโยชน์สำหรับเขา

 

เป็นเรื่องปกติ ที่ชายหนุ่มจะหมกมุ่นอยู่กับสิ่งที่สวยงาม แต่ลักษณะนิสัยแบบนั้นใช้ได้กับชายหนุ่มธรรมดาเท่านั้น และแน่นอนว่าสำหรับฉู่เซียวซู เขามีอะไรมากกว่าชายหนุ่มธรรมดา

 

ในฐานะชาย ที่เกิดมาพร้อมกับใบหน้าที่หล่อเหลาที่สุด ฉู่เซียวซูไม่จำเป็นต้องจ้องมอง

สิ่งสวยงามด้วยความรัก เมื่อเขาสามารถมองดูเงาที่สะท้อนตนเองในกระจกได้

 

แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาเขาในขณะนี้ ไม่ใช่ความงามของหลินเสี่ยวเฟย แต่คือความกล้าของเธอ ที่ไม่เเม้เเต่จะกลัวภาพวาดอันน่าสยดสยองที่เขาวาด และแขวนไว้บนผนังสำหรับผู้คนที่มาพบเขา

 

และตรงกันข้ามกับความคาดหวังของเขา เธอไม่เเม้เเต่จะตกใจหรือหวาดกลัวกับภาพวาดนั้น

เเต่หลินเสี่ยวเฟยยิ้มอย่างน่าประหลาดใจ ราวกับสิ่งที่เธอเห็นเป็นผลงานชิ้นเอก ที่สร้างขึ้นโดยจิตรกรระดับปรมาจารย์

 

หลังจากสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ ฉู่เซียวซูได้ให้คนของเขาติดตามเธอทุกการเคลื่อนไหว

เพื่อดูว่าตระกูลหลิน ได้ย้ายออกจากเมืองไปแล้วหรือไม่ แต่ใครจะคิดว่าหลินเสี่ยวเฟยจะมาหาเขาเป็นการส่วนตัวที่หงเป่ยโหลว

 

เมื่อไม่นานมานี้ เขาเห็นหลินเสี่ยวเฟยอยู่ที่หอนางโลมที่มีหญิงโสเภณี เขาตกใจมาก

เเละไม่เคยเห็นหญิงสาวผู้สูงศักดิ์คนใด ที่จะมาเดินเที่ยวในสถานที่เช่นนี้ ราวกับว่าตนเองเป็นนายน้อยที่เอาแต่ใจ และถึงกับปลอมกายเป็นชายหนุ่ม เพื่อที่จะได้เข้าไปในนั้น

 

ในอดีต เขาเคยได้พบกับคุณหนูสี่เเห่งตระกูลหลิน ระหว่างงานเลี้ยงในวัง และรู้ว่าเธอหยิ่งทะนงและมีนิสัยเสียมากเพียงใด

 

แม้ว่าเขาจะไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง มาเป็นเวลาหนึ่งปี แต่ฉู่เซียวซูยังคงให้คนของเขา รวบรวมข่าวลือที่ได้ยิน และโดยธรรมชาติ ข่าวลือที่เกี่ยวกับหลินเสี่ยวเฟย ก็ดูไม่ได้เเตกต่างกับผู้คนในราชวงศ์ทุกคน

 

ถึงกระนั้น หญิงสาวคนเดิมที่เขาเคยพบและก็นั่งอยู่ตรงข้ามเขา ไม่มีร่องรอยของความไร้เดียงสาและความหยาบคายในการกระทำของเธอ เธอยังคงเย่อหยิ่งเหมือนเมื่อก่อน แต่ความเย่อหยิ่งที่เธอแสดงออกมานั้น มันเหมือนกับได้ถูกปลูกฝังลงในกระดูกของเธอ

 

ดังนั้น ความอยากรู้ของเขาก็พุ่งตรงไปที่หญิงสาวที่อยู่ข้างหน้านี้

 

เช่นเดียวกับเขา หลินเสี่ยวเฟยก็มองมายังเขา เเละคิดว่าชายหนุ่มผู้นี้ไม่น่าจะใช่คนธรรมดา

เพราะเขาสามารถเข้ามาในห้องนี้ได้โดยที่ไม่มีใครทันสังเกต หรือบางทีเขาอาจจะซ่อนตัวอยู่ในห้องๆนี้อยู่แล้ว นั่นคือเหตุผล ที่หลินเสี่ยวเฟยไม่รู้สึกถึงการปรากฏตัวของเขา

 

หลินเสี่ยวเฟย ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญเหมือนชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้าเธอ แต่เพราะเธอเป็นผู้ที่ระมัดระวังและขี้สงสัยมาก

 

ก่อนหน้านี้ แม้ว่าเธอจะจมอยู่กับการชื่นชมของภาพวาด ความระมัดระวังรู้ของหลินเสี่ยวเฟยก็ยังคงทำงาน แต่ผู้ที่ปรากฎด้านหลังของเธอ เขาต้องเป็นปรมาจารย์ในด้านศิลปะการต่อสู้และการสังหาร มันจึงทำให้เธอไม่สามารถรับรู้ถึงการปรากฏตัวของเขาได้ แม้ว่าจะสัมผัสอย่างใกล้ชิด

 

เมื่อเธอคิดเช่นนี้ หลินเสี่ยวเฟยถอนหายใจเบาๆ และหยิบถ้วยน้ำชาขึ้น ก่อนที่จะยกขึ้นที่ริมฝีปากของเธอ

 

เมื่อชาที่มีรสชาติกลมกล่อมและมีรสมิ้นต์ สัมผัสที่ปากและผ่านไปในลำคอของเธอ ความตึงเครียดที่เธอรู้สึก ก็ผ่อนคลายลง

 

ฉู่เซียวซู มองดูเธอผ่านรูในหน้ากาก และกล่าวถามว่า “ทำไมท่าน ถึงต้องการพบตัวข้า”

 

“ข้าได้ยินมาว่า หงเป่ยโหลวมีธุรกิจอย่างอื่น ข้าจึงมาด้วยเหตุผลนั้น” หลินเสี่ยวเฟยกล้าออกมาอย่างไม่ปิดบัง

 

“ธุรกิจอื่นๆ ของข้าที่หงเป่ยโหลว จะมีธุรกิจอะไรอื่นอีกเล่า นอกจากอาหารจานร้อนที่มีรสชาติที่อร่อย” ฉู่เซียวซู ยิ้มหลังหน้ากาก เขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ ในสิ่งที่เธอกำลังกล่าวถึง “หญิงสาวต้องไม่ฟังสิ่งที่ผู้อื่นพูดง่ายๆเช่นนี้”

 

หลินเสี่ยวเฟยยิ้มให้เขา และไม่ได้ขุ่นเคืองกับสิ่งที่เขาพูด เธอพยักหน้าและเห็นด้วยกับคำพูดที่ชาญฉลาดของเขา และกล่าวว่า “แน่นอน แต่ข้าไม่รู้ว่าทำไมผู้จัดการของหงเป่ยโหลว ถึงพยายามที่จะเสแสร้งเช่นนี้ ในเมื่อมีกลิ่นเลือดส่งกลิ่นอยู่ทุกซอกทุกมุมในโรงเตี๊ยมเเห่งนี้”

 

เธอหยุดและมองดวงตาของเขา “โดยเฉพาะจากตัวท่าน”

 

เมื่อเธอย่างกรายเข้ามาในโรงเตี๊ยม กลิ่นหอมของอาหารก็พุ่งไปที่จมูกของเธอทันที เเต่อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้หลินเสี่ยวเฟยหยุดไปชั่วขณะ ก็คือกลิ่นคาวของเลือดที่ออกมาจากภายในโรงเตี๊ยม

 

เธออยู่และตาย โดยอาศัยอยู่กับเลือดและเนื้อเน่าของเธอ กลิ่นสาปเนื้อและคาวเลือดเป็นสิ่งที่เธอคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อเธอก้าวเท้าเข้าไปในประตูของโรงเตี๊ยม เธอก็แน่ใจว่าต้องมีบางอย่างเกิดขึ้นที่หลังซุ้มโรงเตี๊ยม

 

นอกจากนี้ ลูกค้าที่รับประทานอาหารที่ชั้นหนึ่ง ก็ไม่ใช่ลูกค้าที่ปกติ แต่เป็นคนที่ผู้จัดการของ

หงเป่ยโหลวจ้างมา เพื่อเป็นนักฆ่า ทหารรับจ้าง นักล่าเงินรางวัล และใครก็ตามที่มีทักษะในการฆ่าหรือโค่นล้มผู้อื่น พวกเขาจะต้องรวมมาตัวกันที่หงเป่ยโหลว ไม่ใช่เพราะเงินที่พวกเขาจะได้รับ แต่เป็นรายชื่อที่พวกเขาจะได้รับให้ไปดำเนินการ ในโลกของนักสู้แห่งนี้

 

ฉู่เซียวซู เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ หลังจากที่ได้ยินคำพูดของหญิงสาวตรงหน้าเขา เขารู้ว่าเธอไม่ใช่หญิงสาวที่นิสัยเสียอีกต่อไปเหมือนในอดีต แต่เขารู้สึกตกใจ ที่หลินเสี่ยวเฟยได้กลิ่นเลือดบนร่างกายของเขา

 

ในฐานะ ชายผู้สังหารผู้คนมามากมายในสนามรบ กลิ่นเลือดนั้นยากที่จะล้างออก และคงจะติดอยู่ในมือตลอดไป อย่างไรก็ตาม หลินเสี่ยวเฟยเปรียบเสมือนหญิงสาวผู้สูงศักดิ์ทุกคน ซึ่งเป็นผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านนี้ ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ ที่เธอจะได้กลิ่นเลือดในโรงเตี๊ยมหรือแม้แต่จากตัวเขา

 

ฉี่เซียวซูยิ้ม และกล่าวว่า “โอ้? ข้าไม่เคยรู้เลย ว่าจมูกของหญิงสาวช่างไวยิ่งกว่าสุนัข” เเละหัวเราะด้วยความสนุกสนาน

เสี่ยวเอ้อพาหลินเสี่ยวเฟยไปที่ห้องชั้นบนของโรงเตี๊ยมที่มีสามชั้น และแต่ละห้องมีการตกเเต่งที่แตกต่างกัน

 

ชั้นล่างและชั้นหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้งของห้องโถง  มีการตกเเต่งด้วยสีที่ฉูดฉาดและสีของผ้าม่านที่แขวนอยู่บนคานสูง ล้วนเป็นสีทองและดูสว่างไสว ในทางกลับกัน ชั้นสองสีไม่ได้ฉูดฉาดมากนัก

แต่สีของชั้นสองนั้น ดูอบอุ่นมากกว่า ซึ่งทำให้รู้สึกผ่อนคลายหากได้นั่งรับประทานอาหารและพูดคุยกัน

 

อย่างไรก็ตาม หลินเสี่ยวเฟยรู้สึกประหลาดใจกับการตกแต่งภายในของชั้นสาม ที่ไม่มีหน้าต่างที่ถูกเปิดออก แม้ว่าจะเป็นตอนเช้า และทุกอย่างภายในห้องถูกตกเเต่งด้วยสีแดง

 

ตู้ โต๊ะ เก้าอี้ ผ้าม่าน ผนัง และพรมบนพื้น ล้วนถูกย้อมด้วยสีแดง ซึ่งแม้แต่หลินเสี่ยวเฟยก็เป็นผู้ที่ชอบสีแดงอยู่เเล้ว เเต่เธอก็ไม่สามารถหยุดขมวดคิ้วได้ เมื่อเห็นภายในห้องที่ถูกตกเเต่งด้วยสีแดงมากเกินไปในที่เดียวกัน

 

โชคดีที่โคมไฟบนผนัง ไม่ได้ทำด้วยวัสดุที่มีสีแดง  มิเช่นนั้น หลินเสี่ยวเฟยคงจะตาบอดไปชั่วขณะ เพราะสีเเดงสีเดียวภายในห้องนี้

 

น่าเสียดาย ที่ผู้จัดการควรจะอยู่ชั้นบน เเต่กลับไม่มีใครอยู่ที่นั่น

 

“ทำไม ถึงไม่มีผู้ใดอยู่ที่นี่” หลินเสี่ยวเฟยถามเสี่ยวเอ้อ

 

เสี่ยวเอ้อ วางถ้วยน้ำชาใกล้มือของเธอแล้วกล่าวว่า “ผู้จัดการ กำลังจะมาที่นี่ในไม่ช้า เเละข้าแจ้งต่อเขาไปแล้ว ว่ามีแขกผู้หนึ่งกำลังถามหาเขาอยู่”

 

“ท่านหญิง ท่านต้องการให้ข้านำอาหารที่ท่านสั่ง มาที่นี่หรือไม่” เสี่ยวเอ้อถาม ในขณะที่กำลังจะเดินจากไป

 

หลินเสี่ยวเฟยพยักหน้าให้เสี่ยวเอ้อ ที่กำลังเดินจะจากไป

 

หลังจากนั้นไม่นาน เมื่อเธออยู่คนเดียว หลินเสี่ยเฟยใช้เวลาครู่หนึ่งเพื่อมองไปรอบๆอีกครั้ง นอกจากเครื่องเรือนสีแดงแล้ว เธอสังเกตเห็นภาพวาดขนาดใหญ่ที่บนผนัง

 

มีสัตว์ร้ายอยู่ในภาพวาด เป็นสัตว์ที่มีเขี้ยวยาว และมีเขาขนาดใหญ่บนหัวของมัน ใต้เท้าของสัตว์ร้ายนั้นมีเปลวไฟลุกโชน และดูเหมือนว่ามันกำลังเต้นรำในขณะที่เขาถือดาบที่มีปลายแหลมคมขนาดใหญ่อยู่ในมือ

 

และรอบๆตัวมันนั้น มีกะโหลกกองซ้อนกันอยู่ ในแต่ละด้านของสัตว์ร้าย

 

ภาพวาดนั้น ดูน่าสะพรึงกลัวสำหรับใครก็ตามที่จ้องดูมัน แต่หลินเสี่ยวเฟยกลับพบว่า ภาพวาดนั้นสวยงามมาก จนเธอต้องลุกขึ้นจากที่นั่งและเดินเข้าไปใกล้ๆเพื่อสัมผัสกับภาพวาดนั้น

 

เธอยกมือขึ้นและสัมผัสกับพื้นผิวของภาพวาดนั้น มันดูหยาบและเย็นเมื่อสัมผัส

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่หลินเสี่ยวเฟยรู้สึกทึ่งกับภายวาดนี้ โดยที่เธอไม่ทันได้สังเกต ว่ามีใครบางคนกำลังเเอบมองเธออยู่ข้างหลัง และกำลังเฝ้าดูการกระทำของเธอ อย่างอยากรู้อยากเห็น

 

สำหรับหลินเสี่ยวเฟยแล้ว ภาพวาดไม่เคยดึงดูดความสนใจของเธอ หากภาพวาดนั้นเป็นเพียงภาพที่เกี่ยวกับทิวทัศน์และความสวยงามของหญิงหรือชาย เพราะมันดูไร้ประโยชน์ที่จะดูภาพเหล่านั้นตั้งแต่แรกเห็น

 

เธอชอบภาพวาด ที่นำความกลัวมาสู่ผู้อื่นเมื่อมองดู โดยปกติ ภาพวาดบนผนังตรงหน้าของหลินเสี่ยวเฟย จะถูกห้ามและไม่ให้มองเห็นด้วยตาตนเอง เนื่องจาก เชื่อกันว่าภาพวาดเช่นนี้จะเป็นลางร้าย เเละจะนำภัยพิบัติมาสู่ผู้ที่พบเห็น และจะต้องจบลงด้วยชะตากรรมที่เลวร้าย

 

อย่างไรก็ตาม เนื่องจากภาพวาดแบบนี้หายากมาก หลินเสี่ยวเฟยจึงไม่สามารถได้ครอบครองหรือเคยสัมผัสกับมัน

 

เธอลูบไล้ภาพวาดอันน่าสะพรึงกลัวด้วยความนุ่มนวล ราวกับว่ามันเป็นสิ่งที่บอบบางที่สุดที่เธอเคยเห็นในชีวิต นิ้วของเธอลูบไปตามภาพวาดและหยุดตรงกะโหลกศีรษะ

 

ตลอดเวลา ที่หลินเสี่ยวเฟยอยู่ในห้องนั้น เธอมีรอยยิ้มขึ้นบนใบหน้า แต่จู่ๆรอยยิ้มนั้นก็ค่อยๆจางหายไป ราวกับว่ามีหน้ากากปีศาจถูกผลักเข้ามาในความคิดของเธอ

 

หางตาของเธอ เหลือบเห็นร่างหนึ่งปรากฏขึ้นข้างๆเธอ ราวกับว่าสัตว์ร้ายในภาพวาดนั้น ยังมีชีวิตอยู่ ร่างๆหนึ่งที่อยู่ข้างเธอ สวมหน้ากากแบบเดียวกันกับสัตว์ร้ายในภาพวาด

 

หลินเสี่ยวเฟยตกใจเล็กน้อย เมื่อเห็นบุคคลหนึ่ง เธอถอยกลับไปสองสามก้าว ขณะที่เธอสอดมือเข้าไปในแขนเสื้อซึ่งมีกริชขนาดเล็กซ่อนอยู่

 

บุคคลที่ปรากฏตัวขึ้น เขาสูงตระหง่านกว่าเธอ แม้ว่าหลินเสี่ยวเฟยจะดูสูงกว่าหญิงสาวในวัยเดียวกัน เนื่องจากสายเลือดของตระกูลหลินไหลเวียนในร่างกายของเธอ

 

คนคนนั้นสวมเสื้อคลุมสีดำ ที่มีลวดลายสีทองสลับซับซ้อนกัน ชายผู้นี้ดูสง่างามและน่าเกรงขาม

 

หลินเสี่ยวเฟยตำหนิตัวเองเล็กน้อย ที่ตกใจกับเรื่องเช่นนี้ เธอหลงใหลในความงามของภาพวาดจนไม่แม้แต่จะสังเกตเห็นสิ่งรอบข้างของตนเอง และเธอยังสัมผัสสิ่งของของคนอื่น ราวกับว่าเธอเป็นเจ้าของมันเอง

 

และด้วยความตกใจ มือของเธอได้สอดเข้าไปในแขนเสื้อเพื่อจับกริช ความตึงเครียดในห้องนั้นก็ทวีความรุนแรงขึ้น

 

หลินเสี่ยวเฟย จ้องไปที่ดวงตาของชายผู้นั้น โดยไม่ละสายตา ในขณะที่เธอพยายามทำจิตใจของเธอให้ผ่อนคลาย ก่อนที่เธอจะกล่าวขึ้น อย่างประชดประชันว่า “ผู้จัดการของสถานที่แห่งนี้ มีงานอดิเรกที่น่าสนใจมาก ถึงกับทำให้แขกของท่านรู้สึกหวาดกลัว”

 

“แล้วเจ้ากลัวหรือไม่” ชายผู้นั้นกล่าว แต่เสียงของเขาดูเเปลกไปเล็กน้อย เนื่องจากเขาใส่หน้ากากครอบไว้บนใบหน้าของเขา อย่างไรก็ตาม หลินเสี่ยวเฟยก็สัมผัสได้ถึงน้ำเสียงที่สุขุมและนุ่มนวลของชายผู้นี้ตรงหน้า

 

เจ้าแอบอยู่ข้างหลังข้า และสวมใส่หน้ากากแบบเดียวกับสัตว์ร้ายในภาพวาด ใครบ้างจะไม่ตกใจ?

 

“เปล่า ข้าไม่..” เธอกล่าวตอบ แล้วหันไปนั่งบนเก้าอี้

 

ตามจริงแล้ว หลินเสี่ยวเฟยไม่ได้กลัว แต่มันทำให้เธอตกใจเล็กน้อย หากสัตว์ร้ายในภาพออกมาจริงๆ หลินเสี่ยวเฟยคงเป็นคนแรก ที่จะกระโดดด้วยความปิติยินดีและขอพรจากมัน

 

เธอคงอยากจะขอพรให้ศัตรูของเธอหายไป และเธอจะได้ไม่ต้องทนทุกข์ไปตลอดชีวิต นั่นคงจะเป็นเรื่องที่ดีมาก เพราะเธอจะได้ไม่ต้องเปลืองมือของเธอในการกำจัดศัตรู เเละให้พวกมันได้ ชดใช้หนี้เลือดที่พวกมันเคยทำไว้กับเธอ

 

แต่หลินเสี่ยวเฟยก็ไม่กระตือรือร้นที่จะขอพรนั้น เพราะหากความปรารถนาของเธอเป็นจริง เธอคงจะไม่รู้สึกถึงความพึงพอใจ หากเธอไม่ได้ฆ่าศัตรูด้วยมือของเธอเอง

หลินเสี่ยวเฟย เดินออกจากลานตะวันตก ด้วยรอยยิ้มอันนุ่มนวลบนใบหน้าของเธอ

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อเธอเดินเดินออกมาได้ระยะหนึ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็เปลี่ยนไป

ดวงตาของเธอฉายแววเย็นชา ในขณะที่เธอหันศีรษะ มองกลับไปยังทิศทางของลานด้านตะวันตก

 

ใช่เเล้ว ครั้งต่อไปหากพวกเขาวางแผนทำอะไรอีกครั้ง หลินเสี่ยวเฟยจะลืมความจริงที่ว่าจะใช้ตระกูลหลินเป็นเบี้ย เพื่อโยนเมืองหลวงของอาณาจักรเซิงให้ตกอยู่ในความโกลาหลและให้หลงเหลือไว้เพียงซากปรักหักพังเท่านั้น เธอจะโยนพวกเขาลงขุมนรกไปพร้อมกับเหล่าศัตรูของเธอ

 

ไม่สำคัญหรอก ว่าเธอจะต้องเสียเบี้ยไปหนึ่งหรือสองก็ตาม หากคนพวกนี้พิสูจน์แล้วว่าไร้ประโยชน์สำหรับเธอ เธอก็จะโยนทิ้งอย่างไรความปราณี

 

“คุณหนู!” ไป่ลู่รีบวิ่งมาหาเธอ เเละรีบจับชายกระโปรงของเธออย่างระมัดระวังไม่ให้สัมผัสกับพื้นน้ำแข็ง

 

คุณหนูของเธอหายตัวไปจากห้อง เมื่อไป๋ลู่และซูถังมาถึงลานบ้านที่หลินเสี่ยวเฟยอาศัยอยู่ พวกเธอก็เข้ามาจัดเตรียมสิ่งต่าง ๆ ตามปกติตั้งแต่ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น อย่างไรก็ตามบ่าวทั้งสองกลับพบว่าคุณหนูของเธอไม่ได้อยู่ในห้อง

 

พวกเธอจึงรีบตามหาหลินเสี่ยวเฟยไปทั่ว และในที่สุดพวกเธอก็เจอหลินเสี่ยวเฟยที่กำลังเดินไปใกล้สระน้ำระหว่างลานด้านทิศตะวันตกและตะวันออก

 

“พวกเจ้ามีอะไร?” หลินเสี่ยวเฟยถามอย่างใจเย็น สายตาที่เย็นชาของเธอหายไปทันที ขณะที่ไป่ลู่มาถึงและเรียกชื่อเธอ

 

“คุณหนู! ไปไหนมาหรือเจ้าคะ? พวกเรากำลังมองหาท่านอยู่” ไป่ลู่หอบและก้มตัวเพื่อหายใจ

 

หลินเสี่ยวเฟยหยุด ก่อนที่จะก้าวเดินต่อไป ปล่อยให้ไป่ลู่ที่กำลังเหนื่อยและเดินขึ้นบันไดตามเธอมา “กลับกันเถอะ ธุระของข้าที่นี่เสร็จแล้ว”

 

“ธุระ? ตอนนี้คุณหนูกำลังทำธุระอยู่หรือ แต่ทำอะไร ที่ไหนหรือเจ้าคะ” ไป่ลู่เกาศีรษะของเธอหลังจากเห็นว่า คุณหนูของเธอดูแปลกๆไป ก่อนที่เธอจะตามหลังของคุณหนู ที่เดินนำหน้าของเธอไป

 

เมื่อพวกเขากลับไปที่ลานบ้านของหลินเสี่ยวเฟย เธอให้ไป่ลู่และซูถังต้มน้ำให้เธอใช้อาบ

ฤดูหนาวนี้ใกล้จะหมดลงแล้ว แต่อากาศหนาวก็ยังกวนใจทุกคนอยู่

 

ต่างจากคนจนและสามัญชนจะได้รับความอบอุ่นจากกองไฟกองเล็กๆเท่านั้น เพื่อเอาตัวรอดจากความหนาวเย็น พวกเขาไม่มีเสื้อผ้าที่หนาพอ และไม่มีเงินมากพอที่จะซื้อเสื้อโค้ทขนสัตว์เพื่อกันลมหนาวได้

 

หลินเสี่ยวเฟย จำได้ดีว่าเธอเคยเป็นคนที่น่าสงสารมากกว่าคนจนและสามัญชนเหล่านั้นเสียอีก ภายในคุกใต้ดินเเละแขนขาที่ขาดหายไป เนื้อของเธอเน่าเปื่อย และสวมเสื้อผ้าบางๆเเละสกปรก ที่เธอสวมใส่มานานกว่าหนึ่งเดือน มันแทบจะไม่สามารถปกป้องเธอจากความหนาวเย็นได้เลย

 

ทุกคืน ช่วงเวลาที่หนาวที่สุดหลินเสี่ยวเฟยจะคิดเสมอว่า เธอคงจะตายจากการหนาวเหน็บ แต่มันก็ไม่เป็นอย่างที่เธอคิด

 

เธอรอดจากความหนาวเย็น แต่ก็ไม่รอดจากการทรมานอันไม่รู้จบที่เธอต้องเผชิญ

 

เธอลืมตาขึ้น และปล่อยให้ภาพในอดีตอันเลวร้ายหายไปจากความคิดของเธอ หลินเสี่ยวเฟยกำหมัดแน่น

 

เธอสาบานกับตัวเองว่า เธอจะไม่กับไปอยู่ในจุดที่ต้องทนทรมานเช่นนั้นอีกในช่วงชีวิตนี้ อย่างไรก็ตาม เธอก็ไม่แน่ใจว่าคนอื่นๆ จะอยู่รอดเป็นเวลาหลายเดือน เหมือนเธอในตอนนั้นหรือไม่

หากเธอทรมานพวกเขาแบบเดียวกับที่เธอถูกกระทำ

 

“คุณหนู… น้ำร้อนแล้วเจ้าค่ะ”

 

 

หลังจากอาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จแล้ว หลินเสี่ยวเฟยก็ก้าวออกจากประตูคฤหาสน์ตระกูลหลิน โดยใช้ผ้าคลุมหน้าครึ่งล่างของเธอไว้

 

เธอให้สาวใช้ของเธอ คอยเธอที่ลานบ้านและไม่ได้พาพวกเขาไปด้วย การมีผู้ติดตามจะประกาศให้ผู้คนรู้ว่าเธอเป็นหญิงสาวผู้สูงศักดิ์จากตระกูลหลิน มันจะเป็นการขัดขวางแผนการของเธอ

 

ดังนั้น เธอจึงให้พวกเขารอ จนกว่าเธอจะกลับ

 

หลินเสี่ยวเฟย เดินไปที่ตลาด ที่พ่อค้าเเม่ขายพยายามตะโกนเสียงดังเพื่อดึงดูดผู้คนเเละลูกค้าที่เดินผ่านไปมาให้ซื้อสินค้าของพวกเขา

 

เธอหยุดที่หน้าโรงเตี๊ยม ที่มีลูกค้าไม่มากนักและมองไปรอบๆ ก่อนที่จะก้าวเข้าไปข้างใน

 

กลิ่นอาหารอันหอมหวนฟุ้งไปที่จมูกของเธอทันที โรงเตี๊ยมที่เธออยู่ในตอนนี้นั้น ดูใหญ่โตแต่ไม่เป็นที่นิยมในหมู่ขุนนางมากนัก

 

ตรงกันข้ามกับการตกแต่งภายในโรงเตี๊ยมเเห่งนี้มีสีที่ฉูดฉาด  ลูกค้าที่มาทานอาหารและเข้าพักต่างก็สวมเสื้อผ้าและรองเท้าเหมือนคนทั่วไป ด้วยสภาพแวดล้อมแบบนี้ ไม่มีคนใหญ่โตจากตระกูลใด ที่ต้องการเข้าใกล้ เพราะพวกเขากลัวว่าจะมีข่าวลือแพร่สะพัด เกี่ยวกับพวกเขาและติดโรคจากคนยากจน

 

อย่างไรก็ตาม หลินเสี่ยวเฟยรู้ว่า หากขุนนางเหล่านี้ ค้นพบสิ่งที่โรงเตี๊ยมนี้ซ่อนไว้

พวกเขาจะเสียใจ

 

เมื่อนั่งที่โต๊ะบนชั้นสองแล้ว เสี่ยวเอ้อที่เห็นเธอ ก็รีบวิ่งเข้ามาต้อนรับเธอ พร้อมกับรอยยิ้มที่สดใส “ท่านหญิง จะสั่งอะไรดีครับ?”

 

หลินเสี่ยวเฟยชำเลืองมองเขา แล้วกล่าวว่า “เอาอะไรก็ได้”

 

เสี่ยวเอ้อพยักหน้าและกำลังจะไปทำตามที่เธอสั่ง เเต่เขาถูกหลินเสี่ยวเหยหยุดไว้

 

“ผู้รับผิดชอบสถานที่นี้ อยู่ที่ใด” เสี่ยวเอ้อเลิกคิ้วถึงเส้นผม เมื่อหญิงสาวที่นั่งอยู่ตรงหน้าเขาถามเช่นนี้ออกมา

 

เขามองเธอ และพอใจกับสิ่งที่เขาเห็น การปรากฏตัวในที่แห่งนี้ของหญิงสาวที่อยู่ต่อหน้าเขานั้น เป็นเรื่องที่ยากมาก

 

เขาสามารถเดาได้ว่า เธอเป็นหญิงสาวที่เกิดมาจากตระกูลสูงศักดิ์ แม้เธอจะสวมผ้าคลุมหน้าไว้

ดังนั้น เสี่ยวเอ้อ จึงไม่สามารถมองเห็นลักษณะหน้าตาของเธอได้

 

“ผู้จัดการอยู่ชั้นบน ท่านหญิงอยากจะพบเจอเขาหรือ” เสี่ยวเอ้อตอบเพราะไม่ใช่เรื่องใหม่ สำหรับทุกคนที่ทำงานในโรงเตี๊ยมแห่ง ที่จะถูกถามเกี่ยวกับผู้จัดการของพวกเขา

 

หลินเสี่ยเฟย ไม่ได้ตอบคำถามของเขาและยืนขึ้นก่อนที่เธอกล่าวว่า “พาข้าไปที่นั่น”

หลินเสี่ยวเฟย หยุดไปชั่วขณะ เเละหันไปมองพวกเขาด้วยรอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้าของเธอ

 

“พวกท่านเป็นอะไรไป” เธอถามและเลิกคิ้วให้พวกเขา “พวกท่านไม่ต้องวิตกกังวลกับสิ่งนี้”

 

หลินเสี่ยวเฟย จ้องมองไปที่พวกเขา คำพูดของเธอ ดูเหมือนกำลังจะบอกเป็นนัยๆ ถึงความหมายของอะไรบางอย่าง

 

ทั้งสามคนที่อยู่ข้างหน้าเธอสะดุ้งในทันที เมื่อรู้ว่าการกระทำของพวกเขานั้นน่าสงสัยจนอาจจะมีคนมองออก

 

หวู่จิงหยาน กัดริมฝีปากของเธอและกล่าวว่า “คุณหนูสี่ สิ่งที่ท่านกำลังจะสัมผัสนั่น มันคือศพ”

 

หลินเสี่ยวเฟยยิ้มให้เธอ “ป้าหนึ่งพูดอะไร แน่นอนว่าข้าเห็นแล้วว่าสิ่งที่ข้ากำลังจะสัมผัสนั้นเป็นศพ”

 

“แล้วทำไมคุณหนูสี่ถึงทำเช่นนี้? มันจะไม่เป็นการดี หากหญิงสาวสัมผัสกับศพ”

ซงหยานยี่สนับสนุนหวู่จิงหยาน

 

หลังจากพูดเช่นนั้น หวู่จิงหยานจึงมองไปที่ซงหยานยี่ ด้วยรอยยิ้มราวกับว่าเธอรู้สึกขอบคุณสำหรับความช่วยเหลือ พวกเธอยังรอโอกาสที่จะทำให้หลินเสี่ยวเฟยขายหน้า

 

แม้ว่าแผนของพวกเขาจะถูกพบโดยหลินเซียวเหมิง แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเธอจะหยุดปล่อยข่าวลือให้แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง เพราะเรื่องนี้จะส่งผลให้ชื่อของหลินเสี่ยวเฟยดูเสื่อมเสียเข้าไปอีก นี่คือสิ่งที่พวกเธอต้องการ

 

ตอนนี้พวกเธอรู้ว่า แผนที่วางไว้ไม่สำเร็จพวกเธอไม่สามารถที่จะทำร้ายหลินเสี่ยวเฟยได้ แต่ตามบุคลิกของหลินเสี่ยวเฟย เธออาจจะ…

 

ไม่สำคัญหรอก ว่าหลินเสี่ยวเฟยจะแนะนำให้ฆ่าผู้บุกรุก เพราะมันต้องการทำร้ายเธอ ทุกคนยังคงมองเธอด้วยความรังเกียจและยังคงแสดงท่าทีดูถูกต่อเธอเหมือนเดิม เนื่องจากไม่มีหญิงสาวผู้สูงศักดิ์คนใด ที่มีจิตใจโหดเหี้ยมและชั่วร้ายที่ลงโทษคนร้ายด้วยการทำเช่นนี้

 

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าหลินเสี่ยวเฟยจะพยายามเลือกระหว่าง การให้ทุกคนรู้ความจริงหรือปล่อยให้ข่าวลือแพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวง ชื่อของเธอก็จะถูกใช้ในเรื่องเล่าขานของผู้คน และเธอก็คงไม่กล้าที่จะเผยตัวในที่สาธารณะ

 

หลินเสี่ยวเฟยถอนหายใจ และมองไปยังผู้หญิงทั้งสอง ที่อยู่ตรงหน้าเธออย่างใจเย็น

 

หวู่จิงหยาน ค่อนข้างโด่งดังในเมืองหลวง เพราะเธอเป็นลูกสาวที่กตัญญูและเป็นภรรยาที่ซื่อสัตย์ของหลินเฟิง หลินเฟิงเป็นบุตรชายคนแรกของหลินเซียวเหมิง เขาเป็นนักวิชาการ

ที่มีตำแหน่งที่ดีในราชสำนัก และได้รับความไว้วางใจจากเจ้าหน้าที่ระดับสูงอีกจำนวนมาก

 

แตกต่างจากน้องชายของเขา หลินซางที่อาศัยเพียงชื่อเสียงของบิดาเท่านั้น

 

หลินเฟิงมีทั้งความสามารถเเละผู้สนับสนุน เเละเมื่อใดก็ตามที่มีการหารือกันในราชสำนัก เขาก็จะแนะนำวิธีแก้ปัญหาให้กับองค์จักรพรรดิได้เสมอ

 

อย่างไรก็ตาม ไม่มีทาง ที่ชายที่มีความโดดเด่นเช่นหลินเฟิง จะมีภรรยาเพียงคนเดียว ที่จะอาศัยอยู่ในบ้านชั้นในของเขา

 

การมีภรรยา และนางสนมสองสามคน อยู่ในบ้านเดียวกัน  ได้รับการปฏิบัติตามปกติ

มาเป็นเวลากว่าศตวรรษเเล้ว นี้เป็นธรรมเนียมปฏิบัติที่ชายบางคนพึงพอใจ ในตอนแรกผู้ชาย

จะแต่งงานกับภรรยาเเค่หนึ่งคน อย่างไรก็ตาม สิ่งนี้จะเปลี่ยนไปเมื่อชายบางคนมีภรรยาที่ไม่สามารถให้กำเนิดบุตรได้ ดังนั้น การแต่งงานกับภรรยาอีกสองสามคนเพื่อให้มีบุตรเพิ่มขึ้น จึงเป็นที่ยอมรับและกลายเป็นบรรทัดฐานของสังคมไป

 

ตอนแรงหลินเฟิงก็ไม่ต้องการแต่งงานกับภรรยาหลายคน แต่เพราะหวู่จิงหยานไม่สามารถมีบุตรให้เขาได้ ตรงกันข้าม สนมของเขาได้ให้กำเนิดบุตรชายสองคนแก่เขาแล้ว แต่เนื่องจากความปรารถนาที่ที่ไม่สิ้นสุดของเขา และหญิงสาวที่มีอายุน้อยกว่าและใหม่กว่าที่ชอบล่อลวงชายที่แต่งงานแล้ว หลินเฟิงจึงแต่งงานกับผู้หญิงอีกสองสามคนและพาเข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านเดียวกัน

 

ในทางกลับกัน ซงหยานยี่เป็นภรรยาคนเดียวของหลินซาง และความสัมพันธ์ของพวกเขาในฐานะสามีและภรรยาก็ไม่เคยเลวร้าย

 

คุณหญิงทั้งสองคน ที่มีสถานการณ์ต่างกัน หลินเสี่ยวเฟยสงสัยว่า พวกเขาสนิทสนมกันได้อย่างไร เเละพวกเขาก็ปฏิบัติต่อกันราวกับพี่น้องในสายเลือด

 

อย่างไรก็ตาม หลินเสี่ยวเฟยกจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าพวกเขากำลังคิดอะไรอยู่? พวกเขาต้องการให้เธอขุดหลุมฝังศพตัวเอง และเลือกตัวเลือกใดตัวเลือกหนึ่งที่พวกเขาโยนให้เธอ คือบอกความจริงต่อโลกหรือปล่อยให้ข่าวลือหลุดออกไป ไม่ว่าทางไหนมันก็จะสร้างปัญหาให้หลินเสี่ยวเฟย

 

เเต่น่าเสียดาย ที่หลินเสี่ยวเฟยไม่เลือกทั้งสองทาง

 

หลินเสี่ยวเฟย ยิ้มเล็กน้อยเเละกล่าวว่า “คุณป้าสองพูดถูก ในเมื่อข้ายังเป็นหญิงสาว ข้าก็ไม่ควรที่แตะต้องมัน”

 

หวู่จิงหยานและซงหยานยี่ ถอนหายใจ แต่พวกเขาก็ไม่สามารถยิ้มได้ หลังจากได้ยินหลินเสี่ยวเฟยพูดประโยคต่อไป

 

“ข้าก็ได้ยินมาว่า คนชราไม่ควรแตะต้องศพ เพราะพลังวิญญาณของคนตายจะส่งผลในทางลบต่อพวกเขา” เธอขมวดคิ้วเหมือนเด็กที่ไร้เดียงสา เเละเธอกล่าวต่อว่า “เเล้วเราควรทำอย่างไร ในเมื่อหัวหน้าพ่อบ้านหลิวก็เเตะต้องศพไม่ได้ เพราะเขาก็เป็นชายชราเช่นกัน”

 

เเละไม่รอให้พวกเขาได้พูดอะไร หลินเสี่ยวเฟยกล่าวต่อ “แล้วเรื่องนี้ล่ะ… คุณป้าทั้งคู่อายุน้อยกว่าหัวหน้าพ่อบ้านหลิว แต่แก่กว่าข้า”

 

ดวงตาของเธอสว่างไสวเมื่อมองดูพวกเขา ราวกับว่าเธอเพิ่งพบสมบัติอยู่ตรงหน้าเธอ

อย่างไรก็ตาม คำพูดของเธอดูน่ากลัวเกินไป เเละปราศจากการเหตุผล เธอต้องการทำให้คุณหญิงทั้งสองสัมผัสศพ

 

คุณหญิงทั้งสองตกตะลึง และหน้าซีดกับคำพูดของหลินเสี่ยวเฟย พวกเขาไม่สามารถพูดอะไรต่อได้เนื่องจากพวกเขาตกใจกับคำแนะนำของเธอเป็นอย่างมาก

 

ร้ายกาจ!

 

หญิงสาวผู้นี้ร้ายกาจเกินไป!

 

เธออาจจะแค่อยากบอกนัยๆให้พวกเขาไปขนศพและจัดการมันให้เสร็จเพราะแผนการของพวกเขาล้มเหลว!

 

พวกเขาสาปแช่ง หลินเสี่ยวเฟยในใจ

 

เมื่อเห็นหน้าซีดๆของพวกเขา หลินเสี่ยวเฟยก็หัวเราะออกมา ก่อนจะกล่าวว่า “ทำไมใบของหน้าพวกท่านเป็นนั่น ราวกับว่าพวกท่านถูกบังคับให้กลืนเข็มเข้าไป”

 

เธอมองดูศพที่อยู่ใกล้เธอ และกวาดตามองอย่างเย็นชา ก่อนที่จะหันหลังเดินจากไป

 

หลินเสี่ยวเฟย ก้าวเดินออกห่างจากศพ และเดินไปที่ทางเข้าลานตะวันตกโดยมีแผนจะจัดการเรื่องนี้อีกในภายหลัง

 

และเมื่อเธอกำลังจะเดินผ่านคุณหญิงทั้งสอง ที่ยืนนิ่งเงียบอยู่ในที่ของพวกเขา และเธอก็กล่าวออกมาด้วยเสียงกระซิบว่า “คราวหน้า ข้าจะไม่สุภาพเช่นนี้แน่”

 

คุณหญิงทั้งสองมองดูหลินเสี่ยวเฟยที่เดินออกไปอย่างช้าๆ

และออกไปจากลานตะวันตก ราวกับเป็นลานบ้านของเธอเอง

 

พวกเขาไม่สามารถเดาได้ว่า หลินเสี่ยวเฟย พูดคำเหล่านั้นกับเค่อซ่งที่ตายไปแล้ว

หรือเพื่อเตือนพวกเขาเป็นการส่วนตัว ว่าเธอจะไม่เมตตาเเละเตรียมรับมือผลที่จะตามมาหากมีเหตุการณ์เช่นนี้อีก

 

คำเหล่านั้นที่เธอพูดมา มันจะทำให้ผู้คนที่อยู่ในลานตะวันตกต้องฝันร้ายไปอีกนาน

ลานด้านตะวันตกทั้งหมด ถูกปกคลุมไปด้วยความเงียบงัน

ในขณะที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆขึ้น และส่องแสงสีทองอันอบอุ่นไปที่พวกเขา

 

คนสามคนในลานด้านตะวันตก ไม่กล้าพูดกล่าวอะไรต่อสิ่งที่เกิดขึ้นได้

เพราะกลัวว่าหากพวกเขาพูดอะไรไปมากกว่านี้ มันจะเหมือนเป็นการบอกใบ้

เป็นนัยๆว่าพวกเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้

 

หญิงสาวที่อยู่ข้างหน้าพวกเขา ไม่ได้บอกอะไรพวกเขาอย่างชัดเจน ที่อาจชี้ให้เห็นว่า

มีคนอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ เธอไม่ได้บอกพวกเขาด้วยซ้ำว่า ผู้บุกรุกนั้นถูกทรมานหรือสอบสวนหรือไม่ ถึงพวกเค้าจะอยากรู้เเต่พวกเขาก็คงไม่กล้าถามเช่นกัน

 

พวกเขากลัวว่า หากพวกเขาถาม พวกเขาจะยิ่งขุดหลุมฝังศพของตัวเองให้ลึกลงไปเท่านั้น

 

อย่างไรก็ตาม ณ จุดนี้ ฮูหยินทั้งสองตระหนักว่า หลินเสี่ยวเฟยเต็มใจที่จะเปิดเผยกรงเล็บของนางให้กับทุกคนได้รับรู้ เพื่อให้ทุกคนไม่กล้าที่จะสร้างปัญหาให้เธออีก มิฉะนั้นคมดาบอาจจะถึงตัวของพวกเธอเสียเอง

 

ความวิตกกังวลและความกลัวเริ่มถูกฝังลงในจิตใจของฮูหยินทั้งสอง คำพูดของหลินเสี่ยวเฟย ยังคงวนเวียนอยู่ในหัวของทั้งสองคน

 

ซงหยานยี่ยิ้ม และกล่าวกับหญิงสาวที่อยู่ข้างหน้าเธอว่า “คุณหนูสี่ ข้ารู้ว่าเจ้าคงไม่แนะนำอะไรที่โหดร้ายเช่นนี้ใช่หรือไม่ เจ้าไม่จำเป็นต้องทำขนาดนี้ จะเกิดอะไรขึ้น ถ้ามีผู้คนจากภายนอกได้ยินเรื่องนี้และข่าวจะกระจายไปทั่วเมืองหลวง”

 

“มีเเค่พวกเราที่อยู่ที่นี่ เเละจะมีผู้ใดอีก ที่จะทำให้ข่าวนี้ถูกกระจายไปทั่ว?” หลินเสี่ยวเฟยขัดจังหวะเธอ และหันไปมองที่หัวหน้าพ่อบ้านหลิว “นอกจากป้าหนึ่งและป้าสองแล้ว ก็มีเพียงหัวหน้าพ่อบ้านหลิวที่ถือเป็นคนนอกคนเดียวที่ไม่ใช่คนในตระกูลหลิน หวังว่าเจ้าคงจะไม่ลืมเจ้านายที่เลี้ยงเจ้ามาและให้เครื่องนุ่งห่มเเก่เจ้า”

 

รอยยิ้มของหลินเสี่ยวเฟยกว้างขึ้น ขณะที่เธอจ้องไปที่หัวหน้าบ่าวรับใช้เฒ่า ที่กำลังยืนสั่นเทา

ภายใต้ดวงตาที่เย็นชาที่มองมายังเขา

 

หัวหน้าพ่อบ้านหลิวส่ายหัว และกำลังจะตอบ แต่เขาได้ยินเสียงที่อ่อนโยน ของหลินเสี่ยวเฟย

เเทรกขึ้นว่า

 

“แต่อย่างไรก็ตาม ชื่อเสียงของข้า ก็ไม่ได้มีอะไรดีอยู่เเล้ว จะแตกต่างกันอย่างไร ถ้าข้าจะมีข่าวลือไร้สาระเช่นนี้ เพิ่มขึ้นมา” หลินเสี่ยวเฟย กวาดตามองไปที่พวกเขา สายตาที่เย็นชาของเธอกวาดมองไปยังหวู่จิงหยานเเละซงหยานยี่ จนกระทั่ง ไปหยุดที่หัวหน้าพ่อบ้านหลิน

 

ถูกตัอง การกระทำของหลินเสี่ยวเฟยในอดีต เป็นเพียงเรื่องที่ตลกที่ชาวเมืองร่ำลือกัน

ทั้งในงานเลี้ยงน้ำชาและงานเทศกาล เพราะท่าทางที่หยาบคายและความเย่อหยิ่งของเธอ

ที่เหนือกว่าเหล่าราชวงศ์ และมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่ชอบเธอ

 

พวกเขาเกลียดชังเธอ เพราะเธอมีใบหน้าที่สวยงาม ที่สามารถสะกดใจชายได้ตั้งแต่แรกเห็น และทำให้มีชายหนุ่มมากมาย ที่อยากจะได้เธอเป็นคู่ครอง เเละพร้อมที่จะปีนขึ้นไปจับมือเธอ

แต่ถ้าหากเธอมีอุปนิสัยที่เหมือนหญิงสาวผู้อื่น เธอคงกลายเป็นหญิงสาวที่มีคนหมายปองมากที่สุดในเมืองหลวงที่

 

ทันใดนั้น หลินเสี่ยวเฟย เดินผ่านพวกเขาและตรงไปยังศพที่ถูกแขวนไว้

รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอไม่ได้จางหายไป แต่กลับฉีกยิ้มกว้างขึ้น เเละดวงตาของเธอก็เปล่งประกายออกมา เหมือนเธอกำลังเห็นเป็นที่สิ่งที่เธอชื่นชอบอย่างยิ่ง ราวกับว่าเธอกำลังได้ชื่นชมดอกไม้บาน ที่หายากที่สุดในศตวรรษนี้

 

‘พวกมัน ไม่แสดงความเมตตาต่อเหยื่อเลยจริงๆ’ เธอคิดขณะที่เธอสังเกตเห็นรอยกัดและรอยฟกช้ำที่นับไม่ถ้วน ที่ทำให้เค่อซ่งมีรูปร่างหน้าตาที่เสียโฉมเเละผิดเพี้ยนจากเดิม

 

เมื่อคืนที่ผ่านมา หลังจากที่เค่อซ่งหมดสติไป หลินเสี่ยวเฟยก็ออกจากลานบ้านของเธอและมองหาทหารที่ทำงานภายใต้การดูแลของหลินเซียวเหมิง ในฐานะแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่

หลินเซียวเหมิง มีทหารส่วนตัวของเขา ที่ประจำการอยู่ทั่วคฤหาสน์ตระกูลหลิน

 

ทหารในที่พักของเเม่ทัพหลิน ได้รับคำสั่งให้ปกป้องสถานที่ทั้งหมดจากผู้บุกรุกเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่ได้ตรวจสอบคนรับใช้ทุกคนในที่พัก เพราะไม่ใช่งานของพวกเขา

ดังนั้น เค่อซ่งจึงถูกพาเข้าไปในที่พัก โดยอ้างว่าเป็นหนึ่งในคนรับใช้ใหม่ ที่จะรับใช้เจ้านายในคฤหาสน์ตระกูลหลิน และผ่านเข้าไปในประตูคฤหาสน์ตระกูลหลินได้

 

เค่อซ่ง ได้ทำความคุ้นเคยกับสถานที่ในคฤหาสน์ตระกูลหลินทั้งหมด ด้วยความช่วยเหลือจากผู้ที่นำเขาเข้ามา เขาจึงสามารถผ่านเข้าไปลานบ้านของหลินเสี่ยวเฟยได้โดยไม่มีการรบกวนใดๆ

 

เมื่อหลินเสี่ยวเฟยเห็นทหาร คนเหล่านั้นก็ตกใจแทบตายเมื่อเห็น เธอราวกับสิ่งมีชีวิตที่ผุดขึ้นมาจากยมโลก ชุดของเธอเปื้อนเลือดและไม่เป็นระเบียบ ใบหน้าของเธอเย็นชา และมีเลือดเต็มไปทั้งร่างกายเเละใบหน้า

 

หลังจากเล่าเรื่องราวให้ทหารฟังแล้ว หลินเสี่ยวเฟยก็ไม่ลืมที่จะข่มขู่ทหารที่น่าสงสาร

เเละให้บอกว่าเป็นความผิดของพวกเขา ที่ปล่อยให้ผู้บุกรุกบุกผ่านเข้ามา

และถ้าหากหลินเสี่ยวเหมิงรู้เรื่องนี้ หัวของเขาก็จะกลิ้งไปพร้อมกับผู้บุกรุกเช่นกัน

 

ด้วยคำพูดเหล่านั้น ทหารผู้น่าสงสาร ก็ทำในสิ่งที่เธอบอกให้พวกเขาทำ

 

อย่างแรก เธอบอกให้พวกเขาส่งเค่อซ่ง ไปที่ซ่องโสเภณีชายเเละขายโสเภณีชายผู้นี้

ให้กับเเขกที่เป็นชายเช่นเดียวกันอีกด้วย และเมื่อทหารได้ยินเช่นนั้น เขาก็กลัวหลินเสี่ยวเฟยมาก และรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว

 

อย่างที่สอง หลังจากที่แขกชายเหล่านั้น ได้ย่ำยีกับเค่อซ่งเสร็จแล้ว ก่อนรุ่งสาง ทหารผู้น่าสงสาร

จะต้องนำศพไปแขวนคอไว้ที่คานหน้าบ้านของลานตะวันตก พวกเขาไม่รู้ว่าจุดประสงค์ของสิ่งนี้คืออะไร แต่พวกเขาก็ยังคงทำตามที่เธอสั่ง

 

และสุดท้าย หลังจากที่แขวนศพเสร็จแล้ว เขาจะต้องแน่ใจ ว่าจะต้องมีผู้คนมาเห็นเหตุการณ์ที่น่าสยดสยองเช่นนี้

 

ทหารผู้น่าสงสาร คงจะเหนื่อยและกังวล จนนอนไม่หลับหลังจากเสร็จสิ้นภารกิจนี้

พวกเขากลัวมาก ว่าจะมีใครสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวของพวกเขาเมื่อคืนนี้ แต่โชคดีที่ทักษะอันยอดเยี่ยมของพวกเขาในศิลปะการต่อสู้  ไม่มีใครพบเห็นพวกเขาหรือสงสัยพวกเขา

พวกเขาจึงสามารทำธุระที่คุณหนูมอบให้ได้สำเร็จ ด้วยเหตุจึงเป็นที่มาของศพเค่อซงที่แขวนอยู่

 

หลินเสี่ยวเฟยยกมือขึ้นและกำลังจะสัมผัสร่างกายของศพ เเต่มีผู้คนกำลังเดินมาข้างหลังเธอเเละกำลังจะตะโกนเพื่อหยุดเธอ

 

“คุณหนู!”

 

“คุณหนูสี่ ช้าก่อน!”

 

พวกเขาตกใจ เมื่อเห็นเธอพยายามแตะต้องศพอย่างตั้งใจ ราวกับว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น

และในทันที ความสงสัยของพวกเขาต่อสิ่งที่เธออ้างเกี่ยวกับการกระทำที่น่าสยดสยอง

ดังกล่าวก็หายไป และพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่า เธอชั่วร้ายและโหดเหี้ยมเพียงใด

ทั้งหวู่จิงหยานและซงหยานยี่  หันไปมองไปยังหญิงสาวที่กำลังยิ้มให้พวกนาง

 

หลินเสี่ยวเฟยยืนอยู่ มือของเธอพับอยู่ข้างหน้า และไม่ได้ดูกังวลกับสิ่งใดหรือแสดงท่าทีออกมาว่าเธอประสบกับความทุกข์ทรมานเมื่อคืนนี้

 

เธอยังคงสวมชุดเดรสสีดำ ที่ทำให้ผิวขาวของเธอดูขาวซีดกว่าปกติ แต่ก็ไม่ทำให้ผิวของเธอดูเหมือนคนป่วย

 

เมื่อเห็นเช่นนี้ ฮูหยินทั้งสองก็ตกตะลึงทันทีและไม่สามารถตอบได้เร็วนัก เพราะพวกเขาต่างก็สับสนว่าเหตุใดคุณหนูสี่แห่งตระกูลหลิน ยังคงเดินได้อย่างอิสระและมีชีวิตชีวาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลย

 

เมื่อเห็นหลินเสี่ยวเฟย หัวหน้าพ่อบ้านหลิวก็ทำตัวเเข็งคล้ายเป็นหิน เขาวางแผนที่จะแก้ตัวกับนายหญิงทั้งสอง และโกหกพวกนางเกี่ยวกับคนที่ถูกแขวนอยู่บนคาน เขาไม่สามารถบอกให้เจ้านายของเขารู้ได้ว่าเขานั้นทำภารกิจล้มเหลว เป็นไปได้ว่ามีคนในคฤหาสน์ตระกูลหลิน ที่แขวนคอศพไว้ที่ลานตะวันตก โดยเฉพาะ คุณหญิงทั้งสองที่มักจะชอบออกมาเดินเล่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เขาจะลุกขึ้นมาพูดถึงข้อแก้ตัวของเขาต่อคุณหญิงทั้งสอง

หลินเสี่ยวเฟยก็มาถึงอย่างสบายๆ และยังยิ้มให้พวกเขา ราวกับว่าเมื่อคืนนี้ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

 

หัวหน้าพ่อบ้านหลิว ไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นเมื่อคืนนี้ และมีเพียงเค่อซ่งเท่านั้นที่รู้แผนการของพวกเขา อย่างไรก็ตาม ในตอนนี้ด้วยศพที่อยู่เบื้องหลังพวกเขา และหญิงสาวที่งดงามไร้ที่ติที่ยืนอยู่ตรงหน้า หัวใจของหัวหน้าพ่อบ้านหลิวอดไม่ได้ที่จะรู้สึกกระสับกระส่าย

 

เขามองไปที่นายหญิงทั้งสองที่กำลังตกตะลึง และก้มศีรษะลงเพราะกลัวว่าจะถูกตัดหัวเพราะความล้มเหลวของแผนการทั้งหมด

 

หวู่จิงหยาน ขมวดคิ้วกับการปรากฏตัวของหลินเสี่ยวเฟย ความกลัวและความสับสนเริ่มก่อตัวขึ้นในจิตใจของเธอ

 

“คุณหนูสี่” ซงหยานยี่ เรียกชื่อหญิงสาวที่อยู่ข้างหน้า เธอเองก็อยากรู้เช่นกันว่าหลินเสี่ยวเฟยยังคงมาที่แห่งนี้ ด้วยสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร ในเมื่อความจริงแล้ว เธอควรจะคร่ำครวญอยู่ในห้องของเธอ หลังจากที่ถูกขโมยดอกไม้พรหมจารีเเละทำให้แปดเปื้อนไปด้วยมลทิน

 

ด้วยรอยยิ้มที่สดใสบนใบหน้าของหลินเสี่ยว ระหว่างฮุหยินทั้งสอง ซงหยานยี่เป็นคนแรกที่รู้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ และมองไปทางหลินเสี่ยวเฟยอย่างตื่นตระหนก

 

อย่างไรก็ตาม หลินเสี่ยวเฟยรู้สึกเพิกเฉยต่อปฏิกิริยาของพวกเธอ และค่อยๆเลิกคิ้วขึ้น

ขณะที่เธอกล่าวออกมาว่า “นี่มันอะไรกัน? คนใช้ในตระกูลหลินของข้า ทำไมถึงดูมีอิสระมากขนาดนี้ พวกเขามายืนเบียดเสียดกันที่ลานตะวันตกอยู่ทำไม ไม่ไปหน้าที่ของตนเลยหรือไร ข้าเดาว่าท่านตาคงจะใจดีกับพวกเขามากเกินไป แต่ข้าไม่เห็นเหตุผลใดๆ ว่าทำไมท่านตาถึงยังเก็บคนใช้เหล่านี้ไว้ ในเมื่อพวกเขาไร้ประโยชน์เช่นนี้”

 

เมื่อเหล่าคนใช้ได้ยินเช่นนั้น พวกเขาทั้งหมดที่รวมตัวกันอยู่ หัวหน้าพ่อบ้านหลิว และคุณหญิงทั้งสองก็ตกตะลึงในทันที ผู้คนเริ่มสลายตัวกันออกไปอย่างรวดเร็ว เมื่อได้ยินคำพูดของหลินเสี่ยวเฟย เพราะพวกเขากลัวว่าพวกเขาจะตกงาน หากคุณหนูสี่รายงานเรื่องนี้ต่อหลินเซียวเหมิง

 

พวกเขารู้ว่าเมื่อรู้ว่าหลินเซียวเหมิงเอ็นดูเธอมาก พวกเขาไม่กล้าอยู่ที่นี่อีกและรีบเดินออกไปโดยถือไม้กวาดและถังของพวกเขาโดยไม่หันกลับมามอง

 

พวกเขารู้มานานแล้ว ว่าเลือดที่ไม่ดีเกิดขึ้นในตระกูลหลิน นี่คือความรู้สึกที่พวกเขามีต่อหลินเสี่ยวเฟย ไม่ว่าพวกเขาจะอยากรู้อยากเห็นเรื่องนี้มากแค่ไหน พวกเขาก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับหลินเสี่ยวเฟย ไม่อย่างนั้นพวกเขาก็จะเสี่ยงที่จะตกงานนั่นไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาต้องการ

 

เหล่าคนรับใช้ต่างก้มศีรษะ ก่อนจะรีบออกจากลานตะวันตกอย่างเงียบๆ

 

หัวหน้าพ่อบ้านหลิว หวังว่าเขาจะทำเช่นเดียวกับคนรับใช้คนอื่นๆ แต่ความจริงที่ว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เขาทำได้เพียงยืนอยู่ที่นั่น และยอมรับผลจากเเผนการที่ล้มเหลว

 

อย่างไรก็ตาม เขารู้ว่าคุณหนูสี่เเห่งตระกูลหลินนั้นโง่เขลา และหยิ่งผยอง และมักจะแพ้การโต้เถียงกับนายหญิงทั้งสองของเขาอยู่เสมอ และด้วยนายหญิงทั้งสองที่โปรดปรานเขา เขาก็เลยหยิ่งผยองมากเช่นกันและเขาก็อยากจะเห็นหลินเสี่ยวเฟยต้องพ่ายแพ้อีกครับ

 

สำหรับศพที่อยู่เบื้องหลังนั้น พวกเขาต้องจะปฏิเสธเรื่องความเกี่ยวข้องเป็นธรรมดา และแสร้งทำเป็นว่า พวกเขาไม่รู้เรื่องอะไรเลย

 

อย่างไรก็ตาม เขาไม่คิดว่าหลินเสี่ยวเฟยจะพูดถึงมันต่อหน้าพวกเขาในทันที:

 

เมื่อเดินไปข้างหน้าสองก้าว หลินเสี่ยวเฟยเอียงศีรษะเล็กน้อย ขณะที่กล่าวว่า

“โอ้… มันถูกแขวนไว้อย่างดี ท่านตาของข้า ช่างรู้วิธีลงโทษกับผู้คนจริงๆ”

 

เมื่อหวู่จิงหยานและซงหยานยี่ ได้ยินเช่นนั้น พวกเธอก็รีบหันไปทางหลินเสี่ยวเฟย และมองเห็นร่างกายที่บิดเบี้ยวและน่าขยะแขยง เมื่อมองคิดถึงฐานะหญิงในลานชั้นใน พวกนางไม่คิดว่าจะพบเห็นสิ่งน่ากลัวเช่นนี้ ตั้งแต่เช้า

 

อย่างไรก็ตาม ไม่เหมือนกับปฏิกิริยาของคนรับใช้ ฮูหยินทั้งสองต่างรีบปกปิดการแสดงออกเพื่อซ่อนอารมณ์ที่แท้จริงของพวกเธอทันที เมื่อดวงตาของพวกเธอมองไปยังศพที่แขวนอยู่คาน พวกเธอก็สังเกตเห็นใบหน้าที่มืดมนของหัวหน้าพ่อบ้านหลิว และเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้นที่นั่น

 

หัวใจของซงหยานยี่ อยากจะกระโจนถามหญิงสาว ที่ดูเหมือนไม่ได้รับผลการกระทำใดๆจากซากศพที่อยู่ข้างหน้าพวกเขาเลย  “คุณหนูสี่หมายความว่าอย่างไร?” เธอกลืนน้ำลายอย่างแรงและถามออกมา “นี่… เป็นความคิดของท่านพ่อตาหรือ?”

 

“ท่านเข้าใจถูกแล้ว” หลินเสี่ยวเฟยยิ้มให้พวกเขา และไม่ปฏิเสธ “คนของท่านตาข้า พบว่ามีชายเลวทราม กำลังเดินอยู่ใกล้ลานบ้านของข้าเมื่อคืนนี้ และรู้สึกสงสัย จึงจับเขาและนำมาลงโทษ ข้าได้ยินมาว่า เขาอ้างว่าเป็นข้ารับใช้จากลานบ้านข้า แต่ข้าจะจำหน้าของพวกเหล่าคนใช้ของข้ามิได้เชียวหรือ”

 

เธอมองดูฮูหยินทั้งสอง และกล่าวต่อ “โชคดีที่สาวใช้ของข้า ได้เตือนเกี่ยวกับบุคคลที่น่าสงสัยผู้นี้และข้าก็ได้แจ้งท่านตาของข้าได้ทัน หรือใครจะไปรู้ว่าเค้าจะทำสิ่งเลวทรามเช่นไร ถ้าหากเขาเข้าไปในลานบ้านของข้า ท่านตาจึงลงโทษเขาด้วยการแขวนคอ … ข้าแค่แนะนำท่านตาของข้าเล็กน้อยเท่านั้น”

 

ราวกับว่าพวกเขาถูกฟ้าผ่าที่กลางอก หวู่จิงหยานและซงหยานยี่ รวมถึงหัวหน้าพ่อบ้านหลิว เหมือนกำลังถูกตบหน้าในที่ของพวกเขา เเละพวกเขาไม่อยากจะเชื่อ ในสิ่งที่พวกเขาเพิ่งได้ยิน และรู้สึกราวกับว่า ความน่ากลัวกำลังคืบคลานเข้ามาภายในตัวของพวกเขา ขณะที่ดวงตาของพวกเขาจ้องมองไปที่ศพที่แขวนอยู่บนคาน

 

มันชัดเจนว่า หลินเสี่ยวเฟยกำลังหมายถึงอะไร จากคำพูดของเธอ

 

ความตั้งใจเเละเเผนการที่ชั่วร้ายของพวกเขาล้มเหลว และหลินเซียวเหมิงค้นพบด้วยเหตุนี้ เขาจึงตัดสินใจตามที่หลินเสี่ยวเฟยกล่าว เพื่อหาตัวคนที่จะพยายามทำร้ายหลานสาวของเขา

 

โดยปกติเขาพวกเขาต้องพยายามโต้เถียงกับหลินเสี่ยวเฟย แต่ดูเหมือนว่าวันนี้จะแตกต่างออกไป

 

อย่างไรก็ตาม พวกเขาไม่เข้าใจว่าทำไมหลินเสี่ยวเฟย ถึงบอกเรื่องนี้แก่พวกเขา?

 

แน่นอน หลินเสี่ยวเฟยไม่กลัวใครเลย เธอไม่อยากทำตัวเหมือนคนเสแสร้ง ที่ซ่อนตัวอยู่หลังหน้ากาก

 

นี่คือคำเตือนของเธอ พวกเขาจะฟังคำเตือนครั้งสุดท้ายของเธอหรือไม่ นั่นเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องคิด โดยปกติหลินเสี่ยวเฟย จะไม่ยอมให้ศัตรูของเธอรอดชีวิตไป เมื่อเธอจับพวกเขาได้ แต่เนื่องจากตระกูลหลิน ยังมีประโยชน์กับตัวเธอเอง หลินเสี่ยวเฟยจึงยังไม่ได้อยากทำอะไรกับพวกเขา

 

แต่ความอดทนของหลินเสี่ยวเฟย นั้นนั้นมีจำกัด และถ้าหากพวกเขา ยังคงสร้างปัญหาให้แก่เธอ พวกเขาควรคิดก่อน ว่าพวกเขาจะรับผลที่ตามมาได้หรือไม่

ภายในลานด้านทิศตะวันตก ในตอนนี้ปกคลุมไปด้วยความเงียบ

 

โดยปกติ เมื่อรุ่งสางในขณะที่ดวงอาทิตย์กำลังขึ้นอย่างช้าๆ

คนรับใช้ในลานด้านตะวันตกเริ่มทำงานบ้านตั้งแต่เช้าบ้างก็เตรียมตัวรับใช้เจ้านายเมื่อตื่นขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม วันนี้เหล่าคนใช้ไม่ได้รีบเร่งทำงาน ยังคงทำตามกิจวัตรประจำวัน

พวกเขามายังลานตะวันตกดังเช่นทุกวัน แต่เมื่อพวกเขาเเหงนหน้าขึ้นมองยังสิ่งที่แขวนอยู่บนคานด้านหนึ่ง ของทางเข้าลานด้านตะวันตก

ใบหน้าของพวกเขาซีดเซียว และกรีดร้องออกมาด้วยความตกใจกับสิ่งที่เห็นอยู่ตรงหน้า

 

“นั่นคืออะไร?”

 

“นั่นใช่คนหรือหมู?”

 

“ช่างน่ากลัวเหลือเกิน!”

 

คนรับใช้หลายคน รวมตัวกันใกล้กับสิ่งที่แขวนอยู่บนคาน

 

พวกเขาไม่สามารถระบุได้ว่า สิ่งที่แขวนอยู่บนคานนั้นมันคืออะไร

เพราะมันดูบวมมากและมีรอยแผล รอยฟกช้ำ อีกทั้งยังมีคราบเลือดอยู่หลายจุด

 

ทันใดนั้น ก็ได้มีเสียงฝีเท้าใกล้เข้ามา ขณะที่มีคนสองสามคนปรากฏตัวอยู่ด้านหลัง

กลุ่มที่มาใหม่รวมตัวกันใกล้ๆกับที่เกิดเหตุ

 

“นี่มันเกิดอะไรขึ้น!?” หัวหน้าพ่อบ้านหลิว ตะโกนออกมาสุดเสียง

ขณะที่เขาเห็นคนรับใช้ด้านล่างของลานด้านตะวันตกรวมกลุ่ม

เเละไม่ได้ทำงานทำความสะอาดสถานที่เช่นปกติ

 

เขาเห็นเหล่าคนรับใช้กำลังกระซิบกันด้วยใบหน้าของซีดเผือก

และไม่มีใครสามารถตอบคำถามของเขาเลย

 

ความโกรธของเขากำลังก่อตัวขึ้น เขาไม่พอใจกับปฏิกิริยาที่เหล่าคนรับใช้แสดงออกมาเป็นอย่างมาก

 

อารมณ์ของเขากำลังจะระเบิดออกมาและต้องการลงโทษเหล่าคนรับใช้

แต่ทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงของคนอยู่ข้างหลังเขาพูดออกมา

เสียงนั้นกล่าวออกมาอย่างตะกุกตะกักว่า

“หัวหน้าพ่อบ้านหลิว ดูนั้นสิ!”

 

หัวหน้าพ่อบ้านหลิวขมวดคิ้ว ในขณะที่เขาเหลือบมองคนข้างหลัง

แต่ผู้ที่พูดออกมานั้นกลับไม่มองเขาเลย เขากำลังใช้มือชี้อะไรบางอย่าง

 

เขาอยู่ด้านหลังกลุ่มคนที่รวมตัวกันเลยไม่ได้สังเกตเห็นด้านหน้า

แต่ทันทีที่เขามองออกไปยังที่ๆชายคนนั้นชี้ เขาก็พบว่ามีบางอย่างถูกแขวนอยู่บนคาน

ในที่สุดเขาก็รู้ได้ทันทีว่าอะไรที่ทำให้ผู้คนมารวมตัวกัน

 

ทันใดนั้น หัวหน้าพ่อบ้านหลิว ก็รีบวิ่งไปด้านหน้าของกลุ่มคน

เขาอย่างรู้ว่าอะไรที่แขวนอยู่บนคาน และเมื่อมองดูอย่างใกล้ชิด

หัวหน้าพ่อบ้านหลิว ก็แทบจะเป็นลมจากความตกใจและความหวาดกลัวในทันที

 

นี้… คือชายที่ชื่อ เค่อซ่งไม่ใช่หรือ!!

 

หัวหน้าพ่อบ้านหลิว ถอยหลังไปสองสามก้าวและวิ่งผ่ากลางผู้คน ราวกับถูกฟ้าผ่า

เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าคนที่อยู่ข้างหน้าเขาคือ เค่อซ่งโสเภณีชายที่เขาว่าจ้างไปสร้างมลทินให้หลินเสี่ยวเฟยตามคำสั่งของคุณหญิงหนึ่ง หวู่จิงหยาน

 

แต่ใครจะเชื่อ เค่อซ่งเป็นชายหนุ่มที่หน้าตาดี

และยังเป็นหนึ่งในโสเภณีชายที่ดีที่สุดในเมืองหลวง

อย่างไรก็ตาม ตอนนี้คนที่ถูกแขวนห้อยหัวลงต่อหน้าหัวหน้าพ่อบ้านหลิว

กลับไม่เหลือความเป็นมนุษย์และใบหน้าของเขาไม่หลงเหลือความหล่อเหลาอีกต่อไป

 

แม้ว่าร่างกายจะกลับหัวอยู่บนคาน แต่ใครๆ ก็สามารถเห็นได้ว่า

ใบหน้านั้นดูบวมมากแค่ไหน ชิ้นเนื้อตามร่างกายของเขาก็ถูกตัดออก

และถูกเผาไหม้เกรียม ดวงตาทั้งสองของเขายังถูกควักออกมาจากเบ้าตา

 

ร่างกายของเขาก็ไม่ได้ดีไปกว่ากัน แขนขาดูผิดรูปไปอย่างรุนแรง

มีรอยไหม้และมีรอยฟกช้ำสีน้ำเงินอมม่วงปกคลุมผิวหนัง

มีรอยกัดที่หน้าอก ท้อง และต้นขาด้านใน ร่างกายที่เค่อซ่งภาคภูมิใจ

และใช้เป็นเครื่องมือในการหาเงินจากหญิงชราผู้มั่งคั่ง บัดนี้ถูกทำลายอย่างสิ้นเชิง

 

แผ่นหลังของหัวหน้าพ่อบ้านหลิว เปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ

ผ่านไปไม่นานเขาก็ได้และรีบตะโกนว่า

“เร็วเข้า! นำสิ่งนั้นลงมา ก่อนที่เจ้านายจะตื่นมาเห็น!”

 

อย่างไรก็ตาม คำสั่งของเขาดูเหมือนจะสายไปแล้ว เมื่อมีคนอีกกลุ่มหนึ่งมาถึง

 

“หัวหน้าพ่อบ้านหลิว เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”

 

ข้างหลังผู้คนที่รวมตัวกัน หวู่จิงหยานและซงหยานยี่ก็เดินมา และหยุดอยู่ด้านหน้าทางเข้าลานตะวันตก

 

ฮูหยินทั้งสองมักจะตื่นเป็นคนแรกๆในตระกูลหลิน ทั้งสองคนจะออกมาดื่มซุปอุ่นๆข้างในสวนเสมอ และไปที่ห้องโถงเพื่อสวดมนต์ตั้งแต่เช้าตรู่

 

อย่างไรก็ตาม ในเช้าวันนั้น มาดามทั้งสองรีบลุกจากเตียงเป็นพิเศษ เพื่อที่จะรับฟังข่าวดี ที่พวกเขาคาดหวังไว้มาตลอดคืน พวกเธอไม่สามารถนอนหลับได้เพราะความตื่นเต้นที่อยู่ในจิตใจของพวกเธอ

 

พวกเธอคาดหวังว่า ข่าวเรื่องคุณหนูสี่ของตระกูลหลิน ที่เเอบลักลอบเป็นชู้กับชายชั้นต่ำจะแพร่กระจายไปทั่วบ้านในตอนเช้า

 

เมื่อเห็นผู้คนตรงหน้ารวมกลุ่มกัน หวู่จิงหยานและซงหยานยี่ต่างมองหน้ากันพร้อมกับรอยยิ้ม โดยคิดกันไปเองว่าข่าวดังกล่าว ได้เเพร่กระจายไปเร็วกว่าที่พวกเธาคาดไว้

 

“หัวหน้าพ่อบ้านหลิว เกิดอะไรขึ้น ทำไมคนใช้ของลานนี้ถึงรวมตัวกันที่นี่?” ในฐานะฮูหยินสองผู้อ่อนโยน เเละมีชื่อเสียงในตระกูลหลิน ซงหยานยี่จึงเป็นคนแรกที่ถามออกมา ด้วยน้ำเสียงที่ห่วงใยของเธอ

 

รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอ ช่างอ่อนโยนและเป็นมิตรจนบ่าวทุกคนจะรู้สึกมีความสุขมากเมื่อได้รับใช้คุณหญิงสอง อย่างไรก็ตาม ในเช้าวันนั้นคนใช้ไม่มีอารมณ์ที่จะทักทายเธอเลย

 

หัวหน้าพ่อบ้านหลิว ซึ่งเป็นคนเดียวที่มักจะคอยรับใช้คุณหญิงทั้งสอด้วยความประจบประแจง

เขาก็ยังไม่กล้าเปิดปากบอกสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะข้างหลังเขา นั้นมีหลักฐานที่แขวนอยู่และเขาก็ปฏิเสธไม่ได้ ว่าภารกิจที่เขาได้รับมอบหมายนั้นล้มเหลว

 

หวู่จิงหยานเห็นปฏิกิริยาแปลกๆของหัวหน้าพ่อบ้าน เธอจึงขมวดคิ้วทันที อย่างไรก็ตาม เธอไม่สนใจเพราะเธอรู้สึกว่าคนรับใช้ของเธานั้นกลัวเกินกว่าจะกล่าวข่าวสกปรกเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของหลินเสี่ยวเฟยออกมา และเธอก็ไม่ได้โกรธเขา

 

“หัวหน้าพ่อบ้านหลิว ทำไมเจ้าถึงไม่ตอบคำถามของน้องสองล่ะ?” หวู่จิงหยาน คิดว่าหัวหน้าพ่อบ้านหลิว กำลังแสดงตามบทบาท

 

อย่างไรก็ตาม คำพูดของเธอยังไม่จบสิ้น เมื่อมีเสียงดังขึ้นข้างหลังเธอ

 

“อ๊ะ!! คุณหญิง นั่น… นั่น…” สาวใช้ที่อยู่เบื้องหลังหวู่จิงหยาน เป็นคนที่กรีดร้องออกมาและทรุดตัวล้มลงบนพื้นของ ในขณะที่เธอตัวสั่นอย่างรุนแรง และชี้ไปทางศพที่ถูกแขวนอยู่บนคาน

 

หวู่จิงหยานและซงหยานยี่ ตื่นตระหนกทันทีและกำลังจะดูว่าสาวใช้กำลังชี้อะไร แต่มีเสียงเสียงมาจากด้านหลังของพวกเขาเสียก่อน

 

“ป้าหนึ่งและป้าสอง อยู่ที่นี่ด้วยหรือ” เสียงนั้นดูอ่อนโยนและมีเสน่ห์มาก ดังขึ้นมาจากด้านหลังของพวกเขา

“แม่ทัพหลิน เป็นไปได้อย่างไร!” หลินเสี่ยวเฟยอ้าปากค้างและดูตกใจจนหน้าซีด

 

เธอเอามือปิดปากไว้ ดวงตาของเธอเต็มไปด้วยความตกใจและความโกรธที่เธอไม่ได้ปกปิด

 

เมื่อเห็นดังนั้น เค่อซ่ง ก็รีบเติมเชื้อเพลิงลงในกองไฟ “ข้าถูกคนใช้นำทางมายังที่นี่ ใครล่ะที่อำนาจที่สุดในคฤหาสน์นี้ หากไม่ใช่แม่ทัพหลิน?”

 

‘โอ้? ดูเหมือนว่าเขาจะฝึกฝนมามาก จนสามารถพูดออกมาได้อย่างราบรื่น’ หลินเสี่ยวเฟยคิด อย่างไรก็ตาม สีหน้าของเธอไม่เปลี่ยนแปลง และเธอยังคงดูเหมือนตกใจมาก กับสิ่งที่เขาพูด

 

ขณะที่เธอกำลังขบคิด เค่อซ่งก็สาปแช่งเธออยู่ในหัวใจ และเขารอโอกาสที่จะกลับสถานการณ์ของเขา ‘ถูกตัอง! จงกังวลต่อไป รอก่อนเถอะรอให้เจ้าลดความระมัดระวังลง! ข้าจะทำให้เจ้าต้องชดใช้กับสิ่งนี้ และจะทำในสิ่งที่เจ้าไม่เคยคิด ว่าข้าจะทำกับหญิงสาวได้ลงคอ!

 

เขาเกิดในซ่องโสเภณีและรู้ว่าสิ่งเลวร้ายเป็นเช่นไร เพราะเขายังเคยอยู่ในซ่องที่มีระดับต่ำที่สุด

 

เมื่อหญิงสาวถูกขายให้กับซ่องโสเภณีระดับต่ำ พวกนางจะถูกบังคับให้ทำงานตลอดทั้งวันทั้งคืน กับแขกที่แตกต่างกันเพื่อหารายได้ ค่าจ้างของพวกนางยังน้อยอย่างมาก เเละสามารถกินอาหารได้เพียงวันละสองครั้ง และจะต้องทำงานทันทีหลังจากที่กินอาหารเสร็จ

 

พวกเขาไม่มีเงินเหลือเลยและไม่มีเวลาแม้กระทั่งพักผ่อน มิฉะนั้น พวกเขาจะถูกทุบตีโดยผู้จัดการซ่อง และที่แย่ที่สุด พวกเขาจะถูกขายให้กับพวกโจร บางคนเลือกที่จะปลิดชีพตัวเองมากกว่าที่จะรับใช้เหล่าโจรที่โหดร้ายพวกนั้น

 

เค่อซ่ง เคยได้ยินวิธีเลวทรามอีกสองสามวิธี ที่ใช้กับหญิงสาวจากซ่องระดับต่ำให้ต้องทนทุกข์ทรมานเมื่อพวกนางไม่เชื่อฟัง

 

ด้วยความรู้มากมายในเรื่องนี้ เค่อซ่งอาจจะไม่เคยทำมาก่อน แต่เขาจะไม่ปล่อยให้โอกาสนี้หลุดมือไปเขาจะใช้มันเพื่อทรมานลงโทษหญิงสาวที่ทำให้เขาตาบอดข้างหนึ่งนี้อย่างแน่นอน

 

เค่อซ่ง กำลังจะกล่าวขึ้น แต่แล้วเมื่อเขาลืมตาขึ้นเพื่อสังเกตุการแสดงออกของเธอ เขาก็เหมือนถูกราดด้วยน้ำเย็นทันที เขาเห็นถึงความเฉยเมยเเละไม่แยแสบนใบหน้าของเธอ – แต่มันกลับชวนให้น่าหลงใหลอย่างยิ่ง

 

ดวงตาของเธอ ซึ่งเป็นดวงตาสีน้ำตาลแดงรูปอัลมอนด์งดงามที่สุดเท่าที่เขาเคยเห็น มันมีความโค้งเล็กน้อยเนื่องจากสายตาที่เย่อหยิ่งและยังเป็นประกายอยู่เล็กน้อย ทำให้ใบหน้าของเธอที่งดงามจนไม่มีใครเทียบเคียงได้ ช่างดูเย้ายวนยิ่งนักเมื่อได้พบเห็น

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมองลึกเข้าไปในดวงตาคู่นั้น จะเห็นเพียงความมืดมิดและความว่างเปล่า

ที่เค่อซ่งมีลางสังหรณ์ว่า เขาน่าจะพ่ายแพ้ในเกมนี้

 

เค่อซ่ง  สั่นสะท้านโดยไม่รู้ตัวและใช้กำลังทั้งหมดของเขาเพื่อผลักหลินเสี่ยวเฟยออกไป ไม่ใช่ว่าเขาต้องการทำเรื่องชั่วร้ายกับเธอ แต่เพียงเพราะเขาต้องการหนี

 

ยิ่งเขามองดูใบหน้าที่สวยงามของเธอมากเท่าไหร่ เค่อซ่งก็รู้สึกเหมือนว่ากำลังเห็นยมทูตยิ้มให้กับเขา มันเหมือนความตายที่เข้าใกล้เขามาทุกที

 

เค่อซ่ง กรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง “ไม่! ไม่!” เขาพยายามคลานออกไปพร้อมตะโกน “ช่วยด้วย!”

 

หลังจากถูกผลัก หลังของหลินเสี่ยวเฟยไปก็กระแทกที่มุมเตียง เธอตกใจมากกับพฤติกรรมแปลกๆของเค่อซ่ง ราวกับว่าเขาเพิ่งเห็นผีที่อยู่บนใบหน้าของเธอ

 

เธอขมวดคิ้ว และมองไปยังเค่อซ่งที่กำลังคลานอยู่บนพื้นและพยายามที่จะหนีไป ในขณะที่เขาชี้มาที่เธอแล้วกรีดร้อง “นังปีศาจ! เเก…อย่าเข้ามาใกล้ข้า!”

 

เขายังคงมีเลือดไหลออกจากดวงตา ที่มีปิ่นปักผมปักคาอยู่ ในขณะที่เขามีเสื้อผ้าเพียงน้อยชิ้นที่ยังปกคลุมร่างกายของเขาอยู่ เขามีรูปร่างที่ดูดีมาก อย่างไรก็ตาม หลินเสี่ยวเฟยไม่ได้เเสดงอาการเหมือนหญิงสาวปกติที่เห็นชายเปลือยกาย เเล้วต้องปิดตาและหน้าแดง

 

นอกจากนี้ รูปร่างแบบนั้นก็ไม่ใช่รสนิยมของเธอ และเป็นไปได้ว่าหญิงที่จะต้องน้ำลายสอใส่เขา คือหญิงที่มีอายุมากกว่าหรือบางคนที่มีรสนิยมแปลกๆ

 

เหงื่อหยดเล็กๆค่อยๆไหลลงจากแผ่นหลังของเค่อซ่ง ขณะที่เขากำลังพยายามคลานถอยหลังออกไป เสียงกรีดร้องของเขาก็ดังขึ้นมันฟังดูคล้ายกับหมูที่กำลังจะถูกฆ่าในขณะที่เขากำลังจะคลานไปถึงประตู และจะเปิดประตูเพื่อหลบหนี แต่แล้ว เขาก็ได้ยินเสียงของหลินเสี่ยวเฟยพูดอยู่ข้างหลังเขา

 

“หุบปาก ถ้ามีคนได้ยินเสียงเจ้า พวกเขาก็จะเเห่กันมาที่นี่…” เธอถอนหายใจออกมาด้วยความรู้สึกขยะแขยง และกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็สัญญาไม่ได้ ว่าเจ้าจะมีชีวิตอยู่ต่อได้”

 

เมื่อได้ยินเช่นนี้  เค่อซ่งก็รีบหุบปากทันที เขาไม่เข้าใจ ว่าทำไมร่างกายของเขาถึงเชื่อฟังคำพูดเธอ แต่เนื่องจากบาดแผลของเขา เขาจึงไม่สามารถคิดอะไรได้อีก

 

ความเจ็บปวดในตาซ้ายของเขา ทำให้การมองเห็นและความคิดของเขาเริ่มพร่ามัว เเละการตัดสินใจของเขาก็ยุ่งเหยิงไปหมด

 

เขาอยู่ห่างจากประตูเพียงฟุตเดียว และหากเขาเดินไปอีกเพียงไม่กี่ก้าว เขาก็จะสามารถออกไปยังประตูทางเข้า เเละหนีไปจากลานบ้านหลังนี้ ไปให้พ้นจากปีศาจที่น่าสยดสยองในที่แห่งนี้

 

ทันใดนั้น ความมุ่งมั่นก็พุ่งเข้ามาในจิตใจของเขา และเค่อซ่งก็ค่อยๆขยับตัว อย่างไรก็ตาม เขาไม่สามารถทำในสิ่งที่เขาคิดให้เสร็จสิ้นได้ และก่อนที่เขาจะรู้ตัว เขาเห็นเก้าอี้กำลังจะฟาดเข้ามาที่ใบหน้าของเขาอย่างรวดเร็วจนเขาไม่สามารถป้องกันตัวเองได้ทัน

 

และสิ่งสุดท้ายที่เขาได้ยิน ก่อนที่ความมืดจะกลืนกินการมองเห็นของเขา คือ “หลับไปเถอะ ไม่ต้องห่วง ข้าจะดูแลเจ้าเอง”

 

ไม่นานเสียงของเก้าอี้ก็ตกลงบนพื้น พร้อมกับเค่อซ่งที่กำลังล้มลงไปนอนจมกองเลือด

 

หลังจากที่ หลินเสี่ยวเฟยใช้เก้าอี้ที่อยูข้างเตียงของเธอ ฟาดไปที่หัวของเค่อซ่ง เธอก็ยกมือที่อ่อนล้าขึ้นมาปัดฝุ่น และกล่าวอย่างเย็นชาว่า “เอาล่ะ ข้าจะทำอย่างไรต่อไปดี”

เมื่อเค่อซ่ง ได้ยินคำพูดเหล่านั้น เขาก็รู้สึกถึงความตายย่างกรายเข้ามาชั่วครู่หนึ่ง ราวกับว่าความตายได้มากระซิบที่ข้างหูของเขา

 

เขาไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด เขาถึงรู้สึกเช่นนั้น แต่เมื่อเขาใช้ตาที่ไม่ได้รับบาดเจ็บมองผู้หญิงที่ควรถูกเขาทำให้มีมลทิน เธอดูงดงามและเต็มไปด้วยอันตราย หัวใจของเขาตกอยู่ในความหวาดกลัวในทันที

 

ภายใต้ม่านแห่งราตรีนี้ ลักษณะของหลินเสี่ยวเฟยดูไม่ค่อยชัดเจนนัก แต่เค่อซ่งที่อยู่ใกล้กับเธอมาก จนเขาสามารถมองเห็นดวงตาที่เยือกเย็นไปถึงกระดูก เธอที่ไม่มีท่าทีที่จะเเสดงอารมณ์ใดๆออกมาอย่างชัดเจน ในขณะที่เธอมองลงมาที่เขา.

 

ในที่สุดเค่อซ่ง ก็ตระหนักถึงความผิดพลาดของเขาและกล่าวอย่างตะกุกตะกักว่า “ปล่อยข้าไปเถอะ! ได้โปรด!”

 

เขาพยายามผลักเธอออกไป แต่เขารู้สึกว่าปิ่นปักผม ที่ฝังลึกในตาข้างซ้ายของเขา ยิ่งฝังลึกลงไปในขณะที่เขาขยับ ดังนั้น เขาจึงหยุดเคลื่อนไหวในขณะที่เหงื่อของเขาเริ่มไหลออกมาจากทุกรูขุมขน

 

หลินเสี่ยวเฟย มองลงมาที่เขาและกล่าวออกมาอย่างไม่แยแส “นี่เป็นสิ่งที่เจ้าต้องการไม่ใช่หรือ เพียงเเค่ตำเเห่งสลับกัน เเล้วทำไมเจ้าถึงยังไม่พอใจ?”

 

ใช่แล้วเขาต้องการทำให้เธอมีมลทิน เเต่กับสิ่งที่เกิดขึ้นเขาจะสามารถทำอะไรนางได้อีก?

 

ในตอนนี้ใครกันเเน่ที่กำลังถูกกระทำเเละกรีดร้อง?

 

หลินเสี่ยวเฟยยิ้มออกมาและค่อยๆ ยกมืออีกข้างปิดปากของเขา เธอแตะแก้มเขาเบา ๆและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เย้ายวนว่า “บอกข้ามาสิว่าใครส่งเจ้ามา แล้วข้าจะปราณีกับตาอีกข้างหนึ่งของเจ้า”

 

เสียงที่เธอกล่าวออกมาอย่างเย้ายวนนั้น กลับทำให้เค่อซ่งรู้สึดว่าเธอน่ากลัวยิ่งกว่าเดิม คำกล่าวที่ดูเย็นชาราวกับเสียงของเธอกำลังลูบไล้ไปบนผิวของเขา แต่เมื่อเค่อซ่ง ได้ยินเช่นนั้น หัวใจของเขาก็กระโดดโลดเต้น เธออาจจะปล่อยข้าไป

 

“ข้า…ข้าจะบอกในสิ่งที่เจ้าถาม เเต่ได้โปรดปล่อยข้าก่อนเถิด” เค่อซ่ง รีบพูดออกมาด้วยความกลัว ทำน้ำเสียงและใบหน้าของเขาก็ยังแสดงออกถึงการยอมแพ้

 

เขาแสร้ง ทำเป็นว่าเขากลัว และรอเวลา หากหลินเสี่ยวเฟยวางอาวุธในมือลงและลงจากตัวเขา เค่อซ่งวางแผนที่จะพลิกตัวเธอกลับ และจะทุบตีเธอจนกว่าเธอจะตาย

 

เขาเพิ่งสูญเสียตาไปข้างหนึ่งเพราะหญิงคนนี้ และเขาก็ไม่ได้คิดเกี่ยวกับงานที่เขาถูกว่าจ้างมาอีกต่อไป แม้เขาจะรอกไปในวันนี้ เหล่าผู้หญิงที่ใช้บริการเขาไม่มีทางเรียกหาเขาอีก เขาจะไม่ได้เงินจากหญิงวัยกลางคนพวกนั้นอีกแล้ว ต่อจากนี้เค่อซ่งจะไม่สามารถใช้ชีวิตตามปกติได้หลังจากที่เขาสูญเสียดวงตาข้างหนึ่งไป

 

ดังนั้น เค่อซ่งจึงไม่ต้องการอะไรนอกจาก ให้หลินเสี่ยวเฟยรับผิดชอบกับสิ่งที่เธอทำกับเขา

 

เขาได้รับคำสั่ง ว่าให้ทำให้หญิงคนนี้มีมลทิน แต่ครั้งนี้ ไม่เพียงแต่เขาจะทำเช่นนั้น เค่อซ่งยังวางแผนที่จะทำให้ใบหน้าของเธอเสียโฉม

 

เค่อซ่ง จินตนาการถึงความเจ็บปวดที่เขาจะกระทำต่อเธอ และหวังที่จะเล่นสนุกกับร่างกายของเธอจนเขาหมดแรง

 

อย่างไรก็ตาม ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ได้เป็นอย่างที่เขาหวัง หลินเสี่ยวเฟยรู้อยู่แล้วว่าเขาคิดอะไรอยู่

 

เธออยากจะหัวเราะเยาะให้กับความไร้เดียงสาของชายผู้นี้

 

เธอถูกขังอยู่ในคุกใต้ดินและถูกทรมานเป็นเวลาหลายเดือน ความทรมานเหล่านี้ไม่มีผู้ใดรับได้รู้นอกจากเธอ

 

หลินเสี่ยวเฟยจึงสามารถสัมผัสได้ถึง เจตนาของคนที่คิดร้ายต่อเธอ

 

ดวงตาที่เต็มไปด้วยแผนการอันชั่วร้าย ที่จะทำให้เธอต้องทนทุกข์ หลินเสี่ยวเฟยได้เห็นสิ่งเหล่านี้มาหมดแล้ว ก่อนที่เค่อซ่ง จะคิดแผนการเหล่านี้เสียอีก

 

และในเวลานี้ หลินเสี่ยวเฟยเพียงคิดว่าเธอจะทำเช่นไรกับเขา

 

“บอกกับข้ามา แล้วข้าจะปล่อยเจ้า” เธอพูดพลางแสร้งทำเป็นไม่สนใจ กับสิ่งที่เค่อซ่งวางแผนไว้

 

เค่อซ่งพยักหน้า

 

ทีแรกเขาไม่อยากพูดอะไร แต่เพื่อที่จะทำให้เธอเชื่อเขา เขาต้องแสดงความจริงใจออกไปก่อน เขาจึงรีบกล่าวไปว่า “ข้าไม่เห็นหน้าคนคนนั้นเลย ข้าเจอแต่คนใช้ของเขาที่ส่งเงินมาให้ข้า แต่ข้าได้ยินคนรับใช้เรียกเขาว่า แม่ทัพหลิน”

 

หลินเสี่ยวเฟย รู้สึกประหลาดใจกับคำพูดนี้และเธอต้องการหัวเราะ

 

แม่ทัพหลิน? หลินเสี่ยวเฟยถอนหายใจ ในหัวใจของเธอคิดถึงความโง่เขลาของเค่อซ่ง ที่กล่าวข้อมูลเท็จ ที่ผู้ว่าจ้างสั่งไว้

 

พวกเขาต้องการให้เขาพูดคำเหล่านั้น เพื่อโยนความผิดให้กับหลินเซียวเหมิง หลินเสี่ยวเฟยจะได้เข้าใจผิดเเละรู้สึกเกลียดชังตาของเธอ

 

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าใครเป็นคนสั่งเค่อซ่ง หลินเสี่ยวเฟยพอจะเดาได้ตั้งเเต่เเรก

 

เค่อซ่ง จะเข้าไปในคฤหาสน์ตระกูลหลินได้อย่างไร โดยไม่มีใครสังเกตเห็น รอบๆคฤหาสน์ได้รับการปกป้องอย่างแน่นหนา และคนนอกไม่มีทางรู้ได้เลยว่าลานของเธอตั้งอยู่ที่ไหน หากไม่ใช่คนในตระกูลหลินและคนรับใช้ที่อาศัยอยู่ในคฤหาสน์มานานหลายปี ใครจะรู้ว่าในคฤหาสน์ตระกูลหลิน ที่มีทางคดเคี้ยวเหมือนเขาวงกตเป็นเช่นไร?

 

สำหรับตัวตนของผู้สั่งการเขา หลินเสี่ยวเฟยไม่จำเป็นต้องนึกถึงใครมากมาย ทั้งหมดที่เธอต้องทำ เพียงต้องการล่อพวกมันออกมา

 

สำหรับเค่อซ่ง ที่จะคิดจะสร้างมลทินให้แก่เธอ หลินเสี่ยวเฟยต้องการทำให้เขารู้ว่า ความรู้สึกของการโดนปองร้ายเป็นเช่นไร

 

มันต้องการสร้างมลทินให้แก่นางด้วยมืออันสกปรกของมัน เเต่ทำไม ไม่ทำให้เขาประสบในสิ่งเดียวกันล่ะ?

 

เธอก็ไม่จำที่จะเป็นต้องปล่อยเขาไป

 

ในเมื่อชายบางคนก็ชอบที่จะลิ้มรสพรหมจารีของโสเภณีชายเช่นกัน

ลมหนาวเริ่มพัดมาจากทิศตะวันตก

 

ใบไม้พัดปลิวไสว จิ้งหรีดร้องประสานเสียงกันที่ไหนสักแห่งในสวน

 

ทันใดนั้น ก็มีร่างๆหนึ่ง รีบวิ่งไปที่ลานด้านหน้าโดยไม่ลังเล เสียงฝีเท้าของร่างๆนั้น ก้าวไปอย่างแผ่วเบาๆและเห็นเพียงแต่เงาที่ไร้เสียง ไม่มีใครในลานบ้านได้ยินแม้แต่น้อย

 

เมื่อร่างนั้นหยุดลง เขาก็เปิดประตูและปิดอย่างเงียบๆ เเละก้าวเข้าไปในห้องที่ถูกปกคลุมไปด้วยความมืด และมีเเค่แสงเทียนที่อยู่ข้างเตียงเท่านั้น เเต่มันก็ดับไปเสียก่อนที่ร่างนั้นจะมาถึง

 

คนผู้นั้น กวาดตามองไปยังรอบห้อง และรู้สึกทึ่งกับของเก่าและเฟอร์นิเจอร์ที่ราคาแพงภายในห้องนี้ เขาต้องการสัมผัสสิ่งของเหล่านั้น แต่เขาก็คิดขึ้นได้ว่ามีงานอื่นที่จะต้องรีบทำ เขาส่ายหัวและหยุดตัวเองจากอาการฟุ้งซ่าน

 

เเละค่อยๆเดินไปที่เตียง  จู่ๆชายผู้นั้นก็ดึงเข็มขัดและถอดเสื้อผ้าออก ในไม่ช้าเสื้อผ้าก็ร่วงหล่นไปกองอยู่บนพื้น

 

ชายผู้นั้น ถอดเสื้อผ้าออกจากร่างกาย และตอนนี้เขาแทบจะมีอะไรไม่ปิดบังกายของเขา เขาจะหยุดเดินก็ต่อเมื่อเขาได้สัมผัสกับขอบเตียงที่หญิงสาวผู้หนึ่งกำลังหลับใหลอยู่

 

เค่อซ่ง ชายผู้ที่มาในคราบของขโมย เเละใต้ม่านราตรีเขาเป็นชายโสเภณี เขาได้รับเงินจำนวนมหาศาล เพื่อจ้างวารมาให้ทำลายชื่อเสียงของหญิงสาวผู้นี้

 

เขาไม่รู้ว่าใครเป็นคนจ่ายเงินให้เขา เพราะเป็นคนรับใช้ที่ไปเจรจากับเขา และเขาก็ไม่รู้เลยด้วยซ้ำ ว่าหญิงสาวที่เขากำลังจะกระทำนั่นคือใคร

 

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่รู้ว่า เขาจะต้องกลายเป็นโจรขโมยดอกไม้ (หรือที่รู้จักว่า ชายผู้หนึ่งที่กำลังจะเอาดอกไม้พรหมจารีไป โดยไม่ได้รับความยินยอม) เเต่เค่อซ่ง ก็มีความสุขและพอใจเป็นอย่างมาก ในฐานะที่เป็นโสเภณีชายที่พึ่งพาแต่หญิงที่ขี้เหร่และอายุมากที่มาซื้อบริการของเขา เเต่หญิงสาวที่อยู่บนเตียงนั้น เปรียบเสมือนขนมหวานชั้นเลิศ ที่เขาไม่เคยพบเจอ

 

ไม่เพียงแต่ เขาจะได้รับเงินจำนวนมหาศาลเท่านั้น เเต่เขายังสามารถสนุกสนานกับหญิงสาวผู้นี้ได้อีกด้วย

 

เมื่อมองลงไปที่ร่างเล็กๆของหญิงสาวผู้นั้น เค่อซ่งเลียริมฝีปากของเขาราวกับสัตว์ร้ายที่หิวโหยและกำลังจะเอื้อมมือไปแตะหญิงสาวบนเตียง ทันใดนั้น เขาเห็นแสงสีเงินวาบอยู่ข้างหน้า และเเสงนั้นกำลังพุ่งมาที่เขา

 

หญิงสาวบนเตียงที่แต่เดิมนอนตะแคงโดยหันหลังให้กับเค่อซ่ง และเมื่อเขาเดินเข้าไปใกล้เธอ เค่อซ่ง ก็ไม่ทันสังเกตว่าหญิงสาวผู้นั้นได้ตื่นขึ้นเเล้ว ดังนั้น เขาจึงไม่คิดว่าเธอจะดึงปิ่นปักผม ออกมาและแทงไปที่ตาซ้ายของเขาอย่างโหดเหี้ยม

 

ปลายของปิ่นปักผมแทงทะลุดวงตาของเขา และในไม่ช้าเค่อซ่งก็กรีดร้องออกมาดังลั่น อย่างไรก็ตาม เสียงกรีดร้องของเขา ดังขึ้นไม่ได้นาน ปากของเขาก็ถูกอุดด้วยผ้าห่ม เพื่อกลบเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวด

 

เขารู้สึกถึงความเจ็บปวดอันแสนสาหัสจากตาซ้ายของเขา เค่อซ่งล้มลงบนพื้นในขณะที่เขาดิ้นรน แต่หญิงสาวที่แทงเขาก็ไม่หยุดเพียงแค่นั้น

 

จนทั้งสองล้มลงกับพื้นเสียงดัง เค่อซ่งลงไปนอนหงายอยู่บนพื้น โดยมีหญิงสาวก็กำลังคร่อมเขาอยู่

 

ก่อนหน้านี้ หลินเสี่ยวเฟยบังคับตัวเองให้หลับเพราะความเจ็บปวดทางอารมณ์ที่เธอรู้สึก เเต่ดวงตาของเธอก็ไม่ฟังยอมฟังและยังคงเบิกกว้างอยู่ตลอดเวลา เธอพบว่าตัวเองนอนไม่หลับ หลังจากทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาเพียงวันเดียว

 

อย่างไรก็ตาม เธอไม่คิดว่าจะมีคนกล้าพอที่จะแอบมายังลานบ้านของเธอ และพยายามจะทำลายดอกไม้พรหมจรรย์

 

ยิ่งไปกว่านั้น ชายที่เข้าโจมตีเธอ ดูเหมือนเขาจะแน่ใจ ว่าไม่มีใครอยู่รอบๆลานบ้านของเธอ จนทำให้เขาทำอะไรโดยไม่ลังเลเข้ามาในลานบ้านของเธอ

 

ถึงแม้หลินเสี่ยวเฟย เป็นผู้ที่ไม่มีความเชี่ยวชาญในด้านศิลปะการต่อสู้ แต่เด็กก็ยังรู้วิธีฆ่าเมื่อตกอยู่ในอันตราย

 

เธอนั่งคร่อมบนหน้าอกของชายคนนั้นและใช้มือของเธออุดผ้าห่มไว้ในปากของเขา ในขณะที่มืออีกข้างของเธอยังคงถือปิ่นปักผม ซึ่งเธอจะไม่มีทางปล่อย แม้ในขณะที่ทั้งสองคนจะล้มลงบนพื้นแล้วก็ตาม

 

หลินเสี่ยวเฟย พยายามไม่ให้ชายคนนั้นขยับตัวได้ และออกแรงเเทงปิ่นปักผมให้ลึกเข้าไปในดวงตาของเขา เพื่อที่จะทำให้ร่างกายของเขาอ่อนแอลง ซึ่งเธอได้ยินเสียงร้องอันเจ็บปวดจากเค่อซ่งอีกครั้ง

 

หลินเสี่ยวเฟย มีชีวิตอยู่มาสองช่วงชีวิตแล้ว และเธอต้องทนทุกข์ทรมานอย่างมากในช่วงชีวิตก่อน เธอรู้ดีว่าเสียงกรีดร้องเช่นนั้นเป็นอย่างไร แต่เธอก็ไม่ได้รู้สึกสงสาร เเละเธอยังอยากทำให้ผู้ชายที่ต้องการทำร้ายเธอรู้สึกเช่นเดียวกัน

 

ทั้งมือของเธอเเละปิ่นปักผมที่เธอถืออยู่เปรอะเปื้อนไปด้วยเลือด เค่อซ่งพยายามเอามือของเธอออก เเละเขายังได้ทิ้งรอยถลอกไว้บนข้อมือที่ขาวราวกับไข่มุกของเธอ แต่หลินเสี่ยวเฟยยังคงเพิกเฉยและยังคงดันปิ่นปักผมให้ลึกลงไปอีก

 

เธอโน้มตัวไปข้างหน้าและกระซิบข้างหูของเค่อซ่งอย่างเย็นชาว่า “ใครส่งเเกมา?”

“ไม่…”

 

“อย่านะ ข้าขอร้อง อย่าทำแบบนี้เลย!”

 

“ได้โปรด!”

 

ด้านหลังประตูที่ปิดสนิท ภายในลานขนาดใหญ่ มีร่างหนึ่งนอนขดอยู่บนเตียง ตัวสั่นและมีหยาดเหงื่อก่อตัวขึ้นบนหน้าผาก

 

มีสาวใช้สองคนที่อยู่ข้างๆเตียง เดินไปมาอยู่ในห้องพร้อมกับอ่างน้ำและผ้าเช็ดตัว

 

“ไม่ดีเเล้ว ไข้ไม่ลดลงเลย” สาวใช้คนหนึ่งกล่าวด้วยความเป็นห่วง

 

“เราควรทำอย่างไรดี พายุหิมะข้างนอกนั้นนั้นรุนแรงขึ้นทุกที แม้แต่ท่านหมอของตระกูลก็ไม่กล้าออกจากบ้าน ด้วยสภาพอากาศเช่นนี้” สาวใช้อีกคนก็พูดขึ้นทันที “แต่คุณหนูตื่นแล้วหรือ เธอเหมือนกำลังพึมพำอะไรบางอย่าง ลมหายใจของเธอไม่ปกติ”

 

สาวใช้คนแรกส่ายหัว แล้วกล่าวขึ้นว่า “คนๆหนึ่งจะตื่นในขณที่ไข้สูงแบบนี้ได้อย่างไร เธอคงจะรู้สึกทรมานมากแน่ๆ”

 

สาวใช้ทั้งสองคนยังคงเช็ดเหงื่อตามร่างกายของคุณหนู พวกนางใช้ผ้าชุบน้ำเเล้วเช็ดซ้ำหลาย ๆ ครั้ง

 

ผ่านไปสองสามนาที ร่างกายที่สั่นเทาของคุณหนูของพวกเขา ที่อยู่บนเตียงก็หยุดสั่นกะทันหัน ดวงตาของเธอที่ปิดสนิทก่อนหน้านี้ ค่อยๆลืมตาเเละได้จ้องมองไปข้างหน้าอย่างว่างเปล่า แต่แสงที่เย็นวาบทำให้เธอเห็นภาพทุกอย่างชัดเจน

 

เธอหันศีรษะไปมองสาวใช้ทั้งสอง ขณะที่พวกเขากำลังดีใจ เเละเธอก็อ้าปากค้างก่อนที่น้ำตาของเธอกำลังจะไหลออกมา เธอมองต่อไปรอบๆ พร้อมน้ำตาที่ไหลเอ่อ

 

เมื่อสาวใช้ทั้งสองเห็นน้ำตาในดวงตาของคุณหนู พวกนางก็ตกตะลึงทันที ในขณะที่ยืนอยู่ข้างๆเธอ

 

“คุณหนูเป็นอะไรหรือเปล่าคะ”

 

“ข้าจะรีบออกไปแจ้งท่านผู้อาวุโสว่า ในที่สุดคุณหนูก็ฟื้นแล้ว!”

 

เสี่ยวเฟยยังคงร้องไห้เมื่อเธอลืมตาขึ้น เธอไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่ทันทีที่เธอมองไปยังที่หน้าต่างภาพของห้องขังที่เเสนสกปรกและมีกลิ่นเหม็นนั้นพร้อมกับความรู้สึกที่เธอถูกทำร้ายและความเจ็บปวดที่เธอได้รับมานั้นคือสิ่งที่เธอเก็บไว้ในใจเเละตอนนี้มันก็ถูกระเบิดออกมาในทันที

 

ห้องที่เธออยู่แตกต่างจากห้องขังนั่นอย่างสิ้นเชิง เพราะภายในห้องนี้ทุกอย่างดูสวยงามสะอาดและอบอุ่น

 

อยู่ๆเธอก็ได้ยินเสียงของคนที่มาจากจากด้านนอก เธอตกใจเเละส่งเสียงโวยวายดังลั่นออกมา ในขณะเดียวกันเธอก็ได้เอื้อมมือของเธอออกไปจับกับมือที่ยื่นออกมาหาเธอ

 

ไป๋หลู่ซึ่งเป็นสาวใช้ตกใจมาก เมื่อเห็นคุณหนูร้องไห้เหมือนเด็กที่เพิ่งจะหกล้มจนเข่าถลอก เธอไม่เคยเห็นคุณหนูของเธอเป็นแบบนี้ ราวกับว่าโลกได้ทำร้ายเธอมาอย่างหนัก เธอมองดูมือเล็กๆ ที่บอบบางที่กำลังจับมือของเธอไว้

 

น่าแปลกที่ไป๋หลู่ รู้สึกเหมือนกับว่าเธอกำลังจะร้องไห้ เพราะเธอกลัวว่าจะมีอะไรเกิดขึ้นกับเหล่าสาวใช้คนอื่น  เธอยังกังวลอีกว่าหลังจากนี้ คุณหนูของเธอจะต้องลงโทษเธอที่เธอบังอาจแตะเนื้อต้องตัวของนาง แต่เธอก็รู้สึกโล่งใจที่เธอกลับไม่เห็นความดื้อรั้นและความเอาแต่ใจเหมือนเมื่อก่อน

 

อย่างไรก็ตาม เธอไม่รู้เลยว่าคุณหนูตัวจริงของเธอได้หายไปแล้วจากการป่วยครั้งนี้ สิ่งที่อยู่ภายในร่างของคุณหนูคนนั้นก็คือหญิงสาวอีกคน ที่ถูกทำร้ายและทรมานจนตาย

 

ในตอนนี้ความคิดทุกอย่างได้ไหลเข้ามาในหัวของเสี่ยวเฟยจนเธอปวดหัวและมือไม้สั่น เธอไม่รู้ว่าเลยว่าตอนนี้เธอนั้นอยู่ที่ไหน เธอรู้เเค่ว่าก่อนหน้านี้เธอได้ตายไปแล้ว เเละเธอคิดว่าเธอกำลังใช้ชีวิตหลังความตายและอยู่ที่ไหนสักแห่งที่ปลอดภัยสำหรับเธอ

 

‘ปัง!’

 

ประตูห้องถูกเปิดออกอย่างแรงและมีชายชราที่น่ากลัวคนหนึ่งเดินเข้ามา เขาสวมเสื้อผ้าชั้นดีเมื่อเขาเดินเข้ามาทั่วทั้งห้องก็เงียบลงในทันที

 

ดวงตาของเขาเบิกกว้างเมื่อเห็นหลานสาวของเขากำลังร้องไห้เหมือนเด็กๆ ภาพนั้นทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดเป็นอย่างมาก เขาเดินไปและคุกเข่าลงข้างๆเตียงและมองดูหลานสาวของเขาด้วยสายตาที่อ่อนโยน

 

“เฟยเอ๋อ เจ้าเป็นอะไรไป บอกตามาว่าใครทำให้เจ้าเป็นเช่นนี้ ตาจะให้คนไปตามหมอประจำตระกูลมาดูอาการของเจ้า” หลินเซียวเหมิงกล่าวออกมาด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความกังวล

 

ใบหน้าของเขาดูน่ากลัวอย่างมากเขามีรอยแผลเป็นขนาดใหญ่บนแก้มขวา ทำให้เขายิ่งดูน่ากลัวขึ้นไปอีกและใครก็ตามที่เห็นเขาต่างก็ต้องหวาดกลัว อย่างไรก็ตาม หลานสาวของเขาไม่ได้สนใจเขาเลยและยังคงร้องไห้เหมือนเดิม ราวกับไม่สนใจสิ่งรอบข้างเลย

 

นี้คือสิ่งที่ทำให้หลินเซียวเหมิง รู้สึกหมดหนทางอย่างมาก

 

ตอนนี้เขากำลังคุกเข่าอยู่ต่อหน้าเด็กสาวอายุระหว่างสิบหกถึงสิบเจ็ดปี โดยไม่สนใจสาตาของเหล่าเหล่าสาวใช้และผู้ติดตามของเขาเเม้เเต่น้อย

 

พวกเขารู้ว่าหลินเซียวเหมิงรักเเละเป็นห่วงหลานของเขามากเพียงใด แต่เมื่อเห็นฉากนี้ต่อหน้าพวกเขาก็ยังคงรู้สึกตกใจ

 

หลินเซียวเหมิง คือใคร?

 

เขาเป็นแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่ที่มีชื่อเสียงที่สุดของอาณาจักรเซิง และด้วยเหตุนี้เขาจึงมีทั้งเงินและชื่อเสียง เขาเพิ่งเกษียณและเลิกเป็นทหารเมื่อสองปีที่แล้ว แต่อิทธิพลของเขาในราชสำนักก็ยังยิ่งใหญ่ แม้แต่ราชวงศ์ก็ยังต้องเกรงใจเขา

 

และใช่ ตอนนี้เขาพร้อมที่จะละทิ้งศักดิ์ศรีที่จารึกไว้ในกระดูกของเขา เพื่อเด็กสาวคนนี้ที่อยู่ข้างหน้าเขา

 

“ใครก็ได้ไปตามหมอเฟิงมา แล้วบอกให้เขารีบมาดูอาการหลานสาวของข้า” เขากล่าวด้วยน้ำเสียงที่เป็นกังวล

 

“แต่นายท่าน ท่านหมอเฟิงเพิ่งออกไปเมื่อไม่กี่ชั่วโมงที่แล้ว และตอนนี้พายุหิมะก็รุนแรงอย่างมากมันอาจจะกลบถนนไปแล้ว มันคงจะยากสำหรับรถม้าหรือแม้แต่คนที่จะเดินทางในสภาพอากาศเช่นนี้” หัวหน้าพ่อบ้านอันหลี่แจ้งต่อเจ้านายของเขา

 

พายุหิมะในคืนนี้รุนแรงเกินไป ไม่มีใครที่จะกล้าพอจะต่อต้านมัน แม้แต่ทหารก็อาจจะหนาวสั่นและตายก่อนที่จะได้ฆ่าศัตรู

 

หลินเซี่ยวเหมิงเข้าใจความกังวลของหัวหน้าพ่อบ้าน แต่เขาก็ยังกังวลเกี่ยวกับอาการของหลานสาวเขายิ่งกว่า

 

อย่างไรก็ตาม เขาก็ต้องสงบสติอารมณ์ของตัวเองก่อน ในเมื่อพายุรุนแรงเช่นนี้ แม้ว่าเขาจะส่งคนไปหาหมอเฟิงได้ แต่ใครจะรู้ว่าพวกคนที่เขาส่งไปอาจจะแข็งตายระหว่างทางก็เป็นได้

 

หลินเซียวเหมิง ถอนหายใจและส่ายหน้าพร้อมกล่าวว่า “พวกเจ้าออกไปให้หมด ข้าจะอยู่กับเฟยเอ๋อเพียงลำพัง”

 

เหล่าสาวใช้ในห้องแยกย้ายกันออกไปในทันทีที่ได้รับคำสั่งและเมื่อประตูปิดลงหลินเซียวเหมิงนั่งบนขอบเตียงข้างหลานสาวของเขา เเละวางศีรษะของเธอบนไหล่ของเขาจากนั้นก็กล่าวว่า

 

“เจ้าจะไม่เป็นไร ตาอยู่นี่แล้ว”

กำเนิดนางร้าย The Birth of a Villainess

กำเนิดนางร้าย The Birth of a Villainess

Score 10
Status: Completed

กำเนิดนางร้าย The Birth of a Villainess

 

“เจ้าไม่ได้ตัวคนเดียว เราเป็นหุ้นส่วนในอาชญากรรม หากเจ้าเป็นแม่มด ข้าก็จะเป็นพ่อมดของเจ้า”

หลังจากการตายอย่างโหดร้ายของเธอ เสี่ยวเฟยพบว่าตัวเองกลับมามีชีวิตอีกครั้งในร่างของคุณหนูที่งดงามจากตระกูลหลินผู้สูงศักดิ์ที่มีชื่อเดียวกันกับเธอ

เธอเกิดมาพร้อมกับใบหน้าอันงดงามที่ไม่มีใครเทียบได้ เอาชนะใจชายทุกคนและแม้แต่ผู้หญิงก็ต่างอิจฉาในชีวิตที่แล้วของเธอ

แต่เธอกลับตกหลุมรักองค์ชายอย่างโง่เขลา และถูกลิขิตให้ตายอย่างเจ็บปวดทุกข์ทรมานด้วยน้ำมือของคนที่เธอรัก

ในชีวิตและร่างกายใหม่นี้ กลอุบายอันชั่วร้ายและเรื่องอื้อฉาวก็ยังวนเวียนอยู่รอบตัวเธอ แม้จะเกิดใหม่แล้วก็ตาม

เธอก็เริ่มทำแบบเดียวกันกับคนเหล่านั้นและจะโหดเหี้ยมต่อผู้ที่คิดต่อต้านเธอ

ชายหนุ่มและและหญิงสาวต้องโค้งคำนับ

บัลลังก์ทองคำต้องถูกส่งต่อ

อาณาจักรจะต้องถูกพิชิตและเผาทำลาย

หัวใจต้องถูกแย่งชิง

ด้วยยุคอันโหดร้ายเช่นนี้ ผู้คนทำได้เพียงพยายามบังคับและป้องกันตนเองจากอันตราย

อย่างไรก็ตาม ใครจะคิดว่าชายที่เต็มไปด้วยความชั่วร้ายและเย่อหยิ่งจะเข้ามาในชีวิตของเสี่ยวเฟยอย่างกะทันหัน? และเขายังกระซิบข้างหูของเธออย่างไร้ยางอายว่า “ศัตรูของภรรยาข้าก็คือศัตรูของข้า และความปรารถนาของภรรยาข้าก็คือความปรารถนาของข้าเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ข้ายังมีความปรารถนาอีกอย่างหนึ่งที่มีแต่ภรรยาข้าเท่านั้นที่จะมอบให้แก่ข้าได้”

“นั่นคือภรรยาข้าต้องกลายเป็นอาหารเช้า กลางวัน เย็น ให้แก่ข้า”

เสี่ยวเฟย: “……”

Options

not work with dark mode
Reset