ลิขิตกลกาล 95 ความกังวล

ตอนที่ 95 ความกังวล

“ฝ่าบาทเพคะ!” หยางอวี้หลิงหยุดยืนอยู่ด้านหน้าลี่หยวนตี้หนึ่งก้าว นางไม่กล้าเข้าไปใกล้ ทว่าความงดงามและประกายวิบไหวแห่งการเฝ้าคอยที่อยู่ในดวงตาของนางแสดงออกมาอย่างแรงกล้า

 

 

“อื้ม” ลี่หยวนตี้พยักพระพักตร์ ในพระเนตรปรากฏแววตาบางอย่าง แต่เนื่องจากปรากฏขึ้นและอันตรธานหายไปอย่างรวดเร็วจึงทำให้คนที่จับตามองเขาอยู่ในห้องนี้ไม่ทันได้สังเกตเห็นความผิดปกตินั้น

 

 

ลี่หยวนตี้ขมวดพระขนง “หลิงเอ๋อร์ทำไมรีบวิ่งลงมาโดยไม่สวมรองเท้าก่อน ช่วงนี้เจ้ามิค่อยสบาย ทำไมถึงไม่ดูแลตัวเองให้ดี”

 

 

แก้มทั้งสองของหยางอวี้หลิงแดงระเรื่อแล้วเอ่ยขึ้นว่า “หม่อมฉัน…นี่เป็นเพราะว่าหม่อมฉันได้ยินว่าฮ่องเต้เสด็จมาจึงดีใจมากเกินไปหน่อย…อีกอย่างร่างกายของหม่อมฉันตอนนี้ก็ขึ้นมากแล้วเพคะ! พอได้เห็นพระพักตร์ของฝ่าบาท อาการป่วยของหม่อมฉันก็หายไปในพริบตา!”

 

 

ลี่หยวนตี้โดนหยอกให้หัวเราะ “ดูท่าแล้ว ข้าคงมีความสามารถในการเป็นหมองหลวงด้วยกระมัง?  ถึงได้ทำให้สนมที่รักเพียงเห็นหน้าข้าในคราเดียว อาการป่วยพลันหายเป็นปลิดทิ้ง”

 

 

“เอาล่ะ จะมายืนคุยกันตั้งนมนานอยู่ตรงนี้ไปทำไมกัน รีบเข้าไปด้านในกันเถิด อีกทั้งหลิงเอ๋อร์ยืนอยู่บนพื้นมานานแล้ว พื้นเย็นเช่นนี้หากเจ้าไม่สงสารตัวเจ้าเอง แต่ข้าเห็นแล้วรู้สึกสงสารเจ้า”

 

 

“เพคะ เอาตามที่ฝ่าบาทว่าเพคะ” หยางอวี้หลิงหันตัวกลับไปแล้วรีบย่ำเท้าเบาๆ กลับไปยังเตียงที่เดิม เมื่อเห็นเพียงเงาเช่นนี้ไหนเลยจะยังเหลือท่าทีก้าวร้าวเป็นนางพญาอย่างในงานฉลองวสันตฤดูอีก? แต่ตอนนี้กลับเหลือเพียงสาวน้อยวัยสิบหกปีที่เบิกบานใจเมื่อได้พบหน้ากับชายที่รักเท่านั้น

 

 

ลี่หยวนตี้เสด็จเข้าไปใกล้ๆ แล้วเหลือบพระเนตรไปมองสตรีที่ยังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นที่เพิ่งจะคุยกับหยางอวี้หลิงไปเมื่อครู่

 

 

“เจ้าเป็นใคร? ในวังหลวงนี้…ข้ามิเคยพบหน้าเจ้ามาก่อน” ลี่หยวนตี้ตรัสอย่างเย็นชาไม่มีความสั่นไหวใดปรากฏอยู่ในเสียง

 

 

“ทูลฝ่าบาท” สตรีนางนั้นยิ่งงุดหน้าต่ำลง “หม่อมฉันได้รับคำสั่งจากนายท่านของตระกูลเราให้มาส่งของบำรุงร่างกายให้พระสนมเพคะ”

 

 

“ของบำรุง?” ถอนใจออกมาเบาๆ “คงมีใจเป็นห่วง”

 

 

“แต่ดูเหมือนว่าใต้เท้าหยางจะไม่ค่อยไว้ใจข้าเท่าไหร่นัก? หรืออาจพูดได้ว่าไม่ค่อยเชื่อใจข้ากระมัง? ผู้หญิงของข้าอยากได้อะไร ข้าย่อมหามาให้ได้ คงมิต้องรบกวนให้ใต้เท้าหยางมาคอยเป็นห่วงอย่างนี้อยู่ทุกวัน”

 

 

บนหน้าของสตรีที่ยังนั่งคุกเข่าอยู่บนพื้นนางนั้นปรากฏเม็ดเหงื่อเย็นๆ ซึมออกมา พระบารมีของโอรสสวรรค์ มิใช่สิ่งที่คนที่เพิ่งเข้าวังมาเป็นครั้งแรกแล้วมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้อย่างนางจะรับมือไหว”

 

 

“ทูลฝ่าบาท…นายท่านเพียงแค่…”

 

 

“เอาล่ะพอได้แล้ว! เจ้ายังไม่รีบออกไปให้พ้นอีกหรือ!” หยางอวี้หลิงที่แต่งตัวเต็มยศเดินออกมาจากด้านหลังม่านอย่างช้าๆ แล้วหันไปจ้องสตรีผู้นั้นด้วยสายตาอาฆาต นางเอ่ยขึ้นโดยที่ยังมีผ้าบังจมูกไว้ “เจ้ารีบกลับไปบอกท่านพ่อเถิดว่า ข้าไม่เป็นไรแล้ว ท่านพ่ออย่าได้กังวลใจอีก ตอนนี้ก็หมดเรื่องที่นี่แล้วเจ้ารีบกลับไปซะ!”

 

 

เมื่อครู่นางยืนอยู่หลังม่าน ดังนั้นจึงได้ยินคำพูดที่ลี่หยวนตรัสอย่างชัดเจน เมื่อนึกถึงคำพูดเหล่านั้น ดวงตาคู่นี้ของหยางอวี้หลิงจึงปรากฏความเสน่ห์หาออกมาอย่างชัดเจนโดยมิอาจปิดบังได้

 

 

ผู้หญิงของข้า มิต้องรบกวนให้ผู้ใดมาคอยเป็นห่วง…

 

 

ฝ่าบาทยังคงเป็นฝ่าบาทคนเดิมเฉกเช่นในอดีต

 

 

ทว่า…หยางอวี้หลินก้มหน้าลง เมื่อครู่ฝ่าบาทจะทรงกริ้วแล้วหรือไม่? ก็ถูก ท่านพ่อกล้าสงสัยในตัวฝ่าบาท! ฝ่าบาททรงปฏิบัติต่อนางเช่นไร นางจะไม่รู้เลยหรือ?

 

 

ท่านพ่อทำเช่นนี้ไม่กลัวฝ่าบาทจะทรงกริ้วนางเลยหรือ เพราะมิว่าผู้ใดหากถูกตั้งข้อสงสัยโดยไม่มีสาเหตุก็คงจะหัวเสียกันทั้งนั้น

 

 

“แต่พระสนมเพคะ นายท่านไหว้วานให้ข้า…” สตรีผู้นั้นยังคงปฏิบัติภารกิจในการมาครั้งนี้ไม่สำเร็จย่อมมิยอมกลับไปเช่นนี้ เพราะหากกลับไปโดยที่ทำงานไม่สำเร็จ ผลที่จะเกิดขึ้นตามมาแม้แต่ตัวนางเองก็ยังไม่กล้าจะนึกถึง

 

 

หยางอวี้หลิงจ้องไปที่นาง ในแววตาบอกเป็นนัยว่าหากนางยังก็พูดต่อไปอีกล่ะก็ ผลที่จะเกิดขึ้น…

 

 

สตรีนางนั้นตัวสั่นเทา ตอนที่คุณหนูใหญ่ผู้นี้ยังมิได้ออกเรือนมีลักษณะนิสัยอย่างไรใช่ว่านางจะไม่รู้ เมื่อลงโทษใครขึ้นมา นางไม่มีทางยอมเบามือให้อย่างแน่นอน พอคิดถึงตรงนี้นางก็ถอนใจและมิกล้าปากมากอีกแม้เพียงนิดเดียว

 

 

ลี่หยวนตี้ที่ประทับอยู่ด้านข้างกำลังจิบน้ำชาที่นางในเตรียมไว้ให้เขาเมื่อครู่ เขาไม่สนใจสีหน้าของหยาอวี้หลิงอีก จึงตรัสขึ้นว่า “หลิงเอ๋อร์ เจ้าอย่าพูดเช่นนั้นเลย แน่นอนว่าพ่อของเจ้าต้องเป็นห่วงเจ้า พอมาคิดทบทวนดูอย่างละเอียดอีกรอบหนึ่ง ข้าเป็นถึงฮ่องเต้องค์หนึ่ง แต่ยังต้องให้พ่อตามาคอยกังวลและเป็นห่วงเจ้า…ข้าช่าง…”

 

 

“ช่างเถิด ที่ข้ามาในวันนี้ก็เพื่อมาเยี่ยมเยียนเจ้าเท่านั้น แต่ดูเหมือนว่าข้าจะมาไม่ถูกเวลาสักเท่าไหร่ แม่นางผู้นี้คงจะยังมีของอีกหลายอย่างและสาส์นอีกหลายเรื่องจากพ่อตาที่ยังไม่ได้พูดกับเจ้า ดูจากท่าทางตอนนี้แล้วคงจะยังพูดไม่จบ ในเมื่อหลิงเอ๋อร์ไม่เป็นอะไรแล้ว เช่นนั้นข้าก็ขอตัวก่อน ไม่ขอรบกวนพวกเจ้า วันหลังข้าจะมาเยี่ยมเจ้าใหม่” เมื่อลี่หยวนตี้ตรัสจบจึงก้มพระพักตร์ต่ำกว่าเดิม ทว่ากลับดูออกไม่ยากนักถึงความเจ็บปวดบางๆ ที่ปรากฏขึ้นในดวงตาราวกับกังวลบางเรื่องแต่ก็คล้ายมีความขมขื่นซ่อนอยู่

 

 

“พวกเจ้าไปเตรียมเกี้ยวเถิด” ลี่หยวนตี้ไม่เปิดโอกาสให้หยางอวี้หลิงได้เอ่ยปาก เขาวางถ้วยน้ำชาแล้วลุกออกไปทันที

 

 

“ไม่ ไม่ใช่เพคะ ฝ่าบาท ฝ่าบาท…!” หยางอวี้หลิงไม่กล้าตะโกนร้องเสียงดังจนเกินไป เพราะหากน้องร้องโวยวายเช่นนั้น คงจะไปดึงดูดความสนใจของผู้ที่ไม่รู้เรื่องนี้ให้หันมาสนใจเข้า

 

 

นางมิอาจให้เป็นเช่นนั้นได้ ในวังหลวงแห่งนี้มีผู้คนมากมายที่ปรารถนามาแทนที่ตำแหน่งของนาง เฝ้ารอให้นางตกกระป๋องแล้ว พวกเขาจะเฝ้ามองนางและแอบหัวเราะเยาะนางอยู่ในมุมมืดใดมุมหนึ่ง

 

 

นางไม่มีทางและจะไม่ยอมเด็ดขาดให้คนต่ำต้อยพวกนั้นสมความปรารถนาได้ แต่…ฝีเท้าของลี่หยวนตี้ช่างเร็วนัก ในชั่วครู่เดียวก็เดินออกจากพระราชวังลิ่งอันไปไกลแล้ว

 

 

“ฝ่าบาท…” หยางอวี้หลิงเฝ้ามองเงาด้านหลังของลี่หยวนตี้ค่อยๆ ลับตาไปอย่างช้าๆ ดวงตาทั้งสองข้างของนางเริ่มขุ่นมัว สุดท้ายนางก็ทนไม่ได้อีกต่อไป ร่างของนางที่พิงอยู่บนขอบประตูค่อยๆ ไหลลงสู่ด้านล่างอย่างช้าๆ

 

 

หลิงเซียงไม่กล้าพูดอะไรทั้งสิ้น เนื่องจากในเวลานี้ การพูดมากไปแม้แต่คำเดียวอาจจะนำมาซึ่งภัยอันตรายถึงชีวิต

 

 

แต่ช่วงนี้ร่างกายขอหยางอวี้หลิงไม่ค่อยดีนัก ความจริงข้อนี้ปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน ขืนยังปล่อยให้นางพิงขอบประตูและนั่งอยู่บนพื้นกระเบื้องที่เย็นเฉียบอยู่เช่นนี้ ความเย็นที่เข้าสู่ร่างกายอาจจะทำให้อาการป่วยใดๆ ที่นางเป็นอยู่ยิ่งร้ายแรงขึ้นไปอีก

 

 

“พระสนม…” เงียบงันอยู่เป็นเวลานานกว่าหลิงเซียงจะเริ่มเปิดปาก นางค่อยๆ พยุงหยางอวี้หลิงให้ยืนขึ้น

 

 

“ไปให้พ้น!” หยางอวี้หลิงสะบัดแขน พลังอันมหาศาลทำให้หลิงเซียงที่กำลังพยุงนางอยู่ล้มพับลงไป

 

 

หยางอวี้หลิงปาดน้ำตาที่ยังเหลืออยู่บริเวณรอบดวงตาแล้วพุ่งตรงไปยังสตรีผู้นั้นที่ยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ด้านหน้าแล้วยกเท้าถีบไปยังหน้าอกของนางหนึ่งที

 

 

“เป็นเพราะคนแพศยาอย่างเจ้า! ใครใช้ให้เจ้าพูดจาเหลวไหลไม่ดูตาม้าตาเรือเช่นนี้!” ร่างกายที่อ่อนแอของหยางอวี้หลิงมีพลังพุ่งพล่านปะทุออกมา จากร่างกายของนางเดิมทีที่เคยอ่อนแอ ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนถึงได้ลากสตรีนางนั้นขึ้นมาแล้วตบหน้านางไปสองที

 

 

สตรีนางนั้นหดตัวแล้วถอยหนีไปด้านหลัง ที่มุมปากของนางปรากฏรอยเลือดไหลออกมาซิบๆ จากการที่โดนฝ่ามือของหยางอวี้หลิงเมื่อครู่เข้าไปเต็มแรง

 

 

“พระสนมได้โปรดไว้ชีวิตหม่อมฉันสักครั้งเถิด ครั้งหน้าหม่อมฉันมิกล้าแล้ว พระสนมได้โปรดอภัยให้หม่อมฉันด้วย!”

ลิขิตกลกาล

ลิขิตกลกาล

Score 10
Status: Completed

ตอนที่ 1 – 132 อ่านนิยาย

(อ่านตอนต่อไปด้านล่าง)


ฉู่ชาติที่แล้วบุตรีแม่ทัพผู้ยิ่งใหญ่อย่าง ซูเหลียนอวิ้น มอบใจทั้งดวงให้คุณชายสืบทอดแห่งจวนโหว
ต้วนเฉินเซวียน ผู้เป็นที่เลื่องลือด้านความเลือดเย็นไร้หัวใจมาตั้งแต่แรกพบเมื่อครั้งเยาว์วัย
เพียรพยายามทำทุกวิถีทางให้เขารู้ว่านางมีใจ

เขาเฉยชาใส่นาง ไม่เป็นไร นางหาได้ท้อไม่

แต่ทว่าด้วยเพราะความเข้าใจผิด เขากลับเป็นผู้ปลิดชีวิตนาง ยามนี้เมื่อนางได้โอกาสกลับมาเกิดใหม่ ไหนเลยจะเลือกเดินตามเส้นทางเดิมอีก ด้วยกลัวต้องมีจุดจบถูกเขาฆ่าตายเป็นครั้งที่สอง ซูเหลียนอวิ้นจึงตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนใหม่ที่เข้มแข็งและโดดเด่นกว่าเดิม ทั้งยังพยายามหลบลี้หนีหน้าเขาให้ไกล ทว่าเหตุไฉนคนใจร้ายผู้นั้นจึงได้เปลี่ยนไปเป็นฝ่ายเข้าหานางเสียเองเล่า!

Options

not work with dark mode
Reset