ยอดหญิงลิขิตสวรรค์ 1237 อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้นเคย

ตอนที่ 1237 อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้นเคย

ตอนที่ 1237 อสูรศักดิ์สิทธิ์ที่คุ้นเคย

ฝูงชนรอบด้านเงียบเสียงลงทันที

ฉู่หลิวเยว่หันกลับไปมอง ก่อนจะเห็นใบหน้าที่คุ้นตาของเหลี่ยงเซียวเซียว

นางเดินเข้ามาพร้อมกับเจียงจื่อหยวน และเป็นเจ้าของคำพูดเมื่อครู่

“หากยามนี้ศิษย์น้องฉู่เยว่มิได้อยู่ภายใต้การดูแลของศิษย์พี่หรงซิว เจ้าคงหาวิธีจัดการกับเขาไปแล้วใช่หรือไม่?”

“นี่เจ้า!”

ใบหน้าของหลิ่วอินถงเปลี่ยนเป็นสีแดงสลับขาว

เหลี่ยงเซียวเซียวผู้นี้ มาถึงก็หักหน้านางเสียแล้ว

ครั้งก่อนพวกนางหน้าแตกเสียย่อยยับ พอกลับมาเจอกันครานี้ จึงย่อมเกิดอาการอิจฉาตาร้อนขึ้นเป็นธรรมดา

“เจ้าคิดว่าพูดแค่นั้น จะชดเชยสิ่งที่เจ้าเคยทำไว้ได้หรือ?”

เหลี่ยงเซียวเซียวกระหยิ่มยิ้มเยาะ

“มาขอโทษกันตอนนี้มันไม่สายไปหน่อยหรือ? เจ้าคิดว่าทุกคนโง่ จนเดาจุดประสงค์ที่แท้จริงของเจ้าไม่ออกอย่างนั้นหรือ? เจ้าแค่อยากใช้ฉู่เยว่เป็นเครื่องมือเข้าหาศิษย์พี่หรงซิวใช่หรือไม่?”

เหลี่ยงเซียวเซียวสะกิดแขนของเจียงจื่อหยวนที่ยืนอยู่ข้างๆ ตนสองสามที

“จื่อหยวน เจ้ารู้จักศิษย์พี่หรงซิวดี ไหนเจ้าบอกหน่อยสิว่าเขาจะสนใจวิธีการเช่นนี้หรือไม่?”

เจียงจื่อหยวนกล่าวเสียงเรียบ

“แต่ไหนแต่ไรเขาเป็นคนเย็นชาต่อทุกสิ่ง แน่นอนว่าเขาย่อมไม่สนใจเรื่องพรรค์นี้ และก็…”

นางหยุดเว้นวรรคไปช่วงหนึ่ง พลางหันไปมองหลิ่วอินถงแล้วพูดโดยแฝงความนัยว่า

“และก็ เขาเกลียดคนที่เข้ามาวุ่นวายกับเขามากที่สุด”

แม้แต่นางที่หลงรักหรงซิวมาตั้งแต่เด็กๆ และเป็นทั้งว่าที่ชายาเอกของพระราชวังเมฆาสวรรค์ ที่ท่านประมุขเอ็นดูหนักหนา ก็ยังไม่กล้ากระทำการเอิกเกริกเลยแม้แต่น้อย

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นางมัวแต่ก้มหน้าก้มตาฝึกฝนอย่างหนัก แม้แต่หาโอกาสไปเจอหน้าหรงซิวยังทำไม่ได้ด้วยซ้ำ

และล่าสุดที่ไปพระราชวังเมฆาสวรรค์ นางก็เผลอกระทำการหุนหันพลันแล่น จนถูกสั่งสอนมาฉาดใหญ่

แล้วคนอื่นจะเหลือหรือ?

หลิ่วอินถงกัดฟันกรอด

“พวกเจ้าเลิกว่าร้ายคนอื่นได้แล้ว! ขะ ข้าแค่รู้สึกว่าตอนนั้นข้าทำผิดต่อศิษย์น้องฉู่เยว่ เลยอยากจะ…”

แต่พูดยังไม่ทันจบ เหลี่ยงเซียวเซียวก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาเสียก่อน

“หลิ่วอินถง ที่พูดมานั้น เจ้าเชื่อที่ตัวเองพูดบ้างหรือไม่?”

หลิ่วอินถงถึงกับไปต่อไม่ได้ ใบหน้างามเห่อร้อนเสมือนถูกไฟเผา!

ฉู่หลิวเยว่ที่ยืนอยู่ด้านข้างกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะตระหนักได้ว่า ที่แท้ก็เพราะหรงซิวนี่เอง

มิน่าล่ะ จู่ๆ หลิ่วอินถงถึงเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือฉับพลันเช่นนี้…

เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาเหน็บแนม หลิ่วอินถงก็หน้าบูดหน้าบึ้งกว่าเดิม สุดท้ายนางก็หันหลังกลับและจากไปอย่างรวดเร็ว

แผ่นหลังจากที่วิ่งหายไปนั้น ไม่ว่าจะมองอย่างใดก็เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง

เหลี่ยงเซียวเซียวยกมือทั้งสองข้างขึ้นกอดอกพร้อมหัวเราะเยาะ

“ยังคิดชั่วไม่เปลี่ยนเลยจริงๆ! ศิษย์พี่หรงซิวพูดชัดถึงขนาดนั้นแล้ว แต่ก็ยังกล้าคิดใช้อุบายตื้นๆ เช่นนี้อีก! ไม่มีสำนึกในตัวเองบ้างหรือไร!”

ทว่าเหมือนเจียงจื่อหยวนจะมิได้ตื่นเต้นกับเรื่องนี้มากนักท่าทีของนางยังคงสงบนิ่ง และทำเพียงเงยหน้าขึ้นมองฉู่หลิวเยว่เท่านั้น

ผ่านไปครู่หนึ่ง นางก็เดินไปหาฉู่หลิวเยว่

และหยุดฝีเท้าลงเมื่อระยะห่างระหว่างคนทั้งสองเหลือเพียงสามก้าวเท่านั้น

ก่อนที่นางจะค่อยๆ เผยรอยยิ้มจริงใจให้ฉู่หลิวเยว่

“ศิษย์น้องฉู่เยว่ เรื่องที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ ข้าขอขอบคุณเจ้าจากใจ”

เจียงจื่อหยวนนั้นเกิดมาพร้อมความงามอันไร้ที่ติ อีกทั้งรูปร่างอันเพรียวบางและดวงหน้างามหยดย้อยที่แสนเปราะบาง

แม้จะเป็นตอนกลางคืน แต่ดวงหน้านั้นกลับยิ่งดูงดงามและมีเสน่ห์มากยิ่งยามต้องแสงไฟจากคบเพลิงโดยรอบ

รอยยิ้มนี้ ยิ่งมองก็ยิ่งดูใสซื่อบริสุทธิ์ และอ่อนโยนระคนหวานเยิ้ม จนทำให้ผู้คนจ้องมองอย่างเผลอไผล

แต่น่าเสียดายที่การหว่านเสน่ห์เช่นนี้ใช้กับฉู่หลิวเยว่ไม่ได้

นางเองก็ยิ้มตอบ นัยน์ตาสีดำราวหยกเนื้อดีแลดูสงบนิ่ง

“ศิษย์พี่หญิงเจียง ไยจักขอบคุณข้าหรือขอรับ?”

เมื่อเจียงจื่อหยวนเห็นว่าเด็กหนุ่มตรงหน้าดูไม่สะทกสะท้านต่อการยั่วยวนของนาง ก็อดไม่ได้ที่จะอารมณ์เสียขึ้นมานิดหน่อย

เจ้าเด็กฉู่เยว่นี่…

เหตุใดเหมือนนางจะอ่านใจเขาไม่ได้เลย…

แต่มันก็เป็นเพียงความฉงนที่แวบเข้ามาในหัวของนางประเดี๋ยวเดียวเท่านั้น มิได้เปิดเผยผ่านทางสีหน้าแต่อย่างใด

นางยังคงยิ้มให้เขา พลางเอ่ยถามเสียงนุ่มละมุน

“แน่นอนว่าข้าอยากขอบใจเรื่องที่เจ้าช่วยสกัดกั้นการโจมตีให้หรงซิวในตอนนั้น ถึงเขาจะทรงพลังและสามารถรับมือกับปัญหาเหล่านั้นได้ แต่ว่า… หากมีศิษย์น้องฉู่เยว่ช่วยย่อมดีกว่า”

หว่างคิ้วของนางปรากฏความกังวลออกมาเล็กน้อย ทว่ามุมปากกลับกดยิ้มลึกลงไปอีก ดวงตาอันงดงามทั้งสองเปี่ยมไปด้วยความจริงใจ

“ครั้งนี้ข้าได้ยินว่าเขากลับมาอย่างปลอดภัย ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส หากศิษย์น้องฉู่เยว่ไร้ซึ่งปฏิภาณไหวพริบที่ดี แล้วรีบทะลวงค่ายกลของสำนักออกไปได้ทันเวลาล่ะก็ เกรงว่า…คงได้เกิดหายนะขึ้นภายหลังแน่ๆ และไม่ต้องพูดถึงศิษย์น้องฉู่เยว่ เจ้าอาจจะถูกจองจำบนภูเขาเฝิงหมินอีกหนึ่งเดือนก็ได้ แต่ศิษย์น้องฉู่เยว่ก็ยอมเสี่ยงครั้งใหญ่เพื่อเขา”

ฉู่หลิวเยว่ตากระตุกเบาๆ พลันยกยิ้มมุมปาก

มันเหมือนเจียงจื่อหยวนอยากจะชื่นชมนาง แต่ความเป็นจริงแล้วอีกฝ่ายกำลังค่อนแคะนางว่าไร้สำนึกผิดชอบชั่วดี ฝ่าฝืนกฎของสำนักวิชา และใช้พลังทำลายค่ายกลของสำนัก

ซึ่งในสายตาของคนส่วนใหญ่แล้ว มันไม่ใช่เรื่องที่น่ายินดีนัก

แต่น่าเสียดายที่คำพูดเหล่านี้ มิได้ทำให้ฉู่หลิวเยว่เจ็บปวดแต่อย่างใด

ดังนั้น หลังจากได้ยินคำพูดเหล่านี้ นอกจากฉู่หลิวเยว่จะไม่โกรธเคืองหรือละอายแล้ว นางยิ่งระบายยิ้มกว้างกว่าเดิม ก่อนจะเอ่ยคล้อยตามว่า

“ศิษย์พี่หญิงเจียงก็ชมเกินไปขอรับ ข้าแค่ทำสิ่งเล็กๆ น้อยๆ ที่สามารถทำได้เท่านั้น มิกล้ายกความดีความชอบให้ตัวเองหรอกขอรับ อีกอย่าง ศิษย์พี่หรงซิวก็เคยขอบคุณข้าเป็นการส่วนตัวแล้ว ข้าว่า…ศิษย์พี่หญิงเจียงมิต้องกังวลขนาดนั้นก็ได้กระมังขอรับ?”

เจียงจื่อหยวนพลันหน้าบึ้งตึงทันที

แต่เหมือนฉู่หลิวเยว่จะไม่ทันเห็น และพูดต่ออีกว่า

“คนที่ข้าช่วยคือศิษย์พี่หรงซิว มิใช่ศิษย์พี่หญิงเจียงเสียหน่อย ส่วนคำขอบคุณนี้ ข้าว่าท่านเอามันคืนไปจะดีกว่า มิเช่นนั้น หากถูกคนอื่นเข้าใจผิดอีก คงไม่ดีแน่ขอรับ”

เจียงจื่อหยวนโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ!

นี่ฉู่เยว่กำลังตบหน้านางต่อหน้าสาธารชนอย่างนั้นหรือ!?

นางฝืนยิ้มอย่างอดกลั้น แล้วตอบว่า

“พระโอรสกับข้าเติบโตมาด้วยกัน มิตรภาพของเรานั้นลึกซึ้งมาก ไม่จำเป็นต้องอธิบายก็ชัดเจนอยู่แล้ว…”

เพื่อรักษาเกียรติของตน นางจำต้องอ้างนามของหรงซิว

“โอ้?”

ฉู่หลิวเยว่ขัดจังหวะนาง พลันเผยยิ้มเหยเกคราหนึ่ง

“ศิษย์พี่หญิงเจียงกล่าวเช่นนี้ ทำเอาข้าเกือบเชื่อว่าศิษย์พี่หญิงเจียงเป็นพระชายาของศิษย์พี่หรงซิวแล้วนะเนี่ย”

ในที่สุด เจียงจื่อหยวนก็ไม่อาจฝืนยิ้มให้เขาได้อีกต่อไป!

นางดูออกว่าเจ้าเด็กฉู่เยว่นี่ ไม่ได้อยากพูดคุยดีๆ กับนางแต่อย่างใด!

ถึงจะเป็นเด็ก แต่กลับปากจัดยิ่งนัก!

บรรยากาศรอบด้านเต็มไปด้วยความอึดอัด

เมื่อครู่ทุกคนล้วนได้ยินคำพูดที่แสนจะเถรตรงของฉู่หลิวเยว่

ใช่แล้ว!

ถึงเจียงจื่อหยวนจะพูดอย่างใด แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้มีความสัมพันธ์พิเศษกับหรงซิว แล้วจะมาพูด “ขอบคุณ” แทนเขาเหตุใด?

เหยียนเก๋อเองก็เคยพูดไว้มิใช่หรือว่า ตอนนี้คนที่ใกล้ชิดสนิทสนมกับหรงซิวมากที่สุดในสำนักก็คือฉู่เยว่?

ที่นางพูดออกไปเมื่อครู่ช่างน่าขำสิ้นดี!

เจียงจื่อหยวนสูดหายใจเข้าลึกๆ

อันที่จริง นางไม่ชอบใจในตัวฉู่เยว่ผู้นี้ ตั้งแต่ครั้งแรกที่เจอแล้ว

นางไม่รู้ว่าความรู้สึกนี้มาจากไหน แต่ทำอย่างใดก็กำจัดมันออกไปไม่ได้สักที

เมื่อเห็นถวนจื่อที่นั่งยองๆ บนไหล่ของฉู่หลิวเยว่ นางก็หรี่ตาลงทันควัน ก่อนจะเอ่ยว่า

“ศิษย์น้องฉู่เยว่ อสูรศักดิ์สิทธิ์ของเจ้าตัวนี้ ดูแล้วช่างคุ้นตานัก…”

นางจำได้ว่าฉู่หลิวเยว่ผู้นั้นก็มีกษายะหางวายุเช่นกัน!

ทันใดนั้นนางก็นึกอันใดขึ้นได้ ดวงตากลมสวยเบิกกว้าง พลันหันไปมองฉู่หลิวเยว่ตาเขม็ง!

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์

ยอดหญิงลิขิตสวรรค์

Score 10
Status: Completed
กล่าวได้ว่าชีวิตของ ฉู่หลิวเยว่ นั้นช่างแสนอาภัพ แม้เป็นบุตรสาวคนโตของตระกูลฉู่แต่กลับเป็นผู้ที่มีชีพจรไร้สามารถ ไม่อาจฝึกพลังใดได้จึงทำให้ถูกคนรังแกมาตั้งแต่เล็ก แม้แต่องค์รัชายาทที่เป็นคู่หมั้นก็ยังไม่เคยมาดูแลและคิดแต่จะถอนหมั้นกับนาง ชีวิตของฉู่หลิวเยว่คงดำเนินต่อไปเช่นนั้น หากน้องสาวคนดีของนางไม่ส่งนักฆ่ามาเพื่อสังหารนางทำให้ดวงวิญญาณแค้นของ ซั่งกวนเยว่ ได้เข้ามาครอบครองร่างนี้แทน คนไร้ค่าอย่างนั้นรึ นางที่เป็นอดีตองค์หญิงลิขิตสวรรค์ผู้แตกฉานด้านการแพทย์และเป็นผู้มากพรสวรรค์แห่งแคว้นย่อมไม่อาจยอมรับคำสบประมาทนี้ได้จริงๆ! ในเมื่อพวกเขาล้วนดูถูกผู้อ่อนแอ นางก็จะแสดงให้เห็นว่าคนอ่อนแอผู้นี้แหละจะเหยียบพวกเขาให้จมดินได้อย่างไร! ควบคุมสัตว์เทพอสูร หลอมรวมพลัง เชี่ยวชาญด้านการแพทย์และยาพิษ เพื่อยื้อชีวิตเหล่ามนุษย์และทวยเทพ! นางขอสาบาน นางจะทำให้คนที่เคยทรยศเหยียดหยามนางพวกนั้นได้รับกรรมอย่างสาสมเป็นร้อยเท่าพันทวี! ตอนแรกทุกคนเตือนเขาว่า “ท่านหลีอ๋อง บุตรสาวที่ตระกูลฉู่ทอดทิ้งผู้นั้นไม่คู่ควรกับพระองค์!” ต่อมาทุกคนกลับเย้ยหยัน “องค์ชายผู้อ่อนแอ ไม่คู่ควรกับองค์หญิงลิขิตสวรรค์ผู้สูงส่ง!”

Options

not work with dark mode
Reset