ฉันนี่แหละ ทายาทเศรษฐี 332 ขอแต่งงาน (จบบริบูรณ์)

ตอนที่ 332 ขอแต่งงาน (จบบริบูรณ์)

ตอนที่332 ขอแต่งงาน (จบบริบูรณ์)

จ้าวเฉียนเหลือบสายตาลงไปมองจางหยางที่กำลังขอขมาเขาอยู่ พอเห็นแบบนั้นเขาก็เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มว่า

“คุณจางทำแบบนี้หมายความว่ายังไงครับเนี่ย? นี่ทำให้ผมประหม่านะรู้ไหม?”

จางหยางรีบคลี่ยิ้มเข้าประจบสอพอทันที

“คุณชายจ้าวผมยินดีติดตามรับใช้คุณจากนี้ตลอดไป! ผมจะอำนวยความสะดวกให้คุณทุกอย่างที่ต้องการเลยครับ เห็นแบบนี้ผมเป็นคนจัดตารางเวลาเก่งนะครับ! ผมสามารถเป็นเลขาส่วนตัวให้คุณชายจ้าวได้! หรือถ้าที่บ้านยังขาดพ่อบ้าน…”

ยังไม่ทันพูดจบ จู่ๆ จ้าวเฉียนก็ยกมือตบหน้าจางหยางไปฉะหนึ่งและกล่าวว่า

“นี่ฝันอยู่รึไงครับ ตื่น ตื่น! ระหว่างผมกับคุณมันไม่มีเรื่องขัดแย้งอะไรขนาดนั้น ตราบเท่าคุณยอมขอโทษผมด้วยความจริงใจสักครั้ง ผมจะปล่ยอคุณไป แต่ยังไงก็ตาม…ไม่ว่าคุณจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นผมจะไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือใดๆ ทั้งสิ้น และอย่าอ้างชื่อผมเพื่อใช้หนุนหลังเป็นอันขาด เข้าใจไหมครับ?”

แต่อย่างไรจางหยางคนนี้ค่อนข้างหน้าด้านมากจริงๆ เขายังคงประจบสอพอจ้าวเฉียนไม่หยุดหย่อนว่า

“ไม่ครับ ต้องไม่ใช่แบบนี้สิครับคุณชายจ้าว! ดุด่าผมอีกสิครับผมขอร้อง! ผมยอมเป็นอะไรก็ได้ขอแค่ได้อยู่ข้างคุณ! จะดุจะด่าหรือตบตีผมยังไงก็ได้ ช่วยรับผมไปเป็นคนใช้ก็ยังดี ตีผมอีกสิครับ ตีผมอีก! นี่ถือเป็นเกียรติของตัวผม!!”

หัวใจของฟางนี่ราวกับแตกสลายทันทีที่เห็นจางหยางผู้เห็นค่าของศักดิ์ศรีสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดต้องมาทำตัวแบบนี้ อย่าว่าแต่ศักดิ์ศรีเลยตอนนี้…ต้องถามว่าจางหยางยังเหลือค่าความเป็นมนุษย์อยู่อีกไหม?

“จางหยาง! ลุกขึ้นมาเดี๋ยวนี้! ตอนนี้คุณทำตัวได้น่าอายมากเลยนะรู้ไหม!”

ฟางนี่ตะโกนด่าคำโตและรีบตรงเข้ามาดึงจางหยางให้ลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว

แต่จางหยางไม่รู้สึกว่ามันน่าอายแต่อย่างใด เขาผลักร่างของฟางนี่ออกไปไกลๆ และสบถด่าใส่ทันที

“เธอแหละมันไอ้โง่! คุณชายจ้าวทำงานในบริษัทเธอก็นานมากแล้ว แต่ดันไม่รู้เลยเหรอว่าตันตนที่แท้จริงของเขาเป็นใคร! ถ้าเธอหัดสังเกตซะบ้างป่านนี้เรื่องทั้งหมดคงไม่กลับกลายมาเป็นแบบนี้หรอก! ทั้งหมดเป็นความผิดของเธอคนเดียว! ทำไมเธอถึงได้โง่เง่าขนาดนี้หะ!?”

ฟางนี่ลุกขึ้นมาสวนกลับทันทีว่า

“จางหยาง! ตั้งแต่คุณกลับมาจากต่างประเทศ คุณก็ทำให้ฉันผิดหวังซ้ำแล้วซ้ำเล่า! แต่ฉันก็ยังโง่เชื่อใจคุณ! ที่จริงแล้วคุณจงใจทำให้ฉันตั้งท้อง เพื่อจะเอาบริษัทฟางนี่ไปเป็นของตัวเองใช่ไหม!? นี่คุณยังมีความเป็นคนอยู่รึเปล่า? ในท้องของฉันยังมีเด็กอยู่ทั้งคนนะ! นี่คุณเห็นลูกของเราเป็นเครื่องมืองั้นเหรอ? ได้! ฉันผิดเองที่แต่งงานกับคนอย่างคุณ พรุ่งนี้พวกเราไปหย่ากันเถอะ!”

จางหยางรีบอธิบายทันทีว่า

“นี่คุณกำลังพูดไร้สาระอะไรอยู่? แล้วที่ผมทำไปมันไม่ใช่เพื่อครอบครัวของเรารึไง? จะหย่างั้นเหรอ? นี่เธออยากให้เด็กเกิดมาไม่มีพ่อรึไงกัน!”

ฟางนี่กรนเสียงเย็นหัวเราะเย้ยเยาะใส่คนหนึ่งและกล่าวว่า

“คุณมันอคติกับจ้าวเฉียนเกินไป เขาเป็นคนดีมีน้ำใจ ช่วยเหลือบริษัทของเรามาไม่รู้กี่ครั้งต่อกี่ครั้ง แต่คุณก็ยังเลือกที่จะกลั้นแกล้งเขา! นี่ถือเป็นโทษของคุณที่หัวสูงหยิ่งผยองไม่เคยมองคนรอบข้าง และก็เป็นโทษของฉันเช่นกันที่โง่หลงเชื่อคนอย่างคุณ!”

“เธอมันไม่เข้าใจอะไรหรอก! ถ้าผมหัวสูงหยิ่งผยองอย่างที่คุณว่าจริงๆนะ ป่านนี้จุดจบของผมคงเป็นเหมือนฟู่เทียนไม่ก็ไอ้สองคนนั้นแล้ว! ผมแค่ขัดแย้งกับเขาเรื่องงาน แล้วตอนนี้ผมก็กำลังขอโทษในสิ่งที่ทำผิดไปเท่านั้น แล้วทำไมเธอต้องถึงหย่ากับผมเลยล่ะ?!”

“ไม่ ไม่ใช่เลย คุณก็แค่เองเรื่องงานมาเป็นข้ออ้าง ที่ขัดแย้งกับจ้าวเฉียนเพราะความรู้สึกส่วนตัวของคุณล้วนๆ กี่ครั้งแล้วที่ฉันพยายามเตือนคุณ กี่ครั้งแล้วที่ฉันบอกคุณว่า ให้ลดเรื่องอีโก้ลงหน่อย ถ้าเชื่อฉันแล้วปรับตัวตั้งแต่ตอนนั้น เรื่องทุกอย่างคงไม่ต้องมาจบลงแบบนี้ แล้วดูตอนนี้สิ…คุณยังเปลี่ยนอะไรได้อีกเหรอ?”

“พูดแบบนี้หมายความว่ายังไง? ถ้าเห็นผมเฮงซวยขนาดนี้ แล้วยังจะแต่งงานกับผมทำไมตั้งแต่แรก!”

“ทำไมน่ะเหรอ? ก็คุณบอกเองว่า คุณมีความรู้สึกดีๆ กับฉันและต้องการสร้างครอบครัวที่อบอุ่นด้วยกัน และฉันเองก็ยังชอบคุณและรอคอยคุณเสมอมา ฉันก็เลยยอมแต่งงานกับคุณไง แล้วตอนนี้จางหยางที่ฉันรู้จักมันหายไปไหนแล้ว? ทำไมหลังจากที่คุณกลับมาจากต่างประเทศคุณถึงเปลี่ยนไปได้มากขนาดนี้? ให้มันจบแค่นี้เถอะ จางหยาง…เราหย่ากันเถอะ!”

คล้อยหลังพูดจบฟางนี่ก็หันกลับและเดินจากไปทันที

จางหยางรีบวิ่งตามฟางนี่ไปติดๆ พยายามรั้งเธอไว้และกล่าวว่า

“ฟางนี่คุณใจเย็นๆ ก่อนสิ รอให้อารมณ์เย็นแล้วค่อยคุยกันอีกทีดีไหม?”

“ไม่! ฉันตัดสินใจเรื่องนี้ดีแล้ว! ฉันผิดหวังกับคุณเกินกว่าจะให้อภัยแล้วจริงๆ และในอนาคตฉันก็ไม่ต้องการให้ลูกรู้ด้วยว่า ใครคือพ่อของแก!”

ทันทีที่พูดจบฟางนี่ก็ผลักจางหยางจนล้มทั้งยืน เธอหันหลังและเดินจากไปอย่างไร้เยื่อใย

จางหยางที่โดนผลักก้นจ้ำเบ่าก็โมโหเล็กน้อย เขารีบลุกขึ้นมาและผลักฟางนี่กลับไปทันที ทว่าครั้งนี้กลับเป็นบริเวณหน้าท้องของเธอที่ลงกระแทกพื้นเป็นส่วนแรก ทำให้เด็กในท้องกระทบกระเทือนโดยตรง

“อ๊ากก…”

ฟางนี่กรีดร้องระงมลั่นด้วยความเจ็บปวดขณะเดียวกันมือทั้งสองข้างก็กำลังกุมท้องแน่น ทันใดนั้นก็มีเลือดไหลออกมาจากหว่างขาของเธอ

“ปวด…ปวดท้อง! ฉันปวดท้อง! เรียกรถพยาบาลมาที.. เร็วเข้า…”

ฟางนี่กรัดร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

จางหยางตะโกนสุดเสียงราวกับสติแตกไปแล้ว

“ใครก็ได้! ใครก็ได้โทรเรียกรถพยาบาลที! ใครก็ได้….”

จ้าวเฉียนถึงกับยกมือกุมขมำอย่างเหนื่อยใจ ก่อนจะหันไปหาหวู่เสี่ยวหัวให้เธอโทรเรียกรถพยาบาล และไปช่วยดูแลฟางนี่ก่อนเป็นการด่วน

ณ ปัจจุบัน เหลือเพียงเหลียวปี้ซ่งกับจ้าวเฉียนอยู่ในห้องประชุมกันสองต่อสอง

ซึ่งเอาเข้าจริง จ้าวเฉียนแทบจะไม่ได้มีความแค้นอะไรกับเหลียวปี้ซ่งเลย และเขาเองก็ไม่อยากจะทำอะไรอีกฝ่ายเช่นกัน

“คุณเหลียว ยังไงก็ฝากบริษัทเกมฟางนี่กับหัวโหย้วต่อด้วยนะครับในฐานะประธานบริษัท คุณมีคำถามอะไรไหมครับ?”

เหลียวปี้ซ่งถึงกับโพล่งตาเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจยิ่ง จ้าวเฉียนกำลังหมายถึงอะไรกันแน่? จะให้เขาเป็นประธานบริษัทช่วยดูแลกิจการที่อีกฝ่ายกว้านซื้อมานี่นะ?

“เอ่อ…คุณชายจ้าวครับ ผมไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่พูดไปเท่าไหร่น่ะครับ คือ…คุณทุ่มเงินไปเป็นจำนวนมหาศาลมากเลยนะครับในการเทคโอเวอร์สามบริษัทเกมมา แล้วตอนนี้จู่ๆ ก็จะให้ผมขึ้นมาเป็นประธานดูแลบริษัทง่ายๆ เลยงั้นเหรอครับ?”

เหลียวปี้ซ่งเอ่ยแทบไม่อยากเชื่อหูตัวเอง

“หรือไม่อยากเป็น? ผมมอบหน้าที่นี้กับคนอื่นก็ได้นะครับ”

“อยากเป็นสิครับอยากเป็น! ผมจะทำให้สุดความสามารถเลยครับ!”

“แต่ผมต้องเตือนไว้ก่อนเลยนะครับว่า ทุกไตรมาทจะมีการประเมินความสามารถของคุณว่าบริหารได้ดีแค่ไหน ถ้าคุณทำผลงานออกมาได้ดีย่อมมีรางวัลให้แน่นอน แต่ถ้าไม่…ผมก็จำเป็นต้องลงโทษคุณตามกฎนะครับ”

“โปรดมั่นใจได้เลยครับคุณชายจ้าว! ผมจะไม่ทำให้คุณต้องอับอายหรือเสียหน้าเด็ดขาด! จากนี้ต่อไปผมขออุทิศตนให้กับบริษัททั้งสามอย่างสุดความสามารถครับ!”

จ้าวเฉียนพยักหน้าและกล่าวจบการประชุม

เหลียวปี้ซ่งรีบลุกขึ้นและโค้งคำนับจ้าวเฉียนด้วยความสุภาพอย่างที่ไม่เคยสุภาพมาก่อนในชีวิต และขณะลงลิฟต์ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆ เหลียวปี้ซ่งก็มีน้ำตาไหลรินออกมา ถ้าจะพูดให้เข้าใจโดยง่ายก็คือ ตอนนี้เขารู้สึกราวกับเป็นคนเดียวที่รอดชีวิตจากสงครามมาได้และพบจุดจบที่สวยงาม

หนี้บัญชีแค้นทั้งหมดได้ถูกสะสางไปจนหมดแล้ว จ้าวเฉียนในตอนนี้ถึงกับถอนหายใจด้วยความโล่งอกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน พอหวู่เสี่ยวหัวส่งฟางนี่กับจางหยางขึ้นรถพยาบาลไป เธอก็ขึ้นมาหาจ้าวเฉียนในห้องประชุม หลังจากคุยเรื่องแผนการในอนาคตเสร็จสิ้น จ้าวเฉียนก็ขอตัวกลับและขับรถออกจากฟู่ไห่

ครึ่งชั่วโมงต่อมา จ้าวเฉียนเดินทางมาถึงสำนักงานใหญ่ของฮวาหยินกรุ๊ป และตรงเข้าหาหวานเจียงที่ห้องทำงาน

หวางเจียงที่กำลังปวดหัวอยู่กับกองเอกสารตรงหน้า ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงเคาะประตูดังขึ้นมา เธอรีบลืมเรื่องงานทุกอย่างไปจนหมดและตะโกนว่า

“เข้ามา”

จ้าวเฉียนค่อยๆ เปิดประตูโผล่หน้าให้หวานเจียงพร้อมรอยยิ้ม

เมื่อเห็นว่าจ้าวเฉียนมาปรากฏตัวต่อหน้าเธอแบบนี้ หวานเจียงก็อดยิ้มไม่ได้ แต่เพียงชั่วพริบตาเดียวเท่านั้น เธอก็ปั้นหน้าบูดบึ้งกล่าวน้ำเสียงเย็นชาใส่ทันทีว่า

“นายมาที่นี่ทำไม?”

“ผมมีบางอย่างอยากมอบให้คุณน่ะ”

“อะไรของนาย? จู่ๆ ก็พูดเพราะเฉยเลย?”

“ผมว่ามันถึงเวลาแล้วแหละที่ต้องมอบสิ่งนี้กับคุณ”

“อะไรล่ะ?”

“ฮ่าฮ่า….สมุดบัญชีเงินฝากผมไง! ก็คุณบอกเองไม่ใช่เหรอว่าถ้าอยากแต่งงานกับคุณ ต้องให้เจ้าสิ่งนี้พร้อมกับเงินสี่พันล้าน? แต่ต้องขอโทษจริงๆ นะ สมุดบัญชีทุกเล่มของผมมันเกินสี่พันล้านหมดเลย คุณจะผิดหวังไหมเนี่ย?”

หลังจากพูดจบ จ้าวเฉียนก็วางสมุดบัญชีลงบนโต๊ะ จากนั้นก็หยิบกล่องแหวนหรืออะไรสักอย่างออกมาต่อหน้าเธอ

หวางเจียงใจเต็นแรงขึ้นทันทีที่ได้เห็น พอมองดูจากขนาดและตัวกล่องแล้วนี่น่าจะเป็นแหวน….เขากำลังจะขอแต่งงานงั้นเหรอ?

พอคิดได้ดังนั้น ไม่ว่าภายในกล่องจะเป็นอะไร แต่ตัวหวานเจียงไม่กล้าแม้แต่จะลืมตามองด้วยซ้ำ

จ้าวเฉียนดูงุนงงเล็กน้อยที่เห็นหวานเจียงเขินจนตัวบิดไปบิดมาอยู่แบบนั้น เขาหัวเราะเสียงคิกคักและยิ้มกล่าวขึ้นว่า

“ลองเปิดมันขึ้นมาดูสิ”

หวานเจียงพยักหน้าประดับพร้อมใบหน้าที่แปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำ ลมหายใจของเธอถี่เร็วขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ค่อยๆ ยื่นมือไปเปิดกล่องดังกล่าวอย่างระมัดระวัง และมันเป็นไปอย่างที่เธอคิดไว้จริงๆ ภายในกล่องใบนี้ปรากฏเป็นแหวนเพชรวงสวยอยู่ นี่เป็นเพชรน้ำงามที่สวยที่สุดตั้งแต่เธอเคยเห็นมาเลยในชีวิต

“แล้ว…จะเอาไงต่อ?”

หวานเจียงเอ่ยถามเจือน้ำเสียงขี้เล่นราวกับรู้ทัน

จ้าวเฉียนหยิบแหวนวงดังกล่าวขึ้นมาและสวมให้หวานเจียงอย่างนุ่มนวล เขากล่าวว่า

“ผมคิดว่ามันถึงเวลาแล้วที่พวกเราจะสร้างครอบครัวที่อบอุ่นร่วมกัน อีกอย่างพ่อกับแม่ของพวกเราคงอยากอุ้มหลานจะแย่แล้ว รีบมีลูกให้พวกท่านตั้งแต่ยังหนุ่มยังแน่นดีกว่าจริงไหม?”

หวานเจียงหัวเราะคิกคัก เธอโผล่เข้ากอดจ้าวเฉียนทั้งน้ำตาแห่งความปลื้มปีติ และทั้งสองก็ประกบจูบกันอย่างมีความสุข……

ตอนที่304 โจวเจียงเฉินออกโรงเอง

โจวเจียงเฉินหันไปมองหน้าชางหย่าด้วยความรู้สึกผิด เขาเอ่ยปากขอโทษขึ้นว่า

“เสี่ยวหย่า ผมขอโทษ ผมไม่รู้ว่าเธอจะมาก่อปัญหาให้แบบนี้ ไม่อย่างนั้นผมคงหยุดพวกเขาไว้ก่อนแล้ว”

หากเปลี่ยนเป็นผู้หญิงคนอื่นมาแทนที่ชางหย่า เธอเหล่านั้นต้องระเบิดน้ำตาร้องไห้ออกมาแน่นอนในเวลานี้ ไม่ก็บ่นถึงหวังอาเหม่ย ตำหนิติเตียนโจวเหว่ยเฉิน ทำทุกอย่างให้ดูแล้วรู้สึกสงสาร

แต่ไม่สำหรับชางหย่าคนนี้ เธอยังคงยิ้มอย่างสง่างามยกมือปัดปอยผมและกล่าวว่า

“ไม่เป็นไรค่ะ ฉันรู้ตัวดีว่ามาทีหลังโดนดุแบบนี้ก็เข้าใจได้ค่ะ หลังจากนี้ฉันจะเตรียมตัวเตรียมใจอดทนให้มากกว่านี้ แล้วคุณอย่ามาที่นี่อีกเลยค่ะ เดี๋ยวพวกพนักงานข้างนอกจะเอาเรื่องของคุณไปนินทาได้นะ”

เหตุผลที่โจวเจียงเฉินหลงใหลในตัวชางหย่า นอกเหนือจากความงามของเธอแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลสำคัญคือ เธอเข้าใจดีว่าเขาต้องการอะไรแม้ไม่ต้องเอ่ยปากบอกก็ตาม และเขามักจะคิดเสมอว่า ถ้าหวังอาเหม่ยได้สักครึ่งหนึ่งของเธอไป เขาคงไม่มีวันนอกใจอย่างแน่นอน

โจวเจียงเฉินพยักหน้าตอบด้วยความจริงใจ และหันไปมองโจวเหว่ยซูด้วยความรู้สึกผิด

โจวเหว่ยซูในขณะนี้หัวเสียอย่างมาก ไม่แม้แต่อยากมองหน้าคนเป็นพ่อเลยด้วยซ้ำ

โจวเจียงเฉินรู้สึกผิดกับลูกสาวคนนี้มาโดยตลอดจากก้นบึ้งหัวใจ แม้ว่าเธอจะไม่อยากมองหน้า หรือไม่เคารพเขาเลยแม้แต่น้อย ทว่าเขาก็ไม่เคยโกรธ

“เหว่ยซู อย่าโกรธ ป้าหวังกับพี่ชาย…”

“ไม่! มันไม่ใช่พี่ชายหนู! จำไว้!”

โจวเหว่ยซูกล่าวขัดขึ้นทันควัน

โจวเจียงเฉินตอบกลับไปอย่างช่วยไม่ได้ว่า

“พ่อรู้ว่าเธอโกรธเขาที่ทำร้าย แต่ยังไงเลือดก็ข้นกว่าน้ำ ไม่มีวันปฏิเสธสายเลือดในตัวได้ แม้พ่อจะไม่สามารถเปิดเผยเรื่องเธอได้ แต่พ่อสัญญาว่าจะพยายามหาทางชดเชยทางอื่นแน่นอน ถ้าต้องการอะไรก็บอกได้เสมอนะ”

โจวเหว่ยซูพ่นลมหายใจเย็นใส่พ่อของเธอทันทีและกล่าวว่า

“แน่ใจเหรอ? งั้นก็ได้! หนูมีเพื่อนคนหนึ่งทำธุรกิจท่าเรือ หนูอยากให้เขาเข้ามาเป็นคู่ค้ากับบริษัทเรา! ไม่ทราบว่าจะชดเชยให้ลูกคนนี้ได้ไหม?”

โจวเจียงเฉินตื่นตัวขึ้นในทันใด ดูเหมือนว่าเพื่อนที่ออกจากปากลูกสาวของเขาจะไม่ง่ายแค่คำว่า ‘เพื่อน’ จริงๆ ไม่อย่างนั้นเธอไม่มีวันออกหน้าขอเขาแบบนี้แน่นอน อย่างไรก็ตามแต่บริษัทเมล็ดพืชการาจของเราเป็นสินค้าขายดีที่สุดของจีน ถ้าไม่ใช่คนที่มีภูมิหลังแข็งแกร่งจริงๆ การจะมาตีสนิทกับลูกสาวจนถึงขั้นออกหน้าแทนให้กันได้แบบนี้คงไม่มีทางเป็นไปได้

โจวเจียงเฉินนึกเสียดายไม่ใช่น้อยที่เขาแทบจะไม่มีส่วนร่วมในการเข้ามาดูแลเธอตลอดที่ผ่านมาเลย แต่อย่างน้อยตอนนี้มันก็ยังไม่สาย เขาจะต้องตรวจสอบภูมิหลังของแฟนหนุ่มลูกสาวเขาให้ดีก่อนว่า อีกฝ่ายคู่ควรจะเป็นเขยสกุลโจวหรือไม่!

“เหว่ยซู เธอชวนเพื่อนคนนั้นออกไปทานข้าวด้วยกันหน่อย พ่อต้องการเจอเขา ถ้าตกลงเรื่องนี้พ่อจะเก็บไปคิดดูอีกที ถ้าไม่ก็พ่อคงต้องทำให้ลูกผิดหวังแล้วล่ะ”

โจวเจียงเฉินกล่าวขึ้นพร้อมสีหน้าจริงจัง

ธุรกิจใหญ่โตขนาดนี้มันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ที่จะด่วนตัดสินใจได้ แม้ว่าโจวเหว่ยซูจะโกรธพ่อของเธอ แต่เธอก็ไม่สามารถขัดได้เช่นกัน ท้ายที่สุดนี้เธอคือลูกสาวผู้มีสายเลือดของตระกูลโจวโดยกำเนิด หากเกิดอะไรขึ้นกับบริษัทเมล็ดพืชการาจขึ้นมาจริง ผลที่ตามมาจะร้ายแรงเกินคาด และเธอเพียงลำพังไม่สามารถชดใช้ความผิดได้

“เขานัดหนูกับแม่ไว้แล้วที่โรงแรมหยานจิ้งตอนเที่ยงวันนี้ ถ้าว่างก็มาแล้วกัน”

โจวเหว่ยซูกล่าวตอบอย่างเย็นชา

โจวเจียงเฉินพยักหน้าและกล่าวขึ้นต่อว่า

“โอเค พ่อจะรีบเคลียร์งานเดี๋ยวนี้แหละ แล้วกลับไปทำงานตัวเองได้แล้ว อย่าปล่อยให้พวกพนักงานนินทากัน”

โจวเหว่ยซูกรนเสียงดังหึ่งๆ ดูท่าหัวเสียไม่น้อยจากออกไป และทันทีที่เธอเดินออกไป โจวเจียงเฉินก็หันมาถามชางหย่าต่อทันทีว่า เกิดอะไรขึ้นกับลูกสาวของพวกเรา

ชางหย่าตอบไปตามความจริงว่า

“เขาชื่อจ้าวเฉียน เป็นนายใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังท่าเรือเฉียนตงทั้งหมด ดูเหมือนว่าบริษัทท่าเรือเฉียนตงจะเป็นเจ้าอุตสาหกรรมท่าเรือใหญ่ระดับประเทศที่ทั้งแข็งแกร่งและทรงอิทธิพลมาอย่างยาวนานหลายรุ่นอายุขัยแล้ว ถ้าพวกเขาต้องการร่วมมือกับเราจริง ก็น่าสนใจมากเลยนะคะ”

โจวเจียงเฉินพยักหน้าและกล่าวว่า

“เฉียนตง…รู้สึกว่าท่าเรือเฉียนตกกับท่าเรือหัวจะต่อสู้กันมาตั้งหลายยุคหลายสมัยแล้วไม่ใช่เหรอ? การที่เด็กหนุ่มคนนี้มาที่นี่เพื่อร่วมมือกับเรา เห็นได้ชัดเลยว่าจุดประสงค์ของเขาคือการคว่ำท่าเรือหัว อืม…อายุยังไม่เท่าไหร่แต่มีความกล้าหาญขนาดนี้ มีคุณสมบัติความเป็นผู้นำพอสมควร เอ่อจะว่าไป เขารู้จักกับลูกสาวเรามานานแค่ไหนแล้ว?”

“หน้าตาก็ดี กิริยามารยาทเพียบพร้อม แถมชั้นเชิงการโต้คารมอยู่ในระดับยอดเยี่ยม แต่ถ้าจำไม่ผิดพวกเขาสองคนเพิ่งรู้จักกันเมื่อคืนเองนะคะ ยังไงก็ต้องดูๆ กันไปก่อน”

ชางหย่ากล่าวตอบไปตามตรง

พอโจวเจียงเฉินได้ยินแบบนั้นก็เลือดขึ้นหน้าทันที หัวอกผู้ชายด้วยกัน มันพอจะเดาได้อยู่แล้ว ไอ้คำว่า เพิ่งรู้จักกันเมื่อคืนมันหมายถึงอะไร และเขากังวลอย่างยิ่งว่า ทั้งสองจะมีอะไรกันเกินเลยไปแล้วในคืนก่อน

ชางหย่ากลอกตามองบนใส่อีกฝ่ายและกล่าวติเตียนขึ้นว่า

“เลิกคิดไร้สาระเลยนะคุณ ลูกสาวของเราจะเป็นคนแบบนั้นได้ยังไง? เธอไม่มีทางปล่อยตัวปล่อยใจให้กับผู้ชายที่เพิ่งพบกันวันเดียวหรอก”

โจวเจียงเฉินยืนกอดอกปั้นหน้าเตร่งขรึมตอบไปว่า

“มันก็ไม่แน่ ขนาดพวกเราที่เพิ่งเจอหน้ากันสองวันยังได้เสียกันมาแล้วเลย แล้วยี่สิบปีก่อนสังคมยังไม่เปิดกว้างเท่าตอนนั้น ไอ้การเจอกันปุ๊ปเข้าโรงแรมปั๊ปมันก็มีให้เห็นอยู่บ่อยๆ”

ชางหย่างขมวดคิ้วแน่นในทันทีที่ได้ยินแบบนั้น สบถด่ากลับไปทันทีว่า ตาแก่ตัณหากลับพูดอะไรไม่อายปาก

เมื่อโจวเจียงเฉินได้ยินแบบนั้นก็ระเบิดหัวเราะดัง ก่อนจะเข้ามาสวมกอดชางหย่า

“นี่! คุณกำลังทำบ้าอะไรอยู่เนี่ย แล้วงานของคุณล่ะ? รีบปล่อยได้แล้ว เดี๋ยวคนอื่นมาเห็นเข้าจะทำยังไง?”

ชางหย่ารีบกล่าวขึ้นขณะพยายามดิ้นตัวให้หลุดจากอ้อมกอด

แต่ยิ่งเธอทำแบบนี้ มันยิ่งทำให้โจวเจียงเฉินรู้สึกเร้าร้อนใจเข้าไปใหญ่ดั่งวัยหนุ่มอีกครั้ง และอารมณ์พุ่งพล่านเกินจะควบคุม เขาต้องการเผด็จศึกเธอที่นี่เดี๋ยวนี้

เวลา12:30 น. โจวเจียงเฉินและชางหย่าพาลูกสาวของพวกเขาเดินทางไปยังโรงแรมหยานจิ้ง

อย่างไรก็ตามแต่ จ้าวเฉียนได้มาถึงก่อนแล้ว เขายืนรออยู่หน้าทางเข้าโรงแรมและพอเห็นทั้งสามคนมาด้วยกัน เขาก็รีบพาหวางอวี่จุนไปทักทายทันที

จ้าวเฉียนคลี่ยิ้มกว้างเอ่ยทักทายโดยเร็ว

“สวัสดีครับ ผู้จัดการชาง คุณโจว ส่วนคุณ…”

ชางหย่ายิ้มตอบทันทีและกล่าวตอบไปว่า

“อ่อ นี่คือคุณโจวเจียงเฉิน ประธานบริษัทเมล็ดพืชการาจของเรา พอดีเรื่องที่คุณเสนอไปก่อนหน้านี้มันสำคัญมาก เขาก็เลยต้องออกมาพบคุณจ้าวเป็นการส่วนตัวด้วยกัน”

อันที่จริงจ้าวเฉียนทราบดีอยู่แล้วว่า ชายคนนี้คือโจวเจียงเฉิน แต่จำเป็นต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรเลยเพื่อความแนบเนียน ป้องกันไม่ให้พวกเขาเกิดความสงสัยได้ ถ้ารู้ขึ้นมาว่าคนที่พวกเขากำลังจะร่วมมือด้วยเป็นพวกแผนสูง หลอกล่อเข้าทางลูกสาวของพวกเขาหวังผลประโยชน์ด้านธุรกิจ ก็คงไม่มีใครอยากร่วมมือกับคนแบบนี้จริงไหม?

จ้าวเฉียนยิ้มแย้มกล่าวตอบอย่างรวดเร็วว่า

“โอ้! ที่แท้ก็เป็นประธานโจวนี่เอง รู้สึกเป็นเกียรติมากเลยครับ เชิญเข้าไปคุยกันต่อข้างในดีกว่าครับ”

โจวเจียงเฉินคลี่ยิ้มบางให้เล็กน้อย และเดินตามจ้าวเฉียนเข้าไปในห้องอาหารส่วนตัวที่จองไว้

ทั้งห้าคนนั่งลงโดยพร้อมเพรียงบนโต๊ะอาหาร และเป็นโจวเจียงเฉินที่เอ่ยปากเข้าเรื่องทันควันว่า

“เวลาพักกลางวันมีไม่เยอะเท่าไหร่ เราเข้าเรื่องกันเลยเถอะนะ สิ่งที่คุณเสนอมาไม่เลวเลย แต่ผมมีคำถามสักสองสามข้อจะมาถามคุณ และขอให้คุณตอบตามความจริง”

จ้าวเฉียนพยักหน้าและกล่าวตอบพร้อมรอยยิ้มว่า

“ได้เลยครับ เชิญประธานโจวถามมาได้เลย ผมจะตอบไปตามความจริง”

“ดี! งั้นพวกคุณออกไปก่อนเถอะ ผมยากคุณกับจ้าวเฉียนคนเดียว”

หวางอวี่จุนเริ่มเหงื่อตก เหลือบมองไปหาจ้าวเฉียนแวบหนึ่งเพราะไม่อยากคาดสายตากับคุณชายจ้าวไปไหน

จ้าวเฉียนหันมาพยักหน้าเชิงว่าให้ทำตามที่โจวเจียงเฉินสั่ง หวางอวี่จุนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องลุกขึ้นจากไปด้วยความจำใจ

ชางหย่ากล่าวขึ้นว่า

“งั้นเชิญพวกคุณสองคนคุยกันเลยค่ะ เหวินซู ไปเข้าห้องน้ำกับแม่หน่อย”

โจวเหว่ยซูคล้ายว่าจะรู้ทันความคิดพ่อของเธอ จึงกล่าวสวนขึ้นว่า

“หนูกับจ้าวเฉียนเป็นแค่เพื่อนกัน อย่าถามอะไรที่ไม่ควรถาม”

คล้อยพูดจบเธอกับแม่ก็เดินจูงมือกันออกไป

จ้าวเฉียนลุกขึ้นไปล็อกประตูห้อง และกลับมานั่งลงที่เดิมไร้ซึ่งท่าทีประหม่า เขาคลี่ยิ้มบางเอ่ยถามขึ้นว่า

“ต้องการจะถามอะไรผมก็ถามมาได้เลยครับ ตอนนี้เหลือแค่พวกเราสองคน”

โจวเจียงเฉินยิงคำถามไปตามตรงทันทีว่า

“ได้ข่าวว่าเพิ่งพบกับลูกสาวของผมเมื่อคืน แล้วจู่ๆ วันนี้เธอก็ออกหน้าขอร้องแทนคุณเฉยเลย ไม่ใช่ว่า…เมื่อคืนคุณสองคนมีสัมพันธ์ลึกซึ้งต่อกันแล้วหรอกนะ?”

จ้าวเฉียนแสร้งตาโตเล็กน้อยด้วยความตกใจก่อนจะสงบลงอย่างรวดเร็ว

ในฐานะสุภาพบุรุษ เมื่อทำจริงก็ควรยอมรับตามตรง

จ้าวเฉียนพยักหน้าตอบกลับทันทีว่า

“ใช่ครับ แต่ประธานโจวไม่ต้องกังวล ผมสวมถุงยางอนามัยป้องกันเป็นอย่างดี ไม่เกิดปัญหาตามมาแน่นอน”

“แค่กก….!!”

โจวเจียงเฉินที่ยกแก้วกาแฟขึ้นมาจิบถึงกับสำลัก และโมโหอย่างมากกับคำตอบที่ออกมาจากปากจ้าวเฉียน

ตอนที่305 ขุดหลุมพรางให้โจวเจียงเฉินโดดลงไป

จ้าวเฉียนรีบรินน้ำแก้วหนึ่งส่งให้โจวเจียงเฉินทันทีและเอ่ยถามว่า

“ประธานโจว ไม่เป็นไรใช่ไหมครับ?”

โจวเจียงเฉินรีบหยิบแก้วน้ำมาจิบยกใหญ่ พยายามระงับไม่ให้ไอ เขาลงแก้วลงด้วยความโกรธจัดแล้วกล่าวขึ้นว่า

“นี่แกต้องมีตรรกะยังไง? หลับนอนด้วยกันแล้วก็คือได้เสียกันแล้ว จะใส่หรือไม่ใส่ถุงยางมันก็ไม่ต่างกันหรอก!”

“ทำไมล่ะครับ? การสวมถุงยางแบบนี้มันสามารถรับประกันได้นะครับว่า เธอจะไม่พลาดตั้งคครถ์และไม่มีโรคติดต่อใดๆ ทั้งสิ้น ถ้าหากผมไม่สวมถุงยาง ผลที่ตามมาอาจเลวร้ายยิ่งกว่าที่กล่าวไปขั้นต้นอีกนะครับ ผมตกหลุมรักเธอตั้งแต่แรกพบแล้ว คุณโจวเธอสวยมากจริงๆ ดังนั้นผมไม่มีวันทำร้ายคนที่รักกันได้ลงคอหรอกครับ”

จ้าวเฉียนปั้นสีหน้าอธิบายไปด้วยน้ำเสียงจริงจังอย่างมาก

โจวเจียงเฉินโมโหกับเรื่องที่เกิดขึ้นจริงๆ แต่พอนึกย้อนไปสมัยที่ยังหนุ่ม เขาก็ไม่ต่างอะไรกับจ้าวเฉียนเลย ไม่สิแย่กว่าอีกฝ่ายด้วยซ้ำ พอคิดได้แบบนั้นเขาจึงสงบลงในที่สุด

ในเมื่อหลายสิ่งอย่างเกิดขึ้นมาแล้ว ก็คงทำอะไรไม่ได้มากกว่าการยอมรับความจริง และกุญแจสำคัญของเรื่องนี้เลยก็คือ จ้าวเฉียนตั้งใจทำลงไป ไม่ได้พลั้งเผลอเพราะฤทธิ์แอลกอฮอล์

โจวเจียงเฉินเอ่ยถามอย่างจริงจังว่า

“ถ้าอย่างนั้นบอกฉันมาหน่อยว่า แกจะวางแผนยังไงกับเหว่ยซูต่อ? ฉันพูดได้เต็มปากเลยว่า เธอคือลูกสาวของฉัน โจวเจียงเฉินแห่งบริษัทเมล็ดพืชการาจผู้นี้ ดังนั้นอย่าทำร้ายจิตใจของเธอเป็นอันขาด แกต้องซื่อสัตย์แก่เธอ เป็นที่พึ่งพาของเธอได้ เข้าใจไหม! ขอเพียงแกทำได้ตามที่ว่า ออเดอร์ทั้งหมดของบริษัทฉันจะมอบให้แกเท่าที่แกรับไหว แต่ยังไงก็เถอะ ได้ข่าวว่าตอนนี้แกกับท่าเรือหัวกำลังปะทะกันรุนแรง ถ้าฉันยื่นมือช่วยแกแบบนี้ ทางเราก็เสียหน้าไม่น้อย ดังนั้นพวกเราต้องคิดหาวิธีหาทางออกว่าจะทำยังไงดี? เพราะยังไงสุดท้ายแกก็เป็นลูกเขยฉัน ถือว่าพวกเราอยู่ฝ่ายเดียวกันแล้ว”

‘บัดซบ! ตูแค่อยากแย่งลูกค้าของพวกตระกูลหัวเว้ย! ไปๆ มาๆ ตูกลายไปเป็นลูกเขยของตาแก่นี่ตั้งแต่เมื่อไหร่?’

จ้าวเฉียนได้แต่สบถด่าอยู่ภายในใจ ถึงโจวเหว่ยซูจะทั้งหุ้นดีทั้งสวย แต่เธอก็ไม่ใช่สเปกของจ้าวเฉียน ดังนั้นเขาต้องรีบหาข้อแก้ตัวเอง

จ้าวเฉียนเร่งใช้สมองคิดหาทางแก้ไขอย่างหนักหน่วง ภาจใต้สถานการณ์แบบนี้ต้องรีบตัดสินใจโดยเร็ว

“ประธานโจวสมัยที่คุณยังเด็ก คุณก็น่าจะทราบดีนะครับว่าเรื่องแบบนี้มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับฝ่ายชายแค่คนเดียว แม้ว่าผมจะรักเธอแต่คุณโจวอาจยังไม่เต็มใจลงเอยกับผมก็ได้ คุณลองถามเธอให้แน่ใจก่อนดีกว่าครับ รวมไปถึงถามคุณแม่ของเธอว่าเต็มใจรับผมรึเปล่า แต่ตอนนี้ผมได้แสดงทัศนคติของตัวเองไปแล้ว”

จ้าวเฉียนก็พยายามหาทาบ่ายเบี่ยงสุดฤทธิ์ พยายามปฏิเสธโดยอ้อมและผลักความรับผิดชอบไปที่โจวเหว่ยซูแทน

โจวเจียงเฉินครุ่นคิดอยู่สักพักก่อนจะพยักหน้าตอบกลับไปว่า

“ฉันเข้าใจในสิ่งที่แกพูด แต่ฉันในฐานะคนเป็นพ่อ สามารถพูดได้อย่างเต็มปากเลยว่า ถ้าแกเต็มใจ เธอเองก็เต็มใจเช่นกัน ไม่อย่างนั้นจะออกหน้าช่วยเหลือแกแบบนี้เหรอ? นี่มันก็ชัดเจนแล้วว่าลูกสาวฉันคิดยังไงกับแก?”

จ้าวเฉียนระเบิดหัวเราะออกมาทันทีอย่างมีความสุข แน่นอนว่าไอ้ที่มีความสุขล้วนเสแสร้งทั้งนั้น

“ถ้าเป็นแบบนั้นผมก็สบายใจครับ ถ้าประธานโจวคิดว่าผมกับเธอเหมาะสมกัน ทุกอย่างก็คงต้องยกยอดให้ทางผู้ใหญ่ต่อแล้ว”

‘พ่อครับผมขอโทษ แต่ช่วยจัดการต่อทีเถอะ ถ้านึกแผนอะไรดีๆ ออกเดี๋ยวผมช่วยมาช่วยทีหลัง!’

จ้าวเฉียนนึกขอโทษจ้าวฝู่ภายในใจ

“ฮ่าฮ่า…แกนี่พูดรู้เรื่องอยู่นะ แต่จะว่าไปแกกับท่าเรือหัวทำไมจู่ๆ ถึงปะทะกันรุนแรงแบบนั้นได้?”

“เรื่องมันเกิดจากว่า ตาแกตระกูลหัว หัวเซินซวนเขาบังเอิญไปเห็นทำเลที่ตั้งของหลุมศพของคุณย่าผมก็สนใจอยากได้ขึ้นมา เลยคิดจะใช้เงินฟาดหัวให้ผมขาย แต่นี่มันใช่เรื่องเล่นๆหรอครับ? ครอบครัวผมก็ไม่ได้ขาดแคลนเงิน ไม่สนถึงจะจน แต่เราก็ไม่มีวันย้ายหลุมฝังศพของคุณย่าไปที่อื่นเด็ดขาด พอเราปฏิเสธที่จะขายไป ตาแก่นั้นก็ส่งคนมาทำลายหลุมศพจนยับเยิน ถ้าเป็นประธานโจวจะทำยังไงล่ะครับ? ก็คงเลือกปะทะเหมือนกันจริงไหม?”

“โอ๊ะ? ไอ้พวกตระกูลหัวนี่มันมากเกินไปจริงๆ! ทีแรกฉันก็คิดว่าเป็นแค่ปัญหาทางธุรกิจกัน แต่คาดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะมีเรื่องไร้ยางอายแบบนี้ซ่อนอยู่ด้วย!”

“ดังนั้นผมจึงต้องการโจมตีตระกูลหัวไม่ให้เหลือ! ยังไงก็เถอะครับ ในเมื่อผมก็จะกลายมาเป็นลูกเขยของประธานโจวแล้ว ก็ช่วยผมสักครั้งนะครับ”

โจวเจียงเฉินจิบน้ำพยักหน้าตอบ และบอกให้จ้าวเฉียนอธิบายแผนการมาก่อน

จ้าวเฉียนรีบตอบกลับทันทีว่า

“ท่าเรือหัวตอนนี้มีลูกค้ารายใหญ่อยู่สองเจ้า แห่งแรกคือบริษัทเมล็ดพืชการาจ และอีกกลุ่มคือบริษัทน้ำมัน แน่นอนว่าถ้าประธานโจวเห็นด้วย เราก็เหลือแค่เกลี้ยกล่อมให้พวกบริษัทน้ำมันยอมให้ออเดอร์แก่พวกเรา พอท่าเรือหัวถึงคราวจบสิ้น พวกเราจะได้ยึดท่าเรือทั้งหมดในน่านน้ำนั้นได้เบ็ดเสร็จ พอทุกอย่างจบลง ผมก็ตั้งใจจะปั้นคุณโจวให้ขึ้นกลายเป็นดาราแถวหน้าของประเทศ ความฝันสูงสุดของเธอคือการเป็นดารานักแสดง เรื่องนี้ประธานโจวเองก็ทราบใช่ไหมครับ?”

โจวเจียงเฉินพยักหน้าและตอบกลับไปว่า

“ฉันรู้อยู่แล้วล่ะ แต่จากใจนักธุรกิจที่อยู่ในวงการมาครึ่งค่อนชีวิตเลยนะ วงการบันเทิงเป็นอะไรที่ซับซ้อนเกินกว่าจะเข้าไปยุ่ง แถมแกจำต้องควักเงินเป็นจำนวนมหาศาลมากกกว่าจะปั้นใครสักคนให้เป็นที่นิยมขึ้นมา ฉันเคยเห็นนักแสดงหญิงดังๆ ตั้งหลายคน มีข่าวควงแขนนักลงทุนตั้งมากมายเข้าโรงแรมเพื่อหาหนทางในอนาคตให้ตัวเอง ฉันไม่อยากให้ลูกสาวฉันต้องทำแบบเดียวกับคนพวกนั้นเลยจริงๆ อย่างที่แกว่าไปแหละ ครอบครัวของฉันเองก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินเช่นกัน ทำไมต้องไปเปลืองตัวเพื่ออะไรแบบนั้นด้วย”

สมแล้วที่เป็นนักธุรกิจมือเก๋าแห่งวงการ เขาเข้าใจอะไรมากมายจริงๆ จ้าวเฉียนที่ได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มทันทีและกล่าวว่า

“ประธานโจวพูดถูกครับ ต่อให้มีพรสวรรค์แต่ไร้ซึ่งเงินทุนผลักดันก็เปล่าประโยชน์ จำเป็นต้องใช้ร่างกายแลกเปลี่ยนกับอะไรพวกนั้น แต่ผมมีบริษัทเกี่ยวกับวงการบันเทิงโดยตรงอยู่ ลองค้นหาดูในอินเตอร์เน็ตก็ได้ครับ บริษัทเฉียนเก๋อ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์ จดทะเบียนภายใต้ชื่อของผม แถมบริษัทของผมยังร่วมมือกับบริษัทภาพยนตร์ดังอีกมากมายของจีน ตราบใดที่คุณโจวเข้าวงการมา ผมจะสร้างผลงานระดับขึ้นหิ้งให้เธอแน่นอน”

โจวเจียงเฉินหยิบโทรศัพท์มือถือตัวเองขึ้นมา เพื่อตรวจสอบข้อมูลการจดทะเบียนของบริษัทเฉียนเก๋อดูทันที และชื่อเจ้าของตามกฎหมายก็ถูกระบุไว้ชัดเจนว่าเป็นจ้าวเฉียน

“ฮ่าฮ่า….ฉันไม่คิดเลยว่าภูมิหลังของแกจะแข็งแกร่งขนาดนี้! พ่อแม่ของแกทำธุรกิจอะไรงั้นเหรอ?”

โจวเจียงเฉินเอ่ยถามทันทีด้วยความอยากรู้อยากเห็น

แต่จ้าวเฉียนไม่ต้องการให้พ่อของเขาเข้ามามีส่วนร่วมเท่าไหร่นัก เขาอยากจะพึ่งพาความสามารถของตัวเองในการลงมือทำแผนการใหญ่ ดังนั้นจึงตอบกลับไปว่า

“ผมไม่อยากพึ่งพาพ่อกับแม่ของตัวเอง ดังนั้นประธานโจวอย่าเพิ่งถามตอนนี้เลยครับ เพราะยังไงในอนาคตพวกเราสองตระกูลจะต้องเจอกันอยู่แล้วโดยธรรมชาติ แล้วผมขอร้องอีกอย่างนะครับ อย่าตรวจสอบประวัติของผม ผมต้องการจะจัดการท่าเรือหัวด้วยความสามารถของตัวเอง สัญญานะครับ?”

จ้าวเฉียนเอ่ยกล่าวขึ้นมาอย่างจริงใจยิ่ง

โดนจ้าวเฉียนพูดมาขนาดนี้โจวเจียนเฉินก็รู้สึกละอายเกินกว่าจะปฏิเสธ เขายิ้มและเอ่ยสัญญาทันทีว่า

“ไม่มีปัญหา ฉันจะไม่ถาม ไม่สืบค้นข้อมูลของแก แค่อยากจะบอกว่า ฉันรู้สึกดีใจแทนพ่อแม่ของแกนะที่มีลูกชายที่ทั้งฉลาด กล้าหาญ แล้วมากกลยุทธ์แบบแก เอาล่ะ เอาล่ะ! เรียกบริกรมาเร็ว ฉันอยากจะดื่มกับแกสักสองสามแก้วหน่อย!”

จ้าวเฉียนคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอบทันที จากนั้นก็ลุกขึ้นไปเปิดประตูและวานให้หวางอวี่จุนไปเรียกบริกรมาเพื่อเสิร์ฟไวน์

ชางหย่าและโจวเหว่ยซูที่รออยู่หน้าประตูเช่นกัน จ้าวเฉียนจึงถือโอกาสนี้เรียกพวกเธอทั้งสอง

เรื่องบริษัทน้ำมัน โจวเจียงเฉินยังไม่ได้ตกลงกับจ้าวเฉียนว่าจะเอายังไงต่อ

ดังนั้นเขาจึงมากล่าวกับโจวเหว่ยซูแทนว่า

“คุณโจว ประธานโจวรักคุณมากจริงๆ นะ ถึงขนาดยอมช่วยผมไปเจรจากับฝั่งบริษัทน้ำมันเพื่ออนาคตของพวกเรา ดังนั้นคุณควรอ่อนโยนกับคุณพ่อหน่อย เข้าใจไหมครับ?”

โจวเหว่ยซูเหลือบมองไปที่โจวเจียงเฉินที่นั่งอยู่บนโต๊ะในห้องอาหารด้วยความสงสัย และเอ่ยถามอย่างรวดเร็วว่า

“จริงเหรอ? เขาเต็มใจช่วยคุณถึงขนาดนี้เลยเหรอ?”

โจวเจียงเฉินยามนี้ตกลงในหลุมพรางของจ้าวเฉียนโดนไม่รู้ตัวเป็นที่เรียบร้อย พลันลอบแสยะยิ้มขึ้นภายในใจ เขายกมือตบหน้าอกตัวเองอย่างมั่นอกมั่นใจและกล่าวย้ำกับโจวเหว่ยซูว่า

“แน่นอนครับ ผมจะหลอกคุณกับแม่ของคุณไปเพื่ออะไร แต่อย่าเพิ่งเอาเรื่องนี้ไปบอกใครนะครับ ยังไงซะผมอาจต้องไปเจรจากับประธานโจวเพิ่มเติมเกี่ยวกับเรื่องจ้านชุนเล่อ”

จ้านชุนเล่อ ตามที่โจวเจียงเฉินกล่าวเอาไว้กับจ้าวเฉียน เขาคนนี้เป็นประธานบริษัทไชน่าปิโตรเคมี

บริษัทเมล็ดพืชกับบริษัทน้ำมัน ทั้งสองล้วนเป็นรัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่ ซึ่งมีความแข็งแกร่งแทบจะเทียบเท่ากัน ทั้งคู่ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อความเป็นอยู่ของประชาชนและพัฒนาเศรษฐกิจประเทศ

ดังนั้นสถานะของประธานทั้งสองบริษัทจึงมีระดับเท่าเทียมกัน

โจวเจียงเฉินกล่าวไว้ว่า เดี๋ยวเขาอาสาลองไปคุยกับจ้านชุนเล่อเอง สุดท้ายนี้เขาก็อยากช่วยจ้าวเฉียนเพื่อให้ลูกสาวของเขามีความสุข

โจวเหว่ยซูเม้มปากด้วยความตื่นเต้น เธอเร่งพยักหน้ายิ้มตอบไปว่า

“เข้าใจแล้ว!”

โจวเจียงเฉินแม้จะพูดออกมาแค่ไม่กี่คำ แต่นี่ก็มันเพียงพอที่จะยืนยันแล้วว่า ทัศนคติของเขาที่มีต่อจ้าวเฉียนมันเป็นไปในทางบวก

จ้าวเฉียนแอบดีใจอย่างลับๆ เนื่องจากสัปดาห์นี้ไม่เพียงซื้อใจโจวเจียงเฉิน หัวเรือใหญ่แห่งบริษัทเมล็ดพืชการาจได้ แต่อีกฝ่ายยังจะช่วยไปเจรจากับบริษัทไชน่าปิโตรเคมีให้อีก

จ้าวเฉียนก้าวย่างตรงออกไปหา พร้อมเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า

“คุณโจวเองก็ทำงานที่นี่เหรอครับ?”

โจวเหว่ยซูเชื่อสนิทใจว่า จ้าวเฉียนยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของเธอ ดังนั้นเขาไม่มีทางวางแผนเพื่อเข้าใกล้เธออะไรอย่างที่คิดไว้ก่อนหน้าแน่นอน

ตราบใดที่เขาเข้าหาเธอด้วยความจริงใจไร้ซึ่งแผนการ เธอเองก็ยินดีช่วยจ้าวเฉียนแน่นอน

“ใช่ค่ะ ฉันทำงานอยู่ที่นี่ ไม่คิดเลยนะคะว่าคุณจะเดินทางมาจริงๆ แต่ทำไมถึงไม่ใช้ลูกน้องมาจัดการละค่ะ? คุณเป็นถึงหัวเรือใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมาเองให้เสียเวลา”

โจวเหว่ยซูพูดติดตลก

เขาในขณะนี้ทำได้เพียงตามน้ำเธอไป กล่าวเพียงว่า

“ฮ่าฮ่า…ไม่มีทางครับ ผมต้องสู้เพื่อธุรกิจของตัวเองเป็นธรรมดา และยังแสดงให้เห็นว่าผมมีความจริงใจ”

โจวเหว่ยซูพยักหน้าและยิ้มตอบไปว่า

“ถ้าอย่างนั้นค่อยคุยกันทีหลัง เดี๋ยวฉันขอไปทำงานก่อน”

จ้าวเฉียนพยักหน้าและมองโจวเหว่ยซูเดินผ่านหน้าขึ้นลิฟต์ส่วนตัวไป

พนักงานต้อนรับสาวรีบเอ่ยถามทันทีสุ้มเสียงเบาว่า

“คุณรู้จักกับคุณโจวเป็นการส่วนตัวเหรอค่ะ?”

“ใช่ครับ ยังไงก็รบกวนติดต่อหาผู้จัดการฝ่ายขนส่งด้วยนะครับ”

โจวเหว่ยซูคือใคร ทุกคนในบริษัทล้วนทราบกันดี และตอนนี้เพื่อนของเธอมาที่นี่เพื่อคุยเรื่องธุรกิจ มีหรือที่พนักงานต้อนรับสาวยังกล้าห้ามปราม?

“ได้เลยค่ะ รบกวนรอสักครู่นะคะ”

จากนั้นเธอก็รีบยกหูโทรศัพท์ติดต่อไปหาผู้จัดการฝ่ายขนส่งโดยตรง

จ้าวเฉียนยิ้มตอบขอบคุณไป มองดูเธอคุยกับปลายสาย

“ฮาโหลค่ะผู้จัดการชาง ที่แผนกต้อนรับของเรามีคนอยากพบคุณ พวกเขาเป็นเพื่อนของคุณโจว ต้องการพูดคุยเรื่องงธุรกิจ พอจะมีเวลาไหมค่ะ?”

“เพื่อนของเหว่ยซู? ให้พวกเขาเข้ามา”

“รับทราบค่ะ”

พนักงานต้อนรับสาววางสายและกล่าวกับจ้าวเฉียนด้วยน้ำเสียงสุภาพยิ่งว่า

“คุณผู้ชาย ผู้จัดการชางเรียนเชิญให้เข้าไปหาได้ค่ะ หลังจากตรงเข้าไปให้ขึ้นลิฟต์หมายเลข3 ห้องทำงานของผู้จัดการอยู่ที่ชั้น15 เคาะประตูเข้าไปหาเธอได้เลยค่ะ”

จ้าวเฉียนยิ้มขอบคุณ

“ขอบคุณมากคนสวย ฉันคิดว่าคนสวยน่าจะลองเปลี่ยนไปใช้ลิปสติกเนื้อแมทเรโทรสีแดงรูบี้วูดูนะ คงดูเซ็กซี่กว่าตอนนี้แน่นอน”

หลังจากพูดจบจ้าวเฉียนก็พาหวางอวี่จุนตรงเข้าไปที่ลิฟต์

พนักงานต้อนรับสาวรีบหยิบกระจกพกพาบานน้อยๆ ขึ้นมาส่องทันที เม้มริมฝีปากจับจ้องดูครุ่นคิด

“สีแดงรูบี้วูงั้นเหรอ? อืม…จะดูสะดุดตาเกินไปไหมนะ? เขาชมฉันว่าเซ็กซี่ด้วย อิอิ…เขินจัง”

ในไม่ช้าจ้าวเฉียนก็พาหวางอวี่จุนเดินออกจากลิฟต์ที่ชั้น15 เคาะประตูห้องผู้จัดการ

“เข้ามา”

หวางอวี่จุนเปิดประตูให้จ้าวเฉียนเดินเข้าไปก่อน

เบื้องหน้าปรากฏให้เห็น ผู้จัดการเป็นสาววัยกลางคนซึ่งดูดีเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะกับเสื้อเชิ้ตสีขาวรัดรูปตัวนั้น นี่ยิ่งเสริมสง่าราศีเธอเข้าไปใหญ่

เธอวางปากกาในมือลง ดูรวมๆ แล้วมีเสน่ห์ติดน่าเกรงขามเล็กน้อย ถ้าตอนที่เธอยังเป็นวัยรุ่นคงเนื้อหอมขวัญใจพวกหนุ่มๆ อย่างไม่ต้องสงสัย ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมโจวเจียงเฉิน เจ้าของบริษัทเมล็ดพืชการาจถึงหลงใหลในตัวเธอมากขนาดนั้น ผู้ชายทุกคนไม่สามารถทนต่อเสน่ห์ของเธอได้จริงๆ

จ้าวเฉียนยิ้มและกล่าวทักทายขึ้นว่า

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมชื่อจ้าวเฉียน ส่วนนี่เพื่อนร่วมงานของผม หวางอวี่จุน ประธานบริษัทท่าเรือเฉียนตง ผมไม่คิดเลยนะครับว่า ผู้จัดการฝ่ายขนส่งจะดูดีมีเสน่ห์ขนาดนี้ ทีแรกก็คิดว่าเป็นพวกลุงหัวล้านอะไรแบบนั้น”

ผู้จัดการชางยกยิ้มคลี่อ่อนบนมุมปากดูพร่าวเสน่ห์รัญจวนใจ ตั้งศอกพิงหน้าดูคล้ายมีทีท่าสนใจเล็กน้อยกล่าวตอบไปว่า

“ปากหวานไม่น้อยเลยนะพ่อหนุ่ม ฉันชางหย่า ผู้จัดการฝ่ายขนส่ง นั่งลงก่อนสิ”

เมื่อจ้าวเฉียนได้ยินชื่อชางหย่า ใจเขาก็เริ่มเต้นแรงขึ้นจริงๆ ปรากฏว่ามันเป็นไปตามที่เขาสืบข้อมูลมาจริงๆ เธอคนนี้คือแม่ของโจวเหว่ยซู

ชางหย่าปรายหางตาเหลือบมองจ้าวเฉียนอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ยิ้มอ่อนถามขึ้นว่า

“พ่อหนุ่ม เป็นเพื่อนของเหว่ยซูงั้นเหรอ?”

จ้าวเฉียนพยักหน้าและตอบกลับไปตามตรงว่า

“ไม่เชิงเพื่อนน่ะครับ เพราะพวกเราเพิ่งเจอกันเมื่อคืนนี้เอง ผมไม่รู้ว่าสนิทถึงขั้นเป็นเพื่อนของเธอได้แล้วรึยัง แล้วผู้จัดการชางรู้จักเธอด้วยเหรอครับ?”

ชางหย่าที่ได้ยินแบบนั้นก็พลางคิดไปว่า ดูเหมือนจ้าวเฉียนยังไม่รู้จักตัวตนที่แท้จริงของโจวเหว่ยซู ถึงได้ถามออกมาแบบนี้

“หุหุ…รู้จักดีเลยล่ะ เจอกันแทบตลอด เอาล่ะ เห็นว่าที่นี่เพื่อจะคุยเรื่องธุรกิจใช่ไหม?”

หวางอวี่จุนรีบส่งเอกสารข้อมูลที่จัดเตรียมมาให้ชางหย่าทันที จากนั้นจ้าวเฉียนก็กล่าวขึ้นว่า

“เราต้องการร่วมมือกับบริษัทเมล็ดพืชการาจเป็นคู่ค้าส่งออกและนำเข้า โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ออเดอร์ทั้งหมดของท่าเรือหัว เราต้องการมันมาทั้งหมด”

พอชางหย่าได้ยินแบบนี้ก็ไม่แม้แต่เปิดเอกสารข้อมูลอ่าน เธอตีกลับไปทันทีและกล่าวว่า

“ถ้ามาเพราะเรื่องนี้คงไม่ต้องคุยกันให้เสียเวลา พวกเราไม่เปลี่ยนคู่ค้าง่ายๆ”

หวางอวี่จุนรู้สึกกังวลใจทันทีที่ได้ยิน แต่จ้าวเฉียนอยู่ที่นี่อาสาจัดการเอง ดังนั้นเขาจึงไม่กล้าที่จะเข้าไปแทรกแซงเลย

จ้าวเฉียนยิ้มตอบอย่างใจเย็นว่า

“ผมเข้าใจดีนะครับว่าผู้จัดการชางกำลังหมายความว่ายังไง ไม่มีบริษัทไหนอยากเปลี่ยนคู่ค้าบ่อยๆ อยู่แล้ว แต่ตอนนี้ท่าเรือหัวกำลังประสบปัญหาไม่สามารถเดินเรือได้ อาจทำให้การขนส่งล่าช้าเองได้นะครับ”

ชางหย่าคลี่ยิ้มดูมีสง่าราศียิ่ง เธอตอบไปว่า

“เรื่องนี้มันก็ขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริงด้วย สุดท้ายนี้พวกเราเป็นคู่ค้ากันมานานแล้ว แค่ผิดพลาดกันครั้งสองครั้งมันไม่ใช่เหตุผลร้ายแรงถึงขั้นยกเลิกสัญญาคู่ค้ากันได้ ถึงแม้พวกเราจะต้องการหาบริษัทอื่นเข้ามาแทนที่พวกนั้นก็ตาม เข้าใจที่พูดใช่ไหม? เราต้องเปรียบเทียบจุดแข็งจุดอ่อนและราคาการขนส่งต่อรอบอย่างถี่ถ้วนก่อนถึงจะพิจารณาเลือกคู่ค้ารายใหม่ได้ นี่ยังไม่รวมค่าฉีกสัญญาเก่าอีกนะ ดังนั้นการจะเปลี่ยนคู่ค้ามันไม่ใช่เรื่องที่จะทำวันสองวันเสร็จ”

จะเห็นได้ว่าชางหย่าคนนี้เธอเป็นผู้หญิงมีหลักการและเหตุผลค่อนข้างดี จ้าวเฉียนจึงพยักหน้าและกล่าวต่อว่า

“ข้อมูลดังกล่าวก็อยู่ตรงหน้าผู้จัดการชางแล้วครับ ทำไมถึงไม่ลองอ่านดูก่อนล่ะครับ? ถ้าราคาที่ทำให้ยังไม่พอใจ พวกเรายังสามารถผ่อนปรนได้อีกนะครับ”

จางหยาจ้องตาจ้าวเฉียนอยู่ครู่หนึ่งด้วยความเสน่ห์หาพลางคลี่ยิ้มหวานให้ ก่อนจะพยักหน้าและหยิบเอกสารพวกนั้นขึ้นมาอ่านทันที

50ปีที่แล้ว ท่าเรือเฉียนตงแข็งแกร่งกว่าท่าเรือหัว 50ปีต่อมา พวกเขายังคงแข็งแกร่งกว่าเช่นเดิมไม่แปรเปลี่ยน

ชางหย่าพลิกหน้าเอกสารอ่านข้อมูลพื้นฐานและงบบัญชีของบริษัทท่าเรือเฉียนตงอย่างตั้งใจ ในความเห็นของเธอท่าเรือเฉียนตงดูดีกว่าท่าเรือหัวมากจริงๆ

แถมราคาต้นทุนการขนส่งแต่ละรอบยังมีราคาที่ต่ำกว่าท่าเรือหัวถึง20% นี่ถือเป็นการประหยัดต้นทุนไปได้มหาศาล

ชางหย่ายิ้มพลางปิดแฟ้มเอกสารลง เธอกล่าวขึ้นด้วยความพึงพอใจว่า

“ท่าเรือของคุณดีกว่าพวกท่าเรือหัวทุกด้านจริงๆ แต่ถึงแบบนั้นฉันคงจะแย่งออเดอร์ของพวกนั้นโอนถ่ายให้พวกคุณไม่ได้อยู่ดี แต่ถ้าต้องการร่วมมือกับเราจริงๆ ฉันยังพอหาช่องทางอย่างอื่นได้นะ ออเดอร์ใหญ่ไม่แพ้ของพวกท่าเรือหัวแน่นอน แล้วถ้าไปได้สวย เดี๋ยวฉันจะเพิ่มออเดอร์ให้คุณเองในอนาคต ว่าไง?”

จ้าวเฉียนมาที่นี่เพื่อแย่งลูกค้ารายใหญ่ของท่าเรือหัวโดยเฉพาะ ดังนั้นแล้วจุดประสงค์ของเขาจึงไม่ให้เพียงแค่ต้องการร่วมมือกับบริษัทเมล็ดพืชการาจเท่านั้น จึงไม่สามารถยอมรับข้อเสนอของชางหย่าได้

“ผู้จัดการชางน่าจะเคยได้ยินข้อพิพากระหว่างท่าเรือของผมกับท่าเรือหัวมาบ้างนะครับ มันคงจะดีกว่าถ้าผู้จัดการชางเอาออเดอร์ทั้งหมดของท่าเรือหัวโอนถ่ายมาให้ท่าเรือผม ถ้าได้ผมจะทำราคาให้ต่ำกว่านี้อีกครับ”

ชางหย่ายิ้มและกล่าวถามขึ้นว่า

“คุณจ้าวพกสมุดเช็คมารึเปล่าครับ?”

จ้าวเฉียนพยักหน้าและหยิบสมุดเช็คออกมาวางไว้บนโต๊ะ

ชางหย่ายังคงคลี่ยิ้มหวานให้และกล่าวขึ้นว่า

“หื้ม? จะให้เช็คเปล่ากับฉันเหรอ?”

จ้าวเฉียนย่อมไม่รู้สึกมีความสุขภายในใจเท่าไหร่ แต่เขาก็ไม่ได้เผยแสดงอาการออกมา เขายิ้มและกล่าวว่า

“มีสาวสวยอย่างคุณมาขอเงินแบบนี้ ผมที่เป็นผู้ชายจะให้เช็คเปล่าได้ยังไงครับ?”

“อิอิ…ปากหวานซะจริงนะ ถ้าฉันยังเป็นวัยรุ่น บางทีคงหลงคารมเธอไปแล้ว”

“อายุเป็นแค่ตัวเลขครับ ที่สำคัญ…ผู้จัดการชางยังดูสาวอยู่เลยนะครับ แถมสวยมากเลยด้วย”

จ้าวเฉียนกดสายตาลงมองที่บริเวณหน้าอกหน้าใจของเธอ ซึ่งชางหย่าเองก็ก้มศีรษะเหลือบมองตามเขามองที่หน้าอก ทันทีทันใดใบหน้าของเธอพลันแดงก่ำขึ้นทันที ปริปากสีแดงช่ำยิ้มตอบไปว่า

“นี่กำลังล่วงละเมิดฉันอยู่นะรู้ไหม? ไม่กลัวว่าฉันจะไล่เธอออกไปแล้วดิลล้มเหลวเหรอ?”

“ผมไม่ได้ล่วงละเมิดเลยนะครับ ผมแค่พูดไปตามความจริง ถ้าพบได้รู้จักผู้จัดการชางเร็วกว่านี้ บางทีผมอาจจะขอให้คุณเปลี่ยนมาใช้นามสกุลเดียวกับผมไปแล้ว”

“ฮ่าฮ่า…เธอนี่นะ….”

ในขณะที่ชางหย่ากำลังโน้มตัวเข้ามาใกล้จ้าวเฉียน จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น เธอรีบถอยกลับไปนั่งที่เดิมทันที ปั้นหน้าปั้นตาสงบสติอารมณ์ลงพร้อมกับโฉมผู้สง่างามกลับเข้าร่างอีกครั้ง และพูดเสียงดังขึ้นว่า

“เข้ามา”

พอประตูเปิดออก โจวเหว่ยซูก็เดินเข้ามา

จ้าวเฉียนดีใจอย่างยิ่ง เธอมาได้ถูกที่ถูกเวลาเสมอจริงๆ! ไม่อย่างนั้นบางทีเขาอาจถูกสาวใหญ่คิดล้มครูแล้ว!

จ้าวเฉียนยังคงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างโจวเหว่ยซูกับชางหย่า จึงเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า

“อ้าวคุณโจว! บังเอิญจังนะครับ พวกเราพบกันอีกแล้ว”

โจวเหว่ยซูคลี่ยิ้มอ่อน เดินตรงไปหาชางหย่าและกล่าวขึ้นว่า

“นี่ไม่ใช่เรื่องบังเอิญหรอก ฉันตั้งใจมาที่นี่ก็เพื่อจะดูว่าคุณจะเจรจายังไง? แม่ เขาเป็นเพื่อนหนูเอง ถ้าช่วยได้ก็ช่วยเขาเถอะนะ”

จ้าวเฉียนแกล้งทำเป็นตกใจสุดขีด ลุกขึ้นพรวดรีบกล่าวแทรกขึ้นว่า

“อะไรนะ?! ผู้…ผู้จัดการชางคือแม่ของคุณงั้นเหรอ? ผมกำลังจะทักเลยว่า พวกคุณถึงสวยเหมือนกันเลย”

สองแม่ลูกปิดปากขำกันคิกคักทันที

ที่จ้าวเฉียนพูดไปนั้นไม่ใช่ว่าจะอวยกัน แต่ทั้งหมดล้วนเป็นความจริง ทั้งดวงตาคู่หวานและคิ้วทรงคันธนูสวยนั้น พวกเธอทั้งคู่ดูเหมือนกันมากจริงๆ

หลังจากที่ชางหย่าหัวเราะคิกคักเสร็จ เธอก็เริ่มปั้นหน้าจริงจังขึ้นอีกครั้งและกล่าวว่า

“ไม่ได้นะลูก ธุรกิจคือธุรกิจ เรื่องส่วนตัวก็เรื่องส่วนตัว ลูกห้ามเอามาปนกันเด็ดขาด”

แต่โจวเหว่ยซูไม่คิดอย่างนั้น และโต้กลับไปทันทีว่า

“ไม่มีผู้จัดการคนไหนไม่ใช่อำนาจเพื่อการส่วนตัวหรอกแม่ แล้วแม่น่าจะรู้ดีนะว่าตำแหน่งที่แม่ทำอยู่คือตำแหน่งที่กอบโกยผลประโยชน์ได้มากที่สุด ถ้าแม่มีความกล้ากว่านี้หน่อย ปานนี้คงรวยล้นฟ้าแล้ว! ไม่เห็นต้องเที่ยงตรงอะไรขนาดนั้นเลย”

ใช้ตำแหน่งหน้าที่เพื่อแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัว นื่คือสัจธรรมแท้จริงของมนุษย์โดยไม่สามารถปฏิเสธได้ แต่สำหรับบางคนกลับคิดแตกต่างออกไป ตัวอย่างก็เช่นแม่ของโจวเหว่ยซู

ชางหย่าเธอเป็นคนค่อนข้างมีคุณธรรมในระดับหนึ่ง และไม่กล้าทำเรื่องพวกนี้จริงๆ ส่วนหนึ่งก็รู้สึกผิดและอีกส่วนก็กลัวติดคุก

จ้าวเฉียนได้การกล่าวตามน้ำขึ้นทันทีว่า

“ถ้าอย่างนั้น ผมขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงอาหารมื้อเที่ยงพวกคุณทั้งสองได้ไหมครับ? พวกเราจะคุยแค่เรื่องส่วนตัวเท่านั้น ไม่เอาเรื่องธุรกิจมาปะปน ดีไหมครับ?”

โจวเหว่ยซูย่อมเต็มใจโดยธรรมชาติ แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับทัศนคติความเห็นของชางหย่าด้วยเช่นกัน

ชางหย่าเห็นว่าลูกสาวของเธอดูสนใจในตัวจ้าวเฉียนไม่น้อย

และอีกอย่างเธอเองก็ค่อนข้างถูกใจจ้าวเฉียน แถมเขายังเป็นนายใหญ่ผู้อยู่เบื้องหลังบริษัทท่าเรือเฉียนตงอีก

คงจะเป็นเรื่องดีถ้าทั้งสองลงเอยด้วยกันจริงๆ

ชางหย่าพยักหน้าตอบตกลงตามคำเชิญจองจ้าวเฉียนทันที

จ้าวเฉียนกล่าวตอบทันทีอย่างมีความสุขว่า

“ดีเลยครับ ถ้าอย่างนั้นผมขอตัวไปเคลียร์ธุระส่วนตัวก่อน เจอกันตอนเที่ยงนะครับ ผมจะรออยู่ที่โรงแรมหยานจิ้ง”

ชางหย่าและโจวเหว่ยซูต่างพยักหน้ายิ้มหวานตอบ

จากนั้นจ้าวเฉียนกับหวังอวี่จุนก็ขอตัวและจากออกไปทันที

พอไม่มีคนนอกเข้ามาข้องเกี่ยว สองแม่ลูกก็สามารถเปิดใจพูดกันตามตรงได้

ชางหย่าถามไปตามตรงเลยว่า ความสัมพันธ์ระหว่างโจวเหว่ยซูกับจ้าวเฉียนมันเป็นยังไงกันแน่

โจวเหว่ยซูไม่กล้าบอกความจริงไป เธอจึงโกหกไปว่า

“ไม่มีอะไรหรอกแม่ เขาเป็นเพื่อนเก่าสมัยเรียนเฉยๆ”

ในฐานะผู้เป็นแม่ย่อมรู้จักลูกสาวตัวเองเป็นอย่างดี

พอชางหย่าเห็นว่าลูกสาวตัวเองโกหก เธอก็มั่นใจได้ทันที ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองคนนี้ไม่ธรรมดาแน่นอน ดูเหมือนว่าเธอจำต้องออกไปลองทานมื้อเที่ยงกับอีกฝ่ายดู

ในเวลาเดียวกัน เสียงโวยวายก็ดังลั่นจากนอกห้อง

เมื่อได้ยินสุ้มเสียงดังกล่าว สีหน้าของสองแม่ลูกก็ดูไม่ดีเท่าที่ควร เพราะพวกเธอสามารถคาดเดาได้ทันทีว่าคนที่กำลังมาหาไม่ใช่ใครอื่นนอกจาก เมียหลวงของโจวเจียงเฉินที่กำลังมาหาเรื่องพวกเธออีกแล้ว

ไม่กี่วินาทีถัดมา ประตูห้องทำงานของชางหย่าก็ถูกเปิดดังปัง

หวังอาเหม่ย เมียหลวงของโจวเจียงเฉินเดินเข้ามาพร้อมกับโจวเหว่ยเฉินลูกชายของเธอ

หวังอาเหม่ยตะโกนลั่นทันทีทันใด

“ไม่ชู้กับลูกชู้มันอยู่นี่เอง! นังแพศยา อายุขนาดนี้ยังแต่งตัวสวยไปทำไม? ไม่อายคนอื่นเลยรึไง? อ่อ…หรือว่าแกคิดจะร่านใส่ชายหนุ่มพวกนั้นที่เพิ่งเดินออกไปใช่ไหม? ทำไมหน้าด้านแบบนี้ล่ะ? ไปแย่งผัวชาวบ้านมายังไม่พอ จะเอาเพิ่มงั้นเหรอ? บริษัทของพวกเราดูสกปรกขึ้นเยอะ หลังจากที่พวกแกสองแม่ลูกเข้ามาเหยียบย้ำ! ฉันอยากรู้จริงๆว่าพวกแกจะหน้าด้านหน้าทนแบบนี้ไปถึงเมื่อไหร่!”

ชางหย่าถือว่าเป็นคนมาทีหลัง จึงรู้สึกละอายใจอย่างมากทุกครั้งที่โดนด่าแบบนี้ และเธอไม่กล้าทำอะไรหวังอาเหม่ยเลยสักครั้ง

แต่โจวเหว่ยซูกลับไม่คิดแบบนั้น เธอทนไม่ได้หรอกที่ต้องให้คนอื่นมายืนด่าแม่ตัวเองแบบนี้

“หุบปากของแกไป! ถ้ายังกล้าเห่าใส่แม่ฉันอีก ฉันจะฉีกปากแก!”

โจวเหว่ยเฉินพุ่งออกมาข้างหน้าทันที ชี้นิ้วไปที่โจวเหว่ยซูโดยไม่พูดพล่ำทำเพลง เขาตวาดด่าขึ้นว่า

“มึงนั้นแหละหุบปาก! กล้าขึ้นเสียงกับแม่ของกูเหรอ! สันดานพวกมึงสองแม่ลูกก็ไม่ต่างกันหรอก! กูรู้ว่าพวกมึงเข้ามาทำงานที่นี่เพราะต้องการอะไร คิดจะหุบสมบัติของพ่อกูไว้คนเดียวใช่ไหม! อย่าคิดกูไม่รู้ ไอ้พวกหน้าด้าน!”

โจวเหว่ยซูตอนนี้โกรธจริงๆแล้ว เธอตรงเข้าไปผ่ายมือขึ้นตบหน้าโจวเหว่ยเฉินสุดแรงเกิด

ทว่าโจวเหว่ยเฉินก็ไม่ใช่พวกคุณชายอ่อนแอดีแต่ปาก เขาคว้าข้อมือของเธอไว้ได้ทันและกระชับกำปั้นขวาซัดเข้าไปที่ท้องน้อยเธออย่างจัง

ทันใดนั้นสุ้มเสียงของโจวเจียงเฉินก็ดังขึ้น

“หยุด! ฉันเห็นหมดแล้ว!”

โจวเหว่ยเฉิน ลูกชายคนโตผู้นี้หวาดกลัวโจวเจียงเฉินมากที่สุดแล้ว

ซึ่งโจวเจียงเฉินเองก็เป็นคนฉลาดมาก เขาเป็นคนดูแลเงินทั้งหมดในบ้าน

ตราบใดที่เงินอยู่ในมือของเขา ทั้งภรรยาและลูกชายของเขาย่อมต้องเชื่อฟังแต่โดยดี และไม่กล้าต่อปากต่อคำเถียงเขา

โจวเหว่ยเฉินรีบปล่อยมือโจวเหว่ยซู และวิ่งไปขอโทษพ่อทันที

“พ่ออย่าโกรธผมเลยนะ ทั้งหมดเป็นเพราะนังนี่จะตบหน้าผมก่อน ผมเลยจำเป็นต้องป้องกันตัว”

โจวเจียงเฉินกรนเสียงเย็น ตำหนิลูกชายตัวเองไปว่า

“แล้วเธอจะตบหน้าแกเพราะอะไรล่ะ? ถ้าไม่ใช่เพราะคำพูดคำจาหมาๆของแก! ไม่ต้องกังวลหรอกว่าพวกเขาจะหลอกเอาสมบัติอะไร พวกเธอสองแม่ลูกอุทิศตัวทำงานให้บริษัทเราอย่างเที่ยงตรง ไม่ใช่เหมือนแกกับแม่ของแกที่วันๆเองแต่สร้างปัญหา! รีบขอโทษพวกเธอทั้งสองซะ!”

ถึงโจวเจียงเฉินจะกล่าวแบบนั้นออกไปก็จริง แต่เขาก็ไม่กล้ายอมรับว่าโจวเหว่ยซูเป็นลูกสาวได้อย่างเต็มปาก เพราะกล่าวว่าเรื่องนี้จะโดนตกเป็นเป้าของสื่อ

ส่วนพวกคนในบริษัทก็เมิ่นเฉยไปกับเรื่องอะไรพวกนี้ไปแล้ว เพราะพวกเขารู้ว่านี่เป็นศึกระหว่างเมียน้อยกับเมียหลวง จะมีใครกล้าดีเข้าใจยุ่ง?

โจวเหว่ยเฉินสุภาพช่วงนี้ไม่ค่อยจะดี พอโมโหขึ้นแบบนี้ยิ่งทำให้อากาศทรุกลงเหมือนแมวป่วย

“ป้าชาง ผมขอโทษ คุณโจว…ขอโทษ”

และต่อหน้าโจวเจียงเฉินแบบนี้ ชางหย่ามักจะทำตัวเป็นคุณแม่ผู้มากน้ำใจและใจกว้าง เธอจะพยายามทำตัวให้เกียรติทุกคนเสมอ

เพราะเธอเป็นแบบนี้มาโดยตลอด จึงทำให้กุมหัวใจของโจวเจียงเฉินได้อยู่หมัด

แผนการของชางหย่าซ่อนคมไว้เกินหยั่งลึก เธอตระหนักดีว่าตราบใดที่เธอสามารถชนะใจของโจวเจียงเฉินได้ ก็ไม่จำเป็นต้องกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของเธอและลูกสาวของเธอเลย เนื่องด้วยหวังอาเหม่ยไม่มีเงินติดตัวมากมายอะไร เธอมาที่นี่ก็ทำได้แค่โวยวาย ด่าชางหย่าอยู่คำสองคำ และไม่มีพิศสงอะไรไปมากกว่านั้น

ในกรณีที่โจวเจียงเฉินเกิดโมโหขึ้นมา จะกลับกลายมาเป็นเธอกับลูกชายเสียเองที่โดนตำหนิ

ท้ายที่สุดนี้แม้ว่าโจวเจียงเฉินจะตายไป และทั้งสองจะไม่ได้สืบทอดสมบัติทั้งหมด แต่สิ่งที่ชางหย่ากับโจวเหว่ยซูได้ไปคือความรู้ ความสามารถและประสบการณ์ ซึ่งนี้สามารถนำไปต่อยอดได้หลังจากที่เหลือกันสองคน ถ้าโชคดีอาจจะได้เงินติดตัวไว้ไปตั้งหลัก ไม่จำเป็นต้องไปแก่งแย่งสมบัติที่เหลือทิ้งไว้ให้วุ่นวายชีวิต

ดังนั้นแล้วในเวลานี้ ชางหย่าจึงต้องเอาใจทำดีในสายตาของโจวเจียงเฉินให้มากเข้าไว้ เผื่อจะส้มล่นได้สมบัติเล็กๆน้อยๆติดตัวก่อนจากไป

โจวเจียงเฉินเหลือบมองไปที่หวังอาเหม่ยกด้วยสีหน้ามืดมนยิ่ง และกล่าวว่า

“ชอบสร้างปัญหานักใช่ไหม? จำไว้ซะถ้ายังทำตัวแบบนี้ต่อไป ในอนาคตพวกแกสองแม่ลูกจะไม่ได้เงินจากฉันเลยสักสตางค์เดียว! หัดรู้จักปรับปรุงตัวเข้ากันกับพวกเธอได้แล้ว! ตอนนี้ก็มีชีวิตสุขสบายกันดี ทำไมถึงต้องแกว่งเท้าหาเสี้ยนเล่นด้วยจริงไหม?”

หวังอาเหม่ยพ่นลมหายใจเย็นใส่เฮือกใหญ่ และหันหลังเดินจากออกไปโดยตรง

โจวเหว่ยเฉินไม่กล้าอยู่ที่นี่ต่อไปแล้วเช่นกัน จึงรีบกล่าวกับพ่อเสียงออดเสียงอ่อนอย่างรวดเร็วว่า

“พ่อ ผมจะไม่สร้างปัญหาอีกแล้ว”

โจวเจียงเฉินกล่าวตอบไปว่า

“แกรีบเรียนให้มันจบๆสักที แล้วพ่อจะพาแกเข้ามาทำงานที่นี่ ไม่ใช่วันๆเอาแต่เที่ยวเล่น เข้าใจไหม!”

โจวเหว่ยซูรีบเร่งพนักหน้าตอบกลับไปว่า

“ครับพ่อ ผมเข้าใจ ผมจะไม่สร้างปัญหาให้ป้าชางอีกแล้วในอนคต แล้วจะพยายามไม่ให้แม่มาหาเรื่องคุณป้าด้วย”

โจวเจียงเฉินพยักหน้าด้วยความพึงพอใจและกล่าวต่อว่า

“ดีมากลูกรัก ตั้งใจเรียนให้หนัก ตำแหน่งของพ่อยังต้องรอส่งต่อให้ลูก อย่าทำให้ผิดหวัง”

โจวเหว่ยเฉินพยักหน้าด้วยความหนักแน่น กลับมามีเรี่ยวแรงอีกครั้ง แล้วรีบหันหลังกลับวิ่งตามแม่ออกไปทันที

ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ปี ผลสุดท้ายเรื่องราวมักจะจบอีหรอบนี้เสมอ

เพราะต้องบอกเลยว่า การที่หวังอาเหม่ยมี‘ลูกชาย’ให้กับตระกูลโจวถือเป็นเรื่องโชคดีจริงๆ

ตอนที่300 แรกพบเข้าโรงแรม

เมื่อเห็นจ้าวเฉียนกดวางสายไป โจวเหว่ยซูก็เร่งเอ่ยถามทันทีว่า

“เป็นยังไงบ้าง? เธอยอมตกลงไหม?”

จ้าวเฉียนไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนของเขา จึงปิดปากเรียบครุ่นคิดอยู่สักใหญ่เพื่อหาข้ออ้างไม่อยากให้โจวเหว่ยซูซักถามถึงเรื่องของเขากับอู่ซินเยอะเกินจำเป็น

เมื่อเห็นจ้าวเฉียนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา โจวเหว่ยซูก็เริ่มปั้นสีหน้ากังวลและรีบถามกลับไปทันทีว่า

“เกิดอะไรขึ้น? เธอไม่ว่างเหรอ?”

จ้าวเฉียนอธิบายตอบไปว่า

“เปล่า แค่เธอไปกินข้าวกับคุณไม่ได้ เพราะติดถ่ายตอนช่วงกลางดึก แต่ถ้าไปเจอหน้าทักทายกันน่ะไม่มีปัญหา”

ตราบเท่าที่ได้พบเจอไอดอลที่ตัวเองคลั่งใคล้แค่ได้คุยกันสักประโยคก็ฟินจิกหมอนแล้ว แต่นี่ถึงขนาดได้พูดคุยถ่ายรูปและขอลายเซ็น แม้จะไม่ได้ทานข้าวด้วยกันนี่ก็ดีเกินจินตนาการแล้ว

โจวเหว่ยซูยิ้มตอบทันทีว่า

“ไม่เป็นไรเลย เดี๋ยวฉันจะไปหาเธอด้วยตัวเอง แล้วฉันต้องไปกองถ่ายที่ไหน?”

จ้าวเฉียนตอบกลับไปว่า

“คุณไปเจอได้เลยที่สนามรถแข่งหวานจิ้ง บอกไปว่าเป็นเพื่อนของจ้าวเฉียน แม้ฉันจะเป็นเจ้านายเธอก็จริง แต่ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ทำให้กองถ่ายล่าช้าได้เพราะเรื่องแค่นี้หรอกนะ ดังนั้นรีบเจอรีบกลับ อย่าให้การถ่ายทำเกิดปัญหาเด็ดขาด เข้าใจไหมครับ?”

ขอเพียงได้เห็นอู่ซินตัวจริงเสียงจริง ไม่ว่าอะไรก็ต้องยอม โจวเหว่ยซูเร่งพยักหน้าและเอ่ยปากสัญญาทันที เธอรีบโบกมือลาจ้าวเฉียนและวิ่งไปยังห้องล็อกเกอร์ผู้หญิง เปลี่ยนเสื้อผ้าและขึ้นรถเหยียบคันเร่งบึ่งไปยังสนามรถแข่งในทันใด

จ้าวเฉียนคลี่ยิ้มบางเดินหันหลังกลับไปออกกำลังกายต่อ

ประมาณครึ่งชั่วโมงถัดมา โจวเหว่ยซูก็กลับมาที่ฟิตเนสอีกครั้งพร้อมสีหน้ามีความสุขเกินพรรณนา

นี่เป็นเวลาเกือบจะสามทุ่มแล้ว และฟิตเนสก็ใกล้ถึงเวลาปิด ดังนั้นเธอจึงไม่ได้กลับไปเปลี่ยนชุดออกกำลังกายต่อ แต่เดินไปหาจ้าวเฉียนที่ลู่วิ่งโดยตรง

“อิอิ…ขอบคุณมากเลยนะคะคุณจ้าว เพื่อแสดงความขอบคุณ ฉันขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงมื้อค่ำนะคะ หวังว่าคืนนี้…คุณจ้าวนะว่าง”

โจวเหว่ยซูรีบเชิญชวนจ้าวเฉียนไปทานข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข

จ้าวเฉียนใช้ความพยายามอย่างมากว่าจะเข้าใกล้และตีสนิทกับเธอขนาดนี้ แล้วมีหรือที่จะปฏิเสธ?

อย่างไรก็ตามแต่ จะล่อแมวน้อยต้องมีลูกเล่นถ้าม่อสาวสวยต้องมีลูกล่อลูกชน

จ้าวเฉียนปั้นหน้าเศร้าเล็กน้อย พยายามอ้างไปว่าไม่สะดวกไป

โจวเหว่ยซูรีบเกลื้ยกล่อมออดอ้อนทันที

“โถ่ว…คุณจ้าวนี่ก็ดึกแล้ว ควรหาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองบ้างนะคะ นี่ฉันจริงจังมากเลยนะ อยากเลี้ยงมื้อค่ำคุณจริงๆ แทนคำขอบคุณ ฝ่ายหญิงอุตส่าห์ออกหน้าชวนก่อนเลยนะคะ…ปฏิเสธกันลงคอเหรอ?”

จ้าวเฉียนแสร้งปั้นหน้าลังเลอยู่สักครู่ ก่อนจะตอบกลับไปว่า

“ก็ได้ครับ ปกติผมชอบเคลียร์งานให้เสร็จภายในวันนั้นๆ แต่ค่อยยกยอดไปทำต่อพรุ่งนี้แล้วกัน ถ้าอย่างงั้นคืนนี้พวกเราไปทานดินเนอร์กันนะครับคุณโจว”

“ดีแล้วค่ะ งั้นไปกันเถอะ”

หลังจากโจวเหว่ยซูกล่าวตบ เธอก็นั่งรอจ้าวเฉียนเปลี่ยนเสื้อผ้าและรีบออกไปทันที

ทั้งสองเพิ่งพบกันครั้งนี้เป็นคราแรก จ้าวเฉียนไม่มีทางเข้าเรื่องธุรกิจแน่นอน อนึ่งก็เพื่อป้องกันไม่ให้เธอเกิดความสงสัย

ตลอดมื้ออาหาร ทั้งสองยกหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องอู่ซินและดาราดังคนอื่นๆ อย่างสนุกสนาน

กล่าวกันตามตรง โจวเหว่ยซูเป็นสาวสวยที่ดีมีเสน่ห์มากคนหนึ่ง ถ้ามีคนเข้ามาสนับสนุนเธออย่างจริงๆ จังๆ เธอสามารถกลายมาเป็นดาราดังได้เลย

และสิ่งที่สำคัญที่สุดของบริษัทเฉียนเก๋อคือ การเฟ้นหาดาวรุ่งที่มีศักยภาพเพียงพอมาปั้นให้เป็นดาวเด่น บางทีดาราดาวรุ่งคนต่อไปถัดจากอู่ซินอาจจะเป็นเธอคนนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้?

ดังนั้นจ้าวเฉียนจึงเอ่ยถามขึ้นว่า

“คุณโจว อย่างที่ผมพูดไปตอนแรก สนใจจะเป็นดาราไหมครับ?”

เมื่อห้าปีที่แล้ว ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโจวเหว่ยซูคือการเป็นดารา

แต่เธอไม่มีใครสนับสนุนเธอเลย แถมเกรดการเรียนก็ไม่ดี พรสวรรค์ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย เธอจึงไม่สามารถสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ได้

ต่อมา โจวเจียงเฉินพ่อของเธอ ก็หมายมั่นปั้นมือให้เธอเข้ารับสืบทอดบริหารบริษัทเมล็ดพืชการาจต่อ จึงส่งเธอไปเรียนเศรษฐศาสตร์ นั้นทำให้เธอค่อยๆ ลืมเลือนความฝันอันยิ่งใหญ่นั้นไป

เมื่อจ้าวเฉียนเอ่ยถามขึ้นมาแบบนี้ มันก็เป็นดั่งตัวจุดประกายไฟภายในใจของเธออีกครั้ง

อย่าว่าแต่คนมีพรสวรรค์น้อยอย่างเธอเลย แม้แต่คนธรรมดาก็สามารถพัฒนากลายเป็นดารามากความสามารถได้ ถ้าเจ้าของค่ายสังกัดชื่นชอบในตัวเธอ และชายที่นั่งอยู่ต่อหน้าโจวเหว่ยซูในขณะนี้ก็เป็นถึงเจ้าของเฉียนเก๋อ ค่ายที่ดาราที่เธอชื่นชอบสังกัดอยู่!

โจวเหว่ยซูกล่าวตอบทันทีว่า

“คงจะเป็นเรื่องดีมากถ้าฉันได้เป็นดารา ใครบ้างไม่อยากเป็นดาราล่ะ? แต่ฉันไม่เคยลงเรียนการแสดงมาก่อนเลย ตลอดชีวิตที่ผ่านมามีแต่ต้องดูแลธุรกิจของพ่อ ไม่รู้สิ…บางทีฉันก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ การจะเป็นดาราได้ต้องสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน แต่ฉันไม่ใช่แบบนั้น”

คำพูดของโจวเหว่ยซูดูค่อนข้างจริงจัง ไม่ว่าเธอจะพูดสิ่งนี้ออกมาจากใจจริงหรือต้องการให้จ้าวเฉียนเห็นใจก็ตาม แต่มันไม่ใช่คำพูดที่คนธรรมดาทั่วไปที่นึกจะพูดก็พูดออกมาได้ คล้ายว่าต้องเป็นคนที่ผ่านโลกมาแล้วในระดับนึง

ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อคำสั่งออเดอร์ของบริษัทเมล็ดพืชการาจแล้ว จ้าวเฉียนจะต้องเกลี้ยกล่อมให้เธอลอง

จ้าวเฉียนกล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“เมื่อก่อนผมก็เคยคิดแบบนั้นนะ เฉพาะคนที่สมบูรณ์แบบเท่านั้นถึงจะสามารถเป็นดาราได้ แต่พอมาเปิดบริษัทเกี่ยวกับแวดวงบันเทิงดูจริงๆ มันกลับไม่ใช่แบบนั้นเลย ตราบเท่าที่คนที่จะปั้นไม่ขี้เกียจหรือปิดกั้นตัวเองเกินไป ต่อให้เป็นคนธรรมดาไม่มีพรสวรรค์อะไรโดดเด่นก็สามารถกลายมาเป็นดาราได้ ขอเพียงบริษัทมีเม็ดเงินสนับสนุนมากเพียงพอ แม้นี่อาจจะดูโหดร้ายไปบ้าง แต่มันเป็นความจริง บางคนไม่มีอะไรเลยแต่ทำไมถึงกลายมาเป็นดาราขึ้นแท่นอันดับหนึ่งได้? แล้วทำไมบางคนมากพรสวรรค์แต่ได้เล่นแต่บทตัวประกอบ? พอจะเข้าใจที่กล่าวไปนะครับ? ซึ่งในกรณีของคุณ โอกาสมันอยู่ตรงหน้าแล้ว ทำไมถึงไม่ลองสักตั้งล่ะครับ?”

เปลวไฟแห่งความฝันของโจวเหว่ยซูถูกจุดขึ้นอีกครั้งโดยคำพูดกระตุ้นของจ้าวเฉียน

ก็จริง…โอกาสอยู่ตรงหน้าแล้วทั้งที ทำไมฉันถึงไม่ลองดูล่ะ?

แม้ว่าสุดท้ายอย่างกรณีเลวร้ายที่สุดเธออาจไปไม่ถึงฝัน แต่อย่างมากก็แค่เสียเวลาเล่นไปสองสามปีเท่านั้น ในทางตรงข้าม…แล้วถ้าทำสำเร็จล่ะ?

ถ้าเธอทำได้สำเร็จ…สิ่งนี้จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล?

โจวเหว่ยซูพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มและกล่าวว่า

“เข้าใจแล้วค่ะ! ฉันขะลองทำตามความฝันดูสักครั้ง! แล้วฉันควรทำยังไงบ้าง? เริ่มจากอะไรก่อน?”

เรื่องเส้นทางบันเทิงต่อจากนี้ของโจวเหว่ยซู จ้าวเฉียนคงต้องยกหน้าที่ให้หยวนมี่ไปจัดการวางแผนต่อว่า จะปั้นเธออย่างไรให้ดัง? ส่วนคำถามที่ว่า ควรทำยังไงบ้าง เริ่มจากอะไรก่อน เขาคงต้องตอบตามความรู้ที่มีไปก่อนว่า

“สิ่งแรกเลยนะ ก่อนจะพูดหรือทำอะไรต้องคิดให้ดี เพราะทุกอากัปกิริยาหลังจากนี้ทุกคนจะเริ่มจับจ้องมาที่ตัวคุณ หากเคยมีประวัติไม่ดีในอดีต ต้องหาข้อแก้ตัวเตรียมไว้เผื่อนักข่าวขุดขึ้นมาถามเป็นประเด็น แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลมากขนาดนั้น เพราะทางเราจะส่งคนไปลบประวัติเสียพวกนั้น เรามีทีมงานมืออาชีพคอยรับมือกับเรื่องพวกนี้ไว้แล้ว แค่อย่าหามาเพิ่มก็แล้วกัน”

โจวเหว่ยซูพยักหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ เธอชูแก้วไวน์ขึ้นและกล่าวว่า

“มาเถอะคุณจ้าว ให้เกียรติชนแก้วกันสักครั้ง ถ้าในวันใดวันหนึ่งฉันโด่งดังขึ้นมาแล้ว ฉันจะไม่มีวันลืมผู้มีพระคุณอย่างคุณจ้าวแน่นอน ขอบคุณสำหรับโอกาสที่มอบให้ในวันนี้มากค่ะ”

จ้าวเฉียนระเบิดหัวเราะขึ้นและหยิบแก้วขึ้นชนกับเธอ ทั้งสองกินดื่มกันต่ออย่างมีความสุข

โจวเหว่ยซูในตอนนี้มีความสุขอย่างมากจนดื่มไปแก้วแล้วแก้วเล่าโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นานจ้าวเฉียนก็เริ่มรู้สึกเมาเล็กน้อย แต่เธอก็ยังชนแก้วกับเขาไม่หยุด

จ้าวเฉียนรีบโบกมือปฏิเสธไปทันทีพอเห็นว่าเธอจะมาชนแก้วอีกแล้ว

“คุณโจว ผมว่าคุณดื่มเยอะเกินไปแล้วนะครับ ถ้าชนแก้วกันต่อมีหวังพวกเราขับรถกลับบ้านกันไม่ไหวนะครับ”

แต่ใครจะไปรู้ว่าตอนที่โจวเหว่ยซูเมาแล้วจะน่ากลัวแบบนี้ เธอแสยะยิ้มแปลกๆ กล่าวว่า

“ถ้ากลับไม่ได้…ก็ไม่ต้องกลับ! สั่งมาจนกว่าจะพอใจได้เลยค่ะ เดี๋ยวฉันจ่ายเอง… แถวๆ นี้มีโรงแรมอยู่ใกล้ๆ ดังนั้นไม่เมาไม่กลับ! ดื่มเถอะเร็วเข้า ดื่ม ดื่ม…”

ทันทีที่พูดจบโจวเหว่ยซูก็ตะโกนเรียกบริกรสั่งไวน์แดงเพิ่มอีกสองขวด พลางชักชวนให้จ้าวเฉียนดื่มต่อไป

ทั้งสองแทบไหลตกเก้าอี้หลังจากกระดกแก้วสุดท้ายหมด ต่างฝ่ายต่างประคองกันเดินโยกเยกพยายามหาทางกลับหลังเช็คบิลเสร็จ

พอเดินออกมาจากร้านอาหารได้สำเร็จ จ้าวเฉี่ยนก็หยิบมือถือออกมาจะโทรหาคนขับรถให้มารับ แต่ทันใดนั้นโจวเหว่ยซูก็ชิงคว้ามือถือจากมือเขาไป และกล่าวทั้งๆ ที่เมาว่า

“โทรหา…คน…คนขับทามมาย… มาเร็ว มา…ตามฉันมา…เดี๋ยวฉันพาคุณไปหาที่พักผ่อนนน…”

คล้อยหลังกล่าวจบ โจวเหว่ยซูก็กระชากแขนจ้าวเฉียนออกไป

ไม่นานทั้งสองก็มาถึงโรงแรม โจวเหว่ยซูเงยหน้าขึ้นมองจ้าวเฉียน ยิ้มกล่าวขึ้นว่า

“เข้าไปนอนกันเถอะ ไปนอนกาน… ฉันขอพูดตามตรงเลยนะ…คุณหล่อมากเลย อย่าว่าแต่ผู้หญิงจะตกหลุมรักเลย แม้แต่ผู้ชายด้วยกันยังตกหลุมรักด้วยซ้ำ ฮ่าฮ่า…”

จ้าวเฉียนได้ยินแบบนั้นก็พูดไม่ออกเช่นกัน ดูเหมือนว่าเวลาเธอเมาจะไม่เบาเลยจริงๆ

ด้วยนิสัยของจ้าวเฉียนแล้ว เขาไม่มีทางพาสาวที่เพิ่งพบกันครั้งแรกเข้าโรงแรมแน่นอน แม้เธอจะสวยหรือเซ็กซี่แค่ไหนก็ตาม

แต่สภาพของเขาในตอนนี้มันเมาเกินควบคุม แค่จะเดินให้ตรงยังยากแล้ว ทางแก้ไขเดียวที่เขานึกออกคือการเปิดห้องโรงแรมและนอนจนกว่าจะส่างเมา

ทั้งสองกอดคอเดินเข้าโรงแรมไปด้วยกัน

ทันทีที่เข้ามาในห้องพัก จ้าวเฉียนก็รีบเดินเข้าไปในห้องน้ำและรูดซิบยิงกระต่ายชุดใหญ่

แต่เป็นเพราะตอนนี้เขาขาดสติเนื่องจากเมาหนักจึงลืมปิดประตูห้องน้ำ และทันใดนั้นโจวเหว่ยซูก็เดินตรงเข้ามา!

“คูณจ้าวว…อยากให้ฉันช่วยอะไรไหม?”

โจวเหว่ยซูเข้าจู่โจมในทันใด โดยการโผเข้าสวมกอดจ้าวเฉียนจากด้านหลัง กล่าวทั้งที่ใบหน้าแดงก่ำ

ตอนที่300 แรกพบเข้าโรงแรม

เมื่อเห็นจ้าวเฉียนกดวางสายไป โจวเหว่ยซูก็เร่งเอ่ยถามทันทีว่า

“เป็นยังไงบ้าง? เธอยอมตกลงไหม?”

จ้าวเฉียนไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนของเขา จึงปิดปากเรียบครุ่นคิดอยู่สักใหญ่เพื่อหาข้ออ้างไม่อยากให้โจวเหว่ยซูซักถามถึงเรื่องของเขากับอู่ซินเยอะเกินจำเป็น

เมื่อเห็นจ้าวเฉียนนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา โจวเหว่ยซูก็เริ่มปั้นสีหน้ากังวลและรีบถามกลับไปทันทีว่า

“เกิดอะไรขึ้น? เธอไม่ว่างเหรอ?”

จ้าวเฉียนอธิบายตอบไปว่า

“เปล่า แค่เธอไปกินข้าวกับคุณไม่ได้ เพราะติดถ่ายตอนช่วงกลางดึก แต่ถ้าไปเจอหน้าทักทายกันน่ะไม่มีปัญหา”

ตราบเท่าที่ได้พบเจอไอดอลที่ตัวเองคลั่งใคล้แค่ได้คุยกันสักประโยคก็ฟินจิกหมอนแล้ว แต่นี่ถึงขนาดได้พูดคุยถ่ายรูปและขอลายเซ็น แม้จะไม่ได้ทานข้าวด้วยกันนี่ก็ดีเกินจินตนาการแล้ว

โจวเหว่ยซูยิ้มตอบทันทีว่า

“ไม่เป็นไรเลย เดี๋ยวฉันจะไปหาเธอด้วยตัวเอง แล้วฉันต้องไปกองถ่ายที่ไหน?”

จ้าวเฉียนตอบกลับไปว่า

“คุณไปเจอได้เลยที่สนามรถแข่งหวานจิ้ง บอกไปว่าเป็นเพื่อนของจ้าวเฉียน แม้ฉันจะเป็นเจ้านายเธอก็จริง แต่ฉันก็ไม่มีสิทธิ์ทำให้กองถ่ายล่าช้าได้เพราะเรื่องแค่นี้หรอกนะ ดังนั้นรีบเจอรีบกลับ อย่าให้การถ่ายทำเกิดปัญหาเด็ดขาด เข้าใจไหมครับ?”

ขอเพียงได้เห็นอู่ซินตัวจริงเสียงจริง ไม่ว่าอะไรก็ต้องยอม โจวเหว่ยซูเร่งพยักหน้าและเอ่ยปากสัญญาทันที เธอรีบโบกมือลาจ้าวเฉียนและวิ่งไปยังห้องล็อกเกอร์ผู้หญิง เปลี่ยนเสื้อผ้าและขึ้นรถเหยียบคันเร่งบึ่งไปยังสนามรถแข่งในทันใด

จ้าวเฉียนคลี่ยิ้มบางเดินหันหลังกลับไปออกกำลังกายต่อ

ประมาณครึ่งชั่วโมงถัดมา โจวเหว่ยซูก็กลับมาที่ฟิตเนสอีกครั้งพร้อมสีหน้ามีความสุขเกินพรรณนา

นี่เป็นเวลาเกือบจะสามทุ่มแล้ว และฟิตเนสก็ใกล้ถึงเวลาปิด ดังนั้นเธอจึงไม่ได้กลับไปเปลี่ยนชุดออกกำลังกายต่อ แต่เดินไปหาจ้าวเฉียนที่ลู่วิ่งโดยตรง

“อิอิ…ขอบคุณมากเลยนะคะคุณจ้าว เพื่อแสดงความขอบคุณ ฉันขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงมื้อค่ำนะคะ หวังว่าคืนนี้…คุณจ้าวนะว่าง”

โจวเหว่ยซูรีบเชิญชวนจ้าวเฉียนไปทานข้าวด้วยกันอย่างมีความสุข

จ้าวเฉียนใช้ความพยายามอย่างมากว่าจะเข้าใกล้และตีสนิทกับเธอขนาดนี้ แล้วมีหรือที่จะปฏิเสธ?

อย่างไรก็ตามแต่ จะล่อแมวน้อยต้องมีลูกเล่นถ้าม่อสาวสวยต้องมีลูกล่อลูกชน

จ้าวเฉียนปั้นหน้าเศร้าเล็กน้อย พยายามอ้างไปว่าไม่สะดวกไป

โจวเหว่ยซูรีบเกลื้ยกล่อมออดอ้อนทันที

“โถ่ว…คุณจ้าวนี่ก็ดึกแล้ว ควรหาเวลาพักผ่อนให้ตัวเองบ้างนะคะ นี่ฉันจริงจังมากเลยนะ อยากเลี้ยงมื้อค่ำคุณจริงๆ แทนคำขอบคุณ ฝ่ายหญิงอุตส่าห์ออกหน้าชวนก่อนเลยนะคะ…ปฏิเสธกันลงคอเหรอ?”

จ้าวเฉียนแสร้งปั้นหน้าลังเลอยู่สักครู่ ก่อนจะตอบกลับไปว่า

“ก็ได้ครับ ปกติผมชอบเคลียร์งานให้เสร็จภายในวันนั้นๆ แต่ค่อยยกยอดไปทำต่อพรุ่งนี้แล้วกัน ถ้าอย่างงั้นคืนนี้พวกเราไปทานดินเนอร์กันนะครับคุณโจว”

“ดีแล้วค่ะ งั้นไปกันเถอะ”

หลังจากโจวเหว่ยซูกล่าวตบ เธอก็นั่งรอจ้าวเฉียนเปลี่ยนเสื้อผ้าและรีบออกไปทันที

ทั้งสองเพิ่งพบกันครั้งนี้เป็นคราแรก จ้าวเฉียนไม่มีทางเข้าเรื่องธุรกิจแน่นอน อนึ่งก็เพื่อป้องกันไม่ให้เธอเกิดความสงสัย

ตลอดมื้ออาหาร ทั้งสองยกหัวข้อสนทนาเป็นเรื่องอู่ซินและดาราดังคนอื่นๆ อย่างสนุกสนาน

กล่าวกันตามตรง โจวเหว่ยซูเป็นสาวสวยที่ดีมีเสน่ห์มากคนหนึ่ง ถ้ามีคนเข้ามาสนับสนุนเธออย่างจริงๆ จังๆ เธอสามารถกลายมาเป็นดาราดังได้เลย

และสิ่งที่สำคัญที่สุดของบริษัทเฉียนเก๋อคือ การเฟ้นหาดาวรุ่งที่มีศักยภาพเพียงพอมาปั้นให้เป็นดาวเด่น บางทีดาราดาวรุ่งคนต่อไปถัดจากอู่ซินอาจจะเป็นเธอคนนี้ก็ได้ ใครจะไปรู้?

ดังนั้นจ้าวเฉียนจึงเอ่ยถามขึ้นว่า

“คุณโจว อย่างที่ผมพูดไปตอนแรก สนใจจะเป็นดาราไหมครับ?”

เมื่อห้าปีที่แล้ว ความฝันที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโจวเหว่ยซูคือการเป็นดารา

แต่เธอไม่มีใครสนับสนุนเธอเลย แถมเกรดการเรียนก็ไม่ดี พรสวรรค์ก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากมาย เธอจึงไม่สามารถสอบเข้าคณะนิเทศศาสตร์ได้

ต่อมา โจวเจียงเฉินพ่อของเธอ ก็หมายมั่นปั้นมือให้เธอเข้ารับสืบทอดบริหารบริษัทเมล็ดพืชการาจต่อ จึงส่งเธอไปเรียนเศรษฐศาสตร์ นั้นทำให้เธอค่อยๆ ลืมเลือนความฝันอันยิ่งใหญ่นั้นไป

เมื่อจ้าวเฉียนเอ่ยถามขึ้นมาแบบนี้ มันก็เป็นดั่งตัวจุดประกายไฟภายในใจของเธออีกครั้ง

อย่าว่าแต่คนมีพรสวรรค์น้อยอย่างเธอเลย แม้แต่คนธรรมดาก็สามารถพัฒนากลายเป็นดารามากความสามารถได้ ถ้าเจ้าของค่ายสังกัดชื่นชอบในตัวเธอ และชายที่นั่งอยู่ต่อหน้าโจวเหว่ยซูในขณะนี้ก็เป็นถึงเจ้าของเฉียนเก๋อ ค่ายที่ดาราที่เธอชื่นชอบสังกัดอยู่!

โจวเหว่ยซูกล่าวตอบทันทีว่า

“คงจะเป็นเรื่องดีมากถ้าฉันได้เป็นดารา ใครบ้างไม่อยากเป็นดาราล่ะ? แต่ฉันไม่เคยลงเรียนการแสดงมาก่อนเลย ตลอดชีวิตที่ผ่านมามีแต่ต้องดูแลธุรกิจของพ่อ ไม่รู้สิ…บางทีฉันก็ไม่ค่อยมั่นใจเท่าไหร่ การจะเป็นดาราได้ต้องสมบูรณ์แบบในทุกๆ ด้าน แต่ฉันไม่ใช่แบบนั้น”

คำพูดของโจวเหว่ยซูดูค่อนข้างจริงจัง ไม่ว่าเธอจะพูดสิ่งนี้ออกมาจากใจจริงหรือต้องการให้จ้าวเฉียนเห็นใจก็ตาม แต่มันไม่ใช่คำพูดที่คนธรรมดาทั่วไปที่นึกจะพูดก็พูดออกมาได้ คล้ายว่าต้องเป็นคนที่ผ่านโลกมาแล้วในระดับนึง

ทั้งนี้ทั้งนั้น เพื่อคำสั่งออเดอร์ของบริษัทเมล็ดพืชการาจแล้ว จ้าวเฉียนจะต้องเกลี้ยกล่อมให้เธอลอง

จ้าวเฉียนกล่าวอธิบายด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า

“เมื่อก่อนผมก็เคยคิดแบบนั้นนะ เฉพาะคนที่สมบูรณ์แบบเท่านั้นถึงจะสามารถเป็นดาราได้ แต่พอมาเปิดบริษัทเกี่ยวกับแวดวงบันเทิงดูจริงๆ มันกลับไม่ใช่แบบนั้นเลย ตราบเท่าที่คนที่จะปั้นไม่ขี้เกียจหรือปิดกั้นตัวเองเกินไป ต่อให้เป็นคนธรรมดาไม่มีพรสวรรค์อะไรโดดเด่นก็สามารถกลายมาเป็นดาราได้ ขอเพียงบริษัทมีเม็ดเงินสนับสนุนมากเพียงพอ แม้นี่อาจจะดูโหดร้ายไปบ้าง แต่มันเป็นความจริง บางคนไม่มีอะไรเลยแต่ทำไมถึงกลายมาเป็นดาราขึ้นแท่นอันดับหนึ่งได้? แล้วทำไมบางคนมากพรสวรรค์แต่ได้เล่นแต่บทตัวประกอบ? พอจะเข้าใจที่กล่าวไปนะครับ? ซึ่งในกรณีของคุณ โอกาสมันอยู่ตรงหน้าแล้ว ทำไมถึงไม่ลองสักตั้งล่ะครับ?”

เปลวไฟแห่งความฝันของโจวเหว่ยซูถูกจุดขึ้นอีกครั้งโดยคำพูดกระตุ้นของจ้าวเฉียน

ก็จริง…โอกาสอยู่ตรงหน้าแล้วทั้งที ทำไมฉันถึงไม่ลองดูล่ะ?

แม้ว่าสุดท้ายอย่างกรณีเลวร้ายที่สุดเธออาจไปไม่ถึงฝัน แต่อย่างมากก็แค่เสียเวลาเล่นไปสองสามปีเท่านั้น ในทางตรงข้าม…แล้วถ้าทำสำเร็จล่ะ?

ถ้าเธอทำได้สำเร็จ…สิ่งนี้จะเปลี่ยนชีวิตเธอไปตลอดกาล?

โจวเหว่ยซูพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มและกล่าวว่า

“เข้าใจแล้วค่ะ! ฉันขะลองทำตามความฝันดูสักครั้ง! แล้วฉันควรทำยังไงบ้าง? เริ่มจากอะไรก่อน?”

เรื่องเส้นทางบันเทิงต่อจากนี้ของโจวเหว่ยซู จ้าวเฉียนคงต้องยกหน้าที่ให้หยวนมี่ไปจัดการวางแผนต่อว่า จะปั้นเธออย่างไรให้ดัง? ส่วนคำถามที่ว่า ควรทำยังไงบ้าง เริ่มจากอะไรก่อน เขาคงต้องตอบตามความรู้ที่มีไปก่อนว่า

“สิ่งแรกเลยนะ ก่อนจะพูดหรือทำอะไรต้องคิดให้ดี เพราะทุกอากัปกิริยาหลังจากนี้ทุกคนจะเริ่มจับจ้องมาที่ตัวคุณ หากเคยมีประวัติไม่ดีในอดีต ต้องหาข้อแก้ตัวเตรียมไว้เผื่อนักข่าวขุดขึ้นมาถามเป็นประเด็น แต่เรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องกังวลมากขนาดนั้น เพราะทางเราจะส่งคนไปลบประวัติเสียพวกนั้น เรามีทีมงานมืออาชีพคอยรับมือกับเรื่องพวกนี้ไว้แล้ว แค่อย่าหามาเพิ่มก็แล้วกัน”

โจวเหว่ยซูพยักหน้าอย่างตั้งอกตั้งใจ เธอชูแก้วไวน์ขึ้นและกล่าวว่า

“มาเถอะคุณจ้าว ให้เกียรติชนแก้วกันสักครั้ง ถ้าในวันใดวันหนึ่งฉันโด่งดังขึ้นมาแล้ว ฉันจะไม่มีวันลืมผู้มีพระคุณอย่างคุณจ้าวแน่นอน ขอบคุณสำหรับโอกาสที่มอบให้ในวันนี้มากค่ะ”

จ้าวเฉียนระเบิดหัวเราะขึ้นและหยิบแก้วขึ้นชนกับเธอ ทั้งสองกินดื่มกันต่ออย่างมีความสุข

โจวเหว่ยซูในตอนนี้มีความสุขอย่างมากจนดื่มไปแก้วแล้วแก้วเล่าโดยไม่รู้ตัว

หลังจากนั้นไม่นานจ้าวเฉียนก็เริ่มรู้สึกเมาเล็กน้อย แต่เธอก็ยังชนแก้วกับเขาไม่หยุด

จ้าวเฉียนรีบโบกมือปฏิเสธไปทันทีพอเห็นว่าเธอจะมาชนแก้วอีกแล้ว

“คุณโจว ผมว่าคุณดื่มเยอะเกินไปแล้วนะครับ ถ้าชนแก้วกันต่อมีหวังพวกเราขับรถกลับบ้านกันไม่ไหวนะครับ”

แต่ใครจะไปรู้ว่าตอนที่โจวเหว่ยซูเมาแล้วจะน่ากลัวแบบนี้ เธอแสยะยิ้มแปลกๆ กล่าวว่า

“ถ้ากลับไม่ได้…ก็ไม่ต้องกลับ! สั่งมาจนกว่าจะพอใจได้เลยค่ะ เดี๋ยวฉันจ่ายเอง… แถวๆ นี้มีโรงแรมอยู่ใกล้ๆ ดังนั้นไม่เมาไม่กลับ! ดื่มเถอะเร็วเข้า ดื่ม ดื่ม…”

ทันทีที่พูดจบโจวเหว่ยซูก็ตะโกนเรียกบริกรสั่งไวน์แดงเพิ่มอีกสองขวด พลางชักชวนให้จ้าวเฉียนดื่มต่อไป

ทั้งสองแทบไหลตกเก้าอี้หลังจากกระดกแก้วสุดท้ายหมด ต่างฝ่ายต่างประคองกันเดินโยกเยกพยายามหาทางกลับหลังเช็คบิลเสร็จ

พอเดินออกมาจากร้านอาหารได้สำเร็จ จ้าวเฉี่ยนก็หยิบมือถือออกมาจะโทรหาคนขับรถให้มารับ แต่ทันใดนั้นโจวเหว่ยซูก็ชิงคว้ามือถือจากมือเขาไป และกล่าวทั้งๆ ที่เมาว่า

“โทรหา…คน…คนขับทามมาย… มาเร็ว มา…ตามฉันมา…เดี๋ยวฉันพาคุณไปหาที่พักผ่อนนน…”

คล้อยหลังกล่าวจบ โจวเหว่ยซูก็กระชากแขนจ้าวเฉียนออกไป

ไม่นานทั้งสองก็มาถึงโรงแรม โจวเหว่ยซูเงยหน้าขึ้นมองจ้าวเฉียน ยิ้มกล่าวขึ้นว่า

“เข้าไปนอนกันเถอะ ไปนอนกาน… ฉันขอพูดตามตรงเลยนะ…คุณหล่อมากเลย อย่าว่าแต่ผู้หญิงจะตกหลุมรักเลย แม้แต่ผู้ชายด้วยกันยังตกหลุมรักด้วยซ้ำ ฮ่าฮ่า…”

จ้าวเฉียนได้ยินแบบนั้นก็พูดไม่ออกเช่นกัน ดูเหมือนว่าเวลาเธอเมาจะไม่เบาเลยจริงๆ

ด้วยนิสัยของจ้าวเฉียนแล้ว เขาไม่มีทางพาสาวที่เพิ่งพบกันครั้งแรกเข้าโรงแรมแน่นอน แม้เธอจะสวยหรือเซ็กซี่แค่ไหนก็ตาม

แต่สภาพของเขาในตอนนี้มันเมาเกินควบคุม แค่จะเดินให้ตรงยังยากแล้ว ทางแก้ไขเดียวที่เขานึกออกคือการเปิดห้องโรงแรมและนอนจนกว่าจะส่างเมา

ทั้งสองกอดคอเดินเข้าโรงแรมไปด้วยกัน

ทันทีที่เข้ามาในห้องพัก จ้าวเฉียนก็รีบเดินเข้าไปในห้องน้ำและรูดซิบยิงกระต่ายชุดใหญ่

แต่เป็นเพราะตอนนี้เขาขาดสติเนื่องจากเมาหนักจึงลืมปิดประตูห้องน้ำ และทันใดนั้นโจวเหว่ยซูก็เดินตรงเข้ามา!

“คูณจ้าวว…อยากให้ฉันช่วยอะไรไหม?”

โจวเหว่ยซูเข้าจู่โจมในทันใด โดยการโผเข้าสวมกอดจ้าวเฉียนจากด้านหลัง กล่าวทั้งที่ใบหน้าแดงก่ำ

ตอนที่301 ต้องด้นสดแล้ว

จ้าวเฉียนไม่คิดเลยว่าโจวเหว่ยซูจะเป็นคนตรงไปตรงมาขนาดนี้ เธอไม่มีอ้อมค้อมใดๆและจู่โจมเขาในทันที เขาแค่เดินเข้าห้องน้ำมาเพราะปวดฉี่ ไม่ได้คิดเรื่องอย่างว่าเลยสักนิด

“คุณโจว นี่ดูไม่ดีเลยนะครับ รีบออกไปก่อนจะดีกว่า”

จ้าวเฉียนพยายามหันหลังโต้ตอบกลับไป

เธอส่ายหน้าปฏิเสธอย่างชัดเจน เป็นอันทราบกันดีว่าเธอหมายความอย่างไรและต้องการอะไรถึงเข้ามาที่นี่ ซึ่งนี่ทำเอาจ้าวเฉียนพูดไม่ออก

“คุณจ้าว ฉันเข้าใจกฎที่คุณว่าก่อนหน้าไปนะคะ ถ้าอยากดังก็ต้องอุทิศตัวเองแม้จะเป็นร่างกายก็ตาม ฉันเข้าใจและเข้าใจดีเลยด้วย ทราบนะคะว่าคุณจ้าวต้องมีแฟนไม่ก็ภรรยาแล้ว ดังนั้นฉันสัญญาว่าจะไม่สร้างปัญหาและจะเป็นเด็กดีของคุณ เรื่องนี้มีเพียงพวกเราสองคนเท่านั้นที่รู้ ไม่ต้องกังวลนะคะ อิอิ…”

แม้จ้าวเฉียนจะไม่ได้วางแผนพาเธอมาทำเรื่องอย่างว่า แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทนต่อการยั่วยุของเธอที่รุกหนักขนาดนี้ได้

เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องระหว่างผู้ใหญ่ มักไม่ต้องมีเหตุผลอะไรให้มากความและถือเป็นเรื่องปกติของคนเรา ดังนั้นเธอจึงค่อยๆเอื้อมมือไปปิดประตูห้องน้ำและถอดเสื้อผ้าอาบน้ำด้วยกันทันที

หนึ่งชั่วโมงต่อมา หลังศึกหนักในห้องน้ำเสร็จสิ้นลง ทั้งสองก็ล้างเนื้อล้างตัวและนอนเล่นบนเตียงพลางคุยกันไปเรื่อย

จังหวะนี้แหละถึงเวลาเข้าเรื่องธุรกิจกันแล้ว

จ้าวเฉียนยิ้มและกล่าวว่า

“ฉันต้องกลับแล้ว ยังมีธุระอีกมากต้องสะสาง”

โจวเหว่นซูกัดฟันกล่าวตอบด้วยความโกรธไปว่า

“นี่คุณเจตนาฟันฉันแล้วทิ้งรึเปล่า? ถ้าจริงจะถือว่าคุณไม่มีความรับผิดชอบเลยนะ! แก้ตัวอ้างโน้นอ้างนี่ไปเรื่อย สุดท้ายก็ไม่ได้จริงจังกับฉัน?”

จ้าวเฉียนยิ้มและกล่าวตอบไปว่า

“ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่ข้อแก้ตัวแต่ทั้งหมดเป็นความจริง ตอนนี้บริษัทท่าเรือของผมกำลังมีเรื่องขัดแย้งกับท่าเรือหัวเมื่อเร็วๆนี้ และผมต้องการแย่งลูกค้ารายใหญ่ของท่าเรือหัวอย่างบริษัทเมล็ดพืชการาจมา พรุ่งนี้ผมมีนัดคุยกับผู้รับผิดชอบของบริษัทเมล็ดพืชการาจ จุดประสงค์ก็เพื่อพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาเปลี่ยนคู่ค้า ดังนั้นผมต้องเตรียมพร้อมให้ดี”

ร่องรอยความประหลาดใจเผยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของโจวเหว่ยซู แต่ทันใดนั้นมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว เธอยิ้มกล่าวตอบไปว่า

“ฉันคิดว่าคุณไม่น่าแข็งแกร่งพอที่จะไปสู้รบกับพวกท่าเรือหัวไหวหรอกนะคะ”

เห็นได้ชัดว่า โจวเหว่ยซูไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนของเธอ

และถ้าเธอไม่ยอมเปิดเผยตัวตนออกมาแบบนี้ จ้าวเฉียนก็ไม่สามารถดำเนินแผนการต่อไปได้เช่นกัน

โดยไม่มีทางเลือกอื่นใด จ้าวเฉียนจะต้องเดินทางไปที่บริษัทเมล็ดพืชการาจแล้วจริงๆเพื่อหารนทางอื่น

จ้าวเฉียนลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าและกล่าวขึ้นว่า

“ผมไปก่อนนะ ถ้าคุณจะนอนต่อก็ระวังเรื่องความปลอดภัยด้วย พอผมออกไปแล้วต้องล็อกประตูด้วยนะ แต้ถ้าจะกลับต้องเรียกแท็กซี่ไม่ก็คนขับไปส่งเข้าใจไหม?”

โจวเหว่ยซูได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มถามขึ้นว่า

“ดูท่าคุณจะเป็นห่วงฉันมากเลยนะ ไม่ใช่มาเพื่อฟันฉันแล้วทิ้งจริงๆใช่ไหม?”

จ้าวเฉียนหัวเราะพลางเอ่ยตอบไปว่า

“ผมไม่ใช่ผู้ชายมักง่ายขนาดนั้น”

หลังจากพูดจบจ้าวเฉียนก็เดินไปใส่รองเท้า ก่อนเปิดประตูออกไปเขาหันมาโบกมือลาให้โจวเหว่ยซู

โจวเหว่ยซูเอนกายนอนลงบนเตียงอีกครั้งด้วยความงุนงง

เธอนสงสัยอย่างยิ่งว่า จ้าวเฉียนรับรู้ถึงตัวตนของเธอตั้งแต่แรกและจงใจเข้ามาตีสนิทชิดเชื้อกับเธอ เพื่อหวังจะได้ออเดอร์จากทางบริษัทเมล็ดพืชการาจ?

หากเป็นกรณีแบบนั้นจริงๆ ทุกการกระทำของจ้าวเฉียนไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่ล้วนผ่านการวางแผนและคำนวณมาหมดแล้ว นั้นจะทำให้เธอเสียความรู้สึกเป็นอย่างยิ่ง และอย่าหวังจะได้รับการอภัยจากเธอเลย

โจวเหว่ยซูคิดในใจ

‘พรุ่งนี้ฉันจะคอยดูว่า คุณจะไปที่บริษัทเมล็ดพืชการาจจริงตามที่พูดไว้ไหม ถ้าไปแสดงว่าเขาจริงใจกับฉันและไม่ได้โกหก ถึงตอนนั้นฉันจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของฉันและช่วยเขาเอง แต่ถ้าไม่เห็น….แสดงว่าทุกอย่างที่เขาทำให้ฉันคือเรื่องโกหกทั้งหมด! และฉันจะให้พ่อจัดการกับคุณ!’

จ้าวเฉียนเดินทางออกจากโรงแรมและโทรหาหวางอวี่จุนโดยไว

“ฮาโหล ผู้จัดการหวาง พรุ่งนี้ออกมากับผมไปบริษัทเมล็ดพืชการาจตอนเก้าโมงเช้า”

“ได้ครับคุณชายจ้าว แล้วพรุ่งนี้นัดเจอกันก่อนที่ไหนดีครับ?”

“ตรงหน้าทางเข้าบริษัทเมล็ดพืชการาจเลย นำทุกอย่างที่จำเป็นกับการเซ็นสัญญามาใหเหมด เพราะถ้าเราเจรจาสำเร็จจะได้ดำเนินการเซ็นทันที งานนี้ต้องรีบรวบหัวรวบหางโดยเร็วที่สุด”

“เข้าใจแล้วครับ ไม่ต้องห่วงคุณชายจ้าว ผมจะทำให้ดีที่สุด รับประกันได้เลยว่าไม่สร้างปัญหาให้แน่นอน เจอกันพรุ่งนี้ครับ”

จ้าวเฉียนตอบตกลงไปและวางสาย

ในเวลานี้ จ้าวเฉียนยังมีอาการเมาอยู่เล็กน้อย และไม่กล้าเสี่ยงขับรถกลับเอง ดังนั้นเขาจึงโทรหาคนขับรถส่วนตัวให้มารับ

หลังจากกลับมาถึงบ้าน จ้าวฝู่ก็รีบตรงมาหาเขา

“ไอ้ลูกชาย แกไปไหนมา ดื่มมาด้วย?”

จ้าวฝู่เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

จ้าวเฉียนพยักหน้าและกล่าวปลอบพ่อไปว่า คราวนี้ไม่ได้ดื่มหนักแล้วไปขับรถชนใครอีกเมื่อหกปีก่อน ดังนั้นไม่ต้องห่วงไป

จ้าวฝู่ระเบิดหัวเราะยกใหญ่ก่อนเอ่ยถามขึ้นต่อว่า

“แน่นอน ฉันรู้ว่าแกไม่ผิดซ้ำสองหรอก แล้วเป็นไงบ้าง? เปิดศึกกับตระกูลหัวเป็นยังไง?”

จ้าวฝู่คงรู้สถานการณ์ทุกอย่างดีอยู่แล้ว ที่เอ่ยถามออกมาแบบนี้เพียงเพราะอยากชวนลูกตัวเองคุยเท่านั้น

“พ่อไม่ต้องกังวล ทุกอย่างเป็นไปตามแผนด้วยดี อีกไม่นานเตรียมได้ท่าเรือใหม่เพิ่มได้เลย”

จ้าวฝู่ยิ้มและตอบไปว่า

“ฉันรู้ว่าแกเอาอยู่ แต่แกเองก็หัดใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของตัวเองด้วย รีบร้อนกระโดดข้ามกำแพงไปมีแต่เจ็บตัว แกจำเอาไว้ให้ดีนะ เวลาหมามันจนตรอกมันแว้งกัดสู้ขาดใจเลยนะ ดังนั้นอย่ารีบบีบพวกมันเร็วเกินไป”

จ้าวเฉียนพยักหนน้ากล่าวไปว่า

“ผมรู้ดีครับว่าตัวเองควรทำยังไง พ่อนั้นแหละนอนได้แล้ว อ่อ…แล้วพบสมัครสมาชิกฟิตเนสVIPเผื่อพ่อด้วยนะ เพื่อออกกำลังกายคนเดียวเบื่อๆก็ไปได้ตลอด”

จ้าวฝู่ยักไหล่เป็นคำตอบและเดินจากออกไป

จ้าวเฉียนนั่งชิบชาอยู่สองสามแก้ว ยามนี้ค่อยฟื้นสติสัมปชัญญะได้หน่อย จากนั้นก็เริ่มเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปยังบริษัทเมล็ดพืชการาจในวันพรุ่งนี้ งานนี้เขาต้องด้นสดล้วนๆ และกำลังหาวิธีว่าจะด้นสดยังไงให้ดูเหมือนมีนัดกับทางนั้นจริงๆเพื่อไม่ให้ดูโง่

จ้าวเฉียนผล็อยหลับบนเตียงไปโดยไม่รู้ตัว

ในเวลาเดียวกัน ณ เมืองตงไห่อันแสนห่างไหกล หวานเจียงกำลังประสบปัญหาอันเลวร้ายอย่างที่สุด เธอได้แต่จับจ้องโทรศัพท์ของเธอโดยหวังว่าจ้าวเฉียนจะโทรมาหาเธอบ้าง

เธอไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่า จ้าวเฉียนจะอ่อนโยนและดีกับเธอ แต่อย่างน้อยถ้าโทรมาหากันบ้างคงดีไม่น้อย

แต่จ้าวเฉียนก็ไม่ยอมโทรมาปล่อยให้เธอเฝ้าคอยจนดึกจนดื่น และสุดท้ายก็ผล็อยหลับไปท่ามกลางความผิดหวัง

อากาศเย็นสบายช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงยามเช้านี่ช่างสดชื่นอย่างแท้จริง

จ้าวเฉียนตื่นขึ้นมาแต่เช้า รับประทานอาหารและออกเดินทางไปที่บริษัทเมล็ดพืชการาจทันที

เมื่อไปถึงที่นั่นหวางอวี่จุนก็รออยู่แล้ว

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณชายจ้าว กินอะไรรองท้องรึยังครับ? แวะไปหาอะไรทานก่อนดีไหม?”

หวางอวี่จุนยิ้มกว้างต้อนรับเช้าวันใหม่อย่างสดใส

จ้าวเฉียนทักทายเขาอย่างสุภาพตอบไปว่า

“อรุณสวัสดิ์เช่นกัน ฉันกินมาแล้ว ถ้านายยังไม่ได้กินอะไรก็แวะร้านกาแฟล่างตึกก่อนเถอะ”

เวลา9:30น. หลังจากหวางอวี่จุนทานแซนวิชและกาแฟเสร็จสรรพ พวกเขาก็พยายามเดินเข้ามาในตัวออฟฟิศ แต่กลับถูกพนักงานต้อนรับห้ามเอาไว้

“คุณพวกทั้งสองท่านต้องการมาพบใครค่ะ มีนัดมารึเปล่า?”

พนักงานต้อนรับสาวเอ่ยถามอย่างสุภาพ

หวางอวี่จุนรีบก้าวย่างออกไปตอบแทนทันทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“สวัสดีครับ พวกเรามาจากบริษัทท่าเรือเฉียนตง ผมประธานบริษัทหวางอวี่จุน ส่วนนี่คือผู้ช่วยของผมเอง เราต้องการพบผู้รับผิดชอบด้านการขนส่ง ทางคุณช่วยพาไปพบได้ไหมครับ?”

พนักงานต้อนรับสาวเปิดสมุดนัดทวนอยู่สองสามรอบ ก่อนจะส่ายหัวและกล่าวว่า

“ประทานโทษนะคะ ไม่มีนัดจากบริษัทท่าเรือเฉียนตง ถ้าไม่มีนัดหมายกันมาก่อน ดิฉันเกรงว่าจะไม่สามารถพาพวกคุณเข้าไปได้ค้ะ”

“ถ้าอย่างนั้นรบกวนโทรหาผู้จัดการฝ่ายขนส่งได้ไหมครับ แล้วแจ้งชื่อผมเข้าไป?”

หวางอวี่จุนพยายามตื้อโน้มน้าว

หวางอวี่จุนเป็นถึงประธานท่าเรือเฉียนตง แต่อย่างไรในเมื่อไม่มีนัด การจะทำเรื่องติดต่อไปโดยส่วนตัวถือว่านอกเหนือหน้าที่ของเธอแล้ว ดังนั้นเธอจึงลำบากใจไม่น้อยเลยในขณะนี้

แต่ในท้ายที่สุดพนักงานต้อนรับสาวก็ทำได้เพียงส่ายหัวปฏิเสธคำขอไป ถ้าไม่มีนัดก็ไม่สามารถเข้าไปรบกวนเวลาของคนในได้

แต่ทันใดนั้นเอง โจวเหว่ยซูก็เดินเข้ามา

เมื่อเธอเห็นว่าจ้าวเฉียนมาที่นี่จริงๆ เธอก็คลี่ยิ้มกว้างดูมีความสุขอย่างมากทันที

“คุณจ้าว! คุณมาที่นี่จริงๆ!”

โจวเหว่ยซูรีบเดินเข้ามาทักทายทันที

จ้าวเฉียนรีบเร่งหันหน้ากลับไปมองโดยไว พอเห็นว่าเป็นโจวเหว่ยซูเขาก็ดีใจอย่างมาก

พระเจ้า! รอดวะ!

ตอนที่301 ต้องด้นสดแล้ว

จ้าวเฉียนไม่คิดเลยว่าโจวเหว่ยซูจะเป็นคนตรงไปตรงมาขนาดนี้ เธอไม่มีอ้อมค้อมใดๆและจู่โจมเขาในทันที เขาแค่เดินเข้าห้องน้ำมาเพราะปวดฉี่ ไม่ได้คิดเรื่องอย่างว่าเลยสักนิด

“คุณโจว นี่ดูไม่ดีเลยนะครับ รีบออกไปก่อนจะดีกว่า”

จ้าวเฉียนพยายามหันหลังโต้ตอบกลับไป

เธอส่ายหน้าปฏิเสธอย่างชัดเจน เป็นอันทราบกันดีว่าเธอหมายความอย่างไรและต้องการอะไรถึงเข้ามาที่นี่ ซึ่งนี่ทำเอาจ้าวเฉียนพูดไม่ออก

“คุณจ้าว ฉันเข้าใจกฎที่คุณว่าก่อนหน้าไปนะคะ ถ้าอยากดังก็ต้องอุทิศตัวเองแม้จะเป็นร่างกายก็ตาม ฉันเข้าใจและเข้าใจดีเลยด้วย ทราบนะคะว่าคุณจ้าวต้องมีแฟนไม่ก็ภรรยาแล้ว ดังนั้นฉันสัญญาว่าจะไม่สร้างปัญหาและจะเป็นเด็กดีของคุณ เรื่องนี้มีเพียงพวกเราสองคนเท่านั้นที่รู้ ไม่ต้องกังวลนะคะ อิอิ…”

แม้จ้าวเฉียนจะไม่ได้วางแผนพาเธอมาทำเรื่องอย่างว่า แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะทนต่อการยั่วยุของเธอที่รุกหนักขนาดนี้ได้

เรื่องแบบนี้เป็นเรื่องระหว่างผู้ใหญ่ มักไม่ต้องมีเหตุผลอะไรให้มากความและถือเป็นเรื่องปกติของคนเรา ดังนั้นเธอจึงค่อยๆเอื้อมมือไปปิดประตูห้องน้ำและถอดเสื้อผ้าอาบน้ำด้วยกันทันที

หนึ่งชั่วโมงต่อมา หลังศึกหนักในห้องน้ำเสร็จสิ้นลง ทั้งสองก็ล้างเนื้อล้างตัวและนอนเล่นบนเตียงพลางคุยกันไปเรื่อย

จังหวะนี้แหละถึงเวลาเข้าเรื่องธุรกิจกันแล้ว

จ้าวเฉียนยิ้มและกล่าวว่า

“ฉันต้องกลับแล้ว ยังมีธุระอีกมากต้องสะสาง”

โจวเหว่นซูกัดฟันกล่าวตอบด้วยความโกรธไปว่า

“นี่คุณเจตนาฟันฉันแล้วทิ้งรึเปล่า? ถ้าจริงจะถือว่าคุณไม่มีความรับผิดชอบเลยนะ! แก้ตัวอ้างโน้นอ้างนี่ไปเรื่อย สุดท้ายก็ไม่ได้จริงจังกับฉัน?”

จ้าวเฉียนยิ้มและกล่าวตอบไปว่า

“ไม่ใช่แล้ว ไม่ใช่แล้ว นี่ไม่ใช่ข้อแก้ตัวแต่ทั้งหมดเป็นความจริง ตอนนี้บริษัทท่าเรือของผมกำลังมีเรื่องขัดแย้งกับท่าเรือหัวเมื่อเร็วๆนี้ และผมต้องการแย่งลูกค้ารายใหญ่ของท่าเรือหัวอย่างบริษัทเมล็ดพืชการาจมา พรุ่งนี้ผมมีนัดคุยกับผู้รับผิดชอบของบริษัทเมล็ดพืชการาจ จุดประสงค์ก็เพื่อพยายามเกลี้ยกล่อมให้เขาเปลี่ยนคู่ค้า ดังนั้นผมต้องเตรียมพร้อมให้ดี”

ร่องรอยความประหลาดใจเผยปรากฏขึ้นบนใบหน้าของโจวเหว่ยซู แต่ทันใดนั้นมันก็หายไปอย่างรวดเร็ว เธอยิ้มกล่าวตอบไปว่า

“ฉันคิดว่าคุณไม่น่าแข็งแกร่งพอที่จะไปสู้รบกับพวกท่าเรือหัวไหวหรอกนะคะ”

เห็นได้ชัดว่า โจวเหว่ยซูไม่ต้องการเปิดเผยตัวตนของเธอ

และถ้าเธอไม่ยอมเปิดเผยตัวตนออกมาแบบนี้ จ้าวเฉียนก็ไม่สามารถดำเนินแผนการต่อไปได้เช่นกัน

โดยไม่มีทางเลือกอื่นใด จ้าวเฉียนจะต้องเดินทางไปที่บริษัทเมล็ดพืชการาจแล้วจริงๆเพื่อหารนทางอื่น

จ้าวเฉียนลุกขึ้นสวมเสื้อผ้าและกล่าวขึ้นว่า

“ผมไปก่อนนะ ถ้าคุณจะนอนต่อก็ระวังเรื่องความปลอดภัยด้วย พอผมออกไปแล้วต้องล็อกประตูด้วยนะ แต้ถ้าจะกลับต้องเรียกแท็กซี่ไม่ก็คนขับไปส่งเข้าใจไหม?”

โจวเหว่ยซูได้ยินแบบนั้นก็ยิ้มถามขึ้นว่า

“ดูท่าคุณจะเป็นห่วงฉันมากเลยนะ ไม่ใช่มาเพื่อฟันฉันแล้วทิ้งจริงๆใช่ไหม?”

จ้าวเฉียนหัวเราะพลางเอ่ยตอบไปว่า

“ผมไม่ใช่ผู้ชายมักง่ายขนาดนั้น”

หลังจากพูดจบจ้าวเฉียนก็เดินไปใส่รองเท้า ก่อนเปิดประตูออกไปเขาหันมาโบกมือลาให้โจวเหว่ยซู

โจวเหว่ยซูเอนกายนอนลงบนเตียงอีกครั้งด้วยความงุนงง

เธอนสงสัยอย่างยิ่งว่า จ้าวเฉียนรับรู้ถึงตัวตนของเธอตั้งแต่แรกและจงใจเข้ามาตีสนิทชิดเชื้อกับเธอ เพื่อหวังจะได้ออเดอร์จากทางบริษัทเมล็ดพืชการาจ?

หากเป็นกรณีแบบนั้นจริงๆ ทุกการกระทำของจ้าวเฉียนไม่ใช่เรื่องบังเอิญแต่ล้วนผ่านการวางแผนและคำนวณมาหมดแล้ว นั้นจะทำให้เธอเสียความรู้สึกเป็นอย่างยิ่ง และอย่าหวังจะได้รับการอภัยจากเธอเลย

โจวเหว่ยซูคิดในใจ

‘พรุ่งนี้ฉันจะคอยดูว่า คุณจะไปที่บริษัทเมล็ดพืชการาจจริงตามที่พูดไว้ไหม ถ้าไปแสดงว่าเขาจริงใจกับฉันและไม่ได้โกหก ถึงตอนนั้นฉันจะเปิดเผยตัวตนที่แท้จริงของฉันและช่วยเขาเอง แต่ถ้าไม่เห็น….แสดงว่าทุกอย่างที่เขาทำให้ฉันคือเรื่องโกหกทั้งหมด! และฉันจะให้พ่อจัดการกับคุณ!’

จ้าวเฉียนเดินทางออกจากโรงแรมและโทรหาหวางอวี่จุนโดยไว

“ฮาโหล ผู้จัดการหวาง พรุ่งนี้ออกมากับผมไปบริษัทเมล็ดพืชการาจตอนเก้าโมงเช้า”

“ได้ครับคุณชายจ้าว แล้วพรุ่งนี้นัดเจอกันก่อนที่ไหนดีครับ?”

“ตรงหน้าทางเข้าบริษัทเมล็ดพืชการาจเลย นำทุกอย่างที่จำเป็นกับการเซ็นสัญญามาใหเหมด เพราะถ้าเราเจรจาสำเร็จจะได้ดำเนินการเซ็นทันที งานนี้ต้องรีบรวบหัวรวบหางโดยเร็วที่สุด”

“เข้าใจแล้วครับ ไม่ต้องห่วงคุณชายจ้าว ผมจะทำให้ดีที่สุด รับประกันได้เลยว่าไม่สร้างปัญหาให้แน่นอน เจอกันพรุ่งนี้ครับ”

จ้าวเฉียนตอบตกลงไปและวางสาย

ในเวลานี้ จ้าวเฉียนยังมีอาการเมาอยู่เล็กน้อย และไม่กล้าเสี่ยงขับรถกลับเอง ดังนั้นเขาจึงโทรหาคนขับรถส่วนตัวให้มารับ

หลังจากกลับมาถึงบ้าน จ้าวฝู่ก็รีบตรงมาหาเขา

“ไอ้ลูกชาย แกไปไหนมา ดื่มมาด้วย?”

จ้าวฝู่เอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม

จ้าวเฉียนพยักหน้าและกล่าวปลอบพ่อไปว่า คราวนี้ไม่ได้ดื่มหนักแล้วไปขับรถชนใครอีกเมื่อหกปีก่อน ดังนั้นไม่ต้องห่วงไป

จ้าวฝู่ระเบิดหัวเราะยกใหญ่ก่อนเอ่ยถามขึ้นต่อว่า

“แน่นอน ฉันรู้ว่าแกไม่ผิดซ้ำสองหรอก แล้วเป็นไงบ้าง? เปิดศึกกับตระกูลหัวเป็นยังไง?”

จ้าวฝู่คงรู้สถานการณ์ทุกอย่างดีอยู่แล้ว ที่เอ่ยถามออกมาแบบนี้เพียงเพราะอยากชวนลูกตัวเองคุยเท่านั้น

“พ่อไม่ต้องกังวล ทุกอย่างเป็นไปตามแผนด้วยดี อีกไม่นานเตรียมได้ท่าเรือใหม่เพิ่มได้เลย”

จ้าวฝู่ยิ้มและตอบไปว่า

“ฉันรู้ว่าแกเอาอยู่ แต่แกเองก็หัดใส่ใจเรื่องความปลอดภัยของตัวเองด้วย รีบร้อนกระโดดข้ามกำแพงไปมีแต่เจ็บตัว แกจำเอาไว้ให้ดีนะ เวลาหมามันจนตรอกมันแว้งกัดสู้ขาดใจเลยนะ ดังนั้นอย่ารีบบีบพวกมันเร็วเกินไป”

จ้าวเฉียนพยักหนน้ากล่าวไปว่า

“ผมรู้ดีครับว่าตัวเองควรทำยังไง พ่อนั้นแหละนอนได้แล้ว อ่อ…แล้วพบสมัครสมาชิกฟิตเนสVIPเผื่อพ่อด้วยนะ เพื่อออกกำลังกายคนเดียวเบื่อๆก็ไปได้ตลอด”

จ้าวฝู่ยักไหล่เป็นคำตอบและเดินจากออกไป

จ้าวเฉียนนั่งชิบชาอยู่สองสามแก้ว ยามนี้ค่อยฟื้นสติสัมปชัญญะได้หน่อย จากนั้นก็เริ่มเตรียมตัวสำหรับการเดินทางไปยังบริษัทเมล็ดพืชการาจในวันพรุ่งนี้ งานนี้เขาต้องด้นสดล้วนๆ และกำลังหาวิธีว่าจะด้นสดยังไงให้ดูเหมือนมีนัดกับทางนั้นจริงๆเพื่อไม่ให้ดูโง่

จ้าวเฉียนผล็อยหลับบนเตียงไปโดยไม่รู้ตัว

ในเวลาเดียวกัน ณ เมืองตงไห่อันแสนห่างไหกล หวานเจียงกำลังประสบปัญหาอันเลวร้ายอย่างที่สุด เธอได้แต่จับจ้องโทรศัพท์ของเธอโดยหวังว่าจ้าวเฉียนจะโทรมาหาเธอบ้าง

เธอไม่ได้คาดหวังอยู่แล้วว่า จ้าวเฉียนจะอ่อนโยนและดีกับเธอ แต่อย่างน้อยถ้าโทรมาหากันบ้างคงดีไม่น้อย

แต่จ้าวเฉียนก็ไม่ยอมโทรมาปล่อยให้เธอเฝ้าคอยจนดึกจนดื่น และสุดท้ายก็ผล็อยหลับไปท่ามกลางความผิดหวัง

อากาศเย็นสบายช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วงยามเช้านี่ช่างสดชื่นอย่างแท้จริง

จ้าวเฉียนตื่นขึ้นมาแต่เช้า รับประทานอาหารและออกเดินทางไปที่บริษัทเมล็ดพืชการาจทันที

เมื่อไปถึงที่นั่นหวางอวี่จุนก็รออยู่แล้ว

“อรุณสวัสดิ์ครับคุณชายจ้าว กินอะไรรองท้องรึยังครับ? แวะไปหาอะไรทานก่อนดีไหม?”

หวางอวี่จุนยิ้มกว้างต้อนรับเช้าวันใหม่อย่างสดใส

จ้าวเฉียนทักทายเขาอย่างสุภาพตอบไปว่า

“อรุณสวัสดิ์เช่นกัน ฉันกินมาแล้ว ถ้านายยังไม่ได้กินอะไรก็แวะร้านกาแฟล่างตึกก่อนเถอะ”

เวลา9:30น. หลังจากหวางอวี่จุนทานแซนวิชและกาแฟเสร็จสรรพ พวกเขาก็พยายามเดินเข้ามาในตัวออฟฟิศ แต่กลับถูกพนักงานต้อนรับห้ามเอาไว้

“คุณพวกทั้งสองท่านต้องการมาพบใครค่ะ มีนัดมารึเปล่า?”

พนักงานต้อนรับสาวเอ่ยถามอย่างสุภาพ

หวางอวี่จุนรีบก้าวย่างออกไปตอบแทนทันทีด้วยน้ำเสียงหนักแน่นว่า

“สวัสดีครับ พวกเรามาจากบริษัทท่าเรือเฉียนตง ผมประธานบริษัทหวางอวี่จุน ส่วนนี่คือผู้ช่วยของผมเอง เราต้องการพบผู้รับผิดชอบด้านการขนส่ง ทางคุณช่วยพาไปพบได้ไหมครับ?”

พนักงานต้อนรับสาวเปิดสมุดนัดทวนอยู่สองสามรอบ ก่อนจะส่ายหัวและกล่าวว่า

“ประทานโทษนะคะ ไม่มีนัดจากบริษัทท่าเรือเฉียนตง ถ้าไม่มีนัดหมายกันมาก่อน ดิฉันเกรงว่าจะไม่สามารถพาพวกคุณเข้าไปได้ค้ะ”

“ถ้าอย่างนั้นรบกวนโทรหาผู้จัดการฝ่ายขนส่งได้ไหมครับ แล้วแจ้งชื่อผมเข้าไป?”

หวางอวี่จุนพยายามตื้อโน้มน้าว

หวางอวี่จุนเป็นถึงประธานท่าเรือเฉียนตง แต่อย่างไรในเมื่อไม่มีนัด การจะทำเรื่องติดต่อไปโดยส่วนตัวถือว่านอกเหนือหน้าที่ของเธอแล้ว ดังนั้นเธอจึงลำบากใจไม่น้อยเลยในขณะนี้

แต่ในท้ายที่สุดพนักงานต้อนรับสาวก็ทำได้เพียงส่ายหัวปฏิเสธคำขอไป ถ้าไม่มีนัดก็ไม่สามารถเข้าไปรบกวนเวลาของคนในได้

แต่ทันใดนั้นเอง โจวเหว่ยซูก็เดินเข้ามา

เมื่อเธอเห็นว่าจ้าวเฉียนมาที่นี่จริงๆ เธอก็คลี่ยิ้มกว้างดูมีความสุขอย่างมากทันที

“คุณจ้าว! คุณมาที่นี่จริงๆ!”

โจวเหว่ยซูรีบเดินเข้ามาทักทายทันที

จ้าวเฉียนรีบเร่งหันหน้ากลับไปมองโดยไว พอเห็นว่าเป็นโจวเหว่ยซูเขาก็ดีใจอย่างมาก

พระเจ้า! รอดวะ!

ตอนที่299 ใช้โจวเหว่ยซูเป็นบันได

คบหากับคนอย่างเจ้าเซียวเกาไปไม่มีวันพบเจอจุดจบที่ดี คนพวกนี้มักจะใช้อำนาจเพื่อควานหาผลประโยชนาส่วนตัวทั้งนั้น

ถ้าท่าเรือเฉียนตงปล่อยให้คนแบบนี้เข้ามาสนิทชิดเชื้อเกินไป ในไม่ช้าก็เร็วจะเกิดปัญหาขึ้นได้ ดังนั้นคนแบบนี้ไม่ใช่คนที่คู่ควรหาเป็นพันธมิตรด้วย

โดยเฉพาะกับตอนนี้ที่ท่าเรือเฉียนตงกำลังเปิดศึกกับท่าเรือหัวอยู่ ถ้ามันทรยศเอาข้อมูลของจ้าวเฉียนไปบอกกับพวกตระกูลหัวขึ้นมาจะทำยังไง? นี่มันอันตรายอย่างยิ่ง

ดังนั้นจ้าวเฉียนจำต้องเริ่มต้นจากโจวเหว่ยซูเป็นบันไดต่อขึ้นไปก่อน

จ้าวเฉียนโทรหาหัวหน้าพ่อบ้านหวังเจ๋อทันทีและกล่าวว่า

“พ่อบ้านหวัง ช่วยตรวจสอบข้อมูลของหญิงสาวที่ชื่อโจวเหว่ยซูให้ทีครับ เธอเป็นรองผู้จัดการฝ่ายการค้าระหว่างประเทศของบริษัทเมล็ดพืชการาจ”

หวังเจ๋อรับคำสั่งทันที

“ไม่มีปัญหาครับ ผมจะดำเนินการโดยเร็วที่สุด”

จ้าวเฉียนส่งเสียงอืมและวางสายไป

ในฐานะที่เป็นถึงหัวหน้าพ่อบ้านตระกูลจ้าว หวังเจ๋อมีเครือข่ายข้อมูลอยู่ทั่วทั้งเมืองหวานจิ้ง การจะสืบค้นประวัติของโจวเหว่ยซูไม่ใช่เรื่องยากเลย

เช้าวันรุ่งขึ้น หวังเจ๋อได้ส่งข้อมูลของโจวเหว่ยซูให้แก่จ้าวเฉียนเข้าไปยังอีเมล

หลังจากจ้าวเฉียนตื่นขึ้นมา เขาก็เปิดอีเมลดาวน์โหลดไฟล์ข้อมูลที่หวังเจ๋อเรียบเรียงมาให้เข้าเครื่องตัวเองโดยเร็ว และเปิดอ่านอย่างละเอียด

มีข่าวลือที่ว่าพ่อของโจวเหว่ยซูคือโจวเจียงเฉิน ประธานบริษัทเมล็ดพืชการาจ และแม่ของเธอก็ชื่อว่าชางหย่า อดีตเจ้าของร้านเสริมสวย

โจวเหว่ยซูเป็นเด็กมีปัญหาขาดความอบอุ่นจากคุณพ่อ ผลการเรียนไม่ค่อยดีนัก

ดังนั้นโจวเจียงเฉินจึงยัดเงินใต้โต๊ะจำนวนมากเพื่อให้เธอได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเศรษฐศาสตร์หยานจิ้ง

หลังจากสำเร็จการศึกษามา โจวเหว่ยซูก็เข้าทำงานในบริษัทเมล็ดพืชการาจ สองปีต่อมาเธอได้เลื่อนตำแหน่งจากพนักงานเงินเดือนธรรมดาสู่รองผู้จัดการฝ่ายการค้าระหว่างประเทศ

งานอดิเรกของเธอคือการเข้าฟิตเนสออกกำลังกาย และความฝันของเธอคืออยากเป็นนักแสดงมีชื่อเสียง

………….

เท่าที่อ่านดูแล้ว ที่เธอเกรดการเรียนไม่ดีไม่ใช่เพราะเธอเกเร แต่ทั้งหมดเป็นเพราะเธอสนใจในด้านการแสดงจนไม่ค่อยสนใจเรื่องการเรียนเท่าไหร่นัก จ้าวเฉียนใช้เวลาสรุปข้อมูลที่ได้มากกว่าครึ่งชั่วโมง

นี่ไม่ได้พูดเกินจริงแต่อย่างใดถ้าจะบอกว่า จ้าวเฉียนในตอนนี้คือชายหนุ่มที่รู้จักหญิงสาวนามว่าโจวเหว่ยซูดีที่สุดในโลก

โจวเหว่ยซูใฝ่ฝันอยากจพเป็นนักแสดง เธอมีความปรารถนาอย่างแรงกล้า และจ้าวเฉียนจะใช้จุดนี้แหละในการเข้าหาเธอ

จ้าวเฉียนรีบไปอาบน้ำและไปที่ฟิตเนสหรูที่โจวเหว่ยซูมักจะไปเล่นประจำ จากนั้นก็ไปสมัครสมาชิกระดับVIP

สองวันต่อมา เวลาหกโมงเย็น ในที่สุดโจวเหวินซูก็ปรากฏตัวขึ้น

จ้าวเฉียนที่ได้รับการแจ้งเตือนจากสายที่ส่งไป ก็รับเปลี่ยนเสื้อผ้าและรีบไปที่ฟิตเนสทันที

เนื่องจากวันนี้เป็นวันศุกร์ คนที่มาเล่นฟิตเนสจึงเยอะเป็นพิเศษ

จ้าวเฉียนรีบเข้ามาทักทายเทรนเนอร์ทันที ยิ้มแย้มกล่าวขึ้นว่า

“ยินดีที่ได้รู้จักครับ รบกวนด้วยนะครับทุกคน”

เทรนเนอร์รีบยิ้มตอบกลับไปว่า

“สวัสดีค่ะ เอาล่ะ เดี๋ยวเราไปยืนตรงแถวหลังต่อจากเพื่อนๆ นะ จากนี้เราจะเริ่มวอมร่างกายกันก่อน”

เทรนเนอร์สาวคนนี้มีชื่อว่า หลิวเสี่ยวเฟย เธออายุ28ปี เป็นหัวหน้ากลุ่มนำฟิตร่างกายทีมนี้ ซึ่งมีเพียงโจวเหว่ยซูเท่านั้นที่เป็นผู้หญิงเพียงหนึ่งเดียวในทีม ขณะที่เหลือล้วนเป็นผู้ชายทั้งหมด

เป็นเรื่องธรรมชาติในฟิตเนส เทรนเนอร์สาวดึงดูดหนุ่มๆ และเทรนเนอร์หนุ่มมักดึงดูดสาวๆ

แต่นี่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับโจวเหว่ยซู ทำไมเธอถึงเลือกหลิวเสี่ยวเฟยแทนที่จะไปเลือกเทรเนอร์หนุ่มหล่อเหมือนผู้หญิงคนอื่นๆ?

จ้าวเฉียนเดินไปยืนบริเวณหลังแถว ถัดจากเขาก็เป็นโจวเหว่ยซูพอดี

หลิวเสี่ยวเฟยนำทุกคนวอร์มร่างกายเสร็จสิ้น จากนั้นเธอก็สั่งให้ทุกคนแยกย้ายกันไปเล่นเครื่องกันตามอิสระ เธอมีหน้าที่ดูแลความเรียบร้อย ถ้าใครมีปัญหาตรงไหนเธอจะตรงเข้าไปช่วยทันที

“โค้ชครับ เครื่องนี้ใช้ยังไง?”

“โค้ชสุดสวย…ผมลืมท่านี้แล้วว่าควรยกยังไง ช่วยสอนผมหน่อย”

“โค้ช…”

…………

พวกผู้ชายที่มาออกกำลังกายเอาแต่เรียกหาเทรนเนอร์สาวสวย พวกนี้มาเพราะความหื่นล้วนๆ

แน่นอนว่า ยุคแบบนี้การงานไม่ได้หากันได้ง่ายๆ ถึงหลิวเสี่ยวเฟยไม่ชอบขี้หน้าผู้ชายพวกนี้ก็จริง แต่เธอจำใจต้องฝืนยิ้มและรับใช้ตามคำสั่งของพวกเขาแต่โดยดี เพราะท้ายที่สุดนี้พวกเขาจ่ายค่าบริการรายปีระดับVIPมาแล้ว และค่าบริการดังกล่าวก็รวมค่าจ้างเทรนเนอร์ไปแล้วด้วย

จ้าวเฉียนไม่ได้สนใจเทรนเนอร์สาวเลยแม้แต่น้อย เอาแต่จดจ่อกับการวิ่งบนลู่วิ่งตามลำพัง ไม่นานโจวเหว่ยซูที่เพิ่งเล่นเครื่องเสร็จก็เดินเข้ามาวิ่งลู่ข้างๆ เขา

จ้าวเฉียนยังคงวิ่งอยู่แบบนั้นไม่ได้สนใจอะไร และเป็นโจวเหว่ยซิวที่เป็นฝ่ายริเริ่มบทสนทนาก่อนขึ้นว่า

“ทำไมคุณถึงไม่เรียกให้โค้ชช่วยบ้างล่ะ?”

จ้าวเฉียนหันศีรษะเหลือบมองโจวเหว่ยซูเล็กน้อย ยิ้มตอบไปว่า

“เรื่องง่ายๆ แบบนี้ยังต้องเรียกคนให้มาช่วยสอนอีกงั้นเหรอ?”

โจวเหว่ยซูนึกสนใจเขาขึ้นมาเล็กน้อย จึงเอ่ยถามต่อไปว่า

“อะไรนะ? นี่คุณมาที่นี่เพื่อออกกำลังกายจริงๆ เหกรอ? ไม่ใช่เพื่อมาส่องเทรเนอร์สาว?”

“ฮ่าฮ่า…นี่ผมไม่ได้ว่างขนาดนั้นนะครับ อีกอย่างเธอก็ไม่เห็นสวยเท่าไหร่ ก็แค่หุ่นดีเพราะออกกำลังกายทุกวันเฉยๆ”

จ้าวเฉียนกล่าวเชิงสบประมาทเล็กน้อย

แต่ถ้าจะให้พูดตามตรง หลิวเสี่ยวเฟยเทรนเนอร์สาวคนนี้ทั้งสวยและหุ่นดีเกินหน้าเดินตาผู้หญิงคนอื่นๆ อย่างชัดเจน จึงไม่แปลกที่สามารถดึงดูดหนุ่มๆ ให้ตามติดเธอได้ขนาดนี้

เหตุผลที่จ้าวเฉียนกล่าวสบประมาทหลิวเสี่ยวเฟยก็เพื่อทำตัวให้แตกแยกกับผู้ชายคนอื่นๆ เทคนิคนี้จะช่วยเพิ่มความสนใจที่โจวเสี่ยวเฟยมีต่อเขาได้

ซึ่งมันก็แน่นอน ดูเหมือนว่าโจวเหว่ยซูจะเริ่มสนใจจ้าวเฉียนมากขึ้นอีกเล็กน้อย เธอเอ่ยถามต่อว่า

“ฟังดูแล้ว คุณคงไม่ใช่ธรรมดาเหมือนไปพวกผู้ชายหื่นพวกนั้นแหะ แฟนสาวของคุณคงสวยกว่าโค้ชอีกล่ะมั้ง? รูปร่างดีกว่าโค้ชอีกงั้นเหรอ?”

จ้าวเฉียนหันซ้ายแลขวา และยื่นหน้าเข้าใกล้โจวเหว่ยซู เอ่ยกระซิบขึ้นว่า

“ไม่เท่าหรอก แต่ลูกน้องในบริษัทของฉันทุกคนล้วนสวยกว่าเธอมาก แต่เรื่องหุ้นต้องยกให้โค้ชเลยจริงๆ”

โจวเหว่ยซูตกหลุมพรางของจ้าวเฉียนทีละนิดละน้อย เธอเอ่ยถามขึ้นทันทีด้วยความสงสัยว่า

“ลูกน้องในบริษัท? คุณทำธุรกิจเกี่ยวกับอะไรเหรอ?”

จ้าวเฉียนแอบแสยะยิ้มอย่างมีความสุขภายในใจ ดูเหมือนว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามแผนดี

การที่ลูกน้องในบริษัททุกคนของเขาสวยกว่าเทรนเนอร์สาวคนนี้ นี่ต้องระดับนางแบบไม่ก็นักแสดงแล้ว?

แล้วบริษัทที่รวมสาวสวยไว้แบบนี้คงไม่ใช่บริษัททั่วๆ ไปแน่นอน

“ผมเป็นเจ้าของบริษัทเฉียนเก๋อ เอ็นเตอร์เทรนเม้นท์ครับ ดาราสาวในสังกัดของผมล้วนมีชื่อเสียงและสวยมีเสน่ห์กันทุกคน”

จ้าวเฉียนยิ้มตอบกลับไปทันที

โจวเหว่ยซูที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับตกตะลึงอย่างยิ่งจนฝีเท้าพลันชะงักหยุดลงทันใด แต่ในตอนนี้ใต้เท้าของเธอเป็นลู่วิ่งและเธอก็กำลังอยู่ในระหว่างวิ่งอยู่ ส่งผลให้เธอกลิ้งกระเด็นตกลู่วิ่งล้มก้นจ้ำเบ่าอย่างแรง

จ้าวเฉียนรีบกระโดดลงไปช่วยประคองโดยไว อุ้มโจวเหว่ยซูขึ้นมาและเอ่ยถามขึ้นว่า

“คนสวย! เป็นอะไรรึเปล่าครับ? ไปโรงพยาบาลก่อนดีไหม?”

โจวเหว่ยซูรีบผลักออกจากอ้อมอกจ้าวเฉียน รีบทรงตัวยืนขึ้นทันทีด้วยความเขินอาย โชคยังดีที่เธอใช้อุปกรณ์ป้องกันครบครัน จึงทำให้เธอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไรร้ายแรง

หลิวเสี่ยวเฟยรีบวิ่งเข้ามาถามด้วยความตกใจเช่นกันว่า โจวเหว่ยซิ่วได้รับบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่

แต่โจวเหว่ยซูเพียงยิ้มตอบกลับไปว่า

“ขอบคุณนะคะแต่ดิฉันไม่เป็นอะไรมาก สบายดีค่ะ เดี๋ยวเขาจะพาดิฉันไปนั่งพักเอง”

จ้าวเฉียนยิ้มและพยักหน้าตอบ พลางถอนหายใจอย่างลับๆ ใช้เวลาเฝ้ารอกว่าหนึ่งสัปดาห์ในที่สุดโจวเหว่ยซูก็ติดเหยื่อ

จ้าวเฉียนประคองเธอมายังโซนพักผ่อนและนั่งลง จ้าวเฉียนเอ่ยถามอีกครั้งว่า

“คนสวย แน่ใจนะครับว่าไม่ไปตรวจที่โรงพยาบาล?”

โจวเหว่ยซูส่ายหัวและยิ้มตอบไปว่า

“อย่าเรียกดิฉันว่าคนสวยเลยค่ะ ดิฉันชื่อโจวเหว่ยซู คุณชื่อ…”

จ้าวเฉียนกล่าวตอบไปตามความจริง

“ผมจ้าวเฉียน ยินดีที่ได้รู้จักครับ ผมคิดว่าผมเห็นแววของคุณโจวนะครับ ถ้ามีโอกาสผมก็ยากปั้นนักแสดงหน้าใหม่ขึ้นในสังกัดอีกสักคน”

โจวเหว่ยรู้สึกดีใจอย่างมากก็จริง แต่ใช่ว่าจะดีใจจนเสียสติ

ใครก็บอกได้ว่าตัวเองเป็นเจ้าของบริษัทเฉียนเก๋อ และยังไม่มีอะไรพิสูจน์ได้เลยว่า สิ่งที่จ้าวเฉียนพูดไปเป็นความจริง

ดังนั้นโจวเหว่ยซูจึงยิ้มกล่าวขึ้นว่า

“ดิฉันได้ยินมาว่า อู่ซินก็กำลังถ่ายทำอยู่ที่กองถ่ายเมืองหวานจิ้งแห่งนี้พอดี เธอเป็นศิลปินสังกัดเฉียนเก๋อที่ดิฉันชอบที่สุดเลย คุณช่วยพาเธอมาพบหน่อยได้ไหมค่ะ? ดิฉันอยากชวนเธอไปทานดินเนอร์สักมื้อจัง แล้วขอลายเซ็นด้วย”

โจวเหว่ยซิ่วเป็นถึงรองผู้จัดการฝ่ายการค้าระหว่างประเทศ เธอมีกึ๋นและชั่นเชิงพาควร ปฏิกิริยาแรกของเธอย่อมสงสัยในตัวตนของจ้าวเฉียนเป็นธรรมดา ดังนั้นเธอจึงเอ่ยกล่าวออกไปแบบนั้นเพื่อทดสอบ

ถ้าจ้าวเฉียนสามารถโทรหาอู่ซินเพื่อนัดหมายได้ นั้นเท่ากับว่าเขาต้องเป็นเจ้าของบริษัทเฉียนเก๋อตัวจริงเสียงจริงอย่างไม่ต้องสงสัย มิฉะนั้นก็เท่ากับว่าเขากำลังหลอกเธอ และใช้เรื่องนี้เป็นข้ออ้างในการเข้าหาเท่านั้น

จ้าวเฉียนครุ่นคิดอยู่สักครู่ก่อนกล่าวตอบไปว่า

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย แต่ที่สำคัญต้องขึ้นอยู่กับอู่ซินจะพอมีเวลาว่างออกมาเจอหรือเปล่า เดี๋ยวผมโทรถามเธอให้เอง”

โจวเหว่ยซูยิ้มและพยักหน้าตอบกลับไปว

จ้าวเฉียนลุกขึ้นและเดินกลับไปยังห้องล็อกเกอร์ หยิบมือถืออกมาและโทรหาอู่ซินต่อหน้าโจวเหว่ยซู

อู่ซินเพิ่งเลิกกองและกำลังกินข้าวเย็นอยู่ พอเห็นว่าจ้าวเฉียนโทรเข้ามาเธอก็รีบวางข้าวกล่องและรับโทรศัพท์ทันที

“ฮาโหลจ้าวเฉียน มีอะไรรึเปล่า?”

อู่ซินเอ่ยถามอย่างมีความสุข

จ้าวเฉียนยิ้มตอบไปว่า

“มีแน่นอนเลยโทรมานี่แหละ มีเพื่อนฉันคนหนึ่งเขาเป็นแฟนคลับตัวยงของเธอเลย ฉันอยากให้เธอไปกินข้าวแล้วมอบลายเซ็นให้น่ะ”

อู่ซินเอ่ยตอบท่าทีประหม่าเล็กน้อย

“ตอนนี้เลยเหรอ? ฉันคงไม่มีเวลาว่างไปกินข้าวกับเพื่อนนายขนาดนั้น แต่ถ้าไปเจอถ่ายรูปหรือแจกลายเซ็นอะไรแบบนั้นน่าจะทันอยู่นะ”

จ้าวเฉียนไม่ต้องการปรากฏตัวอยู่อแล้ว ทุกอย่างดูจะเข้าทางเขาเช่นกัน

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะให้เพื่อนของฉันไปหาที่กองถ่ายแล้วกัน อย่าปฏิบัติกับเพื่อนของฉันเป็นพิเศษอะไรขนาดนั้นนะ เดี๋ยวเป็นข่าวขึ้นมาจะยุ่ง แจกลายเซ็นถ่ายรูปกันเสร็จก็ไปถ่ายต่อเถอะ”

อู่ซินตอบตกลงทันที

“ได้เลย! นายบอกให้เขามาที่กองถ่ายเลย ถ้าไปถึงแล้วเดี๋ยวฉันออกไปหาเอง”

จ้าวเฉียนกล่าวแนะให้เธอรู้จักหาเวลาว่างออกกำลังและพักผ่อนให้เพียงพอ อย่าโหมงานหนัก จากนั้นจึงค่อยกดวางสายไป

ตอนที่298 ได้ก็เอา ไม่ได้ก็ไม่เอา

หวางอวี่จุนรีบโทรหาเจ้าเซียวเกา ผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทเมล็ดพืชการาจ และเชิญเขาออกมารับประทานอาหารด้วยกัน

เรื่องที่ท่าเรือเฉียนตงโจมตีท่าเรือหัวจนประสบปัญหาครั้งใหญ่ ทางบริษัทเมล็ดพืชดการาจเองก็รับรู้เรื่องราวแล้วเช่นกัน

เจ้าเซียวเกาตระหนักดีอยู่ในใจว่า การที่หวางอวี่จุนนัดหมายเขาออกมาทานข้าวเช่นนี้ก็เพื่อฉกฉวยโอกาสดึงลูกค้าเข้าตัวจากอีกฝ่าย

แต่หากให้ทางเขายกเลิกออเดอร์ทั้งหมดในการขนส่งเมล็ดพืชจากท่าเรือหัว พวกท่าเรือเฉียนตงเองจำเป็นต้องแสดงความจริงใจให้เห็นเช่นกัน

ซึ่งความจริงใจที่ว่าคืออะไร? แน่นอน…ไม่มีอะไรที่ดูจริงใจไปกว่าเงินแล้ว เจ้าเซียวเการะเบิดหัวเราะอย่างมีความสุขเมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ได้เวลาเก็บเกี่ยวผลประโยชน์เข้าตัวครั้งใหญ่

เวลาหนึ่งทุ่ม หวางอวี่จุนและเจ้าเสี่ยวเกาเดินทางมาพบกันที่โรงแรมหยานจิ้ง

จ้าวเฉียนเองก็มาด้วยแต่ไม่ได้แสดงตัว ปล่อยให้หวางอวี่จุนและเจ้าเซียวเกาเจรจาในห้องอาหารส่วนตัวข้างๆ ไป

หวางอวี่จุนเป็นนักธุรกิจมือฉกาจ มีประสบการณ์ไม่น้อยในเวทีการเจรจาครั้งสำคัญๆ เขาย่อมทราบดีว่าตนเองควรพูดอย่างไรในโต๊ะอาหารค่ำแบบนี้

หวางอวี่จุนคลี่ยิ้มกว้างพลางยื่นเช็คใบหนึ่งให้อีกฝ่ายบนโต๊ะและกล่าวขึ้นว่า

“คุณเจ้า คงทราบถึงสถานการณ์ในตอนนี้ของท่าเรือหัวแล้วใช่ไหมครับ?”

เจ้าเซียวเกาเหลือบมองเช็คใบนั้นบนโต๊ะ พอเห็นว่าแค่ห้าล้านหยวนก็พลันแสยะยิ้มดูแคลนทันที

ใช้เงินแค่ห้าล้านหวังจะให้ยกเลิกออเดอร์ทั้งหมด? ฝันไปเถอะ!

“ผมได้ยินข่าวลือมาบ้างเล็กๆ น้อยๆ แต่ไม่รู้รายละเอียดเท่าไหร่ แล้วผู้จัดการหวางมาวางเช็คแบบนี้มันหมายความว่ายังไงเหรอครับ?”

เจ้าเซียวเกาตอบโต้ไปอย่างรู้เท่าทัน

จากท่าทางการแสดงออกของเจ้าเซียวเกา หวางอวี่จุนทราบทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังหมายความว่ายังไง

จ้าวเฉียนย้ำกับเขาก่อนลงสนามเจรจาครั้งนี้ไว้ว่า ให้ใช้เงินแก้ปัญหาและปิดดิลให้ได้โดยเร็วที่สุด งบจำกัดแค่20ล้านหยวน

ในเมื่อห้าล้านไม่สำเร็จ งั้นต้องสิบล้าน

หวางอวี่จึนยิ้มและตอบกลับไปว่า

“พวกเราเฉียนตงย้ำยีศักดิ์ศรีของพวกท่าเรือหัวจนไม่เหลือดี และดึงคนงานเกือบทั้งหมดของทางนั้นมาเป็นของเรา ทำให้การเดินเรือของพวกเขาหยุดชะงักเป็นอัมพาตไป ถ้าคุณเจ้า ช่วยให้ทางบริษัทของคุณมาสั่งออเดอร์กับเราได้ ผมสัญญาเลยว่าจะปรนนิบัติดูแลคุณเป็นอย่างดี”

เจ้าเซียวเกาแสร้งปั้นหน้าหนักใจ กล่าวตอบไปว่า

“เรื่องนี้มันค่อนข้างละเอียดอ่อนครับ คุณเองก็น่าจะรู้ดีว่าบริษัทนี้เป็นรัฐวิสาหกิจ การจะเปลี่ยนคู่ค้ามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ในแต่ละปีพวกเราทั้งนำเข้าและส่งออกเมล็ดพืชอย่างน้อยห้าสิบล้านตัน ด้วยปริมาณมากขนาดนี้ แม้ทางผมจะหาทางแจกแจงส่วนหนึ่งให้กับทางคุณ มันก็ถือเป็นกำไรมหาศาล แต่อย่างที่ว่าแหละครับ พอขึ้นชื่อว่ารัฐวิสาหกิจ จะยื่นเรื่องทีมันทั้งซับซ้อนและยุ่งยากมาก หวังว่าจะเข้าใจกันนะครับ”

หวางอวี่จุนรีบกล่าวตอบไปทันทีว่า

“คุณเจ้าวางใจได้ครับ ถ้าร่วมมือกับทางเรา เราไม่มีทางปล่อยให้การขนส่งล่าช้าแบบท่าเรือหัวแน่นอน เช็คใบนี้ถือเป็นการแสดงความจริงใจของผม ห้าล้านมันค่อนข้างน่าละอายใจเกินไปจริงๆ ถ้าอย่างนั้นผมจะเพิ่มอีกสิบล้านหลังจากคุณเจ้าส่งเรื่องไปแล้ว ว่ายังไงครับ?”

เจ้าเซียวเกาคนนี้เป็นพวกโลภมากไม่น้อย ซึ่งเงินจำนวน15ล้านมันยังไม่เพียงพอสำหรับเขา

“ผู้จัดการหวางถ้าพูดถึงขนาดนี้ ผมก็ขอไม่อ้อมค้อมแล้วนะครับ สามสิบล้านสำหรับค่าแสดงความจริงใจ และขอเพิ่มอีกปีละสองล้าน ถ้าผู้จัดการหวางรับได้ ผมจะลองไปคิดดู แต่ถ้าไม่ก็ถือซะว่าวันนี้มาทานข้าวกันเฉยๆ”

เจ้าเซียวเกาเอ่ยกล่าวออกไปตามตรง

นี่มันไม่ใช่การต่อรองแล้ว แต่คือการขูดรีดกันชัดๆ แน่นอนว่าหวางอวี่จุนปฏิเสธออกไปทันที

เจ้าเซียวเการะเบิดหัวเราะขึ้นและลุกขึ้นยืนทำท่าว่าจะจากไปโดยตรง

“ในเมื่อผู้จัดการหวางไม่มีความจริงใจแบบนี้ ผมคงไม่อยากรบกวนให้เสียเวลาแล้ว อย่างไงก็เถอะ ผมขอบอกอะไรคุณสักหน่อยนะ ถ้าครั้งหน้าที่มาเจรจามันจะไม่ใช่ราคานี้แล้ว ขอบคุณสำหรับมื้ออาหารนะครับ ขอตัวก่อน”

หวางอวี่จุนถึงกับทำอะไรไม่ถูกเช่นกัน เขารีบวิ่งไปหยุดเจ้าเซียวเกาทันทีและกล่าวว่า

“คุณเจ้า งั้นรอสักครู่นะครับ ผมขอโทรถามเจ้านายผมก่อนว่าจะยอมรับข้อเสนอนี้ไหม รบกวนรอก่อนนะครับ”

เจ้าเซียวเกาคลี่ยิ้มกว้างพยักหน้าตอบ และเดินกลับไปนั่งด้วยสีหน้าผ่อนคลาย ในความคิดของเขา หวางอวี่จุนไม่มีทางเลือกอื่นแล้วนอกจากจำใจยอมรับข้อเสนอนี้ของเขา

หวางอวี่จุนแสร้งทำเป็นหยิบมือถือและเดินออกไปจากห้องอาหาร ก่อนจะรีบวิ่งเข้าที่ห้องอาหารส่วนตัวข้างๆ เอ่ยกล่าวถามจ้าวเฉียนที่นั่งรออยู่ทันทีว่า

“คุณชายจ้าว ผมควรจะทำยังไงดี ไอ้หมอนี่มันโลภมากเกินไป มันต้องการสามสิบล้าน พร้อมกับเงินอีกสองล้านทุกปี ถ้าเราไม่เห็นด้วยตอนนี้ ครั้งนี้ราคาคงไม่อยู่แค่นี้แน่”

เงินแค่ไม่กี่สิบล้านมันไม่ใช่ปัญหาอยู่แล้วสำหรับจ้าวเฉียน แต่เขาทนไม่ได้ที่ต้องเสียเหลี่ยมแพ้ชั้นเชิงให้กับเจ้าเซียวเกา

ดังนั้นจ้าวเฉียนจึงตอบกลับไปว่า

“งั้นก็ช่างมันเถอะ ไปจ่ายบิลแล้วกลับกัน ในเมื่อมันไม่จริงใจกับเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องจริงใจกับมัน”

หวางอวี่จุนพยักหน้าและหันหลังกลับไปอย่างว่องไว

แต่พอเปิดประตูออกมาก็พบว่าเจ้าเซียวเกายืนรออยู่หน้าห้องดักรออยู่แล้ว

“หุหุ…ผู้จัดการหวาง ในเมื่อเจ้านายของคุณอยู่ที่นี่ ทำไมถึงไม่เชิญเขาออกมาล่ะ? หรือนี่เป็นการดูถูกผมกัน หาว่าผมไม่มีคุณสมบัติพอที่จะพบหน้าเขา?”

เจ้าเซียวเกากล่าวด้วยใบหน้าแสนเย้ยหยัน

หวางอวี่จุนแสร้งระเบิดหัวเราะเสียงดังๆ เพื่อกลบเกลื่อนความอับอาย แต่ทันใดนั้นสุ้มเสียงตะโกนของจ้าวเฉียนก็ดังลอดผ่านประตูออกมาว่า

“ผู้จัดการหวาง เชิญเขาเข้ามา”

หวางอวี่จุนรีบเบี่ยงร่างเปิดทางให้และผายมือเชิญเจ้าเซียวเกาเข้าไปข้างใน

เจ้าเซียวเกาเดินเข้าไปในห้องอาหารทันที แต่พอเห็นว่าจ้าวเฉียนยังเด็กมาก เขาก็เอ่ยถามขึ้นมาด้วยสีหน้าสับสนยิ่งว่า

“นายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังท่าเรือเฉียงตง…เด็กขนาดนี้เชียว?”

จ้าวเฉียนไม่ได้ลุกขึ้นต้อนรับใดๆ เขาแค่คลี่ยิ้มตอบอย่างสุภาพและกล่าวว่า

“ผู้จัดการเจ้าเองก็ยังเด็กมากเช่นกันครับ สามารถขึ้นมาเป็นผู้จัดการใหญ่ของบริษัทเมล็ดพืชการาจได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ความสามารถคงไม่ธรรมดา”

เจ้าเซียวเการู้สึกโล่งใจขึ้นเล็กน้อย เพราะนายใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังท่าเรือเฉียนตงเพิ่งจะกล่าวชื่นชมเขาไป

อย่างไงก็ตาม ไม่มีสิ่งใดมีความสุขเท่าเงินตราอีกแล้ว

“ผมรู้สึกปลื้มใจจริงๆ ครับที่ได้รับคำชมจากนายใหญ่เฉียนตง ถามที่ผมกล่าวกับลูกน้องคุณไว้เลย เงินสามสิบล้านพร้อมกับเงินอีกสองล้านทุกปี ผมสัญญาว่าจะโอนออเดอร์ทั้งหมดที่ท่าเรือหัวได้รับให้แก่คุณ และจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อดึงออเดอร์จากที่อื่นเพิ่มให้ การันตีอย่างน้อยห้าสิบล้านตันทุกปี คุณได้เนื้อชิ้นโต ส่วนผมขอเพียงซุปเล็กๆ น้อยๆ นี่คงไม่มากเกินไปใช่ไหมครับ?”

จ้าวเฉียนทราบดีว่า ออเดอร์ที่บริษัทเมล็ดพืชการาจมอบให้แก่ท่าเรือหัวมันเป็นส่งออกไปแค่ไม่กี่พื้นที่เท่านั้น และไอ้คำว่าพยายามของอีกฝ่ายมันก็แค่ลมปาก เพราะถ้าเจ้าเซียวเกาหาออดเดอร์ได้เพิ่มจริง พวกท่าเรือหัวคงมีออเดอร์เกิน50ล้านตันไปนานแล้ว

นี่จึงสรุปได้ว่า ต่อให้เฉียงตงสามารถร่วมมือกับบริษัทเมล็ดพืชการาจได้จริงๆ ยังไงออเดอร์ที่ได้ก็ไม่ถึง50ล้านตันแน่นอน

รอยยิ้มบางปรากฏขึ้นบนมุมปากของจ้าวเฉียน เขาตอบไปว่า

“คุณเจ้าก็พูดถูกนะครับ ถ้าผมได้เนื้อชิ้นโตก็คงให้ซุปคุณไปกิน แต่ผมยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าคุณจะหาเนื้อชิ้นโตได้จริงๆ รึเปล่า ดังนั้นผมคงให้ซุปคุณไม่ได้ นี่พูดมาทั้งหมดจะให้เรียกว่า การเจรจาหรือการรีดไถกันดี?”

เจ้าเซียวเกาที่ได้ยินแบบนั้นก็เข้าใจความหมายที่จ้าวเฉียนจะสื่อไปทันที เขาโต้ตอบกลับไปด้วยความโกรธเคืองว่า

“คิดว่ากำราบท่าเรือหัวได้แล้วตัวเองจะใหญ่คับฟ้าขนาดนั้นเชียว? ในเมื่อต้องการแบบนี้ก็ได้! ผมจะช่วยพวกเขาให้กลับมาผงาดอีกครั้งและคว่ำคุณคอยดู!”

หวางอวี่จุนไม่รู้ว่าตนควรพูดอะไรออกไปดี ทำได้เพียงยืนนิ่งๆ ไม่พูดไม่จาอยู่แบบนั้น

เพราะถึงยังไง ตอนนี้ทุกอย่างตกอยู่ในการดูแลของจ้าวเฉียนแล้ว เขาจึงไม่กล้าออกหน้ามาชี้นิ้วสั่งการ

จ้าวเฉียนเตรียมตัวเตรียมใจมาเผื่อจุดนี้ไว้อยู่แล้ว เขายืนขึ้นและกล่าวว่า

“กลับกันเถอะ ได้ก็เอาไม่ได้ก็ไม่เอา ผมไม่ได้สนใจอะไรมากอยู่แล้ว”

หวางอวี่จุนไม่กล้าเอ่ยถามอะไรสักคำ พยักหน้าและเดินติดตามจ้าวเฉียนออกไป

จ้าวเฉียนหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดภาพของเด็กสาวหน้าตาสวยขึ้นมาบนจอ เธอคนนี้มีชื่อว่าโจวเหว่ยซู

โจวเหว่ยซูเป็นบุตรสาวนอกสมรสของโจวเจียงเฉิน ประธานบริษัทเมล็ดพืชการาจ และเธอเป็นรองผู้จัดการการค้าระหว่างประเทศของบริษัทนี้

บางทีจ้าวเฉียนคงต้องเริ่มต้นจากเธอก่อนและค่อยขยายไปในส่วนออเดอร์ขนส่งทีหลัง

ตอนที่297 แผนกดดันสำเร็จ

เมื่อเห็นว่าหัวฉีเฉินไม่ปริปากพูดอะไรออกมาสักคำ หัวเซินซวนก็ยิ่งโมโหเข้าไปใหญ่ ตะโกนด่าสาปแช่งไปว่า

“นี่แกกำลังคิดอะไรโง่ๆอยู่ใช่ไหม? นี่เรากำลังเผชิญหน้ากับศัตรูอยู่นะ แกไม่มีเวลามางงแล้ว!”

หัวฉีเฉินเร่งเร้ากล่าวตอบไปทันที หยิบถ่อยคำที่หัวเซินซวนพูดไปก่อนหน้าป่าวประกาศโดยไว

“คนงานทุกท่าน โปรดฟังทางนี้! ทางนั้นยื่นข้อเสนออะไรมา พวกเราเองก็สามารถให้ได้เช่นกัน! พวกเราจะให้ทุกคนมีสิทธิ์การรักษาตามข้อกฎหมายที่กำหนด เงินเดือนพื้นฐานแม้ไม่ต้องออกทะเล พวกคุณทุกคนเองก็อุทิศตัวให้ท่าเรือหัวมาตั้งหลายปี ไม่มีความรู้สึกดีๆกับสถานที่แห่งนี้หลงเหลืออยู่เลยงั้นเหรอ?”

เหล่าคนงานที่อารมณ์ค่อนข้างอ่อนไหว พอได้ยินเสียงตะโกนของหัวฉีเฉิน หลายคนก็เริ่มรู้สึกลังเลขึ้นมาแล้วจริงๆ ถึงอย่างไรท่าเรือตระกูลหัวแห่งนี้ก็เป็นสถานที่คุ้นเคย คงจะดีกว่าแน่นอนถ้าได้กลับไปทำงานที่ตัวเองคุ้นเคยกันมาหลายปี

หวางอวี่จุนเห็นว่าท่าไม่ดี จึงหยิบโทรโข่งขึ้นมาตะโกนว่า

“คุณหัว เลิกสร้างปัญหาให้เราได้แล้ว พวกเราต้องการถูกจ้างอย่างถูกกฎหม่าย แต่คุณก็โกหกพวกเราซ้ำแล้วซ้ำเล่า พอตอนนี้มีคนที่เสนอผลประโยชน์ที่ดีกว่าให้พวกเราก็เพิ่งจะเห็นค่ากัน? ถ้างั้นก็ได้! เพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำพวกเราเป็นหนึ่งหมื่นหยวนสิ! พวกเรากลับไปแน่!”

“สุดยอด! ใช่แล้ว ใช่แล้ว! ขอเงินเดือนหนึ่งหมื่นหยวน พร้อมสวัสดิการทุกรูปแบบ!”

“ของมันต้องมี! แต่ถ้าคุณหัวไม่มีให้ พวกเราคงต้องจากกันตรงนี้แล้ว!”

“ไปพวกเรา! ไปกรอกแบบฟอร์มการสมัครกันดีกว่า!”

……….

เหล่าคนงานส่งเสียงดังเจี๊ยวจ๊าวไม่หยุดหย่อน และทุกคนต่างแสดงความเห็นไปกันทางเดียวคือ ต้องการจะย้ายไปทำงานที่ท่าเรือเฉียนตง

หัวเซินววนกำหมัดแน่นด้วยความโกรธจัด หากตระกูลหัวต้องจำนนทำตามเงื่อนไขที่พวกเขาต้องการ แค่ค่าเงินเดือนของคนงานที่ต้องจ่ายเพิ่มก็พุ่งสูงกว่า100ล้านหยวนแล้ว ผนวกกับค่าสวัสดิการและกองทุนเลี้ยงชีพ ตระกูลหัวต้องจ่ายเงินให้พวกคนงานอย่างน้อย200ล้านหยวนต่อปี ซึ่งนี่ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆเลย

หัวฉีเฉินคตัดสินใจไม่ได้ว่าจะเอายังไง จึงหันมาถามพ่อทันทีว่าจะทำยังไงต่อไปดี?

หัวเซินซวนเหลือบมองไปที่หวางอวี่จุนด้วยสายตาเหยียบเย็น และตอบลูกชายกลับไปว่า

“ตามนั้น! เราจะทำตามเงื่อนไขที่คนงานต้องการ แต่ถึงยังไงต้องมีการคัดกรองคนงานใหม่อีกครั้ง ถ้ามีคุณสมบัติไม่ถึงเกณฑ์ก็ปล่อยทิ้งไป”

หัวฉีเฉินพยักหน้าเชิงสัญญาณว่าเข้าใจในสิ่งที่พ่อของเขาเอ่ยถึง และหันไปป่าวประกาศเสียงดังอีกระลอกว่า

“คนงานทุกท่าน ท่าเรือหัวของเรามีความจริงใจมากพอที่จะทำตามข้อเสนอแนะของทุกคน เงินเดือนการันตีหนึ่งหมื่นหยวน พร้อมสวัสดิการและกองทุนครบคัน! สบายใจว่าเราจะโกงหรือไม่ ผมจะเซ็นสัญญายืนยันให้เดี๋ยวนี้!”

จ้าวเฉียนกำชับเสียงหนักแน่น ไม่ว่ายังไงก็ต้องดึงกำลังคนของท่าเรือตระกูลหัวออกมาให้ได้ ดังนั้หวางอวี่จุนจึงขึ้นเงินเดือนให้อย่างต่อเนื่อง เพิ่มเงินเดือนขั้นต่ำให้อีกคนละ1,000หยวน ทั้งยังมีเบี้ยเลี้ยงให้ระหว่างออกเดินเรือพิเศษ รายได้แท้จริงของบรรดาคนงานและลูกเรือแต่ละคนจะตกอยู่ที่12,000หยวนต่อเดือน(ประมาณ61,000บาท)

ดังนั้นแล้ว เมื่อเปรียบเทียบกับเงินเดือนขั้นต่ำที่ท่าเรือเฉียนตงมอบให้ ท่าเรือตระกูลหัวยังเป็นรองอยู่2,000หยวนต่อเดือน แถมไม่ใช่แค่นั้น ที่สำคัญมันอยู่ที่เบี้ยเลี้ยงระหว่างเดินเรือของท่าเรืเฉียนตง นั้นหมายความว่า ถ้าลูกเรือและคนงานคนไหนขยันก็จะได้เบี้ยตรงนี้มากขึ้นเท่านั้น ท่าเรือเฉียนตงใจกว้างขนาดนี้ ใครบ้างไม่อยากทำงานให้?!

หัวเฉินซวนโกรธจัดจนเริ่มหายใจหอบเหนื่อยไม่เป็นจังหวะ ตะโกนด่าสาปแช่งไปว่า

“ไอ้สารเลว! แกอยากได้คนงานของฉันขนาดนั้นเลยรึไง! อย่าไปฟังที่มันพูด! มันแค่เสนอปากเปล่าหวังจะโกงคนงานทุกคนทีหลัง!”

หวางอวี่จุนหัวเราะลั่นและกล่าวตอบไปว่า

“คุณหัว คิดจะใส่ร้ายกันหน้าด้านๆแบบนี้เลยเหรอครับ? ผมระบุเพิ่มลงไปแล้วในสัญญาจ้าง ทั้งเรื่องเงินเดือนที่สามารถเพิ่มได้และผลประโยชน์ต่างๆนาๆอีกมากมายครบทุกลายลักษณ์อักษร ทุกคน! ถ้าผมไม่ได้ทำตามที่พูดไว้จริง พวกคุณสามารถถือใบสัญญาจ้างเหล่านี้ไปฟ้องศาลได้ทันที! พวกท่าเรือตระกูลหัวต่างหากกล่าวสัญญาแค่ปากเปล่า ไม่กล้าแม้แต่เขียนระบุลงในสัญญาจ้างแบบพวกเราด้วยซ้ำ เท่านี้ก็น่าจะเห็นแล้วว่า ฝ่ายไหนกันแน่ที่จริงใจกับพวกคุณ?”

หัวเซินซวนถูกกล่าวหาตอบโต้กลับไปทันทีว่า พวกตระกูลหัวไร้ซึ่งความจริงใจ แต่อย่างไรเขาไม่ต้องการโต้เถียงกับหวางอวี่จุน เพียงเพราะรู้สึกว่า อีกฝ่ายคุณสมบัติต่ำเกินไปที่จะสนทนาด้วย

ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ทางเดียวที่ตระกูลหัวจะหลีกเลี่ยงหายนะที่จะเกิดขึ้นในอนาคตได้คือ พวกเขาจะต้องเสนอราคาสู้กับท่าเรือเฉียนตงต่อไป

อย่างน้อยที่สุด พวกขำก็ยังสามารถรักษากำลังคนเอาไว้ได้ และหลังจากออเดอร์เดินเรือชุดใหญ่จบลง พวกเขาค่อยหาข้อแก้ตัวแก้ไขสัญญาจ้างให้กลับมาเป็นแบบเดิมทีหลัง

หัวเซินซวนกล่าวกับหัวฉีเฉินไปว่า

“อย่าไปยอมพวกมัน! สู้ราคาต่อไป! ไม่ว่าพวกมันจะเสนอเท่าไหร่ เราต้องเสนอให้มากกว่า!”

ในตอนนี้ไม่เพียงแค่หัวฉีเฉินที่ไม่เต็มใจ แม้แต่ลูกชายคนอื่นๆของหัวเซินซวนเองก็เริ่มไม่เต็มใจรับได้แล้วเช่นกัน หากยังขืนสู้ราคาแบบนี้ต่อไป พวกเขาจะต้องสูญเงินไปอีกหลายร้อยล้านหยวนต่อปีเพื่อจ่ายให้กับพวกคนงานเหล่านี้ แล้วประเด็นคือ มูลค่าสุทธิของตระกูลหัวในปัจจุบันมีแค่ประมาณ3,000ล้านหยวน และพวกเขาไม่สามารถรองรับรายจ่ายขนาดนี้ได้ไหวไปตลอด

“พ่อ ผมว่าเรื่องนี้ควรคิดให้ดีก่อนจะเสนอไปนะ รีบร้อนด่วนตัดสินใจไปอาจทำให้เราประสบความสูญเสียครั้งใหญ่ได้”

หัวฉีหมิงรีบกล่าวแทรกขึ้นทันที

“พี่ใหญ่ ผมเองก็คิดว่าฉีหมิงพูดถูก พี่อย่าเพิ่งใจร้อนไป จุดประสงค์ของพวกมันชัดเจนมาก พยายามขึ้นราคาเพื่อยั่วยุให้พวกเราสู้ พอราคาค่าจ้างถูกปั่นจนสูงเกินจริง พวกมันจะปล่อยให้เรารับภาระแก่เพียงผู้เดียว นี่มันกับดักชัดๆ พี่ใหญ่ต้องตั้งสติ!”

หัวเซินกังเองก็รีบเกลี้ยกลอมเช่นกัน

หัวเซินกัวกล่าวเสริมต่อว่า

“พี่ใหญ่ คนงานยังมีอีกมากให้เราจ้างใหม่ ไม่จำเป็นต้องจ่ายราคาสูงขนาดนี้เพื่อรั้งชุดเก่าไว้”

หัวเซินซวนเหลือบมองไปทางพวกน้องชายและพวกลูกตัวเองด้วยความผิดหวัง และตอบกลับไปว่า

“พวกแกก็แค่เห็นแก่กำไรเพียงน้อยนิดตรงหน้า ไม่เคยมองการณ์ไกลเลย ถ้าเราไม่รักษาคนงานกลุ่มนี้เอาไว้ รายการขนส่งน้ำมันและเมล็ดพืชที่เป็นลูกค้ารายใหญ่ของเราจะเกิดการล่าช้าขึ้นทันที แล้วพวกแกคิดบ้างไหมว่าค่าชดใช้ที่พวกเราต้องเสียมันมหาศาลกว่ากี่เท่า? นี่ยังไม่รวมถึงการที่พวกเรามีโอกาสเสียลูกค้าอีกมากมายในอนาคต! เมื่อถึงตอนนั้นพวกเราตระกูลหัวจะเอาอะไรไปรอด?!”

หัวฉีเฉินและคนอื่นๆก้มหน้าก้มตาสลดทันทีด้วยความอับอาย วิสัยทัศน์ของพวกเขาไม่ได้กว้างไกลอย่างที่หัวเซินซวนว่าไว้จริงๆ

แต่จะให้รายจ่ายบานเบอะขนาดนี้ พวกเขาก็ทำใจยอมรับไม่ได้จริงๆไ

แต่ในเวลานั้นเอง จ้าวเฉียนก็โทรเข้ามาหาหวางอวี่จุน

หวางอวี่จุนรีบกล่าวถามทันทีด้วยความสุภาพว่า

“คุณชายจ้าว มีอะไรจะรับสั่งเพิ่มครับ?”

“สู้ราคาต่อไป รอบนี้เพิ่มเป็นสองพันหยวน”

จ้าวเฉียนสั่งการไปทันที

หวางอวี่จุนพลันรู้สึกมึนงงเล็กน้อยเมื่อได้ยิน เขาไม่เข้าใจจริงๆว่า ตอนนี้คุณชายจ้าวตั้งใจจะทำอะไรกันแน่? ไม่ใช่ว่าต้องการบีบให้ศัตรูสู้ราคาเฉยๆหรอกเหรอ? แล้วถ้าอีกฝ่ายไม่สู้ขึ้นมา กลับต้องเป็นพวกเขาแทนที่ต้องรับภาระกว่าหลายร้อยล้านหยวน

“คุณชายจ้าว เดินหมากไปเช่นนี้ราคาเดิมพันไม่สูงเกินไปหน่อยเหรอครับ? เม็ดเงินหมุนเวียนในธุรกิจของเราไม่เพียงพอที่จะจ้างพวกเขาด้วยอัตราที่สูงขนาดนี้”

หวางอวี่จุนพยายามกล่าวโดยอ้อมเพื่อโน้มน้าวใจ

จ้าวเฉียนหัวเราะและกล่าวตอบไปว่า

“อย่ากังวลไปเลย แค่ทำตามที่ฉันสั่งก็พอ ถ้าพวกมันสู้ราคาต่อหลังเพิ่มไปอีกสองพันหยวน ให้ยอมแพ้ทันที”

หวางอวี่จุนกล่าวตอบกลับไปทันทีว่า

“เข้าใจแล้วครับ!”

ในเวลาเดียวกัน หัวฉีเฉินก็ตะโกนขึ้นมาอีกครั้ง

“คนงานทุกท่าน พวกเราจะขอสู้ราคาต่อไปเพื่อทุกคน!”

หวางอวี่จุนกดวางสายและป่าวประกาศตามที่จ้าวเฉียนสั่งการไว้ว่า

“ทุกท่าน! เพื่อแสดงความจริงใจของเรา เงินเดือนขั้นต่ำพวกเราขอเพิ่มให้อีกสองพันหยวน! กรอกแบบฟอร์มการรับสมัครและส่งเข้ามาเลย!”

หัวเซินซวนสุดจะทานทนได้ไหวแล้ว ทันทีที่เขาได้ยินแบบนั้นก็พลันกระอักพ่นเลือดสดออกมาคำโต รู้สึกเจ็บบริเวณหัวใจอย่างรุนแรงราวกับเข็มนับร้อยพันกระหน่ำทิ่มแทง และล้มหมดสติลงไปทั้งแบบนั้น

“พ่อ! พ่อ…”

“คุณปู่ คุณปู่…”

“ท่านประธาน!”

ทุกคนรีบนำส่งหัวเซินซวนไปยังโรงพยาบาลทันทีเพื่อเข้ารับการรักษา

หวางอวี่จุนป่าวประกาศเสียงดังฟังชัดว่า

“ทุกท่าน จะเห็นได้ว่ท่านเตือหัวไม่สามารถสู้ราคากับพวกเราได้ไหวอีกต่อไปแล้ว แค่ตกใจนิดตกใจหน่อย คุณหัวก็โรคหัวใจดกำเริบเข้าโรงพยาบาลไปแล้ว นี่เหรอคนที่พวกคุณอยากทำงานให้? ไม่เอาน่า มาทำงานกับพวกเราท่าเรือเฉียนตงกันดีกว่า!”

โดยปราศจากอุปสรรคอย่างพวกตระกูลหัว บรรดาคนงานได้แห่เข้ามากรอกใบสมัครส่งให้ท่าเรือเฉียงตงเสร็จสรรพในเวลาอันสั้น

เวลาประมาณหกโมงเย็น หลังจากฝ่ายบุคคลทำหน้าที่คัดกรองกันอย่างหนัก ท่าเรือเฉียนตงก็ประกาศบุคคลที่ได้รับสัญญาจ้างรวมแล้ว600คน ส่วนที่เหลือจำใจต้องกลับไปทำงานที่ท่าเรือหัวด้วยความเศร้าโศกต่อไป

หวางอวี่จุนขมวดคิ้วมองไปยังคนงานชุดใหม่จำนวนกว่า600คน แล้วทีนี้จะจัดการกับเรื่องงบประมาณยังไงต่อ?

หวางอวี่จุนเดินทางมาหาจ้าวเฉียนเพื่อรายงานผลการรับสมัคร เขาเอ่ยถามทิ้งท้ายว่า

“คุณชายจ้าว แล้วพวกเราควรจัดการเรื่องนี้ยังไงดี? เม็ดเงินที่หมุนเวียนในระบบไม่สามารถรองรับพวกเขาได้ไปตลอด”

จ้าวเฉียนยิ้มตอบไปว่า

“ไม่จำเป็นต้องกังวลเลย ฉันเตรียมมาตรการรองรับไว้แล้ว ตอนนี้นายตามฉันไปพบผู้รับผิดชอบของบริษัทไชน่าปิโตรเคมีกับเมล็ดพืชการาจ พยายามชักชวนให้พวกเขามาสั่งออเดอร์กับเรา”

ตอนที่296 โทรมาใหม่ถ้าอีกฝ่ายไม่เล่นตามกฎ

ในขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยอยู่นั้นเอง จู่ๆหยางเหวินซงก็มีสายโทรศัพท์จากหลินเซียะเช่นกัน และหลังจากโทรศัพท์เสร็จสรรพสีหน้าการแสดงออกของเขาเป็นพิมพ์เดียวกับหวั่นหลิวฉีกับเจี้ยงต้าฟาไม่มีผิด เขารีบเรียกลูฏน้องยกพวกกลับทันที ทิ้งท้ายเพียงข้ออ้างปล่อยให้ทุกคนยืนงง

จากนั้นบรรดาหัวหน้าแก๊งคนอื่นๆเองก็ทยอยขอตัวพร้อมข้ออ้างต่างๆนาๆ จนในที่สุดเหลือเพียงพวกคนงานและลูกเรือของตระกูลหัวเท่านั้นที่พร้อมต่อสู้

หวางอวี่จุนหัวเราะพลางกล่าวติดตลกขึ้นว่า

“อ้าว! เกอดอะไรขึ้นกันครับเนี่ย? ที่แท้พวกเขาก็มากินลมลมวิวทะเลกันเฉยๆ อย่าว่าแหละครับ ทะเลของหยานจิ้งขึ้นชื่อที่สุดแล้ว ฮ่าฮ่า…”

สีหน้าการแสดงออกของหัวเซินซวนแปรเปลี่ยนไปทันควัน ใบหน้ามืดทมิฬอัดแน่นไปด้วยความโกรธ

“อย่าเพิ่งภูมิใจไป! แค่คนของตระกูลหัวมันก็มากพอที่จะทำลายพวกแกได้แล้ว!”

หวางอวีจุนระเบิดหัวเราะอีกคราอย่างมีชัย โต้กลับอย่างคร้านจะใส่ใจว่า

“ประธานหัว บางทีเรื่องมันคงผ่านไปนานจนคุณลืมไปแล้ว แต่ผมจะรื้อฟื้นกลับมาให้เอง จำเมื่อห้าสิบปีต่อได้ไหม? ตอนที่ลูกเรือของตระกูลหัวถูกพวกเราท่าเรือเถียงตงปิดล้อมเอาไว้? ตอนนั้นพ่อของคุณ หัวเซียงตงต้องคุกเข่าขอร้องให้สงบศึก ต่อจากนั้นเป็นต้นมา ท่าเรือหัวกับท่าเรือเฉียนตงก็ไม่เคยปะทะกันอีกเลย? แต่ตอนนี้เหตุการณ์อาจต้องซ้ำรอยแล้ว!”

เมื่อห้าสิบปีที่แล้ว หัวเซินซวนยังจำได้ไม่ลืมเลือนถึงเหตุการณ์ในวันนั้น

ในเวลานั้นเขาเพิ่งอายุได้สิบขวบ แต่กลับต้องโดนกลุ่มคนนับหลายร้อยตีกรอบล้อมไว้ไม่ให้หนีไปไหน และตั้งแต่นั้นมา นั่นเปรียบเสมือนปมในวัยเด็กที่ฝังลึกอยู่ในก้นบึ้งจิตใจเสมอมา เมื่อหวางอวี่จุนขุดขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็เผยร่องรอยสีหน้าความหวาดกลัวออกมาทันที

แม้เรื่องนี้จะผ่านมาห้าสิบปีแล้ว แต่หัวเซินซวนยังคงหวั่นใจเกรงกลัวไม่ลืมเลือน

ส่วนพวกสมาชิกตระกูลหัวที่เหลือกลับไม่รู้เรื่องราวความอัปยศเมื่อห้าสิบปีก่อนเลย แต่ละคนจึงปั้นหน้างุนงงไม่รู้เลยว่าหวางอวี่จุนกำลังพูดเรื่องอะไร?

หัวฉีเฉินเอ่ยถามพ่อของเขาทันทีด้วยน้ำเสียงเจือสงสัยว่า

“พ่อ เกิดอะไรขึ้นเมื่อห้าสิบปีก่อน?”

หัวเซินซวนพยายามข่มกลั้นความกลัวลงในจิตใจและส่ายหัวกล่าวว่า

“ไม่มีอะไร แกโทรเรียกหลินเซียะให้ออกมายุติปัญหาเดี๋ยวนี้”

หัวฉีเฉินพยักหน้ารีบหยิบมือถือโทรหาหลินเซียะโดยไว

หลินเซียะยิ้มและเอ่ยขึ้นว่า

“คุณหัวมีอะไรรึเปล่าครับ?”

หัวฉีเฉินรีบรายงานสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ณ ตอนนี้อย่างรวดเร็ว และขอร้องให้อีกฝ่ายช่วยออกหน้ามาแก้ไขปัญหา

แต่หลินเซียะกลับแสยะยิ้มและกล่าวตอบไปว่า

“ผมได้รับโทรศัพท์จากท่าเรือเฉียนตงแล้ว พวกเขาบอกว่ากำลังเปิดรับสมัครคนอยู่ แต่จู่ๆก็ถูกพวกคุณก่อกวน แถมพวกเขาเองก็ยังบอกกให้ทางผมมาเจรจากับคุณ นี่ก็พอดีเลย อันที่จริงผมก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเท่าไหร่หรอกนะ แนะนำให้เลิกไปก่อกวนวฝ่ายอื่นจะดีกว่า เหตุการณ์ในตอนนี้ลองคิดให้ดีสิครับว่า สุดท้ายแล้วใครผิด? ใครกันแน่ที่ควรรับผิดชอบ? ผมคงไม่ต้องพูดอะไรให้มากความหรอกนะครับ”

หัวฉีเฉินรีบตอบกลับไปทันที

“ผู้ว่าหลิน เรื่องนี้พวกเราถูกต้อง! อย่าไปฟังพวกมันเป่าหูนะครับ คนของเรากำลังก่อม็อบเพื่อเรียกร้องถึงปัญหาที่เกิดขึ้นภายใน แล้วจู่ๆพวกท่าเรือเฉียนตงก็ชุบมือเปิปมาขโมยคนของเราไปหน้าตาเฉย! แค่นี้ก็ชัดเจนพอแล้วนะครับว่าใครผิดใครถูก!”

ไม่ว่าหัวฉีเฉินจะอธิบายไปดีแค่ไหน แต่สุดท้ายหลินเซียะก็เข้าข้างฝ่ายจ้าวเฉียนอยู่ดี เขาจึงกล่าวตอบไปว่า นี่เป็นเรื่องปกติของบริษัทคู่แข่งกัน การแย่งกำลังคนกันไปกันมาถือเป็นเรื่องธรรมดา ไม่อย่างนั้นจะมีค่าสมองไหล[1]เพื่ออะไร?

หลินเซียะไม่อยากจะเสียเวลาพล่ามกับหัวฉีเฉินมากไปกว่านี้แล้ว ดังนั้นเขาจึงตัดความกล่าวโดยสรุปไปว่า

“ผมเข้าใจความรู้สึกคุณหัวดีนะ แต่ถึงแบบนี้ท่าเรือเฉียนตงก็เล่นตามเกมตามกฎหมายที่กำหนด ผมไม่มีสิทธิ์ตัดสินความผิดให้พวกเขาได้ แต่ถ้าพวกเขาฝ่าฝืนกฎหมายเมื่อไหร่ ก็โทรแจ้งผมได้เลย แค่นี้ก่อนนะครับ ผมติดประชุมอยู่”

หลินเซียะไม่แม้แต่ให้โอกาสหัวฉีเฉินอธิบายตอบโต้ใดๆเลย ทันทีที่พูดจบเขาก็กดวางสายไปทันที

หัวฉีเฉินเก็บมือถือของตนลงกระเป๋าไปอย่างไม่ค่อยพอใจนัก และหันมารายงานให้พ่อตัวเองฟังว่า

“พ่อ อีกฝ่ายไม่เต็มใจช่วยเลย”

หัวเซินซวนเอ่ยถามด้วยความขุ่นเขืองว่า

“ทำไม? ไม่ใช่ว่าเขาเองหรอกเหรอที่ต้องการให้สองตระกูลปองดองกัน?”

หัวฉีเฉินรีบตอบกลับไปว่า

“เขาบอกว่า อีกฝ่ายเล่นตามเกมไม่ได้ฝ่าผืนข้อกฎหมาย เขาไม่สามารถทำอะไรได้ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่อีดกฝ่ายเริ่มทำผิดก่อน ค่อยโทรหาเขาใหม่”

หัวเซินซวนทั้งโกรธหลินเซียะที่ทำตัวเมินเฉยต่อสถานการณ์ และยังโกรธหัวฉีเฉินที่ทำอะไรไม่ได้เลย เขาตำหนิติเตียนขึ้นว่า

“นี่มันบ้าอะไรกัน! ใครจะไปสนว่าอีกฝ่ายเล่นตามเกมรึแปล่า! นี่มันเรื่องของสองตระกูล มันไม่ใช่แค่เรื่องรับสมัครคน! ทำไมแกถึงไร้ประโยชน์ขนาดนี้ แล้วถ้าเป็นแบบนี้ไปฉันจะกล้าฝากอนาคตของตระกูลหัวให้แกได้ยังไง! แค่จะเรียกคนมาช่วยยังทำไม่ได้!”

หัวฉีเฉินยามนี้เหงื่อตกท่วมทั้งตัวไปหมดแล้ว เขารีบขอโทษพ่อโดยเร็ว

“พ่อผมขอโทษ ผมจะรีบโทรหาเขาใหม่เดี๋ยวนี้เลย”

ในเวลานั้นเอง หวางอวี่จุนก๋หัวเราะขึ้นคำโต กล่าวขัดจังหวะว่า

“ประธานหัว เลิกทำให้ลูกชายตัวเองต้องอับอายขายขี้หน้าไปมากกว่านี้เถอะครับ ผู้ว่าหลินก็พูดเองไม่ใช่เหรอว่า พวกผมเล่นตามเกม แล้วจะไปโยนความรับผิดชอบให้คนอื่นได้ยังไง ควรโทษตัวเองนะครับที่ดูแลคนงานตัวเองไม่ดีเอง ดังนั้นหัดพึ่งพาตัวเองได้แล้วครับ”

คำพูดประโยคนี้ของหวางอวี่จุนจี้จุดกระแทกใจหัวเซินซวนอย่างแรง ตราบใดที่ท่าเรือเฉียนตงไม่เริ่มก่อน พวกเขาคงไม่ต้องมานั่งลำบากกันขนาดนี้

ภายใต้สถานการร์ ณ ปัจจุบันกล่าวได้ว่า ตระกูลหัวจตกอยู่ในสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของจริง หากไม่จัดการกับพวกท่าเรือเฉียนตง มีหวังพวกคนงานได้ลาออกไปหมดแน่ แต่ถ้าเปิดฉากโจมตี พวกเราจะมีปัญญารับผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้ไหวหรือไม่?

หัวเซินซวนในขณะนี้รู้สึกอับอายอย่างยิ่งที่ซื้อใจคนงานของตัวเองไม่ได้ ถึงได้ไปทรยศไปเข้าร่วมกับพวกท่าเรือเฉียนตงแทน

เฉินหมิงหยูกล่าวขึ้นด้วยคาวมโกรธเคืองว่า

“พวกนายเมื่อกี้ยังหันหลังให้ฉันอยู่เลย พอตอนนี้จะมาขอร้องให้รับทำงาน? จะว่าได้ไหมมันก็ได้แหละ แต่ฉันรู้สึกผิดหวังจริงๆ ยังไงซะตอนนี้เราขอเก็บเรื่องนี้ไปคิดดูก่อนอีกที!”

พวกคนงานที่กลับลำเดินย้อนไปหาเฉินหมิงหยูเพื่อสมัครงาน แต่ละคนล้วนรู้สึกผิดอยู่ในใจและพยักหน้าตอบไม่กล้าโต้เถียง บางคนเอ่ยถามไปว่า มีเกณฑ์รับสมัครอะไรรึเปล่า?

เฉินหมิงหยูสั่งให้พวกลูกน้องแจกแบบฟอร์มสมัครงานให้คนละแผ่นและป่าวประกาศกับทุกคนไปว่า

“ใครที่มีความจริงใจจะทำงานกับบริษัทของเราจริง ก็กรอกดแบบฟอร์มที่แจกให้และใส่ลงในกล่องกระดาษตรงหน้า เราจะเลือกคนที่เหมาะสมเท่านั้นเข้ามาทำงานด้วย”

พวกคนงานที่ได้ยินแบบนั้นก็รีบแห่เข้าไปหาพวกลูกน้องของเฉินหมิงหยูทันที เพื่อขอแบบฟอร์ม

“ผมขอใบหนึ่ง!”

“ผมเองก็อยากได้เหมือนกัน! แจกให้ผม แจกให้ผม!”

เมื่อเห็นคนงานของตัวเองแย่งใบสมัครงานของท่าเรือของฝ่ายศัตรู หัวเซินซวนยิ่งรู้สึกไม่สบายใจเข้าไปใหญ่ ถ้าเขาสูญเสียคนงานพวกนี้ไปมันจะต้องส่งผลร้ายต่อท่าเรือตระกูลหัวอย่างมหาศาล โดยเฉพาะกับค่าชดเชยที่ต้องจ่ายให้กับ กรมการคลังสินค้าจีน และลูกค้าที่มาจ้างวานข่นส่งอีกจำนวนหลายพันรายการ และทั้งหมดที่ว่ามานี้ตระกูลหัวจำต้องรับค่าความเสียหายแก่เพียงผู้เดียว

แถมกัดฟันชำระค่าเสียหายพวกนี้ไปแล้วก็ใช่ว่าทุกอย่างจะกลับมาเป็นเหมือนเดิม มีแนวโน้มสูงมากที่ลูกค้ารายใหญ่ทั้งหลายจะหันไปใช้บริการเจ้าอื่น ที่ซวยไปกว่านั้นคือ อุตสาหกรรมการเดิมเรือในปัจจุบันค่อนข้างซบเซาอย่างมาก มีหลายบริษัทข่นส่งทางเรือที่ต้องปิดตัวลง และถ้าตระกูลหัวสูญเสียลูกค้ารายใหญ่พวกนี้ไป พวกเขาก็มีสิทธิ์ต้องปิดกิจการลงเช่นกัน ชะตากรรมของตระกูลหัวในขณะนี้อยู่ใกล้คำว่าล้มละลายเข้าไปทุกทีแล้ว

เมื่อคิดถึงผลร้ายแรงเหล่านี้ได้ หัวเซินซวนจึงกัดฟันกล่าวกับหัวฉีเฉินทันทีว่า

“บอกคนงานไปว่า พวกเราจะเพิ่มเงินเดือนและสวัสดิการให้!”

หัวฉีเฉินตื่นตกใจอย่างยิ่งเมื่อได้ยิน เขารีบเกลี้ยกล่อมพ่อของเขาโดยไวว่า

“พ่อ ถ้าทำแบบนี้ เราจะมีค่าใช้จ่ายรายปีเพิ่มอีกหลายสิบล้านเชียวนะ!”

หัวเซินซวนสวนกลับไปทันทีว่า

“ยังมีสมองคิดอยู่รึเปล่า?! จะเลือกจ่ายเพิ่มสิบล้าน หรือจะให้ท่าเรือตระกูลหัวของเราต้องล้มละลาย! คิดสิคิด! ฉันผิดหวังในตัวแกจริงๆ!”

ความมั่นใขของหัวฉีเฉินถูกลดมอนไปอย่างมากเมื่อได้ยินคำว่า ผิดหวัง ดังออกมาจากปากพ่อตัวเอง และตอนนี้เขาไม่แม้แต่กล้าปริปากกล่าวอะไรทั้งสิ้น เพราะกลัวว่าเขาจะพูดจาไม่เข้าหูพ่อ ถ้ายิ่งพูดแล้วยิ่งผิดก็สู้หุบปากไปเลยดีกว่า

  

[1]เงินพิเศษซื้อใจกำลังคน เพื่อกันไม่ให้บริษัทคู่แข่งแย่งไปได้

ตอนที่295 มากินลมชมวิวทะเล

เหล่าพี่น้องทุกคนที่ได้รับเชิญมาจากตระกูลหัวต่างประกาศเอ่ยนามกันไปหมดแล้ว โดยพื้นฐานถ้าระดับหัวหน้าของแต่ละเขตเมืองมารวมตัวขนาดนี้ คงไม่มีทางยอมถอยง่ายๆ และคงต้องสู้จนกว่าจะได้รับชัยชนะ

หลังจากได้ยินชื่อว่าเป็นรุ่นใหญ่ พวกคนงานที่อยากจะลาออกก่อนหน้านี้ก็เริ่มหวาดกลัวทันที พวกเขารีบร่นถอยกลับมายังอาณาเขตของตระกูลหัวอีกครั้ง

หนึ่งในจุดประสงค์ที่หัวเซินซวนสั่งให้เชิญคนพวกนี้มาก็เพื่อ ข่มขู่ให้คนงานพวกนี้กลัวและบีบบังคับไม่ให้ลาออก และตอนนี้ก็ดูเหมือนว่าเขาจะทำสำเร็จตามเป้าแล้ว คนงานยพวกนี้กำลังหวาดกลัวอยู่จริงๆ

เมื่อเห็นพวกคนงานเดินทยอยกลับไปทีละคนสองคน เหล่าสมาชิกตระกูลหัวก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก

หัวฉีเฉินยิ้มถามหวางอวี่จุนด้วยท่าทีที่พึงพอใจยิ่งว่า

“จะรีบไสหัวไปซะหรือต้องโดนกระทืบก่อนสักทีถึงจะไป?”

หวางอวี่จุนจู่ๆ ก็หัวเราะและตอบกลับไปว่า

“รองประธานหัว อย่าเพิ่งรีบร้อนสิครับ! จะแน่ใจได้ยังไงว่าคนพวกนี้จะอยู่ช่วยคุณจริงๆ? คุณมากกว่าครับที่ผมต้องถาม จะรับไสหัวไปได้รึยัง?”

“ฮ่าฮ่า…ตลกชะมัด! พวกฉันจ่ายเงินเลี้ยงดูคนเหล่านี้ไปไม่รู้เท่าไหร่ แล้วแกยังกล้าตั้งคำถามอีกเหรอว่า พวกเขาจะอยู่ช่วยจริงๆ? คงมาที่นี่เพื่อดูวิวทะเลหรอกมั้ง!”

หวางอวี่จุนระเบิดหัวเราะอีกครั้ง ตรงเข้าประจันหน้าอย่างไม่มีเกรงกลัว แล้วตอบกลับไปว่า

“อาจจะเป็นแบบนั้นก็ได้ พวกเขาอาจจะมาที่นี่เพราะอยากรับลมชมวิวทะเลอย่างที่ว่าไป พวกพี่ใหญ่ว่ายังไงครับ?”

พวกที่หวางอวี่จุนเรียกว่าพี่ใหญ่ต่างระเบิดหัวเราะเยาะกันในทันใด

หวั่นหลิวฉี หนึ่งใจเจ็ดเสาหลักแห่งทงโจว สวนตอบกลับไปทันทีด้วยวาจาแสนหยาบคายว่า

“ถุย! มึงโง่หรือปัญญาอ่อนวะ! พวกกูคงมาที่นี่เพราะอยากชมวิวทะเลมั้ง! รีบไสหัวไปเดี๋ยวนี้ เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน!”

ทันทีที่สิ้นเสียงสบถด่า จู่ๆ ก็มีสายปริศนาโทรเข้ามาหาหวั่นหลิวฉี พอเขาหยิบออกมาดูก็พลันเห็นเป็นเบอร์ไม่คุ้นเคย ก็กดตัดสายทิ้งไป

แต่ไม่นานสายนี้ก็โทรเข้ามาหาอีกครั้ง และครั้งนี้หวั่นหลิวฉีก็คงปล่อยผ่านไปไม่ได้แล้ว จึงรีบสายและคำรามใส่ทันทีอย่างสุดจะทนว่า

“ใครวะเห้ย! ถ้ามึงกล้าโทรมาหาอีกครั้ง มึงตาย!”

“หวั่นหลิวฉี! เดี๋ยวนี้แกกล้าขนาดนั้นเชียว! เพิ่งเชิญฉันไปดื่มชาได้ไม่นาน จำเสียงกันไม่ได้แล้วใช่ไหม?!”

หลินเซียะ ผู้ว่าเมืองหวานจิ้งสวนตอบกลับไปทันทีด้วยน้ำเสียงเย็นชา

หวั่นหลิวฉีใจแทบขวัญหาย รีบจับมือถือด้วยมือทั้งสองข้างแน่นและเอ่ยเสียงอ่อนกระซิบตอบไปว่า

“ผะ-ผะ-ผู้ว่าหลิน! ผมไม่รู้ว่าเป็นคุณ! ผมต้องขอโทษจริงๆ ครับ! แล้วทำไมผู้สว่าหลินถึงใช้เบอร์แปลกโทรมาหาแบบนี้ล่ะครับ? ผมขอโทษจริงๆ ครับ โปรดยกโทษให้ผมด้วย โปรดยกโทษให้ผมด้วยครับ…”

หลินเซียะแสยะยิ้มเยาะเอ่ยถามกลับไปว่า

“เข้าเรื่องเลยนะ นี่แกยกพวกมาเมืองหวานจิ้งของฉันงั้นเหรอ?”

หวั่นหลิวฉีรีบส่ายหัวทันควัน พลันเหลือบไปเห็นหวางอวี่จุนก็นึกอะไรขึ้นได้ จึงรีบตอบอีกฝ่ายกลับไปว่า เขาพาลูกน้องมารับลมชมวิวทะเลที่เมืองหวานจิ้งเฉยๆ ไม่ได้มายกพวกตีกับใครที่ไหนเลยจริงๆ

หวั่นหลิวฉีกล่าวเสริมต่อไปว่า

“ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ ครับ…”

“อ่อ เข้าใจผิดงั้นเหรอ? ตอนนี้ฉันมาดื่มชากับผู้ว่าเมืองทงโจวพอดี แน่ใจนะว่าไม่มีอะไรจริงๆ?”

หวั่นหลิวฉีเค้นหัวเราะแห้งรีบตอบกลับไปว่า

“แน่นอนครับ ทั้งหมดเป็นเรื่องเข้าใจผิด! ผมเห็นว่าแถวท่าเรือเมืองหวานจิ้งทะเลส๊วยสวย เลยอยากพาลูกน้องมาพักผ่อน กินลมชมวิวที่นี่น่ะครับ คงไม่ผิดอะไรใช่ไหมครับ?”

หลินเซียะระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น พยักหน้าพลางตอบเห็นด้วย

“แน่นอน แน่นอน ทะเลแถวท่าเรือหวานจิ้ง วิวสวยอย่างบอกใคร ถ้าอย่างนั้นก็ไม่มีอะไรหรอก ตามสบายเถอะ อ่อ…แต่ฉันขอเตือนไว้ก่อนนะ อย่าทำในสิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นบัญชีพับบาร์ของแกที่ปลอมขึ้นมาอาจถูกรื้อขึ้นมาตรวจสอบได้นะ ถ้าโดนภาษีย้อนหลังกลับไป ฉันบอกเลยว่าแกแทบอ้วกแน่นอน เงินเก็บตั้งหลายปีคงต้องมาใช้จ่ายกับค่าภาษีในส่วนนี้แน่ แถมคดีความของพวกลูกน้องแกที่ฉันเคยช่วยไว้อาจเป็นข่าวขึ้นมาก็ได้นะ ดังนั้นก่อนจะลงมือทำอะไรหัดใช้สมองคิดก่อน เข้าใจสิ่งที่ฉันกำลังหมายถึงใช่ไหม?”

หวั่นหลิวฉีถึงกับปาดเหงื่อที่รินไหลบนหน้าผากทันที เขารีบตอบกลับทันทีอย่างสั่นกลัวว่า

“ครับ ครับ ผมเข้าใจดี…”

หลินเซียะฮัมเพลงอย่างพึงพอใจและวางสายทิ้งไปทันที

ต่อหน้าผู้คนมากมาย เขาไม่กล้าเอ่ยปากสารภาพไปตามตรงว่า หลินเซียะโทรมาตักเตือนเขา จึงทำได้เพียงคลี่ยิ้มแห้งกล่าวตอบไปแค่ว่า

“อืม…ดูเหมือนว่าจะเกิดปัญหาขึ้นที่ทงโจว ฉันต้องรีบกลับไปดู ทุกท่าน ยังไงก็ฝากที่เหลือต่อด้วย คุณหัวเงินที่เคยให้ไป เดี๋ยวผมจ่ายคืนทั้งหมด! พวกเรากลับ!”

ทุกคนที่ได้ยินแบบนั้นพลันตกตะลึงอย่างยิ่ง หัวฉีเฉินรีบยตรงเข้าไปถามหวั่นหลิวฉีทันทีว่า

“พี่หวั่นนี่หมายความว่ายังไงกันครับ? ใครโทรมาหาพี่กันแน่? แล้วจะกลับทั้งแบบนี้ได้ยังไง?!”

หวั่นหลิวฉียิ้มตอบไปว่า

“อย่าเข้าใจผิดกันเลยนะครับ ผมต้องกลับไปทำธุระที่ทงโจวโดยด่วนจริงๆ”

หลังจากพูดจบ หวั่นหลิวฉีก็หันกลับกลับและพาพวกลูกน้องจากไปทันที โดยไม่คำนึงถึงใบหน้าของหัวฉีเฉินที่อุตส่าห์เชิญมาแม้แต่น้อย

ในเวลาเดียวกับ โทรศัพท์ของเจี้ยนต้าฟา พี่ใหญ่แห่งเขตห้วยโหรวก็ดังขึ้นมา เขารับสายทันทีและเอ่ยถามขึ้นว่า

“ใคร?”

หลินเซียะเจ้าเก่าไม่พูดพล่ำ เข้าเรื่องทันทีว่า

“ต้าฟา ฉันได้ยินจากผู้ว่าเขตห้วยโหรวว่า โรงแรมที่แกเปิดในเมือง ระบบป้องกันอัคคีภัยไม่ผ่านการทดสอบอย่างงั้นเหรอ? แถมยังมีคนไปเจอกล้องรูเข็มในห้องน้ำโรงแรมอีก นี่มีเจตนาอะไรอยู่รึเปล่า? แถมคลิปผู้หญิงแก้ผ้าอาบน้ำที่กำลังดังในโลกโซเซียล มันดูคุ้นๆนะ เหมือนจะเป็นห้องน้ำโรงแรมของแกเลย นี่ฉันกำลังคุยกับผู้ว่าห้วยโหรวอยู่ว่าจะเอายังไงดีกับเรื่องพวกนี้ แกช่วยฉันคิดหน่อยสิ?”

เจี้ยนต้าฟาหน้าถอดสีซีดเซียวในบัดดล รีบก้าวออกไปหลบมุมเอ่ยกระซิบเสียงแผ่วขึ้นว่า

“ผู้ว่าหลิน นี่มันหมายความว่ายังไงกันครับ? พวกผมไม่เคยรบกวนอะไรผู้ว่ามาก่อนเลยนะ”

“อืม…ฉันได้รับรายงานมาว่า มีการรวมกลุ่มเพื่อก่อจราจรกันชุดใหญ่ที่ท่าเรือในเมืองฉัน ว่าแต่ไปทำอะไรที่นั้นงั้นเหรอ? กินลมชมวิวทะเล?”

เจี้ยนต้าฟาเป็นคนฉลาดหัวไวพอสำหรับเรื่องอะไรพวกนี้ เขาเข้าใจในทันใดว่าหลินเซียะกำลังหมายความว่าอย่างไร ดังนั้นเขาจึงรีบตอบเสียงดังฟังชัดทันทีว่า

“อ๊ะ!…ใช่แล้วครับ! ใช่แล้ว! ได้ยินมาว่าทะเลของหวานจิ้งวิวสวยอย่างบอกใคร! ผมเลยพาพวกลูกน้องมากินลมชมวิวเล่นกันน่ะครับ แต่ที่นี่ลมทะเลแรงเหลือเกิน ผมล่ะรู้สึกหนาวแปลกๆ ฮ่าฮ่า… ดะ-เดี๋ยว…เดี๋ยวพวกผมก็จะกลับกันแล้วครับ”

“โอ้? งั้นเหรอ งั้นเหรอ ก็ดี งั้นก็รีบกลับได้แล้วล่ะ เข้าใจไหม?”

หลินเซียะเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้มที่ไม่ใช่รอยยิ้ม

มีหรือที่เจี้ยงต้าฟาจะไม่เข้าใจ การที่เขาขึ้นเป็นพี่ใหญ่แห่งเขตห้วยโหรวได้ไม่ใช่ว่าจับฉลากเป็น เขาคนนี้เริ่มต้นเส้นทางใต้ดินจากนักเลงหัวไม้ตัวเล็กๆ ไต่เต้าขึ้นมาเรื่อยๆ จนเป็นใหญ่อย่างในวันนี้ และเขาทราบดีว่าสิ่งใดควรแตะต้องหรือไม่ควร

“เข้าใจครับ เข้าใจดีเลย! เดี๋ยวผมจะรีบพาทุกคนกลับเดี๋ยวนี้ทันทีเลยครับ! ที่นี่ลมทะเลเย็นเกินไปจริงๆ คงอยู่นานไม่ไหว ฮ่าฮ่า…ถ้าวันไหนว่าง ผมจะไปเยี่ยมเยือนผู้ว่าหลินสักรอบนะครับ!”

หลินเซียะหัวเราะตอบกลับไปเป็นมารยาทและวางสายไป

เจี้ยงต้าฟาไม่มีลังเลใดๆ อีกต่อไป เขารับตะโกนทักทามบรรดาลูกน้องที่อยู่ข้างหลังทันทีว่า

“ไปเว้ยพวกเรากลับ! ลมทะเลแรงที่นี่ชิบหาย กลับบ้านไปพักผ่อนซะนะ เดี๋ยวเป็นหวัดขึ้นมาจะแย่เอา! คุณหัว…เดี๋ยวผมโอนเงินคือให้ทีหลังนะครับ ขอตัวก่อน!”

ทุกคนจับจ้องภาพฉากดังกล่าวด้วยความตกตะลึงยิ่ง และเฝ้ามองเจี้ยงต้าฟารับจากออกไปทันทีราวกับกำลังหวาดกลัวอะไรบางอย่าง ทั้งเขาและหวั่นหลิวฉีใบหน้าซีดเผือกไม่ต่างกันเลยหลังจากรับโทรศัพท์ ควรรู้ไว้ว่า พวกเขาสองคนนี้เป็นถึงพี่ใหญ่แห่งวงการโลกใต้ดิน แล้วใครกันที่สามารถทำให้ทั้งสองหวาดกลัวจนขี้หดตดหายได้ขนาดนี้กัน!

ตอนที่294 เรียกกำลังพล

ก่อนการโจมตีครั้งนี้ จ้าวเฉียนได้จัดเตรียมทุกอย่างไว้เรียบร้อยแล้ว เขาอธิบายให้หวางอวีจุนและคนอื่นๆอย่างชัดเจนว่า ควรจะต้องอะไรและอย่างไร รวมถึงวิธีการพูด

แต่สำหรับตระกูลหัวนี่ถือเป็นอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดและกะทันหันอย่างยิ่ง ไม่มีใครคาดคิดว่าพวกคนงานจู่ๆจะรวมกลุ่มประท้วง และนัดลาออกพร้อมใจกันแบบนี้

นี่ก็สมเหตุสมผลแล้ว หัวฉีเฉินไม่สามารถอธิบายหรือโต้เถียงหวางอวีจุนใดๆกลับไปได้ เขาทำได้เพียงถ่มวาจาขมขู่ใส่เท่านั้น

“นี่แกกำลังประกาศสงครามกับตระกูลหัวของฉัน นี่คิดดีแล้วใช่ไหม?!”

หัวฉีเฉินขู่คำรามใส่

หวางอวีจุนชี้ไปที่โกดังด้านหลังเขาและยิ้มตอบไปว่า

“คนตระกูลหัวมีอะไรน่ากลัวขนาดนั้นเหรอครับ? ผมมีนายใหญ่ของท่าเรือเฉียนตงคอยหนุนหลังอยู่ ถ้าคุณกล้าลงมือลงไม้กับผม เตรียมตัวไม่ตายดีได้เลยครับ แถมได้ข่าวมาว่า ตระกูลหัวเพิ่งถูกตำรวจขึ้นบัญชีดำ ผมไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่าประธานหัวยังเหลือเงาหัวอยู่รึเปล่า?”

หัวเซินซวนที่ได้ยินแบบนั้นก็เดือดจัด คำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า

“นายใหญ่ของแกคือใคร!? ลากมันออกมาคุยกับฉันนี่!”

หวางอวีจุนหัวเราะ ยิ้มตอบกลับไปว่า

“ประธานหัวใกล้จะเกษียณแล้ว อีกไม่กี่ปีคงใกล้จะลงโลง แต่นายใหญ่ของผมยังหนุ่มยังแน่น ไม่มีเวลาเถียงกับคนใกล้ตายหรอกครับ เขายังบอกอีกว่า ฝากเรื่องนี้ให้ผมเป็รนคนรับผิดชอบ ถ้าประธานหัวมีอะไรอยากจะคุย ก็คุยกับผมเลยครับ”

หัวเซินซวนถอนหายใจเย็นพ่นใส่เฮือกใหญ่ กล่าวขึ้นว่า

“อย่างแกน่ะเหรอ? อย่างแกจะคู่ควรกับฉันจริงๆงั้นเหรอ? ไร้สาระ! ไปเรียกนายใหญ่ของแกออกมา!”

รอยยิ้มประดับแช่มบนใบหน้าของหวางอวี่จุนจางหายไปทันที เขากล่าวน้ำเสียงจริงจังตอบไปว่า

“ถ้าประธานหัวพูดแบบนั้น ผมว่าเราคงไม่จำเป็นต้องพูดคุยอะไรกันอีกแล้ว ถ้าคุณต้องการสู้ พวกเราก็พร้อม! ผมจะสั่งสอนตระกูลหัวให้เป็นบทเรียน ว่าความเย่อหยิ่งมันส่งผลเสียขนาดไหน!”

หลังจากนี้จบ หวางอวี่จุนก็สั่งลูกน้องให้หนยิบเก้าอี้มาตัวหนึ่ง เขานั่งไขว้ขาต่อหน้าหัวเซินซวนที่กำลังจ้องเขม็งมาทางเขา

ยิ่งโดนยั่วยุหนักข้อขนาดนี้ อย่าว่าแต่หัวเซินซวนเลย แม้แต่พวกสมาชิกตระกูลหัวที่เหลือยังสุดจะทนแล้วเช่นกัน หวางอวีจุนตัวน้อยไร้สถานะศักดิ์คนนี้มันกล้าอวดดีต่อหน้าพวกเขาตระกูลหัวจริงๆ!

หัวเซินซวนคำรามลั่น

“ไประดมคนมาให้หมด! ฉันอยากจะเห็นเหมือนกันว่า ไอ้พวกท่าเรือเฉียนตงมันจะแน่สักแค่ไหน!”

หัวฉีเฉินโทรเรียกคนจากแก๊งมาเฟียใต้ดินที่เขารู้จักทันที กล่าวกันพอสังเขป พวกเขาเหล่านี้เป็นกลุ่มอันตธานที่ตระกูลหัวเคยดูแลมาก่อน ยามมีปัญหาย่อมต้องมาช่วยเหลืออย่างเลี่ยงไม่ได้

นอกจากนี้หัวฉีเฉินยังโทรเรียกพวกคนงานจากท่าเรือตระกูลหัวจากเมืองข้างเคียงมาทั้งหมด ให้รีบมาช่วยเป็นการด่วย

เวลาเที่ยงวัน ทุกคนมารวมตัวที่ท่าเรือตระกูลหัว ณ เมืองหยานจิ้ง กำลังคนเกือบ2,000เห็นจะได้

ดูขากภาพฉากในขณะนี้ดูน่ากลัวเกินจินตนาการ มีคนเกือบ2,000คนนี่มันเป็นจำนวนที่มหาศาลมากจริงๆ

หัวฉีเฉินเอ่ยถามหวางอวี่จุนอีกครั้งพร้อมรอยยิ้มว่า

“เอาล่ะ ทีนี้แกยังกล้าตั้งโต๊ะรับสมัครคนงานเพิ่มอีกไหม?”

หวางอวีจุนในตอนนี้หวาดกลัวอย่างมาก เสื้อบริเวณแผ่นหลังเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ เขาไม่เคยพบเห็นภาพฉากที่ยิ่งใหญ่ขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิต

อย่างไรก็ตามแต่ เขายังมีจ้าวเฉียนค่อยสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ดังนั้นเขาไม่ยอมถอยไปง่ายๆแน่นอน

และจ้าวเฉียนก็คาดการณ์ไว้แล้วว่าจะเป็นแบบนี้ เขาได้อธิบายให้หวางอวี่จุนฟังให้ทราบล่วงหน้าแล้วเช่นกัน ขอเพียหวางอวี่จุนช่วยยืนหยัดต่อไปอีดกสักนิด แล้วที่เหลือจ้าวเฉียนจะเป็นคนจัดการต่อเอง

อย่างไรก็ตามแต่ ก่อนที่จ้าวเฉียนจะลงมือจัดการต่อ หวางอวี่จุนจำต้องสืบเสาะค้นหาก่อนว่า สมาชิกตระกูลหัวคนใดที่เรียกผู้คนเหล่านี้มา และพวกเขามาจากไหน

หวางอวี่จุนเอ่ยถามขึ้นว่า

“ประธานหัว ไปหาคนพวกนี้มาจากไหนตั้งมากมาย? ก่อนจะลงมือทำอะไรควรบอกกันก่อนดีไหม?”

หัวงเซินซวนระเบิดหัวเราะเยาะลั่นแต่ไม่ได้พูดอะไร

หัวฉีเฉินยิ้มและอาสาตอบแทนว่า

“ก็ไม่แปลกใจนะที่แกจะมาถามอะไรแบบนี้ ถ้ารู้ว่าพวกนี้เป็นใคร แกจะต้องคุกเข่าขอความเมตตาในทันที ฉันรู้ ตอนนี้แกกำลังหวาดกลัวอยู่ใช่ไหม? สุดท้ายก็ดีแต่ปากอย่างงั้นเหรอ?”

อย่างที่เขาว่า การมีเส้นสายสำคัญกว่าเงินทอง ซึ่งสิ่งนี้จะช่วยให้เกิดประโยชน์ได้ในหลากหลายกรณี และนี่เป็นหนึ่งในตัวอย่างสำคัญว่าการมีเส้นสายในวงการใต้ดินมันดีอย่างไร

“ฉัน หวั่นหลิวฉี หนึ่งใจเจ็ดเสาหลักแห่งทงโจว พื้นที่ครึ่งหนึ่งของเมืองทงโจวเป็นของฉัน น่าจะมีคุณสมบัติพอข่มขู่แกได้นะ?”

“ฉัน เจี้ยนต้าฟา พี่ใหญ่แห่งเขตห้วยโหรว ที่นั่นไม่มีใครกล้าเป็นศัตรูกับฉันแม้แต่คนเดียว!”

หวางอวีจุนรีบยิ้มตอบทันทีว่า

“โอ้? ที่แท้ก็พี่หวั่นแห่งทงโจวกับพี่เจี้ยนแห่งห้วยโหรวนี่เอง พวกเรามีปัญหากับเรื่องธุรกิจท่าเรือ ทำไมพวกพี่ทั้งสองคนถึงต้องมาเกี่ยวพันให้เสียเวลา? ผมรู้จักดาราสาวดาวรุ่งอยู่หลายคน ผมสามารถเชิญให้พวกเธอมาคลายเหงาให้พวกพี่ได้นะครับ ถ้าสนใจก็บอกผมได้”

เจี้ยนต้าฟาแสยะยิ้มเย้ยหยันกล่าวตอบไปว่า

“เก็บเอาไว้กอดเล่นเองเถอะ”

“ฮ่าฮ่า….”

พวกลูกน้องของเจี้ยนต้าฟาระเบิดหัวเราะลั่น

หวางอวี่จุนไม่ได้วางแผนที่จะปะทะกับคนพวกนี้อยู่แล้ว จุดประสงค์ที่แท้จริงก็เพื่อหลอกถามว่าพวกที่ตระกูลหัวเรียกมาเป็นใครมาจากไหนก็เท่านั้น

หวางอวี่จุนยังคงถามต่อไปว่า

“แล้วพี่ใหญ่ที่ยืนอยู่ตรงนั้นล่ะ? ไม่ทราบว่าเป็นใครมาจากไหน?”

“ฉันหยางเหวินซงแห่งต้าซิง ใครจะมาเปิดบาร์เปิดพับที่นั่นล้วนต้องขออนุญาตจากฉันก่อน!”

หวางอวีจุนรีบยิ้มแย้มตอบไปทันที

“ยินดีที่ได้รู้จัก ยินดีที่ได้รู้จัก…”

“ฉัน หวู่ซูฮุ่ยแห่งเฟิงไท่…”

“ฉัน กวนหู่แห่งฟางซาน…”

……….

หลังจากได้ยินชื่อเสียงเรียงนามของคนพวกนี้แล้ว ดูเหมือนว่าบรรดาขั้นอำนาจใหญ่รอบเมืองหยานจิ้งจะมารวมพลกันที่นี่อย่างพร้อมหน้า

หวางอวี่จุนย่อมไม่รู้จักพวกเขาเหล่านี้ และเขาเองก็ไม่ทราบด้วยว่า ไอ้คนพวกนี้พูดความจริงหรือกำลังโม้อยู่ แต่อย่างไรนี่ไม่ใช่ปัญหาที่เขาจำต้องพึงกังวล เขามีหน้าที่สืบเสาะว่าคนพวกนี้เป็นใครมาจากไหนเท่านั้น และจ้าวเฉียนจะมาจัดการกับที่เหลือเอง

จ้าวเฉียนตั้งใจฟังบทสนทนาคำแนะนำตัวของคนพวกนี้อย่างตั้งอกตั้งใจผ่านอุปกรณ์สื่อสารที่ซ่อนอยู่ในกระเป๋าเสื้อของหวางอวี่จุน

จ้าวเฉียนจดชื่อทุกคนรวมไปถึงเขตที่คุมอยู่อย่างรวดเร็ว จากนั้นก็ถ่ายรูปส่งไปให้หน้าหน้าพ่อบ้านหวังเจ๋อ

หลังจากที่หวังเจ๋อเห็นภาพถ่ายรายชื่อเหล่านี้ เขาก็รีบโทรถามโดยไวว่า

“คุณชายจ้าว เป็นอะไรรึเปล่าครับ? คนพวกนี้มันทำอะไรคุณชายรึเปล่า?!”

จ้าวเฉียนหัวเราะและกล่าวตอบอย่างไม่ใส่ใจว่า

“ฮ่าฮ่า.. ไม่เลย ไม่เลย แต่คนพวกนี้ถูกว่าจ้างมาโดยตระกูลหัว แถมพวกมันก็พร้อมลงมือทำร้ายลูกเรือกับคนของเราแล้ว ช่วยจัดการคนพวกนี้ให้ไปพ้นๆทางทีสิ”

หวังเจ๋อรีบรับคำสั่งและตอบกลับไปว่า

“เข้าใจแล้วครับ! ผมจะรีบดำเนินการเดี๋ยวนี้เลย ผมขอวางหัวเป็นประกัน ผมจะไล่พวกมันออกไปจากที่เกิดเหตุโดยเร็วที่สุด พวกมันไม่กล้ายื่นมือมาช่วยตระกูลหัวแน่นอน”

จ้าวเฉียนยิ้มตอบด้วยความพึงพอใจว่า

“อืม ฉันจะคอยดู”

“เข้าใจแล้วครับ! ผมจะรีบจัดการทันที!”

หลังจากหวังเจ๋อพูดจบ เขาก็วางสายและรีบดำเนินการตามที่จ้าวเฉียนสั่งทันที

ตอนที่293 ดึงคนงาน

ในไม่ช้า เฉินหมิงหยู หัวหน้าฝ่ายนิติบุคคลแห่งท่าเรือเฉียนตงก็เดินทางมาหาจ้าวเฉียน

หวางอวี่จุนออกคำสั่งทันที

“หัวหน้าเฉิน คุณชายจ้าวสั่งให้คุณไปดึงคนงานของตระกูลหัวมา โดยให้อัตราจ้างและสวัสดิการที่ดีกว่าท่าเรือตระกูลหัว ดึงกำลังคนของฝ่ายนั้นมาได้ให้มาดที่สุด เข้าใจไหม?”

เฉินหมิงหยูพยักหน้าและตอบกลับทันทีว่า

“เข้าใจแล้วครับ แต่ว่าลูกเรือกับพนักงานของฝั่งนั้นมีมากกว่าร้อยคน ถ้าในกรณีที่ดึงพวกเขามาหมดได้ เราควรจะหาที่พักเพิ่มยังไงดีครับ?”

หวางอวี่จุนยิ้มตอบกลับไปว่า

“คุณไม่จำเป็นต้องกังวล แค่ไปดึงกำลังคนจากฝ่ายนั้นมาให้ได้มากที่สุดก็พอ ส่วนตรงนี้ฉันจะจัดการเอง เข้าใจไหม?”

“ได้เลยครับ!”

หลังจากรับคำสั่งเสร็จสรรพ เฉินหมิงหยูก็รีบไปเกณฑ์คนไปยังท่าเรือตระกูลหัวเพื่อเปิดรับสมัครพนักงานและลูกเรือเพิ่มต่อไป

ในขณะที่หัวเซินซวนกำลังตำหนิหลิวซุยหุยกับจางเสวี่ยหมินอยู่ในห้องทำงานส่วนตัว เฉินหมิงหยูก็จงใจเปิดโต๊ะรับสมัครอยู่ตรงหน้าท่าเรือตระกูลหัว พร้อมป่าวประเทศชี้แจงถึงเงินเดือน รวมไปถึงเรื่องสวัสดิการต่างๆมากมายที่พนักงานจะได้รับ

พนักงานของท่าเรือตระกูลหัวที่ก่อม็อบอยู่ในบริเวณนั้นพอดีก็บังเอิญได้ยินเข้า และแต่ละคนดูจนสนใจอย่างยิ่งเมื่อได้ฟัง

“ว้าว! ประกันสังคมรวมห้ากองทุน แถมยังมีกองทุนที่อยู่อาศัยให้อีกหนึ่งกองทุน! เงินเดือนการันตีแม้ไม่ได้ออกทะเลเก้าพันหยวน! นี่มันมากกว่าเงินขั้นต่ำของท่าเรือตระกูลหัวอีกไม่ใช่เหรอ! อะไรนะ?! ยังมีกองทุนสำรองเลี้ยงชีพแถมให้อีกด้วย? สุดยอด!”

“ก็ว่าแล้วทำไมพวกลูกเรือท่าเรือข้างๆเราถึงดูกระตือรือร้นทุกวัน ที่แท้เจ้านายพวกเขาก็เลี้ยงดูดีนี่เอง! สมแล้วที่เป็นบริษัทท่าเรือใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือนหรือสวัสดิการดีกว่าของพวกเรามากจริงๆ!”

“บัดซบ! ถ้าเป็นพวกเราน่ะเหรอ? ออกเรือกันแทบตายได้เงินหมื่นนิดๆ พวกนั้นแทบไม่ต้องออกเรือก็ได้การันตีแล้วเก้าพัน! เพื่อนร่วมอาชีพกันแท้ๆ แต่ทำไมชีวิตการเป็นอยู่ถึงดีกว่าพวกเรายิ่งกว่าฟ้ากับเหว!”

“ถูกต้อง! ที่นี่มันเอาเปรียบเราเกินไป! ทั้งๆที่เป็นอาชีพเดียวกันแต่ชีวิตความเป็นอยู่กับคนละเรื่องเลยจริงๆ!”

“เราไม่ยอมแน่! เราอยากได้การดูแลแบบพวกเขา!”

……..

ภายใต้การยุยงปลุกปั่นของ‘ไส้ศึก’ตระกูลจ้าว พวกพนักงานทุกคนต่างโหร้องตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความตื่นเต้น

หัวเซินซวนและคนอื่นๆรีบวิ่งออกมาดูเหตุการณ์ข้างนอกทันทีด้วยความตื่นตะลึง และรีบจดสิ่งที่ท่าเรือเฉียนถงประกาศรับสมัครไว้ทันทีว่ามีอะไรบ้าง

นอกเหนือจากสิ่งที่บรรดาคนงานกลางม็อปร้องอุทานขึ้นมา ทางท่าเรือเฉียนตงยังมอบสิ่งต่างๆอีกมากมายเพื่ออพนวยความสะดวกสบายแก่คนงานอย่างเช่น หอพักสำหรับสี่คนต่อหนึ่งห้องพร้อมเครื่องปรับอากาศ เครื่องซักผ้า และเครื่องครัวต่างๆที่ใช้ในชีวิตประจำวัน ส่วนค่าฟ้าและค่าน้ำคิดตามมาตรฐานไม่มีบวกเพิ่ม ทั้งนี้เพื่อลดภาระที่ไม่จำเป็นของพนักงาน

วันลาป่วยฉุกเฉิน4วันต่อเดือน สามารถโทรมาขอลาล่วงหน้ากับหัวหน้าผู้รับผิดชอบได้ทันที แต่ถ้าใครไม่ลาพักและทำงานตลอดทั้งเดือน ทางท่าเรือเฉียนตงจะจ่ายเงินเดือนเป็นสองเท่าเป็นรางวัลความขยัน การันตีโบนัสปลายปีอย่างน้อยหนึ่งเดือน และพนักงานคนไหนที่มีผลงานโดดเด่นที่สุดจะได้รับรางวัลประจำปี

……..

เมื่อพิจารณาถึงผลประโยชน์อันมหาศาลเหล่านี้เป็นรายข้อ หัวเซินซวนพลันรู้สึกอับอายขายขี้หน้าอน่างยิ่ง ถ้าเขาเป็นคนงานและลูกเรือเหล่านั้น เขาเองกก็คงจะย้ายที่ทำงานแน่นอน

หัวเซินซวนและคำอื่นๆกำลังเฝ้ามอฝอย่างใจจดใจ่จ่อว่า ใครบ้างที่กล้าแปรพักตร์ไปหาเฉินหมิงหยู

และแน่นอนว่า พอมีคนนำย่อมมีคนตามเสมอ ในไม่ช้าพนักงานทุกคนในท่าเรือตระกูลหัวก็รีบวิ่งไปซบเฉินหมิงหยูอย่างรวดเร็ว แน่นอนว่าพวกเขาเต็มใจอย่างมากที่จะมาทำงานให้กับบริษัทท่าเรือที่มีทั้งเงินเดือนและสวัสดิการดีเยี่ยมขนาดนี้

หัวเซินซวนคำรามลั่นในทันใดว่า

“พวกแกกลับมาหาฉันเดี๋ยวนี้! อย่าลืมไปว่าพวกแกยังเป็นพนักงานของท่าเรือหัวอยู่! ใครกล้าฉีกสัญญาจ้างตอนนี้ ฉันจะให้พวแกชดใช้ไม่มีปราณี!”

เสียงคำรามของหัวเซินซวนต่างทำให้หลายคนเริ่มหวาดกลัว

แต่ในเวลาเดียวกัน เฉินหมิงหยูก็ตะโกนสวนกลับไปทันทีว่า

“อย่าได้กลัวไปเลยทุกคน! ทันทีที่ทุกคนเป็นพนักงานของบริษัทเรา ทางเราย่อมมอบการคุ้มครองให้ทุกด้าน โปรดมั่นใจได้เลยครับว่าจะไม่มีใครทำร้ายพวกคุณได้อย่างแน่นอน ถ้าบุคคลภานนอกกล้าฟ้องมา ทางเราจะเอาเรื่องให้ถึงสุด! ถ้ายังไม่เชื่อ ผมจะระบุข้อความดังกล่าวเพิ่มลงในสัญญาจ้างเดี๋ยวนี้ และถ้าอนาคตเราไม่ยอมทำตามที่พูดจริงๆ พวกคุณทุกคนสามารถเอาเอกสารสัญญาจ้างฉบับนี้ไปแจ้งต่อศาลได้เลย!”

“สุดยอด! ถ้าคุณกล้าทำอย่างที่พูดจริง พวกเราขอย้ายเลยครับ!”

“คุณต้องเซ็นสัญญาในสิ่งที่พูดไปก่อนเพื่อความแน่ใจครับ”

“ใช่ครับ! ถ้าคุณกล้าเซ็นสัญญาว่าจะรับผิดชอบตามจริงกับสิ่งที่พูดไป พวกเราจะย้ายทันที!”

“ใช่! คุณกล้าทำอย่างที่พูดไหม?”

เฉินหมิงหยูรีบทักทามสั่งให้ลูฏน้องของเขาไปปริ้นเอกสารสัญญาชุดใหม่มาให้ทันที โดยระบุข้อตกลงข้อที่เขาเพิ่งพูดลงไปเพิ่ม ไม่นานเอกสารชุดใหม่กว่าหลายกล่องก็มาถึง เฉินหมิงหยูรีบสั่งให้ลูกน้องแจกจ่ายให้พวกหนักงานต่อหน้าอ่านทันที

ในไม่ช้า สัญญาฉบับนี้ก็หลุดไปถึงมือของหัวเซินซวน หลังจากที่ได้อ่านมันแล้ว เขาก็เดือดจัดจนฉีกเอกสารเหล่านั้นเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย เห็นได้ชัดว่าท่าเรือเฉียนตกกำลังชุบมือเปิปแย่งกำลังคนของท่าเรือหัวไป!

หัวเซินซวนทนไม่ไหวแล้ว เขาเดินตรงเข้าไปหาเฉินหมิงหยูและคำรามใส่ว่า

“ใครสั่งให้แกมาตั้งโต๊ะรับสมัครงานแถวนี้!? คิดจะแย่งคนของท่าเรือหัวไปงั้นเหรอ!”

เฉินหมิงหยูหัวเราะเล็กน้อย เอ่ยตอบไปว่า

“ไม่ทราบคุณคือ…”

หัวเซินซวนกล่าวตอบทันที

“ฉันเจ้าของท่าเรือหัว หัวเซินซวน! แล้วแกเป็นใคร!?”

เฉินหมิงหยูเอ่ยทักทายหัวเซินซวนทันที แสร้งทำเป็นสุภาพกล่าวขึ้นว่า

“ที่แท้ก็เป็นคุณหัวนี่เอง ไม่นึกเลยนะครับว่า ระดับคุณจะมาที่นี่เป็นการส่วนตัวได้ แต่ยังไงก็เถอะครับ สำหรับเรื่องการรับสมัครคนเพิ่ม เรื่องนี้ทางเราก็ไม่ได้ผิดเช่นกัน กลับเป็นคุณหัวมากกว่าที่ไม่สามารถซื้อใจคนงานได้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงไม่ทิ้งคุณไปแบบนี้หรอกครับ จริงไหม?”

พวกพนักงานรีบตอบรับกล่าวเสริมทันทีในเชิงบวกว่า

“ใช่แล้ว ใช่แล้ว! พวกลูกเรือของท่านี้มีชีวิตกินดีอยู่ดีกว่าพวกเราไม่รู้เท่าไหร่ ถ้ามีโอกาสพวกเราก็อยากเป็นส่วนหนึ่งกับเขาเช่นกัน”

“ถ้าคุณหัวไม่มีปัญญาจ่ายเงินเดือนแบบเขาได้ก็อย่าไปโทษคนอื่นเลยครับ ผมขอลาออก!”

“ผมเองก็ลาออกเหมือนกัน ทำงานก็เหนื่อยเงินก็ยังได้น้อย ใครจะไปอยากอยู่!”

…………..

เดิมทีคนงานพวกนี้แค่ต้องการประท้วงและขู่ว่าจะลาออกเท่านั้น แต่พอเห็นว่าท่าเรือเฉียนตงดูแลพวกเขาดีกว่ามาก มันก็ทำให้พวกเขาเริ่มคิดจะลาออกจากที่เก่าจริงๆแล้ว

หัวเซินซวนโมโหอย่างมาก เขาตะโกนลั่นสั่งออกไปว่า

“พวกแก ไปทำลายโต๊ะรับสมัครพวกนั้นซะ!”

หัวฉีเฉินและสมาชิกตระกูลหัวคนอื่นๆกำลังจะเดินหน้าเคลื่อนไหว เพื่อทำลายโตณะรับสมัครของเฉินหมิงหยูทันที แต่เสี้ยวอึดใจนั้นเอง หวางอวี่จุนก็เดินเข้ามา

“ผมขอดูหน่อยว่า ใครหน้าไหนมันกล้าทำลายโต๊ะรับสมัครนี้!”

หวางอวี่จุนแผดเสียงคำรามลั่นดูน่าเกรงขามอย่างยิ่ง

ทุกคนต่างสงบลงทันใด เหลือบสายตามองไปที่หวางอวี่จุนที่ก้าวย่างออกมาข้างหน้า หักข้อนิ้วดังก๊อกแก๊กราวกับพร้อมจะมีเรื่องตลอดเวลา

ระดับขั้นของหัวเซินซวยมีความอาวุโสเกินกว่าจะลดตัวลงมาสนทนากับคนพวกนี้ ดังนั้นเขาจึงหันไปมองหัวฉีเฉินและกล่าวว่า

“แกไปคุยกับมันหน่อย”

หัวฉีเฉินพยักหน้าและเดินตรงออกไปเผชิญหน้ากับหวางอวี่จุน เอ่ยถามด้วยความโกรธจัดว่า

“พวกเราสองท่าเรือก็ใช้อ่าวเดียวกัน แบ่งปันทำมาหากินด้วยกันอยู่ตลอด แล้วจู่ๆมาดึงคนของฉันไปแบบนี้มันหมายความว่ายังไง?”

หวางอวี่จุนยิ้มแย้มตอบกลับไปว่า

“ไม่มีหมายความว่าอะไรหรอกครับ ผมก็แค่กำลังตั้งโต๊ะรับสมัครคนงานเพิ่มเฉยๆ มันก็ไม่เห็นกระทบหรือทำให้ใครเดือดร้อนตรงไหน แต่คุณเองมากกว่าที่เอาแต่ใจเกินไป จู่ๆก็มาโทษทางเราแบบนี้ มันยุติธรรมแล้วเหรอครับ?”

หัวฉีเฉินถอนหายใจเย็นใส่และกล่วาว่า

“แกรู้ใช่ไหมว่า พวกคนงานกำลังประท้วงกันอยู่ ก็เลยตั้งโต๊ะรับสมัครที่นี่เพื่อจะชุบมือเปิป! พอพวกเราจับได้ก็ทำมาเป็นเล่นลิ้นงั้นเหรอ!”

หวางอวี่จุนหัวเราะพร้อมส่ายหัวตอบไปว่า

“ไม่ทราบว่ากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่เหรอครับ? ผมกำลังรับสมัครคนทำงานเพิ่มเฉยๆ แต่คนที่ดันมาสมัครกับเป็นคนงานของคุณเอง นี่ยังหมายความว่าอะไรได้อีก? ไม่ใช่ว่าพวกคุณดูแลคนไม่ดีเอง? แถมอีกอย่าง เท่าที่ผมทราบมา พวกคุณจ้างพวกเขามาอย่างผิดกฎหมาย ไม่แม้แต่ส่งสัญญาจ้างไปให้ทางกรมแรงงานตรวจสอบด้วยซ้ำ เพราะแบบนี้ถึงว่าทำไมถึงไม่มีประกันสังคมให้พวกเขาเลย ถ้าผมยื่นเรื่องนี้ฟ้องต่อศาล พวกคุณคงต้องจ่ายค่าปรับบานแน่นอนจริงไหมครับ?”

หัวฉีเฉินถึงกับพูดไม่ออกพอโดนหวามอวี่จุนซัดประโยคนี้เข้าไป และไม่รู้เลยว่าตนควรจะกล่าวตอบอย่างไรดี

แต่เมื่อเขามองย้อนกลับไปยังหันเซินซวน ใจของเขาแทบตกลงตาตุ่ม เนื่องจากในขณะนี้หัวเซินซวนกำลังจับจ้องมาทางเขาด้วยสายตาที่สุดแสนจะเย็นชายิ่ง เห็นได้ชัดว่า พ่อของเขาไม่พอใจกับการรับมือของตัวเขาเลย

ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบัน หากหัวฉีเฉินไม่สามารถเข้าควบคุมสถานการณ์โดยรวมได้เบ็ดเสร็จ แล้วในอนาคตต่อไปเขาจะสามารถบริหารจัดการธุรกิจของตระกูลหัวต่อไปได้อย่างไร ถ้าเรื่องแค่นี้ยังจัดการไม่ได้ ก็แสดงว่าเขาไม่มีคสามสามาถเพียงพอ และหัวเซินซวนอาจจะยกตำแหน่งผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปให้แก่น้องชายของเขาแทน

ตอนที่292 ดำเนินการตามแผน

ในไม่ช้าหัวเซินซวนก็พาเหล่าสมาชิกตระกูลหัวเดินทางมาที่ท่าเรือ และตรงไปยังโกดังของตระกูลหัวโดยตรง

อาหมิงรีบวิ่งเข้ามารายงานสถานการณ์เป็นการด่วน

“ท่านประธาน พวกลูกเรือเกรี้ยวกราดเกินควบคุมแล้ว ท่านประธานต้องเตรียมใจไว้ระดับหนึ่งด้วยนะครับ”

หัวเซินซวนพ่นลมหายใจเย็นยะเยือกออกมา เอ่ยตอบไปว่า

“ให้ฉันนี่นะต้องเตรียมใจ? ขนาดคางคกสามขาฉันยังเห็นมาแล้ว กับไอ้แค่ม็อบประท้วงอะไรให้ต้องกลัว? ไอ้คนพวกนี้มันกล้าเกินไปแล้ว ฉันจะไปจัดการพวกมันเอง!”

อาหมิงรีบก้มหน้าก้มตาตอบไปว่า

“พวกเขาราวกับเป็นบ้ากันไปหมดแล้ว ไม่แม้แต่เชื่อฟังคำสั่งผมเลยด้วยซ้ำ!”

“ไป! นำพวกเราไปดู!”

พอหัวเซินซวนกล่าวจบ ก็ชักชวนบรรดาสมาชิกตระกูลหัวกลุ่มไปยังจุดประท้วงของพวกลูกเรือทันที

พวกลูกเรือและคนงานมากมายกำลังโห่ร้อง ยกป้ายประท้วงกันอย่างไม่หยุดหย่อน

“พวกเราต้องการความยุติธรรม! พวกเราต้องการค่าชดใช้ที่ถูกรังแก!”

อาหมิงหยิบไมค์ตัวหนึ่งพร้อมป่าวประกาศลั่นขึ้นว่า

“ทุกคนเงียบหน่อย! ประธานของพวกเราอยู่นี่แล้ว! ใครที่ต้องการเรียกร้องอะไรก็เชิญ ตราบเท่าที่มันสมเหตุสมผลมากพพอและถูกต้องตามหลักกฎหมาย ท่านประธานจะพยายามแก้ไขให้ถึงที่สุดเพื่อความเสมอภาคของทุกคน แต่ผมขอเตือนไว้ก่อน ห้ามเรียกร้องอะไรที่เกินจะเป็นไปได้ เอาล่ะ! ท่านประธานเชิญครับ!”

หลังจากพูดจอาหมิงก็รีบส่งไมค์ให้หัวเซินซวนทันที

ใบหน้าของหัวเซินซวนในตอนนี้มืดทมิฬหนัก เอ่ยถามเจือน้ำเสียงโกรธเกรี้ยวว่า

“พวกคุณต้องการร้องเรียนเรื่องอะไร? เกิดอะไรขึ้นกันแน่ ทำไมพวกคุณถึงต้องก่อม็อบประท้วงแบบนี้กัน? ทราบหรือไม่ว่าการหยุดเดินเรือกะทันหันเพียงวันเดียว มันสร้างความสูญเสียมหาศาลขนาดไหน?”

ลูกเรือที่เป็นแกนนำการประท้วงครั้งนี้คือคนของจ้าวเฉียน เขาไม่ได้ก่อม็อบเพื่อร้องขออะไร แต่เพื่อสร้างปัญหาให้กับท่าเรือตระกูลหัวโดยเฉพาะ

ลูกเรือคนหนี่งนามว่าซูฟู่ ตะโกนตอบเสียงดังว่า

“ท่านประธาน ไม่ใช่ว่าเราต้องการสร้างปัญหาให้ แต่บริษัทของคุณเอาเปรียบพวกเราเกินไป! พวกเราคุยกันเรื่องการติดตั้งเครื่องปรับอากาศในหอพักนานหลายปีแล้ว แต่บริษัทก็ยังไม่ติดตั้งให้สักที หอพักท่าเรือมันร้อนอบอ้าวมากโดยเฉพาะในฤดูร้อน ต่อห้องคนงานพักกันกว่าสิบคน ลองคิดดูสิครับว่ามันแออัดขนาดไหน! พวกเราจะทนได้ยังไง! แถมก่อนหน้านี้พวกเราก็เคยคุยกันเรื่องอุบัติเหตุระหว่างการเดินเรือ พวกคุณก็เสนอว่าจะทำประกันสุภาพให้ เราเตรียมเอกสารที่จะยื่นแทบตาย แต่สุดท้ายก็บอกยกเลิกการทำประกันซะอย่างนั้น! เวลาเราป่วยนอนโรงพยาบาล เงินเห็บของพวกเราที่หามาก็แทบไม่เหลือ! ผมขอร้องเรียนแค่สองเรื่องนี้เท่านั้น! ถ้าแค่นี้ยังทำไม่ได้ก็ไม่รู้จะต้องคุยอะไรต่อแล้ว!”

บรรดาสมาชิกตระกูลหัวปั้นหน้าดูไม่สบายใจอย่างยิ่ง ลูกเรือแลคนงานพวกนี้เคยยกประเด็นนี้มาคุยกับพวกเขานานมากแล้ว แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครยอมช่วยเหลือเลยสักคน

หัวเซินซวนหันกลับมาเอ่ยถามอาหมิงว่า

“นี่มันหมายความว่ายังไง? ไม่ใช่ว่าบริษัทจัดสรรเงินทุนเพื่อติดตั้งเครื่องปรับอากาศไปแล้วเหรอ? แล้วทำไมยังไม่ติดตั้งอีกล่ะ? เรื่องนี้ฉันเคยเน้นย้ำไปแล้วไม่ใช่รึไง? แล้วทำไมยังปล่อยให้เป็นปัญหาได้ขนาดนี้?”

อาหมิงสีหน้าดูวิตกกังวลหนัก เขารีบอธิบายกลัวไปโดยไวว่า

“ท่านประธาน ผมเคยคุยเรื่องนี้กับหัวหน้าการเงินแล้ว แต่อีกฝ่ายเอาแต่หาเหตุผลต่างๆนาๆ เลื่อนไม่ให้ติดตั้งเครื่องปรับอากาศสักที ถึงผมจะเป็นผู้จัดการใหญ่ของที่นี่ แต่มีบางคนตั้งตัวเป็นใหญ่ ผมเองก็ไม่กล้า…”

แม้หัวเซินซวนจะไม่ได้สนใจโครงสร้างบริษัทท่าเรือตรงนี้มากเท่าไหร่นัก แต่เขายังพอรู้ว่าใครมารับตำแหน่งอะไรบ้าง ซึ่งหัวหน้าฝ่ายการเงินของที่นี่ชื่อว่า หลิวซุยหุย เป็นพี่เขยของหัวฉีเฉิน

หัวฉีเฉินพลันรู้สึกกังวลทันที เพราะกลัวเรื่องนี้ลามมาถึงตัวเขา ดังนั้นจึงเปิดฉากเอ่ยตำหนิอาหมิงก่อนทันทีว่า

“อาหมิง อย่ามาพูดไร้สาระนะ! แกใหญ่ที่สุดในท่าเรือนี้แล้ว ยังมีใครใหญ่กว่าอีกรึไง? คงไม่ใช่ว่าตัวเองบริหารจัดการไม่ดี ก็เลยผลักภาระความรับผิดชอบให้คนอื่นหรอกนะ?”

อาหมิงไม่กล้าหักล้างใดๆ แต่เขาเองก็ไม่ยอมโดนกล่าวหาทั้งแบบนี้เช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจาก เหลือบมองไปที่หัวเซินซวนไม่วางตา

หัวเซินซวนถอนหายใจใส่เฮือกใหญ่ กล่าวตำหนิขึ้นว่า

“ไปเรียกหัวหน้าการเงินมา ส่วนเรื่องประกันระหว่างทำงานหน้าที่รับผิดชอบเป็นของหัวหน้าฝ่ายขนส่งใช่ไหม ไปเรียกมาด้วยกันเลย! ฉันต้องการให้เขาอธิบายความจริงต่อหน้าทุกคนว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่! คิดจะแบ่งพรรคแบ่งพวกในท่าเรืองั้นเหรอ ฉันจะจัดการเอง!”

อาหมิงโทรเรียกหัวหน้าฝ่ายการเงินและฝ่ายขนส่งมาทันที และไม่นานทั้งสองก็รีบวิ่งมาหาโดยเร็ว

ทันทีที่มาถึง หัวเซินซวนก็เปิดฉากด่าทอทั้งสองอย่างหนัก

หัวหน้าฝ่ายการเงินหลิวซุยหุยเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตาดี เพราะอย่างไรเขาก็เป็นพี่เขยของหัวฉีเฉิน ทันทีที่โดนต่อว่า เขาก็ชี้หน้าด่าอาหมิงต่อหน้าทุกคนว่า

“อาหมิง นี่คุณยังมีหน้ามาโทษผมอีกงั้นเหรอ! ผมไม่เห็นเคยได้รับเรื่องขอเบิกพวกนี้เลย! แล้วจู่ๆ จะมาโยนความผิดให้แบบนี้งั้นเหรอ?!”

จางเสวี่ยหมิน หัวหน้าฝ่ายขนส่งเป็นลูกสะใภ้ของหัวเซินกัง เธอกังวลอย่างยิ่งว่า เธอจะโดนลากเข้ามาพัวพันกับปัญหานี้ด้วย ดังนั้นเธอจงรีบกล่าวช่วยหลิวซุยหุยทันทีว่า

“แผนกขนส่งของฉันไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเรื่องคำร้องขอเครื่องปรับอากาศเลย ส่วนเรื่องประกันสุภาพของพวกพนักงาน เราเองก็กำลังดำเนินการอย่างเป็นขั้นเป็นตอน จะให้ลัดวิธีและทำโดยพลการไม่ได้”

อาหมิงรีบตอบสวนไปทันทีว่า

“คุณหลิว เรื่องยื่นคำร้องผมเคยเขียนออกไปเป็นลายลักษณ์อักษรให้ไปหลายครั้งแล้ว แล้วคุณจะมาปฏิเสธได้ยังไงว่า คุณไม่เคยได้รับเรื่อง? แถมการประชุมครั้งล่าสุด คุณเองก็พยายามหาข้ออ้างเพื่อเลื่อนอนุมัติซื้อเครื่องปรับอากาศ พนักงานทุกคนล้วนได้ยินกันหมด! จริงไหมทุกคน!?”

บรรดาพนักงานและลูกเรือรีบตอบรับทันทีในเชิงบวก

“ใช่แล้ว! หัวหน้าอาพูดถูก! พวกเราสามารถเป็นพยานได้!”

“ใช่แล้ว! พวกเราเป็นพยานได้!”

…..

หลิวซุยหุยชี้หน้าด่าพวกพนักงานทันทีว่า

“หุบปาก! พวกมึงระวังคำพูดกันด้วย!”

“แกนั่นแหละหุบปาก! กล้าดียังไงมาข่มขู่พนักงานต่อหน้าฉัน! คิดว่าตัวเองเป็นพี่เขยของลูกชายฉัน แล้วจะตีตัวเสมอพวกเรารึไง! แกควรจะขอบคุณพวกฉันที่ให้ข้าวให้น้ำแกกิน แล้วดูสิ่งที่แกตอบแทนมาสิ เอาเปรียบลูกน้องในท่าเรือจนทำให้ฉันเดือดร้อน!”

หลิวซุยหุยก้มหน้าก้มตา สงบปากสงบคำลงอย่างรวดเร็ว

“ท่านประธาน ท่านลองคิดดูสิว่า ขนาดต่อหน้าท่านยังทำตัวขนาดนี้ แล้วเวลาอยู่ลับหลังท่านจะขนาดไหน?”

“ท่านประธาน แต่ละวันของพวกเราที่มาทำงานอย่างกับนรก ใครก็ตามที่ไม่เลียแข้งเลียขาเขา จะโดนกลั้นแกล้งสารพัด ทั้งโดนหักเงินเดือนทั้งๆ ที่ยังไม่ได้ทำอะไร ใช้ให้เดินเรือติดต่อกันทั้งเดือนบ้างก็มี ทำไมท่านถึงเอาแต่ญาติตระกูลหัวมาทำงานที่นี่? ถ้าเก่งและมีความเป็นธรรมกว่านี้ พวกเราจะไม่เอ่ยปากบ่นเลย แต่นี่มันเหลือทนแล้วจริงๆ! ยังเห็นพวกเราเป็นคนอยู่ไหม?”

“บาดแผลบนข้อมือของผมก็มาจากโดนเขาจี้ด้วยบุหรี่ บางคนโดนที่แก้มก็ยังมี แถมยังโดนข่มขู่อีกว่าห้ามฟ้องหัวหน้าอา ไม่อย่างนั้นจะโดนไล่ออก”

“หัวหน้าหลิวมันเป็นสัตว์นรกในคราบมนุษย์ชัดๆ! พวกเราได้แต่ทนและทนมาโดยตลอด! แล้วหัวหน้าจางก็อีกคน ไม่รู้เธอเป็นพวกโรคจิตรึเปล่า ชอบเรียกลูกเรือไปห้องทำงานส่วนตัวแล้วจับทรมานต่างๆนาๆ เพื่อสนองความใคร่ตัวเอง!”

………

จางเสวี่ยหมินใบหน้าแดงก่ำทั้งที เธอทั้งโกรธและอับอายในเวลาเดียวกัน แต่สุดท้ายก็ไม่กล้าพูดอะไรเพราะกลัวว่าจะโดนหัวเซินซวนด่าเหมือนหลิวซุยหุย

จ้าวเฉียนรับชมภาพฉากทั้งหมดผ่านจอมือถือโดยคนงานที่เป็น ‘ไส้ศึก’ อยู่ในกลุ่มที่ประท้วง ณ ขณะนี้เขาหัวเราะไม่หยุดจนท้องแข็ง

หวางอวี่จุน ผู้จัดการแห่งท่าเรือเฉียนตงที่ยืนอยู่ข้างๆ จ้าวเฉียนก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า

“คุณชายจ้าว พวกเราดำเนิการตามแผนต่อได้เลยใช่ไหม?”

จ้าวเฉียนพยักหน้าและกล่าวว่า

“อืม นายไปเตรียมตัวได้แล้ว”

“ตกลงครับ ผมจะรีบไปแจ้งหัวหน้าฝ่ายนิติบุคคลเดี๋ยวนี้เลย”

หวางอวี่จุนยิ้มตอบ

จ้าวเฉียนในยามนี้คลี่ยิ้มแสยะฉีกกว้างด้วยความสะใจ หลังจากไม่นาน ท่าเรือเฉียนตงก็ประกาศเปิดรับลูกเรือและพนักงานเพิ่มในอัตราจำนวนมาก โดยจะให้ค่าตอบแทนและสวัสดิการดีกว่าท่าเรือตระกูลหัว

เมื่อท่าเรือขนส่งตระกูลหัวติดขัด ไม่สามารถเดินเรือได้เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นโดยฉับพลัน ทำให้พวกเขาประสบความสูญเสียอย่างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับออเดอร์ขนส่งน้ำมันและเมล็ดพืชชุดใหญ่ ถ้าล่าช้าเกินสามวันทำงาน พวกเขาจะเสียค่าชดเชยเป็นเงินกว่าหลายร้อยล้านหยวน

ตอนที่291 โจมตี

ตามกฎของตระกูล ผู้นำมีสิทธิ์ในการตัดสินใจไม่ว่าถูกหรือผิด และสมาชิกตระกูลจำต้องสนับสนุนโดยไม่มีเงื่อนไข ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาสมดุลอำนาจของตระกูลให้สืบทอดไปยังรุ่นสู่รุ่นต่อไปได้

ดังนั้นหัวเซินซวนจึงไม่จำเป็นต้องเอ่ยกล่าวขอความคิดเห็นจากคนอื่นอีกแล้ว การเรียกมาประชุมครั้งนี้เพียงเพื่อมาประกาศเท่านั้น

แต่การตัดสินใจในคราวนี้ของหัวเซินซวนข้องเกี่ยวกับอนาคตของสมาชิกทั้งตระกูลโดยตรงว่าจะอยู่หรือตาย แต่ละคนจึงปั้นสีหน้าดูลังเล

เมื่อเห็นสีหน้าการแสดงออกของทุกคนที่แตกแขนงกันออกไป หัวเซินซวนจึงเอ่ยถามขึ้นว่า

“ทำหน้าแบบนี้หมายความว่ายังไง? ไม่เห็นด้วยกับการตัดสินใจของฉัน?”

ทุกคนต่างหันมองมาที่เขา แต่ไม่มีใครใดๆ กล้าแสดงความคิดเห็น แต่ใบหน้าของทุกคนราวกับถูกเขียนไว้อย่างชัดแจ้งว่า ไม่เห็นด้วย

หัวเซินซวนหัวเราะขึ้นคำหนึ่งและกล่าวว่า

“ถ้าอย่างนั้น ฉันขอเหตุผลกับความเห็นของพวกคุณทุกคนว่าทำไมถึงไม่เห็นด้วย”

พอได้ยินแบบนี้ ทุกคนต่างเหลือบไปที่หัวเซินกังจนเป็นตาเดียว เว้นเสียแต่หัวเซินซวน คนที่มีบารมีรองจากเขาก็คือน้องชายคนกลางอย่างหัวเซินกัง เขาจึงเป็นคนเดียวที่สามารถเอ่ยค้านหัวเซินซวนได้

แต่หัวเซินกังเองก็มีทัศนคติเช่นเดียวกับหัวเซินซวน เพราะการที่ตระกูลหัวตกลงสู่ความวุ่นวาย นี่จะเป็นโอกาสเดียวที่เขาจะสามารถเก็บเกี่ยวผลประโยชน์ได้

ทันทีที่หัวเซินกังแสดงความคิดเห็นออกมา ผู้คนที่ใกล้ชิดและญาติฝั่งเดียวกับเขาและหัวเซินซวนเองก็เริ่มคล้อยตามสนับสนุนเช่นกัน แม้จะลังเลไปบ้างทว่าสุดท้ายก็เลือกที่จะสนับสนุน

“ฉันเองก็เห็นด้วยกับวิธีของพี่ใหญ่ เราไม่ยอมโดนกดขี่อยู่ฝ่ายเดียวหรอก!”

“ใช่แล้ว! สกุลหัวของเรามีรากฐานอยู่ในหยานจิ้งมาครึ่งศตวรรษแล้ว กับไอ้แค่ตระกูลเล็กๆ ที่เพิ่งแจ้งเกิด ทำไมเราต้องกลัวด้วย!”

“ต่อให้ศัตรูจะแข็งแกร่งแค่ไหน ยังคงเราก็ควรแสดงจุดยืนให้พวกมันเห็นว่า เราไม่ง่ายต่อการถูกรังแก!”

“ผมเองก็เห็นด้วยเหมือนกัน ในเมืองหยานจิ้งแห่งนี้มีตระกูลใหญ่เล็กตั้งมากมาย และตระกูลหัวของเราเองก็ไม่ใช่ชนชั้นกินเจ ถ้าไม่สู้พวกเราจบ แต่ถ้าสู้พวกเรายังมีความหวัง!”

………

หัวเซินซวนพึงพอใจอย่างมากกับคนเหล่านี้ที่สนับสนุนและเห็นด้วยกับความคิดนี้ เขาจึงยิ้มกล่าวว่า

“ในเมื่อทุกคนเห็นด้วยกันแบบนี้ ดังนั้นฉันขอเลือกที่จะสู้กับสกุลจ้าวให้ตายกันไปข้าง! แต่…มีใครอยากแสดงความเห็นนอกเหนือจากนี้ไหม?”

ทุกคนที่ยังคงลังเลต่างเหลือบมองไปที่หัวเซินกัวราวกับเป็นความหวังสุดท้าย ถึงอย่างไร คนที่มีอำนาจยารมีรองจากหัวเซินซวนและหัวเซินกังแล้ว ก็คือน้องชายคนสุดท้องอย่างหัวเซินกัว

หัวเซินกัวในตอนนี้อยู่ภายใต้แรงกดดันอย่างเหลือล้น ผู้คนโดยส่วนใหญ่ล้วนสนับสนุนความคิดของพี่ใหญ่และพี่รอง ถ้าเขาในฐานะน้องเล็กขัดแย้งในตอนนี้ สถานะของเขาในตระกูลจะถูกลดทอนลงอย่างเลี่ยงไม่ได้

อย่างไรก็ตามแต่ เขาไม่ต้องการประกาศสงครามกับพวกสกุลจ้าวจริงๆ ประการแรก การเคลื่อนไหวโดยไม่ทราบถึงความแข็งแกร่งโดยรวมของศัตรูให้ดีก่อน ก็เท่ากับวิ่งลงเหว และประการที่สอง ตอนนี้พวกเราตระกูลหัวก็ยิ่งใหญ่และมั่นคงดีอยู่แล้ว ทำไมต้องไปสู้กับคนอื่นให้อ่อนแอลง?

เมื่อคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ท่ามกลางการปะทะกันระหว่างสองอุดมการณ์ดันดุเดือดภายในหัว สุดท้ายเขายังจำต้องค้านไปตามตรงว่า

“ผมจะไม่ได้มีเจตนาขัดแย้งกับทุกคน แต่ผมอยากพูดอะไรสักหน่อยเผื่อว่าทุกคนจะได้เห็นอีกมุมมองที่แตกต่างกันไป มีสองเหตุผลที่ผมว่าไม่ควรปะทะกับสกุลจ้าวคือ หนึ่งตอนนี้เรายังไม่ทราบตื้นลึกหนาบางของศัตรู การโจมตีสุ่มสี่สุ่มห้าถือว่าเสี่ยงเกินไป และสองตระกูลหัวของเราในปัจจุบันก็ใช่ว่าจะมีปัญหาคอขาดบาดตาย แล้วทำไมเราถึงต้องหาปัญหาเข้ามาใส่ตัว ถ้าเกิดเราแพ้ขึ้นมา บริษัทท่าเรือกับอสังหาของเราจะเป็นยังไง? มีใครจะออกมารับผิดชอบรึเปล่าถ้าเกิดสถานการณ์เลวร้ายถึงขีดสุด?”

เมื่อได้ยินหัวเซินกัวกล่าวออกไปแบบนั้น บรรดาผู้สนับสนุนให้เปิดฉากสงครามก็ดูจะสงบปากสงบคำลงเล็กน้อย

อดเปรี้ยวไว้กินหวานเป็นวลีที่ทุกคนย่อมเข้าใจกันดี และไม่มีใครกินหวานก่อนแล้วค่อยเปรี้ยวแน่นอน ทุกคนในที่นี้ล้วนเคยชินกับการจับจ่ายใช้สอยกว่าหลายพันหยวนต่อวัน ในขณะนี้พนักงานเงินเดือนทั่วไปได้รายรับเพียงสองถึงสามพันหยวนต่อเดือน ถ้าบุกโจมตีตระกูลจ้าวสุ่มสี่สุ่มห้าและล้มเหลวขึ้นมา คุณภาพชีวิตของเหล่าสมาชิกตระกูลหัวเตรียมร่วงสู่การเป็นมนุษย์เงินเดือนได้แล้ว แล้วถ้าเป็นแบบนั้นจริง ใครจะทนได้?

บางคนใช้เงินกินเลี้ยงต่อวันกว่าหลายหมื่นหยวน ซึ่งเงินเดือนพนักงานทั่วไปยังไม่ถึงหมื่นด้วยซ้ำ แล้วถ้าต้องให้พวกเขาไปเป็นแบบนั้นสู้ไม่ตายดีกว่าเหรอ?

ดังนั้นก่อนจะตัดสินใจอะไรควรคิดให้ดีก่อนเป็นดีที่สุด

“ผมคิดว่าลุงสามพูดถูก อย่างน้อยก็ควรศึกษาให้ดีก่อนว่าศัตรูที่เรากำลังเผชิญหน้าแข็งแกร่งแค่ไหน”

“อันที่จริงเราทุกคนแทบจะคาดเดาความแข็งแกร่งของอีกฝ่ายได้แล้วด้วยซ้ำ ขนาดรัฐมนตรีหวังช่วยพวกมัน บางทีการเลือกอยู่กันอย่างสันติคงเป็นวิธีที่ดีกว่าจริงๆ”

“ผมเองก็คิดแบบนั้น แม้แต่ผู้ว่าหลินกับรัฐมนตรีหวังจะเข้าข้างพวกมัน แล้วเราจะไปเอาชนะคนพวกนั้นได้ยังไง?”

…………..

หัวเซินกัวเป็นคนค่อนข้างฉลาดพูดจริงๆ และทุกคำกล่าวของเขาล้วนสมเหตุสมผลทั้งนั้น

เมื่อเห็นฝ่ายฝ่ายค้านกลับชนะในการประชุมครั้งนี้ คนอื่นๆ ก็รีบเปลี่ยนสีหันมาสนับสนุนโดยไว

หัวเซินซวนระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่นและกล่าวว่า

“ฉันเป็นผู้นำครอบครัวที่ล้มเหลวจริงๆ ช่วงเวลาวิกฤตแบบนี้ยังไม่มีใครอยู่ข้างฉันเลย ฮ่าฮ่า…ก็ดี…ก็ดี…”

ทุกคนต่างตื่นตระหนกอย่างยิ่งเมื่อได้ยิน และรีบขอโทษพร้อมคำอธิบายในทันที

“เข้าใจผิดแล้วครับ พวกเราไม่ได้ทิ้งไปไหนซะหน่อย แค่อยากให้ลองพิจารณาใหม่อีกครั้งเท่านั้น…”

“ถูกต้อง ถ้าเลือกที่จะสู้ เราก็ควรตรอบสอบอีกฝ่ายให้แน่ใจก่อนดีกว่า ไม่ใช่ว่าเราเลือกที่จะหนี”

“รู้จักศัตรูให้เหมือนรู้จักตัวเอง นี่เป็นความจริงที่ท่านทวดเคยสอนพวกเรา”

…..

หัวเซินซวนอดยิ้มไม่ได้อีกครา โดยปกติแล้วเขามักจะเป็นคนสั่งสอนคนอื่น แต่ตอนนี้คนอื่นๆ กลับสั่งสอนเขาอยู่จริงๆ

แต่นั้นก็ไม่ได้หมายความว่า สิ่งที่คนอื่นกล่าวจะไปไร้เหตุผล อย่างน้อยที่สุดเขาก็ควรทราบก่อนจริงๆ ว่า ตระกูลจ้าวมันแข็งแกร่งขนาดไหนกันแน่ก่อนจะเคลื่อนไหวโจมตี

ในเวลานั้นเอง อาหมิง ผู้จัดการท่าเรือหัวก็โทรเข้าหาหัวเซินซวน

หัวเซินหยิบมือถือและเดินหลบไปยังมุมหนึ่ง รับสามเอ่ยถามขึ้นว่า

“อาหมิง มีอะไร?”

อาหมิงรีบกล่าวตอบทันทีด้วยความร้อนใจว่า

“ประธาน แย่แล้ว ลูกเรือโดยส่วนใหญ่ของเราขอลาออก ซึ่งนี่ทำให้เส้นทางการเดินเรือของเราแทบทั้งหมดเป็นอัมพาต!”

หัวเซินซวนอุทานขึ้นทันทีด้วยความตื่นตูมว่า

“ห่ะ?! ทำไมถึงเป็นแบบนั้นได้? แล้วสาเหตุที่คนพวกนั้นขอลาออกล่ะ?”

“พวกเขาให้เหตุผลว่า อย่างแรกคือเรื่องเงินเดือน พวกเรารู้สึกว่าตัวเองทำงานหนัก ออกทะเลบ่อย และแทบไม่มีเวลาได้ดูแลครอบครัว แต่เงินที่ได้กลับแค่หมื่นต้นๆ เท่านั้น ส่วนอีกเหตุผลคือ…”

คล้ายว่าอาหมิงจะไม่กล้าพูดสำหรับเหตุผลที่สองเท่าไหร่ ซึ่งนี่ทำให้หัวเซินซวนหงุดหงิดเป็นอย่าง

ยิ่ง เขาตะคอกสวนขึ้นทันทีว่า

“มีอะไรก็รีบพูดมา ไม่ต้องปิดบังฉัน!”

อาหมิงรีบตอบว่า

“ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ลูกเรือชุดที่รองประธานพาเข้ามา พวกเขาเอาแต่พึ่งพาบารมีของรองประธานกินแรงและตั้งตัวเป็นใหญ่ ตอนนี้สังคมลูกเรือถูกแบ่งชนชั้นอย่างชัดเจน ลูกเรือคนไหนที่ไม่ยอมสวามิภักดิ์กับพวกเขาก็จะถูกรังแก จนท้ายที่สุดคนกลุ่มนั้นก็รวมตัวกันประท้วงเรียกร้องความเป็นธรรม ความขัดแย้งระหว่างลูกเรือทั้งสองกลุ่มยิ่งทวีความรุนแรงมากขึ้นเรื่อยๆ จนส่งผลให้พวกเขาตัดสินใจลาออกยกกลุ่ม”

หัวเซินซวนโกรธจัดแทบลมจับ เขารีบกล่าวตอบไปอย่างรวดเร็วว่า

“ฉันจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้แหละ แกเข้าคุมสถานการณ์เอาไว้ก่อน ห้ามเกิดเรื่องร้ายแรงเด็ดขาด”

อาหมิงกล่าวตอบ

“ได้ครับ!”

หัวเซินซวนเดินมายืนตรงตำแหน่งหัวโต๊ะการประชุม และป่าวประกาศเสียงดังฟังชัดว่า

“เกิดปัญหาขึ้นในท่าเรือ ลูกเรือเกือบทั้งหมดขอลาออก ฉันต้องรีบไปดูสถานการณ์ก่อน!”

ทุกคนต่างตกตะลึงอย่างยิ่งเมื่อได้ยิน

“หื้ม? เกิดอะไรขึ้น? ทำไมทุกคนถึงลาออก?”

“ร้ายแรงขั้นไหนครับ? ถึงขั้นกระทบการแผนการเดินเรือเลยไหม?”

“ไอ้โง่พวกนั้นจะมาสร้างปัญหาอะไรในวันนี้เนี่ย! บังเอิญเกินไปแล้ว!”

……….

หัวเซินซวนทุบโต๊ะอีกระลอก คำรามลั่น

“หุบปาก!”

ทุกคนต่างสงบปากสงบคำลงทันที

ในเวลานั้นเอง

บนประภาคารสูงระฟ้าของท่าเรือเฉียนตง

จ้าวเฉียนกำลังเฝ้าดูการเคลื่อนไหวของกลุ่มม็อบที่ประท้วงลาออกในท่าเรือตระกูลหัว ณ น่านฝั่งทะเลติดกันอยู่อย่างสนุกสนาน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลงานชิ้นเอกของเขาทั้งสิ้น

ตอนที่290 เลือกที่จะสู้

หัวเซินซวนโรคหัวใจกำเริบเฉียบพลัน เสี้ยวพริบตาร่างของเขาล้มลงกับพื้น แววตาวิสัยทัศน์รอบข้างเริ่มเปลี่ยนเป็นสีดำมืดและหมดสติไป พอเขาได้สติตื่นขึ้นมาอีกครั้ง เขาก็พบว่าตัวเองกำลังนอนอยู่บนเตียงของโรงพยาบาลเสียแล้ว

สมาชิกตระกูลหัวอยู่กับพร้อมหน้าพร้อมตากันในห้องพักส่วนตัว พอเห็นหัวเซินซวนได้สติฟื้นขึ้นมา ทุกคนก็รีบเร่งเอ่ยถามขึ้นทันทีว่า รู้สึกยังไงบ้าง

หัวเซินซวนหลับตาลงอย่างแผ่วเบา กล่าวขึ้นว่า

“ฉันไม่เป็นอะไรแล้ว คนอื่นๆ ออกไปก่อนยกเว้น เซินกัง, เซินกัว, ฉีเฉินและฉีหมิง”

ทุกคนล้วนต้องปฏิบัติตามคำสั่งและออกไปจากห้องพักทันที เหลือแค่หัวเซินกัง หัวเซินกัว หัวฉีเฉินและหัวฉีหมิงเท่านั้นที่ยังอยู่

หัวเซียงตงมีลูกทั้งหมดห้าคน ประกอบด้วยลูกชายสามและลูกผู้หญิงสองคน

ลูกชายคนโตคือหัวเซินซวน ลูกชายรองคือหัวเซินกัง และลูกชายคนเล็กหัวเซินกัว

ปัจจุบันหัวเซินซวนเป็นผู้นำตระกูลหัว มีลูกสามคนและสองในสามเป็นลูกชายได้แก่ ลูกคนโตหัวฉีเฉินและหัวฉีหมิงซึ่งเป็นลูกคนสุดท้อง

การที่หัวเซินซวนขอให้ทั้งสี่คนนี้อยู่ก่อน ย่อมเป็นที่แน่นอนว่าเขามีเรื่องสำคัญจะบอก

หัวเซินซวนหลับตากล่าวขึ้นว่า

“นั่งลงก่อน”

ทั้งสี่พยักหน้าและนั่งลงทันที

หัวเซินกังเอ่ยถามทันทีด้วยความเป็นห่วงว่า

“พี่ใหญ่ ตอนนี้รู้สึกยังไงบ้าง? เรียกหมอมาตรวจซ้ำดีไหม?”

หัวเซินซวนส่ายหัวเล็กน้อยและกล่าวตอบไปว่า

“ไม่เป็นไร ที่ฉันขอให้พวกนายสี่คนอยู่ก่อน เพราะฉันมีเรื่องสำคัญจะต้องบอก ตอนนี้เรากำลังต่อสู้กับคนสกุลจ้าว และฉันกังวลว่าพวกมันจะต้องโจมตีเราแน่นอนในอนาคต แทนที่จะมานั่งรอความตาย เราต้องคิดแล้วว่าจะรับมือยังไง เรื่องนี้เกี่ยวพันถึงชะตากรรมของตระกูลหัวนับจากนี้…”

ทั้งสี่มองหน้าสบตากันไปมา ไม่มีใครกล้าเอ่ยกล่าวอะไรออกมาก่อน เรื่องนี้ฟังดูสำคัญเกินกว่าจะเสียมายาทเอ่ยกล่าวแสดงความเห็นได้ตามใจ

หัวเซินซวนที่เห็นไม่มีใครกล้าตอบ เขาจึงกล่าวขึ้นว่า

“เซินกัง แกอาวุโสสุดในนี้ พูดก่อนเลย”

หัวเซินกังใจหายวาบลงไปตาตุ่ม เหงื่อเย็นรินไหลจนชุ่มทั้งแผ่นหลัง เขาทั้งรู้สึกกดดันและหวาดกลัวในเวลาเดียวกันและบ่ายเบี่ยงตอบไปว่า

“พี่ใหญ่ เรื่องที่กำลังเผชิญหน้าอยู่ในขณะนี้มันเกินกว่าความสามารถของผมแล้ว ผมว่าควรถามความเห็นของน้องสามกับพวกลูกพี่ใหญ่จะดีกว่านะ”

หัวเซินกัวส่ายหน้าอานตอบสวนกลับไปทันที

“ผมเองก็ไม่ไหวเหมือนกัน เรื่องนี้ต้องขึ้นอยู่กับลูกชายทั้งสองคนของพี่ใหญ่แล้ว ส่วนพวกเราสองพี่น้องย่อมทำตามที่พี่ใหญ่สั่งอยู่แล้วไม่ต้องห่วง”

หัวเซินซวนได้ยินแบบนั้นก็เดือดมาก เดิมทีเขาแค่อยากฟังความคิดเห็นของน้องชายสองคนนี้ แต่ที่ไหนได้พวกมันคิดว่าตัวเองเล่นฟุตบอลอยู่รึไง ถึงได้ผลักความรับผิดชอบกันไปมา

หัวฉีเฉินกล่าวขึ้นทันทีว่า

“พ่อ ผมว่าเราควรใช้แผนระยะยาวในการรับมือดีกว่า เรายังไม่รู้เลยว่าอีกฝ่ายแข็งแกร่งขนาดไหน เราไม่ควรเอาอนาคตของตระกูลหัวมาเดิมพันกับเรื่องอะไรพวกนี้เลย”

เป็นเรื่องที่สามารถเข้าใจได้สำหรับสิ่งที่หัวฉีเฉินกล่าวออกไป เพราะอย่างไร อีกไม่นานตระกูลหัวก็จะกลายมาเป็นของเขา และถ้าตระกูลหัวกับตระกูลจ้าวจะสู้กันจนตายไปข้างแบบนี้ ตระกูลหัวที่เขาจะต้องรับสืบทอดต่อจากนี้คงไม่ได้แข็งแกร่งอย่างในปัจจุบันแน่นอน

หัวฉีเฉินเลี่ยงการปะทะ แต่กลับมีบางคนไม่เห็นด้วย ซึ่งนั้นก็คือหัวฉีหมิง

ตามหลักจารีตประเพณีจีน ตำแหน่งผู้นำตระกูลรุ่นต่อไปจะตกเป็นของลูกชายคนโต ถ้าตระกูลหัวไม่เกิดอุบัติเหตุอะไรขึ้นซะก่อน คนที่ได้รับสืบทอดตำแหน่งนี้คงหนีไม่พ้นหัวฉีเฉิน

แต่ถ้าตระกูลหัวกับตระกูลจ้าวเกิดปะทะกันจนแตกเป็นเสี่ยงจริงๆ ในฐานะที่หัวฉีหมิงเป็นลูกชายคนสุดท้อง เขาเองจะได้รับมรดกของตระกูลไปส่วนหนึ่ง แม้ว่าทรัพย์สินที่มีไว้สำหรับจัดสสรแบ่งส่วนจะมีน้อยลง แต่สุดท้ายหนึ่งส่วนที่ว่านั้นก็จะตกเป็นของเขาอยู่ดี ทั้งหุ้นบริษัทอสังหาและท่าเรือจะตกเป็นของเขา แถมหัวฉีเฉินเองก็ใช่ว่าจะล้มละลาย เขาที่เป็นพี่ใหญ่ย่อมต้องได้สมบัติเช่นกัน นี่ถือเป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย

หัวฉีหมิงที่คิดได้ดังนั้นจึงกล่าวทันทีว่า

“พ่อครับ แต่ผมเห็นด้วยกับความคิดของพ่อนะ เราจะรอคอยความตายอยู่เฉยๆ แบบนี้น่ะเหรอ? เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้วผมไม่คิดว่า พวกมันจะปล่อยพวกเราไปแน่นอน ถ้าเรายังทนให้พวกมันรังแกซ้ำแล้วซ้ำเล่า สักวันพวกมันจะยิ่งได้ใจ ทำลายตระกูลหัวของเราเข้าจริงๆ ศัตรูที่แข็งแกร่งไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวที่สุด แต่สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือพวกเราที่ไม่ต่อต้านและนอนรอความตาย! การที่เราไม่ทำอะไรเลยก็เหมือนกับกบในกาน้ำร้อน ทนทรมานและรอวันตาย!”

ความเห็นของหัวฉีเฉินกับหัวฉีหมิงแตกออกเป็นสองฝั่ง นี่ยิ่งทำให้หัวเซินกังกับหัวเซินกัวไม่กล้าแสดงความเห็นเข้าไปใหญ่

หัวเซินซวนไม่ได้เอ่ยวิพากษ์ถึงความเห็นของลูกชายทั้งสองคน แต่กลับหันมาถามหัวเซินกังอีกครั้งว่า

“เซินกัง แกบอกมาเถอะว่าคิดยังไง ไม่ต้องโยนความรับผิดชอบไปให้คนอื่น เอาที่ใจแกต้องการพอ”

หัวเซินกังทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ แต่อย่างไรเขาก็ไม่กล้าผลักความรับผิดชอบไปให้คนอื่นอีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงกล่าวตอบไปว่า

“ถ้าพี่ใหญ่พูดมาถึงขนาดนี้แล้ว ถ้าผมพูดอะไรผิดไปก็อย่าว่าผมนะ”

หัวเซินซวนพยักหน้าตอบไปว่า

“ไม่ต้องห่วง ความคิดเห็นของพวกแกไม่มีถูกหรือผิด ฉันแค่อยากฟังความเห็นของแกเท่านั้น”

“ถ้าอย่างนั้นผมจะพูดแล้วนะ ผมคิดว่า…ฉีหมิงพูดถูกต้อง ถึงศัตรูที่เรากำลังเผชิญหน้าด้วยจะทั้งแข็งแกร่งและน่ากลัว แต่การนั่งรอความตายมันเป็นอะไรที่สิ้นหวังเกินไป แทนที่จะรอคอยอย่างสิ้นหวัง ทำไมเราถึงไม่พยายามสู้เท่าที่เราไหว บางทีผลลัพธ์ที่ได้อาจดีกว่าที่คาดไว้ด้วยซ้ำ”

หัวเซินกังกล่าวแสดงความคิดเห็นออกไป

ซึ่งในความเป็นจริงแล้ว หัวเซินกังเพียงต้องการเสาะแสวงหาโอกาสฉกฉวยผลประโยชน์ในยามที่ตระกูลหัวโกลาหลเท่านั้น เขาถึงสนับสนุนให้ต่อสู้

ตอนนี้เหลือเพียงหัวเซินกัวเท่านั้นแล้วที่ยังไม่ได้แสดงความคิดเห็นยออกไป หัวเซินซวนกล่าวกับเขาว่า

“เซินกัว ตาแกแล้ว”

เมื่อเห็นว่านี่เป็นสิ่งที่มิอาจเลี่ยงได้อีกต่อไป หัวเซินกัวทำได้เพียงกัดฟันกล่าวไปว่า

“พี่ใหญ่ แต่ผมเห็นด้วยกับมุมมองของฉีเฉินมากกว่า เราไม่ควรเคลื่อนไหวอะไรจนกว่าจะทราบถึงความแข็งแกร่งของศัตรู อย่างคำกล่าวที่ว่า รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง เก็บข้อมูลของศัตรูให้ได้มากที่สุดก่อนแล้วมาวิเคราะห์ว่าเราควรจะสู้ต่อหรือถอยทัพ”

“แล้วสรุปว่า แกเห็นด้วยกับการปะทะหรือประนีประนอมมากกว่า?”

หัวเซินซวนยังคงเอ่ยถามต่อ

หัวเซินกัวกล่าวอธิบายเพิ่มเติมว่า

“ไม่ควรปะทะโดยไม่จำเป็น ถึงแบบนั้นจะเลือกกลยุทธ์แบบไหนล้วนต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์จริง หากทราบว่าอีกฝ่ายไม่ได้แข็งแกร่งไปกว่าเราเท่าไหร่ ผมคงเลือกที่จะสู้ แต่อีกฝ่ายเกินเอื้อมจริงๆ คงเลือกที่จะเจรจาอยู่กันอย่างสันติวิธี แต่ที่แน่ๆ คือตอนนี้เราไม่ควรหุนหันพลันแล่น”

หัวเซินซวนยิ้มและกล่าวกับทุกคนว่า

“เข้าใจแล้ว ขอบใจมากสำหรับความเห็นของพวกแก ออกไปรอข้างนอกเถอะ ฉันขอนอนพักหน่อย”

ทั้งสี่รีบลุกขึ้นและโค้งคำนับหัวเซินซวนทันที

อีกด้านหนึ่งจ้าวเฉียนกำลังเปิดอีเมลฉบับหนึ่งขึ้นอ่าน ซึ่งอีเมลพวกนี้เป็นข้อแนะนำจากสายลับที่จ้าวฝู่ส่งไปเป็นสายในบ้านสกุลหัว

หลังจากจ้าวเฉียนอ่านทุกข้อความเบ็ดเสร็จ เขาก็พิมพ์ตอบส่งกลับไปให้รายคน พร้อมบอกพวกเขาให้เตรียมพร้อมได้แล้ว ทันทีที่มีคำสั่งลงมาอีกครั้ง เตรียมโจมตีตระกูลหัวทุกเมื่อ

หลังจากนั้นสามวันพ้นผ่าน หัวเซินซวนก็ออกจากโรงพยาบาลในที่สุด

ทุกวี่วันเราล้วนคิดถึงมาตรการรับมือซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าจะเลือกอย่างไรดี เขาเป็นหัวหน้าตระกูลและทำงานอย่างหนักมาโดยตลอดเพื่อศักดิ์ศรีและเกียรติยศของตระกูลหัว แต่การกระทำของจ้าวเฉียนมันเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของตระกูลหัวมากเกินกว่าจะรับได้แล้ว สุดท้ายนี้เขาเลือกที่จะต่อสู้กับตระกูลจ้าวเพื่อกอบกู้ศักดิ์ศรีคืนมา

ดังนั้น หัวเซินซวนจึงจัดการประชุมครั้งใหญ่ในนามสกุลหัว

ตามกฎของตระกูลหัว เมื่อใดที่หัวหน้าตระกูลจัดการประชุมขึ้น ทุกคนจะต้องเข้าร่วมโดยไม่มีเงื่อนไข อย่างน้อยที่สุดก็ควรส่งหัวหน้าของแต่ละตระกูลสาขาย่อยมา เพื่อลงมัติและวางแผนถึงแนวทางของตระกูลในอนาคต

กระประชุมครั้งนี้จัดขึ้น ณ ห้องจัดเลี้ยงของตระกูลหัว มีตัวแทนที่เข้าร่วมทั้งหมด26คน

หัวเซินซวนเข้าเรื่องไม่มีอ้อมค้อมทันทีว่า

“ที่ฉันเรียกทุกคนมาในวันนี้ก็เพื่อแจ้งให้ทราบว่า ฉันได้ตัดสินใจที่จะสู้กับพวกสกุลจ้าวให้ตายกันไปข้าง นี่ก็เพื่อกู้ศักดิ์ศรีของตระกูลคืนมา และก็เพื่ออนาคตของพวกเราสกุลหัว!”

ตอนที่289 สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

ในเช้าวันถัดมา คำแถลงเนื้อความดังว่า หัวฉีเฉินและหัวเซียงซิ่ว ได้ตัดขาดความเป็นพ่อลูกกันเป็นที่เรียบร้อย

อย่างไรก็ตาม ทางกฎหมายของประเทศจีนนั้นไม่ได้มีกำหนดอย่างชัดเจนในมาตราดังกล่าว หรือก็คือ ไม่มีการตัดขาดสายสัมพันธ์สถานะทางสายเลือดแบบถูกต้องตามกฎหมาย นอกเหนือจากภาระหน้าที่เลี้ยงดูที่จำเป็นแล้ว ผู้ปกครองมีสิทธิ์ตัดขาดด้านทรัพย์สินหรือไม่ให้ฝ่ายผู้เป็นลูกยุ่งเกี่ยวได้

กล่าวกันตามตรง ที่จ้าวเฉียนต้องการทำแบบนี้ก็เพื่อตัดแหล่งเงินทุนของหัวเซียงซิ่วเท่านั้น ไม่ใช่ว่าต้องการให้เธอตัดขาดจากตระกูลหัวจริงๆ

ทั้งทางตำรวจยังรายงานข่าวเพิ่มเติมอีกว่า หัวเซียงซิ่วจ่ายเงินเป็นจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อโฆษณาเว็บไซต์และสื่อ เพื่อโจมตีบุคคลอื่นจนเสื่อมเสียชื่อเสียง ใส่ร้ายเจ้าพนักงาน สุดท้ายนี้ตำรวจจึงตัดสินใจส่งคดีของเธอไปยังศาล และรอฟังคำตัดสินอีกทีหนึ่ง

หลังจากนั้นครึ่งเดือน จ้าวเฉียนก็สั่งให้โจวกุ้ยโทรหาตำรวจเพื่อแจ้งข้อหา หัวเซียงซิ่วไม่คืนค่าเงินกู้ตามกำหนด

ตามคำสั่งของจ้าวเฉียน เอกสารสัญญากู้ยืมที่โจวกุ้ยให้หัวเซียวซิ่วเซ็น แม้ดูผิวเผินจะดูเหมือนเอกสารกู้ยืนเงินทั่วไป แต่ถ้าอ่านให้ดีจะมีเงื่อนไขอยู่ข้อหนึ่งที่ถูกตีพิมพ์อยู่ท้ายล่างเอกสาร โดยระบุว่าผู้กู้ยืมไม่สามารถจ่ายชำระเองได้ ต้องเป็นตระกูลหัวเท่านั้นที่ต้องรับผิดชอบและแบกรับภาระค่าใช้จ่ายทั้งหมด โจวกุ้ยยื่นเอกสารสัญญาให้ตำรวจดูก่อนจะดำเนินการในทันที

ในไม่ช้าพวกตำรวจก็พาโจวกุ้ยเดินทางไปหาหัวฉีเฉิน และแสดงหนังสือเอกสารสัญญากู้ยืมเงินให้เขากู

หัวฉีเฉินที่เห็นก็ถึงกับตกใจ เงินกู้ทั้งหมดจำนวนห้าล้าน มีดอกเบี้ย5%ต่อวัน ใครบ้าไปเซ็นกัน? เขาเอ่ยตอบทันทีว่า

“นี่มันเงินกู้นอกระบบ ถือว่าผิดกฎหมาย เราไม่มีทางจ่ายคืนแน่นอน!”

โจวกุ้ยกล่าวตอบด้วยรอยยิ้มว่า

“คุณหัวเกรงว่า คุณนั้นแหละที่กำลังทำผิดกฎหมาย ตามข้อกฎหมายแล้ว ผมมีสิทธิ์เรียกดอกเบี้ยในอัตรา24%ต่อปี ถ้าตัดเรื่องผิดกฎหมายไป ยังไงคุณก็ต้องจ่ายดอกให้เรา24%บวกกับเงินต้นคืนมา”

หัวฉีเฉินที่ได้ยินถึงกับไร้หนทาง ตามกฎหมายแล้วมันเป็นเช่นนั้นจริงๆ แน่นอนว่าตระกูลหัวมีปัญญาจ่ายเงินในส่วนนี้อยู่แล้ว แต่ประเด็นหลักอยู่ที่ หัวฉีเฉินประกาศอย่างชัดเจนแล้วว่า ตนตัดขาดความสัมพันธ์พ่อลูกกับเซียงซิ่วไปแล้ว ถ้ายอมจ่ายชำระค่าเงินกู้ให้แทนในตอนนี้ ก็เท่ากับว่าเขายังคงแอบช่วยเซียงซิ่วลับหลังอยู่ และถ้าจ้าวเฉียนกับหลินเซียะรู้เข้า จะมีหน้าไปอธิบายได้ยังไง?

หวังฉีเฉินที่ตกอยู่สภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก ก็เลยพาโจวกุ้ยและพวกตำรวจเข้ามาหาหัวเซินซวน และกล่าวรายงานเรื่องที่เกิดขี้นสั้นๆให้ฟัง

หัวเซินซวนสะบัดมือทันที คำรามลั่นด้วยความโกรธว่า

“ไอ้เด็กนี่มันเกินเยียวยาแล้วจริงๆ! บังอาจอ้างชื่อตระกูลหัวไปเซ็นเงินกู้โดยที่ไม่บอกพวกเรา! ฉันเคยบอกแกแล้วไง! ว่าอย่าส่งลูกไปอยู่ต่างประเทศ! แล้วเป็นยังไงล่ะ! เอาแต่ใจจนเสียนิสัย! ไอ้เด็กคนนี้มันโง่จริงๆ!”

หัวฉีเฉินรีบกล่าวปลอบประโลมทันทีว่า

“พ่อ นี่ไม่ใช่เวลามาพูดเรื่องแบบนี้ รับตัดสินใจก่อนเถอะครับว่าจะเอายังไง!”

“หื้ม? มีอะไรต้องตัดสินใจงั้นเหรอ? ในเมื่อเธอก่อปัญหา เธอก็ต้องแบกรับผลที่ตามมาเอง! ตระกูลหัวของเราไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเธออีกต่อไป ดังนั้นไม่จำเป็นต้องจ่ายหนี้แทนเธอ!”

หัวเซินซวนตะคอกสวน

โจวกุ้ยไม่สนใจเรื่องระหว่างคนในครอบครัวอยู่แล้ว แต่ในเมื่อหัวเซียงซิ่วได้ลงนามตามข้อตกลงที่ระบุไว้ชัดเจน เขาก็มีสิทธิ์ล้ำเส้นเข้ามาในตระกูลหัวเพื่อทวงคืนเงินกู้ของเขา ดังนั้นถ้าตระกูลหัวจงใจไม่จ่ายหนี้ก้อนนี้ เขาก็จะเดินหน้ายื่นเรื่องฟ้องหัวเซียงซิ่วทันที

หัวเซินซวนระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่นและกล่าวตอบไปว่า

“เธอไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับตระกูลหัวของฉันแล้ว จะฟ้องก็ฟ้องไปเถอะ พวกเราไม่สน”

โจวกุ้ยยังคงยิ้มกล่าวต่อว่า

“คุณหัวลองตรวจสอบเอกสารสัญญาฉบับนี้ให้ดีก่อนตัดสินใจนะครับ เธอใช้ที่ดินบ้านสองหลังในชื่อของตัวเองเพื่อค้ำประกันไว้ แถมยังมีหุ้นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลหัวอีกหนึ่งส่วน จะยอมเสียไปทั้งแบบนี้เหรอครับ?”

หัวเซินซวนรีบคว้าเอกสารสัญญามาตรวจสอบโดยละเอียดทันที ปรากฎว่าสิ่งของค้ำประกันเป็นอย่างที่โจวกุ้ยว่าไว้จริงๆ

เซียงซิ่วค้ำบ้านไว้สองหลัง และที่สำคัญที่สุดคือหุ้นอีกหนึ่งส่วนซึ่งนี่มีมูลค่ากว่าหลายสิบล้าน

หากศาลนำสิ่งของเหล่านี้ไปประมูลและขายทอดตลาด ราคารวมมันเกินห้าล้านแน่นอน และตามกฎหมายแล้ว เงินเหลือเท่าไหร่จากที่ชำระกรรมสิทธิ์การจัดการจะเป็นของเจ้าหนี้ไปโดยปริยาย

ในเวลานี้เอง จ้าวเฉียนก็โทรหาหัวเซินซวน

หัวเซินซวนรีบเดินออกไปมุมหนึ่งและรับโทรศัพท์กล่าวทักทายขึ้นว่า

“ฮาโหลน้องจ้าว มีอะไร?”

จ้าวเฉียนยิ้มและตอบกลับไปว่า

“ผมได้ยินจากผู้ว่าหลินมา มีคนเอาสัญญาเงินกู้ไปแจ้งความกับตำรวจเพื่อทวงหนี้หัวเซียงซิ่ว ตอนนี้ทางตำรวจคงกำลังไปบ้านของคุณ เรื่องทั้งหมดนี้เป็นความจริงเหรอครับ?”

หัวเซินซวนแอบสบถด่าหลินเซียะอยู่ภายในใจ ไอ้หมอนี่มันปากสว่างจริงๆ นี่เป็นเรื่องราวภายในตระกูลหัว แล้วทำไมมันถึงต้องเอาไปบอกจ้าวเฉียน? ได้ยินแบบนั้นหัวเซินซวนก็ปั้นยิ้มดูงุ่มง่ามตอบไปว่า

“ใช่แล้ว ฉันก็เพิ่งรู้เรื่องนี้แหละ มีอะไรงั้นเหรอ?”

น้ำเสียงจ้าวเฉียนแปรเปลี่ยนดูจริงจังขึ้นทันตา เขากล่าวเตือนว่า

“โอ้? น่าสนใจนะครับ แต่ผมขอเตือนอะไรคุณไว้สักอย่าง ถ้าตระกูลหัวยื่นมือช่วยเหลือเธอแม้แต่น้อย ก็เท่ากับละเมิดข้อตกลงระหว่างเรา หลานชายของคุณทำลายหลุมศพของคุณย่า หลานสาวของคุณทำลายผมจนเสื่อมเสียชื่อเสียง สังคมตราหน้าผมว่าเป็นฆาตรกร ครั้งนี้จะเป็นครั้งสุดท้าย ถ้ายังกล้าฝ่าฝืน เตรียมรับผิดชอบได้เลยครับ”

หัวเซินซวนรู้สึกว่าทุกอย่างมันดูสอดคล่องกันไปหมด พลันคิดแล้วก็แปลกเล็กน้อย แต่อย่างไรเขาก็อธิบายไม่ถูกว่ามันแปลกยังไง เป็นไปได้ไหมว่าทั้งหมดนี้จะเป็นแผนการของจ้าวเฉียน?

ประการแรกเลย มันเห็นว่าหัวเซียงซิ่วเป็นเด็กสาวหัวนอกอ่อนประสบการณ์ เลยพยายามยั่วยุให้เธอทำทุกวิถีทางเพื่อปลุกระดมประชาชน หวังให้ทางตำรวจเล็งเป้ามาที่ตระกูลหัว และพอตระกูลหัวเริ่มตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบ มันก็พยายามบีบให้ตระกูลหัวขับไล่หัวเซียงซิ่วออกไป จากนั้นก็ส่งสัญญาณให้เจ้าหนี้เดินทางมาทวงหนี้ พร้อมบังคับให้ตระกูลหัวจ่ายเงิน ซึ่งถ้าจ่ายก็เท่ากับติดกับตามแผนของจ้าวเฉียนในฐานละเมิดสัญญาที่ให้ไว้ แต่ถ้าไม่จ่ายก็เท่ากับติดกับตามแผนของจ้าวเฉียนเช่นกัน ทั้งบ้านสองหลังและหุ้นอสังหาริมทรัพย์ของตระกูลหัวส่วนหนึ่งจะตกอยู่ในมือของตระกูลจ้าว

แต่ที่น่าแปลกที่สุดคือ หัวเซินซวนในฐานะทหารผ่านศึกชำชองประสบการณ์ด้านธุรกิจ ทำไมถึงโดนเด็กเมื่อวานซือต้มซะเปื่อยขนาดนี้ได้?

หัวเซินซวนเอ่ยถามทันทีด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจว่า

“ทั้งหมดนี้…เป็นแผนของแกใช่ไหม?”

จ้าวเฉียนระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น เอ่ยตอบไปว่า

“คุณหัว พูดเรื่องไร้สาระอะไรกันครับ? จะมากล่าวหากันโดยไม่มีหลักฐานไม่ได้หรอกนะครับ”

“เลิกเสแสร้งได้แล้ว! นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่พวกเราเคยรับมือกับพวกเล่ห์เหลี่ยมเยอะแบบแก! ไม่จำเป็นต้องปิดบังอะไรอีกแล้ว บอกมาซะว่านี่เป็นแผนของแกจริงๆใช่ไหม!? จงใจบีบให้เราตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออกแบบนี้!”

จ้าวเฉียนให้คำตอบเอ่ยกลับไปอย่างคลุมเครือยิ่งว่า

“ถ้าคุณบังคับให้ใช่มันก็คงใช่ ถ้าไม่ก็คงไม่แหละครับ แต่ผมไม่สนอยู่แล้ว และนี่ก็ไม่ใช่ครั้งแรกของผมเช่นกันที่ผมปั่นหัวคนได้สำเร็จ”

“ฮ่าฮ่า…ดี! ดีจริงๆ! ฉันไม่เคยเจอเด็กหนุ่มคนไหนที่หัวหมอและเลือดเย็นเท่าแกมาก่อนเลย! ทายาทตระกูลจ้าวนี่มันแสบจริงๆ เล่นได้แสบมาก!”

หัวเซินซวนเอ่ยร้องกรนเสียงคำรามด้วยความเกรี้ยวโกรธ

จ้าวเฉียนยังคงปั้นหน้าไร้เดียงสาทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ใดๆและตอบไปว่า

“ฮ่าฮ่า…ผมไม่รู้หรอกนะว่าคุณหมายความว่าอะไร แต่ผมรู้เพียงแค่ ถ้าตระกูลหัวยื่นมือช่วยเหลือหัวเซียงซิ่วในการชำระหนี้สิน ไม่ว่าจะรูปแบบใดก็ตาม ทั้งหมดถือว่าเป็นการละเมิดคำสัญญาระหว่างเรา เมื่อถึงตอนนั้น…ก็อย่าโทษผมแล้วกัน!”

หัวเซินซวนขบฟันกรามแน่นจนสั่นเทา ขนาดมือไม้เองยังสั่นเช่นกัน โดนต้มจนเปื่อยขนาดนี้ ไม่ว่ายังไงเขาก็ไม่สามารถยอมรับได้จริงๆ

“ไอ้หนุ่มสกุลจ้าว! แกมันเลือดเย็นเกินไป! กล้ายืมมือกฎหมายรังแกพวกเราสกุลหัว! แกต้องการอะไรกันแน่? บีบเค้นจนกว่าเราจะตายไปข้างเลยรึไง!? คิดจริงๆเหรอว่าพวกเราสกุลหัวง่ายที่จะรังแกขนาดนั้น?”

หัวเซินซวนเค้นเสียงลอดผ่านช่องฟันที่ขบกันแน่น

“ฮ่าฮ่าฮ่า….รุ่นปู่แล้วยังเอารุ่นเด็กอย่างผมไม่ลงเลย! แล้วตระกูลหัวจะมีปัญญาทำอะไรได้? ไม่ต้องพูดถึงปู่หรือพ่อของผมหรอก แค่ผ่านผมให้ได้ก่อนยังยากเลย! น่าสมเพชจริงๆนะครับที่ต้องโดนเด็กอย่างผมปั่นหัวเล่น ค่อยๆเก็บคนตระกูลหัววันละคนสองคน อีกไม่นานเดี๋ยวก็ทั้งตระกูลเอง! ฮ่าฮ่าฮ่า….”

ทันทีที่พูดจบจ้าวเฉียนก็กดวางสายทิ้งไป ปล่อยให้หัวเซินซวนโกรธจัดจนขวางโทรศัพท์ในมือแตกกระเด็นเป็นเสี่ยงๆ

“มันเกินไปแล้ว! ไอ้หนุ่มสกุลจ้าวมันปีนเกลียวเกินไปแล้ว!!”

หัวเซินซวนแผดเสียงคำรามลั่น ทุบตีข้าวของต่างๆรอบข้างปัดกระเด็นไปทั่วทุกสารทิศ แต่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่สามารถระบายความโกรธภายในใจออกไปได้เลย

อยู่มาทั้งชีวิต สุดท้ายกลับต้องพลาดท่าเสียทีให้กับชายหนุ่มวัยละอ่อน ถ้าเขาตายไปแม้แต่บรรพบุรุษยังไม่กล้าสู้หน้าเลยด้วยซ้ำ!

ตอนที่288 ปลดชื่อสกุล

หัวเซินซวนไม่กล้าต่อริ้วต่อรองอีกต่อไป เพราะเขากังวลจริงๆ ว่าจ้าวเฉียนจะปิดโอกาสและจากไปโดยไม่แยแส ดังนั้นเขาจึงรีบตอบกลับไปว่า

“เอาล่ะ! ห้าสิบล้านก็ห้าสิบล้าน แต่ถึงยังไงมือของหลานชายฉันก็ยังขาดไปแล้ว เรื่องค่ารักษาพยาบาลจะเอายังไง?”

จ้าวเฉียนยิ้มตอบกลับไปว่า

“ผมใช้ชีวิตอยู่บนพื้นฐานของศีลธรรมอยู่แล้ว ไม่ทำเรื่องไร้ยางอายแน่นอน ผมมีงบให้หนึ่งล้านหยวนสำหรับค่ารักษาและต่อมือเทียมให้หลานชายของคุณ”

หัวเซินซวนคลี่ยิ้มออกมาทันที หนึ่งล้านมันมากเพียงพอแล้วสำหรับการต่อมือเทียม เพียงว่า ปัญหาทุกอย่างใช่ว่าจะจบไปหลังได้รับแขนเทียมแล้วซะหน่อย

“หนึ่งล้านมันน้อยเกินไปไหม? เรื่องนี้มีอิทธิพลอย่างมากกับหลานชายฉันในอนาคต ค่าเสียโอกาสจำเป็นต้องนับรวมด้วยจริงไหม? ฉันไม่ได้ต้องการอะไรจากน้องจ้าวมากเลย แค่สิบล้านพอว่าไง?”

ยังคงหยิบยกประโยคเดิมมากล่าว จ้าวเฉียนไม่ได้สนใจเรื่องจำนวนเงินอยู่แล้ว เขาแค่ต้องการถ่วงเวลาตระกูลหัวเพื่อเตรียมตัวสำหรับแผนการบ่อนทำลายตระกูลหัวเท่านั้น ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าตอบรับคำขอของหัวเซินซวนไป

ขนาดหัวเซินซวนเองยังไม่ได้คาดหวังเลยว่า จ้าวเฉียนจะเห็นดีเห็นงามด้วยง่ายดายเพียงนี้ จนเผลอคิดไปว่าตัวเองได้ยินผิดรึเปล่า

หลิวเซียะที่ได้ยินทั้งคู่เจรจากันด้วยดีก็ยิ้มและกล่าวว่า

“นี่เป็นข้อพิสูจน์แล้วว่าน้องชายต้องการคืนดีกับคุณหัวจริงๆ การมาเจรจาในวันนี้เขาค่อนข้างจริงใจกับคุณมากเลยนะคุณหัว ดังนั้นหลังจากนี้คงไม่มีอะไรต้องกังวลแล้ว ถ้าในอนาคตจะมีโครงการอะไรร่วมกันก็บอกผมได้เสมอนะ เดี๋ยวผมจะคอยสนับสนุนอีกแรง ฮ่าฮ่า…”

หัวเซินซวนหัวเราะและตอบกลับไปว่า

“ต้องขอบคุณผู้ว่าหลินกับน้องจ้าวจริงๆ เอาล่ะ งั้นพวกเรากลับกันเถอะ”

หลินเซียะกับหัวเซินซวนระเบิดหัวเราะขึ้นอย่างเร่งร่า พวกเขาคิดว่าปัญหาทุกอย่างคงจบลงเรียบร้อยดีแล้ว อย่างไรก็ตาม จ้าวเฉียนยังคงตั้งคำถามขึ้นอีกครั้ง โดยเอ่ยถามหัวเซินซวนขึ้นว่า แล้วประเด็นที่หัวเซียงซิ่วกำลังปลุกปั่นสังคมให้มาโจมตีเขาจนเสื่อมเสียชื่อเสียงล่ะ เขามีแนวทางจัดการอย่างไร?

หัวเซินซวนยิ้มตอบกลับไปทันที

“น้องจ้าวไม่ต้องกังวล ฉันจะเกลี้ยกล่อมเธอไม่ให้ไปยุ่งกับน้องจ้าวอีกแน่นอน!”

จ่าวเฉียนกล่าวต่อขึ้นทันทีว่า

“คุณหัว คุณยังไม่ทราบสถานการณ์ในโลกโซเซียลขณะนี้มันกำลังระอุขนาดไหน ทุกคนล้วนเขียนข้อความทั้งด่าและสาปแช่งผม ทั้งยังกล่าวหาว่าผมเป็นฆาตรกร แล้วคุณหัวจะแก้ปัญหาโดยบอกเธอแค่ให้เลิกยุ่งกับผมงั้นเหรอ? ชื่อเสียงของผมในตอนนี้ถูกวิจารณ์จนป่นปี้หมดแล้ว เรื่องนี้คุณจะรับผิดชอบยังไง?”

หัวเซินซวนตกตะลึงอย่างมากเมื่อได้ยิน เขาคิดไม่ถึงเลยว่าจ้าวเฉียนจะหยิบยกเรื่องนี้มาพูด เขาคลี่ยิ้มแห้งเอ่ยถามอย่างกล้าๆ กลัวๆ ไปทันทีว่า

“แล้วน้องจ้าวต้องการให้ฉันทำยังไงล่ะ?”

จ้าวเฉียนยิ้มตอบกลับไปว่า

“ผมไม่รบกวนอะไรคุณมาก แค่ช่วยไปลบข่าวลือทั้งหมดบนโลกอินเตอร์เน็ต และให้หัวเซียงซั่วมาขอโทษผมเป็นการส่วนตัว แค่นั้นพอครับ”

หัวเซินซวนถอนหายใจเฮือกใหญ่ด้วยความโล่งอก เขาพยักหน้าตอบตกลงตามคำขอของจ้าวเฉียนทันที

หลิวเซียะเองก็พลันถอนหายใจไปตามด้วยเช่นกัน ในที่สุดปัญหาความขัดแย้งระหว่างสองตระกูลก็จบลงเสียที เขาลุกขึ้นจากเก้าอี้และกล่าวขึ้นว่า

“เอาล่ะ ถ้าพวกคุณเจรจากันเรียบร้อยดีแล้ว คุณหัว ผมจะพาคุณไปเกลี้ยกล่อมหลานสาวคุณต่อ ปัญหานี้จะได้จบสักที”

หัวเซินซวนพยักหน้าอย่างรวดเร็ว และกล่าวเสนอขึ้นว่า

“งั้นน้องจ้าวมากับพวกเราเลยดีกว่า ผมจะให้เธอขอโทษน้องจ้าวในวันนี้แหละ”

จากนั้นทั้งสามก็เดินไปห้องสอบสวนเพื่อเข้าพบหัวเซียงซิ่วทันที

พอหัวเซียงซิ่วเห็นว่าคุณปู่เธออยู่ที่นี่ เธอก็พลันหลงคิดไปว่า คุณปู่มาที่นี่เพื่อช่วยเธอ แต่ทว่าพอเห็นจ้าวเฉียนเดินตามหลังมาติดๆ รอยยิ้มบนใบหน้าของเธอก็จางหายไปในทันใด

“ทำไมแกถึงมาที่นี่ได้?”

หัวเซียงซิ่วเปิดฉากถามทันควันอย่างดุเดือด

จ้าวเฉียนยกมือป้องปากหัวเราะคิกคัก ยิ้มตอบไปว่า

“หุหุ ต้องให้ปู่ของคุณตอบคำถามนี้แทนซะแล้ว”

หลังจากพูดจบ จ้าวเฉียนก็นั่งข้างๆ คุณปู่ของเธอราวกับหลานชายคนสนิท

หัวเซียงซิ่วตะโกนถามคุณปู่ทันทีด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า

“ปู่! นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมถึงมากับมัน?”

หัวเซินซวนทำได้เพียงบอกหลานสาวไปตามตรงว่า ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องอะไรขึ้น และขอให้เธอขอโทษจ้าวเฉียนแต่โดยดี และติดต่อไปทางสื่อเว็บไซต์ต่างๆ เพื่อลบข่าวลือทิ้งไปทั้งหมด

“ไม่มีทาง! ไอ้ฆาตกรนี้จะต้องติดคุก! คิดที่สมควรต้องขอโทษควรเป็นมันไม่ใช่หนู! เอาสิ! เร็วเข้าไอ้ฆาตกร! รีบขอโทษฉันซะ!”

หัวเซินซวนทนฝีปากของหลานสาวตัวเองไม่ไหวอีกแล้ว เขาลุกขึ้นไปตบหน้าของเธออย่างแรง พร้อมสบถด่าต่อว่า

“ฉันสั่งให้ขอโทษเขา! ไม่ได้ยินรึไง! เรื่องมันมาถึงขนาดนี้แล้ว หัดเข้าใจสถานการณ์อะไรบ้างสิ! ถ้ายังไม่เชื่อฟังอยู่แบบนี้ ในภายภาคหน้าแกไม่ต้องมาใช้ชื่อสกุลหัว! และแกจะไม่ใช่หลานของฉันอีกต่อไป!”

หัวเซียงซิ่วยกมือปิดหน้าตัวเองทันทีและเริ่มร้องไห้ปล่อยโฮออกมา เธอไม่เข้าใจเลยแม้แต่น้อยว่า ทำไมครอบครัวของเธอต้องเข้าข้างคนผิด

หลินเซียะรีบกล่าวชักชวนขึ้นโดยไว

“คุณหนูหัว เรื่องนี้พี่ชายของคุณเองก็ผิดจริงๆ ที่ไปทำลายหลุมฝังศพของบรรพบุรุษตระกูลอื่นเขาจนเละ วางไปตามกฎหมายถือว่ามีความผิด ส่วนคดีความของคุณหนูหัวคือ จงใจยุยงปลุกปั่นมวลชนจนทำให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง ตอนนี้คุณจ้าวถูกตราหน้าว่าเป็นฆาตกรทั้งที่บริสุทธิ์ โทษขนาดนี้ ผมสามารถจับคุณเข้าคุกได้ทันทีโดยไม่ต้องสอบสวนด้วยซ้ำ”

“ถูกคือถูก ผิดก็ว่าไปตามผิด! ไอ้คำตัดสินจอมปลอมพวกนี้ ฉันขอคัดค้าน!”

หัวเซียงซิ่วยังคงตะโกนเถียงคำไม่ตกฟาก

หัวเซินซวนกล่าวดุทันทีว่า

“แกควรเข้าใจจุดยืนของตัวเองในตอนนี้ได้แล้ว หัดคำนึงถึงสมาชิกคนอื่นๆ ในครอบครัวบ้าง สิ่งที่แกทำลงไปรู้ไหมว่ามันเห็นแก่ตัวมากขนาดไหน ทุกคนที่อยู่เฉยๆ ต้องเดือดร้อนกันหมดเพราะแก!”

หัวเซียงซิวผิดหวังอย่างยิ่งกับปู่ของเธอ

“ก็ได้ หนูจะไม่เถียงกับคุณอีกแล้ว จะไปไหนก็ไป และไม่ว่ายังไงฉันก็ยังยืนยันคำเดิมว่า สิ่งที่ทำลงไปทั้งหมดหนูถูกต้อง ไม่ใช่ชื่อสกุลหัวก็ได้ หนูไม่สน ต่อไปนี้ไม่มีอีกแล้ว หัวเซียงซิ่ว จะมีก็แต่เซียงซิ่ว! ถ้าพวกคุณจะเปลี่ยนชื่อสกุลของหนูออกไปได้ แต่พวกคุณไม่สามารถเปลี่ยนค่านิยมในหัวหนูได้!”

หัวเซินซวนแทบจะระเบิดลงของจริงแล้ว เขายกมือขึ้นอีกครั้งและต้องการจะตบหน้าเธอซ้ำอีกระลอก แต่ครั้งนี้หลินเซี่ยะห้ามไว้ได้ทัน และกล่าวอย่างใจเย็นว่า

“คุณหัวอย่าเพิ่งทำร้ายร่างกายเธอตรงนี้ นี่ถือเป็นเขตความรับผิดชอบของเรา คุณหนูหัว คุณจำเป็นต้องจัดการลบข่าวลือทั้งหมดที่กระจายว่อนทั่วโลกอินเตอร์เน็ตเดี๋ยวนี้ เพราะมันผิดกฎหมาย ถ้าไม่อย่างนั้น ต่อจากนี้ถ้าตระกูลหัวจะมาขอร้องให้ช่วยเรื่องดำเนินธุรกิจอะไรอีก ผมกับรัฐมนตรีหวังจะไม่ยื่นมือมาช่วยเหลือใดๆ อีกต่อไป”

หัวเซินซวนที่ได้ยินแบบนั้น แขนขาของเขาพลันสั่นเทาไม่หยุดด้วยความหวาดกลัว ตบโต๊ะเสียงดังปังลุกขึ้นชี้หน้าหัวเซียงซิ่วโดยตรง คำรามลั่นว่า

“ตั้งแต่นี้ต่อไปแกไม่ใช่สมาชิกตระกูลหัวอีกแล้ว! เปลี่ยนชื่อสกุลตามที่แกต้องการเลย! แล้วฉันจะโทรหาพ่อของแก สั่งให้มันประกาศตัดสัมพันธ์พ่อลูก!”

ทันทีที่พูดจบ หัวเซินซวนก็หยิบมือถือโทรไปหาหัวฉีเฉินทันทีและสั่งให้หัวฉีเฉินตัดพ่อตัดลูกกับหัวเซียงซิ่วตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป แล้วถ้าทำไมได้ จะเป็นตัวเขาเองนี่แหละก็ตัดพ่อลูกกับหัวฉีเฉิน

หัวฉีเฉินงุนงงอย่างมากเมื่อได้ยิน ตอนนี้จับหัวชนปลายไม่ถูกแล้ว เขาเอ่ยถามอย่างร้อนรนขึ้นว่า

“พ่อ นี่เกิดบ้าอะไรขึ้นกันแน่? ทำไมถึงต้องให้ผมตัดพ่อลูกกับเซียงซิ่วด้วย เพราะเธอเป็นพวกหัวตะวันตกนี่นะ? ผมว่ามันไร้สาระเกินไป!”

“เออ! ได้! ฉันก็ไม่อยากคุยเรื่องไร้สาระกับแกแล้วเหมือนกัน! พรุ่งนี้แกเตรียมดูข่าวได้เลย ฉันจะประกาศตัดพ่อตัดลูกกับแก!”

หัวเซินซวนตอนนี้สติขาดแล้ว เขากล่าวออกไปโดยไม่แม้แต่จะมีเหตุผลใดๆ มารองรับ

แต่หัวฉีเฉินยังคงพยายามเกลี้ยกล่อมต่อว่า

“พ่อ ใจเย็นก่อน ทำอะไรค่อยๆ …”

หัวเซินซวนตะคอกสวนตอบทันทีว่า

“หุบปาก! ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป แกไม่ใช่ลูกชายของฉันอีกต่อไปแล้ว! ลูกชายแกก็สร้างแต่เรื่อง ลูกสาวแกก็สั่งสอนมาไม่ได้เรื่อง! พวกเขาไม่สมควรเข้ามารับสืบทอดสมบัติตระกูลหัว! พี่สามของแกยังมีเหตุผลกว่าแกอีก! แถมเขาเองก็มีลูกชาย ทั้งเก่งทั้งถ่อมตัวมีมารยาท เหมาะสมกว่าพวกลูกแกตั้งเยอะ!”

หลังจากพูดจบ หัวเซินซวนก็กดตัดสายทิ้งทันที และหันมากล่าวกับจ้าวเฉียนต่อว่า

“ตอนนี้ว่ายังไงล่ะ? ฉันแยกทางกับพวกเขาแล้ว สิ่งที่พวกเขาทำต่อจากนี้จะไม่เกี่ยวข้องกับตระกูลหัวของฉันอีก”

จ้าวเฉียนปรบมือพลางยกนิ้วโป้งให้หัวเซินซวน เขากล่าวชื่นชมขึ้นว่า

“คุณหัวเป็นคนใจเด็ดจริงๆ! ชี้นกเป็นนกชี้ไม่เป็นไม้โดยไม่มีลังเล แต่ก็ต้องทำตามที่พูดไปนะครับ พรุ่งนี้ผมจะรอดูข่าวว่าคุณตัดพวกเขาออกจากตระกูลหัวจริงๆ รึเปล่า”

หัวเซินซวนพยักหน้ากล่าวตอบไปว่า

“ไม่มีปัญหา! ฉันจะออกแถลงการณ์ทันทีที่กลับไปถึงบ้าน!”

จ้าวเฉียนพยักหน้าเป็นคำตอบ จากนั้นก็โบกมือลาทั้งสองและเดินทางกลับจากสำนักงานเขต

หัวฉีเฉินนั่งสงบสติอยู่เป็นเวลานาน พยายามครุ่นคิดทบทวนกับเรื่องที่เกิดขึ้น เขาไม่สามารถถูกตัดออกจากกองมรดกทั้งแบบนี้ได้ ส่วนเรื่องลูกสาวเขา ยังไงซะ เธอก็ต้องแต่งงานออกเรือนในสักวัน ดังนั้นไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แล้วมันคุ้มแล้วเหรอที่เขาจะเลือกรักษาสถานะพ่อลูกกับหัวเซียงซิ่ว แต่ต้องแลกมาด้วยการสูญเสียสิทธิ์ครอบครองมรดกของตระกูลหัวในอนาคต?

ดังนั้นหัวฉีเฉินจึงโทรหาพ่อของเขาทันทีและรีบขอโทษขอโพย

“พ่อ ผมขอโทษ เมื่อกี้ผมยังสับสนอยู่เล็กน้อย แต่ตอนนี้ผมตัดสินใจได้แล้ว ผมจะรีบติดต่อสื่อเพื่อแจ้งว่า ผมกับเซียงซิ่วตัดขาดความเป็นพ่อลูกกันแล้ว”

ไม่ว่าอย่างไร ลูกชายคนโตย่อมสำคัญที่สุดสำหรับพ่อแม่ และแน่นอนว่าหัวเซินซวนเองก็ไม่เต็มใจขับไล่หัวฉีเฉินออกจากตระกูลเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงกล่าวตอบไปว่า

“ยังดีที่แกเข้าใจ รีบดำเนินการเดี๋ยวนี้เลย!”

ตอนที่287 เจรจาอีกครั้ง

จนถึงตอนนี้หัวเซินซวนเพิ่งจะคิดญาติดีกับจ้าวเฉียน แต่มันสายเกินไปแล้ว จ้าวเฉียนเคยย้ำกับหลินเซียะเองงว่า เขาไม่มีทางสานสัมพันธ์คืนดีกับตระกูลหัวอีกต่อไป ถ้าหากเมื่อใดที่ตระกูลหัวร้องขอความปรองดอง ให้ปฏิเสธไปทันที

หลินเซียะจึงกล่าวตอบไปตามตรงว่า

“คุณหัวเกรงว่าจำต้องผิดหวังแล้ว เขาเคยบอกผมล่วงหน้าแล้วว่า ถ้าเมื่อใดที่ตระกูลหัวขอคืนดี ก็ให้ปฏิเสธเป็นคำตอบ ผมต้องขอโทษด้วยครับที่ไม่สามารถช่วยอะไรคุณได้”

หัวเซินซวนตอนนี้เริ่มหวาดกลัวขึ้นบ้างแล้วจริงๆ ไม่ว่ายังไงเขาก็ต้องการพบจ้าวเฉียนอีกสักครั้ง

“ผู้ว่าหลิน ถ้าเป็นแบบนี้ต่อไปสองตระกูลในหวานจิ้งจะต้องปะทะกันตลอด ในฐานะผู้ว่าเมืองต้องการให้เมืองนี้ตกอยู่ในความวุ่นวายจริงๆ งั้นเหรอ? ผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้มันอาจรุนแรงเกินจินตนาการ ผู้ว่าหลินต้องทำอะไรสักอย่าง!”

หลินเซียะเริ่มประหม่าแล้วเช่นกัน ฟังจากสิ่งที่หัวเซินซวนกล่าวไปก็ดูสมเหตุสมผลอย่างมาก ยังไงซะคงเป็นเรื่องดีกว่าที่จะให้ทั้งสองตระกูลเจรจากันอีกสักครั้ง

“เอาล่ะ ยังไงผมจะลองดูแล้วกัน แต่ยังไงก็เถอะ อีกฝ่ายออกตัวบอกล่วงหน้าไปแล้วแบบนั้น ผมคงทำอะไรไม่ได้มาก”

หัวเซินซวนรีบตอบกลับทันที

“ตามนั้นเลยครับผู้ว่าหลิน ถ้าได้ความยังไงก็แจ้งผมมา ตอนนี้ขอตัวลา”

หลินเซียะพยักหน้า จับจ้องแผ่นหลังของหัวเซินซวนที่เดินจากออกไป และหยิบมือถือโทรหาจ้าวเฉียนทันที

ชั่วอึดใจ จ้าวเฉียนกดรับสายโทรศัพท์และเอ่ยถามขึ้นว่า

“ผู้ว่าหลิน เกิดอะไรขึ้น?”

หลินเซียะรู้สึกกระดากปากเล็กน้อยที่ต้องกล่าวออกไปแบบนั้น แต่กระนั้นเขาทำได้เพียงยิ้มและกล่าวขึ้นว่า

“ผมมองว่า…คงเป็นการดีกว่าที่จะให้ทั้งสองฝ่ายลองคุยกันอีกสักครั้ง ยังไงซะการปรองดองกันย่อมดีกว่าทำลายอยู่แล้วจริงไหมครับ? หวังว่าคุณชายจ้าวจะเข้าใจในจุดนี้”

จ้าวเฉียนที่ได้ฟังแบบนั้นก็ทราบทันทีว่า พวกตระกูลหัวจะต้องเดินทางมาขอร้องหลินเซียะแน่นอน และเขาจำเป็นต้องรักษาใบหน้าไว้เช่นกัน

สถานะของหลินเซียะค่อนข้างละเอียดอ่อน จ้าวเฉียนพอจะเข้าใจในความลำบากใจนี้ดีจึงยิ้มตอบกลับไปว่า

“ในเมื่อผู้ว่าหลินพูดมาขนาดนี้ ผมเองก็ยินดีเจรจากับเขาอีกสักครั้งครับ แต่อย่าให้พวกนั้นทำอะไรอับอายต่อหน้าผม ไม่มีเงื่อนไขหรือข้อเรียกร้องใดๆ กับผม ไม่อย่างนั้นจะไม่มีการเจรจาใดๆ อีกต่อไป”

หลินเซียะรีบตอบกลับไปทันที

“ไม่มีปัญหาครับ ผมจะชี้แจงเรื่องนี้กับพวกนั้นให้ชัดเจน จะต้องไม่มีเรื่องพวกนั้นเกิดขึ้นเป็นอันขาด”

จ้าวเฉียนพยักหน้าตอบตกลงและวางสายไป เขารีบเดินทางไปที่สำนักงานเขต พอตรงเข้าไปในห้องทำงานส่วนตัวของผู้ว่า ก็พบหลินเซียะกับหัวเซินซวนนั่งรออยู่ข้างในแล้ว

หลินเซียะรีบลุกขึ้นทักทายทันทีด้วยรอยยิ้มว่า

“น้องเล็ก ขอบคุณมากที่ยังให้หน้าฉันอยู่บ้าง เชิญนั่งก่อน”

จ้าวเฉียนยิ้มและตรงเข้าไปจับมือกับหลินเซียะทันที

“ทั้งหมดเป็นเพราะผมเห็นแก่หน้าผู้ว่าหลินนี่แหละครับ ไม่อย่างนั้นผมคงไม่มาให้เสียเวลา”

หลินเซียะระเบิดหัวเราะอย่างมีความสุข ผายมือเชิญจ้าวเฉียนให้นั่งลง

หัวเซินซวนในยามนี้ไม่แม้แต่กล้าสบตาจ้าวเฉียนด้วยซ้ำ จึงไม่ได้เอ่ยปากกล่าวอะไรเลย พอเห็นจ้าวเฉียนเหลือบมองมาก็ได้แต่คลี่ยื้มแห้งกลับไป

“จุดประสงค์ที่ผมเรียกทั้งคู่มาในวันนี้เพราะหวังว่า พวกคุณจะลองเจรจากันดูได้ ถ้าการเจรจาครั้งนี้ประสบความสำเร็จไปด้วยดี มันจะเป็นประโยชน์อย่างมากแก่พวกคุณทั้งสองฝ่าย รวมไปถึงตัวผมด้วย แต่ถ้าการต่อสู้ยังคงดำเนินต่อไป ผลกระทบหลังจากนี้อาจรุนแรงเกินกว่าจะควบคุมได้อยู่ ดังนั้นเรามาพูดคุยกันด้วยเหตุและผลกันเถอะ”

หลินเซียะชิงกล่าวเปิดประเด็นทันทีอย่างยิ้มแย้ม

หัวเซินซวนแสดงความคิดเห็นของเขาออกไปพร้อมจุดยืนที่ชัดเจนว่า

“ถ้ามีโอกาสเจรจาเปิดใจกันอีกสักครั้ง แน่นอนว่าเรายินดี ณ จุดนี้ต้องขึ้นอยู่กับน้องจ้าวด้วย”

เจ้าจิ้งจอกเฒ่าตัวนี้เห็นได้ชัดเจนว่า เขาพยายามทำราวกับมาด้วยเจตนาดี แต่ในความเป็นจริง ตาแก่นี่แหละหน้าซื่อใจคดโดยแท้ จะเห็นได้เลยว่า ไม่มีความจริงใจออกจากคำพูดของเขาเลย

จ้าวเฉียนยิ้มและลุกขึ้นยืนทันที เขากล่าวว่า

“ผู้ว่าหลิน ถ้ายังจะมาเล่นแง่ใส่กันแบบนี้คงไม่ต้องเจรจาอะไรกันอีกแล้ว คงจะดีกว่าหากเปิดฉากสู้กันให้ตายกันไปข้าง ดูท่าสันติภาพคงไม่ใช่ทางออกของเรื่องนี้”

หลินเซียะตื่นตกใจอย่างยิ่ง ซึ่งหัวเซินซวนเองก็ถึงกับสะดุ้งเฮือกเช่นกัน

“น้องเล็กใจเย็นลงก่อน ฉันแค่พยายามส่งเสริมให้สามัคคีกดันเข้าไว้ ลองคุยกันดีก่อนสักนิดจะดีกว่านะ”

หลินเซียะรีบร้อนเอ่ยปลอบขวัญ

หัวเซินซวนเองก็รีบอธิบายเช่นกัน

“เอาล่ะ เอาล่ะ ฉันจะไม่พูดแบบนั้นอีกแล้ว ฉันผิดเอง น้องจ้าวใจเย็นก่อน นั่งลงจิบชาสักคำ เรามาพูดกันดีๆ เถอะ”

จ้าวเฉียนพยักหน้าและนั่งลงอีกครั้ง เบนหน้าหันไปกล่าวกับหัวเซินซวนว่า

“คุณหัวจะมาเจรจาเรื่องอะไรครับ?”

หัวเซินซวนเอ่ยตอบทันทีว่า

“ก็เรื่องหลานฉันนี่แหละ ถ้าต่างฝ่ายต่างสู้ไม่ถอยกันแบบนี้ สุดท้ายไม่ว่าฝ่ายใดล้วนแต่ต้องสูญเสียนะ”

จ้าวเฉียนป้องปากหัวเราะคำหนึ่งและตอบกลับไปว่า

“คุณหัว ลองพิจารณาให้ดีก่อนนะครับ ใครกันที่เริ่มเรื่องนี้ขึ้นก่อน พอเวลานี้บทจะหยุดก็หยุดเองเลยเหรอครับ?”

หัวเซินซวนรีบตอบว่า

“แต่น้องจ้าวก็ตัดมือหลานชายฉันไปแล้ว เขาได้รับกรรมกับสิ่งที่ก่อไปแล้ว จะไม่ให้โอกาสเขาเลยงั้นเหรอ?”

จ้าวเฉียนหัวเราะคำหนึ่ง เอ่ยตอบไปว่า

“เขาสมควรโดนตัดมือไปแล้ว ใครใช้ให้เขาไปทำเรื่องต่ำทรามแบบนั้น นี่ไม่ใช่คำถามที่ผมจำเป็นต้องพิจารณา ตอนนี้มันอยู่ที่คุณแล้วว่าจะมาเจรจายังไง?”

เมื่อเห็นพวกเขากำลังเจรจากันอยู่ หลินเซียะก็รีบเอ่ยแทรกขึ้นว่า

“ถ้างั้นก็ไม่เห็นความจำเป็นต้องทะเลาะกันแล้ว ต่างฝ่ายต่างได้รับผลกับสิ่งที่ก่อขึ้น ที่เหลือก็แค่ช่วยกันทำให้ประชาชนสงบลงเท่านั้น”

พินิจมองจากท่าทางการแสดงออกของหลินเซียะในตอนนี้ เขาดูจะเป็นคนที่กังวลที่สุดแล้วจริงๆ

จ้าวเฉียนที่เห็นแก่หน้าหลินเซี่ยะจึงกล่าวตอบไปว่า

“ผู้ว่าหลินพูดถึงขนาดนี้ ผมคงไม่กล้าปฏิเสธอะไร คุณหัว ตราบใดที่ยินดีจ่ายค่าชดใช้กับเรื่องที่เกิดขึ้น ทุกอย่างย่อมจบปัญหาได้ครับ”

หัวเซินซวนในขณะนี้ก็เป็นกังวลอย่างมากเช่นกัน เขารีบตอบจ้าวเฉียนกลับไปว่า

“แน่นอน ตราบใดที่จ่ายไหว ไม่ว่าเท่าไหร่ก็ยอม!”

จ้าวเฉียนคลี่ยิ้มด้วยความพึงพอใจและกล่าวว่า

“ถ้างั้นก็คุยกันง่ายหน่อยครับ ค่าซ่อมแซมหลุมศพของคุณย่าเบ็ดเสร็จอยู่ที่หนึ่งร้อยล้านพอดี แล้วผมอยากให้พวกคุณกลับไปประชุมกันในตระกูลก่อน เพื่อพาคนมาขอโทษตระกูลของผม”

เรื่องขอโทษนับเป็นเรื่องเล็กน้อยมาก จะให้หัวเซินซวนออกโรงไปก้มหัวขอขมาเองยังได้ แต่ค่าชดใช้ตั้งร้อยล้าน นี่ไม่โลภเกินไปหน่อยเหรอ?

หัวเซินซวนเอ่ยตอบอย่างรวดเร็ว

“น้องจ้าว ค่าซ่อมแซมหมุดศพตั้งร้ายล้านเชียวเหรอ? ป้ายสุสานของคุณย่าทำมาจากเพชรรึเปล่า?”

จ้าวเฉียนหัวเราะและกล่าวตอบไปว่า

“อันที่จริงหนึ่งร้อยล้านนี้ มันไม่ใช่แค่ค่าซ่อมแซมหลุมศพหรอก แต่ยังเป็นการลงโทษเพื่อเตือนสติของหลานชายคุณเอง ไม่ให้ทำเรื่องผิดพลาดซ้ำสอง”

จะด้วยเหตุผลใด จู่ๆ มาแบมือขอเงินร้อยล้านมันก็มากเกินไปอยู่ดี เงินตั้งร้อยล้านสามารถนำไปลงทุนอะไรได้อีกตั้งหลายอย่าง จะมาให้กันฟรีๆ กันได้ยังไง?

แต่ถ้าครั้งนี้หัวเซินซวนยังกล้าปฏิเสธล่ะก็ เขาจะไม่มีโอกาสเจรจาเพื่อหาทางออกอย่างสันติภาพอีกต่อไปแล้ว

หัวเซินซวนตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก ทำอะไรไม่ได้นอกจากเหลือบมองไปที่หลินเซียะด้วยความอับอาย

ตอนนี้เหลือเพียงหลินเซียะคนเดียวเท่านั้นที่ยังพอช่วยให้เรื่องใหญ่กลายเป็นเรื่องเล็กได้ และการที่หลินเซียะมาอยู่ ณ จุดนี้ก็เพื่อเกลื้ยกล่อม หาข้อสรุปที่ลงตัวที่สุดสำหรับทั้งสองฝ่ายเช่นกัน ดังนั้นเขาที่รู้หน้าที่จึงหันไปกล่าวกับจ้าวเฉียนว่า

“ร้อยล้านมันมากเกินไปจริงๆ น้องชาย ลองลดลงมาหน่อยได้ไหม? ถือซะว่าเห็นแก่หน้าผม”

สำหรับจ้าวเฉียน เขาไม่สนใจอยู่แล้วว่าเรื่องนะจะจบลงอย่างสันติวิธีหรือใช้ความรุนแรง เพราะอย่างไรเขาต้องการจะทำลายตระกูลหัวอยู่แล้ว ดังนั้นเงินจึงไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ ที่เรียกราคานี้ออกไปก็เพื่อสร้างความปั่นป่วนให้ตระกูลหัวเล่นๆ เท่านั้น หลังจากนี้ต่างหากคือของจริง

ดังนั้นจ้าวเฉียนจึงยิ้มและกล่าวตอบไปว่า

“ถ้าผู้ว่าหลินพูดถึงขนาดนี้ก็ช่วยไม่ได้ ห้าสิบล้านขาดตัว ถ้ายังไม่เห็นด้วย พวกเราคงไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกแล้ว เพราะมันไม่คุ้มค่ากับเวลาที่เสียไปเลย”

ตอนที่286 ต้องการคุยอีกครั้ง

หัวเซินซวนนั่งบนเก้าอี้หน้าซีดแทบทรุด นี่เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกไร้ซึ่งพลังขนาดนี้ เขาคิดมาเสมอมาตระกูลหัวของเขายิ่งใหญ่และไม่จำเป็นต้องกลัวใคร แต่ความซวยพลันบังเกิดขึ้นแล้วตอนนี้ที่ดันแกว่งเท้าไปเจอเสี้ยนชิ้นใหญ่

หัวฉีเฉินเอ่ยถามด้วยความรู้สึกผิดว่า

“พ่อ เทศมนตรีหวังว่าไงบ้าง?”

หัวเซินซวนกล่าวตอบเสียงแผ่วว่า

“ว่าไงงั้นเหรอ? ดูท่าอีกฝ่ายจะไม่อยากช่วยเราเลย บอกแค่ว่าถ้าเซียงซิ่วไม่ผิดจริง เขาก็สัญญาว่าเธอจะกลับออกมาอย่างปลอดภัย แต่ถ้าเธอทำผิดก็ต้องรับโทษตามกฎหมาย ที่พูดออกมาแบบนี้มันหมายความว่าไงล่ะ?”

“งั้นผมควรทำยังไงดี? จะให้เซียงซิ่วไปโรงพักทั้งแบบนี้เหรอ?”

หัวเฉินซีเอ่ยถามอย่างร้อนใจ

หัวเซินซวนถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เขาไม่อายที่จะต้องตอบลูกชายไปตามตรงว่าต้องส่งตัวหลานสาวไปจริงๆ แล้ว

หัวเฉินรู้จักพ่อของตนเองดียิ่งกว่าใครๆ เขาไม่เคยยอมใครมาก่อนเลยในชีวิต แต่วันนี้เขากลับพยักหน้ายอมรับอย่างสิ้นหวัง

“ได้ครับ ผมจะไปคุยกับเซียงซิ่ว”

หัวฉีเฉินกล่าวด้วยความโศกเศร้า

หัวเซินซวนพยักหน้าตอบอีกคราและไม่แม้แต่จะเงยหน้ามองลูกชายตัวเอง

หัวฉีเฉินเองก็อยู่ในอารมณ์เดียวกับพ่อตัวเองไม่มีผิด เขาไม่มีหน้าไปพบลูกสาวตัวเองเช่นกัน แต่มันไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว นอกจากเผชิญหน้าและพูดกับเธออย่างตรงไปตรงมา

หัวเซียงซิ่วที่ไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไรเลย ตอนนี้เธอกำลังดูข่าวและชื่นชมผลงานชิ้นเอกของตัวเองอยู่ เธอไม่เข้าใจเช่นกันว่าทำไมข่าวยังถูกเผยแพร่อยู่หลังจากโดนกองตำรวจปราบปรามไปแล้ว และหลงเข้าใจว่าทั้งหมดเป็นเพราะบารมีของตัวเธอเองล้วนๆ เธอรู้สึกภาคภูมิใจกับผลงานชิ้นนี้มาก และตอนนี้ชาวเน็ตมากมายก็กำลังทวงความยุติธรรมให้กับพี่ชายของเธออยู่

หัวเซียงซิ่วระเบิดหัวเราะเยาะ กล่าวกับตนเองว่า

“เหอะ! ไอ้ขยะสกุลจ้าว ฉันอยากจะรู้จริงๆ ว่าครอบครัวของแกมีเงินมากแค่ไหนเชียว? มันมากพอที่จะปิดบังความคิดเห็นของประชาชนได้ไหม!”

พอพูดจบเธอก็เปิดเพลงฟังอย่างมีความสุข

ชั่วขณะต่อมา หัวฉีเฉินก็เคาะประตูห้องและกล่าวว่า

“เซียวซิ่ว เปิดประตูหน่อย พ่อมีเรื่องจะคุยด้วย”

หัวเซียงซิ่วปั้นหน้าล้อเลียนและตะโกนตอบไปว่า

“พ่อ เลิกตื้อหนูสักที แล้วไม่ต้องห้ามหนูด้วย เสียเวลาเปล่า ทุกอย่างกำลังไปได้สวยแล้ว!”

หัวฉีเฉินเริ่มขึ้นเสียงด้วยความโมโห

“พ่อบอกให้เปิดประตู ได้ยินไหม!”

หัวเซียงซิ่วที่ได้ยินเสียงของพ่อฟังดูไม่ถูกต้อง เธอจึงไม่กล้าเถียงอีกต่อไป โยนโทรศัพท์ไว้บนเตียงและรีบวิ่งไปเปิดประตูทันที

“นี่พ่อจะมายุ่งอะไรอีก?”

หัวเซียงซิ่วเอ่ยถามชักสีหน้าไม่พอใจใส่

หัวฉีเฉินตรงเข้าไปในห้องและปิดประตูอย่างรวดเร็ว บอกให้เธอไปนั่งฟังสิ่งที่พ่อจะพูดต่อไปนี้

หัวเซียงซิ่วเดินไปนั่งบนเตียงและเอ่ยถามขึ้นว่า

“เกิดอะไรขึ้น? ต้องดูลึกลับขนาดนี้เลย?”

คู่พ่อลูกนั่งลงจับเข่าคุยกัน หัวฉีเฉินอับอายเกินกว่าจะพูดเหลือเกิน แต่ท้ายที่สุดเพื่อความปลอดภัยของลูกสาว เขาในฐานะผู้เป็นพ่อจำต้องบอกความจริงไปตามตตรง ไม่อย่างนั้นถ้าทางตำรวจบุกเข้ามาจับตัวลูกสาวเขาจริงๆ นี่อาจเป็นอันตรายได้

หัวเซียงซิ่วที่เห็นพิ่ปั้นหน้าเครียดไม่พูดอะไรอยู่นาน ก็พลันรู้สึกได้ทันใดว่า วันนี้พ่อดูแปลกไปจริงๆ เธอจึงกล่าวน้ำเสียงจริงจังขึ้นว่า

“พ่อ พวกเราเป็นพ่อลูกกันนะ มีอะไรต้องปิดบังกันด้วยเหรอ?”

หัวฉีเฉินเงยหน้าขึ้นมองลูกสาว ถอนหายใจเฮือกหนึ่งและกล่าวว่า

“เข้าใจแล้ว พ่อจะบอกทุกอย่างที่เกิดขึ้นในตอนนี้ให้ฟัง ทางตำรวจโทรมาขู่ว่า ให้ยอมจำนนแต่โดยดีและเดินทางไปที่โรงพักเดี๋ยวนี้ ถ้ายอมให้ความร่วมมือจะเป็นโทษสถานเบา แต่ถ้าไม่ยอมพวกเขาจะนำทีมมาบุกจับกุมลูกและต้องโทษสถานหนัก พวกเขาบอกว่าลูกมีความผิดฐานจงใจปล่อยข่าวลือเพื่อทำให้บุคคลอื่นเสื่อมเสียชื่อเสียง ตอนนี้ลูกก็อายุยี่สิบแล้ว โทษที่ได้รับเต็มขั้นแบบผู้ใหญ่ ลูกไปมอบตัวเถอะ พวกเราตระกูลหัวมีคนค่อยช่วยอยู่แล้ว มั่นใจเถอะว่าลูกจะไม่เป็นอะไรแน่นอน”

หัวเซียงซิ่วแทบระเบิดทันทีที่ได้ยิน นี่มันหมายความว่ายังไง? เธอไม่ได้ทำอะไรผิดเลยสักนิด แล้วตำรวจจะมาจับตัวเธอได้ยังไง? ก่อนหน้านี้ก็เพิ่งโดนกุมตัวไป ตอนนี้ถึงขั้นจะบุกเข้ามาจับกุมเลยงั้นเหรอ? นอกจากนี้เองเธอก็ไม่ได้สร้างข่าวลือ ทั้งหมดล้วนเป็นความจริง แต่ทำไมทั้งพ่อและปู่รวมไปถึงทุกคนในตระกูลหัวถึงไม่ยืนหยัดสู้แบบเธอกัน?

หัวฉีเฉินไม่ต้องการมีปากเสียงกับลูกสาวตัวเองอีกต่อไปแล้ว เพราะท้ายที่สุดนี้โต้เถียงกันไปก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรขึ้นมา สิ่งเดียวที่ต้องการตอนนี้คือ เขาอยากให้ลูกสาวตนเองให้ความร่วมมือกับตำรวจ โทษหนักจะได้เป็นเบา

หัวเซียงซิ่วกล่าวตอบอย่างโกรธเคืองว่า

“พ่อ! ทั้งพ่อทั้งปู่ใจไม่สู้เท่าเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ด้วยซ้ำ! หนูบอกไปแล้วไงว่า ทุกอย่างกำลังไปได้สวย แล้วจะยอมจบทั้งแบบนี้น่ะเหรอ? ถ้าพวกเขาอยากจะมาจับกุมหนูจริงก็ต้องมีหมายจับ แต่หนูไม่ได้ทำอะไรผิดแล้วจะมีหมายจับได้ยังไง! หนูไม่มีวันหยุดจนกว่าจะคืนความยุติธรรมให้พี่ชาย! ความถูกต้องย่อมชนะความชั่วร้ายเสมอ!”

หัวฉีเฉินตะคอกสวนตอบไปทันที

“ชักจะไปกันใหญ่แล้ว! ความถูกต้องคืออะไร? ความชั่วร้ายหมายถึงยังไง!? ลูกจำไว้ให้ดี ผู้แข็งแกร่งที่สุดคือความถูกต้อง ผู้อ่อนแอล้วนถูกตราหน้าว่าเป็นความชั่วร้าย! และมีเพียงผู้แข็งแกร่งเท่านั้นที่จะได้รับความยุติธรรม! ตอนนี้ฉันเริ่มรู้สึกคิดผิดแล้วจริงๆ ที่ส่งแกไปอยู่ที่อเมริกา ปล่อยให้สังคมและวัฒนธรรมที่บิดเบี้ยวพวกนั้นเปลี่ยนตรรกะของลูกจนเพี้ยนได้ขนาดนี้! คิดจริงๆ เหรอว่าประชาธิปไตยและเสรีภาพที่พวกอเมริกาขายฝันจะมีจริงๆ? มีบริษัทของจีนตั้งกี่แห่งแล้วที่โดนพวกมันยึดอำนาจไป เวลานั้นพวกมันมีความเสมอภาพและยุติธรรมให้เรารึไง? ก็ไม่! สุดท้ายพวกมันก็แค่เผด็จการในคาบคนดีเท่านั้น! พ่อไม่อยากพูดเรื่องนี้อีกแล้ว! ถ้าแกอยากรู้ว่าความยุติธรรมมีจริงไหม พ่อตอบให้เลยว่ามี! แต่ทุกอย่างมันไม่ใช่สีขาวกับดำอย่างที่ลูกเห็น ทว่าความจริงคือสีเทาทั้งนั้น!”

หัวเซียงซิ่วรีบตรงไปกุมมือพ่อและกล่าวน้ำเสียงเศร้าสร้อยว่า

“พ่อ! นี่พ่อพูดอะไรออกมา! พ่อต้องเชื่อในตัวกฎหมายสิ มีเพียงกฎหมายเท่านั้นที่จะมอบความยุติธรรมแก่เรา!”

“เอะอะก็อ้างความยุติธรรม แล้วลูกเคยคิดบ้างไหมว่า การที่พี่ชายของแกไปทุบทำลายหลุมศพบรรพบุรุษคนอื่น มันยุติธรรมต่ออีกฝ่าย? แล้วการที่ลูกยังทำตัวเรียกร้องความยุติธรรมจอมปลอมอยู่แบบนี้ มันคือความเห็นแก่ตัว!”

หัวเซียงซิ่วเถียงตอบไปทันที

“มันไม่เหมือนกัน! ถ้าการทำลายหลุมศพของคนอื่นถือเป็นความผิด ก็ควรชดเชยด้วยตัวเงินหรือคำขอโทษแค่นั้นพอ แต่มันกลับตักมือพี่ชายหนูไป นี่คือคดีอาชญากรรมแล้ว!”

อย่างไรก็ตาม สุดท้ายนี้เธอก็ไม่เข้าใจวัฒนธรรมของคนจีนเลยแม้แต่น้อย หลุมศพของบรรพบุรุษสำหรับคนจีนแล้วมีคุณค่าทางจิตใจสูงเกินกว่าจะหาสิ่งใดเปรียบ การเหยียบย่ำทำลายก็ไม่ต่างอะไรกับการลบหลู่โคตรตระกูล แต่จะอธิบายเธอไปอย่างไรคงไร้ประโยชน์ หัวฉีเฉินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากบังคับส่งเธอไปโรงพักด้วยตัวเอง

หัวฉีเฉินเดินออกไปเรียกคนรับใช้กลุ่มหนึ่งให้เข้ามาและสั่งว่า

“ช่วยแต่งตัวให้คุณหนูในชุดสุภาพ แล้วส่งเธอไปโรงพักทันทีเพื่อมอบตัว!”

คล้อยหลังพูดจบ เขาก็เดินจากไปทันที

หัวเซียงซิ่วแทบเสียศูนย์เมื่อได้ยิน

“พ่อ! หนูต่างหากเป็นฝ่ายถูก! หนูจะพิสูจน์ให้เห็นเองว่า พวกพ่อคิดผิด! ตรรกะของพวกพ่อต่างหากที่บิดเบี้ยว!”

หนึ่งชั่วโมงต่อมา หัวเซียงซิ่วถูกส่งเข้าโรงพักเพื่อมอบตัว หลินเซียะเดินเข้ามาคุยกับเธอเป็นการส่วนตัว

“ผมได้ยินมาว่า คุณหนูหัวโตในต่างประเทศ คงไปซึมซับนิสัยแย่ๆ ของพวกฝรั่งมาใช่ไหม?”

หัวเซียงซิ่วหัวเราะเยาะคำหนึ่ง โต้กลับไปทันทีว่า

“สิ่งที่ฉันซึมซับมาคือประชาธิปไตยและสิทธิ์เสรีภาพของผู้คน ไอ้นิสัยแย่ๆ ที่คุณพูดถึงคือเผด็จการของประเทศตัวเอง?”

“ฮ่าฮ่า…เสรีภาพ? โลกใบนี้มีเสรีภาพไร้ขอบเขตพออยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นเธอจะสามารถปล่อยข่าวลือจนทำให้คนอื่นเสียหายได้ยังไง? เอาล่ะ มาคุยกันดีกว่า เต็มใจให้ความร่วมมือกับพวกเรา จากโทษหนักจะได้เป็นเบานะ แต่ถ้าคุณยังคงยืนกรานที่จะสู้กับกฎหมาย ผลลัพธ์ที่ได้อาจจบไม่สวย”

หลินเซียะกล่าวพร้อมใบหน้าที่ดูจริงจังอย่างยิ่ง

แต่หัวเซียงซิ่วยังคงมีท่าทีเช่นเดิม สิ่งที่เธอล้วนพูดและแสดงออกไปล้วนเป็นความจริง และเธอก็แค่พยายามปกป้องสิทธิ์ที่พี่ชายของเธอควรจะได้รับเท่านั้น และหากตำรวจยังคงยืนกรานที่จะเอาผิดเธอให้ได้ เธอเองก็ขอสู้ให้ถึงที่สุดด้วยเงินและทรัพย์สินทั้งหมดที่มี เธอเชื่อเสมอว่าความยุติธรรมไม่เคยจางหาย

หลินเซียะยิ้มและพูดกับนายตำรวจที่รับหน้าที่สอบสวนว่า

“พวกคุณสอบสวนเธอให้ดี ฉันต้องรู้ให้ได้ว่าใครกันที่อยู่เบื้องหลัง”

พวกผู้ใต้บังคับบัญชาพยักหน้ารับสั่ง และหลินเซียะก็เดินจากออกไป

ในเวลานั้นเอง หัวเซินซวนก็กลับมาที่นี่อีกครั้ง

หลินเซียะยิ้มทักทายเขาทันที ก่อนเชิญให้อีกฝ่ายไปคุยกันในห้องทำงานพร้อมเอ่ยถามขึ้นว่า

“วันนี้คุณหัวแลดูว่างจังนะครับ ถึงวิ่งมาเยี่ยมผมตั้งหลายรอบ”

หัวเซินซวนยิ้มและตอบไปว่า

“ครั้งนี้ไม่ใช่กับผู้ว่าหลินครับ ผมต้องการคุยกับพ่อหนุ่มคนนั้นอีกครั้ง ผู้ว่าหลินช่วยนัดเขาให้ทีครับ”

ตอนที่285 โทษสูงสุด

หลิวเซียะโกรธจัดแล้วในขณะนี้ หัวเซียงซิ่วไม่แม้แต่สำนึก ท้าทายปีนเกลียวเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ซึ่งนี่เป็นพฤติกรรมที่น่ารังดกียจเกินทนไหวแล้ว เขาจึงโทรหาหัวเซินซวนทันที และเอ่ยกล่าวไปตามตรงว่า

“คุณหัว พาหัวเซียงซิ่วกลับมาเดี๋ยวนี้! ตอนนี้ผมยังลงโทษเธอขั้นเบาได้ เพราะยังเห็นแก่หน้าตระกูลหัว แต่ถ้าผมออกโรงไปจับกุมตัวเธอด้วยตัวเอง เตรียมรับโทษสูงสุดได้เลย!”

หัวเซินซวนไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลยก็เอ่ยถามขึ้นว่า

“เกิดอะไรขึ้นอีกผู้ว่าหลิน หลานสาวผมไปสร้างปัญหาให้คุณอีกแล้วเหรอ?”

หลินเซียะหัวเราะเยาะคำหนึ่งและกล่าวว่า

“คุณหัว เลิกแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องได้แล้ว ถ้าคุณฉลาดพอจะรู้ว่าไม่ควรกระตุกหนวดเสือ จะเลือกทางไหนก็ตัดสินใจเองเถอะ ผมมีเวลาให้ก่อนบ่ายสามโมง หากยังไม่เห็นหัวเธอมาที่นี่ ผมจะส่งคนไปที่บ้านคุณเพื่อเข้าจับกุมเธอทันที! ครั้งนี้ไม่มีรอลงอาญาแล้ว!”

พูดจบหลิวเซียะก็วางสายทิ้งไปทันที

หัวเซินซวนตื่นตระหนกยิ่งยวด เห็นได้ชัดว่าหลินเซียะกำลังโมโหสุดขีดแล้วจริงๆ หากไม่ยอมส่งตัวหัวเซียงซิ่วให้วันนี้ มีหวังธุรกิจของตระกูลหัวในอนาคตจะต้องถูกทางสำนักงานเขตขัดแข้งขัดขาแน่นอน

แต่สุดท้ายนี้ หัวเซียงซิ่วก็เป็นถึงหลานสาวของเขา แล้วมีหรือที่เขาจะยอมส่งตัวให้ทางตำรวจ?

ในเวลานี้เอง หัวฉีเฉินก็เดินมาหาและกล่าวกับพ่อเขาว่า

“พ่อ อย่าเพิ่งกังวลไปเลย ผมจะไปคุยกับเซียงซิ่วเอง เธอแค่กำลังสับสนเท่านั้น”

หัวเซินซวนพ่มลมหายใจเย็นเฮือกใหญ่ออกมา เอ่ยตอบน้ำเสียงเย็นชากลับไปว่า

“ยังจะไม่ให้กังวลได้ไง! ผู้ว่าหลินโทรมาบอกให้ฉันส่งตัวเซียงซิ่วไปให้เดี๋ยวนี้ เพื่อลงโทษตามกระบวนการยุติธรรม ถ้ายอมแต่โดยดีเธอจะได้รับโทษสถานเบา แต่ถ้าไม่ ทางผู้ว่าหลินจะส่งตัวมาจับและปล่อยให้เธอรับโทษสถานหนัก!”

หัวฉีเฉินตื่นตูมอย่างยิ่งเมื่อได้ยิน เขารีบถามทันทีว่า

“ทำไมผู้ว่าหลินถึงจริงจังขนาดนี้?”

ใช่แล้ว ทำไมหลินเซียะถึงต้องจริงจังกับสาวน้อยคนหนึ่งขนาดนี้? ทว่าอย่างไรข้อเท็จจริงและสาเหตุยังไม่ถูกเปิดเผยออกมา ทำได้เพียงรับมือตามสถานการณ์เท่านั้น

หัวฉีเฉินลังเลใจเป็นอย่างมาก เขาในฐานะพ่อจะยอมส่งตัวลูกสาวเข้าโรงพักโดยไม่รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังคิดอะไรอยู่ได้อย่างไร? เมื่อพิจารณาจากสถานการณ์ในปัจจุบัน ตระกูลจ้าวที่พวกเขาเพิ่งเหยียบหางไปกลับไม่ใช่ธรรมดาแน่นอน ดีไม่ดีอาจทรงอำนาจกว่าตระกูลหัวของพวกเขาด้วยซ้ำ ไม่อย่างนั้นหลินเซียะคงไม่มีทัศนคติแบบนี้ต่อตระกูลหัวแน่นอน

“พ่อ ทำไมพ่อถึงไม่ลองคุยกับเทศมนตรีที่รู้จักดูล่ะ? ยังไงซะเราไม่มีทางปล่อยให้เซียงซิ่วเข้าโรงพักอีกรอบแน่นอน นี่ไม่ใช่แค่เรื่องความปลอดภัยของเธอแล้ว แต่มันยังเหมารวมไปถึงศักดิ์ศรีของตระกูลหัวของเราด้วย พวกเราเป็นใหญ่ขนาดไหนในหยานจิ้ง แล้วจะปล่อยให้ตำรวจกับตัวทายาทตระกูลไปได้ยังไง แค่เซียงชานโดนตัดมือก็แทบไม่เหลือหน้าไปมองใครแล้ว ถ้าเซียงซิ่วโดนยัดเข้าคุกอีก พวกเรายังมีหน้าอยู่หยานจิ้งได้อีกเหรอ?”

หัวเซินซวนครุ่นคิดอย่างหนักอยู่พักใหญ่ จนในที่สุดจำต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของลูกชาย หยิบโทรศัพท์โทรออกไปหาเทศมนตรีที่รู้จักทันที

ในไม่ช้าก็โทรติด หัวเซินซวนยิ้มและเอ่ยทักทายขึ้นทันทีว่า

“เทศมนตรีหวัง สบายดีไหมครับ?”

หวังจินหลง ผู้ดำรงตำแหน่งเทศมนตรีใหญ่ในเมืองหวานจิ้งยิ้มตอบกลับไปว่า

“ฮ่าฮ่า… สบายดี สบายดี คุณหัวอุตส่าห์สละเวลาโทรมาหาผมแบบนี้ คงมีโครงการดีๆ มาให้ทางภาครัฐช่วยใช่ไหม?”

“ฮ่าฮ่า…เทศมนตรีหวังยังฉลาดหัวไวเหมือนเดิมเลยนะครับ ผมมีโครงการใหม่ที่จะมาปรึกษากับเทศมนตรีหวังพอดี”

หัวเซินซวนกล่าวพร้อมหัวเราะแห้งใส่

หวังจินหลงพอจะเดาได้ว่า หัวข้อหลักที่หัวเซินซวนโทรมาในครั้งนี้คือเรื่องอะไร เมื่อครู่ที่ทักทามถึงโครงการใหม่เป็นแค่การหยอกล้อเท่านั้น แต่ไม่คิดเลยว่า หัวเซินซวนจะยอมรับไปตามตรง สงสัยว่าชายชราตัวน้อยคนนี้จะเดือดร้อนจริงๆ

เพราะการเสนอโครงการใหม่มาให้ก่อนแบบนี้ ย่อมต้องมีค่าใต้โต๊ะ

ต้องมาลองดูกันหน่อยแล้วว่า หัวเซินซวนจะเสนออะไรเพื่อมาซื้อใจหวังจินหลงในครั้งนี้

“จริงเหรอครับ? คุณหัวนี่มีเรื่องให้ผมสนใจอยู่ตลอดจริงๆ ไม่ทราบว่าครั้งนี้เป็นโครงการเกี่ยวกับอะไรครับ?”

หวันจินหลงก็ตามน้ำเอ่ยถามไปต่อ

หัวเซินซวนก็ไม่มีทางเลือกเช่นกัน ในเมื่อเขาพูดไปแล้วก็ทำได้เพียงกัดฟันงัดโครงการที่วางแผนไว้ ออกมาเสนอให้ฟังจริงๆ

“เมื่อไม่นานมานี้ ผมวางโครงการจะสร้างตึกเชิงพาณิชย์ขึ้นมา ถ้าทางภาครัฐสามารถออกนโยบายพิเศษที่เอื้อต่อโครงการดังกล่าว ผมก็อยากเชิญเทศมนตรีไปเลี้ยงดินเนอร์สักมื้อ แล้วมีของขวัญที่อยากจะมอบให้ครับ ไม่ทราบว่าเทศมนตรีพอมีข้อเสนออะไรดีๆ มาแนะนำไหมครับ?”

หวานจินหลงยิ้มและตอบกลับไปว่า

“เรื่องนี้ผมคงให้คำตอบในเร็วๆ นี้ไม่ได้เช่นกัน แต่ถ้าคุณหัวต้องการจริงๆ เรื่องภาษีที่ดิน ผมน่าจะช่วยลดทอนลงไปบ้างด้นะ”

หัวเซินซวนยิ้มและตอบกลับไปว่า

“ขอบคุณมากครับ เรื่องธุรกิจก็จบไปแล้ว เอ่อ…ผมยังมีเรื่องส่วนตัวที่อยากขอร้องให้เทศมนตรีหวังช่วยเหลือหน่อยน่ะครับ หวังว่า…เทศมนตรีหวังจะพอช่วยได้?”

หวังจิตหลงเกือบหลุดขำ หัวเซินซวนประเดิมเกริ่นเรื่องอ้อมไปซะไกล แต่สุดท้ายก็ยังกลับเข้าประเด็นของหัวเซียงซิ่วได้ ยอมใจเขาเลยจริงๆ

“โอ้? คุณหัวมีเรื่องอะไรที่ต้องการความช่วยเหลือจากผมงั้นเหรอครับ? ลองพูดมาก่อน ถ้าเป็นอะไรที่ผมสามารถช่วยได้ผมก็จะช่วยครับ”

หวังจินหลงยิ้มตอบ

หัวเซินซวนที่ได้ยินแบบนั้นก็ไม่รอช้า รีบสรุปเรื่องราวที่เกิดขึ้นของหัวเซียงซิ่วให้ฟังโดยสังเขป และบอกกับหวังจินหลงว่า ความเป็นจริงแล้ว หลานสาวของเขาไม่ได้เจตนาเผยแพร่ข่าวลือพวกนี้ออกไป เธอแค่พยายามทวนคืนความยุติธรรมให้แก่พี่ชายของเธอที่โดนตัดมือ และไม่มีเจตนาหาเรื่องพวกตำรวจด้วย

แต่พูดไปตามความจริง เขาเป็นรัฐมนตรีจะมายุ่งกับเรื่องของทางตำรวจก็ดูจะไม่ค่อยถูกต้องนัก

อย่างไรก็ตามแต่ หัวเซินซวนอุตส่าห์โทรมาขอความช่วยเหลือเป็นการส่วนตัว และหวังจินหลงจำต้องแสดงความรับผิดชอบอะไรสักอย่างออกไป

“ดูเหมือนว่าคุณหนูตระกูลหัวจะหัวดื้อไม่ใช่น้อยเลยนะครับ เอาแบบนี้แล้วกัน ผมสัญญาว่าเธอจะกลับบ้านอย่างปลอดภัยแน่นอนภายในสองชั่วโมง ผมรับประกันได้แค่นี้ ส่วนเรื่องของทางตำรวจผมไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงได้”

กว่าที่หวังจินหลงจะขึ้นมารับตำแหน่งรัฐมนตรี เขานี่แหละทหารผ่านศึกมาแล้วไม่รู้เท่าไหร่ นี่ถือเป็นวิธีแก้ตัวที่สมบูรณ์แบบ ประการแรกคือ ไม่ผิดใจกับหัวเซินซวนที่โทรมาขอความช่วยเหลือ และสองไม่ต้องเข้าแทรกแซงอำนาจของตำรวจให้เสี่ยงโดนโทษ

แต่แน่นอนว่าสิ่งที่หัวเซินซวนต้องการกลับไม่ใช่แบบนี้เลย

สิ่งที่หัวเซินซวนต้องการจริงๆ คือ การไม่ปล่อยให้หลานสาวโดนกุมตัวไปโรงพัก ไม่ใช่รับประกันความปลอดภัยหลังจากเธอกลับมา

“เทศมนตรีหวัง ที่ผมหมายถึงคือ หลานสาวของผมบริสุทธิ์และเธอไม่ควรต้องโดนทางตำรวจจับกุมไปสอบสวนแบบนี้ รบกวนเทศมนตรีหวังโทรไปบอกผู้ว่าหลินให้หน่อยว่า อย่าส่งคนมาจับตัวหลานสาวผมเลย หลานสาวผมไม่ได้ทำอะไรผิด”

หวังจินหลงที่ได้ยินแบบนั้นก็เอ่ยตอบเสียงเข้มว่า

“คุณหัว นี่คุณพยายามทำให้ผมอับอายอยู่นะ ผมเป็นคณะรัฐมนตรี ไม่มีสิทธิ์เข้าไปยุ่งกับทางตำรวจ แล้วอย่างที่ผมพูดไป ถ้าคุณหนูหัวเธอบริสุทธิ์จริงๆ ผมสามารถรับประกันความปลอดภัยของเธอได้เลย แต่ถ้าเธอจงใจก่อคดีขึ้นมาจริงๆ ผมในฐานะคณะรัฐมนตรีของเมืองหวานจิ้ง จำเป็นต้องส่งเธอดำเนินการตามขบวนการยุติธรรมต่อไป ถ้าผมใช้อำนาจในมือเข้าไปแทรกแซง คิดว่าผมจะโดนเด้งออกไหม? หวังว่าคุณหัวจะเข้าใจ?”

หัวเซินซวนพอจะคาดการณ์ได้แล้วว่า ผลลัพธ์ที่ได้จะออกหน้ามาเป็นแบบนี้ แต่พอได้รู้ว่าผลลัพธ์ออกมาเป็นแบบนี้จริงๆ เขากลับรับไม่ได้เลย

หวังจินหลงไม่อยากจะเสวนากับหัวเซินซวนต่อแล้ว จึงกล่าวขึ้นว่า

“แค่นี้นะครับ ผมมีแขกคำสำคัญมาเยี่ยม ถ้าว่างผมจะช่วยคุณออกมาจิบชาด้วยกันนะครับ ขอตัวก่อน”

คล้อยหลังพูดจบ หวังจินหลงก็วางสายไปทันที จากนั้นเขาก็โทรศัพท์หาจ้าวฝู่ต่อโดยตรง

“ฮ่าฮ่า…คุณจ้าว แผนการของคุณนี่สุดยอดจริงๆ! ไอ้เจ้าหัวเซินซวนมันโทรขอความช่วยเหลือจากผมจริงๆ!”

หวังจินหลงระเบิดหัวเราะออกมาในทันควัน

จ้าวฝู่หัวเราะเช่นกันและถามกลับไปว่า

“แล้วเทศมนตรีหวังจะจัดการยังไงต่อครับ?”

หวังจินหลงรีบตอบกลัยบไปทันทีว

“ผมบอกเขาไปว่า ตราบใดที่หลานสาวของเขาบริสุทธิ์ ผมย่อมสามารถรับประกันความปลอดภัยของเธอได้ แต่ถ้าเธอทำผิดจริง ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามกระบวนการยุติธรรม หัวเซินซวนพูดไม่ออกอยู่นานเลยครับได้ยินไปแบบนั้น”

“ฮ่าฮ่า…ขอบคุณเทศมนตรีหวังมรดกเลยครับที่ช่วย วันหน้าเดี๋ยวผมชวนคุณมาไดร์ฟกอล์ฟ จิบชายามบ่ายด้วยกันสักครั้ง”

จ้าวฝู่ยิ้มตอบ

หวังจินหลงเองก็หัวเราะเช่นกัน เขาเอ่ยตอบกลับไปว่า

“คุณจ้าวสุภาพเกินไปแล้วครับ เดี๋ยวผมจะโทรหาหลินเซียะอีกรอบ กำชับให้เขาสั่งตำรวจจัดการเรื่องนี้อย่างเคร่งขรัด หัวซียงซิ่วไม่รอดแน่นอนครับ”

“ฮ่าฮ่า…”

จ้าวฝู่ระเบิดหัวเราะลั่นอย่างสบายอกสบายใจ

ตอนที่284 ราดน้ำมันบนกองเพลิง

ตั้งแต่ที่ทะเลาะกับคุณปู่และพ่อของเธอ หัวเซียงซิ่วก็สาบานกับตัวเองไว้ว่า จะไม่ยอมกลับบ้านจนกว่าจะคืนความยุติธรรมแก่พี่ชายของเธอได้

หัวเซินซวนโทรสายเข้ามาหาในขณะนั้น เพราะต้องการดุด่าเธอยกใหญ่ที่ทำอะไรตามอำเภอใจ หัวเซียงซิ่วทราบดีว่ามันต้องเป็นแบบนั้น จึงจงใจกดตัดสายทิ้งโดยตรง เพื่อเธอจะได้ไม่ต้องทะเลาะกับคุณปู่อีก

หัวเซินซวนที่เห็นว่าหลานสาวของเขาตัดสายทิ้งก็ยิ่งทำให้โมโหเข้าไปใหญ่ เขาวางโทรศัพท์กระแทกบนโต๊ะอย่างแรงและหันไปด่าหัวฉีเฉินต่อว่า

“ดูมันสิ! แกเลี้ยงลูกยังไงให้เป็นแบบนี้! เธอกล้าตัดสายฉันจริงๆ! นี่มันจะบ้ากันไปใหญ่แล้ว!”

หัวฉีเฉินรีบขอโทษขอโผยทันทีว่า

“พ่อครับ ผมขอโทษ ผมเลี้ยงดูเธอตามใจเกินไป ผมจะรีบติดต่อให้เธอโทรหาพ่อเองนะครับ”

หัวเซินซวนกล่าวน้ำเสียงโกรธเคืองว่า

“รีบโทรหาเธอเดี๋ยวนี้ แล้วฉันจะบอกอะไรให้อย่างนะ ถ้าเธอยังมีนิสัยแบบนี้อยู่ อนาคตของตระกูลหัวเราจบเห่แน่นอน!”

หัวฉีเฉินพยักหน้าและรีบวิ่งออกไปโทรหาลูกสาวตัวเองทันที พอเห็นว่าโดนตัดสายทิ้งไปเช่นกัน เขาเลยส่งข้อความไปหาแทน โดยมีเนื้อความว่า ถ้าไม่รับสายอย่างน้อยก็โทรไปหาคุณปู่หน่อยก็ยังดี แต่คิดเหรอว่าหัวเซียงซิ่วจะสนใจ? เธอเมินข้อความดังกล่าว อ่านไม่ตอบ

หลินเซียะรอหัวเซินซวนโทรกลับมาอยู่นานสองนาน จนในที่สุดมันก็ถึงขีดจำกัด เขาตบโต๊ะเสียงดีงปังระบายความโกรธ คว้ามือถือโทรหาหัวเซินซวนอีกครา

“คุณหัว นี่มันหมายความว่ายังไง!? ไหนบอกว่าจะรีบโทรกลับมา นี่มันนานมากแล้วนะแต่ก็ไม่ยอมโทรมาสักที!”

หลินเซียะตะคอกใส่ครั้งนี้ไม่มีเกรงอกเกรงใจใดๆ

หัวเซินซวนรีบขอโทษหลินเซียะทันทีว่า

“ผมขอโทษ ผมต้องขอโทษจริงๆ ครับ ผู้ว่าหลิน…อย่าโกรธกันเลยนะครับ ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง ตอนนี้ผมกำลังพยายามติดต่อหลานสาวอยู่เพื่อสอบถามสถานการณ์ ช่วย…ช่วยรออีกหน่อยได้ไหมครับ?”

หลินเซียะตอบปฏิเสธกลับไปโดยตรง

“ไม่! ผมรอนานกว่านี้ไม่ได้แล้ว! แรงกดดันจากสังคมทวีความรุนแรงมากขึ้นทุกวินาที แล้วคุณยังมัวใจเย็นได้อยู่อีกเหรอ?! คุณหัว ถ้าคุณยังเล่นแง่แบบนี้กับผมอยู่ หลังจากนี้ก็อย่าหาว่าผมไม่สุภาพก็แล้วกัน!”

หลังจากพูดจบหลินเซียะก็วางสายไปทันที

ตอนนี้หัวเซินซวนเริ่มรู้สึกวิตกจริงๆ จังๆ แล้ว ถ้าทำให้ผู้ว่าหลินโกรธขึ้นมา ไม่มีใครทราบได้เลยว่าผลลัพธ์หลังจากนี้จะเป็นยังไง ดังนั้นแล้วเขาจึงตัดสินใจเดินทางเข้าเยี่ยมหลินเซียะที่สำนักเขตเป็นการส่วนตัว และแก้ไขความเข้าใจผิดนี้

หลินเซียะไม่รอให้ตระกูลหัวต้องมาคลานเข่ามาหาเขา ในเมื่อหัวเซียงซิ่ว เด็กสาวไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงกล้าปีนเกลียวสร้างปัญหา ดังนั้นเธอสมควรต้องจ่ายราคาความเสียหายนี้ด้วยตัวเอง เขาออกปากสั่งการกับทางตำรวจให้ไปจับตัวหัวเซียงซิ่วมาสอบสวนโดยตรง

หนึ่งชั่วโมงถัดมา หัวเซียงซิ่วถูกตไรวจกุมตัวกลับเข้า ในเวลาเดียวกัน หัวเซินซวนก็กำลังเดินทางไปเช่นกัน

ในไม่ช้าหัวเซินซวนก็เดินทางไปถึงสำนักงานเขต แต่หลินเซียะกลับปฏิเสธที่จะเข้าพบด้วย ก็เลยปรากฏเป็นภาพฉากที่ชายชรายืนหน้าแตกอยู่คนเดียว

ในความคิดของหัวเซินซวน ด้วยความแข็งแกร่งของตระกูลหัว เขาไม่มีวันทนต่อความอัปยศแบบนี้ได้แน่นอน ดังนั้นเขาจึงตะโกนชื่อหลินเซียะดังลั่นกลางโถงใหญ่ เพื่อบีบบังคับให้หลินเซียออกมาพบ

สุ้มเสียงตะโกนของหัวเซินซวนยังคงดังต่อเนื่อง ราวกับเด็กเอาแต่ใจที่ผู้ใหญ่ไม่ยอมทำตามใจ

และหากเป็นเช่นนี้ต่อไป ทุกคนในสำนักงานเขตไม่สามารถทำงานต่อไปได้แน่ หลินเซียะที่ไม่มีทางเลือกอื่น เลยจำต้องออกมาพบหัวเซินซวน

แม้ว่ากหัวเซินซวนจะโมโหโกรธเกรี้ยวอย่างยิ่ง แต่เห็นได้ชัดว่าภายใต้สถานการณ์นี้เขาตกเป็นรอง จึงไม่ใช่เวลาที่เหมาะสมที่จะระบายความโกรธใส่หลินเซียะ เขาได้แต่ฝืนยิ้มและเอ่ยถามขึ้นว่า

“ทำไมผู้ว่าหลินถึงไม่รับสายหรือออกมาพบผมเลย?”

หลินเซียะกล่าวตอบตามตรงชนิดไม่มีไว้หน้า

“ผมไม่มีเหตุผลอะไรที่ต้องเจอกับคุณ หลานสาวของคุณเตรียมรับโทษตามกฎหมายได้เลย”

แม้หัวเซินซวนจะไม่พอใจกับหลานสาวคนนี้มากที่เอาแตจ่สร้างปัญหาให้ แต่สุดท้ายหลานสาวก็ยังเป็นหลานสาว เขาย่อมห่วงเรื่องความปลอดภัยเป็นธรรมดา

หัวเซินซวนรรีบเอ่ยตอบทันที

“ผู้ว่าหลิน ให้โอกาสเธอสักครั้งเถอะครับ ถือว่าเห็นแก่หน้าผม แค่บอกมาก็พอครับว่าต้องการเท่าไหร่ ผมจ่ายได้ทุกราคา!”

หลินเซียะที่ได้ยินแบบนั้นถึงกับพูดไม่ออก ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่เงินหรือค่าชดเชยอะไรแล้ว เนื่องด้วยสถานการณ์ปัจจุบันมันเลยจุดนั้นมาไกลมาก สิ่งเดียวที่เขาต้องการในขณะนี้คือ คำอธิบายต่อสาธารณชน

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง หัวเซียงซิ่วก็โดนกุมตัวออกจากห้องสอบปากคำ ส่วนหลินเซียะรีบดำเนินการตามคำร้องของจ้าวเฉียนทันที

ในไม่ช้า ตำรวจก็สรุปสำนวนคดีได้ความว่า หัวเซียงซิ่วละเมิดความผิดข้อหาจงใจปลุกปั่นและใส่ร้ายผู้อื่นจนได้รับความเสื่อมเสีย โดนตัดสินให้จำคุกหัวเซียงซิ่ว

หัวเซียงซิ่วมึนงงอย่างมากและไม่เข้าใจสถานการณ์เลยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ เธอกรนด่าสาปแช่งขึ้นทันทีว่า

“สมองฝ่อไปหมดแล้วรึไง? แทนที่จะจับตัวฆาตรกร แต่ดันจับฉันที่เป็นคนเรียกร้องความเป็นธรรม? ปัญญาอ่อนกันไปหมดแล้วรึไง? หรือแรงกดดันจากประชาชนมันไม่มีค่าเลยรึไง!”

หลินเซียะโกรธจัดแทบทนไม่ไหวแล้วง เขาตะคอกสวนกลับไปทันทีว่า

“ทุกอย่างเกิดจากเธอคนเดียว! ถ้าหัดสงบปากสงบคำซะบ้าง ทุกคนคงไม่ต้องเดือดร้อนขนาดนี้! เรื่องนี้จะได้รับการแก้ไขในอีกไม่ช้า ถ้ากังขาหรือข้องใจตรงไหนก็ไปสู้ต่อที่ชั้นศาล!”

หัวเซียงซิ่วรีบตอบทันทีว่า

“ถ้าจับจ้าวเฉียนเข้าตารางตั้งแต่แรก ทุกอย่างก็จบเรียบร้อยแล้ว! หัดเข้าโซเซียลอ่านข่าวบ้างว่าทุกคนในสังคมเขาต้องการอะไร? แต่คุณก็ยังหน้าด้านปกป้องจ้าวเฉียน พวกตำรวจของประเทศนี้มันเป็นอะไรกันไปหมดแล้ว หิวเงินขนาดนั้นเลยรึไง!!”

หลินเซียะหัวเราะอย่างเยือกเย็นและกล่าวว่า

“เราไม่จำเป็นต้องอ่านความคิดเห็นของสังคม ถ้าเอาอารมณ์ของคนหมู่มากมาประกอบกับสำนวนคดี แล้วนี่ยังเรียกว่าความยุติธรรมอยู่ได้ยังไง?”

ในเวลานั้นเอง ลูกน้องของหลินเซียะก็รีบวิ่งมาบอกว่า หัวเซินซวนต้องการพบหลานสาวตัวเอง

ตามกฎหมายแล้วหัวเซินซวนมีสิทธิ์ดังกล่าว หลินเซียะจึงทำอะไรไม่ได้มากนอกจากตอบตกลงเท่านั้น

ในไม่ช้าหัวเซินซวนก็เข้ามาพบกับหัวเซียงซิ่ว ดวงตาคู่นั้นของเขาเปี่ยมล้นไปด้วยความโกรธ ทันทีที่เจอเขาตะคอกด่าขึ้นทันทีว่า

“ทีนี้สบายใจแล้วรึยัง!? วันๆ ไม่ทำอะไร! เอาแต่สร้างปัญหา!”

แม้ว่าหัวเซียงซิ่วพลันรู้สึกตื่นตระหนกเล็กน้อย แต่เธอก็ยังคิดว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกจึงเถียงกลับไปว่า

“ไม่ว่าผลจะเป็นยังไง อย่างน้อยหนูก็พยายามอย่างที่สุดแล้ว! ไม่ได้เหมือนปู่ที่ยืนทนมองหลานชายได้รับความอยุติธรรมอยู่เฉยๆ! นี่ยังมีคุณสมบัติเรียกตัวเองว่าปู่ได้อีกเหรอ! หน้าไม่อาย!”

“สามหาว!”

หัวเซินซวนสุดจะทนแล้วจริงๆ

“เพี๊ยะ!!”

เสียงตบหน้าดังชัดเจนกึกก้องออกมา หัวเซินซวนตบหน้าหลานสาวตัวเองอย่างแรง

แต่ไม่ว่ายังไงหัวเซียงซิ่วก็รู้สึกว่าตัวเองยังคงเป็นฝ่ายถูก และทุกอย่างที่เธอทำลงไปล้วนเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง และถ้าเธอยังมีโอกาส ย่อมสามารถช่วยคืนความยุติธรรมแก่พี่ชายได้นแน่อน

หัวเซินซวนได้แค่ส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้

“สิ้นหวัง! สิ้นหวังแล้วจริงๆ! แกต้องหัดคิดแบบผู้ใหญ่ได้แล้ว!”

หลังจากพูดจบ เขาก็หันหลังเดินจากออกไปทันที

หัวเซียงซิ่วคลี่ยิ้มอย่างหยามเหยียด ไม่สนใจคุณปู่แม้แต่น้อย

ตำรวจตั้งโต๊ะแถลงการทันที โดยงัดหลักฐานทั้งหมดเพื่อมัดตัวหัวเซียงซิ่วว่า เธอใช้เงินจำนวนมากเพื่อปั่นกระแสข่าวโจมตีผคนอื่นจนเกิดความเสื่อมเสีย ในมุมมองของทางตำรวจสรุปได้ว่า ข่าวที่เธอเผยแพร่ออกไปเป็นข่าวปลอมทั้งสิ้น ซึ่งโทษจำคุกของเธอก็สามารถรอลงอาญาได้

จ้าวเฉียนรู้สึกว่า ต้องโทษแค่นี้มันยังไม่ร้ายแรงพอ สำหรับราคาที่หัวเซียงซิ่งต้องชดใช้ยังน้อยเกินไป ดังนั้นเขาจึงพยายามราดน้ำมันบนกองไฟเพื่อขยับขยายให้กลายเป็นเรื่องใหญ่กว่านี้

จ้าวเฉียนโทรหาประธานสื่อหลักหลายแห่งในหวานจิ้ง รวมไปถึงหยานจิ้งไทม์เช่นกัน และสั่งให้พวกเขาประโคมข่าวโจมตีตัวเองต่อไป และไม่ว่าใครก็ตามที่โทรถามหลังจากนี้ ก็ให้บอกว่าเป็นฝีมือของหัวเซียงซิ่ว

สถานการณ์ยิ่งตึงเครียดเข้าไปใหญ่ สิ่งนี้แทบทำให้หลินเซี่ยะเป็นบ้า เขาโทรหาประธานบริษัทสื่อพวกนี้ทันที และถามไปตามตรงว่าทำไมยังไม่หยุดประโคมข่าว ไม่เห็นที่ตำรวจตั้งโต๊ะแถลงรึยังไง?

หลังจากถามไปถามมา เขาก็ได้รู้ว่าหัวเซียงซิ่วยังไม่สำนึก เล่นแง่เล่ห์เหลี่ยมไม่จบไม่สิ้น เธอพยายามใช้อำนาจของตระกูลหัวบังหน้าเพื่อซื้อสื่อทางโซเซียลโจมตีจ้าวเฉียนต่อไม่หยุดหย่อน ทั้งนี้ก็เพื่อทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตัดสินคดีความด้วยความเป็นธรรม

ตอนที่283 ไปหาเงินตั้งมากมายมาจากไหน

โจวกุ้ยพาหัวเซียงซิ่วมาที่บริษัทปล่อยเงินกู้ และทั้งสองก็เดินเข้าไปในสำนักงานโดยตรง

“คุณหนูหัวเชิฐนั่งรอก่อนสักครู่นะครับ ผมจะรีบไปเตรียมสัญญามา”

โจวกุ้ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

หัวเซียงซิ่วพยักหน้าโดยไวและตอบว่า

“ได้ค่ะ รบกวนคุณโจวแล้ว”

โจวกุ้ยเดินออกไปและตรงมายังห้องทำงานของเลขา

“เลขาหลี่ เตรียมเอกสารสัญญากับกาแฟสักแก้ว”

โจวกุ้ยออกคำสั่งและเดินเข้าไปในห้องประชุมเพียงลำพัง หันซ้ายแลขวาพอเห็นว่าไม่มีใครอยู่แล้วจึงรีบหยิบมือถือโทรหาจ้าวเฉียนทันที

“ฮาโหลครับคุณชายจ้าว ผมพาเธอมาตามแผนเรียบร้อย”

โจวกุ้ยเอ่ยเสียงแผ่วราวกับกลัวคนอื่นได้ยิน

จ้าวเฉียนฮัมเพลงเดินอย่างสบายอารมณ์ เอ่ยปากสั่งต่อไปว่า

“ให้เธอเซ็นสัญญากู้ยืมตามแผนที่วางไว้เลย”

โจวกุ้ยรีบกล่าวยืนยันกับจ้าวเฉียนว่า

“ไม่ต้องกังวลครับ ผมกำลังดำเนินการในจุดนี้อยู่ ตามข้อบังคับของประเทศ หากอัตราดอกเบี้ยรวมเกิน36%จะไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมาย แต่คุณหนูสกุลหัวคนนี้ไม่น่าจะรู้เรื่องข้อกฎหมาย เราน่าจะหลอกเงินเธอมาได้เยอะอยู่ครับ”

จ้าวเฉียนระเบิดหัวเราะลั่น เอ่ยตอบไปว่า

“เท่าไหนเท่ากัน แต่ฉันไม่เคยคิดเลยนะว่า แผนใช้เงินกู้นอกระบบจะสามารถบ่อนทำลายตระกูลหัวได้แหะ นี่เป็นเพียงอาหารเรียกน้ำย่อย ทำเท่าที่ทำได้ไปก่อน ไม่ต้องคิดมาก”

โจวกุ้ยรีบเอ่ยตอบน้ำเสียงสุภาพกลับไป

“เข้าใจแล้วครับ ผมจะรีบเซ็นสัญญากับเธอเลย”

จ้าวเฉียนส่งเสียงตอบคำหนึ่งและกดวางสายไป

ในเวลาเดียวกัน หยิงเสวี่ยเฉิงและบรรดาเพื่อนนักข่าวของหัวเซียงซิ่วก็ทยอยส่งข้อความหาจ้าวเฉียนทีละคนสองคน เพื่อรายงานสถานการณ์ให้ทราบ

หัวเซียงซิ่วผู้ซึ่งไร้ทางออก แน่นอนว่าเธอจะต้องติดต่อเพื่อนที่เป็นนักข่าวแน่นอน แต่เธอลืมอะไรไปรึเปล่า? สำนักข่าวทั้งหมดของเมืองหวานจิ้งล้วนถูกซื้อโดยตระกูลจ้าวไปหมดแล้ว ดังนั้น คิดว่าบรรดาเพื่อนนักข่าวเหล่านี้จะอยู่ฝ่ายไหน?

หัวเซียงซิ่วคนนี้ติดกับของจ้าวเฉียนตั้งแต่มาหาพวกเพื่อนนักข่าวแล้ว

จ้าวเฉียนที่อ่านข้อความเหล่านั้นก็ยิ้มด้วยความพึงพอใจ

หัวเซียงซิ่วเซ็นสัญญาเงินกู้และออกจากบริษัทของโจวกุ้ยอย่างมีความสุข เธอโทรหาหยิงเสวี่ยเฉิงและคนอื่นๆ ทันที เพื่อขอให้พวกเขารีบเขียนบทความโจมตีจ้าวเฉียนโดยเร็วที่สุด

ในไม่ช้าทั้งสื่อสำนักบนโลกอืนเตอร์เน็ตและในทีวี ก็เกิดข้อพิพาทครั้งใหญ่ คดีความของจ้าวเฉียนเมื่อหกปีก่อนถูกขุดขึ้นมาจนเป็นทีพูดคุยกันต่างๆนาๆ

“ไม่คิดเลยว่า จะมีเหตุการณ์แบบนี้ขึ้นในหยานจิ้งจริงๆ? แล้วทำไมคดีนี้ถึงไม่ถูกสอบสวนล่ะ?”

“ไหนว่ารัฐบาลกำลังกวาดล้างความอยุติธรรมครั้งใหญ่? แต่ทำไมยังปล่อยให้ชายคนนี้ลอยนวลอยู่ล่ะ? เพราะรวยงั้นเหรอ?”

“เห้ออ…มีเงินมันก็ดีแบบนี้แหละ ถ้าเกิดเรื่องอะไรเข้าก็มีแพะรับบาปแทน ต่างจากคนจนๆ อย่างพวกเรา อย่าว่าแต่ทำอะไรผิดเลย บางทีเขาอาจถูกลากเข้าคุกโดยไม่ได้กระทำความผิดอะไรเลยด้วยซ้ำ!”

……….

ชาวเน็ตทั้งหลายต่างพูดถึงเรื่องนี้จนกลายมาเป็นประเด็นร้อน ความคิดเห็นของพวกเขาทั้งหมดเป็นไปในทางเดียวกัน ทุกคนล้วนเกลียดชังตำรวจที่ปล่อยให้คนร้ายลอยนวล ไม่ว่าจะยังไงทางตำรวจจะต้องออกมาตั้งโต๊ะแถลงไขเรื่องนี้ต่อหน้าประชาชน

ณ เวลานี้เอง เมื่อถูกแรงกดดันจากประชาชนรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ทางตำรวจเหลือเพียงทางเลือกเดียวคือการประชุมหารือกับทุกฝ่าย เพื่อหามาตรการรับมือที่ดีที่สุด

หลินเซียะคิดว่าเรื่องนี้สมควรออกตั้งโต๊ะแถลงก็จริง แต่คำถามคือจะหาหลักฐานยังไง? ไม่มีทั้งคลิปวีดีโอและภาพแล้ว

ในท้ายที่สุดนี้บรรยากาศการประชุมกดดันถึงขีดสุด ทุกนทนไม่ไหวแล้วจึงแนะให้หลินเซียะโทรคุยกับจ้าวเฉียนเป็นการส่วนตัว

หลินเซียะเองก็เห็นด้วยเช่นกัน จ้าวเฉียนสมควรรับรู้เรื่องดังกล่าวมากที่สุด และตัวเขาเองน่าจะหาทางหนีทาไล่ได้ดีที่สุดเช่นกัน

ดังนั้นหลินเซียะจึงโทรหาจ้าวเฉียนทันทีและขอให้เขามายังสำนักงานเขต

หนึ่งชั่วโมงต่อมา จ้าวเฉียนเดินทางมาถึงสำนักงานเขต

หลินเซียะเข้าพบกับเขาและเชิญเข้ามาในห้องทำงานส่วนตัวทันที พร้อมเข้าเรื่องเลยว่า

“คุณชายจ้าวได้เห็นข่าวบนโลกอินเตอร์เน็ตรึยังครับ? ตอนนี้คดีความเก่าของคุณถูกรื้อขึ้นมาแล้ว พวกเราจำเป็นต้องตั้งโต๊ะแถลงเกี่ยวกับเรื่องนี้”

จ้าวเฉียนหัวเราะคิกคักและเอ่ยถามกลับไปว่า

“ทำไมผู้ว่าหลินถึงดูประหม่าขนาดนี้? ชาวเน็ตเป็นยังไงก็น่าจะรู้ดีอยู่แล้วไม่ใช่เหรอครับ? ชอบเสพดราม่าเป็นชีวิตจิตใจ ผ่านไปสามวันก็ลืมกันไปหมดแล้ว คอยดูเถอะครับ…เดี๋ยวจะมีข่าวใหม่ที่ร้อนแรงกว่านี้ออกมาแทนแน่นอน”

คำพูดของจ้าวเฉียนไม่ใช่ว่ากำลังเล่นตลกกับหลินเซียะ แต่ทั้งหมดล้วนเป็นความจริงทั้งสิ้น บางคนสนใจไม่ถึงวันด้วยซ้ำก็ลืมไปแล้ว ดังนั้นให้เวลามากสุดที่สามวัน ยังไงซะทุกคนก็จะเลิกสนใจไปเอง และหันเหไปสนใจข่าวใหม่ประเด็นร้อนแรงกว่า

อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ต่างจากข่าวประเด็นร้อนอื่นๆ เล็กน้อย เพราะนี่เป็นผลงานชิ้นเอกของหัวเซียงซิ่ว ดังนั้นกระแสจึงน่าจะนานกว่าปกติเล็กน้อย และในจุดนี้จ้าวเฉียนก็ตระหนักถึงเป็นอย่างดี

“สิ่งที่ผู้ว่าหลินควรกังวลคือ ผมได้ส่งคนไปตรวจสอบมาแล้ว ปรากฎว่าเป็นฝีมือของหัวเซียงซิ่วจริงๆ เธอทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อซื้อพื้นที่โฆษณาบนอินเตอร์เน็ตและสื่อต่างๆ จากนั้นก็ขุดเรื่องผมในอดีตขึ้นมาโจมตี ผมคิดว่าผู้ว่าหลินลองไปคุยกับหัวเซินซวนก่อนดีกว่า ว่าเขามีความเห็นว่ายังไง?”

จ้าวเฉียนกล่าวแนะไป

หลินเซียะที่รับฟังก็รู้สึกว่าคำพูดของจ้าวเฉียนสมเหตุสมผลดี และเขายังทราบอีกว่า หัวเซินซวนยังไม่รู้แน่ว่านี่เป็นฝีมือของหลานสาวตัวเอง ดังนั้นยิ่งควรชี้แจงให้ทราบเข้าไปใหญ่

เช่นนั้นแล้วหลินเซียะจึงโทรเรียกหัวเซินซวนเข้าพบต่อหน้าจ้าวเฉียนทันที

แต่หัวเซินซวนที่กำลังดูข่าวอยู่ในขณะนี้ เขาก็สังหรณ์ใจได้ในทันใดว่า นี่ไม่ใช่เป็นการขุดข่าวของจ้าวเฉียนขึ้นมาโดยบังเอิญ ดังนั้นเขาจึงเรียกหัวฉีเฉินมาด่าจนอีกฝ่ายยืนก้มหน้าก้มตาราวกับเด็กกำลังกระทำความผิดมา

ในตอนนั้นเองหลินเซียะก็โทรเข้าไปพอดี หัวเซินซวนรับสายและรีบเอ่ยปากขอโทษอย่างรวดเร็วว่า

“ฮาโหล ผู้ว่าหลิน ผมทราบเรื่องทั้งหมดแล้ว ผมต้องขอโทษจริงๆ ทั้งหมดเป็นความผิดของผู้ใหญ่อย่างเราเองที่ไม่สั่งสอนเด็กให้อยู่กับร่องกับรอย”

หลินเซียะถอนหายใจใส่เฮือกใหญ่ กล่าวน้ำเสียงเย็นว่า

“ดีแล้วที่คุณหัวยังอุตส่าห์รู้ว่าตัวเองเป็นฝ่ายผิด! งั้นผมขอถามคุณหัวตรงนี้เลยก็แล้วกัน หวังว่าคุณจะตอบตามความจริงนะครับ เรื่องทั้งหมดนี้ที่หัวเซียงซิ่วก่อขึ้น คุณรู้เห็นเป็นใจด้วยหรือไม่?”

หัวเซินซวนสะดุ้งเฮือกทันที สายนี้ที่ผู้ว่าหลินโทรมาไม่ใช่เพื่อตำหนิเขา แต่เป็นเพื่อทดสอบว่าเขามีส่วนเอี่ยวด้วยหรือไม่

หัวเซินซวนรีบตอบกลับไปทันทีว่า

“ผู้ว่าหลินคิดมากเกินไปแล้ว ผมจะไปรู้เห็นเป็นใจกับแผนการโง่ๆ ของเธอได้ยังไง? เธอหนีออกจากบ้านไม่รับฟังพวกผมพูดอะไรสักคำ แล้วผมก็เพิ่งมารู้ทีหลังเช่นกันว่าเธอทำเรื่องโง่เง่าแบบนี้ลงไป”

หลินเซียะพ่นลมหายใจเย็นชาใส่อีกครา กล่าวขึ้นว่า

“คุณหัวคิดว่าผมโง่รึเปล่า? ถ้าคุณไม่รู้เห็นเป็นใจกับเรื่องนี้ แล้วเธอไปเอาเงินมาจากไหนตั้งมากมายในการซื่อช่องสื่อกับพื้นที่โฆษณาบนอินเตอร์เน็ต? ถึงผมเองจะไม่ค่อยทราบเรื่องเกณฑ์ราคาเรื่องการโฆษณามากเท่าไหร่ แต่มันคงไม่ใช่สิ่งที่เงินเก็บของเด็กสาวคนหนึ่งจ่าวไหวแน่นอน”

พอหัวเซินซวนถูกถามกลับไปแบบนี้ก็ถึงกับพูดไม่ออก ขนาดที่ว่าไม่รู้เลยว่าตนเองควรจะให้คำตอบอย่างไรแก่อีกฝ่าย

มันเป็นอย่างที่ผู้ว่าหลินพูดไปทุกประการ หลานสาวของเขาไปหาเงินมาจ่ายค่าสื่อตั้งมากมายขนาดนั้นมาจากไหน?

“ผู้ว่าหลิน ผมขอตัวโทรหาเซียงซิ่วก่อนได้ไหมครับว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”

หัวเซินซวนเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจ

“ตกลง! ได้ความยังไงแล้วรีบโทรกลับมาหาผม! เร็วหน่อยยิ่งดีนะครับ!”

หลินเซียะตอบ

“แน่นอนครับ แน่นอน…”

หัวเซินซวนกดวางสายไปทันทีจากนั้นก็รีบโทรหาหัวเซียงซิ่วต่อโดยไว

ตอนที่282 แค้นคืนสนอง

หยิงเสวี่ยเฉิงเหลือบมองไปทางหัวเซียงซิ่วอยู่สักครู่ เธอเอ่ยตอบกลับไปว่า

“ฉันต้องบอกเธอไปตามจริงนะว่า นักข่าวอย่างเราเขียนบทความดีๆได้ แต่การจะเอาออกไปเผยแพร่มันค่อนข้างยาก ดังนั้นเธอควรแบ่งเงินอีกสักก้อนเพื่อใช้ในการซื่อช่องสื่อทางอินเตอร์เน็ต วิธีนี้จะช่วยให้มีคนสนใจมากยิ่งขึ้น แต่อย่างที่ว่าไปนั่นแหละ มันต้องใช้เงินเพิ่มในการจ่ายซื้อพื้นที่ลงข่าว”

หัวเซียงซิ่วเตรียมพร้อมมาดีอยู่แล้ว เธอเพิ่มเงินได้อย่างไม่มีปัญหา แม้รู้ว่าอีกฝ่ายกำลังเล่นแง่เพื่อบีบให้เธอจ่ายเพิ่มก็ตาม

“โอ้? แล้วราคาเท่าไหร่ล่ะ? เธอพอมีคนรู้จักในนั้นไหม? ช่วยหาให้หน่อย ส่วนเรื่องราคาฉันยินดีจ่าย”

หัวเซียงซิ่วเอ่ยตอบกลับไปพร้อมรอยยิ้ม

หยิงเสวี่ยเฉิงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ เอ่ยตอบกลับไปว่า

“มีหลายคนเลย แต่สำหรับเรื่องราคามันค่อนข้างสูง อย่างในสื่อบนโลกออนไลน์ของหยานจิ้งไทม์ของเรา ถ้าต้องการหน้าหนึ่งเริ่มต้นที่แปดแสนหยวน หรือถ้าจะเอาขึ้นติดเป็นแบนเนอร์รายสัปดาห์เลยจะอยู่ที่หนึ่งล้านห้าแสนเป็นอย่างน้อย ซึ่งฉันแนะนำว่าเอาขึ้นติดสักสัปดาห์กำลังดี”

เมื่อได้ฟังหยิงเสวี่ยเฉิงกล่าวออกไปแบบนั้น หัวเซียงซิ่วก็เริ่มกังวลเล็กน้อย ถ้าไม่รวยจริงๆ คงไม่มีทางซื้อพื้นที่โฆษณาเพื่อโปรโมทได้เลยใช่ไหม?

พอเห็นว่าหัวเซียงซิ่วเริ่มกังวลใจ หยิงเสวี่ยเฉิงก็รีบกล่าวเร่งเร้าว่า

“แม้ราคาจะสูงเกินไปหน่อย แต่เชื่อเถอะว่ามันได้ผลดีจริงๆ จำข่าวที่ครอบครัวขับBMWตายยกคันได้ไหม? ไม่ว่าเธอจะเปิดโทรศัพท์เข้าแอปไหนก็เจอ จำแม่นเข้าหัวเธอเลยไหมล่ะ?”

หัวเซียงซิ่วรีบพยักหน้าอย่างรวดเร็ว เธอยังจำข่าวสยองตายยกครัวได้ ไม่ว่าเธอจะเปิดเข้าแอปไหนก็เจอแต่ข่าวดังกล่าว จนท้ายที่สุดเธอต้องกดเข้าไปดูคลิปอุบัติเหตุ ดังนั้นเธอจึงไม่มีทางเลือก

ถ้าเธออุตส่าห์ใช้เงินจำนวนมหาศาลขนาดนี้สู้เพื่อพี่ชาย แต่ตำรวจยังกล้าปิดบังความจริง ความยุติธรรมของประเทศนี้คงมีปัญหาจริงๆ แล้ว

แต่อย่างไร สุดท้ายเธอก็จำต้องปฏิเสธไป เพราะเธอมีงบทั้งตัวอยู่แค่3ถึง4ล้านหยวนเท่านั้น ซึ่งหากจ่ายให้เพื่อนนักข่าวแต่ละคนไปแล้ว เธอจะไม่เหลือเงินค่าซื้อพื้นที่โฆษณา

หัวเซียงซิ่วเอ่ยถามอย่างไม่ค่อยแน่ใจว่า

“ฟังดูน่าสนใจก็จริง แต่ฉันคงจ่ายไม่ไหว เธอช่วยหาวิธีต่อรองราคาได้ไหม?”

หยิงเสวี่ยเฉิงหัวเราะพลางเอ่ยตอบไปว่า

“เซียงซิ่ว นี่เธอไม่ต้องการให้พวกเราช่วยจริงๆ ใช่ไหม? ตระกูลหัวของเธอมีเงินหมุนสะพัดกว่าหลายร้อยล้านหยวนต่อวันกับธุรกิจการท่าเรือและอสังหา กับอีกแค่ล้านเดียวทำไมถึงใจแคบจัง?”

หัวเซียงซิ่วถอนหายใจเฮือกหนึ่งและตอบไปว่า

“อันที่จริงแล้ว…แผนการนี้เป็นฉันคิดเพียงคนเดียว แต่ทางครอบครัวกลับไม่เห็นด้วย เลยต้องออกโรงเองคนเดียวแบบนี้ สุดท้ายก็มีปัญหาอยู่ที่เรื่องเงินจริงๆ นั่นแหละ เห็นแก่ที่เราเป็นเพื่อนกันนะ ช่วยฉันหน่อย”

หยิงเสวี่ยเฉิงแทบอาเจียนออกมาเป็นเลือด เธอไม่ยอมเสียแรงมาช่วยคนเพียงเพื่อการกุศลแน่นอน และที่สำคัญการจะซื้อพื้นที่โฆษณามันต้องใช้เงินเป็นจำนวนมากพอตัวจริงๆ

ในเวลานั้นเอง เหลียวอวีเฟย นักข่าวจากโจจิ้งไทม์ก็กล่าวขึ้นว่า

“ถ้าเธอยังคงยืนกรานเพื่อเรียกคืนความยุติธรรมให้พี่ชายเธอนะ ฉันยังพอมีวิธีช่วยเธอได้ แต่มันขึ้นอยู่กับว่าเธอใจกล้าพอรึเปล่า?”

หัวเซียงซิ่วพยักหน้าตอบทันทีและกล่าวว่า

“แน่นอน แน่นอน ตราบใดที่มันไม่มากเกินตัว ฉันไม่มีทางปฏิเสธอยู่แล้ว”

เหลียวอวีเฟยพยักหน้าและอธิบายไปว่า

“ฉันเป็นนักข่าวสายการเงินมาก็หลายปีแล้ว ก็เลยรู้จักพวกกู้นอกระบบไม่น้อยเลย แต่สบายใจได้ ฉันจะแนะนำคนที่คิดดอกเบี้ยต่ำที่สุดให้เธอเอง ยืมเงินก้อนนี้ไปใช้ซื้อพื้นที่โฆษณาเถอะ ตราบใดที่สิ่งนี้สามารถเรียกคืนความยุติธรรมแก่พี่ชายเธอได้ ครอบครัวของเธอย่อมต้องเต็มใจจ่ายเงินชดใช้หนี้แทนเธอแน่นอน”

หัวเซียงซิ่วเกิดและเติบโตในอเมริกา จึงได้อิทธิพลแนวคิดจากพวกอเมริกาชนมาโดยตรง ซึ่งโดยธรรมชาติคนอเมริกาไม่ค่อยจะประหยัดเงินเท่าไหร่ ประชาชนโดยส่วนใหญ่ชอบกู้ยืม เอาเงินในอนาคตมาใช้จ่ายก่อน และนั้นเป็นสาเหตุให้เกิดวิกฤตการณ์สินเชื่อซับไพร์ม [1] ขึ้นในตอนนั้น

ยืมเงินในอนาคตมาใช้ในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน ถือเป็นเรื่องปกติอย่างมากของคนอเมริกัน ดังนั้นหัวเซียงซิ่วจึงตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด

เหลียวอวีเฟยพยักหน้าและหยิบมือถือโทรออกไปทันที และตกลงนัดเจอเสี่ยหนี้นอกระบบที่ร้านกาแฟชั้นล่างในอีกหนึ่งชั่วโมง

หัวเซียงซิ่วรีบทักให้ทุกคนกินข้าวกันให้เสร็จโดยไว หลังจากกินเสร็จทุกคนก็รีบบอกลาจากไปโดยปริยาย และเป็นหน้าที่ของเหลียวอวีเฟยที่พาหัวเซียงซิ่วมารอที่ร้านกาแฟชั้นล่าง

ประมาณสิบนาทีต่อทมา ชายวัยกลางคนในชุดทางการก็เดินทางมาถึง

เหลียวอวีเฟยรีบลุดกขึ้นทักทายอีกฝ่ายทันที และพาเขามาแนะนำตัวกับหัวเซียงซิ่ว

เหลียวอวีเฟยกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า

“มาเถอะ ฉันจะแนะนำให้ทั้งสองคนรู้จักนะ นี่คุณโจวกุ้ย จากฟู่หยุนเงินกู้ ส่วนเธอคนนี้คือหัวเซียงซิ่วจากตระกูลหัวที่เป็นเจ้าของท่าเรือและบริษัทอสังหาริมทรัพย์หัว”

โจวกุ้ยยิ้มและยื่นมือออกไปทักทายกับหัวเซียงซิ่วทันที

“ยินดีที่ได้รู้จักครับคุณหนูหัว”

หัวเซียงซิ่วเองก็ตอบกลับอย่างสุภาพไปว่า

“ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันค่ะคุณโจว แรกพบก็รู้สึกถูกชะตาแล้ว”

เหลียวอวีเฟยทักทามให้ทั้งสองนั่งลงก่อน และหันไปพูดกับโจวกุ้ยว่า

“คุณโจว คุณหนูหัวเป็นเพื่อนสนิทในสมัยที่ยังเรียนด้วยกัน ตอนนี้เธอต้องการขอความช่วยเหลือด้านการเงิน ผมก็เลยนึกถึงคุณก่อนเลย เรื่องนี้คุณโจวพอจะช่วยได้ไหมครับ?”

โจวกุ้ยยิ้มและตอบไปว่า

“แน่นอนครับ แน่นอน ฮ่าฮ่า…คุณหนูหัว ผมขอเสียมารยาทถามหน่อยได้ไหมครับว่า คุณหนูต้องการเงินเท่าไหร่ครับ?”

“สักห้าล้านมาเผื่อไว้ก่อน”

หัวเซียงซิ่วตอบกลับไปทันทีแทบไม่คิด

โจวกุ้ยพยักหน้าและกล่าวต่อว่า

“ห้าล้านไม่ใช่ปัญหาใหญ่อะไรเลยครับ แต่ผมเองก็ต้องการทราบจุดประสงค์ และระยะเวลาที่คุณหนูจะคืน รวมไปถึงวิธีคืนเงินด้วยครับ”

หัวเซียงซิ่วไม่ต้องการให้โจวกุ้ยรู้ว่า เธอต้องการจะใช้เงินก้อนนี้ไปกับอะไร ดังนั้นเธอจึงปั้นน้ำเป็นตัวแถไปว่า

“ฉันกำลังมีโปรเจคงานใหม่น่ะ แต่ยังขาดเงินทุนอีกเล็กน้อย ถ้าโชคดีพอ ประมาณสิบวันก็น่าจะได้คืนแล้ว อย่างช้าสุดก็น่าจะสองเดือน ยังไงฉันจะพยายามหาเงินมาจ่ายคืนรวดเดียว หวังว่าคุณโจยจะลดดอกเบี้ยให้หน่อยนะคะ”

“ได้แน่นอนครับ เดี๋ยวผมลดให้พิเศษเลย แต่ยังไงคุณหนูหัวต้องกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนมาให้ก่อนครับ ผมถึงจะตัดสินใจเรื่องดอกเบี้ยได้”

โจวกุ้ยกล่าวพร้อมรอยยิ้ม

หัวเซียงซวิ่วครุ่นคิดอยู่สักครู่ และตัดสินใจที่จะยืมเงินอีกฝ่ายเป็นเวลาสามเดือน

โจวกุ้ยหัวเราะเสียงดังลั่น หยิบแก้วกาแฟขึ้นมาจิบและตอบว่า

“สามเดือนก็สามเดือนครับ งั้นผมให้ดอก5% เป็นยังไงครับ?”

หัวเซียงซิ่วไม่เคยต้องยืมเงินใครมาก่อน ดังนั้นเธอจึงพลันคิดไปว่า ดอกเบี้ย5%ที่โจวกุ้ยบอกมาคือ อัตราดอกเบี้ย5%ต่อสามเดือน นั้นเท่ากับ5%ของเงินห้าล้านคือ250,000หยวน แม้จะดูค่อนข้างมาก แต่หลังจากคืนความยุติธรรมให้พี่ชายเธอได้ คนที่จะมาจ่ายคือพ่อกับปู่ของเธอที่เต็มใจมาช่วยแน่นอน ดังนั้นเธอจึงพยักหน้าเห็นด้วยทันที

โจวกุ้ยดูพึงพอใจเป็นอย่างมากและตอบกลับไปว่า

“โอเค แล้วคุณหนูหัวต้องการเงินเมื่อไหร่ครับ?”

หัวเซียวซิ่วแทบจะรอไม่ไหวแล้วที่จะล้างแค้นให้พี่ชายของเธอ แน่นอนว่ายิ่งเร็วเท่าไหร่ยิ่งดี

โจวกุ้ยพยักหน้ากล่าวว่า

“ไม่มีปัญหาครับ ถ้าเซ็นสัญญาเรียบร้อย สามารถรับเงินได้ในวันถัดไปได้เลย แต่ยังไงก็ตาม คุณหนูหัวจำเป็นต้องจำนองทรัพย์สินเป็นตัวค้ำประกันไว้ด้วยนะครับ อย่างเช่น รถ, บ้าน หรือของมีค่า หวังว่าจะเข้าใจนะครับ?”

หัวเซียงซิ่วย่อมเข้าใจในเรื่องนี้ดี เพราะขนาดจะกู้ยืมจากธนาคารยังต้องใช้บ้านเป็นหลักประกัน สำหรับเงินกู้นอกระบบคงต้องมีเช่นกัน

เธอจึงตอบตกลงทันทีว่า

“โอเค มีบ้านอยู่สองหลังภายใต้ชื่อของฉัน ทุกหลังเอาไปค้ำประกันได้เลย”

โจวกุ้ยระเบิดหัวเราะอย่างมีความสุขและตอบว่า

“คุณหนูหัวเป็นคนใจใหญ่จริงๆ ไม่ทราบว่าวันนี้พอมีเวลาว่างไหม ถ้ามีก็รบกวนเดินทางไปบริษัทพร้อมผมได้ เราจะเซ็นสัญญากู้ยืมเงินกันทันที และจะอนุมัติเงินให้ในวันพรุ่งนี้”

“ว่างค่ะ งั้นไปกันเถอะ”

หัวเซียงซิ่วลุกขึ้นและเดินไปจ่ายค่ากาแฟ เธอแทบจะรอไม่ไหวแล้วที่จะล้างแค้นแทนพี่ชายของเธอ

แต่ในขณะเดียวกัน โจวกุ้ยกลับแสยะยิ้มแปลกๆ ออกมา ราวกับว่าเขากำลังซ่อนเจตนาอะไรบางอย่างไว้ในใจ

[1] เป็นวิกฤติการณ์ที่เกิดจากสภาวะฟองสบู่แตกในอเมริกา มีประชาชนกว่า70%ผิดนัดชำระหนี้พร้อมกันทั่วประเทศ

ตอนที่281 ขอความช่วยเหลือจากเพื่อนนักข่าว

หัวเซียงซิ่วโดนทั้งคุณปู่และคุณพ่อติเตียนทำร้ายจิตใจอย่างหนัก ซึ่งนี่ก็ยิ่งทำให้เธอเกลียดชังในตัวจ้าวเฉียนมากยิ่งขึ้นไปใหญ่ และเธอต้องการแก้แค้นเขาให้จงได้ ดังนั้นเธอจึงโทรเรียกเพื่อนที่เป็นนักข่าวทั้งหมด และเชิญพวกเขาไปทานดินเนอร์เพื่อขอความช่วยเหลือ

ท้ายที่สุดนี้เธอคือกสมาชิกตระกูลหัว เพื่อนๆ นักข่าวทุกคนย่อมให้หน้าเธอโดยธรรมชาติ ไม่นานพวกเขาก็มาถึงที่นัดหมายกันไว้

ณ งานเลี้ยง หัวเซียงซิ่วยกแก้วไวน์ขึ้นมาและกล่าวว่า

“ที่เชิญทุกคนมาในวันนี้เพราะอยากให้ทุกคนมารำลึกถึงเรื่องในวันวาน ดื่ม!”

คนอื่นๆ เองก็ทราบดีว่าตนเองควรวางตัวกันอย่างไร และยกแก้วขึ้นดื่มด้วยความยินดี

หลังจากดื่มไวน์แก้วนี้จนหมด ทุกคนก็เอ่ยถามหัวเซียงซิ่วว่า พวกเขาพอช่วยอะไรเธอได้บ้างไหม

หัวเซียงซิ่วรีบพยักหน้าตอบทันที

“แน่นอน พี่ชายของฉันมีเรื่องกับคนอื่นแถมยังโดนตัดมือไปอีก แต่ผลที่ได้คือ พวกตำรวจกลับปกป้องไอ้ฆาตกรบัดซบนี่เฉยเลย ปล่อยให้เขาลอยนวลแล้วจับแพะให้มารับผิดแทน ฉันอยากให้พวกนายทุกคนช่วยทำข่าวกดดันพวกตำรวจให้ดำเนินการสืบสวนอย่างซื่อตรง ทำยังไงก็ได้วให้ไอ้ฆาตรกรนั้นมารับผิดให้จงได้!”

นักข่าวจากหวานจิ้งไทม์ หยิงเสวี่ยเฉิงเอ่ยถามขึ้นว่า

“แล้วใครคือฆาตรกรที่ว่า? เธอพอมีช้อมูลของเขาบ้างไหม?”

หัวเซียงซิ่วหยิบโทรศัพท์ชขึ้นมาและเปิดรูปถ่ายของจ้าวเฉียนให้ทุกคนดู จากนั้นก็กล่าวว่า

“นี่แหละโฉมหน้าฆาตรกร มันชื่อจ้าวเฉียน ฉันไม่รู้รายละเอียดของมันมากนัก แต่ที่แน่ๆ คือครอบครัวของมันทรงอำนาจไม่น้อยเลย”

หยิงเสวี่ยเฉิงหรี่ตาแคบจับจ้องรูปถ่ายจ้าวเฉียนตาเขม็ง เมื่อเห็นท่าทางการแสดงออกแปลกๆ ของเธอ หัวเซียงซิ่วก็เกิดเอะใจเอ่ยถามขึ้นว่า

“เสวี่ยเฉิง ทำไมถึงทำหน้าแบบนั้น เธอรู้จักกับเขาเหรอ?”

ซึ่งนี่ไม่ใช่แค่หยิงเสวี่ยเฉิงเท่านั้น ซางเหวินซวนจากลาเก๋อไทม์, เหลียวอวี่เฟยจากโจวจิ้งไทม์ และอวู่จุนจากหมิงเชิงไทม์ ทั้งหมดล้วนเผยสีหน้าการแสดงออกแปลกประหลาดกันทั้งสิ้น

หยิงเสวี่ยเฉิงถอนหายใจเล็กน้อยและตอบกลับไปว่า

“ฉันไม่รู้จักกับเขาเป็นการส่วนตัวหรอก อย่าหาว่าฉันพูดอย่างงั้นอย่างงี้เลยนะ แต่ฉันเคยเห็นชายคนนี้มาก่อน ประมาณหกปีที่แล้ว เขาขับรถชนเด็กสาวคนหนึ่ง ตอนนั้นฉันที่ยังเป็นมือใหม่ได้รับคำสั่งต้องไปทำข่าวของเขา แต่วันรุ่งขึ้นจู่ๆ หยานจิ้งไทม์ของฉันก็ถูกซื้อกิจการกะทันหัน และโดนสั่งห้ามไม่ให้ทำข่าวของชายคนนี้อีกเลย ประธานคนใหม่อธิบายแค่ว่า นี่เป็นกรณีพิเศษ ไม่อนุญาตให้ใครทำข่าวหรือขุดคุ้ยเรื่องของเขาทั้งสิ้น ไม่อย่างนั้น ต่อให้เป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการก็ต้องถูกไล่ออกทันที เพียงเท่านี้ก็น่าจะรู้แล้วนะว่า เบื้องหลังของเขาทรงอำนาจขนาดไหน”

คนอื่นๆ เองก็พูดแบบเดียวกันกับหยิงเสวี่ยเฉิง ทันทีที่พวกเขาได้รับมอบหมายให้ไปทำข่าวนี้ วันรุ่งขึ้นทุกสำนักข่าวก็ถูกซื้อกิจการโดยกระทันหัน และโดนสั่งห้ามไม่ให้ใครก็ตามทำข่าวของชายคนนี้เด็ดขาด

หัวเซียงซิ่วขมวดคิ้วแน่น เอ่ยถามด้วยความสงสัยว่า

“นี่ก็ผ่านมาตั้งหลายปีแล้ว หมอนี่เป็นใครกันแน่?”

หยิงเสวี่ยเฉิงหัวเราะครื่น เอ่ยตอบไปว่า

“ถึงขนาดที่ว่าประธานสำนักข่าว สั่งห้ามเป็นการส่วนตัว เห็นได้ชัดเลยว่า ชายคนนี้ไม่ง่ายอย่างที่คิด”

หัวเซียงซิ่วครุ่นคิดอยู่สักครู่หนึ่ง เธอรู้สึกว่า ตราบใดที่มีเงินย่อมสั่งการผู้คนให้ทำตามที่ต้องการได้ และเงินสำหรับคนหาเช้ากินค่ำอย่างคนเหล่านี้ก็สำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด ดังนั้นเธอจึงยิ้มกล่าวขึ้นว่า

“ถ้าอย่างนั้นฉันต้องรบกวนพวกนายช่วยเสี่ยงเพื่อฉันสักครั้งแล้วล่ะ แต่ฉันไม่ปล่อยให้เหนื่อยฟรีอยู่แล้ว ฉันจะให้คนละหนึ่งแสนหยวนเป็นค่าขอบคุณ ว่ายังไง?”

หัวเซียงซิ่วเสนอขึ้น

เงินหนึ่งแสนหยวนสำหรับนักข่าวเหล่านี้ มันไม่คุ้มที่จะเอ่ยถึง แน่นอนว่าพวกเขาต้องการเงิน ทว่าหากจะต้องทำข่าวของชายคนนี้ ที่มีแม้แต่หัวหน้ากองบรรณาธิการยังไม่กล้าแตะต้อง ใครบ้างจะกล้าเสี่ยงกับแค่เงินหนึ่งแสนหยวน?

ถ้าเดินทางผิดขึ้นมา นั้นหมายความว่าอนาคตในสายงานนักข่าวของพวกเขาจำต้องปิดฉากลงเช่นกัน

“เซียงซิ่วขอบใจนะที่ช่วยเรามางานเลี้ยง ถ้ามีอะไรที่เราพอใจช่วยได้ พวกเราเต็มใจช่วยแน่นอนโดยไม่ขอเงินเธอสักหยวน แต่…เรื่องนี้มันเกินความสามารถเราไปจริงๆ คนจากเบื้องบนถึงกับสั่งลงมาเอง ไม่ให้ทำข่าวของชายคนนี้ พวกเราก็แค่นักข่าวตัวน้อยๆ คงทำอะไรไม่ได้อยู่แล้ว”

คนอื่นๆ เองก็เห็นพ้องต้องกันไม่ต่าง

“ใช่ ถ้าต้องการจะให้ทำข่าวจริงๆ เธอต้องไปเจรจากับเจ้านายของพวกเราเป็นการส่วนตัว ถ้าได้รับอนุญาตพวกเราจะช่วยเต็มที่ แต่ตอนนี้…เราคงทำไม่ได้จริงๆ”

“ใครจะไปกล้าเสี่ยงตายเพื่อเงินแค่หนึ่งแสนหยวน?”

“ฉันคิดว่า เธอลองไปคุยกับทางตำรวจตรงๆ ดีกว่าไหม? พวกเขาอาจจะช่วยเหลือเธอได้ไม่มากก็น้อย ดำเนินการตามกฎหมาย ไม่จำต้องห่วงหน้าห่วงหลังอะไรด้วย”

“นอกจากนี้ ถึงเราจะยอมเสี่ยงช่วยเธอ แต่ถ้าเบื้องบนไม่อนุมัติ ข่าวที่พวกเราเขียนก็ไม่ได้ถูกเผยแพร่ออกไปอยู่ดี ชายคนนี้แข็งแกร่งเกินไป แล้วอย่าเที่ยวจ้างนักข่าวคนอื่นเลยนะ มันเปลืองเงินแสนโดยเปล่าประโยชน์แน่นอน เชื่อพวกเราสิ”

………..

หัวเซียงซิ่วคิดว่าตัวเองเข้าใจในความหมายที่บรรดาเพื่อนนักข่าวกำลังจะสื่อ เธอจึงกล่าวตอบกลับไปทันทีว่า

“ถ้าอย่างนั้น ฉันไม่สนว่ามันจะได้ผลแค่ไหน แต่ฉันจะจ่ายให้คนละห้าแสนหยวน แล้วถ้าพวกนายเจอปัญหาระหว่างทำข่าว ครอบครัวของฉันจะรับผิดชอบดูแลในเรื่องคดีความเอง ว่ายังไง?”

หยิงเสวี่ยเฉิงหันไปมองคนอื่นๆ และพวกเขาเองต่างก็หันมาสบตากันโดยไม่ตั้งใจ และเป็นเธอที่เอ่ยปากแสดงจุดยืนก่อนคนแรก

“เซียงซิ่ว ฉันว่าเธอกำลังเข้าใจผิดนะ เรามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อเงิน แต่เราอยากจะช่วยเหลือเธอจริงๆ ความสัมพันธ์ระหว่างเรามันวัดกันที่ตัวเงินได้ยังไง? แต่งานนี้มันเสี่ยงเกินไปจริงๆ พวกเราคงช่วยเขียนข่าวให้ไม่ได้”

คนอื่นๆ เองต่างพยักหน้าและแสดงจุดยืนโดยไวว่า

“ใช่แล้ว ที่ฉันมาที่นี่เพราะอยากช่วยเท่าที่จะช่วยได้ในฐานะเพื่อน ไม่ได้เห็นแก่เงินเลยนะ”

“อย่ามาถามเลยว่าเราต้องการเท่าไหร่ นี่ไม่ต่างอะไรกับการทำร้ายจิตใจกันเลย”

“ตามที่ทุกคนว่าเลย ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริง คนที่ต้องแบกรับความรับผิดชอบคือพวกเรา งานนี้มันเสี่ยงเกินกว่าจะช่วยได้จริงๆ”

………

ทว่าอย่างไร ตราบใดที่หัวเซียงซิ่วคืนความยุติธรรมให้แก่พี่ชายเธอได้ ไม่ว่าเท่าไหร่เธอก็ยอมจ่ายทั้งนั้น เธอยังมีเงินติดบัญชีอีกเป็นล้าน ซึ่งนั้นก็น่าจะเพียงพอซื้อใจคนพวกนี้แล้ว

หากคนเหล่านี้เต็มใจช่วยเหลือเธอจริงๆ ในฐานะหลานสาวตระกูลหัว เธอย่อมเปิดโอกาสให้พวกเขาเติบโตในเส้นทางนักข่าวได้อย่างแน่นอน

ดังนั้นหัวเซียงซิ่วจึงกัดฟันกล่าวน้ำเสียงหนักแน่นขึ้นว่า

“เอาอย่างงี้แล้วกัน ฉันมาที่นี่เพื่อช่วยพี่ชายของฉัน พวกเธอทำข่าวโจมตีไอ้ฆาตรกรนี้ได้เลยเต็มที่ ถ้าถูกไล่ออกขึ้นมาจริงๆ ฉันจะใช้เส้นสายทั้งหมดที่มีช่วยพวกนายหางานใหม่เอง! พอใจหรือยัง?”

หยิงเสวี่ยเฉิงดูลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะตอบไปว่า

“ก็ได้ ก็ได้…แต่บทความของพวกเราจำเป็นต้องได้รับการอนุมัติจากหัวหน้ากองบรรนาธิการก่อน ถึงจะเผยแพร่ออกไปได้ เธอต้องยัดเงินใต้โต๊ะให้คนพวกนั้น ไม่อย่างนั้นเราเขียนข่าวยังไงก็เสียเปล่า”

สุดท้ายนี้หัวเซียงซิ่วก็คิดถูก บรรดาเพื่อนนักข่าวเหล่านี้ก็แค่พวกหน้าซื่อใจคด ขอแค่มีเงินมากย่อมซื้อใจพวกเขาได้เป็นธรรมดา

หัวเซียวซิ่วยิ้มและตอบกลับไปว่า

“ถ้าอย่างนั้น เรื่องหัวหน้ากองบรรณาธิการเดี๋ยวฉันจัดการเอง แทนคำขอบคุณ ฉันจะเพิ่มค่าเหนื่อยให้ทุกคนอีกคนละแสน รวมเป็นหกแสนหยวนต่อคน พวกนายต้องช่วยกันประโคมข่าวโจมตีไอ้ฆาตกรให้ได้มากที่สุด ยิ่งกลายเป็นข่าวดังเท่าไหร่ยิ่งดี”

หยิงเสวี่ยเฉิงแสร้งทำเป็นขมวดคิ้วปั้นหน้าเครียด เพื่อให้หัวเซียงซิ่วรู้สึกกลัว ที่เธอต้องทำแบบนี้เพราะต้องการเรียกร้องขอเงินเพิ่มอีกรอบ

หัวเซียงซิ่วย่นคิ้วพลางเอ่ยถามขึ้นว่า

“ทำไม? ยังมีปัญหาอะไรอีก?”

ตอนที่280 เช็คหนึ่งล้าน

หัวเซินซวนถอนหายใจเฮือกแรงด้วยความโกรธและตะคอกขึ้นว่า

“ฉันเคยบอกแกไม่รู้กี่ครั้งแล้วว่า อย่าส่งเธอไปเรียนที่ต่างประเทศ! หัวคิดแบบชาติตะวันตกมันไม่เหมาะกับเรา! แต่ตอนนี้แกก็ไม่ฟัง แล้วตอนนี้เป็นยังไงล่ะ? สไตล์เสรีชนในจีนมันดีอย่างที่คิดไหม!?”

หัวฉีเฉินยิ้มแห้งเล็กน้อย เอ่ยตอบอย่างเก้อเขินว่า

“พ่อ อย่ากังวลเรื่องนั้นไปเลย ผมควบคุมเธอได้ ผมจะหาผู้ชายจากตระกูลใหญ่ให้มาแต่งงานกับเธอ”

หัวเซินซวนถ่มน้ำลายลงพื้นท่าทีดูแคลน กล่าวตอบไปว่า

“ด้วยนิสัยที่เอาแต่ใจ ใช้ชีวิตตามอารมณ์ของเธอ ใครแต่งงานด้วยต้องชิบหายกันหมด! ไม่ต้องพูดเรื่องนี้กันแล้ว ไปลองถามหมอดีกว่าว่ามีวิธีใดสามสามารถช่วยเซียงชานได้บ้าง ระหว่างนี้ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นรีบมารายงานฉันทันที เข้าใจไหม?”

หัวฉีเฉินพยักหน้าและหันหลังจากออกไป

หัวเซินซวนนั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียวเป็นเวลานาน ตอนนี้เขาได้ค้นพบสิ่งหนึ่งแล้วคือ ตระกูลจ้าวไม่ได้ง่ายอย่างที่เห็นแค่ผิวเผินจริงๆ และนี่เป็นช่วงเวลาสำคัญที่ตระกูลหัวต้องตัดสินใจแล้วว่า จะยอมจำนนแต่เพียงเท่านี้หรือเดินหน้าสู้ให้ตายไปข้างกับตระกูลจ้าว

ไม่ว่าจะเลือกทางไหน ย่อมต้องเตรียมตัวเตรียมใจก่อนเสมอ ดังนั้นหัวเซินซวนจึงรีบโทรแจ้งบริษัทการท่าเรือของตระกูลหัวทันที โดยบอกพวกเขาว่าอย่าเพิ่งเดินเรื่องออกไปไหนในช่วงนี้ และเรียกระดมลูกเรือทั้งหมดเพื่อเตรียมตัวอยู่ตลอดเวลา

หากท้ายที่สุดนี้จำเป็นต้องต่อสู้อย่างเลี่ยงไม่ได้จริงๆ กำลังสำคัญที่สุดของฝ่ายตระกูลหัวก็คือลูกเรือพวกนี้

อีกด้านหนึ่ง พอจ้าวเฉียนออกจากโรงพักมาได้ เขาก็โทรหาหัวเซินซวนทันที

หัวเซินซวนเอ่ยถามคำแรกด้วยความประหลาดใจว่า

“นึกยังไงถึงโทรหาฉัน?”

จ้าวเฉียนหัวเราะคำหนึ่ง เอ่ยตอบไปว่า

“ก็ไม่มีอะไรมากหรอก แค่อยากจะบอกว่า ตอนนี้ผมออกจากโรงพักมาได้แล้ว คุณทำได้แสบมาก และนี่ก็ทำให้ผมโกรธมากจริงๆ หลังจากนี้ผมจะตามล่าพวกคนสกุลหัวให้ถึงที่สุด ดังนั้นเตรียมตัวเตรียมใจไว้ให้ดี ผมลอบโจมตีพวกคุณได้ตลอดเวลา นี่ถือว่าเตือนแล้วนะครับ”

หัวเซินซวนพ่นลมหายใจถอนออกมาเฮือกใหญ่ ตอบกลับทันทีโดยไม่มีเกรงกลัวว่า

“คิดว่าจะทำให้ฉันตกใจได้งั้นเหรอ! พวกเราตระกูลหัวจำเป็นต้องกลัวไอ้เด็กเหลือขออย่างแกไหม? มาเลย! ฉันรอให้แกเริ่มก่อน นี่ถือว่าต่อให้แล้ว!”

จ้าวเฉียนหัวเราะก่อนวางสายไป ในเวลาเดียวกัน หวานเจียงก็พาบอดี้การ์ดส่วนตัวของเธอที่แม่จ้าวเฉียนเป็นคนจัดแจงให้มา

หวานเจียงเอ่ยถามทันทีด้วยความประหม่าว่า

“เป็นยังไงบ้าง? ปลอดภัยดีใช่ไหม?”

จ้าวเฉียนยิ้มตอบไปว่า

“แน่นอน ไม่มีใครทำอะไรฉันได้อยู่แล้ว กลับบ้านกันเถอะ”

หวานเจียงพยักหน้าแต่ระหว่างขึ้นรถ จู่ๆ เธอก็กล่าวขึ้นว่า

“ฉันต้องกลับตงไห่แล้วจริงๆ บริษัทเกิดปัญหาขึ้นนิดหน่อย ฉันต้องรีบกลับไปจัดการ”

จ้าวเฉียนขมวดคิ้วเอ่ยถามขึ้นโดยไว

“เกิดอะไรขึ้น ปัญหาใหญ่ไหม?”

หวานเจียงส่ายหัวและกล่าวว่า

“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรขนาดนั้น แค่เกิดอุบัติเหตุระหว่างการถ่ายทำ มีนักแสดงคนหนึ่งพลัดตกแม่น้ำจมน้ำตาย ฉันต้องรีบกลับไปจัดการน่ะ”

แม้คำพูดของเธอจะดูเลือดเย็นเกินไปหน่อยก็ตาม แต่ถ้าไม่ใช่เรื่องที่ถึงชีวิตตัวเองย่อมไม่ใช่ปัญหาใหญ่จริงๆ กองถ่ายหนังมีข่าวอุบัติเหตุคนตายตั้งเยอะแยะ ซึ่งทางบริษัททำหนังเองก็ทำประกันไว้ให้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรเลย

หวานเจียงอยู่ที่นี่ต่อไปก็ช่วยอะไรไม่ได้มากอยู่ดี แถมเดิมทีจ้าวเฉียนก็ต้องการให้เธอกลับไปคุมบริษัท ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าตอบไปว่า

“โอเค งั้นเธอกลับไปก่อนเลย ถ้าทุกอย่างจบแล้ว ฉันจะรีบตามเธอไป”

หวานเจียงพยักหน้าและนั่งรถกลับไปพร้อมจ้าวเฉียน เพื่อจัดกระเป๋าเตรียมเดินทางกลับ

จ้าวฝู่กับอวีกุ้ยเฟิงรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อยพอได้ยินว่า หวานเจียงกำลังจะกลับตงไห่

“เสี่ยวเจียง ฉันเลี้ยงลูกมาไม่ดีเอง ถึงหมอนี่จะปากหมาไปบ้าง แต่ทั้งหมดเขาก็ทำไปเพราะหวังดี อย่าโกรธเลยนะ”

อวีกุ้ยเฟิงรีบกล่าวปลอบโยน

หวานเจียงถึงกับหลุดขำ และรีบกล่าวตอบไปว่า

“คุณแม่จ้าวเฉียนเข้าใจผิดแล้วค่ะ หนูไม่ได้กลับเพราะทะเลาะกับจ้าวเฉียน แต่ตอนนี้บริษัทประสบอุบัติเหตุเล็กน้อย แล้วหนูจำเป็นต้องรีบกลับไปแก้ไขโดยเร็วที่สุด”

อวีกุ้ยเฟิงคลี่ยิ้มอย่างเชื่องช้า เหลือบไปเห็นจ้าวเฉียนที่มองแรงใส่ เธอหัวเราะแก้เขินและยิ้มตอบไปว่า

“อ้าวเหรอ ฮ่าฮ่า…ถ้าอย่างนั้นก็เดินทางปลอดภัยนะ ระหว่างทางถ้ามีปัญหาอะไรก็รีบโทรหาจ้าวเฉียน นี่เป็นครั้งแรกที่หนูได้เจอกับครอบครัวของเรา นี่จ๊ะ…ของขวัญเล็กๆ น้อยๆ”

หลังจากพูดจบ อวีกุ้ยเฟิงก็ยื่นเช็คมูลค่าหนึ่งล้านหยวนให้แก่หวานเจียง แม้เงินจำนวนนี้จะไม่มาก แต่นี่ก็สื่อให้เห็นแล้วว่า พวกเขาพึงพอใจในตัวหวานเจียงอย่างมาก

หวานเจียงลังเลอยู่สักครู่ใหญ่ เธอไม่สามารถรับเงินจำนวนมากขนาดนี้ได้

เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่หยิบไปสักที อวีกุ้ยเฟิงก็กล่าวถามขึ้นว่า

“เอ่อ…มันน้อยเกินไปรึเปล่า?”

หวานเจียงรีบโบกมือปัดโดยไว อธิบายไปว่า

“ไม่เลยค่ะ! ไม่เลย! อย่าเข้าใจหนูผิดนะคะ นี่มากเกินกว่าที่หนูจะรับได้จริงๆ ค่ะ อีกอย่างจ้าวเฉียนก็ยังไม่ตัดสินใจที่จะคบหากับหนูอย่างจริงๆ จังๆ ดังนั้นหนูก็ถือเป็นคนนอก ไม่กล้ารับจริงๆ ค่ะ”

จ้าวฝู่ยิ้มและกล่าวว่า

“ถ้าอย่างนั้นก็ถือซะว่า เป็นของขวัญแทนคำขอบคุณที่มาฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์กับพวกเราล่ะกัน ถ้าหนูไม่รับพวกเราคงไม่สบายใจเช่นกัน รับไปเถอะนะ”

จ้าวเฉียนหยิบเช็คยัดใส่มือหวานเจียงโดยตรง และยิ้มกล่าวว่า

“รับไว้เถอะ ถือซะว่าเป็นคำขอบคุณที่ยอมมาเจอครอบครัวฉัน”

หวานเจียงขมวดคิ้วย่น พ่นลมหายใจเฮือกใหญ่ใส่จ้าวเฉียนและกล่าวว่า

“ฉันมีเงินเหลือกินเหลือใช้อยู่แล้วย่ะ แล้วอีกอย่างที่ฉันไม่อยากรับเช็คใบนี้เพราะเกรงใจพ่อแม่ของนายไม่ใช่นายสักหน่อย!”

อวีกุ้ยเฟิงรีบขยิบตาให้ลูกชายของเธอโดยไว ซึ่งจ้าวเฉียนเองก็เข้าใจได้ในทันทีและหันมากล่าวกับหวานเจียงต่อว่า

“ถ้าอย่างนั้น…ถือเป็นคำขอบคุณในฐานะแฟนของฉันก็แล้วกัน เงินนี้ถือเป็นของขวัญชิ้นแรกที่ครอบครัวฉันมีให้เธอ ถ้าไม่รับเอาไว้ก็ถือว่าปฏิเสธครอบครัวของฉันทางอ้อม”

“นายบอกเองไม่ใช่เหรอว่ายังไม่ได้ตัดสินใจคบหากับฉัน? ฉันไม่ใช่แฟนของนายสักหน่อย แล้วฉันจะรับเช็คใบนี้ได้ยังไง?”

หลังจากพูดจบหวานเจียงก็คืนเช็คให้แก่จ้าวเฉียนอีกครั้ง เธอบอกลาทุกคนและหันหลังกลับไปทันที

จ้าวฝู่รีบตีศอกใส่ลูกชายตัวเองทันทีและกล่าวว่า

“ไอ้ลูกชาย แกรีบไปส่งเธอที่สนามบินเดี๋ยวนี้เลย ไม่ว่ายังไงเช็คใบนี้ต้องอยู่ในมือเธอให้ได้!”

จ้าวเฉียนพยักหน้าและรีบวิ่งตามหวานเจียงออกไปทันที

ซึ่งทางหวานเจียงเองก็จงใจเดินให้ช้า เพื่อเปิดโอกาสให้จ้าวเฉียนวิ่งตามเธอให้ทัน

ไม่นานจ้าวเฉียนก็ตามทันในที่สุด รีบช่วยเธอลากกระเป๋าเดินทางและกล่าวขึ้นด้วยรอยยิ้มว่า

“คนสวย ให้ฉันช่วยถือกระเป๋านะ จะปล่อยให้นางฟ้าแบกสัมภาระขึ้นเครื่องโดยลำพังได้ยังไงจริงไหม?”

หวานเจียงเหลือบมองพลางตอบกลับพร้อมสายตารังเกียจว่า

“ปากหวานเชียวนะ แสร้งทำเป็นคนดีรึไง? ใครกันที่บอกฉันว่า เธอไม่ใช่สเป็กของฉันเลย และเธอต้องมาที่หยานจิ้งรับบทเป็นแฟนกัน เหอะ เหอะ…นายนี่มันปลอมเปลือกจริงๆ!”

จ้าวเฉียหัวเราะคิกคักตอบกลับไปว่า

“ผู้หญิงนี่แปลกจริงๆ แหะ พอพูดจริงก็หาว่าหลอก แต่โกหกดันหลงว่าจริง แล้วเธอคิดว่าตอนนี้ฉันพูดจริงหรือหลอกกันล่ะ?”

“จริงหรือหลอกนายนั้นแหละควรรู้ดีอยู่ในใจ! ไม่ต้องมาพูด ฉันไม่อยากฟังแล้ว น่าเบื่อ!”

หลังจากพูดจบ หวานเจียงก็เร่งฝีเท้าเดินลงจากภูเขา จ้าวเฉียนทำได้เพียงส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ เดินลากกระเป๋าตามลงไป

ไม่นานทั้งสองก็มาถึงที่จอดรถบริเวณตีนเขา จ้าวเฉียนเรียกคนขับรถให้ไปส่งที่สนามบิน

ทั้งสองไม่พูดคุยกันสักคำระหว่างทาง จนกระทั่งพวกเขามาถึงสนามบิน ขณะที่หวานเจียงจะเดินเข้าเกจ เธอก็หันหลังมากล่าวกับจ้าวเฉียนว่า

“ระวังตัวด้วย คิดให้ดีก่อนจะลงมือทำอะไร เข้าใจไหม?”

จ้าวเฉียนยิ้มและพยักหน้าตอบกลับไปว่า

“ฉันรู้ดีหน่า หลังจากกลับไปทำงาน มีเวลาว่างก็หัดออกกำลังกายดูแลสุขภาพตัวเองด้วย ถ้าฉันจัดการปัญหาตรงนี้เสร็จเมื่อไหร่ จะรีบกลับไปหาเธอทันที รอฉันหน่อยนะ…”

หลังจากพูดจบ จ้าวเฉียนก็ยัดเช็คลงในมือของหวานเจียงอีกครา

และครั้งนี้หวานเจียงก็ไม่ได้ปฏิเสธอะไร เธอยิ้มและพยักหน้าตอบ เดินตรงเข้าไปกอดจ้าวเฉียนก่อนจะเดินลากกระเป๋าเข้าเกทไป

จ้าวเฉียนมองดูเธอเดินจากไปจนรับสายตา เขาหมุนตัวกลับสีหน้าจากยิ้มแย้มกลายมาเป็นมืดทมิฬลงทันใด ต่อจากนี้ถึงเวลาที่เขาต้องชำระแค้นกับตระกูลหัวแล้ว!

ตอนที่279 คำถามมากมาย

ด้านหนึ่งตระกูลหัว อีกด้านหนึ่งตระกูลจ้าว ไม่ว่าใครจะถูกหรือผิดในเรื่องนี้ ตราบใดที่ตำรวจดำเนินการตามกฎหมาย ย่อมเลี่ยงไม่ได้ที่จะทำให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งต้องขุ่นเคือง หรืออย่างเลวร้ายที่สุดคือทำให้ทั้งสองฝ่ายต้องขุ่นเคือง

ดังนั้นหลินเซียะจึงให้ทั้งสองมาเจรจากันเป็นส่วนตัว เพื่อหาแนวทางร่วมกันของทั้งสองฝ่าย แต่ดูเหมือนว่าตอนนี้มันจะเป็นไปไม่ได้แล้ว เพราะข่าวได้แพร่กระจายสู่สาธารณะชนเรียบร้อย และพวกเขาต้องดำเนินการอย่างเปิดเผย

หัวเซินซวนโกรธจัดจนรู้สึกแน่นหน้าอก ทั้งๆที่เขาเคยย้ำกับเซียงซิ่วไปแล้วว่า เธอไม่ได้รับอนุญาตให้เข้ามายุ่งกับเรื่องดังกล่าว แต่สุดท้ายเธอก็ไม่ฟัง

หลินเซียะสั่งให้เจ้าหน้าที่ตำรวจให้กุมตัวจ้าวเฉียนเพื่อสอบสวนเพิ่มเติม ส่วนหัวเซียงชานที่เป็นผู้ต้องสงสัยว่าทำลายหลุมศพ อาจต้องโทษจำคุก แต่ปัจจุบันอีกฝ่ายยังต้องเข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลจึงต้องละเว้นไปก่อน

จ้าวฝู่กำลังอ่านเอกสารจิบกาแฟตามปกติสุข ทันใดนั้นหัวหน้าพ่อบ้านหวังเจ๋อก็รีบวิ่งเข้ามาหาเขาโดยไว

“นายท่าน! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว รีบอ่านข่าวในหน้าหนังสือพิมพ์เร็ว!”

หวังเจ๋อกล่าวน้ำเสียงร้อนรน คล้ายว่ากำลังกังวลใจ

จ้าวฝู่วางเอกสารในมือลง และหยิบมือถือเปิดอ่านข่าวในอินเตอร์เน็ตทันที

“ไปเรียกคุณนายอวีมา!”

จ้าวฝู่ตะโกนสั่ง

หลังจากหวังเจ๋อตอบปากรับสั่ง เขาก็รีบวิ่งไปเรียกอวีกุ้ยเฟิง

“พี่ฝู่ ตอนนี้พี่จะทำยังไง? ลูกเราโดนสอบสวนอยู่ในสถานีตำรวจ!”

อวีกุ้ยเฟิงกล่าวขึ้นด้วยท่าทีร้อนรนเช่นกัน

“เธอโทรหาหลินเซียะ ถามเขาดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่”

จ้าวฝู่เอ่ยตอบ

อวีกุ้ยเฟิงพยักหน้าและโทรหาหลินเซียะในทันที หลินเซียเชื่อมสายรับโดยไวและชิงกล่าวก่อนว่า

“คุณนายอวี ผมกำลังจะโทรหาคุณพอดี คุณนายน่าจะเห็นข่าวแล้วใช่ไหม เรื่องนี้จะให้เจรจากันโดยส่วนตัวไม่ได้แล้ว ผมต้องตั้งโต๊ะแถลงข่าวชี้แจงกับทางส่อ หวังว่าคุณนายจะไม่ถือโทษโกรธผมนะครับ”

อวีกุ้ยเฟิงไม่สนเรื่องนี้ เธอเอ่ยถามไปตามตรงว่า

“แล้วลูกชายฉันล่ะ?”

“ไม่ต้องกังวลเลยครับคุณนายอวี เขารับมือกับสถานการณ์ได้ดีมาก เหลือก็แค่ให้เหตุผลตอบนักข่าวกลับไปดีๆ เพื่อกันไม่ให้นักข่าวพวกนี้ใส่ไข่ใส่ฝืนเพิ่มได้ ถ้ากรณีเลวร้ายที่สุด คุณนายอวีต้องหาแพะมาแทนเขาครับ”

บรรดาบอดี้การ์ดตระกูลจ้าว ทุกคนล้วนภักดีต่อจ้าวฝู่ยิ่งกว่าชีวิตตัวเอง ซึ่งถ้าเป็นในกรณีนั้นการจะส่งพวกเขาไปเป็นอพะรับบาปแทนย่อมไม่มีปัญหา ดังนั้นประเด็นสำคัญคือ ความปลอดภัยของตัวจ้าวเฉียนในขณะนี้

หลินเซียะอธิบายต่อว่า

“เรื่องนี้ถ้าว่าไปตามกฎหมายคุณชายจ้าวผิดครับ และมีแนวโน้มสูงมากที่เขาจะต้องรับโทษ แต่ถ้าดูจากสำนวนคดียังพอมีช่องโหว่โยนให้แพะรับบาปอยู่ได้บ้าง เพราะคนที่ตัดมือของหัวเซียงชานไม่ใช่ตัวคุณชายจ้าวเอง ดังนั้นเขายังปลอดภัยแน่นอนครับ”

อวีกุ้ยเฟิงได้ยินหลินเซียะพูดแบบนี้ก็โล่งใจขึ้นเป็นอย่างมาก เธอรีบขอบคุณเขาทันที

“ขอบคุณมากค่ะผู้ว่าหลิน ถ้ามีเวลาว่างดิฉันขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงดินเนอร์สักมื้อนะคะ”

หลินเซียะยิ้มตอบกลับไปว่า

“ค่อยว่ากันครับ ผมขอตัวจัดการกับเรื่องตรงนี้ก่อน”

หลังจากพูดจบอวีกุ้ยเฟิงก็วางสายไปและรีบรายงานให้จ้าวฝู่ฟังว่าเกิดอะไรขึ้น

จ้าวฝู่ไม่รีรอเซ็นเช็คมูลค่าหนึ่งล้านหยวนและวางลงบนโต๊ะ จากนั้นก็โทรเรียกบอดี้การ์ดอาลีให้เข้ามา

“อาลี มาพบฉันที่ห้องหนังสือหน่อย”

จ้าวฝู่กล่าวอย่างใจเย็น

อาลีรีบตอบกลับไปทันที

“ครับผมนายท่าน”

ในไม่ช้าอาลีก็เดินเข้ามาและเอ่ยถามขึ้นว่า

“นายท่าน มีอะไรรึเปล่าครับ?”

จ้าวฝู่พูดไปตามตรงว่า

“ฉันได้รับรายงานแล้ว ตอนนี้ลูกชายฉันโดนคุมตัวอยู่ในโรงพัก แต่ทางตำรวจบอกว่า คดีนี้ยังพอมีช่องโหว่ให้สลับตัวคนผิดได้ ซึ่งนายเป็นคนตัดมือหัวเซียงชานน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว ช่วยไปรับโทษแทนลูกชายฉันที นี่เงินหนึ่งล้านหยวน รับไป”

อาลีไม่ได้รู้สึกโกรธหรือลังเลเลยแม้แต่น้อย เขาหยิบเช็คใบนั้นขึ้นมาและกล่าวตอบไปว่า

“ขอบคุณมากครับรนายท่าน ผมจะเข้ามอบตัวเดี๋ยวนี้”

จ้าวฝู่พยักหน้าและเดินเข้าไปตบไหล่อาลีว่า

“ไม่ต้องกังวลไปนะ ฉันจะขอให้ทนายมือหนึ่งของฉันออกโรงสู้คดีแทนนายเอง ฉันไม่ปล่อยให้บอดี้การ์ดเก่งๆอย่างนายต้องเข้าคุกแน่นอน เรื่องครอบครัวนายไม่ต้องห่วง ฉันยังส่งเงินค่าดูแลให้ตลอด ส่วนเงินหนึ่งล้านนี้เก็บเอาไว้ใช้ส่วนตัวเถอะ”

อาลีโค้งคำนับจ้าวฝู่ด้วยความซาบซึ้งทันทีและกล่าวขอบคุณอีกครั้งว่า

“ขอบคุณสำหรับความปรารถนานาดีตลอดมาของนายท่านครับ ผมจะไม่ทำให้คุณต้องผิดหวังเด็ดขาด!”

มีเงินชดเชยในจุดนี้หรือไม่ก็ไม่สำคัญ ที่ผ่านมาจ้าวฝู่จ่ายเงินดูแลครอบครัวของเขาให้กินดีอยู่ดีมาโดยตลอด ดังนั้นอาลีย่อมภักดีต่อจ้าวฝู่ยิ่งกว่าอะไร

ไม่นาน อาลีก็เข้ามอบตัวกับทางตำรวจและขอรับผิดชอบความผิดทั้งหมดแต่เพียงผู้เดียว

ทางตำรวจเองก็ดำเนินการโดยไว และตั้งโต๊ะแถลงข่าวต่อหน้าสื่อมวลชนทันที

สรุปโดยรวมรูปความคดีที่มีการชี้แจงต่อสาธารณะ ได้ความคือ ตระกูลหัวเป็นฝ่ายเริ่มก่อน โดยการทำลายหลุมศพของบรรพบุรุษของตระกูลจ้าวจนเละ ทางจ้าวเฉียนจึงแค้นอาฆาตอย่างมาก จึงนำคนบุกเข้าไปในบ้านของตระกูลจ้าว แต่ระหว่างที่ทั้งสองฝ่ายโต้เถียง อาลีพลั้งพลาดตัดมือของหัวเซียงชานโดยไม่เจตนา

ฟังโดยผิวเผิน เรื่องนี้ค่อนข้างสมเหตุสมผลและมีมูลเหตุที่ทำให้ตระกูลจ้าวต้องตอบโต้แบบนี้ แต่สำหรับตระกูลหัว พวกเขารู้สึกว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม

หัวเซินซวนโทรหาหลินเซียะทันที พยายามกล่าวประท้วงว่า

“ผู้ว่าหลิน นี่มันหมายความว่ายังไง ชี้แจงออกไปแบบนี้ นี่คุณปกป้องเขาเหรอ?”

หลินเซียะตอบน้ำเสียงเคร่งขรึมกลับไปทันทีว่า

“คุณหัวพูดแบบนี้ก็ไม่ถูกนะครับ ผมเป็นตำรวจตัดสินตามรูปคดีและหลักฐาน แล้วคุณจะมาใส่ร้ายผมแบบนี้งั้นเหรอ? แถมเรื่องทั้งหมดก็เริ่มมาจากหลานของคุณก่อนจริงไหม?”

“มันก็ใช่ เป็นเขาที่เริ่มก่อนจริงๆ แต่คนที่เข้ามามอบตัวมันปฏิบัติตามคำสั่งของจ้าวเฉียน ผู้บงการตัวจริงคือจ้าวเฉียนไม่ใข่คนที่ชื่ออาลี แต่สิ่งที่คุณพูดออกไป มันเห็นได้ชัดว่าคุณจงใจปกป้องจ้าวเฉียน!”

หัวเซินซวนกล่าวตอบไปด้วยความไม่พอใจอย่างยิ่ง

หลินเซียะยิ้มและตอบกลับไปว่า

“เราคงไม่สามารถนำคำพูดของคุณประกอบในรูปคดีได้ นอกเสียจากมีหลักฐานพร้อม ตัวอย่างเช่น คลิปจากกล้องวงจรปิดเป็นต้น”

หัวเซินซวนเป็นนักธุรกิจมือเก๋ายิ่งกว่าทหารผ่านศึก แค่ได้ยินคำอธิบายของหลินเซียะ เขาก็รู้แล้วว่า อีกฝ่ายกำลังเข้าข้างใครอยู่ เว้นเสียแต่ตระกูลหัวจะสามารถหาหลักฐานชิ้นเอกมามัดตัวจ้าวเฉียนได้เท่านั้น

หัวเซียงซิ่วที่เห็นคำแถลงการณ์ของทางตำรวจ เธอก็กระทืบเท้าอย่างแรงด้วยความโกรธจัด

หลังจากที่หัวเซินซวนวางสายไป เขาก็หันมาด่าเธอต่อทันทีว่า

“ใครขอให้หลานเข้ามายุ่งกับเรื่องนี้! เดิมทีมันก็ยุ่งเหยิงพออยู่แล้ว แต่หลานกลับทำให้ทุกอย่างเลวร้ายยิ่งกว่าเก่า! อันที่จริงเป็นฝ่ายเราที่ถือไพ่เหนือกว่าด้วย แต่ตอนนี้เรากลับตกเป็นรองแล้ว! หลานจะรับผิดชอบเรื่องนี้ยังไง!”

แต่หัวเซียวซิ่วก็ยังไม่เข้าใจในสิ่งที่คุณปู่ของเธอกล่าวไป เห็นได้ชัดว่า เป็นฝ่ายตระกูลหัวที่ประสบความสูญเสียครั้งใหญ่ ยังไงพวกเขาก็ได้เปรียบทางด้านกฎหมาย แล้วทำไมถึงต้องไปเจรจากับคนผิดเป็นการส่วนตัว สู้เปิดเผยเรื่องราวดังกล่าวสู่สาธารณะให้ทุกคนรู้ไปเลยว่าใครผิดใครถูก วิธีการของเธอมันไม่ดียังไง? แล้วทำไมคุณปู่ถือต้องโทษเธอด้วย?

หัวเซินซวนไม่มรีอารมณ์จะมานั่งอธิบานกับหลานสาวผู้โง่งมคนนี้มากนัก เขาหันไปตะคอกใส่หัวฉีเฉินโดยตรงว่า

“แกที่เป็นพ่อเธอ ก็หัดสั่งสอนเธอให้อยู่กับร่องกับรอยซะบ้าง! ถ้าปล่อยให้เธอออกมาสร้างปัญหาอีกรอบ แกเตรียมตัวรับโทษ!”

หัวฉีเฉินรีบพยักหน้ากล่าวตอบกลับไปทันที

“เข้าใจแล้วครับพ่อ ผมจะคอยเฝ้าระวังเธอเป็นอย่างดีไม่ให้สร้างปัญหาได้อีก!”

หัวเซียงชานที่นอนอยู่บนเตียง ยามนี้ก็ทนไม่ไหวกับคำพูดของคุณปู่แล้วเช่นกัน เขาตะโกนแย้งขึ้นทันทีว่า

“เซียงซิ่วพูดถูก! ผมต้องได้รับคาวมยุติธรรม! ผมจะใช้วิธีทางกฎหมายเอาผิดไอ้พวกตระกูลจ้าวให้ได้! พ่อกับปู่เป็นอะไรกันไปหมด! ทำไมถึงไม่เข้าข้างพวกผม! พวกคุณยังคู่ควรที่จะเรียกตัวเองว่าพ่อกับปู่อยู่ไหม!?”

ครั้งนี้หัวเซียงชานพูดมากเกินไปหน่อย จึงทำให้หัวฉีเฉินโกรธจัดตะคอกส่วนกลับไปว่า

“ยังมีหน้ามาพูดอีกเหรอ!? น้ำหน้าอย่างแกไม่มีสิทธิ์พูดอะไรเลยด้วยซ้ำ!”

หัวเซินซวนเองก็สุดจะทนแล้วเช่นกัน เขาคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า

“ทั้งหมดเป็นเพราะแกคนเดียว! พ่อกับปู่เป็นอะไรงั้นเหรอ? ถ้าพวกฉันไม่คู่ควรที่จะเป็นพ่อกับปู่พวกแก แล้วพวกแกล่ะ? คู่ควรที่จะเป็นหลานชายกับหลานสาวของฉันไหม!! คิดอะไรตื้นๆปล่อยตัวไปตามอารมณ์จนทุกคนในตระกูลหัวต้องเดือดร้อนกันหมด! อีกฝ่ายมันแข็งแกร่งกว่าที่แกเห็นมาก! ครั้งนี้พวกเราเจอเสี้ยนใหญ่แล้ว!”

ประโยคชุดใหญ่ของคุณปู่ ทำเอาหัวเซียงชานและหัวเซียงซิ่วตกตะลึงอ้าปากค้างเติ่งอยู่ครู่ใหญ่ พวกเขาทั้งคู่ทำอะไรไปโดยไม่คิดหน้าคิดหลังจริงๆ

“หนูไม่อยากฟังแล้ว! พวกคุณไม่คู่ควรที่จะเป็นปู่กับพ่อของหนู!!”

หัวเซียงซิ่วทิ้งทวนด้วยวาจาแสนจี้ใจดดำ และหันหลังวิ่งออกไปทันที

ไม่ว่าหัวเซินซวนกับหัวฉีเฉินจะตะโกนเรียกยังไง เธอก็ไม่แม้แต่หันกลับมามอง

ตอนที่278 เป็นส่วนตัวไม่ได้แล้ว

หลังจากที่ตัดสินใจแล้ว หัวเซินซวนก็ได้ไปให้ข้อมูลกับทางตำรวจและตกลงที่จะนัดพบเพื่อเจรจาแก้ไขข้อพิพาท

ตอนบ่ายสามโมง จ้าวเฉียนนำกลุ่มบอดี้การ์ดมาพบกับหัวเซินซวนที่สถานีตำรวจ

หัวเซินซวนตอนนี้ดูเกรี้ยวโกรธอย่างมาก ในขณะที่จ้าวเฉียนเองก็ดูหัวเสียไม่น้อยเช่นกัน

ผู้ว่าเมืองหวานจิ้ง หลินเซียะได้เข้ามามีส่วนร่วมในการไกล่เกลี่ยเป็นการส่วนตัว เพื่อทำให้ทั้งสองดำเนินการเจรจาด้วยความราบรื่น และแก้ไขปัญหาให้ทั้งสองฝ่าย

จ้าวเฉียนไม่ต้องการพล่ามไร้สาระกับหัวเซินซวน ดังนั้นเขาจึงกล่าวไปตามตรงว่า

“อันที่จริงแล้ว ผมว่าไม่มีอะไรต้องคุยกันให้มากความหรอกนะครับ หลานชายของคุณทำลายหลุมฝังศพของคุณย่าผม การที่ผมตัดมือเขาเป็นการสั่งสอน นับว่าจบเรื่องแล้ว”

หัวเซินซวนพ่นลมหายใจอย่างเย็นยะเยือกออกมา และกล่าวตอบไปว่า

“แค่พูดมันง่าย ตัดครั้งเดียวเท่ากับชีวิตหนึ่งชีวิตพิการตลอดไป! ไอ้หนุ่ม แกต้องรับผิดชอบชีวิตของเขาหลังจากนี้! ค่าทำขวัญอย่างน้อยร้อยล้าน! และส่งคนมาคอยดูแลตรวจสอบว่า หลังจากนี้เขาจะมีชีวิตที่ดีในอนาคต!”

จ้าวเฉียนไม่ไว้หน้าตาแก่หัวเซินซวนอีกต่อไป เขากล่าวตอบทันทีด้วยท่าทางแสนเย้ยหยันว่า

“ร้อยล้าน? ได้นะ เดี๋ยวผมเผาไปให้หลังจากมันตายแล้ว! ผมไม่มีทางให้ในตอนที่มันยังมีชีวิต!”

หัวเซินซวนยั๊วจัด ตบโต๊ะเสียงดังปังตะโกนด่าสาปแช่งเสียงดังลั่น

“แกพูดว่าอะไรนะ! ต้องให้ใช้กำลังกันใช่ไหม!?”

หลิวเซียะสะดุ้งเฮือกรีบพูดแทรกขึ้นทันทีว่า

“พวกคุณทั้งสอง พวกคุณทั้งสองใจเย็นกันก่อนนะครับ อย่าเพิ่งใช้อารมณ์กันเลย ผมเชื่อว่าวันนี้พวกเราจะต้องหาหนทางแก้ไขปัญหากันได้แน่นอน”

หัวเซินซวนกล่าวตอบชักสีหน้าไม่พอใจว่า

“ผู้ว่าหลิน งั้นคุณไปคุยกับเขาเองดีไหม นี่ผมกำลังคุยกับคนหรือสัตว์ก็ไม่รู้!”

จ้าวเฉียนโต้กลับทันควันว่า

“แล้วไอ้สิ่งที่คุณหัวพูดไปเหมือนมนุษย์มากเลย? อ่อลืมไป…ขนาดหลานคุณเองยังเป็นสัตว์นรกเลย!”

หลินเซียะรีบลุกขึ้นห้ามหัวเซินซวนไม่ให้พุ่งเข้ามาทำร้ายร่างกายจ้าวเฉียนทันที จากนั้นพยายามคลี่ยิ้มอ่อนปลอบประโลมว่า

“คุณหัวใจเย็นๆ ก่อนนะครับ เรื่องราคาสามารถต่อรองกันได้ แต่ตั้งร้อยล้านมันดูเหมือนจะมากเกินไปจริงๆ ตามบทบัญญัติของข้อกฎหมาย ค่าสินไหมสูงสุดอยู่แค่สิบล้านเท่านั้น แต่ในฐานะที่เป็นคุณหัวต้องไม่ใช่ธรรมดา ดังนั้นผมเสนอว่า ให้อีกฝ่ายจ่ายค่าชดเชยสักยี่สิบล้านตกลงไหมครับ?”

พูดกันตามตรง จ้าวเฉียนไม่ต้องการหยิบเงินออกมาจ่ายแม้แต่สลึงเดียว เขาตัดมือของหัวเซียงลานยังไม่พอ และกลับเป็นฝ่ายเขาเองมากกว่าที่ต้องได้รับค่าชดเชยเรื่องหลุมศพที่โดนทำลาย

ยี่สิบล้านมันไม่ได้สำคัญกับจ้าวเฉียนเลย แต่ถ้าจ่ายแล้วเรื่องทุกอย่างจบ ก็พอจำใจจ่ายๆ ไปได้

แต่หัวเซินซวนไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับเงินชดเชยจำนวนแค่นี้ นี่เท่ากับว่ามือของหลานชายมีค่าแค่ยี่สิบล้านเท่านั้น? นี่กำลังเล่นตลกอยู่รึไง?

“ผู้ว่าหลินล้อเล่นกับผมเกินไปแล้วมั้ง? แค่ยี่สิบล้าน ถ้าผมอยากได้สักร้อยล้าน คงต้องไปหาตัดมือคนอื่นเพิ่มว่างั้น? ตลกจริงๆ!”

หัวเซินซวนกล่าวประชดประชันออกไป

หลินเซียะยิ้มสู้กลับไปว่า

“ผมรู้นะครับว่าเงินยี่สิบล้านสำหรับตระกูลหัวมันเล็กน้อยมาก แต่ตามกฎหมายแล้ว ค่าชดเชยของคนทั่วไป จริงๆ เขาเรียกกันมากสุดแค่แสนสองแสนเอง…”

หัวเซินซวนตะคอกสวนกลับไปทันที

“ผมไม่ต้องการเงิน ผมต้องการโยนมันเข้าคุก! จบไหม!!”

หลินเซียะส่ายหัวและตอบกลับไปว่า

“แต่เป็นฝ่ายหลานชายของคุณที่ไปทำลายทรัพย์สินส่วนตัวของอีกฝ่ายก่อน คุณเองก็น่าจะทราบดีว่าเรื่องเป็นมายังไง มีบางอย่างที่ผมไม่สามารถพูดได้ เพราะมันเกินขอบเขตหน้าที่ของผมไปแล้ว ดังนั้นคุณควรเข้าใจ สถานะของคุณชายจ้าวคนนี้ไม่ธรรมดา พูดกันตามตรง ตระกูลหัวไม่ใช่คู่มือของพวกเขาเลย การที่คุณชายจ้าวยอมเจรจาด้วยแบบนี้ นับว่าดีมากแล้วครับ”

แน่นอนว่าการที่หัวสเซินซวนเต็มใจมาเจรจาครั้งนี้ ก็เป็นเพราะหวาดกลัวในภูมิหลังของจ้าวเฉียน

ยิ่งได้ยินคำพูดยืนยันจากปากผู้ว่าหลิน หัวเซินซวนยิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่ว่า ตระกูลจ้าวที่อยู่เบื้องหลังเด็กคนนี้แข็งแกร่งกว่าที่คาดคิดไว้จริงๆ

หัวเซินซวนเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวว่า

“ผมไม่เอายี่สิบล้าน แค่ให้ไอ้หนุ่มนี้กลับไปรายงานเรื่องนี้กับทางบ้าน ถ้าเขาจ่ายไม่ได้ก็มาขอโทษ แล้วตระกูลหัวจะไม่ตามล่าอะไรอีกต่อไป แต่ถ้าจ่ายไหว ก็ต้องชดใช้มาร้อยล้านตกลงไหม?”

หลิวเซียะไม่กล้าใช้คพพูดบีบเค้นจ้าวเฉียน เขาจึงได้แต่นั่งรอฟังเงียบๆ

จ้าวเฉียนครุ่นคิดอยู่สักพักหนึ่ง และคิดว่าตัวเขาในตอนนี้ไม่จำเป็นต้องเปิดเผยสถานะของครอบครัวอะไรมากมาย จึงตอบไปแค่ว่า

“ต้องขอโทษจริงๆ ครับ นี่คงกำลังทดสอบว่าภูมิหลังของผมตื้นลึกหนาบางแค่ไหนใช่ไหมครับ? ไม่จำเป็นต้องถาม ผมบอกได้แค่ว่า คุณเสนอเงื่อนไขมาเลย ถ้าไม่มากเกินไปผมย่อมตอบตกลงอยู่แล้ว”

ต่อหน้าหลินเซียะ จ้าวเฉียนยังไว้ไมตรีมีความสุภาพอยู่บ้าง แต่แม้สิ่งที่เขากล่าวไปจะดูสำรวม ทว่านี่ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้ง ไม่ว่าจะมาไม้ไหน ขาวหรือดำจ้าวเฉียนคนนี้ก็ไม่กลัว

ขณะที่หัวเซินซวนกำลังลังเลคิดไม่ตก จู่ๆ หัวฉีเฉินก็โทรมา เขารับสายทันทีและเอ่ยถามว่า

“มีอะไร ฉันไม่ว่างคุยตอนนี้”

“พ่อ! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว! เซียงซิ่วดันไปบอกนักข่าวกับพวกสื่อเกี่ยวกับเรื่องนี้! แถมยังโพสต์ในอินเตอร์เน็ตอีกว่า พวกอันธพาลตระกูลจ้าว นำคนเถื่อนบุกบ้านตระกูลหัวพร้อมตัดมือทายาทคนโตจนขาด!”

หัวเซินซวนทั้งตกใจและโมโหอย่างมากในเวลาเดียวกัน เขาตวาดเสียงหลงดังลั่น

“นี่แกปล่อยให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นได้ยังไง!!? แกไม่ดูเธอเหรอ! ปล่อยให้ทำอะไรแผงๆ แบบนี้!!”

หัวฉีเฉินรู้สึกผิดอยู่หลายส่วนและตอบกลับไปว่า

“ผมเฝ้ามองเธออยู่ตลอด แต่สุดท้ายก็พลาด ใครจะไปคิดว่าเธอจะโพสต์เรื่องแบบนี้ในโลกอินเตอร์เน็ต แถมขึ้นชื่อว่าสื่อโซเซียล ข่าวนี้มันกระจายเร็วมาก! จนมีนักข่าวหลายสำนักมาติดต่อเซียงซิ่วโดยตรง ตอนนี้พวกเรากำลังเร่งประชุมด่วน หาแนวทางรับมืออยู่ พ่อเอ๋ย…ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเจรจาแล้ว เราต้องรีบหาทางแก้ไขโดยเร็วที่สุด!”

หัวเซินซวนได้แต่กรนด่าสาปแช่งไม่หยุดหย่อน

“จะให้แก้ไขยังไงล่ะ!! จะให้แก้ไขยังไง! จะให้ฉันแก้ไขยังไง!! วีดีโอคอลผ่านตรงนี้เลย! เดี๋ยวนี้!!”

ในเวลาเดียวกัน ซือเคอ ผู้บังคับบัญชากองพันตำรวจแห่งเมืองหวานจิ้น ยามนี้รีบยกหูโทรหาหลินเซียะเป็นการส่วนตัว

หลินเซียะที่ได้รับรายงานในขณะนี้ก็ตกตะลึงอย่างยิ่ง ทันทีที่วางสายเขาก็หันไปพูดกับหัวเซินซวนทันทีว่า

“คุณหัว นี่มันหมายความว่ายังไง? ขณะที่กำลังเจรจาอยู่ตอนนี้ คุณยังกล้าใช้หลานสาวให้ทำเป็นเรื่องใหญ่อีกเหรอ? นี่คิดจะใช้แรงกดดันของประชาชนเอาผิดตระกูลจ้าวให้ได้เลยใช่ไหม?”

หัวเซินซวนแทบยกตีนก่ายหน้าผาก ไม่รู้ว่าจะอธิบายยังไงให้หลินเซียะฟัง ทั้งหมดเป็นเพราะหลานสาวตัวดีของเขาแท้ๆ และเรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับเขาเลย

หัวเซินซวนกล่าวตอบด้วยความรู้สึกผิดว่า

“ผู้ว่าหลินเข้าใจผิดแล้วครับ เรื่องนี้มันไม่ได้เกี่ยวอะไรกับผมเลย ทั้งหมดเป็นเพราะความวู่วามของหลานสาวผม หลานคนนี้ถูกเลี้ยงดูในอเมริกา จึงค่อนข้างทำอะไรนอกกรอบ เป็นพวกหัวเสรีชน เธอแค่คิดว่าการทำแบบนี้จะช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมให้พี่ชายตัวเองได้ แต่ผมก็เคยเตือนไปแล้วว่า อย่ามาวุ่นวาย ผมไม่รู้จริงๆ ครับว่าเธอจะทำแบบนี้”

หลินเซียะทุบโต๊ะดังปัง ลุกขึ้นพรวดขึ้นทีและกล่าวน้ำเสียงฉุดเฉียวว่า

“พวกคุณทั้งคู่เจรจาจนกว่าจะได้ข้อสรุป! ผมต้องรีบจัดการเรื่องนี้ก่อน!”

หลังจากพูดหลิวเซียก็จากออกไปทันที เหลือเพียงจ้าวเฉียนกับหัวเซินซวนอยู่ในห้องกันสองต่อสอง

แต่ทั้งสองไม่ได้สนใจที่จะเจรจาใดๆ กันเลย ต่างคนต่างนั่งเงียบโดยไม่แม้แต่สบตากัน

หลังจากนั้นประมาณหนึ่งชั่วโมงได้ หลินเซียะก็กลับเข้ามา

หัวเซินซวนเอ่ยถามขึ้นโดยเร็ว

“ผู้ว่าหลิน เป็นยังไงบ้าง? ข่าวถูกลบไปหมดแล้วใช่ไหม?”

ทว่าสีหน้าของหลิวเซียะตอนนี้กลับน่าเกลียดอย่างหาที่เปรียบไม่ เขาตอบน้ำเสียงเย็นชากลับไปว่า

“ลบอะไรกัน? มันสายเกินไปแล้ว! ผมของประกาศ ณ ตรงนี้เลยว่า ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป คุณต้องจัดการเรื่องนี้เองอย่างเปิดเผย! ไม่อนุญาตให้ใช้เส้นสายและเจรจาเป็นการส่วนตัวอีกต่อไป!”

ตอนที่277 เลือกพูดคุยเพื่อสันติ

หัวเซินซวนนั่งอยู่หัวโต๊ะเป็นประธานการประชุมตระกูลกล่าวขึ้นว่า

“ตอนนี้ทางตำรวจแจ้งกับฉันว่า พวกเขาต้องการให้พวกเราคุยกันอย่างสันติ ทุกคนมีความเห็นว่ายังไง จะเลือกวิธีสันติหรือจะสู้กับพวกมัน เราเน้นเสียงส่วนใหญ่เป็นหลัก”

ทัศนคติของหัวฉีเฉิน พ่อของหัวเซียงชานมั่นคงอย่างยิ่ง เขาคำรามเสียงดังลั่นว่า

“ไม่มีทาง! ต้องสู้เท่านั้น! ถ้าไม่ใช่วิธีนี้แล้วเราจะเอาหน้าที่ไหนอยู่ในเมืองหยานจิ้งนี้ต่อไปในอนาคต? แล้วเราจะอธิบายให้เซียงชานฟังยังไง?!”

แต่ลุงของหัวเซียงชานกลับมีทัศนคติที่แตกต่างกับเขา บางคนเห็นด้วยให้ต่อสู้ใช้กำลัง ส่วนอีกกลุ่มบอกเจรจาเพื่อสันติดีกว่า เพื่อป้องกันปัญหาที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนาคต

เหตุผลที่หลายคนเลือกที่จะสู้ล้วนเหมือนกันหัวฉีเฉินคือ เพื่อไม่ให้เสียหน้า

ถึงการเจรจาเพื่อสันติจะส่งผลดีกว่าก็จริงในอนาคต แต่พวกเขาในฐานะตระกูลใหญ่จะยอมเสียหน้าได้ยังไง?

ฮัวฉีเฉินตะโกนลั่นกล่าวว่า

“ไร้สาระ! พวกมันเป็นฝ่ายเริ่มก่อน! จะปล่อยให้มันรังแกแบบนี้ต่อไปงั้นเหรอ? พวกเราเรียกลูกเรือทั้งหมดกลับมา อย่างน้อยๆก็รวบรวมกำลังคนกว่าหลายร้อยแล้ว ดังนั้นยังมีอะไรต้องกลัวอีก?”

หัวเซินซวนค่อนข้างระมัดระวังตัว เขากล่าวกับหัวฉีเฉินว่า

“ฉีเฉิน พรุ่งนี้แกส่งคนไปที่ท่าเรือเฉียนตงกับบริษัทรปภ.ของจ้าวฝู่ที่ไอ้เด็กนั่นยัดเงินจ้างมา พวกเราจะจ้างพวกมันกลับและให้ไปจัดการไอ้เด็กเวรนั่น! แต่ก่อนอื่นลองเจรจากันดูก่อน ถ้าความเห็นไม่ลงรอยค่อยลงมือ!”

หัวเซินซวนค่อนข้างรอบคอบจริงๆ ที่เขาต้องการทำแบบนี้ก็เพื่อเช็กดูว่าครอบครัวภูมิหลังของจ้าวเฉียนใหญ่แค่ไหน ถ้าสองบริษัทที่ไอ้เด็กนี่จ้างมาถูกพวกเขาซื้อใจไปได้ ก็หมายความว่าเบื้องหลังของมันก็ไม่ได้น่ากลัวอะไร การจะเด็ดหัวทิ้งก็ไม่ใช่เรื่องยาก

ในทางตรงข้าม ถ้าสองบริษัทปฏิเสธที่จะให้ความร่วมมือกับตระกูลหัว นั้นหมายความว่า ตระกูลของจ้าวเฉียนไม่เพียงแค่ร่ำรวยเท่านั้น แต่ก็ยังเรืองอำนาจอีกด้วย จนถึงขั้นทั้งสองบริษัทไม่กล้าล้ำเส้นรุกราน

ทุกคนในที่แห่งนี้ล้วนเข้าใจความหมายของหัวเซินซวนที่กล่าวไปดี และตกลงที่จะลองทดสอบดูในวันำรุ่งนี้ ได้ความมายังไงหลังจากนั้นค่อยลงมัติกันอีกที

เช้าวันรุ่งขึ้น หัวฉีเฉินส่งคนไปที่ท่าเรือเฉียนตงและบริษัทของจ้าวฝู่ตามลำดับ โดยเสนอราคาค่าจ่าย100ล้านหยวน แลกกับให้มากระทืบจ้าวเฉียน

และอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ทั้งสองบริษัทปฏิเสธข้อตกลงแทบจะในทันทีที่ได้ยิน

หลังจากที่หัวฉีเฉินได้รับทราบข่าวดังกล่าว เขาก็รีบไปหาหัวเซินซวนทันที

“พ่อ ดูเหมือนว่าไอ้เด็กสกุลจ้าวจะไม่ง่ายอย่างที่คิด สองบริษัทนี้ถึงขั้นปฏิเสธเงินร้อยล้าน นี่เหลือคำอธิบายได้แค่อย่างเดียว….ไอ้เด็กนี่จะต้องแซ่จ้าว…แซ่เดียวกับจ้าวฝู่แน่นอน! แต่ไม่ยักรู้เลยว่าพวกสกุลจ้าวจะใหญ่คับฟ้าขนาดนี้ในหยานจิ้ง!”

หัวฉีเฉินกล่าวขึ้นด้วยความสงสัย

หัวเซินซวนที่เงียบนิ่งไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยกล่าวขึ้นมาว่า

“เหนือฟ้าย่อมมีฟ้าเสมอ ทุกหนแห่งล้วนมียอดฝีมือซ่อนตัวอยู่ บางทีพวกสกุลจ้าวที่เรารู้จักอาจเป็นยอดภูเขาน้ำแข็ง สิ่งที่เห็นอาจจะเป็นเสี้ยวเดียวของพวกมัน อนิจจา…นับว่าเป็นโชคร้ายที่ดันไปยั่วยุพวกสกุลจ้าวเข้า…”

หัวฉีเฉินเอ่ยถามต่อว่า

“แล้วผมควรจะทำยังไงดี? ให้ยอมแพ้แค่นี้เหรอ?”

ในเวลาเดียวกันหัวเซียงซิ่วก็เดินเข้ามา เธอเอ่ยถามด้วยความไม่พอใจว่า

“คุณปู่ นี่เราทำอะไรไม่ได้จริงๆเหรอ? หนูไม่เห็นจะเข้าใจเลย ทำไมตำรวจถึงไม่จับมัน? กฎหมายของประเทศนี้เป็นอะไรไปหมดแล้ว?”

หัวฉีเฉินกล่าวตอบพร้อมสีหน้าจริงจังกลับไปว่า

“แน่นอนว่ากฎหมายของประเทศนี้ยังศักดิ์สิทธิ์ แต่ระดับชนชั้นในสังคมมันไม่ได้เรียบง่ายขนาดนั้น ไม่ใช่ว่า ทุกคนที่ฝ่าฝืนกฎหมายจะต้องถูกลงโทษเสมอไป นี่ยังขึ้นอยู่กับพลังอำนาจของทั้งสองฝ่ายด้วย การจะมัดตัวส่งเข้าคุกเลยไม่ได้ง่ายขนาดนั้น”

หัวเซียงซิ่วเกิดและเติบโตที่อเมริกา ดังนั้นเธอจึงไม่เข้าใจความหมายที่หัวฉีเฉินพยายามจะสื่อเลย พลางรู้สึกว่ากฎหมายของประเทศนี้จ้องพ่ายแพ้ให้แก่เงินตรา

เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เธอเข้ามาวุ่นวายไปมากกว่านี้ หัวเซินซวนจึงกล่าวเตือนเธอไปว่า

“เซียงซิ่ว สิ่งที่เธอไปเรียนรู้มาจากอเมริกามันมาใช้กับประเทศจีนไม่ไกเ อย่ากังวลไปดเลย พ่อของหลานกับปู่คนนี้จะจัดการเรื่องนี้ให้ถึงที่สุด กลับไปโรงพยาบาลดูและเซียงชานเถอะ”

หัวเซียงซิ่วพ่นลมหายใจอย่างแรงพร้อมกับท่าทีผิดหวังและเดินจากไป

หัวเซินซวนพูดกับหัวฉีเฉินว่า

“ฉีเฉิน ไปเรียกทุกคนให้มาประชุมกันเดี๋ยวนี้ เราจะหารือเกี่ยวกับแนวทางว่าจะจัดการยังไงต่อ”

หัวฉีเฉินพยักหน้าและรีบโทรเรียกทุกคนให้มาที่บ้านกันโดยด่วน

หัวเซินซวนกล่าวขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ว่า

“ฉีเฉินส่งคนไปทดสอบดูแล้ว ปรากฎว่าคนที่เรากำลังสู้อยู่ด้วยคือพวกสกุลจ้าว บางทีพวกมันอาจจะทรงอำนาจกว่าที่พวกเราเห็นเพียงผิวเผิน”

เมื่อคำกล่าวพวกนี้เปล่งดังออกมา ฝูงชนพลันต้องโกลาหลในทันใด

“ผมไม่ยักรู้เลยว่าพวกสกุลจ้าวจะทรงพลังขนาดนี้!”

“ใช่แล้ว เป็นเพราะสองบริษัทนี้เป็นของพวกมันรึเปล่า?”

“ในเมืองหยานจิ้งแห่งนี้ พวกสกุลจ้าวไม่เห็นจะมีชื่อเสียงอะไรมากมายเลย?”

……………

หัวเซินซวนกล่าวตอบอย่างช่วยไม่ได้ว่า

“นี่แหละคือสิ่งที่ฉันกลัวที่สุด เพราะเราแทบไม่รู้จักตราะกูลจ้าวเลย จึงไม่รู้ว่าอีกด้านหนึ่งที่พวกเราไม่เคยเห็นมันจะทรงพลังขนาดไหน ฉันกลัวว่าสิ่งที่เราเห็นจะเป็นแค่ยอดภูเขาน้ำแข็งของพวกมัน ถ้าเผลอสร้างปัญหาให้ กลับเป็นพวกเราที่จะซวย ดังนั้น…ฉันถึงเรียกทุกคนมาประชุมนี่ไง พวกแกว่าเราควรจะทำยังไงต่อไปดี?”

เมื่อได้ยินสิ่งที่หัวเซินซวนพูดไป สมาชิกแต่ละคนของตระกูลหัวก็ปั้นสีหน้าชักจะลังเลขึ้นมา กลัวว่าคราวนี้พวกเขาจะแกว่งเท้าเสี้ยนเสียเอง

แต่แค่เพราะอีกฝ่ายทรงอำนาจกว่าก็เลยยอมอย่างงั้นเหรอ? อย่าพูดถึงเรื่องศักดิ์ศรีเลย จะปล่อยให้พวกมันตัดมือหัวเซียวลานไปฟรีๆอย่างงั้นเหรอ?

ในฐานะคนเป็นะพ่อ หัวฉีเฉินย่อมไม่กลัวอยู่แล้ว เขากล่าวขึ้นทันทีว่า

“ต่อให้พวกมันจะแข็งแกร่งขนาดไหน แต่เรื่องนี้ผมไม่ยอมปล่อยให้จบลงง่ายๆแน่นอน เราต้องคืนความยุติธรรมให้เซียงชาน!”

ความเห็นของหัวฉีเฉินได้รับการสนับสนุนจากหลายๆคน พวกเขารู้สึกว่า ตระกูลจ้าวที่พวกเขาเคยได้ยินหรือรู้จักไม่ได้ใหญ่โตอะไรมากมาย และเป็นฝ่ายหัวเซินซวนที่คิดมากไปเองมากกว่า

อย่างไรเสียก็ยังมีบางคนที่ค่อนข้างรอบคอบ ต้องการเจรจากับอีกฝ่ายโดยสันติมากกว่า เพราะถ้าไม่รู้ไส้รู้พุงอีกฝ่ายดีพอก็ไม่ควรใช้ความรุนแรงโดยไม่จำเป็น

หัวฉีเฉินเองก็เข้าใจความคิดของคนพวกนี้ ตอนนี้มีบางอย่างเกิดขึ้นกับหัวเซียงชาน ทายาทผู้สืบทอดตำแหน่งผู้นำรุ่นที่สี่ของตระกูลหัว และถ้าพวกเขาลงมือสุ่มสี่สุ่มห้าและพลาดท่าขึ้นมา นั่นหมายถึงอนานคตของตระกูลหัวเตรียมตัวจบสิ้นได้เลย

เมื่อพิจารณาสถานการณ์โดยรวม หัวเซินซวนก็ตัดสินใจได้ในที่สุด เขาป่าวประกาศเสียงดังว่า

“ฉันคิดว่าโดยส่วนใหญ่ต้องการให้เจรจาอย่างสันติ แม้ว่าสิ่งนี้จะเป็นความอัปยศครั้งใหญ่สำหรับตระกูลเรา แต่เพื่อประโยชน์ของลูกหลานในอนาคต นี่คงเป็นวิธีที่เหมาะสมที่สุดแล้ว อย่างไรก็ตาม นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า เราจะปล่อยให้เซียงชานได้รับความอยุติธรรมเช่นกัน”

หัวฉีเฉินที่ได้ยินแบบนั้นก็ลุกขึ้นคัดค้านทันที

“พ่อ! เซียงชานเป็นหลานชายของพ่อนะ! ทำไมถึงปฏิบัติกับเขาเย็นชาแบบนี้ แม้ว่าครอบครัวอีกฝ่ายจะแข็งแกร่งขนาดไหน เราก็จะไม่มีวันยอมก้มหัวให้มันเด็ดขาด!”

หัวเซินซวนตบโต๊ะดังปังลุกขึ้นพร้อมชี้หน้าทุกคนให้เห็น กล่าวว่า

“แล้วคนอื่นๆในนี้มีใครกล้าเสี่ยงตายไปพร้อมกับแกไหม! พวกเราตระกูลหัวมีกันเกือบร้อยคน ถ้าตัดสินใจอะไรโดยไม่คิด อาจจะทำให้ทุกคนเดือดร้อนกันหมด!”

ในความเป็นจริง การที่หัวเซินซวนตัดสินใจแบบนี้ก็หมายความได้อีกอย่างว่า เขาถอดตำแหน่งผู้สืบทอดออกจากหัวเซียงชานแล้ว เป็นใครจะยอมเสี่ยงฝากอนาคตของตระกูลไว้กับคนพิการ?

หัวฉีเฉินต้องการจะโต้แย่งกลับ แต่โดนหัวเซินซวนตะคอกสวนก่อนว่า

“เพราะฉันยังรักเซียงชานอยู่ไง จึงตัดสินใจเลือกที่จะยอมก้มหัวขอโทษและเจรจาหาข้อตกลงที่เป็นธรรมที่สุดสำหรับเขา! อีกอย่างหลานชายที่จะขั้นมาสืบทอดตระกูลยังมีอีกตั้งมากมาย ทั้งเซียงจุน เซียงหยุน เซียงไห่ ฉันรักหลานทุกคนเท่ากัน และการเลือกที่จะเลี่ยงปะทะก็เพื่อความเป็นอยู่ของทุกคน!”

ความหมายของหัวเซินซวนค่อนข้างชัดเจนมาก เขาไม่ยอมปล่อยให้เรื่องของหัวเซียงชานเพียงคนเดียว มาทำลายอนาคตของหลานๆทั้งหลายในตระกูลหัวอย่างเด็ดขาด

แต่สำหรับหัวฉีเฉินกับหัวเซียงชาน สองพ่อลูกคู่นี้ มันไม่ต้องสงสัยเลยว่านี่คือการทอดทิ้งกันอย่างชัดแจ้ง

หัวฉีเฉินโกรธจัด ลุกขึ้นพรวกและเดินจากออกไปโดยตรง

ดวงตาคู่นั้นของหัวเซินซวนที่สาดสะท้อนออกมา เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็ทำอะไรไม่ถูก ใจหนึ่งเขาก็รักทั้งลูกทั้งหลานคนนี้ แต่ในฐานะผู้นำครอบครัว เขาจำเป็นต้องพิจารณาและคำนึงถึงส่วนร่วมเป็นหลัก

ตอนที่276 ฉันต้องการทำลายตระกูลหัว

จ้าวเฉียนขอให้ตระกูลหัวมาขอโทษเขา ซึ่งนี่เป็นเรื่องเล็กน้อยมากและคิดว่าอีกฝ่ายไม่น่าจะปฏิเสธ แต่การที่เขาขอเงินชดเชยร้อยล้าน นี่ดูจะมากเกินไปหน่อย

ความหมายของตำรวจที่พยายามจะสื่อคือ การให้ทั้งสองฝ่ายมาพบหน้ากันและเจรจาตกลงถึงแนวทางการแก้ไขปัญหา เพื่อเปิดเผยเจตนาของแต่ละฝ่ายออกมาตามตรง

จ้าวเฉียนไม่กลัวตระกูลหัว จึงพยักหน้าตอบตกลงไป

ให้ตำรวจเป็นผู้นำเรื่องดังกล่าว พาให้ทั้งสองตระกูลมาตั้งโต๊ะเจรจากันอย่างดุเดือด

พอเห็นว่าจ้าวเฉียนกำลังเผชิญหน้ากับปัญหาใหญ่แบบนี้ หวานเจียงก็ไม่มีอารมณ์เดินทางกลับตงไห่แล้ว เธอทิ้งตั๋วเครื่องบินและค่อยวางแผนใหม่ว่าจะกลับตงไห่หลังจากเรื่องทั้งหมดสิ้นสุดลงแล้ว

หลังจากมื้ออาหารเย็นเสร็จสิ้นไป จ้าวฝู่ก็พาทุกคนขึ้นไปยังดาดฟ้าบนคฤหาสน์เพื่อชมดวงจันทร์เต็มดวงสวยราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น

จ้าวเฉียนในตอนนี้ไม่ค่อยมีอารมณ์มาสังสรรค์เท่าไหร่นัก เขาหยิบขนมไหว้พะนะจันทร์มาลูกหนึ่งและไปนั่งกินเล่นบนเก้าอี้โยก

หวานเจียงเดินเข้าไปนั่งข้างจ้าวเฉียน ทั้งสองไม่พูดคุยกันอยู่พักใหญ่และเงยหน้ามองดูดวงจันทร์อย่างเงียบๆ

จากนั้นไม่นาน หวานเจียงก็เอ่ยถามขึ้นว่า

“แล้วนายจะเอายังไงต่อ?”

จ้าวเฉียนที่กำลังหลับตาซึมซับบรรยากาศอยู่ก็เอ่ยขึ้นว่า

“ฉันจะทำลายตระกูลหัว!”

คำพูดนี้เกินความคาดหมายของหวานเจียงไม่น้อย ตามที่เธอทราบมา ขอแค่ให้ตระกูลหัวจ่ายเงินค่าชดเชยและขอโทษจ้าวเฉียนแต่โดยดีทุกอย่างก็น่าจะจบแล้ว แต่การจะไปทำลายตระกูลหัวนี่มันเป็นวิธีที่ดูโหดร้ายเกินไปหน่อย

“ฉันพอจะทราบเกี่ยวกับตระกูลหัวในหยานจิ้งอยู่บ้าง แต่ก่อนพวกเราเคยขอให้บริษัทอสังหาของตระกูลหัวมาสร้างสตูดิโอให้พวกเรามาก่อน รากฐานของพวกมันค่อนข้างใหญ่ และไม่ใช่เรื่องง่ายเลยที่จะทำลายลง ยังไงก็ได้ไม่คุ้มเสีย นายเป็นผู้นำของตระกูลจ้าวรุ่นต่อไปนะ ช่วยคิดแทนคนที่อยู่ข้างหลังนายด้วย”

จ้าวเฉียนหัวเราะและตอบกลับไปว่า

“ดูจากรากฐานของตระกูลหัว ฉันแทบไม่ต้องใช้ความพยายามอะไรเลยด้วยซ้ำ แล้วพรุ่งนี้เธอบินกี่โมง? จะให้ฉันไปส่งไหม?”

หวานเจียงส่ายหัวและตอบกลับไปว่า

“พรุ่งนี้ฉันไม่กลับแล้ว พอนายแก้ปัญหาตรงนี้เสร็จ แล้วพวกเราค่อยกลับพร้อมกันดีกว่า”

จ้าวเฉียนลืมตาหันมาเหลือบมองหวานเจียงเล็กน้อยเจือแววเสน่หา ทว่าหลังจากนั้นครู่หนึ่งเขาก็กล่าวตอบกลับไปว่า

“บางครั้งฉันก็คิดว่าเธอเก่งนะ แต่บางครั้งก็มักจะทำให้ฉันผิดหวังเหมือนกัน ไม่ต้องรอฉันหรอก เพราะขนาดฉันเองยังไม่รู้เลยว่า เรื่องนี้จะยืดเยื้อออกไปนานเท่าไหร่ ฮวาหยินกรุ๊ปไม่มีใครดูแล ดังนั้นเธอควรกลับไปพรุ่งนี้”

จากที่หวานเจียงกำลังมีความสุขอยู่ดีๆ อารมณ์เธอแปรเปลี่ยนไปทันที ทีแรกเธอเต็มใจอยู่ต่อเพื่อจะแสดงให้เขาเห็นว่า เธออยู่ฝั่งเดียวกับเขา แต่เขาล่ะ? หมอนี่กลับไล่เธอกลับไปจริงๆ!

“ก็ได้! ถ้าต้องการแบบนั้นฉันจะกลับพรุ่งนี้แหละ! ขอตัวกลับห้องล่ะ! ไปจองตั๋วใหม่!”

หวานเจียงเค้นเสียงกล่าวออกมาอย่างเดือดดุเป็นทีละคำพูด จากนั้นก็ลุกขึ้นและเดินกลับห้องไปทันที

จ้าวฝู่ขยิบตาให้อวีกุ้ยเฟิงโดยไวและวานให้เธอไปถามลูกชายว่าเกิดอะไรขึ้น ไปทำอะไรให้หวานเจียงโกรธอีก?

อวีกุ้ยเฟิงรีบเดินไปหาจ้าวเฉียน กล่าวปลอบโยนทันที

“ลูกแม่ อย่าคิดมาก พวกเรากลัวไอ้พวกตระกูลหัวที่ไหน?”

จ้าวเฉียนพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มและกล่าวว่า

“พวกมันไม่ได้อยู่ในสายตาผมเลยด้วยซ้ำ ผมแค่คิดว่าเพราะความประมาทของตัวเอง เลยทำให้คุณย่าต้องเดือดร้อน ทั้งหมดเป็นความผิดของผมเอง”

อวีกุ้ยเฟิงโอบกอดลูกชายของเธอและกล่าวปลอบไปว่า

“มันไม่ใช่ความผิดของลูกเลย ใครจะไปคิดล่ะว่าอีกฝ่ายจะกล้าทำเรื่องไร้ยางอายขนาดนี้? แต่ลองมองอีกมุมสิ เพราะลูกระมัดระวังตัวรอบคอบมาก ถึงรู้ตัวเร็วขนาดนี้และแก้ไขทุกสิ่งได้ทัน ดังนั้นอย่าโทษตัวเองเลย จะว่าไปนะ…ตะกี้เห็นว่าเสี่ยวเจียงเดินหัวเสียกลับห้องไป ลูกทำอะไรให้เธอโกรธอีกล่ะ?”

จ้าวเฉียนส่ายหัวตอบไปว่า

“ผมก็ไม่ได้พูดอะไรเลยนะ แค่ไล่ให้เธอกลับไปพรุ่งนี้ ผมลงทุนในบริษัทเธอตั้งสี่พันล้าน จะปล่อยให้ไม่มีคนคุมบังเหียนนานได้ยังไง ไม่เละกันพอดีเหรอ?”

อวีกุ้ยเฟิงกลอกตาเอ่ยปากตคำหนิทันควัน

“อย่าว่าแค่สี่พันล้านเลย ต่อให้เป็นสี่หมื่นล้านก็ช่างมันเถอะ ตราบเท่าที่เธอสามารถให้กำเนิดหลานสักสองสามคนรได้ เงินแค่นรี้เดี๋ยวแม่ใช้คืนให้ยังได้ นี่ลูกไม่เข้าใจความรู้สึกของผู้หญิงเลยงั้นเหรอ? อีกอย่างนะ แม่ตรวจสอบมาแล้ว ปีนี้เสี่ยวเจียงอายุยี่สิบห้าปีพอดี เป็นช่วงอายุที่เหมาะอย่างมากที่จะมีลูก อย่างน้อยๆต้องมีสักสองคน ไม่อย่างนั้นตอนอายุขึ้นเลขสามจะเริ่มมียากแล้ว ลูกต้องรีบมีลูกได้แล้ว”

จ้าวเฉียนลอบถอนหายใจอย่างเงียบงัน ไม่ว่าพ่อหรือแม่ก็เหมือนกันไม่มีผิด พวกเขาไม่ได้สนใจเงินหรือธุรกิจเลย แต่สนใจเพียงว่าเขาจะมีลูกให้พวกเขาได้เมื่อไหร่

แต่เมื่อคิดให้ดีมันก็ถูกต้องตามที่ทั้งคู่กล่าวไป ครอบครัวใหญ่ที่มีอาณาจักรธุรกิจมากมายนับไม่ถ้วน ไม่ต้องกังวลเรื่องธุรกิจเลยว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ เพราะพวกเขาไม่ได้ขาดแคลนเงิน และพวกเขาเองก็ไม่ต้องการมให้จ้าวเฉียนสร้างธุรกิจหาภาระมาบริหารเพิ่ม แต่สิ่งเดียวที่พวกเขาต้องการคือทายาท ยิ่งมากเท่าไหร่ยิ่งดีเพื่อให้แน่ใจว่าตระกูลจ้าวยังคงเจริญรุ่งเรืองต่อไปในอนาคต

จ้าวเฉียนส่ายหัวอานอย่างเงียบๆและลุกขึ้นจากไปทันที อวีกุ้ยเฟิงรีบคว้าตัวจ้าวเฉียนไว้ทันทีและเอ่ยถามว่า

“นี่ลูกจะไปไหน? พอพูดถึงเรื่องนี้ทีไรลูกชอบหนีไปทุกที สักวันลูกจะต้องเจออยู่แล้ว สู้จัดการตั้งแต่เนินๆดีกว่าไหม?”

“ก็ไปจะไปคลอดหลานให้แม่ไงครับ! นี่ยังเรียกว่าหนีปัญหาอยู่ไหม?”

จ้าวเฉียนเอ่ยตอบกลับไปอย่างช่วยไม่ได้

อวีกุ้ยเฟิงยิ้มและพยักหน้าตอบกลับไปว่า

“ไปเถอะ ฉันกับพ่อจะรอข่าวดีก่อนสิ้นปีนี้”

จ้าวเฉียนส่ายหัวอีกคราอย่างอดไม่ได้ และเดินออกไปขอตัวกับพ่อ ก่อนจะเดินกลับไป

จ้าวฝู่เดินมาถามอวีกุ้ยเฟิงว่า

“ว่าไงบ้าง?”

“ไม่มีอะไรหรอก ไม่ต้องกังวลไป”

อวีกุ้ยเฟิงยิ้มตอบ

จ้าวฝู่พนักหน้าอย่างสงบจิจสงบใจ เขาเดินไปพูดคุยกับทุกอย่างสนุกสนานพลางชมดวงจันทร์สว่างไสวในยามราตรีต่อไป

จ้าวแยนกลับมาที่ห้องก็เห็นหวานเจียงที่กำลังนั่งงอนอยู่บนเตียง

เขาเดินเข้าไปหายิ้มหวานกล่าวว่า

“คนสวยหน้าบึ้งแบบนี้ไม่ดีเลยนะ ฉันขอโทษที่ปากไวไปหน่อย”

หวานเจียงยังคงขมวดคิ้วแน่น หันหน้าหนีและกอดอกงอนไม่หาย

จ้าวเฉียนก้าวหน้าขึ้นไปเชยคางของเธอขึ้น และพยายามบังคับให้หันหน้ามาหา

หวานเจียงเม้มริมฝีปากแน่น ดวงตาเต็มไปด้วยความเกรี้ยวกราด แต่สุดท้ายก็ถูกจ้าวเฉียนโน้มตัวลงพร้อมประกบจูบทันที เขายิ้มกล่าวขึ้นว่า

“อ่า…ปากเธอหวานดีจัง เป็นใครก็อดใจไม่ไหว!”

หวานเจียงอดทนอดกลั้นไม่ไหวอีกแล้ว เธอรวบรวมพละกำลังทั้งหมดของเธอยกกำปั้นทุบตีจ้าวเฉียนไม่หยุด สบถด่าขึ้นว่า

“ไอ้บ้า! ทำไมยังจะมายุ่งกับฉันอีก! ตะกี้นายยังำยายามไล่ฉันอยู่เลยไม่ใช่เหรอ? นี่นายยังเป็นผู้ชายอยู่ไหม กลับคำไปกลับคำมา!”

“นี่เธอกำลังบอกว่าฉันไม่ใช่ผู้ชาย?”

จ้าวเฉียนถามกลับไป

หวานเจียงพยักหน้าและตอบกลับไปว่า

“เออไง นายไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเลยด้วยซ้ำ!”

จ้าวเฉียนบีบคางของเธอแน่นอนอีกครา ก่อนตอบกลับไปว่า

“ถ้าอย่างนั้นฉันจะถอดเสื้อถอดกางเกงให้เธอได้พิสูจน์ว่าฉันเป็นผู้ชายจริงไหม? แล้วฉันก็จะทำในสิ่งที่ผู้ชายควรจะทำ!”

หวานเจียงรีบผลักร่างจ้าวเฉียนออกไป

“ไปให้พ้น! ใครจะอยากดูนาย! ไม่ว่านายจะเป็นผู้ชายหรือเปล่า ฉันก็ไม่สน ฉันกำลังโกรธนายอยู่นะ! นี่! ไม่ได้ยินที่ฉันพูดเหรอ!!”

จ้าวเฉียนถอดเสื้อนอกออกทันที จากนั้นก็กระโดดขึ้นเตียงคร่อมร่างของเธอไม่ให้หนีไปไหน

“โอ้ย! ออกไป! ฉันบอกให้ออกไปไง!”

“นี่เตียงของฉัน ฉันจะทำอะไรก็ได้!”

“เตียงของนายได้ยังไง! นี่เตียงฉัน! นายไปนอนพื้นเดี๋ยวนี้เลยนะ!”

“อ้าว? ต้องพิสูจน์ก่อนไงว่าฉันเป็นผู้ชายจริงๆหรือเปล่า?”

“ไอ้หื่น! ออกไปจากตัวฉัน!”

……….

จากนั้นจ้าวเฉียนกับหวานเจียงก็บรรเลงเพลงรักกันอย่างเร้าร้อน ในอีกด้านหนึ่ง ตระกูลหัวเองก็กำลังประชุมหารือเพื่อหาแนวทางการรับมือ

หัวเซียงชานผู้จะกลายมาเป็นผู้นำตระกูลหัวรุ่นที่สี่ ในอนาคตเขาจะเข้ามารับสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลหัวคนต่อไป ทว่าตอนนี้กลับถูกตัดมือจนกลายมาเป็นไอ้ด้วนไปแล้ว

ความเกลียดชังในครั้งนี้ได้ฝังลึกลงไปในจิตใจของสมาชิกตระกูลหัวทุกคน พวกเขาต้องหารือเพื่อแก้แค้นตระกูลจ้าวให้จงได้

ตอนที่275 ฝังไว้ที่นี่เป็นการชดใช้

อาลีหยิบมือที่ขาดออกของหัวเซียงชานขึ้นมาและยื่นให้จ้าวเฉียน เขากล่าวว่า

“คุณชาย ตัดทิ้งเรียบร้อยแล้วครับ”

จ้าวเฉียนพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ และเอ่ยถามหัวเซินซวนไปว่า

“ผมให้โอกาสคุณล้างแค้นโดยการต่อสู้กันอย่างยุติธรรม และนี่เป็นราคาที่คุณสมควรต้องจ่ายแล้ว!”

พวกผู้คนตระกูลหัวรีบอุ้มหัวเซียงชานไปส่งโรงพยาบาลทันที และเป็นหัวเซินซวนที่ตะโกนเสียงออดอ้อนกับจ้าวเฉียนว่า

“หลานชาย ส่งมือที่ขาดมาเถอะนะ”

จ้าวเฉียนส่ายหัว เค้นเสียงกล่าวตอบทีละคำอย่างเยือกเย็น

“ไม่ มี วัน!”

หัวเซินซวนคำรามลั่นด้วยความโกรธเกรี้ยว

“ถ้าตอนนี้ทุกอย่างที่แกก่อลงไปยังไม่สายที่จะแก้ไข! แต่ถ้ามัวช้าอยู่แบบนี้แกจะต้องเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไป! พวกเราตระกูลหัวจะตามล่าแกสุดล่าฟ้าเขียว!”

จ้าวเฉียนหัวเราะพลางกล่าวตอบไปว่า

“ตั้งแต่วินาทีที่ผมรู้ว่า หลุมฝังศพของคุณย่าถูกทำลาย พวกเราก็อยู่ร่วมฟ้าเดียวกันไม่ได้แล้ว! ตระกูลหัวของคุณทำอะไรได้บ้าง! ถ้าเก่งจริงอย่างที่ปากว่าหลานชายคงไม่ต้องพิการแบบนี้หรอก! ฮ่าฮ่าๆ…”

หัวเซินซวนยังคงตะโกนไม่หยุดหย่อน

“เอามือหลานฉันคืนมา!”

จ้าวเฉียนเองยังคงตอบเหมือนเดิม

“ไม่! อาลี เอามือหมอนี่ไปฝังไว้หน้าหลุมศพของคุณย่า”

อาลีตอบกลับด้วยความเคารพ

“เข้าใจแล้วครับ!”

จ้าวเฉียนตะโกนส่งเสียงให้พวกข้างหลังว่า

“พวกเรา! กลับ!”

ผู้คนนับหลายร้อยชีวิตเคลื่อนพลถอยออกไปทันที ส่วนพวกตระกูลหัวก็ได้แต่ยืนมองจ้าวเฉียนจากออกไป

หัวเซินซวนแทบจะร้องไห้เป็นสายเลือด ถ้าได้มือของหลานชายที่ถูกตัดคืนมา ยังพอมีโอกาสต่อกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ แต่ตอนนี้จ้าวเฉียนกลับพรากมันไปเสียแล้ว เขาร้องห่มร้องไห้ตะโกนอย่างบ้าคลั่ง

“เอามือของเซียงชานคืนมา! เอามือของเซียงชานคืนมา!”

ทันทีที่คำกล่าวเหล่านี้ดังออกมา ผู้คนของตระกูลหัวยังไม่ทันตอบสนอง แต่เป็นกลุ่มคนของจ้าวเฉียนที่มีปฏิกิริยาตอบโต้ในทันใด พวกเขาหวดแท่งเหล็กตีใส่พื้นเสียงดัง หันมาเหลือบมองคล้ายจะหาเรื่อง

“พวกมึงยังไม่เข็ดใช่ไหม?!”

มีหนึ่งย่อมมีสอง ผู้คนนับร้อยหันควับมองโดยพร้อมเพรียง ทำให้สมาชิกตระกูลหัวกลัวจนแข้งขาอ่อนยวบ ทำได้เพียงมองดูมือของหัวเซียงซวนถูกขโมยไปทั้งแบบนั้น

หัวเซินซวนโทรเรียกคนในสำนักงานเขตเพื่อขอความช่วยเหลือโดยด่วน วานให้ไปหยุดจ้าวเฉียนและชิงมือของหัวเซียงชานกลับมา

แต่อย่างไร อวีกุ้ยเฟิงได้ทักทามบรรดาเจ้าหน้าทุกระดับไว้เรียบร้อยนานแล้ว พวกเขาที่รับรายงานทำได้เพียงหลับตาข้างหนึ่ง ตบปากรับคำไปส่งๆ และทำตามที่อีกฝ่ายไหว้วานไว้ คือการส่งคนออกไป แต่จะจับตัวจ้าวเฉียนกลับมาได้หรือไม่ มันก็อีกเรื่องหนึ่ง

จ้าวเฉียนขอให้พวกลูกเรือและกลุ่มรปภ.แยกย้ายออกไป ส่วนเขาก็พาพวกบอดี้การ์ดกลับไปที่หลุมศพของคุณย่า

หลุมศพของคุณย่าถูกทุบทำลายและรื้อออกเละเทะ ดังนั้นจ้าวเฉียนจึงทำความสะอาดให้พอกลับมาดูได้ จากนั้นก็วานให้อาลีฝังมือของหัวเซียงชานลงข้างๆหลุมศพของคุณย่า ถือซะว่าเป็นการชดใช้กับสิ่งที่ทำลงไป

หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น จ้าวเฉียนก็สั่งการต่อว่า

“เกณฑ์คนมาปกป้องหลุมศพมากกว่านี้ แล้วเพิ่มเวรยามเฝ้าไว้ก่อนช่วงนี้ ถ้ามีปัญหาอะไรเกิดขึ้นให้รีบถอยกลับมาทันทีและรีบรายงานครอบครัวฉันโดยเร็วที่สุด เข้าใจไหม?”

บอดี้การ์ดพวกนั้นอยู่ดูแลหลุมฝังศพต่อไป ส่วนจ้าวเฉียนก็เดินทางกลับบ้าน เข้าทักทายทุกคนทันที

จ้าวฝู่เอ่ยถามอย่างรวดเร็วว่า

“เป็นยังไงบ้าง โอเคไหม?”

จ้าวเฉียนส่ายหัวเล็กน้อย

อวีกุ้ยเฟิงกล่าวพร้อมรอยยิ้มว่า

“ไม่เป็นไรลูก วันนี้เป็นคืนเทศกาลไหว้พระจันทร์ ถึงเวลาฉลองกันแล้ว อย่าไปปั้นหน้าอมทุกข์อยู่เลย ทุกคนรอทานข้าวเย็นกันอยู่”

หวานเจียงเดินเข้ามาควงแขนของจ้าวเฉียนอย่างเงียบๆ ไม่พูดไม่จาอะไร

เมื่อนึกถึงสิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา จ้าวเฉียนไม่มีอารมณ์กินข้าวกินปลาอะไรเลย แต่เขาเองก็ทราบดีอยู่ในใจ ถ้าเขาไม่ทานอะไรเลยอาจทำให้งานเลี้ยงปีนี้กร่อย และทุกคนจะไม่มีอารมณ์ทานอะไรเช่นกัน

ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงฝืนยิ้มและเดินเข้าไปในห้องโถงใหญ่ทักทายญาติๆอย่างที่ควรจะเป็น

จ้าวหรงเอ่ยทักจ้าวเฉียนขึ้นว่า

“ไอ้ลูกหมา เป็นยังไงบ้าง? หลุมศพย่าแกซ่อมแล้วรึยัง?”

จ้าวเฉียนรีบตอบกลับไปทันทีว่า

“เรียบร้อยแล้วครับ ผมโทรให้ช่างมาซ่อมแซมหลุมศพใหม่ให้กับคุณย่า แล้วพรุ่งนี้คงเสร็จเรียบร้อยดี”

จ้าวหรงพยักหน้า ดวงตาคู่ชราของเขามีน้ำใสๆไหลรินออกมาพลางตอบไปว่า

“ย่ากับฉันต้องปากกัดตีนถีบมาด้วยกันตลอดชั่วชีวิต อย่างน้อยที่สุดตอนที่ย่าจากไปแล้ว ปู่ก็อยากให้ย่าหลับสบายในสถานที่ดีๆ แกต้องดูแลย่าให้ดีเข้าใจไหม? ห้ามปล่อยให้ใครไปรบกวนเด็ดขาด”

จ้าวเฉียนเองก็ร้องไห้เช่นกัน เขาพยักหน้าและให้คำมั่นสัญญากับปู่ว่า

“ไม่ต้องกังวลครับปู่ ผมจะปกป้องคุณย่าให้ถึงที่สุด ผมไม่ยอมปล่อยให้ใครมารบกวนคุณย่าได้อีกแล้ว”

จ้างหรงพยักหน้าด้วยความซาบซึ้งและกล่าวขึ้นว่า

“นั่งลงเถอะ นั่งลง หลานก็กินข้าวให้อิ่มนะ เสี่ยวฝู่ เข็นฉันกลับห้องที วันนี้ฉันอยากกินข้าวกับแม่แก”

จ้าวฝู่พยักหน้าและรีบเข็นคุณพ่อของเขากลับไปในห้องอย่างรวดเร็ว

จ้าวเฉียนถอนหายใจเฮือกหนึ่งและตะโกนเสียงดังฟังชัดว่า

“ทุกคนนั่งลงและกินข้าวกันเถอะ! วันนี้เป็นวันเทศกาลไหว้พระจันทร์ ขอให้ทุกคนมีความสุขกันนะ หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จแล้ว เราจะมากินขนมไหว้พระจันทร์กัน”

ผู้สืบทอดสกุลจ้าวกล่าวถึงขนาดนี้ย่อมไม่มีใครกล้าขัดขืน ทุกคนนั่งลงและรับประทานอาหารกันทันที

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง พวกตำรวจก็มาถึง ซึ่งเป็นอวีกุ้ยเฟิงกับจ้าวเฉียนที่ออกไปหาพวกเขา ทางด้านคนอื่นๆยังกินต่ออย่างกล้าๆกลัวๆ แต่หวานเจียงไม่สามารถทนกินต่อไปได้ จึงรีบวิ่งออกไปหาจ้าวเฉียนโดยเร็ว

หัวหน้าสำนักงานเขตนำคนมาหารือด้วยเป็นนการส่วนตัว ตำรวจบอกพวกเขาว่า ถ้าไม่อยากให้เรื่องนี้กลายมาเป็นเรื่องใหญ่ ทางที่ดีก็ควรคืนมือของหัวเซียงชานกลับไปให้แก่ครอบครัว นี่จะทำให้ผลกระทบที่จ้าวเฉียนจะได้รับเบาบางที่สุด

แต่จ้าวเฉียนก็แน่วแน่เป็นอย่างยิ่ง เขาตอบกลับไปทันทีว่า

“มือของหัวเซียงชานจะต้องถูกฝังอยู่ในนั้นตลอดไป! มันกล้าทำลายหลุมศพคุณย่าฉัน นี่ถือเป็นราคาที่มันสมควรจะจ่ายแล้ว!”

“แล้วคุณก็ตัดมือเขาไปแล้ว นี่ยังไม่พออีกเหรอ?”

จ้าวเฉียนส่ายหัวและตอบกลับไปว่า

“แน่นอนว่าไม่พอ! ฉันต้องการเอามือของมันไปฝังข้างหลุมศพคุณย่าเป็นการชดใช้!”

“แต่ถ้าทำแบบนี้การจะสรุปสำนวนคดีจะยากมากๆ ยิ่งไปกว่านั้นความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูลจะถลำลึกจนไม่สามารถย้อนกลับมาแก้ไขได้อีกแล้วนะครับ ตอนนี้พวกเรายังพอยื้อเวลาออกไปได้ แต่ถ้าตระกูลหัวยังคงเอาตามเซ้าซี่อยู่แบบนี้ คงได้ไม่นานแล้วนะครับ ถ้าเรื่องนี้เกิดขึ้นกับครอบครัวคุณ คุณเองก็คงไม่ยอมความจริงไหมครับ?”

นี่ถือเป็นปัญหาของจ้าวเฉียนเช่นกัน เพราะตอนนี้แม้แต่ตระกูลหัวยยังไม่ทราบถึงการมีอยู่ของตระกูลจ้าวว่ายิ่งใหญ่ขนาดนไหน และเขาต้องการให้ทุกอย่างยังคงเป็นแบบนี้ เพื่อรับประกันว่าจะไม่เกิดปัญหาอะไรตามมาในอนาคต

หากกล่าวกันตามความจริง ลำพังความแข็งแกร่งของตระกูลจ้าว มันก็มากพอที่จะโค่นล้มตจระกูลหัวแล้ว แต่ถ้าพวกเขาเคลื่อนไหวขึ้นจริงก็เท่ากับว่า เป็นการเปิดเผยตัวตนสู่สาธารณะเช่นกัน ซึ่งทุกคนในตระกูลจ้าวเคยชินกับการใช้ชีวิตที่เรียบง่าย ใครบ้างอยากจะชักนำปัญหาเข้ามาหาตัวเองโดยไม่มีเหตุผล?

อวีกุ้ยเฟิงเองก็ยืนเคียงข้างสนับสนุนลูกชายเช่นกัน แต่ก็ไม่ได้ปริปากพูดอะไร เพราะท้ายที่สุดนี้ ทุกสิ่งอย่างของตระกูลจ้าวจำต้องส่งมอบต่อให้กับจ้าวเฉียน ดังงนั้นการปล่อยให้เขาแก้ไขปัญหาเพียงลำพังนับเป็นเรื่อองไม่เลวเลย

จ้าวเฉียนลังเลอยู่เล็กน้อย ในความคิดของเขา เขาไม่มีทางคืนมือของหัวเซียงชานกลับคืนไปเด็ดขาด แต่อีกด้านหนึ่งถ้าทำแบบนั้นหัวเซินซวนคงไม่เลิกตามรำควานแน่นอน

หากถอนรากถอนโค่นตระกูลหัวไปตั้งแต่เดี๋ยวนี้ ตัวตนของตระกูลจ้าวเองก็จะถูกเปิดเผยเช่นกัน

นั้นอาจส่งผลไปถึงบริษัทของจ้าวฝู่ บริษัทเอกชนทุกหนแห่งจะเพ่งเล็งมาที่นี่ รวมไปถึงบริษัทนายทุนของต่างชาติเช่นกัน และมันอาจนำมาซึ่งปัญหายิบย่อยอีกมากมาย  

ดังนั้นเมื่อพิจารณาถึงภาพรวมทั้งหมดแล้ว จ้าวเฉียนจำใจต้องคืนมือของหัวเซียงชานกลับไป แต่คงเป็นไปไม่ได้แน่นอนที่จะคืนกลับไปให้ฟรีๆ

ดังนั้นจ้าวเฉียนจึงกล่าวขึ้นว่า

“ถ้าต้องการให้ผมคืนมือมันจริงๆ คุณจะต้องขอให้หัวเซินซวนพาหัวเซียงตงมาจัดของเพื่อขอขมา นอกจากนี้ผมยังต้องการเรียกค่าชดใช้อีกร้อยล้าน ถ้าอีกฝ่ายบรรลุทุกเงื่อนไข ผมจะยอมรับคำขอของพวกตระกูลหัวสักครั้ง”

ตอนที่274 ฉันต้องการมือของมัน

ผ่านไปครึ่งชั่วโมง พวกบอดี้การ์ดทั้งหมดเริ่มระดมพลมารอที่โถงใหญ่ทีละคนสองคน ผ่านไปหนึ่งชั่วโมง กลุ่มรปภ.ทั้งหมดที่อยู่ภายใตเครือบริษัทของจ้าวฝู่ทั้งหมดรวมตัวกันพร้อมที่ลานกว้างหน้าคฤหาสน์ อีกสองชั่วโมงผ่านไป จัดแถวกระดาษเรียงหนึ่ง บรรดาลูกเรือที่ไม่ได้ออกทะเลก็มาถึงอย่างพร้อหน้า รวมเป็นจำนวนกว่า800คน

หวานเจียงมองไปที่ลานกว้างหน้าคฤหาสน์จากหน้าต่างบนห้อง ยามนี้เธอถึงกับตกใจจนหน้าถอดสี ความแข็งแกร่งของตระกูลจ้าวเหนือจินตนาการอย่างแท้จริง สามารถเรียกระดมพลได้ขนาดนี้ภายในเวลาอันสั้น

แต่เมื่อเห็นแบบนี้เธอก็รู้สึกเศร้าใจไม่น้อย มันต้องเป็นศึกใหญ่ขนาดไหนกัน? แล้วจ้าวเฉียนจะไม่เป็นอันตรายใช่ไหม?

สีหน้าของจ้าวเฉียนยามนี้มืดทมิฬเข้ม พอเห็นทุกคนมากันพร้อมหน้าก็ตะโกนเสียงลือลั่นว่า

“ไป! ไปบ้านตระกูลหัว!”

หลังจากพูดจบจ้าวเฉียนก็ขึ้นรถของจ้าวฝู่ ส่วนคนอื่นๆก็นั่งรถตู้ที่ทางตระกูลจ้าวจัดเตรียมไว้ให้

นี่เป็นเวลาหกโมงเย็นกว่าแล้ว และยังเป็นวันเทศกาลไหว้พระจันทร์อีกหนึ่งวัน ซึ่งเป็นช่วงเวลาร่วมญาติของทุกครอบครัว

ในฐานะตระกูลใหญ่ ครอบครัวหัวได้จัดงานฉลองใหญ่ โดยมีหัวเซินซวนเป็นประธานจัดงานหรือแม้แกระทั่งหัวเซียงตงผู้อาวุโสใหญ่สุดของตระกูลยังต้องนั่งรถเข็นออกมา

หัวเซียงชานถือแก้วไวน์ไปเดินชนกับพี่น้องๆของเขา เพื่อเริ่มดื่มอวยพรให้แก่หัวเซียงตงและหัวเซินซวน แต่ทันใดนั้นเอง บอดี้การ์ดคนหนึ่งก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยความติ่นตระหนัก

“นายท่าน! แย่แล้ว! มีรถตู้หลายสิบคันมาจอดขวางประตูหน้าบ้าน พวกเขากำลังบุกเข้ามาที่นี่!”

ทันทีที่สุ้มเสียงของเขาดังขึ้น บรรยากาศท่ามกลางงานฉลองของตระกูลหัวพลันเงียบลงชั่วขณะ

หัวเซินซวนใจเต้นแรงขึ้นทันใด เขารีบหันไปถามหัวเซียนชานทันทีว่า

“เซียงชาน วันนี้แกไล่ตามมันไปถึงไหน?”

หัวเซียงชานเพียงยิ้มและตอบไปว่า

“ก็ไม่ได้ไล่ตามไปขนาดนั้น แต่ผมขับรถไปทุบหลุมศพของย่ามันทิ้งเท่านั้น ทุบโลงซะเละเลย! ฮ่าฮ่าๆๆ…”

ทันทีที่วาจาประโยคนี้เปล่งดังออกมา สมาชิกทุกคนในครอบครัวตระกูลหัวพลันเงียบสงัดลงทันที แม้ว่าตระกูลหัวจะเสียหน้าไม่ได้ แต่การกระทำของหัวเซียงชานในครั้งนี้มันก็เกินไปจริงๆ ถึงขนาดไปทุบทำลายหลุมฝังศพบรรพบุรุษคนอื่น นี่เท่ากับยั่วยุให้ฟ้าดินโกรธชัดๆ

หัวเซินซวนตะโกนด่าสาปแช่งไปทันทีว่า

“ฉันเตือนแกแล้วไม่ใช่เหรอ! ว่าอย่าทำอะไรให้มันเกินไป! นี่หูหนวกรึไง! ฉันไม่เคยสอนให้แกไปลบหลู่บรรพบุรุษคนอื่นเลยสักครั้ง!”

หัวเซียงชานเริ่มรู้สึกหงุดหงิดแล้วเช่นกัน เขาตอบกลับเสียงเย็นไปว่า

“คุณปู่ มีอะไรต้องกังวล? ใครหน้าไหนในหยานจิ้งทำอะไรตระกูลหัวของเราได้บ้าง!”

หลังจากพูดจบ หัวเซียงชานก็ชักชวนให้บรรดาญาตพี่น้องของเขาออกไปดูสถานการณ์ข้างนอกทันที

ในเวลาเดียวกัน คนของจ้าวเฉียนได้บุกเข้ามาแล้ว เข้าทุบตีรุมกระทืบพวกบอดี้การ์ดที่เฝ้าหน้าบ้านจนหมดสภาพ แต่เท่านั้นยังไม่พอ ก่อนที่หัวเซียงชานจะได้ย่างก้าวออกไปดู กลับต้องรีบวิ่งหนีหางจุกตูด เพราะคนของจ้าวเฉียนบุกเข้ามาถึงในตัวบ้านแล้ว เข้ากระหน่ำทุบตีของมีค่ามากมายภายในบ้านจะแตกกระจาย

จ้าวเฉียนเดินเข้ามาตรวจงานด้วยความพึงพอใจ และสั่งให้คนกว่า800คนเข้าปิดล้อมสมาชิกตระกูลหัวทั้งหมด

ทุกคนในตระกูลหัวตื่นตกใจกันอย่างมาก พวกเขารีบรวมตัวกอดกันด้วยความหวาดกลัว ทั้งลูกเด็กเล็กแดงต่งากรีดร้องและร้องไห้ออกมาไม่หยุดหย่อน ส่วนบรรดาญาติผู้หญิงที่ขวัญอ่อนก็กลั้นน้ำตาไม่หยุดแล้วเช่นกัน

หัวเซียงชานใจเต้นกระหน่ำแทบพุ่งออกมาจากลำคอ เขาในขณะนี้เองก็หวาดกลัวจนเสียขวัญไปแล้วเช่นกัน ถึงขนาดที่ว่ากลัวจนพูดอะไรไม่ออก

ในเวลานี้เอง เป็นหัวเซินซวนที่ต้องก้าวออกมาเผชิญหน้า เขายิ้มสู้กล่าวว่า

“หนุ่มน้อย นี่หมายความว่ายังไงกัน? วันนี้เป็นวันเทศกาลไหว้พระจันทร์นะ ทำแบบนี้มันดูไม่เสียมารยาทไปหน่อยเหรอ?”

จ้าวเฉียนกัดฟันกรอดด้วยความเกลียดชัง สายตาคู่แดงเดือดจ้องไปที่หัวเซียงชานเขม็งและกล่าวตอบว่า

“กูไม่อยากพูดจาไร้สาระกับมึงไอ้แก่ ส่งตัวมันออกมาให้พวกกูกระทืบเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นกูจะทุบที่นี่ให้เละแบบที่พวกมึงทำกับหลุมศพย่ากู!”

ทันทีที่วาจาประโยคนี้เปล่งดังออกมา สมาชิกทุกคนของตระกูลหัวพลันยิ่งหวาดกลัวเข้าไปใหญ่ และเด็กน้อยทั้งหลายก็เริ่มร้องไห้หนัก

จ้าวเฉียนยังมีความเป็นมนุษย์อยู่บ้าง ทั้งเด็กและผู้หญิงไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ดังนั้นเขาจึงกล่าวต่อว่า

“พวกผู้หญิงกับเด็ก ไสหัวไปซะ! แต่ถ้าคนอื่นนอกเหนือจากนี้กล้าออกไป กูจะไล่หักขาพวกมึงทีละตัว!”

หัวเซินซวนโบกมือขอใหญ่ญาติผู้หญิงพาตัวเด็กๆออกไปจากที่นี่โดยเร็ว

หัวเซียงซิ่ว เธอถูกเลี้ยงดูและเติบโตในอเมริกาจึงได้รับการศึกษาด้านกฎหมายและหลักประชาธิปไตยมามากพอสมควร เธอจึงกล่าวเตือนขึ้นว่า

“นี่แกกล้าลุกล้ำความเป็นส่วนตัวของคนอื่น ทำผิดกฎหมายร้ายแรง! พวกเรามีสิทธิ์ฟ้องให้แกติดคุกหัวโตได้นะ!”

จ้าวเฉียนเหลือบหางตามองหัวเซียงซิ่วอย่างว่องไว เขายิ้มตอบไปว่า

“ถ้ายังพล่ามอีกแม้แต่คำเดียว กูจะจับมึงโยนเข้าซ่อง!”

หัวเซียงซิ่วพยายามจะเถียงกลับ แต่เป็นหัวเซินซวนที่รีบตะโกนขัดขึ้นก่อนว่า

“หุบปาก! ถ้าไม่ได้รับคำสั่งจากฉันห้ามใครพูดเด็ดขาด! นี่จะเป็นครั้งสุดท้าย! พวกผู้หญิงและเด็ก ทุกคนกลับไปที่ห้องหลังคฤหาสน์!”

แม่ของหัวเซียงซิ่วรีบดึงตัวลูกสาวออกไป ส่วนญาติผู้หญิงคนอื่นๆเองก็พาตัวเด็กออกไปเช่นกัน

ในไม่ช้า ทุกคนในที่เกิดเหตุในตอนนี้ล้วนแต่เป็นสมาชิกระดับสูงของตระกูล

หัวเซินซวนเอ่ยถามน้ำเสียงจริงจังว่า

“ไอ้หนุ่ม ถ้าสามารถพาคนมาขนาดนี้ได้ภายในเวลาอันสั้น คงต้องมาจากตระกูลใหญ่แน่นอน เอาแบบนี้ดีกว่านะ คราวนี้เป็นพวกเราตระกูลหัวเองที่หยาบคายใส่ก่อน ฉันยินดีไปพบพ่อแม่ของนายเพื่อขอโทษเป็นการส่วนตัว ถ้าต้องการค่าเสียหาย ก็แจ้งมาได้ตลอด เราจะไม่ต่อรองใดๆทั้งสิ้น”

จ้าวเฉียนตอบกลับพร้อมน้ำเสียงเย็นชายิ่งว่า

“คุณหัวค่อนข้างจริงใจกับผมมากเลยนะครับ ผมเองก็ไม่อยากทำเรื่องยากสำหรับคุณเหมือนกัน ผมไม่ได้ต้องการเงินหรือคำขอโทษ ขอแค่มือของมันเท่านั้น!”

หลังจากพูดจบ กลุ่มคนเคียงข้างจ้าวเฉียนก็ขว้างมีดสั้นใส่เท้าของหัวเซินซวนเชิงข่มขู่ทันที

หัวเซียงชานกลืนน้ำลายอึกใหญ่ สบถด่าขึ้นว่า

“นี่มึงคิดว่าตระกูลหัวของเราเป็นพวกกินเจรึไงกัน มึงถึงจะทำอะไรกับพวกเราก็ได้! คุณปู่ อย่าไปขอโทษมันให้เสียเวลา รีบโทรแจ้งตำรวจเร็วเข้า!”

พอหัวเซียงชานพูดจบ เขาก็รีบหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาโทรหาตำรวจโดยเร็ว แต่หัวเซินซวนกลับตบหน้าหลานชายไปทีหนึ่งและคว้ามือถือออกจากมือ พร้อมตะคอกใส่เสียงดังลั่น

“คุกเข่าลง!”

หัวเซียงชานแทบไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง เขาเอ่ยถามคุณปู่ขึ้นว่า

“ทำไมคุณปู่ถึงต้องกลัวมันขนาดนั้น? พวกเรายังมีคนอีกตั้งเยอะตั้งแยะทั่วหยานจิ้ง ไม่เห็นต้องกลัวไอ้ขยะนี่เลย!”

หัวเซินซวนคำรามใส่อีกระลอก

“ฉันบอกให้แกคุกเข่าลง! ไม่ได้ยินรึไง!?”

สิ้นเสียงคำราม หัวเซินซวนก็เดินไปเตะขาพับให้หลานชายคุกเข่าลงกับพื้น

หัวเซินซวนเป็นนักธุรกิจมือเก๋าแห่งวงการนี้ เขาเฝ้าสังเกตอย่างระมัดระวังอยู่ตลอดและเริ่มตรหนักได้ถึงตัวตนของคนพวกนี้ได้ทีละเล็กละน้อย บางคนเป็นลูกเรือของบริษัทท่าเรือเฉียนตง บางคนเป็นรปภ.ของบริษัทในเครือของมหาเศรษฐีจ้าวฝู่

อย่างไรก็ตามแต่ เขาไม่รู้เลยว่าจ้าวเฉียนคือลูกชายของจ้าวฝู่ เขาคิดแค่เพียงว่า เด็กหนุ่มคนนี้คงทุ่มเงินจำนวนมหาศาลเพื่อจ้างคนพวกนี้ให้มาช่วยบุกรุกเข้ามาเท่านั้น

ดังนั้นหัวเซินซวนจึงพยายามเกลี้ยกล่อมว่า

“ไอ้หนุ่ม พวกเราเกินเลยมาไกลมากแล้ว ถึงขนาดใจใช้เงินทั้งชีวิตเพื่อจ้างคนจากท่าเรือเฉียนตงกับรปภ.ของบริษัทตระกูลจ้าวมาขนาดนี้ คงไม่เหลือเงินใช้ในช่วงบั้นปล่ายชีวิตแล้วใช่ไหม? เอาแบบนี้ดีกว่านะ ฉันจะจ่ายเงินชดเชยในส่วนตรงนี้ให้เอง แล้วถือซะว่าพวกเราไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกันอีก”

จ้าวเฉียนเมินคำถามของหัวเซินซวนไปโดยสมบูรณ์ แค่ถามย้ำไปว่า

“ผมจะถามเป็นครั้งสุดท้าย จะตัดมือของมันเองหรือจะฉันสั่งให้ใครสักคนมาตัดมือมัน! ถ้ายังไม่ตอบก็ถือว่าปฏิเสธ! ที่นี่เตรียมเละได้เลย!”

อาลีเป็นหนึ่งในบอดี้การ์ดส่วนตัวของจ้าวฝู่ เขาเป็นปรมาจารย์การต่อสู้ทุกศาสตร์แขนง การจะฆ่าหัวเซินซวนมันง่ายพอๆกับการหั่นเต้าหู้

อาลีไม่พูดพล่ำทำเพลงอะไร เพียงนับถอยหลังอย่างช้าๆ

“สาม…สอง…หนึ่ง…”

หัวเซินซวนตะโกนสุดเสียง

“มึงกล้ารังแกพวกกูตระกูลหัวจริงๆ งั้นกูจะโทรฟ้องจ้าวฝู่ เจ้าของบริษัททั้งสองที่แกจ้างคนมา! กูจะสั่งให้เขาเรียกทุนคนกลับไปเดี๋ยวนี้ ถึงตอนนั้นขอดูหน่อยว่า มึงยังกล้าทำตัวกร่างแบบนี้อีกไหม!!?”

หลังจากพูดจบ หัวเซินซวนก็สั่งให้คนรับใช้รีบไปหาข้อมูลติดต่อจ้าวฝู่โดยเร็วที่สุด

แต่อาลีนับถึงหนึ่งแล้ว โดยไม่มีรีรอ เขาพุ่งตัวเข้าไปฟันแขนของหัวเซียงชานในจับงหวะทีเผลอดังฉับ!

“อ๊ากกกก!!! อร๊ากกก!!!”

เสียงกรีดร้องสุดแสนเวทนาของหัวเซียงชานแพร่กระจายไปทั่วทุกมุมของคฤหาสน์ พวกเด็กๆและผู้หญิงหวาดกลัวจัดจนเริ่มร้องไห้ออกมาอีกครั้ง

หัวเซินซวนตกใจสุดขีดกับภาพฉากต่อหน้า เขาไม่คิดมาก่อนเลยว่าคนที่จ้าวเฉียนจ้าวมาจะกล้าลงมือลงไม้จริงๆ ทีแรกคิดว่าไอ้หนุ่มคนนี้แค่ขู่เท่านั้น ไหงถึงกล้าลงมือจริงๆ!?

ตอนที่273 ระดมพล

จ้าวฝู่หยิบกระดาษขึ้นมาแผ่นหนึ่งออกมา ก้มหน้าก้มตาเขียนอยู่พักหนึ่ง จากนั้นก็ยื่นให้ลูกชายของเขา

จ้าวเฉียนหยิบมาดูก็พบว่าเป็นชื่อของบริษัทแห่งหนึ่งกับรายชื่อใครบางคน

“พ่อ นี่คืออะไร?”

จ้าวเฉียนเอ่ยถามขึ้น

จ้าวฝู่ยิ้มตอบกลับไปว่า

“นี่คือชื่อบริษัทและคนที่ฉันตามหามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา ถ้าแกต้องการโค่นตระกูลหัว ก็ต้องสานสัมพันธ์กับคนพวกนี้เอาไว้”

จ้าวเฉียนเข้าใจได้ในทันทีว่า รายชื่อบริษัทพวกนี้เป็นบริษัทที่ติดต่อกับบริษัทของตระกูลหัว และรายชื่อแต่ละคนน่าจะเป็นระดับผู้จัดการชั้นสูง แถมยังมีบางคนสามารถไปมาหาสู่ตระกูลหัวได้แล้วด้วย

ตราบใดที่จ้าวเฉียนต้องการโค่นตระกูลหัว เขาจำเป็นต้องใช้งานบริษัทพวกนี้เริ่มโจมตีเพื่อตัดต้นน้ำ ถ้ารากฐานถูกทำลายจนหมดสิ้น รับประกันได้เลยว่าตระกูลหัวจะถูกทำลายแน่นอน

จ้าววฝู่ตั้งคาวมหวังไว้สูงมากกับลูกชายคนนี้ โดยหวังว่าเขาจะช่วยสานฝันทำความปรารถนาของคุณปู่ให้กลายเป็นจริงได้ ทั้งนี้ยังช่วยขยับขยายบารมีของจ้าวเฉียน เพื่อใช้ในการปกครองตระกูลจ้าวต่อไป

แน่นอนว่าจ้าวเฉียนเองย่อมเข้าใจความหมายของพ่อเขาด้วยเช่นกัน ยามนี้จึงตระหนักถึงความรับผิดชอบที่เพิ่มพูนขึ้นเป็นเท่าตัว หลังจากตามสืบและดำเนินการอย่างลับๆ มาถึงสองชั่วอายุคน ในที่สุดก็ถึงเวลาลงมือจริงแล้วในรุ่นของเขา

ในเวลานี้เอง อวีกุ้ยเฟิงก็เคาะประตูเรียกจากด้านนอก กล่าวเสียงดังแจ้งขึ้นว่า

“จ้าวเฉียน เสี่ยวเจียงกำลังตามหาลูกอยู่ ถ้าคุยธุระเสร็จแล้วไปหาเธอหน่อย”

“อ่อ เข้าใจแล้วครับ”

จ้าวเฉียนตะโกนตอบกลับไป

จ้าวฝู่ระเบิดหัวเราะลั่น กล่าวขึ้นว่า

“ไปดูก่อนเถอะว่าเธอเป็นอะไรรึเปล่า เรื่องตระกูลหัวช่างมันก่อนเถอะ พักหัวสมองบ้าง”

ถึงอย่างไร จ้าวเฉียนก็ขี้เกียจไปคุยกับหวานเจียงเช่นกัน เขาเบื่อหน่ายกับเธอพอแล้ว ดังนั้นเขาจึงตอบไปว่า

“ช่างเถอะพ่อ เอาเรื่องธุรกิจเป็นหลักดีกว่า”

แต่จ้าวฝู่กลับไม่เห็นด้วยกับความคิดนี้ โดยกล่าวติเตียนไปว่า

“ธุรกิจคือธุรกิจ ครอบครัวคือครอบครัว อย่าเอาสองเรื่องนี้มารวมกันสิ อีกอย่างตอนนี้แกก็รีบแต่งงานมีลูกได้แล้ว อาณาจักรธุรกิจของตระกูลจ้าวมันใหญ่กว่าที่แกคิดไว้มาก อย่างน้อยๆ แกต้องมีลูกสักห้าคน ไม่อย่างนั้นในอนาคตพวกแกดูแลกันไม่ไหวแน่นอน”

จ้าวเฉียนยิ้มแห้งกล่าวตอบไปว่า

“พ่อยังเห็นแค่ผิวเผินนะ นิสัยอย่างหวานเจียงเหรอจะยอมมีลูกตั้งห้าคน? นี่คิดจะให้พวกผมมีลูกกันหัวปีท้ายปีเลยเหรอ?”

จ้าวฝู่ไม่ค่อยเห็นด้วยกับคำพูดของจ้าวเฉียนอีกแล้ว และกล่าวตอบไปว่า

“แม่ของแกในตอนสาวๆ หนักกว่าเสี่ยวเจียงของแกในตอนนี้อีก ดังนั้นไม่ต้องห่วงหรอกน่า”

“อ้าว? แล้วทำไมพ่อกับแม่ถึงมีผมแค่คนเดียวล่ะ? ไหนว่าต้องมีอย่างน้อยห้าคน?”

จ้าวเฉียนสวนกลับด้วยคำถาม

จ้าวฝู่ถอนหายใจเฮือกหนึ่ง

“นี่คงเป็นโชคชะตา ปู่แกก็ตั้งความหวังอยากให้ฉันมีลูกสักห้าคน แต่ไม่ว่าจะพยายามยังไงก็เหลือแค่แก ส่วนพี่น้องพ่อคนอื่นๆ ก็มีลูกเป็นผู้หญิงกันหมด อย่างน้อยๆ ครอบครัวของเราตอนนี้ก็ต้องการแค่หลานชายที่จะมาสืบทอดธุรกิจสักสองสามคน ส่วนที่เหลือจะเป็นผู้หญิงก็ได้”

จ้าวเฉียนส่ายหัวพูดไม่ออกอยู่พักใหญ่ บอกลาพ่อของเขาและหันหลังเดินกลับห้องตัวเองไปทันที

หวานเจียงในตอนนี้กำลังกอดอกงอนจ้าวเฉียนอย่างหนัก พอเขาเดินกลับมาก็แยปากบ่นทันทีว่า

“นี่นายไม่สนใจฉันเลยจริงๆ เหรอ? ทิ้งฉันให้อยู่บ้านคนเดียวเกือบทั้งวัน ถ้าจะไปทำธุระอะไรก็พาฉันไปด้วยก็ได้หนิ? ฉันให้ความร่วมมือกับนายอยู่แล้ว แต่ไอ้ที่ออกไปไหนมาไหนคนเดียวมันหมายความว่ายังไงกัน?”

จ้าวเฉียนวางแผ่นกระดาษของจ้าวฝู่ไว้บนโต๊ะ และหันมายิ้มกล่าวว่า

“ถ้าจำไม่ผิด ฉันชวนเธอไปไหว้หลุมศพคุณย่าด้วยกันแล้วนะ แต่เธอเองไม่ใช่เหรอที่ปฏิเสธ? แล้วจะพูดว่าฉันไม่สนใจได้ยังไง?”

หวานเจียงกลอกตาใส่จ้าวเฉียน จากนั้นพลันเหลือบไปเห็นแผ่นกระดาษบนโต๊ะ จู่ๆ เธอก็สนใจขึ้นมา

ทว่าจ้าวเฉียนรีบคว้ากระดาษแผ่นนั้นกลับขึ้นมือทันทีและกล่าวว่าข

“เธออ่านไม่ได้ นี่เป็นความลับทางธุรกิจของครอบครัวฉัน”

หวานเจียงขดริมฝีปากบึ้งและกล่าวตอบไปว่า

“ก็เผื่อฉันจะช่วยอะไรนายได้บ้างไง เลยกะจะหยิบมาดู ว่าไงให้ฉันช่วยไหมล่ะ?”

จ้าวเฉียนไม่สนใจฟังเธอแม้แต่น้อย เนื้อหาในกระดาษแผ่นนี้ไม่ว่ายังไงก็ห้าให้คนนอกดูโดยเด็ดขาด พอคิดได้แบบนั้นเขาหก็หยิบมือถือออกมาและถ่ายรูปเก็บไว้ จากนั้นก็เผากระดาษแผ่นนั้นทันทีต่อหน้าต่อตาหวานเจียง

ซึ่งการกระทำแบบนี้ยิ่งทำให้หวานเจียงสนใจเข้าไปใหญ่ เธอเอ่ยถามขึ้นว่า

“นี่นายไม่เชื่อใจฉันขนาดนั้นเลยเหรอ? ถึงขนาดต้องเผาทำลายหลักฐานกันเลย? ไม่ต้องกังวลหรอกน่า ถึงฉันจะไม่ชอบขี้หน้านาย แต่ฉันเล่นอะไรก็มีขอบเขตนะ”

จ้าวเฉียนส่ายหัวกล่าวกับหวานเจียงพร้อมน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า

“วันหลังห้ามหยิบจับสิ่งของส่วนตัวของฉันเด็ดขาดหากไม่ได้รับอนุญาต เข้าใจไหม?”

หวานเจียงปั้นหน้าบึ้งไม่มีความสุขเลย ขณะที่กำลังจะปริปากระเบิดอารมณ์ใส่ ทันใดนั้นจ้าวฝู่ก็โทรสายหาจ้าวเฉียน

จ้าวเฉียนรับสายทันทีและเอ่ยถามขึ้นว่า

“ฮาโหลพ่อ ว่าไง?”

“แกรีบมาหาฉันเดี๋ยวนี้เลย! เกิดเรื่องใหญ่แล้ว!”

จ้าวฝู่ตะโกนลั่นพินิจดูแล้วกำลังทุกข์ร้อนใจอย่างหนัก

จ้าวเฉียนไม่กล้ารอช้า รีบวิ่งออกหาในบัดดล

“พ่อ! เกิดอะไรขึ้น!?”

จ้าวเฉียนเอ่ยถามทันทีด้วยความตื่นตูม

จ้าวฝู่กำหมัดแน่นเนื้อตัวสั่นเทาด้วยความโกรธจัด เขากล่าวขึ้นว่า

“พวกบอดี้การ์ดที่แกส่งไปเฝ้าหลุมศพคุณย่าโทรมารายงานว่า ตอนนี้หลุมศพถูกทุบเละ! แถมอีกฝ่ายยังทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้อีก มันคือหัวเซียงชาน! แกรีบไปสั่งสอนมันเดี๋ยวนี้!”

“อะไรนะ?!”

จ้าวเฉียนคำรามลั่น ก่อนจะจากไปตอนนั้นจ้าวเฉียนเคยบอกหัวเซินซวนไปแล้วว่า ถ้าจะมาแก้แค้นก็ให้เล่นตามเกมอย่างยุติธรรม อย่าแว้งกัดกัน แต่ใครจะไปคิดว่าตระกูลหัวจะทำเรื่องไร้ยางอายขนาดนี้ได้ลง!

จ้าวเฉียนในตอนนี้โกรธจัด วิ่งออกไปตะโกนลั่นคฤหาสน์

“ลุงหวัง! ลุงหวังอยู่ไหน!”

ลุงหวังที่จ้าวเฉียนเรียกไปชื่อหวังเจ๋อหัวหน้าพ่อบ้านสกุลจ้าว

“คุณชาย! เกิดอะไรขึ้นรึเปล่าครับ?”

หวังเจ๋อรีบวิ่งมาหาทันทีด้วยความตกใจ

“โทรระดมพลบอดี้การ์ดทั้งหมดมา แล้วโทรหาอาเปา อาอันบอกให้พวกเขาเรียกรปภ.จากบริษัทกับพวกลูกเรือจากท่าเรือมาให้หมด! รวมพลกันที่นี่ก่อนมืด!”

สุ้มเสียงตะโกนของจ้าวเฉียนทั้งดุดันและแกร่งกร้าวอย่างยิ่ง ทำเอาหวังเจ๋อหวาดผวาไปชั่วขณะ ก่อนจะได้สติพยักหน้าตอบและอาสาเป็นผู้นำโทรรายงานบรรดาญาติๆ ของจ้าวเฉียนให้ระดมพล

อวีกุ้ยเฟิงที่กำลังเตรียมงานเลี้ยงมื้อค่ำในห้องครัว พอได้ยินเสียงตะโกนของลูกชายก็พลันรู้ได้ทันทีว่า ต้องมีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น เธอจึงวางทุกอย่างในมือและวิ่งออกมาหาทันใด

หวานเจียงเองก็ได้ยินเสียวงตะโกนนี้เช่นกัน จึงรีบวิ่งออกมาดูอย่างรวดเร็ว

อวีกุ้ยเฟิงเอ่ยถามขึ้นว่า

“ลูกแม่ เกิดอะไรขึ้น?”

จ้าวเฉียนกรนเสียงเรียบตอบกลับไปว่า

“ไม่มีอะไรครับแม่ เข้าครัวไปทำอาหารต่อเถอะ”

“จะบ้าเหรอ! จู่ๆ ก็เรียกระดมพลใหญ่โตขนาดนี้ แล้วแม่ยังจะอยู่เฉยได้อีกเหรอ?”

อวีกุ้ยเฟิงเอ่ยท้วงด้วยความเป็นห่วง

ในเวลาเดียวกัน จ้าวฝู่ก็เดินออกมา เขากล่าวกับอวีกุ้ยเฟิงอย่างใจเย็นว่า

“อย่าไปจี้ถามลูกมากเลย เรื่องนี้ปล่อยให้ลูกของเราจัดการเถอะ และผมก็ไม่อนุญาตให้ใครเข้าไปแทรกแซงเด็ดขาด ฝากโทรไปบอกสำนักงานเขตด้วยว่า คืนนี้ตระกูลจ้าวจะเคลื่อนไหว พวกเขาคงฉลาดพอที่จะรู้ว่าควรทำยังไงต่อ”

อวีกุ้ยเฟิงเข้าใจได้ในทันที เรื่องนี้ต้องรุนแรงอย่างมากจนถึงขึ้นระดับภาครัฐ แต่ถึงอย่างไรตอนนี้เธอไม่เพียงแต่โกรธจ้าวเฉียนเท่านั้น แต่เธอยังโกรธจ้าวฝู่ด้วยที่ยังนิ่งเฉยกับเหตุการณ์ในขณะนี้

ถึงแบบนั้นเธอก็ไม่กล้าพูดอะไร และรับยกหูโทรแจ้งกับทางภาครัฐทุกระดับไว้ก่อนล่วงหน้า

จ้าวเฉียนยืนอยู่หน้าโถงใหญ่ไม่ขยับเขยื้อนใดๆ สีหน้าดูแค้นอาฆาตราวกับยักษ์ คู่มือกำหมัดแน่น หัวใจดั่งถูกมีดคมกรีดจะเลือดซิบ หากวันนี้ไม่คิดบัญชีกับตระกูลหัวให้สาสม เขาก็ไม่ขอเป็นคนสกุลจ้าวแล้ว!

และนี่เป็นครั้งแรกที่หวานเจียงได้เห็นจ้าวเฉียนเป็นแบบนี้ ก่อนหน้าที่ทั้งคู่ทะเลาะกัน ความโกรธของจ้าวเฉียนเป็นแค่เศษเสี้ยวของในตอนนี้ก็ว่าได้ แค่ดูจากสีหน้าก็รู้แล้วว่าจ้าวเฉียนแค้นอาฆาตขนาดไหน

เธอย่างเท้าก้าวออกไปหาอย่างแช่มช้า เดินเข้าไปกอดแขนของจ้าวเฉียนด้วยความอ่อนโยนและเอ่ยน้ำเสียงแผ่วเบาขึ้นว่า

“ใจเย็นๆ ก่อนนะ ทุกปัญหามีทางแก้เสมอจริงไหม?”

จ้าวเฉียนหันศีรษะชำเลืองมองหวานเจียงเล็กน้อย คลี่ยิ้มบางให้และกล่าวตอบไปว่า

“ไม่มีอะไรหรอก เธอกลับไปพักที่ห้องก่อนเถอะ”

ต่อหน้าจ้าวเฉียนในตอนนี้ เธอไม่กล้าแม้แต่จะขัดคำสั่งและพยักหน้าเดินหันหลังกลับเข้าห้อง ก่อนจะเปิดประตูเข้าห้อง เธอชะงักฝีเท้าอีกครั้งและหันมาพูดกับเขาเบาๆ ว่า

“ระวังตัวด้วยนะ”

หลังพูดจบ เธอก็เดินเข้าห้องไปโดยตรง

จ้าวเฉียนยังคงยื่นรออยู่แบบนั้นรอให้ทุกคนมาถึง

ตอนที่272 ความขับข้องใจระหว่างตระกูลจ้าวและตระกูลหัว

จ้าวเฉียนสังสัญญาณบอกให้พวกบอดี้การ์ดขึ้นรถทันที จากนั้นก็พาเซินซวนขึ้นรถตามไปด้วย ในเวลานี้เองจ้าวเฉียนก็ชักมีดออกจากคอหอยของอีกฝ่าย

หัวเซินซวนเอ่ยถามอย่างใจเย็น ยิ้มสู้เสือว่า

“ไอ้หนุ่ม รู้ไหมว่าตอนนี้แกกำลังทำอะไรอยู่? แล้วรู้หรือไม่ว่าจุดจบที่แกได้คืออะไร?”

จ้าวเฉียนส่ายหัวอย่างเฉยเมยและกล่าวตอบไปว่า

“ผมไม่เคยกังวลเรื่องอะไรพวกนี้อยู่แล้วครับ ดังนั้นคุณหัวก็ไม่ควรมานั่งกังวลแทนคนอื่นเขาแบบนี้ ผมว่ามันน่ารำคาญ”

หัวเซินซวนตอบกลับพร้อมใบหน้าที่แสนจริงจังว่า

“หึ! ฝีปากแกร่งกล้าดีหนิ! สักวันแกจะต้องเสียใจกับสิ่งที่ทำลงไป!”

จ้าวเฉียนไม่ต้องการลุมล่ามต่อปากต่อคำกับหัวเซินซวนอีกต่อไปแล้ว จึงได้แต่ปิดปากเงียบเป็นคำตอบ ทว่าพวกบอดี้การ์ดของเขากลับทนไม่ไหวแล้ว ที่ชายแก่คนนี้พูดจาหยาบคายกับคุณชายจ้าว

“นี่ตาแก่ พูดจาแบบนี้กับคุณชายจ้าวได้ยังไง!”

“ถูกต้อง! แกรู้ไหมว่าเขาคือใคร…”

“หยุดเดี๋ยวนี้!”

จ้าวเฉียนกล่าวขัดจังหวะในบัดดล

พวกบอดี้การ์ดเก็บปากเก็บเสียงลงอย่างรวดเร็ว และทุกคนรีบเบนศีรษะหันหน้าหนีออกจากรถ มองหน้าต่างข้างทางไป

เมื่อได้เห็นภาพฉากแบบนี้ ความประจับใจของหัวเซิงซานที่มีต่อจ้าวเฉียนก็ดูเหมือนจะดีขึ้นเล็กน้อย ไม่ว่าเด็กน้อยคนนี้จะเป็นใคร แต่เป็นที่แน่นอนว่า ภูมิหลังของเจ้าหนุ่มนี่ต้องไม่ใช่ธรรมดา ไม่อย่างนั้นคงไม่สามารถเอ่ยปากสั่งบอดี้การ์ดแบบนี้ได้

“ฮ่าฮ่า… เอาล่ะ พวกเรามาเปิดใจคุยกันสักหน่อยดีกว่านะ บอกมาเถอะว่าภูมิหลังของนายเป็นมายังไงกันแน่? คงต้องไม่ใช่ครอบครัวที่ประกอบธุรกิจธรรมดาทั่วไปแน่นอน แล้วทำไมถึงต้องปิดบังกันด้วย?”

หัวเซินซวนยิ้มกล่าว

จ้าวเฉียนระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น เอ่ยตอบไปว่า

“ฉันแค่ไม่อยากโดนตราหน้าว่า เป็นคนใหญ่คนโตที่ชอบกลั่นแกล้งพวกลูกปลาซิวปลาสร้อยน่ะ ไม่ใช่พวกพึ่งพาความแข็งแกร่งของตระกูลเพื่อจัดการเรื่องส่วนตัว เอาล่ะ พวกนายหยุดรถก่อน ปล่อยตัวคุณหัวลงไปได้แล้ว”

คนขับรถซึ่งเป็นบอดี้การ์ดอักคนพยักหน้าและจอดรถทิ้งไว้ข้างทางทันที หัวเซินซวนยิ้มก่อนจะเดินลงจากรถไป

จ้าวเฉียนเปิดกระจกหน้าต่างลงมาและตะโกนกล่าวไปว่า

“คุณหัว เรื่องความคับข้องใจระหว่างพวกเรา มีอะไรสามารถแก้ไขได้กันอย่างยุติธรรม อย่าใช้วิธีสกปรกลอบกัดกัน ไม่อย่างนั้นตระกูลหัวไม่เหลือซากแน่! นี่ผมถือว่าหวังดีเตือนคุณแล้วนะ! หลังจากนี้ก็อย่าหาว่าผมใจร้าย!”

หัวซานเซินหัวเราะคำโตและตอบกลับไปทันทีว่า

“พูดจาขี้โม้อวดอ้างดีหนิ! ไม่ต้องกังวลไป ฉันจะหาหลุมศพดีๆเอง แล้วหลุมศพนั่นต้องเป็นของฉันเช่นกัน! ในเมื่อฉันต้องการที่นั่นก็ไม่มีใครสามารถหยุดฉันได้! คิดจะทำลานตระกูลหัวของฉันอย่างงั้นเหรอ? ฝันไปเถอะ!”

หลังจากพูดจบหัวเซินซวนก็เดินกลับไปทางบ้านตระกูลหัวไป

จ้าวเฉียนโบกมือเชิงสัญญาณให้คนขับกลับบ้านไปต่อ

หัวเซินซวนเดินอยู่ข้างถนนเพียงไม่กี่นาที หัวเซียงชานก็พาคนกลุ่มหนึ่งตรงเข้ามารับ พอเห็นว่าคถณปู่กำลังเดินกลับมาก็รับขอให้คนรับใช้หยุดรถจอดรับทันที

“คุณปู่ ปลอดภัยดีใช่ไหมครับ?”

หัวเซินซานเอ่ยถามพร้อมท่าที่แสนประหม่า

หัวเซินซวนส่ายหัวตอบกลับไปว่า

“ไม่เป็นไร ฉันปลอดภัยดี พวกเรากลับกันเถอะ”

หัวเซียงชานไม่ต้องการจะกลับไปในเวลานี้ แต่พยายามพากลุ่มบอดี้การ์ดที่ติดตามมาด้วย ไล่ล่าตามจ้าวเฉียนให้ทัน

แต่ทว่าหัวเซินซวนกลับส่ายหัวหยุดไว้เสีย

“อย่าหุนหันพลันแล่นไป เราไม่ควรเคลื่อนไหวใดๆทั้งสิ้นจนกว่าจะทราบถึงตัวตนของอีกฝ่าย”

หัวเซินซวนส่ายหัวตอบกลับพร้อมใบหน้าแสนหน้ารังเกียจว่า

“คุณปู่ประเมินอีกฝ่ายสูงเกินไป จะมีสั่งกี่คนในหวานจิ้งที่กล้าต่อสู้กับพวกเราตระกูลหัว? วันนี้มันกล้าบุกมาถึงบ้านของเรา ทำตัวกร่างขนาดนี้ ทุกคนต่างเห็นชัดเจนว่ามันไม่กล้าพวกเราเลยแม้แต่น้อย ถ้าปล่อยเรื่องนี้ให้ลอยนวลไป วันหน้าตระกูลหัวของเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!”

หัวเซินซวนเงียบนิ่งไปครู่หนึ่ง ดูเหมือนว่าสิ่งที่หลานชายตัวเองกล่าวไปก็มีเหตุผลเช่นกัน ถึงแม้จะไม่รู้ว่าไอ้เด็กนั่นเป็นใครมาจากไหน แต่แน่นอนว่ามันต้องไม่ใช่คนจากตระกูลใหญ่ของเมืองหยานจิ้งแน่นอน เพราะเขาหรือแม้แต่พวกหลานๆก็ไม่มีใครคุ้นหน้าเลยสักคน ดังนั้นไม่มีอะไรจะต้องกลัวมันเลย

ดังนั้นหัวเซินซวนจึงพยักหน้าและตอบกลับไปว่า

“งั้นก็ไปเถอะ แต่ระวังตัวด้วย อย่าให้กลายมาเป็นเรื่องใหญ่ ทางที่ดีทำอะไรเงียบๆไว้ก่อน”

หัวเซยงชานคลี่ยิ้มกว้างในทันที ทุบอกไปทีหนึ่งเพิ่มเสริมความมั่นใจให้คุณปู่และกล่าวขึ้นว่า

“คุณปู่ไม่ต้องกังวลไปครับ ผมรู้ดีว่าตัวเองกำลังทำอะไรอยู่ ฉันจะแก้แค้นสิ่งที่มันทำกับคุณปู่ให้สาสม และเก็บงานไม่ให้เหลือหลักฐานเลย!”

พอได้รับอนุญาตจาทกคุณปู่ของเขา หัวเซียงชานก็ไม่สนอะไรอีกแล้ว และออกไล่ตามจ้าวเฉียนไปทันที

แต่จ้าวเฉียนฉีกระยะห่างไปไกลกว่าสองสามแยกใหญ่แล้ว ผนวกกับไฟแดงที่ต้องรอในแต่ละแยก ระยะทางยิ่งฉีกออกจากกัน ผลสุดท้ายพวกเขาจำต้องเลิกไล่ตามอย่างจนใจ

แต่หัวเซียงชานโกรธเกินกว่าจะหยุดอยู่แค่นี้ ดังนั้นเขาจึงไปเรียกหู่เปาซานมาและให้นำทางไปที่หลุมศพของคุณย่าของจ้าวเฉียน

หลานชายคนนี้ถูกเลี้ยงดูจนเสียคน ไร้ซึ่งบรรทัดฐานมารยาท สั่งให้พวกบอดี้การ์ดทุบป้ายหลุมศพและขุดโลงศพของคุณย่าจ้าวเฉียนออกมาโยนทิ้งโดยตรง

หู่เปาซานรีบหยุดอีกฝ่ายทันทีและกล่าวขึ้นว่า

“คุณชายหัว เราไม่ควรทำเรื่องผิดประเพณีแบบนี้นะครับ สุดท้ายแล้วอีกฝ่ายเป็นเพียงคนตาย เราไม่ควรทำตัวหยาบคายแบบนี้”

หัวเซียงชานระเบิดหัวเราะเสียงดังและตอบกลับไปว่า

“คุณหู่ คุณนี่มันใจเสาะเกินไปนะ ฉันไม่เคยกลัวใครและไม่จำเป็นต้องกลัวอะไร! พวกนาย! ทำลายอย่าให้เหลือ!”

จากนั้นพวกบอดี้การ์ดก็หยิบค้อนขนาดใหญ่หวดเข้าใส่ป้ายหินหลุมศพของคุณย่าจ้าวเฉียนอย่างแรงจะแตกละเอียด

ภายในใจลึกๆของหู่เปาซานได้แต่กรนด่าสาปแช่งการกระทำของหัวเซียงชาน เขาทนกับพฤตกรรมแบบนี้ไม่ได้จริงๆ แต่ทำอะไรไม่ได้นอกจากหลับตาไม่มองจนอีกฝ่ายทุบเสร็จสิ้น

หัวเซียนซานยังจงใจทิ้งเบอร์โทรศัพท์ไว้บนที่เกิดเหตุ เพื่อระบุอย่างชัดเจนว่า นี่เป็นฝีมือของหัวเซียนซาน

หลังจากจ้าวเฉียนกลับถึงบ้าน เขาพลันกังวลว่าพวกตระกูลหัวจะวกกลับมาทำลายหลุมศพคุณย่า ดังนั้นเขาจึงสั่งการให้บอดี้การ์ดทั้งสิบคนออกไปเฝ้าสุสานทันที

“พวกนายทั้งสิบคน แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม ช่วยกันเฝ้าสุสานไม่ให้ใครเข้ามารุกล้ำไปได้โดยเด็ดขาด ฉันจะให้ค่าแรงวันละหนึ่งพันหยวน ตกลงไหม?”

ทั้งสิบคนพยักหน้ารับคำสั่งทันที

จ้าวเฉียนพยักหน้าตอบและจัดแจงแบ่งกลุ่มให้พวกเขา รวมไปถึงจัดแจงอุปกรณ์กางเต้นท์ ก่อนจะกระจายตัวออกไป

จ้าวเฉียนเดินเข้าคฤหาสน์มาหาพ่อของเขา

จ้าวฝู่ที่เห็นว่าลูกชายตัวเองกลับมาแล้ว ก็รีบวิ่งไปถามทันทีว่าเกิดอะไรขึ้น

“เป็นยังไงบ้าง? อีกฝ่ายมันเป็นใครกัน?”

“ตระกูลหัว”

จ้าวเฉียนกล่าวตอบน้ำเสียงเย็น

จ้าวฝู่เผยสีหน้าแสนดูถูกออกมาในบัดดล เขายิ้มและกล่าวต่อว่า

“สมแล้วที่เป็นตระกูลรนักเลงเก่า ทำอะไรไร้มารยาทสิ้นดี! แล้วมันพูดอะไรกับแกบ้าง?”

จ้าวเฉียนเผยรอยยิ้มแสนดูถูกออกมาเช่นกัน และตอบกลับไปว่า

“ทัศนคติของพวกมันค่อนข้างแข็งกระด้างมาก แถมยังขู่ใช้ความรุนแรงอีก ดีที่ผมคว้าหัวเซินซวงเป็นตัวประกันไว้ได้และหนีออกมาก่อน ผมคิดว่า เรื่องนี้ไม่จบลงง่ายๆแน่นอน”

จ้าวฝู่ระเบิดหัวเราะลั่น อันที่จริงเขาเองก็ต้องการกำจัดตระกูลหัวไปนานแล้ว ในสมัยที่หัวเซียงตงย้ายจากเมืองตงไห่มายังเมืองหยานจิ้ง มันก็พยายามเข้ามายึดธุรกิจท่าเรือของตระกูลจ้าวเฉียนเช่นกัน แต่ตอนนั้น คุณปู่ของจ้าวเฉียนได้ส่งลูกเรือกว่า500นายไปปิดล้อมโกดังสินค้าของตระกูลหัวไว้เป็นเวลาสามวันสามคืน ก่อนที่หัวเซียงตงจะหนีหัวซุกหัวซุนออกไป

ต่อมาหัวเซียงตงอาศัยเส้นสายที่มีร่วมมือกับบริษัทเล็กๆแห่งนี้ที่ดูแลท่าเรือหลายจุดตามเมืองข้างเคือง ก่อนจะได้ขึ้นมาครองอำนาจใหญ่ในเวลาต่อมา

หลายทศวรรษที่ผ่านมา เว้นเสียแต่ธุรกิจการท่าเรือของภาครัฐ ธุรกิจการท่าเรือที่เหลือโดยส่วนใหญ่ถูกแบ่งเป็นของสองตระกูลได้แก่ ท่าเรือของตระกูลจ้าว และท่าเรือของตระกูลหัว

อย่างไรก็ตาม กลยุทธ์การเดินหมากของตระกูลจ้าวกับตระกูลหัวแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ของฝ่ายตระกูลหัวมักทำอะไรโจ่งแจ้ง ราวกับกลัวว่าคนอื่นจะไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนแซ่หัว

ส่วนคนตระกูลจ้าวโดยส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเปิดเผยตัวตนเท่าไหร่เวลาลงมาทำสิ่งต่างๆ

และแน่นอนว่า ช่องว่างความแข็งแกร่งระหว่างสองตระกูลก็ค่อนข้างห่างชั้นกันมาก

ไม่ว่าตระกูลหัวจะแข็งแกร่งเพียงใด แต่พวกเขาก็เป็นใหญ่แค่ในไม่กี่อุตสาหกรรม กล่าวได้ว่าเป็นเพียงตระกูลเล็กๆเท่านั้น

ซึ่งแตกต่างจากตระกูลจ้าวโดยสิ้นเชิง แค่บริษัทในเครือของจ้าวฝู่ก็สามารถเอาชนะตระกูลหัวได้ขาดลอยแล้ว นี่ยังไม่รวมถึงบริษัทของบรรดาญาติพี่น้องของตระกูลจ้าว หากนำมามัดรวมกันจะกลายเป็นอาณาจักรธุรกิจที่ยิ่งใหญ่และน่าสะพรึงกลัวอย่างยิ่ง

และเพราะแบบนี้เอง ตระกูลจ้าวจึงไม่ค่อยชอบเปิดเผยตัวตนสู่สาณารณะชนเท่าไหร่นัก

จึงไม่แปลกที่ตระกูลหัวและตระกูลอื่นๆจึงไม่ค่อยรับรู้ถึงการมีอยู่ของตระกูลจ้าว พวกเขารู้จักแค่บริษัทท่าเรือของตระกูลจ้าวเท่านั้น

จ้าวหรงหรือคุณปู่ของจ้าวเฉียน ดำเนินธุรกิจการท่าเรือมาโดยตลอด เพิ่งจะเป็นยุคของจ้าวฝู่ที่ขยับขยายไปยังอุตสหกรรมอื่นๆ ดังนั้นผู้คนโดยส่วนใหญ่จึงรู้จตักตระกูลจ้าวแค่ผิวเผินเท่านั้น

ความปรารถนาตลอดมาของจ้าวหรงคือ การผนวกรวมธุรกิจท่าเรือของทั้งฝ่ายตระกูลจ้าวและฝ่ายตระกูลหัวให้มารวมกันเป็นหนึ่ง แต่น่าเสียดายที่จ้าวหรงป่วยเป็นโรคหลอดเลือดใสสมองตีบ ส่งผลทำให้สุภาพของเขาแย่ลงอย่างรวดเร็ว และจำต้องฝังความปรารถนานี้ลงไปใต้ก้นบึ้งของจิตใจ

ทว่าอย่างไร จ้าวฝู่ทราบดีถึงความปรารถนานี้ของคุณพ่อเขาโดยตลอด ซึ่งหลายสิบปีที่ผ่านมานี้ เขาเองก็พยายามหาโอหาสผนวกธุรกิจท่าเรือของตระกูลหัวเข้ามาร่วมกับตระกูลจ้าว และยังแอบดำเนินแผนการอย่างลับๆมาโดยตลอด แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จสักที

ปัจจุบัน ตระกูลหัวมายั่วยุถึงหน้าประตูบ้านแบบนี้ นี่มันก็มากเพียงพอแล้วที่ตระกูลจ้าวจะหาเหตุผลมาทำลายตระกูลหัวให้สิ้นซาก

ตอนที่270 ลงมือ

หู่เปาซานกรนด่าสาปแช่งจ้าวเฉียนทันควัน

“ไอ้หนู นี่แกไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองกำลังอยู่ที่ไหน แถมยังกล้าพูดจาน่ารังเกียจแบบนี้กับคุณหัวเขาอีก! พ่อแม่ไม่สั่งสอนเลยรึไง!”

หู่เปาซวนเป็นเพียงซินแส่ที่ถูกเชิญมาเท่านั้น ในสายตาของจ้าวเฉียน อีกฝ่ายไม่มีสิทธิ์ชี้หน้าด่าเขาแบบนี้ จึงโต้สวนกลับไปทันที

“แล้วแกคิดว่าตัวเองเป็นใคร! ถึงกล้าขึ้นเสียงต่อหน้าฉันกับคุณหัวแบบนี้!? ถ้าทำตัวไม่มีประโยชน์ก็ไสหัวไปซะ!”

หู่เปาซานอับอายอย่างยิ่งที่โดนเด็กถอนหงอกกลับแบบนี้ แต่ถึงอย่างไรเขาก็มั่นใจอย่างยิ่งว่า ตระกูลหัวจะต้องปกป้องเขาแน่นอน ดังนั้นเขาจึงโต้กลับทันควัน

“ไอ้เด็กเวรไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง! แก…”

“คุณหู่ ออกไปก่อน!”

หัวเซินซวนตะคอกอย่างเย็นชา

หู่เปาซานหุบปากลงทันใด กลืนคำพูดก่อนหน้าทั้งหมดลงคอ พอเห็นสีหน้าอันมืดทมิฬของหัวเซินซวน เขาก็ไม่กล้าขัดคำสั่งใดๆอีกต่อไป

“เข้าใจแล้วครับ ถ้าเกิดเรื่องอะไรขึ้นให้รีบเรียกผมได้เลย ผมจะจัดการไอ้เด็กเวรนี่เอง!”

หู่เปาซวนกล่าววาจานอบน้อม

หัวเซินซวนพยักหน้าและหันไปไล่พวกบอดี้การ์ดให้ออกไปอีกครั้ง ตอนนี้เหลือเพียงเขากับจ้าวเฉียนกันสองต่อสอง

หัวเซินซวนจับจ้องไปที่จ้าวเฉียน คลี่ยิ้มบางสักครู่แล้วกล่าวขึ้นว่า

“เป็นเวลานานแล้วจริงๆที่ไม่ได้พบเจอกับเด็กหนุ่มใจกล้าปานนี้ เห็นตัวนายในวันนี้พลันให้ฉันนึกถึงเงาตัวเองในวัยเด็ก ครอบครัวของนายทำอะไรกันแน่เจ้าหนู? ถึงสามารถเพาะเลี้ยงต้นกล้าที่โดดเด่นแบบนี้ขึ้นมาได้?”

ตั้งแต่ที่จ้าวเฉียนถูกละเห็ดออกมาใช้ชีวิตคนเดียวกว่าห้าปี นั่นก็ทำให้เขาไม่ต้องการใช้ความร่ำรวยข่มเหงคนอื่นอีกเลย และจะพยายามแก้ไขปัญหาด้วยความสามารถของตัวเอง

ดังนั้นจ้าวเฉียนจึงตอบกลับไปว่า

“เมื่อเทียบกับตระกูลหัว อุตสาหกรรมธุรกิจของผมก็ไม่ควรเอ่ยถึงเลย อย่างไรก็ตามแต่ ผมเชื่อว่าถ้าเป็นตัวคุณเองก็คงไม่อยากย้ายหลุมศพของบรรพบุรุษไปเฉยๆจริงไหมครับ?”

หัวเซินซวนยิ้มและตอบกลับไปว่า

“ที่พูดไปก็มีเหตุผล แต่ฉันเองก็คาดหวังว่า น้องชายก็น่าจะมีความคิดแบบผู้ใหญ่ คุยกันด้วยเหตุผลและยุติธรรม ฉันไม่เคยขี้เหนียวกับใครอยู่แล้ว ห้าสิบล้านหยวนแลกกับหลุมศพตระกูลน้องชาย ว่าไง?”

หัวเซินซวนคิดว่าตัวเองสามารถมองผ่านอ่านสถานการณ์ออกโดยชัดแจ้ง จ้าวเฉียนเป็นแค่เด็กหนุ่มหัวรั้นคนหนึ่งเท่านั้น

แต่จ้าวเฉียนโต้กลับไปทันที

“คุณเองก็ทราบดีถึงเหตุผลว่าทำไมผมถึงไม่ขาย ตอนนี้คิดจะใช้ความเป็นใหญ่บีบบังคับกันอย่างนั้นเหรอครับ?”

สีหน้าของหัวเซินซวนเปลี่ยนไปในทันใด นัยน์ตาดีดำขลับลึกล้ำซ่อแววจิตสังหารออกมาอย่างรุนแรง ราวกับสัตว์ร้ายกำลังจับจ้องเหยื่อ

ในฐานะผู้ใหญ่วัยชราที่ผ่านประสบการณ์ทางโลกมาแล้วนับไม่ถ้วน หากกับแค่เด็กอายุไม่ถึง30ยังเอาชนะไม่ได้ เขาเองก็ขอตายดีกว่า

มีเพียงไม่กี่คนในเมืองหยานจิ้งที่เขาไม่กล้าล่วงเกิน ซึ่งคนเหล่านั้นล้วนมีอายุรุ่นเดียวกับเขาหมด แต่ไอ้เด็กเหลือขอนี่กลับน่ารังเกียจจริงๆ มันกล้าทำตัวหยาบคายใส่เขา!

หัวเซินซวนขู่กลับไปว่า

“ดูเหมือนว่า ไม้อ่อนจะใช้ไม่ได้ผล ไอ้หนุ่ม อยากให้ฉันใช้ไม้แข็งกับแกจริงๆเหรอ!? ได้สิ! พวกแก! เข้ามา!!”

บรรดาบอดี้การ์ดได้ยินเสียงเรียกดังลั่นจากภายในห้อง พวกเขาวิ่งกรูกันมาโดยเร็ว

“นายท่าน มีอะไรให้รับใช้ครับ”

หัวเซินซวนชี้ไปที่จ้าวเฉียนและสั่งการไปว่า

“ไอ้เด็กนี่มันไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง ไปสั่งสอนมันให้เชื่องสักหน่อย!”

“รับทราบ!”

บอดี้การ์ดตะโกนส่งเสียงตอบ และวิ่งเข้าปราบปรามจ้าวเฉียนทันที

จ้าวเฉียนที่เห็นแบบนั้นพลันคลี่ยิ้มอย่างใจเย็นกล่าวว่า

“คุณหัว แน่ใจแล้วเหรอครับว่าต้องการแบบนี้?”

หัวเซินซวนระเบิดหัวเราะกล้าวตอบไปว่า

“ทำไม? มีอะไรที่ฉันต้องกลัวงั้นเหรอ?”

จ้าวดฉียนหัวเราะและกล่าวอธิบายไปว่า

“นี่คุณคิดว่าผมกล้ามาเพียงลำพังงั้นเหรอ? นี่ถึงขนาดเดินเข้ารังตระกูลหัวเลยนะ ถ้าวันนี้เกิดอะไรขึ้นกับผมจริงๆ วันข้างหน้าตระกูลหัวชะตราขาดแน่นอน!”

พอได้ยินแบบนั้นหัวเซินซวนยิ่งระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น เขากล่าวตอบไปว่า

“ฮ่าฮ่า…ช่างเป็นเด็กน้อยที่หยิ่งผยองอะไรแบบนี้ นี่เป็นครั้งแรกเลยนะที่ฉันได้พบกันเด็กหนุ่มใจกล้าบ้าบิ่นแบบแก! ถ้าอย่างนั้นฉันเองก็อยากรู้เช่นกัน ว่าที่พูดไปมันดังแต่เสียงรึเปล่า!”

การป้องกันที่ดีที่สุดคือการโจมตี

นี่คือสิ่งแรกที่แวบเข้ามาภายในหัวจ้าวเฉียน เขาวิ่งไปคว้ามีดปลอกผลไม้บนโต๊ะและชิงพุ่งเข้าไปล็อกตัวหัวเซินซวน ยกมีดจี้คอหอยอย่างรวดเร็ว ภาพฉากทั้งหมดเกิดขึ้นเพียงเสี้ยววินาที ทุกคนต่างไม่ทันตอบสนอง พวกบอดี้การณ์สายเกินไปที่จะหยุดยั้งแล้ว

“นี่แกกำลังทำอะไร! ปล่อยนายท่านเดี๋ยวนี้!”

“บัดซบ! แกรนหาที่ตายแล้ว! ปล่อยนายท่านเร็วเข้า!”

…….

บรรดาบอดี้การ์เอ่ยปากข่มขู่จ้าวเฉียนต่างๆนาๆ แต่ในเวลาเดียวกัน จ้าวเฉียนเองก็ไม่สามารถปล่อยหัวเซินซวนได้อยู่ดี

จ้าวเฉียนยิ้มกล่าวขึ้นว่า

“ฉันกลัวจังแหะ ถ้ายังกล้าข่มขู่กันแบบนี้ บางที…มือฉันอาจจะลั่นปักคอหอยคุณหัวก็ได้นะ อย่าทำให้ตกใจเลยดีกว่า”

หัวเซินซวนตอนนี้ทั้งตื่นตระหนกและประหม่าสุดขีด เขาพยายามใจดีสู้เสือ ฝืนยิ้มกล่าวขึ้นว่า

“นี่แกกำลังเล่นกับไฟนะเจ้าหนู! ไม่มีใครกล้าเอามีดจ่อคอหัวเซินซวนแห่งตระกูลหัวเลยสักคน แล้วคิดว่าหลังจากนี้ตัวแกยังจะมีชีวิตรอดอยู่ไหม?”

จ้าวเฉียนคลี่ยิ้มอย่างเย้ยหยัน

“ตอนนี้ต้องเอาตัวรอดหน้างานไปก่อน คลื่นกระทบหลังจากนี้ค่อยว่ากัน ตรรกะง่ายๆคุณหัวไม่เข้าใจเหรอครับ?”

หัวเซินซวนแสยะยิ้มแสนเจ้าเล่ห์กล่าวตอบไปว่า

“ฮ่าฮ่า…ที่แท้แกเองก็กำลังกลัวอยู่จริงๆ คิดว่าจับฉันเป็นตัวประกันแบบนี้จะทำให้ออกไปได้อย่างปลอดภัยรึไง? เปล่าเลย! นายมาร่วมมือกับฉันดีกว่า ต่างคนต่างถอยหลังคนละก้าว ว่าไง? ขืนปล่อยไปแบบนี้แกจบไม่สวยแน่นอน!”

จ้าวเฉียนไม่อยากฟังเรื่องไร้สาระของหมอนี่อีกแล้ว เพียงผลักร่างของเขาออกไปจากประตู เดินตรงไปยังห้องโถงใหญ่

“นี่แก! ปล่อยนายท่านเดี๋ยวนี้!”

“แกรนหาที่ตายแล้ว ปล่อยเขาออกมาเร็ว!”

หู่เปาซวนและครอบครัวตระกูลหัวที่เดห็นแบบนั้นก็ตกใจอย่างมากจนทำอะไรไม่ถูก

หัวเซียงซิ่วและคนอื่นๆที่เห็นว่า คุณปู่กำลังถูกจ้าวเฉียนลักพาตัวไปก็ระเบิดลงทันใด

หัวเซียงซิ่วชี้หน้าด่าจ้าวเฉียนไปว่า

“ไอ้สารเลว! แกรนหาที่ตายแล้ว! กล้าทำแบบนี้กับคุณปู่ได้ยังไง! ถ้ากล้าทำร้ายเขาแม้แต่น้อย ฉันจะฆ่าแก!”

พี่ชายของหัวเซียงซิ่ว หัวเซียงซางยิ่งเดือดจัด ตะโกนสาปแช่งเสียงดังลั่นฃ

“ไอ้บัดซบ! กล้าสร้างปัญหาถึงในบ้านฉันเลยเหรอ!? ปล่อยคุณปู่เดี๋ยวนี้ ถ้ายอมฟังแต่โดยดีกูจะละเว้นชีวิจมึง แต่ถ้าไม่จุดจบของมึงไม่สวยแน่! กูจะตามล่าไปยันโคตรตระกูลมึง!”

รวมไปถึงพวกญาตพี่น้องต่างๆของหัวเซียงซิ่วก็ข่มขู่จ้าวเฉียนให้ปล่อยตัวอีกฝ่ายเดี๋ยวนี้ มิฉะนั้นเตรียมตัวตายอย่างน่าสยดสยองได้เลย

หัวเซียงตง ซึ่งเป็นพ่อของหัวเซินซวน หรือก็คือชายชราไม้ใกล้ฝั่งที่กำลังจะตายแล้ว ในอดีตเขาเคยเป็นหัวหน้าแก๊งใต้ดิน ยกพวกพามาจากบ้านเกิดและเข้ามาวางรากฐานในเมืองตงไห่ในตอนนั้น

แต่เนื่องจากเขามีศัตรูมากเกินไปในเมืองตงไห่ ดังนั้นหัวเซียงตงจึงจำต้องย้ายถิ่นฐานมายที่หวานจิ้งแทน แม้ว่าแก๊งตระกูลหัวจะสลายไปนานแล้วก็ตาม แต่อุปลักษณ์นิสัยของพวกเขายังคงเดิมไม่เปลี่ยนแปลง ถ้าเกิดเรื่องขึ้นก็ใช้กำลังเพื่อขจัดปัญหา

อย่างเช่นก่อนหน้าที่หัวเซินซวนเรียกบอดี้การ์ดใสสั่งสอนจ้าวเฉียนก็เช่นกัน

กล่าวได้ว่า กำปั้นคือรากฐานของบรรพบุรุษตระกูลหัว ดังนั้นการใช้กำลังภายในบ้านจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร

แม้จ้าวเฉียนจะไม่ค่อยรู้เรื่องตระกูลหัวมากนัก แต่เขาก็มั่นใจว่า ตระกูลจ้าวของเขาสามารถบดขยี้ตระกูลหัวได้ภายในไม่กี่อึดใจ ดังนั้นเขาจึงไม่กลัวที่จะล้ำเส้นตระกูลหัวเลย

หากทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยความสามารถตัวเองได้ จ้าวเฉียนก็ยินดีที่จะเลือกทางนั้น แต่ตอนนี้มันเกินขีดจำกัดตรงนั้นมาไกลแล้ว ในเมื่ออีกฝ่ายเปิดฉากใช้กำลังก่อน จ้าวเฉียนเองก็ไม่มีทางเลือกแล้วเช่นกัน

ภัยคุกคสามจากพวกคนตระกูลหัว ก็ไม่ต่างอะไรกับการผายลมใส่จ้าวเฉียน และเขาไม่กลัวแม้แต่น้อย

ตอนที่271 คุกเข่าขอความเมตตา

จ้าวเฉียนยิ้มและหันไปกล่าวกับพวกตระกูลหัวว่า

“อย่าขู่ให้ผมกลัวเลยดีกว่าครับ! ก็น่าจะเห็นแล้วไม่ใช่เหรอ? เวลาผมกลัวขึ้นมา มือไม้ผมจะสั่นไม่หยุด ดีไม่ดีมีดในมืออาจพุ่งไปปักคอหอยของตาแก่นี่ได้ ถ้าเกิดอะไรขึ้นจริงๆ ทั้งหมดเป็นความผิดของพวกคุณ!”

หลังจากพูดจบจ้าวเฉียนก็แสร้งทำเป็นมือไม้สั่นจงใจขู่ ซึ่งนี่ทำให้ทุกคนต่างตื่นตกใจอย่างยิ่ง และกลัวว่าอีกฝ่ายจะตัดคอหัวเซินซวนไปจริงๆ ถ้าเรื่องมันพัฒนาไปถึงจุดนั้นจะไม่มีใครรับมือกับผลที่ตามมาได้ไหวแน่นอน

หัวเซียงชางรับตะโกนขึ้นว่า

“หัวหมอนักนะ! กูจะเตือนอะไรมึงอย่าง ตอนนี้มึงก็ไม่ต่างอะไรจากศพเดินได้! ดังนั้นรีบปล่อยคุณปู่ไปซะก่อนที่จะได้ตายจริงๆ! ถ้ารีบปล่อยตั้งแต่ตอนนี้ ฉันจะให้เวลาแกหนึ่งคืน หนีไปให้ไกลที่สุดเท่าที่ทำได้! ว่ายังไง นี่กูเมตตากับมึงมากแล้ว!”

จ้าวเฉียนระเบิดหัวเราะเยาะลั่นกล่าวตอบไปว่า

“ผมไม่ใช่เด็กสามขวบ โกหกไม่เนียนเลยนะครับ แต่ถ้าอยากให้ผมปล่อยตัวเขาไปจริงๆ ก็ถอยออกไปเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นเตรียมไปเยี่ยมเขาที่โรงพยาบาลได้เลย!”

หลังจากพูดจบ จ้าวเฉียนก็กระชับมีดแน่นเพิ่มแรงกดลงไปบนคอหอยอีกฝ่ายเล็กน้อย ซึ่งอย่ามองว่านี่เป็นมีดปลอกผลไม้ทั่วไป แต่มันเป็นมีดพับเดินป่าที่คมอย่างยิ่ง ถ้าจ้าวเฉียนออกแรงปาดไปสักที มีหวังเลือดสาดกระเซ็นไปทั่วห้องโถงอย่างไม่ต้องสงสัย

หัวเซินซวนยามนี้ตื่นตระหนักจริงๆแล้ว เริ่มสัมผัสได้ถึงความแสบสันที่ลำคอคล้ายว่าคมมีดเฉียดเข้าเนื้อคอเข้ามาทีละนิด เมื่อรู้สึกดังนั้นจึงรีบเปล่งเสียงบอกทุกคนว่าให้ถอยไปเดี๋ยวนี้

ยังคงซะสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือชีวิต ส่วนเรื่องปัญหาค่อยๆ แก้ไปได้ในอนาคต ดังนั้นหัวเซินซวนจึงตะโกนต่อทันทีว่า

“พวกแกออกไปจากที่นี่! และถ้าไม่ได้รับอนุญาตห้ามเข้ามาอีกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นทุกคนจะถูกลงโทษตามกฎตระกูล โดนโบยห้าสิบไม้!”

ตระกูลใหญ่ที่ถือกำเนิดมาจากโลกใต้ดินย่อมมีกฎเกณฑ์การลงโทษอันโหดร้ายซ่อนแฝงคงอยู่

ทุกคนไม่มีใครกล้าขัดคำสั่งของหัวเซินซวนแม้สักนิด และรีบเดินจากออกไป

จ้าวเฉียนคลี่ยิ้มกล่าวขึ้นว่า

“คุณหัวยังคงฉลาดหัวไวที่สุด รู้ดีว่าอะไรคือสิ่งสำคัญ ไม่ต้องกังวลไปครับ บอกให้เขาออกไปไกลๆ ส่วนผมจะเดินออกไปขึ้นรถ ตราบใดที่ผมขึ้นรถแล้ว ผมจะปล่อยคุณไปแน่นอน และขอสัญญาเลยว่าจะไม่ทำร้ายร่างกายคุณแม้แต่น้อย”

หัวเซินซวนพ่นลมหายใจไอเย็นสะท้านออกมา กรนเสียงตอบไปว่า

“แกลองทำอันตราบฉันดูสิ! ไปได้แล้ว!”

ดั่งที่กล่าวไป จ้าวเฉียนจับหัวเซินซวนเป็นตัวประกันและเดินจากออกไปท่ามกลางทุกสายตาของคนตระกูลหัว

หัวเซินซวนแยปากกล่าวขณะเดินออกไปว่า

“ไอ้หนุ่ม แกแซ่อะไรกันแน่? ทำไมถึงกล้าสร้างปัญหาให้พวกเราขนาดนี้?”

จ้าวเฉียนหัวเราะเสียงหนึ่ง เอ่ยตอบไปตามตรงว่า

“พูดตามตรงนะครับ สถานะของครอบครัวคุณมีคุณสมบัติไม่เพียงพอที่จะเป็นศัตรูกับครอบครัวผมเลยด้วยซ้ำ พูดได้แค่ว่า ผมไม่จำเป็นต้องพึ่งพาความยิ่งใหญ่ของครอบครัวตัวเอง ก็สามารถโค่นล้มพวกคุณสบาย”

หัวเซินซวนหัวเราะเช่นกันและตอบกลับไปว่า

“น้ำเสียงฟังดูอวดดีจังนะ แต่ที่พูดไปทั้งหมด มันไม่ประเมินตัวเองสูงเกินไปหน่อยเหรอ? เด็กตัวน้อยอย่างแกจะไปทำอะไรฉันได้!”

จ้าวเฉียนไม่พูดไม่ตอบใดๆ และลากหัวเซินซวนออกไปจากประตู

ไม่นานทั้งสองก็เดินมาถึงประตูหน้าคฤหาสน์ พอพวกบอดี้การ์ดของฝ่ายจ้าวเฉียนเห็นภาพฉากแบบนี้เข้า แต่ละคนรีบวิ่งเข้ามาถามไถ่ทันทีด้วยความเป็นห่วงว่า

“ไอ้พวกคนที่เพิ่งเดินออกมามันทำอะไรคุณชายไหมครับ? บัดซบ! ผมจะโทรเรียกกำลังเสริมมาเดี๋ยวนี้แหละครับ!”

“คุณชายขึ้นรถไปก่อนนะครับ ที่นี่ปล่อยให้พวกเราจัดการต่อเอง!”

……….

บอดี้การ์ดของฝ่ายจ้าวเฉียนหัวเสียและหงุดหงิดอย่างยิ่ง พวกเขาต้องการที่จะสั่งสอนบทเรียนให้แก่บ้านสกุลหัวสักหน่อย

แต่จ้าวเฉียนรีบหยุดพวกเขาทันทีโดยกล่าวว่า

“ไม่จำเป็น เรื่องความขับข้องใจระหว่างฉันกับตระกูลหัว ปล่อยให้ฉันจัดการด้วยตนเอง”

บอดี้การ์ดที่ได้ยินแบบนั้นก็วางมือถือลงทันที และพยักหน้ารับคำสั่งแต่โดยดี

จ้าวเฉียนยิ้มและพูดกับหัวเซินซวนว่า

“คุณหัว ขอบคุณนะครับที่ออกมาส่ง อย่างไรก็ตาม เพื่อให้พวกเราออกไปโดยสวัสดิภาพ ผมต้องรบกวนให้คุณขึ้นรถมาด้วยกัน”

หัวเซินซวนชะงักค้างไปในทันใดที่ได้ยิน ไหนว่าตราบใดที่จ้าวเฉียนขึ้นรถไปแล้วจะปล่อยไง? นี่หลอกกันอย่างงั้นเหรอ?

ดังนั้นเขาจึงปกฏิเสธกลับไปทันทีว่า

“ไม่! ฉันจะไม่ออกไปไหนกับแกทั้งนั้น! นี่แกยังเป็นผู้ชายอยู่รึเปล่า! หัดรักษาสัจจะบ้าง! ไหนสัญญากันว่าจะปล่อยฉันไปเมื่อมาถึงรถแล้ว หลังจากนี้ก็อย่าเสียใจแล้วกัน!”

จ้าวเฉียนยิ้มและตอบกลับไปว่า

“แล้วจะให้ผมปล่อยตัวคุณไปเฉยๆ ได้ยังไง? บรรดาหลานๆ ของคุณโหดเหี้ยมซะขนาดนั้น ถ้าปล่อยไปแล้ว พวกนั้นขับรถไล่ล่าตามมาจะทำยังไง? เอาล่ะ ขึ้นรถไปพร้อมกับผม ขับออกไปสักสองสามกิโลแล้วผมจะปล่อยคุณทิ้งไว้ข้างทาง ตกลงไหม?”

สิ้นเสียงจ้าวเฉียน เขาก็กดคมมีดลงบนคอหอยของหัวเซินซวนอีกครั้ง ตอนนี้หัวเซินซวนไม่ต่างอะไรกับปลาบนเขียงที่ทำอะไรไม่ได้นอกจากพยักหน้าตอบตกลงไป

“ได้! ได้! แต่หวังว่าครั้งนี้แกจะรักษาสัญญา!”

จ้าวเฉียนตบหน้าอกตัวเองทีหนึ่งและกล่าวด้วยความมั่นใจว่า

“ผมขอสาบานเลย! แต่สิ่งหนึ่งที่ผมจำต้องอธิบายกับคุณก่อนก็คือ ถ้าระหว่างเดินทาง มีใครสักคนขับรถตามมา ผมจะไม่ปล่อยคุณ อย่าให้ผมต้องพาคุณกลับถิ่นผมเลยดีกว่านะครับ ไม่อย่างนั้นโอกาสรอดจะยิ่งน้อย!”

หัวเซินซวนพยักหน้า และหันกลับไปตะโกนใส่พวกตระกูลหัวว่า

“ห้ามให้ใครขับรถตามพวกฉันมาเด็ดขาด! ถ้าใครกล้าฝ่าฝืนต้องรับโทษสถานะหนัก โบยหนึ่งร้อยไม้!”

จะเห็นได้ว่า หัวเซินซวนกลัวตายขนาดไหน เพื่อความปลอดภัยของตัวเขาเอง ถ้าใครกล้าฝ่าฝืนจะต้องถูกลงโทษด้วยกว่าโบยเฆี่ยน100ครั้ง!

แต่หัวเซียงชานกลับคำรามตอบกลับด้วยความโมโหว่า

“ไอ้สารเลว! แกจะจับคุณปู่ไปที่ไหนกันแน่! ถ้าผิดสัญญาเมื่อไหร่ แกคงรู้ใช่ไหมถึงผลที่จะตามมา!”

หัวเซียงซิ่วตะโกนเสริมขึ้นว่า

“ฉันจะรอดูแก! ถ้าไม่ปล่อยคุณปู่ ก็เตรียมตัวตายยกตระกูล!”

จ้าวเฉียนรู้สึกเกลียดสองพี่น้องคู่นี้จริงๆ พอนึกอะไรดีๆ ขึ้นออก เขาจึงกล่าวกับหัวเซินซวนขึ้นว่า

“ฉันไม่ชอบพี่น้องคู่นี้เลยแหะ เอาแบบนี้ดีกว่า ถ้าพวกมันคุกเข่าขอโทษแทบเท้าผม ผมจะปล่อยคุณไปทันที!”

หัวเซินซวนโกรธเกรี้ยวหนักเมื่อได้ยิน จะขอให้หลานชายกับหลานสาวคุกเข่าขอโทษต่อหน้าจ้าวเฉียนนี่นะ?

นี่ถือเป็นความอักยศของตระกูลอย่างแท้จริง!

“ไอ้หนุ่ม! เล่นอะไรให้มันมีขอบเขต! ยกเว้นพ่อของพวกเขากับฉันที่เป็นปู่ หลานสองคนนี้ไม่เคยต้องลดศีรษะให้ใครมาก่อน!”

จ้าวเฉียนยิ้มขึ้นทันทีที่ได้ยิน และกล่าวกับพวกบอดี้การ์ดขึ้นว่า

“พวกนายพกมีดติดตัวกันมารึเปล่า?”

พวกบอดี้การ์ดพยักหน้าและหยิบมีดสั้นออกมาจากกระเป๋า

นี่คืออาวุธพกติดตัวเพื่อใช้ปกป้องจ้าวฝู่ในยามอันตราย แค่ฟันออกไปเบาๆ ไม่ต้องออกแรงก็สามารถตัดเนื้อหนังคนได้อย่างง่ายดาย

จ้าวเฉียนหยิบมันขึ้นมาเล่มหนึ่ง และกล่าวกับหัวเซินซวนด้วยรอยยิ้มว่า

“นี่เป็นมีดสำหรับฆ่าคนโดยเฉพาะ คุณแน่ใจแล้วใช่ไหมว่าจะทำแบบนี้ ผมสามารถปาดเอาลูกกระเดือกของคุณได้ออกมาในชั่วพริบตา!”

ขณะที่จ้าวเฉียนพูดออกไปแบบนั้น เขาก็ควงมืดสั้นในมือต่อหน้าหัวเซินซวนเพื่อกระตุ้นความกลัว

หัวเซินซวนที่ขณะนี้มีมีดสั้นสำหรับมือสังหารจ่ออยู่บนคอ น้ำหน้าอย่างเขาจะไปทำอะไร?

หลังจากรวนเรยุ่งเหยิ่งอยู่พักหนึ่ง ในที่สุดเขาก็เหลียวหน้ากลับไปกล่าวกับหัวเซียงชานและหัวเซียงซิ่วว่า

“พวกหลาน…คุกเข่าขอโทษน้องชายคนนี้เร็วเข้า! ไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ! ห้ามปฏิเสธคำสั่งของปู่!”

สองพี่น้องถึงกับกลืนไม่เข้าคายไม่ออก

พวกเขาทั้งสองรู้สึกแปยศอย่างถึงที่สุด แทบจะมุดดินแทรกแผ่นดินหนี

พวกเขากรีดร้องเสียงหลงด้วยความอาฆาต ตะโกนด่าจ้าวเฉียนลั่นว่า

“ไอ้บัดซบ! กูจะเอาคืนเป็นสองเท่าคอยดู!”

พอหัวเซียงชานพูดจบ เขาก็คุกเข่าพร้อมโค้งศีรษะให้โดยตรง

คล้อยหลังหัวเซียงชานคุกเข่าลง น้องสาวของเขาก็เริ่มคุกเข่าตามพร้อมก้มศีรษะต่อแทบเท้าจ้าวเฉียน

จ้าวเฉียนระเบิดหัวเราะอย่างสนุกสนาน รอยยิ้มอันแสนเย้ยเยาะของเขาได้ฝังลึกลงในใจของบรรดาสมาชิกตระกูลหัวทั้งหมด

ตอนที่269 ครอบครัวของนายก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร

ในไม่ช้าหู่เปาซานก็พาจ้าวเฉียนมาถึงโถงกว้างในตัวคฤหาสน์วิลล่าหรู

“น้องชายรอที่นี่ก่อนสักครู่ ฉันจะเข้าไปรายงานกับทางลูกค้าว่าคุณต้องการเจรจาด้วย”

หู่เปาซานกล่าวน้ำเสียงสุภาพ

“ไปเถอะ ฉันรออยู่ที่นี่แหละ”

จ้าวเฉียนกล่าวตอบด้วยความมั่นใจ

หลังจากนั้นไม่นานก็มีเด็กสาวคนหนึ่งแต่งตัวมีคลาสดูใจกล้าเดินเข้ามา พอเห็นว่าจ้าวเฉียนนั่งอยู่คนเดียวเพียงลำพัง เธอก็เดินเข้าไปหาทันที

“นี่นายเป็นใคร มาทำอะไรที่นี่?”

เด็กสาวเอ่ยถาม

จ้าวเฉียนเงยหน้าขึ้นชำเลืองมองเธอเล็กน้อย เด็กสาวคนนี้เธอดูสวยมากจริงๆ ทว่าแตกต่างจากอู่ซินที่ดูนอบน้อมอ่อนโยนโดยสิ้นเชิง เธอดูคล้ายกับหวานเจียงที่ดูเย็นชาและหยิ่งผยองสูงส่ง มองแวบแรกก็รู้ทันทีว่า เด็กสาวคนนี้เติบโตในต่างประเทศที่เป็นสังคมแบบเปิด

พอเห็นว่าจ้าวเฉียนเอาแต่จ้องมองเธอ แต่กลับไม่ตอบคำถาม สาวน้อยก็ขมวดคิ้วแน่นด้วยความโกรธจัด

“มองอะไรของแก! ไม่เคยเห็นสาวสวยมาก่อนเลยรึไง! ฉันถามว่าแกเป็นใคร แล้วมาทำอะไรที่นี่! หรือหูหนวกถึงไม่ได้ยินเสียงฉัน!”

เป็นสาวน้อยอีกคนหนึ่งที่ไร้ซึ่งสัมมาคาราวะ ซึ่งคนประเภทนี้เป็นอะไรที่จ้าวเฉียนรังเกียจอย่างที่สุด ดังนั้นเขาจึงแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินและยังคงนั่งเล่นโทรศัพท์มือถือต่อไป

สิ่งนี้ยิ่งทำให้หญิงสาวโกรธจัดเข้าไปใหญ่ เธอพุ่งตัวไปคว้าโทรศัพท์ในมือจ้าวเฉียนโดยตรง แต่โชคยังดีที่เชาหลบทัน

“เสียมารยาท! กล้าหลบฉันงั้นเหรอ! แกตาย!”

สาวน้อยโกรธจัด ยกเท้าแตะใส่จ้าวเฉียนอย่างแรง

แต่จ้าวเฉียนเองก็ไร้ซึ่งความเมตตาใดๆ ฉวยโอกาสยกเท้าขึ้นถีบอกเธอก่อนจนล้มขมำทั้งแบบนั้น

“โอ๊ย!”

ในเวลานั้นเอง หู่เปาซานก็รีบวิ่งเข้ามาช่วย พร้อมกับบรรดาคนใช้

“คุณหนูหัวใจเย็นๆก่อนนะครับ ใจเย็นก่อน เขาเป็นแขกคนสำคัญของคุณหัวนะครับ”

หู่เปาซานรีบกล่าวปลอบอย่างช่วยไม่ได้

แต่เธอกลับไม่ได้สนใจอะไรเลย สาวน้อยคนนี้รู้เพียงว่าจ้าวเฉียนกล้าถีบเธอ และบัญชีแค้นครั้งนี้จำต้องชดใช้

“ไปเรียกพวกบอดี้การ์ดมา! แล้วลากไอ้เวรนี่ออกไป! เดี๋ยวฉันจะซ้อมมันสักหน่อย!”

บรรดาคนรับใช้รีบไปเรียกบอดี้การ์ดมาทันที กลุ่มบอดี้การ์ดนับสิบวิ่งเข้ามาตีกรอบล้อมจ้าวเฉียนอย่างหนาแน่น

หู่เปาซานรู้ว่านี่ไม่ดีแน่ ดังนั้นเขาจึงรีบไปเชิญคุณหัวออกมาแก้สถานการณ์เป็นการด่วน

“เกิดอะไรขึ้น?”

ชายชราหัวเอ่ยถาม

ทุกคนพลันเงียบสนิท มีเพียงหัวเซียงซิ่วลูกสาวของเขาที่กล้ายืนหยัดเถียงปู่ของเธอสวนกลับไปว่า

“คุณปู่! มีไอ้สวะไม่รู้หัวนอนปลายเท้าจากที่ไหนไม่รู้กล้าทำตัวเมินหนู แถมยังทำร้ายร่างกายหนูอีก! ครั้งนี้หนูถูกรังแก! คุณปู่ต้องสั่งสอนมันให้หนัก!”

คุณหัวเหลือบมองไปที่จ้าวเฉียนแวบหนึ่ง ก่อนเอ่ยถามหู่เปาซานขึ้นว่า

“นี่คือชายหนุ่มที่นายพามาใช่ไหม?”

หู่เปาซานพยักหน้าตอบไปว่า

“ใช่ครับ เขาเป็นเจ้าของทำเลทอง เขามาเจรจาในฐานะครอบครัวของเขาเอง”

คุณหัวหันไปพูดกับหลานสาวตัวเองว่า

“เซียงซิ่ว อย่าสร้างปัญหาตรงนี้ ปู่มีธุระที่ต้องคุยกับเขา”

หัวเซียงซิ่วพยักหน้าอย่างไม่เต็มใจนัก

“ได้ค่ะ แต่ทันทีที่ธุระเสร็จเมื่อไหร่ คุณปู่ต้องจัดการมันให้หนูนะ ไม่ว่าจะร่วมมือเรื่องอะไรก็ตาม แต่ห้ามยกโทษให้มันเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นหนูจะไม่รักคุณปู่แล้ว!”

คุณหัวยิ้มพลางพยักหน้าตอบ และเรียกจ้าวเฉียนให้เข้ามาในห้องรับรองส่วนตัวเพื่อเจรจา

จ้าวเฉียนเดินติดตามคุณหัวไป ในขณะนั้นเองก็เดินผ่านหัวเซียงซิ่วต่อหน้าต่อหน้า

จังหวะที่กำลังเดินผ่านเธอ จ้าวดฉียนพลันแสยะยิ้มแปลกๆและกระซิบเสียงแผ่วกล่าวขึ้นว่า

“เธอดูเซ็กซี่มากเลย ถ้าวันไหนว่างมาขึ้นเตียงกับฉันหน่อยสิ”

สิ่งนี้ยิ่งทำให้หัวเซียงซิ่วโกรธมาก ไอ้สารเลวนี่ยังกล้าคิดเรื่องสกปรกกับเธอด้วยจริงๆ!

หัวเซียงซิ่งกระชับกำหมัดแน่นด้วยความโมโห กระทืบเท้าอย่างแรงอยู่หลายที กรนเสียงขู่กลับไปว่า

“แก…แกทำให้ฉันโกรธจริงๆแล้วรู้ไหม!? เตรียมรอได้เลย รอแกออกมา ฉันจะคอยดูว่าตอนนั้นแกจะคานเข่ามาขอโทษฉันยังไง!”

จ้าวเฉียนหัวเราะคิกคักอย่างสนุกสนาน จงใจเล่นหน้าเล่นตาปั่นประสาทหัวเซียงซิ่ว

ในไม่ช้า จ้าวเฉียนก็ติดตามคุณหัวและหู่เปาซานจนมาถึงห้องรับรองภายใน

คุณหัวคนนี้ค่อนข้างมีมารยาทอยู่บ้าง เขากล่าวแนะนำตัวกับจ้าวเฉียนอย่างสุภาพว่า

“ฉันชื่อหัวเซินซวน ตระกูลของเราทำธุรกิจข่นส่งสินค้าและอสังหาริมทรัพย์ แต่ตอนนี้สุภาพของพ่อฉันย่ำแย่ลงทุกวัน คงเหลือเวลาดูใจกันอีกไม่นานแล้ว ฉันก็เลยอยากเลือกสถานที่ที่จะให้เขาจากไปอย่างสงบ หู่เปาซานบอกว่า ที่ดินของครอบครัวน้องชายเป็นทำเลฮวงจุ้ยทอง ก็เลือกอยากซื้อต่อมาน่ะ ถือซะว่าเห็นใจชายชราคนหนึ่งที่อยากทำอะไรเพื่อพ่อตัวเองเป็นครั้งสุดท้ายได้ไหม?”

จ้าวเฉียนระเบิดหัวเราะเสียงดังลั่น เขาตอบกลับไปว่า

“ที่แท้ก็คือหยวนต้า ชิบปิ้งแห่งตระกูหัวนี่เอง ค่อนข้างมีชื่อเสียงไม่น้อยในหยานจิ้ง ว่าแล้ววทำไมถึงมีปัญญาอาศัยอยู่ในวิลล่าหรูแบบนี้ได้”

หัวเซินซวนยิ้มและตอบกลับไปว่า

“น้องชายเองก็รู้จักพวกเราดีไม่น้อย ถ้าแบบนี้ก็คุยกันง่ายขึ้นจริงไหม?”

จ้าวเฉียนระเบิดหัวเราะอีกระรอกและกล่าวขึ้นว่า

“ฉันไม่ได้อยากรู้จักอะไรเลย แค่เคยได้ยินผ่านหูมาน่ะทั้งหยวนต้า ชิปปิ้งและบริษัท หัวเรียลอีสเตอร์”

หัวเซินซวนยังคงยิ้มแย้มไม่คลายอ่อน และถามขึ้นว่า

“ถ้ารู้ดีถึงขนาดนี้ แล้วสิ่งที่ทำอยู่มันหมายความว่ายังไง? คิดจะทรมานตัวเองเล่นงั้นเหรอ?”

จ้าวเฉียนไม่ได้ตอบคำถามของหัวเซินซวน แต่ถามกลับไปแทนว่า

“ผมเองก็คิดว่าฐานะของตระกูลหัวก็ไม่ได้ขี้เหร่อะไร งั้นเอาแบบนี้ดีกว่าครับ ร้อยล้านปิดดิลทันที”

หัวเซินซวนหรี่ตาแคบลงเล็กน้อย จ้องใบหน้าอันแสนขี้เล่นของจ้าวเฉียนเขม็ง เขาสัมผัสได้เลยว่า ชายหนุ่มคนนี้ต้องไม่ใช่ธรรมดาแน่นอน ถึงได้นิ่งสงบยิ่งทั้งๆที่อยู่ภายใต้สถานการณ์แบบนี้

หัวเซินซวนคงรอยยิ้มอันเป็นเอกลักษณ์ไว้และเอ่ยถามขึ้นว่า

“งั้นขอถามอะไรหน่อยนะพ่อหนุ่ม ที่บ้านทำธุรกิจอะไรงั้นเหรอ? ถึงสามารถหาสถานที่ฝังศพได้ดีขนาดนี้ได้ คงไม่ใช่ธรรมดาเหมือนกัน?”

จนถึงตอนนี้จ้าวเฉียนก็ยังไม่ตอบคำถามของหัวเซินซวนเลยสักข้อ

“คุณหัว คุณไม่มีความจริงใจกับผมเลย อย่างที่ผมพูดไปก่อนหน้า ร้อยล้านพร้อมปิดดิล อย่ามาเล่นลิ้นถามอะไรนอกเรื่องดีกว่าครับ”

รอยยิ้มบนใบหน้าของหัวเซินซวนจางหายไปทันที เด็กคนนี้กำลังท้าชนกับเขาอยู่อย่างชัดเจน

หู่เปาซวนปาดเหงื่อเย็นบนหน้าผากซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทันใดนั้นรีบหันไปกล่าวกับจ้าวเฉียนว่า

“น้องชายนี่ขี้เล่นจริงๆ ตระกูลหัวสามารถอยู่ในคฤหาสน์หรูหร่าขนาดนี้ได้ ฉะนั้นอย่าดูถูกเรื่องเงินเลย พวกเขาจ่ายไหวอยู่แล้ว!”

จ้าวเฉียนยิ้มและกล่าวตอบว่า

“จริงเหรอ? ถ้าอย่างนั้นคุณหัวทำราคามาเลย ตราบใดที่ผมคิดว่ามันคุ้มค่า ผมไม่มีต่อรองแน่นอน”

หู่เปาซานคลี่ยิ้มดูเหนียมอายเกินจะเผชิญหน้า เด็กหนุ่มคนนี้ไม่รู้จักฟ้าต่ำแผ่นดินสูงเลย ตรงหน้าของเขาเป็นถึงตระกูลหัว ไฉนยังกล้าไปยั่วยุอยู่อีก?

หัวเซินซวนถอนหายใจเย็นยะเยือกออกมา และกล่าวว่า

“ฉันไม่รู้หรอกนะว่า เด็กสมัยนี้ยังมีสัมมาราคาระวะมากน้อยแค่ไหร แต่ถ้ายังเลือกที่จะทำตัวหยาบคายอยู่แบบนี้ ก็อย่าหาว่าฉันไม่เตือนก็แล้วกัน!”

จ้าวเฉียนคลี่ยิ้มอย่างดูแคลน ตอบไปว่า

“ถ้าพูดเรื่องความหยาบคาย ผมคงเทียบกับคุณหัวไม่ได้หรอกครับ! ถ้าจู่ๆมีคนมาขอให้คุณย้ายหลุมศพของตระกูลไปตั้งที่อื่น คุณจะยอมหรือเปล่า? ดังนั้นอย่าถามอะไรโง่ๆ!”

“อวดดีเกินไปแล้ว!!”

หัวเซินซวนตบโต๊ะดังปัง ลุกขึ้นพรวดในชั่วอึดใจ

แข้งขาของหู่เปาซานสั่นพับจนเกือบล้มทั้งยืน

เมื่อได้ยินเสียงคำรามของคุณหัว บรรดาบอดี้การ์ดที่เฝ้าอยู่ด้านนอกก็วิ่งเข้ามาปิดล้อมจ้าวเฉียนอีกครั้ง

แต่จ้าวเฉียนหาได้เกรงกลัวและยืนหยัดอย่างกล้าหาญ เขาคลี่ยิ้มให้หัวเซินซวนว่า

“ถ้าอยากให้ผมมีสัมมาคาราวะนัก ก็หัดมีสัมมาคาราวะกับผมก่อน คุณก็แค่พวกหยาบคาย ไม่มีคุณสมบัติอะไรให้น่าเคารพเลย!”

ทันทีที่เขาพูดออกมาแบบนี้ บรรยากาศภายในห้องพลันเย็นยะเยือกลงฉันพลัน

แผ่นหลังของหู่เปาซวนเปียกโชกไปด้วยเหงื่อ ไอ้หนุ่มคนนี้มันใจกล้าเกินไปแล้ว ถึงกล้ายั่วยุล้ำเส้นหัวเซินซวนถึงขนาดนี้

เพื่อความปลอดภัยของตัวหู่เปาซวนเอง เขาจำต้องแสดงจุดยืนของตัวเองโดยเร็ว จึงหันไปตำหนิจ้าวเฉียนทันที

ตอนที่268 สิบล้านสำหรับหลุมฝังศพ

แม้ว่าเธอจะรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเท่าไหร่นัก แต่หวานเจียงก็ยังตามน้ำพาจ้าวเฉียนเล่นละครตีบทแตกจนจบ

หลังจากมื้อกลางวัน หวานเจียงกลับมายังที่ห้องนอนเพื่อพักผ่อน เธอรู้สึกเหนื่อยเกินทานทน พอนึกขึ้นได้จึงหยิบมือถือกดจองเที่ยวบินกลับเมืองตงไห่โดยทันทีในเช้าพรุ่งนี้

หลังจากนั้นไม่นาน จ้าวเฉียนก็เดินเข้ามาและกล่าวกับหวานเจียงว่า

“ฉันจะไปล้างทำความสะอาดหลุมศพคุณย่า พ่อกับแม่ฉันอยากให้เธอไปด้วยกัน ว่าไง?”

หวานเจียงส่ายหัวตอบไปว่า

“ฉันไม่ไป ไม่ใช่ว่าความสัมพันธ์ระหว่างเรายังคลุมเครือกันอยู่เหรอ? แล้วทำไมฉันต้องไปล้างหลุมศพคุณย่านายด้วย?”

จ้าวเฉียนพยักหน้าเห็นด้วยกับหวานเจียงเช่นกัน ทั้งนี้เขารู้สึกว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังไม่พัฒนาถึงจุดที่ต้องไปไหว้บรรพบุรุษด้วยกัน แต่อย่างไรเขาเองก็ไม่อยากทำให้พ่อกับแม่ของเขาผิดหวังเช่นกัน เขาจึงเอ่ยปากขอร้องเธออย่างช่วยไม่ได้

ทว่าทัศนคติของหวานเจียงกลับมั่นคงมาก ในเมื่อความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังพัฒนาไปไม่ถึงไหน เธอก็ไม่จำเป็นต้องไปเยี่ยมหลุมศพของคุณย่าจ้าวเฉียน

ทางจ้าวเฉียนก็ไม่พูดอะไรตอบอีกแล้วเช่นกัน เพียงพยักหน้าและหันหลังเดินจากไป

อันที่จริงแล้ว จ้าวฝู่และอวีกุ้ยเฟิงไม่ได้ถึงขั้นบังคับหวานเจียงอะไรขนาดนั้น พวกเขาแค่อยากจะทดสอบว่าความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขาทั้งคู่ไปถึงไหนกันแล้ว

หากหวานเจียงตอบตกลงไปเยี่ยมหลุมศพคุณย่า นั่นแสดงว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่พัฒนาถึงขั้นพูดคุยเรื่องแต่งงานกันได้แล้ว

แต่ถ้าหากหวานเจียงปฏิเสธ แสดงว่าความสัมพันธ์ของทั้งคู่ยังอยู่ในช่วงปรับความเข้าใจซึ่งกันและกัน ยังไม่ถึงจุดที่พูดคุยเรื่องแต่งงานกันได้

เมื่อเห็นจ้าวเฉียนเดินออกมาเพียงลำพัง จ้าวฝู่และอวีกุ้ยเฟิงก็เข้าใจทุกอย่างในทันที ทั้งสองไม่ได้เอ่ยปากถามอะไร แต่พาจ้าวเฉียนออกไปทันที โดยในขณะนี้พวกเขาก็เดินทางมาทำถึงหน้าหลุมศพคุณย่าแล้ว

จ้าวเฉียนถอนหายใจด้วยความโล่งอก

คุณย่าเป็นถึงแม่ของจ้าวฝู่ สุสานย่อมไม่ธรรมดา ทั้งสี่ทิศล้อมรอบด้วยภูเขาและแม่น้ำ หากมองในด้านฮวงจุ้ย นี่ถือเป็นสถานที่ทองคำก็ไม่ปาน

พวกจ้าวเฉียนทั้งสี่เดินทางมาถึงที่นี่ก่อน ค่อยเป็นคุณป้าน้าอาของจ้าวเฉียนที่เพิ่งมาถึงในภายหลัง

เดิมที เวลาครอบครัวใหญ่มารวมตัวพวกเขามักจะเผากระดาษเงินกระดาษทองกันเพื่อส่งเงินทองให้คนในโลกหน้า นี่ถือเป็นความเชื่ออย่างหนึ่ง ขณะที่ทุกอย่างกำลังผ่านไปได้ด้วยดี ทว่าทุกอย่างกลับต้องจบลง เมื่อมีชายกลุ่มหนึ่งเดินตรงเข้ามาหา

กลุ่มนี้นำโดยชายชราคนหนึ่งมีเคราแพะใส่แว่นกันแดด ดูแล้วเหมือนพวกหมอดูในทีวีอะไรอย่างงั้น

ชายชราตรงเข้ามาพร้อมรอยยิ้มและเอ่ยถามขึ้นว่า

“สวัสดีครับทุกคน ไม่ทราบว่าหลุมศพนี้เป็นของใคร?”

จ้าวฝู่ยังคงถือความสุภาพเข้าสู้

“ของตระกูลผมเอง มีอะไรหรือเปล่า?”

ชายชราหยิบนามบัตรออกมาและยื่นให้จ้าวฝู่ เขายิ้มตอบไปว่า

“ผมชื่อหู่เปาซาน ทุกคนมักเรียกผมว่า ซินแสหู่ ผมขออนุญาตถามได้ไหมครับว่าในหลุมศพนี้คือ?”

จ้าวฝู่หยิบนามบัตรมาเก็บใส่กระเป๋าเสื้อโดยไม่เหลียวมองเลยด้วยซ้ำ รอยยิ้มก่อนหน้าบนใบหน้าหายวับในฉับพลัน เค้นเสียงเย็นตอบไปว่า

“แม่ของผมเอง มีปัญหาอะไร?”

หู่เปาซานยิ้มและตอบกลับไปว่า

“นั่นสินะครับ ผมกำลังมองหาสถานที่ฮวงจุ้ยทำเลทองให้กับคุณค้าอยู่ หลังจากเสาะหาเดินทางไปหลายที่ ยังไงผมก็คิดว่าสถานที่แห่งนี้เหมาะสมที่สุดแล้ว ลูกค้าของผมคงถูกใจแน่นอน แต่ผมไม่ได้ขอเปล่านะครับ สิบล้านสำหรับค่าชดเชยและย้ายหลุมศพของคุณแม่ ว่ายังไงครับ?”

ทันทีที่ประโยคเหล่านี้เปล่งดังออกมา บรรดาครอบครัวตระกูลจ้าวก็ดูไม่มีความสุขอย่างยิ่ง ซินแสคนนี้ไม่ได้หมายความว่าจะให้พวกเขาย้ายหลุมศพของบรรพบุรุษออกไปหรอกรึ? ไล่ที่กันแบบนี้มันลบหลู่กันชัดๆ

ไร้เหตุผลสิ้นดี หากเป็นคนที่ยังอยู่ก็ไม่ต่างอะไรกับการขับไล่ออกจากบ้าน คิดจะย้ายหลุมศพออกก็ไม่ต่างอะไรกับการดูหมิ่นบรรพบุรุษตระกูลจ้าว

จ้าวฝู่ยกเท้าถีบหู่เปาซานจนล้มขมำทันทีด้วยความโกรธจัด โยนนามบัตรออกจากกระเป๋าทิ้งไปและสบถด่าขึ้นว่า

“ไปขุดศพพ่อแม่อแกแทนเถอะ! นี่แกกล้าพูดแบบนี้ต่อหน้าฉันได้ยังไง?!”

บรรดาผู้คนตระกูลจ้าวตรงเข้ามารุมด่าต่อทันควัน บางคนถึงขั้นลงไม่ลงมือ

หู่เปาซานคาดไว้แล้วว่า จุดจบที่ตงจะได้รับคงต้องประมาณนี้ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้โกรธหรือหัวเสียใดๆ พร้อมรีบอธิบายต่อโดยไวว่า

“อย่าเข้าใจผมผิดไป ผมไม่ได้ตั้งใจจะมาดูหมิ่นบรรพบุรุษของทุกคน แต่มีคนจำนวนมากมายที่หลงใหลในศาสตร์ของฮวงจุ้ย ถ้าต้องการเงินเพิ่มก็เสนอมาได้เลย ลูกค้าของผมเป็นมหาเศรษฐี ผมจะพยายามอย่างดีที่สุดเพื่อให้สร้างความพึงพอใจแก่ทั้งสองฝ่าย”

จ้าวเฉียนนั่งยองๆ ยิ้มถามขึ้นว่า

“ถ้าอย่างนั้นก็บอกมาว่าใครที่ต้องการแย่งสถานที่แห่งนี้ ฉันจะไปคุยกับเขาเองเป็นการส่วนตัว ไม่ต้องกังวลไป นายได้ค่านายหน้าแน่นอน”

ทันทีที่จ้าวเฉียนเอ่ยกล่าวออกไปแบบนั้น บรรดาญาติๆ ของตระกูลก็ไม่พอใจ ตระกูลจ้าวเคยขาดแคลนเงินที่ไหน? ทำไมถึงต้องไปฟังมัน?

แต่จ้าวฝู฿รู้จักลูกชายของตัวเองเป็นอย่างดี และเขาเชื่อว่า ลูกชายของเขาจะไม่ทำเรื่องโง่ๆ โดยไม่มีแผนการแน่นอน ดังนั้นเขาจึงหันไปมองส่งสัญญาณให้ทุกคนไม่ต้องเคลื่อนไหว ปล่อยให้จ้าวเฉียนจัดการทุกอย่างไปน่ะดีแล้ว เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ถือเป็นเรื่องดีเช่นกันที่จะพิสูจน์ความสามารถในตัวจ้าวเฉียน ว่าจะสามารถแก้ไขสถานการณ์ในครอบครัวได้มากน้อยแค่ไหน

ทุกคนสงบลงอย่างรวดเร็ว เหลือบมองจ้าวเฉียนด้วยความเป็นห่วง

หู่เปาซานยิ้มและเอ่ยถามขึ้นว่า

“เจ้าหนุ่มนี่เป็นใคร?”

“ฉันเป็นลูกชายของเขา เป็นหลานของคุณปู่ และคุณย่าของฉันก็กำลังนอนอย่างสงบในหลุมแห่งนี้”

หู่เปาซานยังคงยิ้มและกล่าวต่อว่า

“ได้ครับ ในเมื่อน้องชายต้องการเจรจาเป็นการส่วนตัว ถ้าอย่างนั้นก็ตามมาครับ”

จ้าวเฉียนพยักหน้า หันกลับไปพูดกับพ่อและทุกคนว่า

“พ่อ เดี๋ยวผมไปคุยกับพวกเขาเอง”

“อืม ไปเถอะ”

จ้าวฝู่กล่าวตอบอย่างใจเย็น

แต่อวีกุ้ยเฟิงสงบสติอารมณ์ไม่อยู่แล้ว อีกฝ่ายเป็นฝครมาจากไหนยังไม่ทราบ แล้วใครจะไปปล่อยให้ลูกชายตัวเองไปเสี่ยงกัน?

บรรดาญาติๆ ของจ้าวเฉียนเองก็คิดแบบเดียวกัน จะปล่อยให้จ้าวเฉียนออกไปเสี่ยงกับใครไม่รู้ได้ยังไง? ถึงอย่างนั้นก็คงนำญาตไม่ก็บอดี้การ์ดติดตัวจ้าวเฉียนไปด้วยยังดีกว่า ไม่ว่ายังไงก็ปล่อยให้ออกไปตามลำพังไม่ได้

ถึงหลายคนจะพูดเป็นเสียงเดียวกัน แต่ยังไงจ้าวเฉียนก็คิดว่าการไปคนเดียวมันสะดวกกว่ามาก ดังนั้นจึงตอบไปว่า

“ขอบคุณนะครับที่ทุกคนเป็นห่วงกันขนาดนี้ แต่ไม่จำเป็นต้องพาญาตหรือบอดี้การ์ดไปด้วยหรอกคครับ ผมไม่เชื่อว่าจะมีใครในหยานจิ้งกล้าใช้วิธีสกปรกกับพวกเรา ซินแสหู่คิดยังไงครับ?”

หู่เปาซานคลี่ยิ้มอย่างแช่มช้าและกล่าวตอบไปว่า

“ถูกต้องครับ…พวกคุณกังวลมากเกินไปแล้ว ลูกค้าของผมเป็นนักธุรกิจมีชื่อเสียง ไม่มีวันทำเรื่องเสื่อมเสียชื่อเสียงแน่นอน”

ถึงแบบนั้นทุกคนก็อดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี ดังนั้นจ้าวฝู่จึงต้องออกหน้ากล่าวแทนขึ้นว่า

“เอาล่ะ ปล่อยให้จ้าวเฉียนไปเถอะ ส่งแค่คนคอยคุ้มกันเผื่อฉุกเฉินไปแค่คนสองคนพอ และทุกคนเองก็ควรเชื่อมั่นในตัวเขา ถ้าเรื่องแค่นี้จัดการยังไม่ได้ แล้วในอนาคตจะมาคุมบังเหียนต่อจากฉันได้ยังไง!”

ทุกคนปิดปากหยุดพูดในบัดดล

จ้าวเฉียนโบกมือปัดเชิงว่าไม่ต้องห่วงแก่พวกเขา และขึ้นรถออกไปพร้อมกับหู่เปาซานออกไป

หนึ่งชั่วโมงต่อมา หู่เปาซวานพาจ้าวเฉียนมายังวิลล่าสุดหรูแห่งหนึ่ง

ดูเหมือนว่าหู่เปาซานจะพูดถูกต้อง อีกฝ่ายเป็นนักธุรกิจที่ร่ำรวยอย่างมาก

หู่เปาซานยคลี่ยิ้มอย่างแช่มช้า กล่าวขึ้นว่า

“น้องชาย ตามเข้ามาข้างในเลย ส่วนพวกบอดี้การ์ดรออยู่ข้างนอกนี้”

จ้าวเฉียนพยักหน้าและหันไปสั่งพวกบอดี้การ์ดว่า

“พวกนายรอยู่ที่นี่ ถ้าฉันยังไม่ออกมาภายในครึ่งชั่วโมง รีบเข้ามาช่วยทันที อย่าให้ฉันเป็นอันตรายเด็ดขาด เข้าใจไหม?”

พวกบอดี้การ์ดเหล่านั้นพยักหน้ารับคำสั่งทันทีและเอ่ยตอบอย่างพร้อมเพรียงว่า

“เข้าใจแล้วครับ!”

จ้าวเฉียนพยักหน้าตอบด้วยความพึงพอใจ และเดินตามหู่เปาซวานเข้าไป

ผู้คนที่สามารถอาศัยอยู่ในวิลล่าหรูขนาดนี้ได้แน่นอนว่าต้องรู้จักจ้าวฝู่โดยธรรมชาติ และอาจถึงขั้นรู้จักจ้าวเฉียนด้วยซ้ำ เมื่อคิดได้แบบนี้ ท่าทางการแสดงออกของเขาก็ดูผ่อนคลายลงมาก

ตอนที่267 ทานมื้ออาหารดีๆ

พอถึง ณ จุดหนึ่ง เป็นเวลาครึ่งชั่วโมงผ่านพ้นไป แต่จ้าวเฉียนก็ยังไม่มาสักที หวานเจียงจึงเริ่มรู้สึกกังวลเล็กน้อยและโทรหาเขา

จ้าวเฉียนรับสายโทรศัพท์ แกล้งทำเป็นว่าอยู่ในห้องน้ำเอ่ยถามขึ้นว่า

“มีอะไรเหรอ?”

หวานเจียงกล่าวน้ำเสียงเย็นชาใส่ว่า

“นี่นายกะจะใช้ชีวิตที่เหลือในห้องน้ำเลยรึไง? นี่มันนานมากแล้วนะ!”

จ้าวเฉียนเอ่ยตอบทันทีด้วยท่าทีร้อนรน

“อย่าเพิ่งพูดตอนนี้ได้ไหม คนต่อแถวรอเยอะมาก ฉันรอห้านาทีกว่าแล้วมั่ง แทบจะถอดกางเกงตรงนี้แล้ว! เธอรออยู่ตรงนั้นไปก่อน รอฉันทำธุระเสร็จเดี๋ยวไปหา”

หวานเจียงไม่พูดไม่กล่าวอะไรและวางสายโดยตรง เธอยังคงยืนเฝ้ารออยู่สักครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็รอไม่ไหวแล้ว เธอเดินไปหาจ้าวเฉียนทันที

ไม่นานหวานเจียงก็ตรงมาถึงที่ห้องน้ำและโทรหาจ้าวเฉียนอีกครั้ง

จ้าวเฉียนรับสายเอ่ยถามขึ้นว่า

“ว่าไง? จะกลับแล้วเหรอ?”

“ไร้สาระ! ฉันอยู่หน้าห้องน้ำแล้ว รีบออกมาเดี๋ยวนี้!”

หวานเจียงตะคอกใส่ในทันใด

“เอาน่า เอาน่า…ฉันก็เข้าห้องเรียบร้อยแล้ว เดี๋ยวออกไปหา”

หลังจากพูดจบจ้าวเฉียนก็วางสาย รีบออกไปล้างมือและออกไปหา

สีหน้าของหวานเจียงดูยังไงก็รู้ว่ากำลังโกรธจัด เธอจ้องตาจ้าวเฉียนเขม็ง

จ้าวเฉียนรู้ตัวดีว่าตนเองผิด เขารีบคลี่ยิ้มอ่อนขอโทษทันทีว่า

“ฮะ-ฮ่า…ฉันขอโทษ แต่ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว ไปกันเถอะ กลับบ้านไปทานมื้อเย็นกัน แม่เพิ่งโทรมาหาเมื่อกี้บอกให้รีบกลับมาทานอาหารพร้อมหน้าพร้อมตากัน”

หวานเจียงพ่นลมหายใจเย็นยะเยือกออกไปเฮือกหนึ่งและตอบไปว่า

“นายจะไปไหนไม่ได้ เพราะฉันสัญญากับคนในกองถ่ายไว้แล้วว่า จะให้พวกเขาสั่งอาหารอร่อยๆ มากินด้วยกัน หรือนายไปสั่งอาหารกับฉันให้พวกเขาก่อนกลับก็ได้นะ”

โดยไม่พูดไม่จาใดๆ จ้าวเฉียนคว้าแขนหวานเจียงและเดินจากไปทันที

ทั้งสองเดินทางมายังร้านอาหารที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสนามแข่งเท่าไหร่นัก และเดินเข้าไปคุยกับเจ้าของร้านโดยตรง

เจ้าของร้านคนนี้เป็นทั้งเจ้าของและเซฟ เขาเดินเช็ดมือจากห้องครัว ตรงเข้ามาเอ่ยถามด้วยรอยยิ้มว่า

“ต้องการสั่งอาหารใช่ไหมครับ?”

จ้าวเฉียนตอบไปว่า

“ครับ พวกเราเป็นคนจากบริษัททำหนังที่กำลังใช้สนามแข่งข้างๆ ถ่ายทำกันอยู่ วันนี้เป็นเทศกาลไหว้พระจันทร์แต่กลับต้องให้พวกเขามาทำงาน ก็เลยอยากสั่งอะไรพิเศษๆ ให้น่ะครับ ยังไงรบกวนคุณไปส่งข้าวให้ตอนเที่ยงได้ไหมครับ?”

เจ้าของร้านฉีกยิ้มกว้างพยักหน้าตอบทันทีว่า

“แล้วคุณลูกค้าทั้งสองจะสั่งอะไรดีคครับ?”

จ้าวเฉียนหันไปมองหวานเจียง เอ่ยถามขึ้นว่า

“แล้วเธอสัญญากับพวกเขาว่าจะเลี้ยงอะไร?”

หวานเจียงส่ายหัว

“เปล่านะ ฉันแค่บอกพวกเขาว่าสั่งได้ตามใจเลย อยากให้ทานอาหารดีๆ กันน่ะ คุณเจ้าของร้านที่ร้านมีวัตถุดิบทำอาหารเพียงพอสำหรับสามร้อยที่ไหม? ขอเป็นชุดอาหารตามมาตรฐานนะคะ ชุดโปรตีน ผัก ซุป จับคู่ยังไงก็ได้ค่ะ”

เจ้าของร้านทั้งรู้สึกสุขใจและเศร้าในเวลาเดียวกัน ออเดอร์อาหารชุดนี้สามารถทำงานให้เขาเป็นกอบเป็นกำอย่างไม่ต้องสงสัย เพียงแต่วัตถุดิบในร้านของเขากลับไม่เพียงพอ ถ้าสักสองร้อยคนยังพอเป็นไปได้ แต่สำหรับสามร้อยแบบนี้คงเป็นไปไม่ได้แน่นอน

เชาจึงสารภาพไปตามตรงกับจ้าวเฉียนและหวานเจียงไปตามตรง และเสนอไปว่า สามารถลดปริมาณผักกับข้าวลงหน่อยได้ไหม เพราะอย่างไรเขาให้ความสำคัญสำหรับรสชาติมากกว่าอยู่แล้ว ถ้าทำตามที่เสนอ ออเดอร์สามร้อยที่ย่อมสามารถทำได้อย่างแน่นอน

แต่จ้าวเฉียนเองก็ไม่ใช่คนโง่ เขาไม่ปล่อยให้หวานเจียงต้องขายหน้าแน่นอน เธอสัญญากับทุกคนไปแล้วว่า จะให้ทุกคนได้รับประทานของดีๆ แต่จะมาโกงกันแบบนี้ได้ยังไง

จ้าวเฉียนจึงเอ่ยตอบไปว่า

“ถ้าอย่างนั้น ผมสั่งแค่ร้อยห้าสิบที่พอ ที่เหลือเดี๋ยวผมเดินไปสั่งร้านข้างๆ ให้พวกคุณสองร้านช่วยกันน่าจะแบ่งเบาภาระไปได้ด้วย ทำเสร็จก็ถึงเวลามื้อเที่ยงพอดี อย่างแรกเลยนะ เดี๋ยวผมจะโอนเงินให้คุณไปก่อนสักหมื่นหยวน”

คล้อยหลังพูดจบ จ้าวเฉียนก็หยิบมือถือสแกนรหัสQRจ่ายเงินให้เจ้าของร้านไป10,000หยวน

เจ้าของร้านคนนั้นรีบรับออเดอร์ วิ่งไปที่ประตูแขวนป้ายปิดร้านทันและวิ่งเข้าห้องครัวอย่างรวดเร็ว

จ้าวเฉียนและหวานเจียงเดินทางไปยังร้านอาหารอีกร้านที่อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล สั่งออเดอร์อาหารเพิ่มอีก150ที่พร้อมโอนเงินให้ล่วงหน้า10,000หยวน

อาหารในร้านพวกนี้ไม่ได้แพงอะไรเลย ลูกค้าโดยเฉลี่ยแล้วเป็นกลุ่มวัยรุ่นอายุ20ต้นๆ อาหารที่ดูน่าสนใจมีเป็นสิบเมนู ราคาที่ประเมินไว้สัก5,000หยวนก็น่าจะพอ

ดังนั้นจ้าวเฉียนจึงโอนเงินจ่ายให้ล่วงหน้าไปตั้ง10,000หยวน ซึ่งนี่มันเพียงพอแล้วที่จะกระตุ้นให้พวกเจ้าของร้านตั้งใจเข้าครัวทำอาหารให้เสร็จทันเวลา

จ้าวเฉียนยิ้มและเอ่ยถามหวานเจียงว่า

“งั้นกลับบ้านไปรอทานมื้อเย็นกันเลยดีไหม?”

หวานเจียงส่ายหัวและตอบว่า

“ฉันต้องรอให้พวกเขาเตรียมอาหารเสร็จแล้วไปส่งก่อนถึงจะกลับได้”

จ้าวเฉียนกล่าวตอบอย่างช่วยไม่ได้ว่า

“หลังจากที่ร้านทำอาหารเสร็จ พวกเขาจะดำเนินการส่งทันที พิกัดกองถ่ายก็ระบุไว้ชัดเจนแล้ว เธอไม่ต้องกังวลไปหรอก หรือเธออายที่ต้องทิ้งพวกเขาไปแบบนี้? คิดมากหน่า!”

หวานเจียงสับสนทำอะไรไม่ถูกอยู่ชั่วขณะหนึ่ง หลังจากพยายามเถียงอยู่สักพัก เธอก็จำใจพยักหน้าตกลงและกลับบ้านไปพร้อมจ้าวเฉียน

ระหว่างทางกลับ อวีกุ้ยเฟิงก็โทรสายมาหาจ้าวเฉียน

“นี่ลูกจะกลับรึยัง? มื้อเที่ยงเย็นหมดแล้ว ถ้ามาไม่ทันก็ควรกลับมาทานมื้อเย็นด้วยกันนะ”

จ้าวเฉียนรีบขอโทษแม่กลับไปทันที

“แม่ ผมต้องขอโทษจริงๆ ครับ ตอนนี้กำลังรีบกลับไปอยู่ ไม่ต้องรอ กินกันไปก่อนเลยครับ”

อวีกุ้ยเฟิงขมวดคิ้ว บ่นตอบกลับไปทันที

“บ้าหรือเปล่า ถ้ากำลังจะกลับมาแล้ว ก็รอกินข้าวพร้อมเสี่ยวเจียงสิ จะให้พวกเรากินก่อนได้ยังไง? แต่ไม่ต้องรีบนะ ค่อยๆ ขับรถกลับมา”

“ครับแม่ งั้นรอผมหน่อยนะ”

หลังจากพูดจบจ้าวเฉียนก็กดวางสายไปทันที พูดกันตามตรง เขารู้สึกหัวเสียกับหวานเจียงมาก ถึงนี่จะเป็นแค่การแสดง แต่เธอก็ควรเคารพครอบครัวของเขาด้วย โดยเฉพาะกับพ่อแม่ของเขา

แม่ของจ้าวเฉียนเริ่มจัดเตรียมอาหารตั้งแต่เช้ากับพวกคนใช้ ทั้งหมดก็เพื่อใครหากไม่ใช่หวานเจียง? แต่ดูสิที่เธอทำสิ? ถ้าเขาไม่เข้ามาบอกว่าแม่กำลังรอ เธอคงไม่กลับไปกินข้าวเย็นกับที่บ้านของเขาด้วยซ้ำ

จ้าวเฉียนเริ่มไม่พอใจในตัวหวานเจียงมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อกลับไปถึงเมืองตงไห่ เขาจำเป็นต้องพิจารณาความสัมพันธ์ระหว่างทั้งคู่ใหม่อีกครั้ง

หวานเจียงเองก็ทราบดีว่า ครั้งนี้เธอทำผิด แต่ก็ไม่มีทางเลือกเช่นดัน ด้วยบุคลิกของเธอผนวกกับความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับจ้าวเฉียนที่ไม่ชัดเจนพอ เธอจึงคิดว่าไม่จำเป็นที่ต้องเอาใจใส่กับครอบครัวของจ้าวเฉียนขนาดนั้น

ทั้งสองไม่พูดไม่จากันตลอดทางจนกระทั่งเดินทางมาถึงตีนเขา

หลังจากลงมาจากรถ จ้าวเฉียนก็เดินล่วงหน้านำออกไป ส่วนหวานเจียงก็เดินตามหลัง ถ้าเป็นคนนอกมาเห็นก็คงไม่คิดเช่นกันว่า ทั้งสองเป็นคู่รักกัน

เมื่อเห็นว่ากำลังเดินขึ้นไปถึงยอดเขา จ้าวเฉียนก็ชะงักฝีเท้าหยุดลง พอหวานเจียงเดินมาถึงตัว เขาก็เอื้อมมือออกไปโอบเอวของหวานเจียง ทำเอาเธอตกใจอย่างมากและเอ่ยถามทันควันว่า

“นี่นายกำลังทำบ้าอะไร? ปล่อย! ลืมเรื่องที่ฉันบอกไปตอนเช้าแล้วรึไง? ถ้ากล้าทำอะไรฉันอีกแม้แต่ครั้งเดี๋ยว ฉันจะอจ่งตำรวจจับข้อหาข่มขืน! คิดว่าฉันพูดเล่นรึไง!”

จ้าวเฉียนถอนหายใจเฮือกหนึ่ง เอ่ยตอบไปว่า

“ฉันไม่ลืมอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เราต้องแกล้งทำเป็นรักกันเข้าไว้ หลังจากกลับเมืองตงไห่ เธอจึงจะเป็นอิสระตกลงไหม?”

หวานเจียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนพยักหน้าตอบและไม่คัดค้านขัดขืนอะไรอีก

จ้าวเฉียนโอบกอดหวานเจียงในอ้อมอกและเดินขึ้นไปต่ออย่างแช่มช้า

อวีกุ้ยเฟิงสั่งให้คนรับใช้ไปยืนต้อนรับอยู่หน้าประตูแล้ว เมื่อเห็นกลุ่มคนหนึ่งกำลังเดินกลับมา พวกเธอจึงรีบเข้าไปทักทายทันที

เมื่อเห็นถึงความเอาใจใส่ของอวีกุ้ยเฟิงแล้ว หวานเจียงยิ่งรู้สึกไม่สบายใจ เธอค่อนข้างพึงพอใจอย่างยิ่งกับอวีกุ้ยเฟิงกับจ้าวฝู่ และเธอยินดีอย่างยิ่งที่จะกลายมาเป็นลูกสะใภ้ของพวกเขา แต่น่าเสียดายที่สันดานเสียของจ้าวเฉียนมันมีมากเกินไป ถ้าเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้คงหนีเรื่องของจ้าวเฉียนไม่พ้น

ตอนที่266 รีบมีหลานหน่อย

ทั้งสองนั่งเงียบเนิ่นนานกว่าสิบนาทีไม่มีใครพูดใครจา แต่อย่างไรจ้าวเฉียนง่วงเกินจนแทบลืมตาไม่ขึ้นแล้ว เขาจึงหันไปกระซิบกับหวานเจียงว่า

“รีบนอนกันดีกว่า ตอนฉลองใช้เสียงจนแหบ วันนี้เป็นวันที่เหนื่อยมาก แถมพรุ่งนี้ต้องออกไปดูงานแต่เช้าอีก”

หวานเจียงหาวไปทีเอ่ยตอบกลับว่า

“อืม ฉันก็เหนื่อยเหมือนกัน นอนกันเถอะ”

หลังจากพูดจบทั้งสองก็ผล็อยหลับไป

อวีกุ้ยเฟิงในตอนนี้กำลังแอบฟังอยู่นอกห้อง แต่เมื่อเธอไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจากภายใน ราวกับหัวใจเธอแทบแตกสลาย เธอเดินกลับเข้าห้องนอนด้วยความหงุดหงิด จ้าวฝู่รีบวิ่งเข้ามาถามทันทีว่า สถานการณ์ภายในห้องนั้นเป็นยังไงบ้าง?

“เป็นยังไงน่ะเหรอ? หลับกันไปหมดแล้วมั่ง! เจ้าลูกคนนี้มันไม่รู้อะไรเลยจริงๆ ทั้งพ่อทั้งลูกไม่เป็นงานกันทั้งคู่! เขาเหมือนคุณตอนสมัยหนุ่มๆ เลย!”

จ้าวฝู่ได้แต่คลี่ยิ้มแห้ง สบถขึ้นว่า

“เจ้าลูกคนนี้ พาพ่อซวยไปด้วยอีก! นอนเวลาไหนไม่นอน! น่าโมโหจริงๆ!”

ทันทีที่พูดจบจ้าวฝู่ก็หยิบโทรศัพท์ต่อสายตรงโทรไปหาจ้าวเฉียนโดยไว

จ้าวเฉียนอื้อมมือไปแตะมือถือด้วยความงุนงง ปัดหน้าจอรับสายและเอ่ยขึ้นพร้อมอาการสะลึมสะลือว่า

“ฮาโหล…นั่นใคร?”

จ้าวฝู่ตะคอกสวนใส่ทันที

“แกหลับงั้นเหรอ!? นี่โง่หรือฉลาดน้อยกันวะ! มานอนอะไรตอนนี้! เวลากลางค่ำกลางคืนอยู่กับสาวสวยสองต่อสอง นี่แกยังมีหน้ามาหลับอีกเหรอ!? แม่แกอุตสาห์จัดห้องไว้ให้! เจ้าโง่!!”

จ้าวเฉียนแทบเสียศูนย์เมื่อได้ยิน นี่พ่อแม่ของเขาอยากอุ้มหลานอะไรปานนั้น? ถึงขนาดเข้ามาแทรกแซงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขา และดูท่าจะล้ำเส้นมากเกินไปหน่อย

“เอ่อ…พ่อกับแม่ไม่ทำเกินไปหน่อยเหรอครับ?”

จ้าวเฉียนบ่นขึ้นทันที

จ้าวฝู่ขมวดคิ้วสวนไปว่า

“นี่แกก็25แล้ว ยังไม่หันมาสนใจเรื่องครอบครัวอีกเหรอ? แล้วฉันจะขอเตือนไว้ก่อน ฉันกับแม่แกไม่อนุญาตให้แกมีลูกแค่คนเดียว! รีบแต่งงานกันตั้งแต่เนินๆ จะได้มีหลานเยอะๆ ให้ฉันอุ้ม เพราะหลังจากที่ฉันกับแม่แกเกษียณไป พวกเราอยากเลี้ยงหลาน! เข้าใจไหม?”

“เข้าใจแล้ว! เข้าใจแล้วน่า!”

จ้าวเฉียนตอบจบพร้อมกดวางสายทิ้งทันที

จากนั้นจ้าวเฉียนก็ล้มตัวนอนต่อ แต่ไม่นานความอ่อนเพลียก่อนหน้าของเขาก็อันตธานหายไปหมดสิ้น เขาลืมตาตื่นขึ้นทันที

เมื่อพลิกตัวหันไปมองหวานเจียงที่กำลังหลับอยู่ข้างๆ จ้าวเฉียนก็เผยรอยยิ้มของชายคนหนึ่งที่ดั่งมีใจให้ออกมา เขาแค่อยากเอื้อมมือไปกอดเธอ แต่ทันใดนั้นเธอก็ตะคอกเสียงเย็นขึ้นว่า

“อย่าแตะต้องฉัน!”

จ้าวเฉียนถึงกับผงะ เอ่ยถามขึ้นทันที

“นี่เธอยังไม่หลับอีกเหรอ? ฉันคิดว่าหลับไปแล้วนะเนี่ย ถ้าในเมื่อพวกเรานอนไม่หลับกันทั้งคู่ก็ลุกขึ้นมาคุยกันหน่อยดีกว่า”

หวานเจียงหลับตาปี๋ตอบไปว่า

“ไม่! ฉันไม่อยากคุยอะไรทั้งนั้น ฉันอยากนอน!”

ณ เวลานี้ จ้าวเฉียนไม่มีอารมณ์นอนแล้ว เขาพลิกร่างขึ้นคร่อมหวานเจียงอย่างรวดเร็ว

หวานเจียงลืมตาตื่นขึ้น พยายามออกแรงผลักร่างจ้าวเฉียนออกพลางบ่นขึ้นว่า

“นี่นายกำลังทำบ้าอะไรเนี่ย? ไหนว่าง่วง?”

“ออกกำลังกายก่อนนอนไง!”

หลังพูดจบจ้าวเฉียนก็โน้มศีรษะประจบจูบกับเธอทันที

หวานเจียงยกมือทุบตีจ้าวเฉียนอยู่สองสามครั้งก่อนที่ทุกอย่างจะเงียบไป

เช้าวันรุ่งขึ้น หวานเจียงตื่นก่อน เดินไปอาบน้ำแต่งตัวจนเสร็จ ค่อยเดินมาแตะจ้าวเฉียนทีหนึ่งให้ตื่น

จ้าวเฉียนลืมตาตื่นขึ้นมาทันใด เอ่ยถามพร้อมท่าทีงุนงงว่า

“อยากโดนอีกรอบเหรอ?”

หวานเจียงทุบตีจ้าวเฉียนไปชุดหนึ่งจนพอใจ เธอค่อยกล่าวขึ้นว่า

“เมื่อคืนนายทำอะไรลงไป? ฉันอนุญาตให้นายทำแบบนั้นตั้งแต่เมื่อไหร่? แล้วฉันก็ไม่ใช่ผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบอย่างที่นายต้องการสักหน่อย หึ!”

จ้าวเฉียนรีบอธิบายทันที

“อย่ามาพูดไร้สาระน่า นั้นก็แค่ความสมบูรณ์ในอุดมคติของฉัน ไม่ใช่ว่าพวกเราจะเข้ากันไม่ได้หลังจากนี้สักหน่อย อีกอย่างนะ บางทีถ้าเราเปิดใจเข้าหากันมากกว่านี้ ต่อไปพวกเราอาจจะไม่ต้องมานั่งทะเลาะกันทุกวันแบบนี้ก็ได้”

แม้นี่จะฟังดูมีเหตุผล แต่หวานเจียงก็รับไม่ได้อยู่ดี เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองมันเข้ากันไม่ได้และค่อนข้างขัดแย้งกันอย่างมาก

หวานเจียงกล่าวขึ้นอย่างโกรธเคืองว่า

“จ้าวเฉียน ฉันขอเตือนอะไรนายไว้ก่อนนะ ถ้ากล้าทำอะไรแบบนี้กับฉันอีก ฉันจะแจ้งความจับข้อหาข่มขืน!”

หลังพูดจบหวานเจียงก็ลุกออกไปทันที

จ้าวเฉียนหัวเราะคิกคัก ห่มผ้านอนต่ออีกสักงีบหนึ่ง

ประมาณหนึ่งชั่วโมงต่อมา หวานเจียงแต่งหน้าทำผมเสร็จสิ้น เธอเดินไปเตะจ้าวเฉียนอีกครั้งหนึ่ง

จ้าวเฉียนสะดุ้งโหย่ง ลุกขึ้นมากรนด่าสาปแช่งทันควัน

“เธอบบ้าไปแล้วรึไง! มาปลุกทำไมอีก?”

“นี่มันกี่โมงกี่ยามแล้ว! ลุกไปอาบน้ำ! วันนี้มีนัดไปกองถ่ายกันไม่ใช่เหรอไง? ไหนว่าตกลงกันแล้ว?”

หวานเจียงสวนตอบในเสี้ยวอึดใจ

จ้าวเฉียนกลอกตาไปมาอย่างช่วยไม่ได้ วันนี้เป็นวันไหว้พระจันทร์ ถือเป็นวันหยุดอีกหนึ่งวันที่ทุกคนสมควรได้รับ แต่ในวันดีๆ แบบนี้เขากลับต้องออกไปดูอะไรก็ไม่รู้ ซึ่งมันน่าเบื่อมาก

หวางเจียงไม่สนใจว่าจ้าวเฉียนจะคิดเห็นยังไง แต่ในมุมมองของเธอ ชีวิตของคนเราไม่มีวันหยุดนอกจากตาย ถ้ามีโอกาสได้ไปดูงานจริงที่กองถ่าย มันก็ถือเป็นหน้าที่ที่ควรไปตรวจงานสักครั้ง

ซึ่งอันที่จริงแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลคือ หวานเจียงแค่ต้องการหาข้ออ้างออกไปข้างนอก หรือทำอะไรก็ได้ที่ไม่อยู่ในบ้านของจ้าวเฉียน เพราะความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับจ้าวเฉียนมันไม่ได้สวยหรูอย่างที่พ่อแม่ของฝ่ายชายคิด เธอจึงรู้สึกอึดอัดอย่างบอกไม่ถูก ราวกับตัวเองเป็นคนหน้าซื่อใจคตอะไรแบบนั้น

จ้าวเฉียนเองก็ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน เพราะเขาเป็นคนเอ่ยปากตอบรับเองว่าจะไปกองถ่ายในวันนี้ เขาจึงลุกขึ้นจากเตียงไปอาบน้ำแต่งตัวทันที

ทั้งสองเดินออกจากห้องนอนไปยังห้องนั่งเล่น

จ้าวฝู่กำลังทำงาน ส่วนอวีกุ้ยเฟิงก็อยู่ในห้องครัวเพื่อสั่งคนครัวเตรียมอาหารกลางวัน

ส่วนจ้าวเฉียนกับหวานเจียงก็เดินทางออกไปโดยตรง ขับรถไปยังสนามแข่งรถหยานจิ้ง

ถือว่ามาครั้งนี้ไม่เสียเปล่า เพราะบรรดาเจ้าหน้าที่ในกองถ่ายยังคงวิ่งวุ่นจัดเตรียมฉากกันอยู่ ถึงอย่างไรจ้าวเฉียนไม่กล้าเข้าไป เพราะเจ้าตัวไม่ต้องการให้อู่ซินมาเห็นเขา ถ้าเจอหน้ากันจริง จ้าวเฉียนกลัวว่าจะหาข้ออ้างมาอธิบายไม่ได้

“จู่ๆ ก็ปวดท้องแหะ ขอตัวเข้าห้องน้ำก่อนแล้วกัน เธอตามสบายเลย”

หลังจากจ้าวเฉียนพูดจบ เขาก็แสร้งทำเป็นกุมท้องวิ่งหนีออกไป

หวานเจียงกลอกตาอย่างคร้านจะใส่ใจ จับจ้องที่ยังแผ่นหลังของเขาที่เคลื่อนออกไปพลางสบถขึ้นว่า

“ขี้เกียจยังไม่พอยังอึไม่เป็นที่อีก”

คล้อยหลังบ่นจบ เธอก็เดินไปที่กองถ่ายเพียงลำพัง

พอเห็นว่าหวานเจียงกำลังเดินเข้ามา เฟิงเต๋อก็รีบวางโทรโข่งและวิ่งมาทักทายเธอได้ทัน ทุกคนโดยรอบต่างหยุดมองไปยังเธอ มองผู้กำกับที่กำลังกล่าวทักทายสาวสวยอย่างนอบน้อม

“ผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกัน? ดูผูกำกับเกรงใจเธอมาก”

“แต่เธอดูสวยมากเลย อาจจะเป็นแฟนของผู้กำกับก็ได้นะ?”

“เป็นไปไม่ได้หรอก ถ้าเธอเป็นแฟนของผู้กำกับจริง เขาคงปั้นเธอเป็นดาราดังนานแล้ว อีกอย่างนะ ในกองถ่ายแบบนี้ส่วนใหญ่ไม่มีผู้กำกับคนไหนพาแฟนมาหรอก”

“แล้วเธอเป็นใคร?”

…..

บรรดานักแสดงมากมายต่างคาดเดาถึงตัวตนของเธอต่างๆ นาๆ ในเวลานั้นเองเฟินเต๋อก็เดินตรงกลับมาพร้อมกับหวานเจียง

เฟิงเต๋อตะโกนเสียงดังฟังชัดว่า

“ทุกคนวางงานลงก่อน ผมขอแนะนำให้ทุกคนรู้จักนะ เธอคือประธานบริษัทฮวาหยินกรุ๊ป ซึ่งเป็นบริษัทที่ให้เงินทุนกำกับหนังแก่เรา พวกเรายินดีต้อนรับเธอด้วย”

ทุกคนต่างปรบมือให้ทันที

“ว้าว! ประธานฮวาหยินกรุ๊ปนี่เอง! นี่เธอยังเด็กอยู่เลยไม่ใช่เหรอ?”

“ไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมผู้กำกับถึงดูสุภาพกับเธอมาก เธอทั้งดูดีแถมรวยอีกด้วย เฮ้ออ…สักวันฉันจะมีชีวิตแบบนี้ไหมนะ!”

………..

นักแสดงแต่ละคนเดินเข้าไปทักทายหวานเจียงอย่างรวดเร็ว

อู่ซินเองก็กำลังเอ่ยปากชื่นชมหวานเจียงกับคนอื่นๆ เช่นกัน ซึ่งเธอเองก็อยากมีชีวิตที่สวยหรูแบบอีกฝ่ายเช่นกัน แต่ไม่รู้เลยว่าชาตินี้จะมีโอกาสแบบนั้นไหม

หวานเจียงโบกมือเชิงให้ทุกคนเงียบลง แล้วเธอก็เอ่ยขึ้นว่า

“ฉันมาที่นี่ก็เพื่อให้กำลังใจทุกคน วันนี้ทั้งๆ ที่เป็นช่วงเทศกาลไหว้พระจันทร์แท้ๆ แต่ยังต้องออกมาทำงาน ดังนั้นฉันขอเป็นเจ้ามือเลี้ยงมือเที่ยงเป็นการตอบแทนนะ อยากกินอะไรสั่งได้ไม่ต้องเกรงใจ!”

ทุกคนต่างตะโกนโห่ร้องส่งเสียงเชียร์หวานเจียงกันยกใหญ่

หวานเจียงยิ้มและพยักหน้าตอบ ยกมือส่งสัญญาณให้ทุกคนเงียบลงอีกครั้ง และหันไปถามเฟิงเต๋อว่า

“ทุกอย่างเรียบร้อยดีไหม?”

เฟิงเต๋อพยักหน้าและกล่าวตอบโดยเร็วว่า

“ทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดีครับ มีแค่ข้อผิดพลาเล็กๆ น้อยๆ เนื่องด้วยรถที่ต้องใช้ถ่ายทำต้องระเบิดจริง จึงทำให้ค่าต้นทุนสูงเป็นพิเศษ แต่ผลงานที่ได้นับว่าชิ้นโบแดงเลยครับ”

หวานเจียงพยักหน้าและกล่าวต่อว่า

“อืม ถ้าอย่างนั้น หลังจากนี้ก็พยายามควบคุมงบหน่อยแล้วกัน งั้นฉันไปนั่งรอคุณจ้าวก่อนแล้วกัน เขาเป็นเจ้าของบริษัทเฉียนเต๋อ หนึ่งในผู้ร่วมทุนของฉัน”

เฟิงเต๋อพยักหน้าและเดินหน้ากำกับหนังต่อทันที

หวานเจียงเดินไปนั่งข้างๆ กองถ่าย เฝ้าดูพวกเขาแสดงกันต่อไป

ตอนที่265 ทำลายภาพพจน์

เมื่อกล่าวถึงเรื่องนี้ จ้าวเฉียนไม่อยากขึ้นรับสืบทอดมรดกและนั่งเสวยสุขรอวันตายแบบทายาทมหาเศรษฐีคนอื่นๆ แต่เขาอยากจะเลือกออกไปสร้างธุรกิจด้วยตัวเองโดยอาศัยความสามารถที่มีอยู่เท่านั้น พูดง่ายๆ ว่าจ้าวเฉียนมีความใจกล้ามากกว่าพวกทายาทเศรษฐนีโดยส่วนใหญ่ เฉกเช่นหวานเจียงเป็นต้น

ดังนั้น หวานเจียงจึงค่อนข้างชื่นชมจ้าวเฉียนในเรื่องนี้อย่างยิ่งภายในใจ อย่างน้อยที่สุดเขาก็สามารถทำในสิ่งที่เธอต้องการมาตลอดได้ เพราะเธอถูกบังคับให้เรื่องมาตรงสายงานเพื่อรับช่วงต่อบริหารฮวาหยินกรุ๊ปโดยเฉพาะ และเธอไม่เคยทำตามฝันของตัวเองเลย

งานฉลองในมื้อเย็นกินเวลาไปเกือบสองชั่วโมงก่อนจะสิ้นสุดลง บรรดาญาติพี่น้องของจ้าวเฉียนถึงเวลาต้องลากันแล้ว จ้าวเฉียนกับหวานเจียงจึงอาสาเดินไปส่งพวกเขาลงจากภูเขา

หลังจากที่ญาติกลับกันหมด จ้าวเฉียนก็พาหวามนเจียงไปเดินเล่นในสนามกลอฟ์ส่วนตัวบนภูเขา

ทั้งสองพูดคุยกันอยู่พักหนึ่ง ทันใดนั้นจ้าวเฉียนก็เพิ่งจำสิ่งหนึ่งได้ นั้นคือเรื่องความร่วมมือระหว่างหวังเฉียงและหัวโหย่ว

เหลียวปี้เอ๋อร์ในขณะนี้กำลังพยายามซื้อหุ้นจากพี่ชายของเธออยู่ แต่จ้าวเฉียนค่อนข้างมั่นใจว่า เธอไม่น่าจะซื้อได้สำเร็จ

ดังนั้นจ้าวเฉียนจึงต้องการให้หวานเจียงออกโรงไปจัดการเอง และแอบซื้อหุ้นหัวโหย่วมาในนามของฮวาหยินกรุ๊ป นี่คงเป็นการดีที่สุดในการเข้าฮุบหัวโหย่วจากในเงามืด

ตราบใดที่หัวโหย่วถูกควบคุมโดยจ้าวเฉียนอย่างเบ็ดเสร็จ หลังจากนี้ต่อไปเขาย่อมสามารถทำอะไรก็ได้แล้ว และจะเริ่มวางรากฐานธุรกิจระยะยาวเพื่อเก็บเกี่ยวกำไรจำนวนมหาศาลในอนาคตต่อไป

เขาเล่าแผนการและความต้องการของเขาให้แก่หวานเจียงฟัง และขอให้เธอช่วยออกหน้าเจรจากับหัวโหย้ว

หวานเจียงเอ่ยถามขึ้นด้วยความสงสัยว่า

“ทำไมนายถึงสนในบริษัทเกมนี้จัง?”

จ้าวเฉียนไม่คิดจะปิดบังอะไรอยู่แล้ว เขาตอบไปตามตรงว่า

“ก็ความคับข้องใจส่วนตัวน่ะ ฉันไม่อยากให้คู่แข่งพัฒนาขึ้นมาเทียบชั้นได้”

“อ่าหะ? แค่เพราะข้องใจส่วนตัว นายจึงต้องการใช้เงินหลายร้อยล้านหยวนเพื่อแก้แค้นให้เป็นจริง? นี่นายคิดตื้นเกินไปรึเปล่า? แม้ว่าครอบครัวของนายจะมีเงินใช้ไม่ขาดมือ แต่ด้วยมุมมองความคิดและทัศนคติแบบนี้ของนาย สักวันสมบัติในครอบครัวจะต้องถูกนายผลาญเล่นในไม่ช้า ถ้าเกิดเป็นแบบนั้นขึ้นจริง ฉันคงไม่กล้าแต่งงานกับนาย อุตสาหกรรมยักษ์ใหญ่ขนาดนี้ ถ้าล้มขึ้นมาทีคงเป็นหนี้มหาศาล ฉันคงไม่มีปัญญาจ่ายไหว”

จ้าวเฉียนอารมณ์เสียมากเมื่อได้ยิน นี่มันหมายความว่ายังไง? ครอบครัวของเขามีเงินนับล้านล้าน และเพราะแบบนี้เธอเลยอยากแต่งงานกับเขา? แต่ถ้าตระกูลจ้าวล้มละลายขึ้นมา เธอจะไม่รักเขาแล้ว ตกลงนี่คบหากันที่เงินหรือหัวใจกันแน่?

“เหอะ เหอะ ที่แท้เธอก็หวังสมบัตินี่เอง! ถ้าฉันมีเงินเธอก็รัก ถ้าไม่มีก็แค่ทิ้ง ง่ายดีหนิ!”

จ้าวเฉียนกรนเสียงเย็นใส่

หวานเจียงตระหนักได้ทันทีว่า เธอพูดอะไรผิดไป แต่อันที่จริง สิ่งที่เธอต้องการจะสื่อมันไม่ได้หมายความแบบนั้น แค่ต้องการอยากจะเตือนสติจ้าวเฉียนไม่ให้ใช้อารมณ์เป็นที่ตั้งในการลงทุน เพราะอาณาจักรธุรกิจตระกูลจ้าวล้มขึ้นมา หนี้สินจำนวนกว่าล้านล้านจะถาโถมเข้าใส่อย่างเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งเธอคงไม่น่าจะเอาชีวิตรอดเช่นกันท่ามกลางสถานการณ์แบบนั้น

อย่างไรเสีย จ้าวเฉียนไม่ต้องการฟังคำอธิบายใดๆ ของเธอ และสะบัดแขนเธอทิ้งออกไปโดยตรง มุ่งหน้ากลับขึ้นเขา ซึ่งเธอเองก็วิ่งตามไปติดๆ ตลอดทางนั้นทั้งคู่ยังคงเงียบไม่พูดไม่จา

หวานเจียงทนต่อบรรยากาศแบบนี้ไม่ไหวแล้ว เธอจึงรีบวิ่งขึ้นหน้าตรงไปหยุดจ้าวเฉียนและขอโทษทันที

“อย่าทำแบบนี้ได้ไหม ฉันไม่ได้หมายความอย่างนั้น ฉันแค่อยากให้นายปรับเปลี่ยนวิธีคิดซะใหม่ ไม่อย่างนั้นชีวิตของพวกเราหลังจากนี้จะต้องทำงานใช้หนี้นับล้านล้าน ฉันไม่สนหรอกนะว่านายจะมีเงินมากน้อยเท่าไหร่ แต่อย่างน้อยก็ไม่อยากมีหนี้สินมากมายขนาดนั้น เข้าใจไหม?”

จ้าวเฉียนหัวเราะเย้ยคำหนึ่ง เอ่ยถามกลับไปว่า

“งั้นถ้าเราแต่งงานกันไป แล้วฉันล้มละลายขึ้นมา เธอจะขอหย่ากับฉันทันทีโดยไม่สนใจความรู้สึกกันเลยงั้นเหรอ?”

หวานเจียงถึงกับพูดไม่ออกเมื่อถูกถามแบบนี้ ขณะที่จ้าวเฉียนจับมือกำลังจะพาเธอกลับไป เธอก็ยืนนิ่งไม่ขยับเขยื้อนสักนิด ในกรณีแบบนี้เธอไม่อยากจะกลับเข้าบ้านจ้าวเฉียนอีกต่อไปแล้ว

หวานเจียงรีบชักมือกลับทันทีและกล่าวขึ้นว่า

“ในเมื่อนายไม่เชื่อใจฉัน ฉันคงไม่จำเป็นต้องกลับบ้านกับนายแล้ว”

“เหอะ เหอะ…จะมาไม้ไหนอีกล่ะ?”

จ้าวเฉียนเอ่ยถามขึ้นมีท่าทีเริ่มหงุดหงิด

หวานเจียงรู้สึกผิดภายในใจซ้ำสอง แต่เธอเป็นหญิงแกร่งตั้งแต่ยังเด็กแล้ว จึงแทบไม่เคยถูกใครพูดทำร้ายจิตใจ แต่จ้าวเฉียนคนนี้เป็นอย่างกับเจ้ากรรมนายเวร ทำให้เธอรู้สึกแย่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า เธอเกลียดความรู้สึกแบบนี้เป็นที่สุด

หวางเจียงกลั้นน้ำตาไม่ไหวอีกต่อไป เธอตะคอกใส่จ้าวเฉียนทั้งน้ำตาเสียงดังลั่นว่า

“จ้าวเฉียน! อย่าคิดว่าบ้านนายจะรวยแล้วจะพูดจาดูถูกอะไรฉันก็ได้! ถึงครอบครัวฉันจะไม่รวยเท่านาย แต่พวกเราก็มีเงินพอกินพอใช้ไปทั้งชาติ! ไม่จำเป็นต้องคุกเข่าเลียแข้งเลียขาคนอย่างนาย! อย่าคิดว่าตัวเองมีศักดิ์ศรีความเป็นคนสูงกว่าฉัน! ทุกคนล้วนมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน และไม่ได้วัดกันแค่ตัวเงิน!”

เมื่อหกปีก่อน จ้าวเฉียนเป็นคุณชายทายาทเศรษฐีที่ทำตัวเสเพ ใช้ชีวิตในวงการดำมืด แต่หลังจากอุบัติเหตุของอู่ซินในตอนนั้น มันก็ทำให้เขาเติบโตเป็นผู้ใหญ่และรู้จักคิดมากขึ้น อย่างที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ดังนั้นเขาไม่มีวันดูถูกหรือลดค่าใครอีกกับเพียงเพราะตัวเงิน

เหตุผลที่จ้าวเฉียนโกรธหวานเจียงขนาดนี้ เป็นเพราะหวานเจียงไม่สามารถตอบสนองความเป็นผู้หญิงในอุดมคติเขาได้ เธอชอบทำเรื่องผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ จนทำลายภาพลักษณ์ของเธอในใจของเขาไป

จ้าวเฉียนรู้สึกว่า เขากับหวานเจียงยังต้องปรับความเข้าใจกันอีกมาก ย่างน้อยที่สุดก็ยังไม่แต่งงานกันเร็วๆ นี้แน่นอน

แต่สมาชิกครอบครัวทั้งหลายกลับค่อนข้างพอใจในตัวหวานเจียงเป็นอย่างยิ่ง ดังนั้นขาไม่สามารถสู้กับเธอได้อีกแล้วในเวลานี้ มิฉะนั้นเกรงว่า ครอวครัวของเขาจะต้องออกโรงปกป้องเธอแน่นอน

ดังนั้นจ้าวเฉียนจึงจำใจต้องอธิบายกับหวานเจียงให้กระจ่าง เขาพยายามสงบสติอารมณ์อยู่สักครู่ก่อนกล่าวขึ้นว่า

“ฉันไม่ได้ตั้งใจจะดูถูกเธอเลย แค่ภาพลักษณ์ของเธอในหัวฉันทีแรกมันสมบูรณ์แบบมาก แต่เธอก็ชอบที่จะสร้างปัญหาเล็กๆ น้อยๆ จนเริ่มทำลายความสมบูรณ์แบบในอุดมคติของฉันทีละเล็กละน้อย เธอเข้าใจสิ่งที่ฉันเป็นอยู่ในตอนนี้ไหม? ฉันไม่ได้โกรธเธอเพราะเธอด้อยกว่าฉัน แต่เป็นเพราะเธอในตอนนี้มันไม่สมบูรณ์แบบมากพอ”

หวานเจียงถึงกับพูดไม่ออก เธอไม่รู้เลยว่าตัวเธอควรจะรู้สึกดีใจหรือเสียใจดีในขณะนี้? แต่ในทางตรงข้าม เขากลับขอให้เธอเป็นคนที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติของเขา? แล้วทำไมเขาถึงขอให้เธอเป็นแบบนั้น? ไม่มีเพชรใดที่ไร้ตำหนิ ไม่มีมนุษย์คนใดสมบูรณ์แบบไปหมด แค่ต้องการใช้ชีวิตร่วมกับเขา เธอจำเป็นต้องเปลี่ยนตัวเองให้สมบูรณ์แบบไร้ที่ติขนาดนั้นเหรองั้นเหรอ? นี่เป็นความปรารถนาที่สูงเกินจะเอื้อมถึง

หวานเจียงหัวเราะเยาะกับตัวเองและกล่าวตอบไปว่า

“ฉันไม่มีทั้งเงินและความสมบูรณ์แบบให้นายได้ ฉันว่าเราควรดูใจกันก่อนจริงๆ ถ้ายังแต่งงานทั้งที่ยังสับสนไม่เข้าใจกันอยู่แบบนี้ ฉันว่าอนาคตคงจบไม่สวยหรูเท่าไหร่”

จ้าวเฉียนพยักหน้าเห็นด้วยกับหวานเจียง

พอเห็นแบบนั้น หวานเจียงก็ยิ่งรู้สึกเศร้าใจจนส่งผ่านมายังใบหน้าอย่างชัดเจน เธอรู้สึกว่าจ้าวเฉียนกำลังปฏิเสธตัวเธอ เพียงเพราะไม่สามารถเป็นผู้หญิงที่สมบูรณ์แบบในอุดมคติเขาได้

หวานเจียงกล่าวต่อว่า

“ฉันจะจัดการเรื่องที่นายขอเอง ตราบเท่าที่หัวโหย้วยินดีขายหุ้น ฉันจะซื้อคืนกลับมาได้ให้มากที่สุดในนามฮวาหยินกรุ๊ป ในเวลานั้นถ้าได้ทั้งหมดตามต้องการแล้ว ฉันจะโอนหุ้นให้นายโดยตรง หลังจากนั้นนายก็จะสามารถตามล้างแค้นได้ตามต้องการตกลงไหม?”

จ้าวเฉียนพยักหน้ายิ้มตอบไปว่า

“ขอบคุณมาก ตอนนี้ฉันยังต้องรบกวนให้เธอเล่นตามน้ำไปก่อน หลังจากเทศกาลไหว้พระจันทร์จบลงและกลับเมืองตงไห่ เธอก็เป็นอิสระแล้วล่ะ ไม่ต้องห่วง ไปกันเถอะ กลับไปนอนกันดีกว่า”

หวานเจียงพยักหน้าและเดินกลับพร้อมควงแขนจ้าวเฉียนเดินจากไป จนถึงตอนนี้ไม่ว่าจ้าวเฉียนจะคิดกับเธอยังไง แต่เธอก็ยังเต็มใจที่จะช่วยเหลือจ้าวเฉียนให้ถึงที่สุด

ไม่นานทั้งสองก็กลับเข้าบ้าน

อวีกุ้ยเฟิงทำความสะอาดห้องนอนให้แกทั้งคู่ไว้แล้ว ห้องนอนเป็นเตียงคู่สำหรับสองคน ทั่วทั้งห้องประดับตกแต่งเป็นโทรสีแดงหรูหร่า ราวกับเป็นเรือนหออย่างไงอย่างงั้น

“อิอิ…กลับมากันแล้วเหรอ? นี่ก็ดึกมากแล้วนะ รีบอาบน้ำนอนกันเถอะ ฝันดีนะ หุหุ…”

อวีกุ้ยเฟิงโบกมือลาทั้งคู่และเดินจากไปพร้อมรอยยิ้มแปลกๆ

จ้าวเฉียนและหวานเจียงเองก็เดินออกไปส่งเธอกลับเข้านอน และเข้าห้องปิดประตูอย่างรวดเร็ว นี่มันน่าอายชะมัด ทั้งสองกำลังอยู่ในช่วงไม่ลงรอยกันอยู่แท้ๆ แล้วใครจะกล้านอนร่วมเตียงกัน?

ตอนที่264 ผมต้องกลับมารับมรดกล้านล้านหยวนจริงเหรอเนี่ย

เมื่อเห็นสีหน้าของหวานเจียงดกูไม่มีความสุขนัก จ้าวเฉียนก็เอ่ยถามขึ้นทันที

“เกิดอะไรขึ้น?”

หวานเจียงถอนหายใจเฮือกหนึ่งและเล่าเรื่องงบประมาณของเฟิงเต๋อให้จ้าวเฉียนฟัง

ในความคิดของจ้าวเฉียนนี่ถือเป็นเรื่องปกติ ท้ายที่สุดนี้มันคือหนังที่เกี่ยวข้องกับรถแข่ง จำเป็นต้องเช่าสนามแข่งรถจริงและขับแข่งมืออาชีพตัวจริงเสียงจริงมาเล่นฉากหวาดเสียว ยิ่งไปกว่านั้นจำเป็นต้องจ้างคนประกอบฉากเข้ามาเป็นผู้ชมในสนามอีก นี่ยังไม่รวมถึงทีมแพทย์ที่ต้องจ้างมาดูแลอย่างใกล้ชิด ดังนั้นราคาทุนการถ่ายทำจึงสูง

ตราบเท่าที่เฟิงเต๋อไม่ได้นำเงินไปใช้จ่ายตามอำเภอใจ และทุ่มทุนทั้งหมดลงในตัวหนัง ก็ถือว่าคุ้มค่า

หวานเจียงเหลือบมองจ้าวเฉียนท่าทีเงียบงัน เธอเอ่ยตอบไปว่า

“ก็บ้านนายอย่างกับเหมืองเพชรหนิ จะจ่ายเท่าไหร่ก็ได้ไม่ต้องห่วงหน้าห่วงหลัง ซึ่งงบประมาณของโปรเจคนี้ทีแรกก็ตั้งไว้แค่300ล้าน หวังเข้าบ็อกซ์ออฟฟิศกวาดรายได้มาสัก700ล้าน หหักลบกลบหนี้ก็ยังทำกำไรได้ประมาณหนึ่ง แต่นี่เพิ่งถ่ายได้ไม่ทันไรงบจะทะลุ400ล้านแล้ว นั้นหมายความว่า ถ้าเรายังต้องการทำกำไรในอัตราเท่าเดิม หนังเราจะต้องทำเงินได้เกินกว่าพันล้าน นายคงรู้ใช่ไหมว่า มีหนังแค่กี่เรื่องเองที่สามารถทำกำไรได้ระดับนั้น?”

หวานเจียงคิดแบบนี้ก็ไม่ผิด เพราะบริษัทของเธอเน้นสนใจเพียงแค่การฉายหนังในโรงภาพยนตร์ หรือก็คือเน้นทำกำไรจากบ็อกซ์ออฟฟิศเท่านั้น ในหัวของเธอจึงคิดว่าช่องทางทำเงินมีเพียงทางเดียว

แต่วิสัยทัศน์ของจ้าวเฉียนกว้างไกลกว่านั้น รายได้จากการฉายเป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น การถ่ายหนังสักเรื่องก็ไม่ต่างอะไรจากการสร้างสินค้ามูลค่าสูงชิ้นหนึ่งหนึ่งอยู่ในมือ ซึ่งเราสามารถนำไปต่อยอดต่อได้โดยการ ขายลิขสิทธิ์จัดจำหน่ายเพื่อแปรรูปสินค้า เช่นของที่ระลึก ของเล่น รวมไปถึงการขายลิขสิทธิ์ให้ค่ายอื่นไปทำพเป็นซีรีย์ต่อ เป็นต้น

ภาพยนตร์ฟอร์มยักษ์จากเงินลงทุนกว่า400ล้านหยวน แม้ว่ารายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศจะได้มาเพียงร้อยล้าน แต่นี่ถือว่ายังไม่ขาดทุน เนื่องจากพวกเขายังมีลิขสิทธิ์ของตัวหนังอยู่ในมือ และยังสามารถนำหนังเรื่องนี้ไปออกอากาศในสื่อออนไลน์บนอินเตอร์เน็ตได้ในรูปแบบของสมาชิกแพลตฟอร์มระดับVIPเท่านั้น ก็ว่ากันไป ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังสามารถนำหนังเรื่องนี้บุกตลาดต่างประเทศก็ได้ด้วย

ตราบใดที่ยังมีลิขสิทธิ์อยู่ในมือ สักวันหนึ่งย่อมสามารถเรียกทุนคืนกลับมาได้เสมอ เพียงว่าภาพยนตร์บางเรื่องอาจไม่ตรงกับกระแสความนิยมในปัจจุบันและต้องใช้เวลานานสักหน่อย แต่ไม่ว่าจะกรณีใด การลงทุนในวงการภาพยนตร์ก็ไม่ขาดทุนอย่างแน่นอน ดีไม่ดีถ้าเกิดหนังดังเป็นพลุแตก อาจคืนทุนได้ภายในชั่วข้ามคืน

หวานเจียงหลอกตามองบนไม่พูดไม่จา เหตุผลที่จ้าวเฉียนกล้าที่จะรุกหน้าขนาดนี้เป็นเพราะเขามีเงินใช้ไม่ขาดมือ มันก็ถูกของเขาที่มันจะคืนทุนในสักวัน แต่ถ้าหนังมันไม่เป็นกระแสขึ้นมาอาจต้องใช้เวลาถึงหลายปีหรือนานกว่านั้น แล้วระหว่างฮวาหยินกรุ๊ปจะเอาเงินที่ไหนมาหมุน?

จ้าวเฉียนเข้าใจหมายความของหวานเจียงเช่นกัน ดังนั้นเขาจึงไม่บังคับเธอว่าครวรจะเลือกทางใด นักลงทุนแต่ละคนล้วนมีปรัชญาทางธุรกิจเฉพาะบุคคล

แต่เพื่อปัดเป่าความกังวลของหวานเจียง จ้าวเฉียนจึงปลอบเธอไปว่า

“เอาแบบนี้แล้วกัน ฉันขอใช้บริษัทเฉียนเก๋อเป็นประกันว่า รายได้จากบ็อกซ์ออฟฟิศของหนังเรื่องนี้ต้องไม่น้อยกว่าพันล้าน ถ้าไม่ถึงยอดที่กำหนด ฉันจะจ่ายส่วนที่เสียไปให้เอง โอเคไหม?”

หวานเจียงหัวเราะขึ้นทันที โอบแขนจ้าวเฉียนและกล่าวน้ำเสียงเย็นตอบไปว่า

“ในเมื่อนายพูดมาขนาดนี้ รายได้เปิดตัวต้อง1.5พันล้านเป็นอย่างต่ำ ถ้ามากกว่า1.5พันล้าน ฉันแบ่งให้นายเจ็ดในสิบส่วนเลย ฉันของแค่สามส่วนพอ แต่ถ้าน้อยกว่าที่ตั้งเป้าไว้ เจ็ดส่วนต้องเป็นของฉัน ว่าไงล่ะ?”

จ้าวเฉียนกลอกตาแวบหนึ่งอย่างช่วยไม่ได้ แต่ก็ยังหันกลับมายิ้ม ยื่นหน้าเข้าชิดใกล้หวานเจียงและกล่าวขึ้นว่า

“นี่เธอเห็นฉันโง่รึเปล่า? ถ้าอนาคตต่อไปฉันแต่งงานกับเธอจริงๆ เงินของฉันก็เป็นของเธอ ส่วนเงินของเธอก็เป็นของฉัน เราถือว่าใช้กระเป๋าเงินเดียวกัน ใครได้เท่าไหร่มันก็ไม่ต่างกันเลย ดังนั้นถ้าเธอเอาเจ็ดส่วนไปตั้งแต่ตอนนี้ เธอก็ต้องนำส่วนดังกล่าวไปแจกจ่ายเป็นเงินปันผลให้แก่บรรดาผู้ถือหุ้น นั่นไม่เท่ากับว่าปล่อยเงินให้ไหลออกจากกระเป๋าโดยเปล่าหรอกเหรอ? เธอลองคำนวณให้ดีดกูก่อนว่าที่พูดไปมันจริงไหม?”

เมื่อได้ยินสิ่งที่จ้าวเฉียนพูดไปแบบนั้น หวานเจียงก็เพิ่งตระหนักได้ว่ามันเป็นความจริงและสมเหตุสมผลอย่างมาก หากเธอแต่งงานกับจ้าวเฉียนในอนาคต เงินที่เธอได้รับในวันนี้ก็คือของเธอไม่ใช่เหรอ?

ดังนั้นไม่มีใครทำเรื่องโง่ๆ อย่างการเอาเงินไปประเคนให้คนอื่นแน่นอน

“ถ้างั้นก็ไม่ต้องรับประกันอะไรหรอก บางทีสถานการณ์อาจจะไม่เลวร้ายอย่างที่คิด”

หวานเจียงพูดน้ำเสียงหนักแน่น

จ้าวเฉียนหัวเราะคิกคักเอ่ยถามขึ้นว่า

“แล้วไม่กลัวหนังขาดทุนแล้วเหรอ?”

หวานเจียงรีบตอบกลับไปทันที

“ห่ะ! แล้วจะปล่อยให้ขาดทุนทำไมล่ะ! ที่ฉันยพูดไปแบบนั้นเพราะตอนนี้ฉันไม่กลัวแล้ว ยังไงซะฉันก็ไม่ได้ตัวคนเดียว มีนายอยู่ทั้งคน ถ้าขาดทุนจริงนายเองก็พลอยเสียเงินไปด้วยนั่นแหละ!”

จ้าวเฉียนหัวเราะคิกคัก โอบกอดหวานเจียงในอ้อมแขนอย่างแผ่วเบา ทันใดนั้นเขาก็จำเรื่องตลกเรื่องนึงขึ้นมาได้ โดยเล่าให้เธอฟังไปว่า มีชายชราอยู่คนหนึ่งที่เป็นหนี้อยู่ก้อนโต สุดท้ายก็จปัญญาหาเงินมาใช้ เลยต้องขายลูกสาวเพื่อชำระหนี้สินไป หลังจากที่ลูกสาวแต่งงานกับชายคนนั้น คืนหนึ่งเธอก็ตื่นขึ้นมาและกล่าวกับสามีว่า

“เราต้องรีบไปทวงเงินจากพ่อ อย่าปล่อยเขาไปเด็ดขาด”

แม้ว่านี่จะฟังดูเป็นเรื่องตลกร้าย แต่ถ้าสังเกตดีๆ มันค่อนข้างเหมือนกับตัวหวานเจียงจริงๆ หนี้ก้อนโตของชายชราคนนั้นก็คือบุญคุณค่ารักษาการเชิญทีมศัลยแพทย์ให้มาช่วยชีวิต และการทวงหนี้ก็คือการที่จ้าวเฉียนเข้ามาควบคุมฮวาหยินกรุ๊ปนั่นเอง

หลังจากที่ทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนุกสนานพักหนึ่ง หวานเจียงก็พูดขึ้นมาว่า

“จะว่าไปเราไปดูกองถ่ายกันหน่อยดีไหม? บังเอิญว่าพวกเขามีฉากที่ต้องถ่ายที่สนามแข่งหยานจิ้งพอดี?”

ขณะนี้เป็นเวลาเกือบจะหกโมงเย็นได้ ด้านครอบครัวจ้าวเฉียนน่าจะเตรียมดินเนอร์ชุดใหญ่รอพวกเขากลับมาแล้ว และนี่เป็นมื้ออาหารที่สำคัญอย่างยิ่ง จ้าวเฉียนจึงแนะนำให้ไปเยี่ยมชมกองถ่ายพรุ่งนี้จะดีกว่า

หวานเจียงพยักหน้าตอบและยืนขึ้นพร้อมพูดว่า

“งั้นไปกันเถอะ อย่าปล่อยให้ทุกคนรอกันเลย”

จ้าวเฉียนพยักหน้า ลุกขึ้นแบกของและพาหวานเจียงกลับบ้าน

พอทั้งสองกลับถึงบ้าน อาหารเย็นก็พร้อมได้ที่แล้ว งานเลี้ยงในคืนนั้นจัดขึ้นที่ห้องปาร์ตี้ภายในคฤหาสน์ตระกูลจ้าว และทุกคนในครอบครัวต่างใช้เวลาร่วมกันอย่างมีความสุข ซึ่งนี่จะเห็นได้ว่าทุกคนต่างรักใคร่หยางเจียงมากแค่ไหน พวกเขาพอใจกับเธอคนนี้จริงๆ และหวังว่าเธอจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของตระกูลจ้าวจริงๆ ในอนาคต

หวานเจียงยิ้มและหันมากล่าวกับอวีกุ้ยเฟิงว่า

“คุณแม่จ้าวเฉียนค่ะ พวกคุณแต่ละคนล้วนเป็นคนใหญ่คนโตทั้งนั้น หนูรู้สึกประหม่าจริงๆ ค่ะ ถ้าหากในอนาคตหนูเกิดไม่ได้แต่งงานกับจ้าวเฉียนจริงๆ หนูจะไม่ลืมงานเลี้ยงในคืนนี้ไปตลอดชีวิตเลยค่ะ หนูมีความสุขจริงๆ ขอบคุณมากเลยนะคะ”

อวี้กุ้ยเฟิงหัวเราะพลางตอบไปว่า

“ถ้าอย่างนั้นเธอก็ต้องยิ่งพยายามปรับตัวเข้ากับจ้าวเฉียนให้ได้ ทั้งสวยทั้งมีความสามารถอย่างเธอ ฉันไม่อยากปล่อยให้หลุดมือเลยจริงๆ ถ้าเธอ…สามารถมีหลายนให้ฉันได้ ฉันกับสามีจะจัดงานแต่งงานให้พวกเธอทั้งคู่ทันที”

หวานเจียงเธอเป็นคนฉลาด ย่อมเข้าใจในสิ่งที่อวีกุ้ยเฟิงพยายามจะสื่อถึง ตราบเท่าที่เธอสามารถตั้งครรภ์และมีลูกให้กับตระกูลจ้าวได้ ทั้งจ้าวฝู่และอวีกุ้ยเฟิงจะต้องจับเธอมาแต่งงานกับจ้าวเฉียนในทันทีทันใด

ต้องยอมรับเลยว่านี่เป็นเคล็ดลับทั่วไปของบรรดาหญิงสาวที่ต้องการแต่งเข้าตระกูลร่ำรวย เป็นวิธีรวบหัวรวบหางที่ทั้งเรียบง่ายและมีประสิทธิภาพ

อย่างไรก็ตาม หวานเจียงไม่ใช่หญิงสาวธรรมดาทั่วไป เธอรู้สึกรังเกียจอย่างมากหากต้องใช้วิธีต่ำทรามแบบนี้ เพื่อพาตัวเองเข้าตระกูลใหญ่ เธอจึงแสร้งปั้นหน้าทำเป็นไม่เข้าใจและยิ้มตอบไปว่า

“หนูก็หวังแบบนั้นเหมือนกันค่ะ ไปฉลองกับคนอื่นๆ ต่อกันเถอะค่ะ ฮ่าฮ่า…”

อวีกุ้ยเฟิงยิ้มตอบและเดินออกไปพูดคุยกับคนอื่นๆ ต่อ

หลังจากนั้นไม่นาน ทุกคนก็กลับไปนั่งที่ประจำของตัวเอง ตอนนี้ถึงเวลาแล้ว พวกเขากำลังรอให้จ้าวฝู่ออกมาให้พรสำหรับวันเทศกาลไหว้พระจันทร์นี้

ไม่กี่นาทีต่อมา จ้าวฝู่ก็เข็นชายชราออกมาพบปะ ทุกคนรีบลุกขึ้นกล่าวทักทายและอวยพรทั้งสองอย่างรวดเร็ว

จ้าวเฉียนรีบก้าวออกไปข้างหน้าเพื่อไปกอดทันที และเข้ามาเข็นรถเข็นของคุณปู่แทนพ่อของเขา

เมื่อพาคุณปู่นั่งลงที่หัวโต๊ะ จ้าวฝู่ก็ระเบิดหัวเราะเสียงดังและกล่าวขึ้นว่า

“เอาล่ะทุกคน นั่งลงเถอะ วันนี้เป็นงานฉลองเทศกาลไหว้พระจันทร์ประจำปี อีกทั้งยังเป็นงานเลี้ยงต้อนรับหวานเจียงอีกด้วย!”

หลังจากพูดจบจ้าวฝู่ถึงจะนั่งลง ยามนั้นคนอื่นๆ ถึงจะกล้านั่งลงตาม

เป็นเวลานานมากแล้วที่จ้าวเฉียนไม่ได้พบกับคุณปู่ นี่ถือเป็นช่วงเวลาที่สำคัญกับเขาอย่างยิ่งในชีวิต เขาไม่สนใจเรื่องกินดื่มแม้สักนิด แต่บรรจงป้อนข้าวคุณปู่เขาอย่างยิ้มแย้ม เนื่องจากพอแก่ตัวลงมือไม้ก็อ่อนแอลงไปด้วย จำเป็นต้องมีคนคอยป้อนอยู่ตลอด ซึ่งจ้าวเฉียนก็เข้ามาทำหน้าที่นี้ได้อย่างดีเยี่ยม

จ้าวฝู่ที่เห็นแบบนั้นก็ค่อนข้างพอใจในตัวจ้าวเฉียนอย่างมาก เขายิ้มถามขึ้นว่า

“จ้าวเฉียน ถ้าแกอยากจะกลับมารับสืบทอดธุรกิจที่บ้านเมื่อไหร่ ฉันก็พร้อมต้อนรับแกทุกเมื่อ”

จ้าวเฉียนวางช้อนลงบนจานทันที และหันกลับมาเอ่ยตอบน้ำเสียงจริงจังว่า

“พ่อ อย่าบังคับผมแบบนี้สิ ยังไงก็ตามธุรกิจที่ผมก่อร่างสร้างขึ้นมากับมือก็กำลังไปได้สวย ส่วนเวลานี้ ผมอยากดูแลคุณปู่ให้ดีที่สุดก่อน จริงไหมครับปู่?”

คุณปู่หัวเราะขึ้นทันทีและตอบว่า

“ใช่ ใช่ ใช่…ไอ้ฝู่แกก็อย่าไปบังคับหลานมันมาก ออกไปล้มลุกคุกคลานให้พอใจ แล้วค่อยกลับมารับช่วงต่อก็ไม่สาย”

จ้าวเฉียนที่ได้ยินดังนั้นก็ทำอะไรไม่ถูกไปพักหนึ่ง คุณปู่พูดราวกับว่า เขาทำอะไรไม่ได้ ลองบริหารธุรกิจเล่นๆ จนพอใจค่อยกลับมาอย่างใดอย่างนั้น

“โถ่ว…ผมเสียใจนะปู่ที่พูดแบบนั้น ถ้าผมทำตามฝันไม่สำเร็จขึ้นมา ผมต้องกลับมารับมรดกล้านล้านหยวนจริงเหรอเนี่ย?”

จ้าวเฉียนถอนหายจใจด้วยความโศกเศร้าอย่างช่วยไม่ได้

ทุกคนต่างพากันหัวเราะกันคิกคัก

หวานเจียงเองก็สุดจะกลั้นขำ หัวเราะไม่หยุดหย่อนจนท้องแข็ง เธอไม่คิดว่านั้นจะใช่สิ่งเลวร้ายอะไรเลย

ตอนที่ 262 ฉันนี่แหละทายาทมหาเศรษฐี

ท่าทีของหวานเจียงในขณะนี้ผ่อนคลายลงอย่างรวดเร็ว และครอบครัวของจ้าวเฉียนดูเหมือนจะเข้ากับเธอได้จริงๆ

ในเวลานั้นเอง จ้าวฝู่ก็เข็นชายชราคนหนึ่งออกมา

จ้าวเฉียนหันไปพูดกับหวานเจียงโดยไวว่า

“นี่คุณปู่ฉันเอง แล้วคนที่เข็นอยู่คือพ่อฉัน”

หวานเจียงเริ่มเก็บอาการสำรวมขึ้นทันที จากนั้นก็โค้งศีรษะทักทายให้แก่จ้าวฝู่และชายชราคนนั้นด้วยความสุภาพเรียบร้อยยิ่ง

“สวัสดีค่ะคุณปู่ หนูชื่อหวานเจียง เป็นเพื่อนของจ้าวเฉียนค่ะ”

ชายชราคลี่ยิ้มหัวเราะคิกคักเล็กน้อยและเอ่ยตอบน้ำเสียงเชื่อยแช่มไปว่า

“อืม อืม…เธอคงเป็นแฟนสาวของหลานชายฉันใช่ไหม?”

ทุกคนหัวเราะครืนขึ้นที

ใบหน้าของหวานเจียงแปรเปลี่ยนเป็นสีแดงก่ำขึ้นทันควัน รีบเอ่ยตอบกลับไปว่า

“คุณปู่เข้าใจผิดแล้วนะคะ หนูไม่ใช่แฟนเขา แฟนกันที่ไหนทิ้งให้หนูนั่งร้องไห้เป็นบ้าเป็นหลังอยู่คนเดียวจริงไหมค่ะ?”

จ้าวเฉียนได้แต่ยิ้มแห้งพูดไม่ออกบอกไม่ถูก หน้าเปลี่ยนสีมืดขรึมอยู่แบบนั้น

ชายชราโบกมือให้จ้าวเฉียนเข้ามา

จ้าวเฉียนทำได้เพียงเดินเข้าไปอย่างรวดเร็ว ยิ้มอย่างเชื่องช้ากล่าวขึ้นว่า

“คุณปู่ ผมว่าเธอตีสนิทผมเพราะจะหลอกเอาเงินแน่เลย”

ชายชรายกไม้เท้าฟาดใส่จ้าวเฉียนไปทีสองทีพลางบ่นขึ้นว่า

“ไอ้หลานคนนี้ แกนี่เหมือนพ่อแกไม่มีผิดเลยนะ ตอนนั้นมันก็คิดว่าแม่แกจะหลอกคบเอาเงิน จนสุดท้ายทะเลาะกันบ้านแทบแตก ยังดีที่ย่าปลอบแม่แกทัน ไม่อย่างนั้นแกไม่มีทางยืนอยู่ตรงนี้แน่นอน”

“ฮ่าฮ่า…”

จ้าวฝู่กับอวีกุ้ยเฟิงสบตากันแวบหนึ่งพลางร่วนหัวเราะด้วยความเก้อเขิน

จ้าวเฉียนที่สังเกตเห็นดังนั้นจึงพูดติดตลกขึ้นว่า

“ถ้าอย่างนั้น คงเรียกได้ว่า ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ ถึงไม่ต้องมองหน้าว่าคล้ายกันแค่ไหน แต่ดูจากนิสัยใครๆก็รู้จักทีว่าพ่อลูกกัน”

ทุกคนระเบิดหัวเราะคิดคักหนักเข้าไปใหญ่

จ้าวฝู่ยกเท้าแตะก้นจ้าวเฉียนไปที และหันมากล่าวกับหวานเจียงว่า

“หนูชื่อหวานเจียงใช่ไหม? ไปคุยกันข้างในบ้านก่อนดีกว่า”

พอจ้าวฝู่เอ่ยปากพูดเมื่อไหร่ ทุกคน ณ ที่แห่งนี้ต้องเชื่อฟัง พวกเขาเร่งพาจ้าวเฉียนกับหวานเจียงเข้าไปในบ้านทันที

อวีกุ้ยเฟิงเข้าไปในห้องครัวและนำอาหารที่ทำขึ้นมาสุดฝีมือออกมาเสิร์ฟอย่างรวดเร็ว และชวนให้หวานเจียงลองทานดูว่าอร่อยไหม

ระหว่างทางจวบจนตอนนี้เสียงชมยังดังไม่ขาดปาก ทำเอาหวานเจียงประหม่าเกินกว่าจะกินได้ แต่จ้าวเฉียนก็สะกิดย้ำเธอไปว่า แม่ของเขาอุตส่าห์ทำให้คนพิเศษอย่างเธอเท่านั้น หวานเจียงควรจะกินบ้างไม่มากก็น้อย ดังนั้นเธอจึงหยิบช้อนส้อมตักเข้าปากทันทีอยู่หลายคำ หยิบผ้าขึ้นมาเช็ดปากบอกกับทุกคนว่าเธออิ่มแล้ว

น้าสาวของจ้าวเฉียนยิ้มและกล่าวขึ้นว่า

“กำลังรักษาหุ่นเหรอ? ถึงกินไม่ค่อยเยอะเลย? อดอาหารแบบนี้มันไม่ดีต่อร่างกายนะ”

จ้าวเฉียนที่ได้ยินดังนั้นก็รีบแนะนำตัวให้หวานเจียงฟัง

“นี่คุณน้าสาวของฉันเอง อันที่จริงเธอมีศักดิ์เป็นป้านั่นแหละ แค่เธอไม่ชอบให้เรียก”

น้าสาวได้ยินดังนั้นพลันแยกเขี้ยวขู่จ้าวเฉียนเล็กน้อย บอกไปว่าห้ามเรียกเธอป้าอีก

หวานเจียงยกมือป้องปากหัวเราะเล็กน้อย และยิ้มตอบกลับไปว่า

“คุณน้าไม่ต้องห่วงนะคะ พอดีหนูทานมาตั้งแต่บนเครื่องแล้วค่ะ แต่หนูเห็นว่าคุณแม่จ้าวเฉียนอุตส่าห์ตั้งใจทำมาให้ หนูเลยอยากกินแค่สองสามคำว่าอร่อยแค่ไหน กลัวจะทำให้คุณแม่จ้าวเฉียนผิดหวัง”

“ฮ่าฮ่า….”

ทุกคนพอใจอย่างยิ่งกับกลวิธีการพูดของหวานเจียง เธอสามารถปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์ได้เร็วมาก

จ้าวเฉียนนั่งมองอยู่เคยงข้าง ปล่อยให้หวังเจียงพูดแสดงออกไปคนเดียว เขายังคงทราบดีภายในใจ การจะมาเป็นภรรยาของเขาในอนาคต ต่อจากนี้เป็นต้นไปมันไม่ใช่เพียงแค่เรื่องของคนสองคน แต่ยังต้องคำนึงถึงทุกคนในครอบครัวอีกด้วย IQการทำงานต้องไม่ต่ำ EQการเข้าหาสังคมต้องผ่านเกณฑ์

สำหรับเรื่องรูปลักษณ์หน้าตา อู่ซินกับเหลียวเซียวหยุนค่อยข้างใกล้เคียงกับหวานเจียง แต่ในแง่ของความสามารถและการปรับตัว รวมไปถึงประสบการณ์การเข้าสังคม หวานเจียงชนะขาดลอย

ด้วยภูมิหลังของครอบครัวจ้าวเฉียน งานสังคมเป็นเรื่องที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ดังนั้นผู้หญิงที่มีทั้งความสามารถในการปรับตัวและรูปลักษณ์หน้าตาอย่างหวานเจียง คือคนที่เหมาะสมกับจ้าวเฉียนที่สุดแล้ว

ทีแรกหวานเจียงยังดูมีท่าทีประหม่าอยู่บ้าง แต่พอเธอได้มีโอกาสพูดคุยและโต้ตอบกับคนอื่นๆ เธอก็ดูเป็นธรรมชาติขึ้นอย่างเห็นชัด

ทุกคนในที่นี้ล้วนทราบถึงภูมิหลังและสถานะของหวานเจียงมาบ้างแล้ว พอได้พูดคุยกับเธอจริงๆก็ยิ่งรู้สึกพอใจเข้าไปใหญ่

ถึงแม้ว่าสภาพครอบครัวของหวานเจียงจะด้อยกว่า แต่คุณสมบัติโดยส่วนตัวของหวานเจียงถือว่าสูงผิดคาด ซึ่งนี่สามารถนำมาทดแทนช่องว่างนั้นได้อย่างไม่ต้องสงสัย

ในเวลานั้นเอง หวานเจียงก็เอ่ยปากถามจ้าวฝู่กลับไปเช่นกันว่า

“คุณพ่อจ้าวเฉียนค่ะ หนูขอถามหน่อยได้ไหมค่ะว่า ทางบ้านทำธุรกิจอะไร คือหนู…ไม่รู้เรื่องของทางนี้เลยค่ะ”

จ้าวฝู่ยิ้มตอบไปว่า

“จ้าวเฉียนเคยเล่าเกี่ยวกับสถานะของครอบครัวเราให้หนูฟังบ้างไหม?”

หวานเจียงส่ายหัวอย่างว่างเปล่า

“ไม่เลยค่ะ เขาไม่เคยเล่าเรื่องที่บ้านให้หนูฟังเลยสักครั้ง แต่หลังจากที่เธอเจอคุณแม่จ้าวเฉียนครั้งล่าสุด หนูก็พอจะเดาได้ว่าครอบครัวของคุณน่าจะร่ำรวยในระดับนึง ตอนแรกหนูคิดแค่นั้นจริงๆค่ะ แต่พอมาวันนี้ได้เห็นป้ายทะเบียนรถของคุณ หนูกลับไม่นึกเลยว่าจะเป็นระดับมหาเศรษฐีขนาดนี้ ยิ่งได้เห็นคฤหาสน์กลางภูเขาส่วนตัว หนูยิ่งมั่นใจเลยค่ะว่าพวกคุณต้องไม่ใช่มหาเศรษฐีทั่วไปแน่นอน หนูเลยสงสัย…”

แต่เริ่มเดิมทีทุกคนคิดว่า เหตุผลที่หวานเจียงเลือกที่จะคบกับจ้าวเฉียน โดยส่วนใหญ่เป็นเพราะความร่ำรวยของตระกูลจ้าว

แต่ตอนนี้ พอหวานเจียงบอกว่า จ้าวเฉียนไม่เคยเล่าเรื่องครอบครัวให้ฟังเลย นี่แสดงให้เห็นอย่างชัดแจ้งแล้วว่า ที่หวานเจียงชอบจ้าวเฉียน เป็นเพราะเธอชอบเขาจากใจจริง

สำหรับพวกไฮโซทั้งหลาย ข้อห้ามสำคัญระหว่างจีบใครสักคนคือ การเปิดเผยสถานะตัวเองตั้งแต่แรกเห็น ซึ่งการที่หวานเจียงตกหลุมรักจ้าวเฉียนโดยไม่มีเรื่องสถานะเข้ามาเกี่ยวข้องจนถึงบัดนี้ นี่ยิ่งได้ใจทุกคนในที่นี่ไปอย่างไม่ต้องสงสัย

จ้าวฝู่ยิ้มตอบอย่างมีความสุขว่า

“ฉันคงบอกแบบเฉพาะเจาะจงไม่ได้แหะ เพราะธุรกิจที่ครอบครัวเราดูแลมันมีค่อนข้างเยอะมาก คราวๆที่พอมีชื่อเสียงก็อย่างเช่น ฟู่ไห่ อินเวสเม้นท์, ธุรกิจโรงแรมอย่างเช่นโรงแรมตงไห่ที่หนูน่าจะรู้จัก และอีกหลายสาขาทั่วประเทศ, บริษัทขุดเจาะน้ำมัน, บริษัทขนส่งทางทะเล, อสังหาริมทรัพย์, ธุรกิจภาพยนตร์ก็มีนะ ทั้งหมดอยู่ในเครือของบริษัทหยานจิงโอเชี่ยนเวลท์กรุ๊ป”

จ้าวฝู่นึกชื่อบริษัทไหนในเครือได้พูดออกมาอย่างลวกๆ ซึ่งหากให้นับกันจริงๆมันมีบริษัทมากกว่าร้อยแห่งเห็นจะได้ และแต่ละบริษัทย่อยในเครือล้วนมีมูลค่าทรัพย์สินเท่ากับฮวาหยินกรุ๊ปนับสิบหรือร้อยแห่งรวมกันเสียอีก!

หวานเจียงตื่นตกใจอย่างยิ่งจนอ้าปากค้างเติ่งเป็นก้อนหินแบบนนั้น ปรากฏว่าชายตรงหน้าของเธอก็คือ จ้าวฝู่ ประธานหัวเรือใหญ่แห่งบริษัทหยานจิงโอเชี่ยนเวลท์กรุ๊ป!

ฟังว่าแค่มูลค่าทรัพท์สินส่วนตังของชายคนนี้เพียงลำพังก็มีมากกว่าแสนล้านหยวนแล้ว นี่ยังไม่รู้ทรัพท์สมบัติของทั้งตระกูล จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมรายชื่อของเขาถึงขึ้นติดหนึ่งในสามมหาเศรษฐีระดับประเทศ! แต่ทุกคนล้วนทราบดี ถ้าจ้าวฝู่คิดจะลงดาบปราบปรามธุรกิจคู่แข่งอย่างจริงจัง เขาสามารถขึ้นกลายเป็นบุคคลที่รวยที่สุดของประเทศจีนได้ไม่ยาก!

อาณาจักรธุรกิจของตระกูลจ้าวแทรกซึมไปเกือบทั่วทุกอุตสาหกรรมในประเทศจีน จำนวนบริษัทย่อยในเครือนับร้อยแห่ง แค่สุ่มหยิบบริษัทย่อยๆเหล่านี้มีสักที่ มันก็มีค่ามากกว่าฮวาหยินกรุ๊ปไม่รู้กี่สิบเท่าแล้ว

และจ้าวเฉียนเป็นบุตรชายเพียงคนเดียวของจ้าวฝู่ กล่าวได้ว่าเป็นทายาทเพียงคนเดียวของตระกูลจ้าวทั้งหมด ในอนาคตเขาจะขึ้นเป็นผู้ถือครองมรดกนับล้านล้านต่อจากพ่อของเขาคนต่อไป?

หวานเจียงค่อยๆหันหน้าเบนศีรษะมองไปที่จ้าวเฉียนราวกับเห็นผี เธอไม่อยากเชื่อเลยว่า ไอ้หื่นกามคนนี้จะเป็นทายาทมหาเศรษฐีที่รวยที่สุดของประเทศ!

จ้าวเฉียนยิ้มพลางเอ่ยถามขึ้นว่า

“ทำไม? ไหงมองฉันแบบนั้น? เห็นฉันหล่อขึ้นมาทันตาเลยใช่ไหมล่ะ?”

สุ้มเสียงของเขาเปล่งดังออกมา ทุกคนก็ระเบิดหัวเราะคิกคักกันใหญ่

แต่ภาพฉากต่อมาของหวานเจียงกลับต้องทำให้ทุกคนตกตะลึง จู่ๆเธอก็ลุกขึ้นพรวดเดินเข้าไปแตะจ้าวเฉียนไปปาบหนึ่ง

“ไอ้บ้า! แล้วนายจะปิดบังไปเพื่อ! เห็นฉันเป็นของเล่นรึไง! ฉันก็มีความรู้สึกนะ!”

หวานเจียงกรนด่าสาปแช่งไม่หยุดหย่อน

จ้าวเฉียนดูตกตะลึงไม่ต่าง เอ่ยถามขึ้นว่า

“ห่ะ? ก็แบบในหนังไง พระเอกปิดบังตัวตนที่แท้จริงเอาไว้ แล้วค่อยเฉลยให้นางเอกฟังตอนจบ ฝ่ายนางเอกก็ควรมีความสุขไม่ใช่รึไง? แล้วไหงเธอมาดุฉันเฉยเลย?”

หวานเจียงกล่วาตอบทันทีว่า

“มีความสุขบ้านนายสิ! ถ้านายเปิดเผยความจริงตั้งแต่ทีแรก ฉันคงตัดใจเรื่องนายได้ไปนานแล้ว ไม่ต้องปล่อยให้มันเลยเถิดแบบนี้! แล้วทีนี้ฉันจะทำยังไง? คิดเหรอว่าครอบครัวนายจะยอมรับผู้หญิงจนๆอย่างฉันได้? สถานะระหว่างเรามันแตกต่างกันเกินไป ฉันรับแรงกดดันขนาดนี้ไม่ไหวหรอกนะ คุณป้าคุณน้า…หนูต้องขอโทษด้วยจริงๆค่ะที่มายุ่งกับลูกชายพวกคุณ หนูไม่รู้จริงๆนะคะ หนูขอโทษ…”

ปรากฏว่าเธอโกรธจ้าวเฉียนเพราะเหตุนี้ ทำเอาทุกคนระเบิดหัวเราะลั่นอีกครั้งชนิดกลั้นขำไม่อยู่ ถ้าเป็นผู้หญิงคนอื่นที่รู้ความจริงเข้า คงพุ่งใส่ประจบสอพอไม่หยุดหย่อน แต่หวานเจียงกลับทำตรงกันข้ามโดยสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นยังรีบขอโทษที่ไม่ควรเข้ามายุ่งแต่แรก นี่ยิ่งทำให้ทุกคนรู้สึกว่า เธอเป็นหญิงสาวที่นิสัยน่ารักมาก

ตอนที่263 ผลาญเงินทุน